หมออิตาลีฆ่าผู้ป่วยโควิด 2 ศพ หลังเจอวิกฤตขาดแคลนเตียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643750

วันที่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 11:00 น.หมออิตาลีฆ่าผู้ป่วยโควิด 2 ศพ หลังเจอวิกฤตขาดแคลนเตียงนายแพทย์ชาวอิตาลีตัดสินใจปลิดชีพผู้ป่วยหลังโรงพยาบาลประสบปัญหาขาดแคลนเตียง

เว็บไซต์ข่าวเดอะซันรายงานว่า ดร. คาร์โล มอสกา วัย 47 ปี นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี ถูกตำรวจควบคุมตัวหลังสอบสวนถึงสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 2 ราย ในโรงพยาบาล

เอกสารส่งฟ้องระบุว่ามอสกาจงใจให้ยาชารวมทั้งยาระงับประสาทและกล้ามเนื้อเกินขนาดแก่ผู้ป่วยทั้ง 2 ที่กำลังป่วยหนักด้วยโรคโควิด-19 โดยยาดังกล่าวมักใช้กับผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจแต่จากการสอบสวนพบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายซึ่งทราบชื่อต่อมาว่าเป็นนายนาทาล บาสซี วัย 61 ปี และนายแองเจลโล ปาเลตติ วัย 81 ปี ทั้งคู่ไม่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจขณะรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับยาดังกล่าว

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการแก้ไขบิดเบือนผลการรักษาเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนายแพทย์มอสกายังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในกรณีการเสียชีวิตของผู้ป่วยคนอื่นอีก 3 ราย

ผู้พิพากษาบันทึกไว้ในหมายจับว่านายแพทย์มอสกามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนขณะที่ลงมือก่อเหตุ โดยระบุว่าแรงจูงใจคือเพื่อให้โรงพยาบาลมีเตียงว่างในการรองรับผู้ป่วยรายอื่น เนื่องจากอิตาลีกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะแคว้นลอมบาร์เดียซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในประเทศ และพบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 สูงสุดถึง 800 คนต่อวัน

ทั้งนี้ อิตาลีกำลังประสบปัญหาจากโรคโควิด-19 อย่างหนักโดยเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดในยุโรปอยู่ช่วงหนึ่งและมีผู้ป่วยในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 5,000 รายต่อวัน

โดยขณะนี้อิตาลีมีผู้ป่วยสะสมนประเทศเกือบ 2.5 ล้านราย และผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85,881 รายซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก

Photo by Andreas SOLARO / AFP

ยุคไบเดนสงครามการค้าจะยิ่งหนักเพราะคนๆ นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643719

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 22:31 น.ยุคไบเดนสงครามการค้าจะยิ่งหนักเพราะคนๆ นี้แคเทอรีน ไทคือใคร? และสำคัญอย่างไรต่อชะตากรรมโลกที่ต้องเจอกับสงครามการค้าต่อไป

สหรัฐได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหญิงคนแรกคือ เจเน็ต เยลเลน ซึ่งจะถือเป็นมิติใหม่ทางการเมืองก็ว่าได้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เช่นกันเพราะเยลเลนเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟดที่เป็นหญิงคนแรกเช่นกัน

เราจะไม่พูดถึงเรื่องของเยลเลนมากนักในที่นี้ เพราะเคยเจาะลึกแบบละเอียดมาแล้วในบทความเรื่อง “เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนคลังสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์“

ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐจะชี้นำทิศทางเศรษฐกิจโลกเช่นกัน แต่ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่ถูกมองข้ามคือ รัฐบาลไบเดนจะมุ่งไปทางไหนในด้านการค้าโลก ดังนั้นเราจึงต้องพูดถึงบุคคลสำคัญสองคนในรัฐบาลไบเดินที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง (ขณะที่เขียนบทความนี้) คือ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จีนา ไรมอนโด (Gina Raimondo) กับว่าที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ คือ แคเทอรีน ไท (Katherine Tai) หรือแคเทอรีน “ไต้” ตามสำเนียงภาษาจีนที่ถูกต้องตามชื่อจีนของเธอคือ “ไต้ฉิน”

ที่น่าสนใจก็คือ ขุนพลเศรษฐกิจและการค้าของรัฐบาลไบเดนเป็นผู้หญิงทั้งหมด แต่คนที่น่าจับตามากที่สุดคือ แคเทอรีน ไทเพราะตำแหน่งของเธอจะเป็นการชี้นำนโยบายด้านการค้าให้กับรัฐบาลไบเดน และไบเดนต้องรับเผือกร้อนต่อจากทรัมป์เรื่องสงครามการค้ากับจีน

แคเทอรีน ไทถูกจับตามองเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ แต่เพราะพ่อแม่ของเธอคนจีน (เธอจึงชื่อจีนว่า ไต้ฉิน) ต่อมาพ่อแม่ของเธอย้ายไปอยู่ไต้หวัน (ไต้หวันจึงเคลมว่าเธอเป็น “ญาติ” กับไต้หวัน) เธอเกิดที่สหรัฐจึงเป็นอเมริกันโดยกำเนิด เคยไปสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยซุนยัดเซน ที่เมืองกว่างโจว ประเทศจีน (เธอจึงรู้จักจีนดีและพูดจีนกลางคล่องแคล่ว)

ที่สำคัญไทเคยทำงานกับสำนักงานผู้แทนการค้า (USTR) ตั้งแต่ปี 2007 ระหว่างปี 2011 – 2014 เป็นที่ปรึกษาเรื่องการบังคับใช้มาตรการการค้ากับจีน หลังจากปี 2014 เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรของสภาผู้แทนราษฎรในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการค้า และดำรงตำแหน่งนี้จนถึงสมัยทรัมป์และมีส่วนช่วยสภาฯ ในการต่อรองกับรัฐบาลทรัมป์เรื่องข้อตกลงการค้า

นี่คือคุณสมบัติเบื้องหลังของแคเทอรีน ไทซึ่งเรียกได้ว่า “คับแก้ว” ดูแล้วเหมาะกับการรับมือกับสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมาถึงสมัยของไบเดนได้ดี

โจ ไบเดนเอ่ยถึงไทเอาไว้ว่า “เธอเข้าใจดีว่าเราต้องการกลยุทธ์ที่มากขึ้น – เพื่อให้มีกลยุทธ์มากกว่าที่เราเคยเป็นมาในวิธีที่เราทำการค้า และนั่นทำให้เราทุกคนแข็งแกร่งขึ้น”

คำพูดนี้สะท้อนแนวทางของไบเดนด้วยที่ยังจะโจมตีเหมือนเดิมและอาจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ (จนบางคนเชื่อว่าเขาคือ “ทรัมป์ 2.0” ในเรื่องนโยบายต่อจีน) แต่เขาจะไม่เหมือนทรัมป์ตรงที่หุนหันพลันแล่น โผงผางและสั่งการอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันผ่านทางทวิตเตอร์ ไบเดนจัดการกับจีนอย่างรอบคอบด้วยกลยุทธ์ที่ลุ่มลึกกว่า

ถ้าเขาจะจะเล่นงานจีน ก็ต้องเล่นแบบมีความชอบธรรมตามกติกาโลก หากไม่ดึงจีนเข้ามาอยู่ในกรอบกติกาการค้าโลกเขาก็จะสร้างกรอบกติกาการค้าขึ้นมาใหม่ที่จีนต้องถูกบีบ นั่นคือการสร้างพันธมิตรเพื่อล้อมจีนนั่นเอง

แคเทอรีน ไทเป็นคนที่เหมาะสมในเรืองนี้ เธอจบการศึกษาด้านกฎหมายมาและรู้จักจีนดีแถมยังทำงานด้านเจรจาการค้ามานานถึง 17 ปี โดยส่วนตัวแล้วเธอยังบอกว่าเธอเป็นคนที่ “นักแก้ปัญหาแบบปฏิบัตินิยมในเรื่องนโยบายการค้า”

คำถามก็คือ ไทจะแก้ปัญหาแบบไหน? ระหว่างการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐให้หันหน้ามาคุยกัน หรือช่วยไบเดนแก้ปัญหาติดขัดในการเล่นงานจีนอย่างหนักๆ ต่อไป

ย้อนกลับไปดูผู้แทนการค้าฯ คนก่อนคือโรเบิร์ท ไลท์ไทเซอร์ (Robert Lighthizer) เรียกว่าเป็นคนสนองคำสั่งของทรัมป์ก็ว่าได้ ซึ่งไม่แยแสกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) เอาเลยนึกจะขึ้นภาษีจีนเพื่อลงโทษจีนก็ทำไปทื่อๆ จนกระทั่งปีที่แล้ว WTO มีคำชี้ขาดว่าการที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าจีนเป็นการละเมิดระเบียบของ WTO

การกระทำของทรัมป์กับผู้แทนการค้าของเขาอาจได้ใจคนอเมริกันที่ชอบแนวทางของทรัมป์ (ที่มักอ้างในทำนองว่า “จีนแย่งงานเรา ขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของเรา”) แต่มันทำลายสถานะผู้นำโลกของสหรัฐแบบยับเยิน เพราะสหรัฐนั่นเองที่เป็นสมาชิกแรกเริ่มของ WTO และสหรัฐอีกนั่นแหละที่ยอมให้จีนร่วม WTO เพื่อให้โลกค้าขายกันตามกติกา

ก่อนสมัยทรัมป์ยังมีหลักฐานเหลืออยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานผู้แทนการค้าฯ ที่ระบุว่า “สหรัฐเป็นสมาชิกดั้งเดิมของ WTO และเป็นผู้สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดตามกฎอย่างมั่นคง การทำงานผ่าน WTO ทำให้สหรัฐสามารถปกป้องและพัฒนาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจและคนงานอเมริกันในขณะที่เปิดตลาดต่างประเทศ .. สหรัฐยังเป็นผู้นำระดับโลกในการลดอุปสรรคทางการค้าเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วโลก”

เมื่อทรัมป์เข้ามาสิ่งเหล่านี้ดูจะกลายเป็นอดีตไป สหรัฐกลายเป็นผู้สร้างอุปสรรคการค้าที่ไม่ชอบธรรม กลายเป็นประเทศที่ปิดตัวเอง ไม่แยแสการค้าเสรีและหมกมุ่นกับการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง (Protectionism) จนทำให้โลกปั่นป่วนอย่างหนัก

แต่กับไทและไบเดนเป็นคนละเรื่อง เมื่อย้อนกลับไปดูผลงานของไทที่เล่นงานจีนเหมือนกัน จะพบว่าขณะที่ทรัมป์กับพลพรรคเล่นงานจีนเหมือน “สงครามกองโจร” แต่ไทเล่นงานจีนด้วย “นิติสงคราม” ตามกติกาของ WTO ด้วยและสำเร็จเสียด้วย

กรณีศึกษาคือเมื่อปี 2012 ไทเป็นแกนนำในการผนึกกำลังประเทศต่างๆ รวม 18 ประเทศเพื่อฟ้องร้องต่อ WTO ฐานที่จีนกำหนดโควต้าการส่งออกแรร์เอิร์ธ จนจีนต้องยอมยกเลิกเมื่อปี 2015

ในระหว่างที่เธอเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรฯ ยังมีการผลักดันมาตรการแบนสินค้าจากซินเจียงที่อ้างกันว่าผลิตโดยการบังคับใช้แรงงานในค่ายกักกัน/ค่ายฝึกอาชีพของทางการจีนในซินเจียง

ตอนนี้ที่สงครามการค้ากำลังคุกรุ่น จีนก็แสดงท่าทีว่าจะกุมตลาดแรร์เอิร์ธเอาไว้ให้มั่น จนเมื่อไม่กี่วันก่อนรัฐบาลจีนก็ผ่านกฎใหม่เพื่อคุมแร่ชนิดนี้ให้เข้มงวดขึ้นอีก ไม่แน่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อไท ผู้เคยล้มจีนเรื่องแรร์เอิร์ธมาแล้ว

อย่าลืมว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักผู้แทนการค้าฯ ล้วนแต่เป็นหัวกะทิด้านกฎหมายไม่ก็ด้านเศรษฐศาสตร์ ไทเองก็มีดีกรีด้านกฎหมาย ดังนั้นสหรัฐกับจีนที่เคยรบแบบแลกหมัดสมัยทรัมป์ จะต้องหันมารบด้วยการเปิดตำรากฎหมายกันมากขึ้น

ในวันที่ถูกเสนอชื่อโดยไบเดน แคเทอรีน ไทบอกว่า “การค้าก็เหมือนเครื่องมืออื่นๆ ของเราในด้านนโยบายต่างประเทศ มันไม่ใช่เป้าหมายในตัวมันเอง มันคือวิธีการในการสร้างความหวังและโอกาสให้กับผู้คน และมันจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมนุษยธรรมและศักดิ์ศรีของชาวอเมริกันทุกคนและทุกๆ คนอยู่ที่ใจกลางในแนวทางของเรา”

คำพูดนี้คล้ายกับจุดยืนของทรัมป์อย่างมาก เพียงแต่พูดอย่างนุ่มนวลเหมือนไม่อันตราย 

กับการที่ทรัมป์ใช้ “เครื่องมือหนัก” ด้วยขึ้นภาษีกีดกันจีน เธอเองยังคล้อยตามด้วยซ้ำโดยบอกว่ามันเป็นมาตรการเชิงป้องกัน ซึ่งสหรัฐต้องการอะไรที่เป็นเชิงรุกมากกว่านี้ ทว่าเธอแย้มว่าควรจะผนึกกำลังกับพันธมิตรด้วย

แคเทอรีน ไทจะใช้การค้าเป็นเครื่องมือกดดันจีนต่อไป ดังนั้นหลายคนจะไม่รู้สึกโล่งใจที่เห็นชื่อของเธอ ตรงกันข้ามใครที่รู้จักไทดีขึ้น จะต้องเตรียมตัวให้ดีว่าสงครามการค้าไม่แผ่วลง แต่มีทางเลือกสองทางคือแรงเท่าเดิมหรือหนักกว่าเดิม

หากยังไม่เชื่อก็ต้องยกคำพูดของไบเดนที่กล่าวชมเชยไทว่าเธอเป็น “หัวหน้าฝ่ายการค้าผู้บังคับใช้มาตรการต่อต้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนซึ่งจะมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในรัฐบาลไบเดน-แฮร์ริส”

ชัดเสียยิ่งกว่าชัดว่า สองมหาอำนาจจะเผชิญหน้ากันต่อไป

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo Chip Somodevilla/AFP

ออสเตรเลียขยี้กูเกิลโหนข่าวจนรวยถึงเวลาต้องจ่ายเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643701

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 21:00 น.ออสเตรเลียขยี้กูเกิลโหนข่าวจนรวยถึงเวลาต้องจ่ายเงินย้อนไทม์ไลน์สำคัญเกิดอะไรขึ้นกับกูเกิล-ออสเตรเลีย และจะส่งผลอย่างไรต่อโลก

1. ทุกวันนี้สื่อสิ่งพิมพ์และสำนักข่าวของออสเตรเลียกำลังประสบปัญหาในการอยู่รอด โดยสื่อสิ่งพิมพ์ของออสเตรเลียมีรายได้จากโฆษณาลดลงถึง 75% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ขณะที่กูเกิลเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่มีรายได้ค่าโฆษณาจำนวนมาก โดยเงินค่าโฆษณาออนไลน์ในออสเตรเลียตกเป็นของกูเกิลและเฟซบุ๊กไปแล้วประมาณ 81%

2. โดยในปีที่แล้วกูเกิลทำรายได้ในออสเตรเลียถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐแต่จ่ายภาษีให้กับออสเตรเลียประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

3. การศึกษาในปี 2019 พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมางานสื่อสารมวลชนในออสเตรเลียหายไปประมาณ 3,000 ตำแหน่ง ขณะที่กูเกิลรวมถึงเฟซบุ๊กได้กอบโกยรายได้จากสื่อเหล่านั้นโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ สำหรับเนื้อหาข่าว

3. ส่งผลให้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 จอช ฟรายเดนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของออสเตรเลียแถลงว่าจะเรียกเก็บค่าเนื้อหาข่าวที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิลรวมถึงเฟซบุ๊กนำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะออกเป็นกฎหมายในอีกไม่ช้าเพื่อความยุติธรรมและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันรวมถึงคุ้มครองผู้บริโภค โดยกูเกิลและเฟซบุ๊กจะต้องเจรจาเรื่องค่าใช้จ่ายกับสำนักข่าวออสเตรเลียก่อนที่จะนำเนื้อหาข่าวนั้นๆ ไปเผยแพร่

4. หลังจากนั้นไม่นานหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของออสเตรเลีย (Australian Competition and Consumer Commission – ACCC) ก็ได้ออกร่างกฎหมายซึ่งเป็น “กฎการเจรจาส่วนแบ่งค่าเนื้อหากับสำนักข่าว” โดยร่างกฎหมายดังกล่าวถูกนำขึ้นพิจารณาในรัฐสภาออสเตรเลียเมื่อเดือนธันวาคม ขณะที่รัฐบาลอีกหลายประเทศก็กำลังตระหนักถึงการเรียกเก็บเงินจากบริษัทแพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติในประเทศอยู่เช่นกัน เพื่อความเป็นธรรมต่อบริษัทในประเทศเอง

5. กูเกิลได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงออสเตรเลีย ซึ่งระบุว่าทางบริษัทไม่เห็นด้วยกับกฎดังกล่าว เนื่องจากกูเกิลเองก็ได้มีการแบ่งรายได้กับสำนักข่าวอยู่แล้วโดยกูเกิลยืนยันว่าได้เป็นพันธมิตรกับสำนักข่าวในออสเตรเลียหลายแห่งและมีข้อตกลงมูลค่ารวมมหาศาล กูเกิลยังช่วยให้เว็บไซต์ของสำนักข่าวมีผู้ชมรวมหลายพันครั้งต่อปี และกล่าวว่ารัฐบาลออสเตรเลียควรส่งเสริมความร่วมมือเช่นนี้มากกว่าการออกกฎหมายที่ไม่มีเหตุผล

6. อย่างไรก็ตามหากรัฐสภาออสเตรเลียมีมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวกูเกิลจะต้องเจรจาจ่ายเงินค่าเนื้อหาที่นำไปลงบนแพลตฟอร์มของตนให้กับสำนักข่าวเจ้าของเนื้อหานั้นๆ โดยรัฐบาลกลางของออสเตรเลียจะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและตัดสินใจเกี่ยวกับการจ่ายเงิน

7. ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลียออกกฎหมายกำหนดให้สื่อออนไลน์ต้องจ่ายเงินค่าเนื้อหาดังกล่าว ขณะที่ยังไม่มีการลงมติจากวุฒิสภาเนื่องจากกำลังดำเนินการอภิปรายร่างกฎหมาย

8. ในเดือนมกราคมกูเกิลยังคงปฏิเสธที่จะจ่ายค่าเนื้อหาให้กับสำนักข่าวออสเตรเลียและได้ทดลองปิดกั้นเว็บไซต์ของสำนักข่าวออสเตรเลียหลายแห่งในผู้ใช้บริการจากออสเตรเลีย 1% เพื่อประเมินผลกระทบด้านข้อมูลข่าวสารและกล่าวว่าจุยุติการทดลองในเดือนกุมภาพันธ์

9. ด้านฟรายเดนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ออกมาเรียกร้องให้กูเกิลยุติการปิดกั้นทั้งหมดและจ่ายค่าเนื้อหาให้กับสำนักข่าวออสเตรเลียในการนำเนื้อหาเหล่านั้นไปเผยแพร่ลงบนแพลตฟอร์มของกูเกิล

10. เมล ซิลวา ผู้บริหารบริษัทกูเกิลประจำประเทศออสเตรเลียกล่าวว่าหากรัฐบาลยังคงยืนยันที่จะบังคับให้ทางบริษัทต้องจ่ายเงินค่าเนื้อหา กูเกิลอาจไม่มีทางเลือกอื่นและจำเป็นที่จะต้องยุติการให้บริการในออสเตรเลีย

11. ขณะที่ด้านนายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสัน ไม่กลัวคำขู่ของกูเกิลแต่อย่างใด และยืนยันว่าจะผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวต่อไปให้ผ่านในรัฐสภาภายในปีนี้และมีผลบังคับใช้จริงในที่สุด

12. ซึ่งหากสามารถทำได้ออสเตรเลียจะเป็นประเทศผู้นำของโลกที่สามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ผลิตเนื้อหาสื่อต่างๆ ในประเทศและผลักดันให้ประเทศอื่นๆ ดำเนินนโยบายใกล้เคียงกัน เพื่อเปิดทางให้บริษัทสื่อสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่เสียไปจากการปล่อยให้เนื้อหาของตนถูกแชร์ในโซเชียลมีเดียหรือเสิร์ชเอนจินแบบฟรีๆ 

Photo by Kenzo TRIBOUILLARD / AFP

เตือนอาศัยในเมืองที่มลพิษทางอากาศสูงเสี่ยงตาบอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643695

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.เตือนอาศัยในเมืองที่มลพิษทางอากาศสูงเสี่ยงตาบอดการอาศัยในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงเพิ่มความเสี่ยงจอประสาทตาเลื่อมจนนำมาสู่การตาบอด 

ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยชาวอังกฤษซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์จักษุวิทยาของอังกฤษพบว่า ความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศที่มากขึ้นมีความสัมพันธ์กับโอกาสในการเกิดจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (AMD) จนนำมาสู่การสูยเสียการมองเห็นเพิ่มขึ้นถึง 8%

นักวิจัยศึกษาอาสาสมัครอายุระหว่าง 40-69 ปี จำนวน 15,954 คน ซึ่งขณะเริ่มวิจัยแต่ละคนไม่มีปัญหาด้านสายตา โดยติดตามภาวะจอประสาทตาเสื่อมของแต่ละคน แล้วนำผลการติดตามมาเปรียบเทียบกับระดับความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในพื้นที่ที่แต่ละคนอาศัยอยู่

การวิจัยครั้งนี้อาศัยข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวกับยีนและข้อมูลสุขภาพของอาสาสมัคร รวมทั้งค่าประมาณของระดับมลพิษทางอากาศโดยเฉลี่ยต่อปีตามที่อยู่อาศัยของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ไนโตรเจนไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากท่อไอเสียรถยนต์

นักวิจัยพบว่า มีอาสาสมัครเพียง 1,286 คน หรือ 1% เท่านั้นที่มีอาการจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ แต่หากนำปัจจัยด้านการใช้ชีวิตและโรคที่เป็นอยู่เดิมมาพิจารณา กลับพบว่าอาสาสมัครที่ได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปริมาณที่เข้มข้น มีโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุพิ่มขึ้นถึง 8%

นอกจากนี้ ยังพบว่าการสัมผัสกับฝุ่น PM2.5 และมลพิษอื่นๆ ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของจอประสาทตาของอาสาสมัครด้วย

อย่างไรก็ดี ทางทีมระบุว่าการศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกตการณ์ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามลพิษทำให้สูญเสียการมองเห็น

ทว่าผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่า การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศมากๆ อาจทำให้จอประสาทตาอ่อนแอซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ

คริส  อิงเกิลเฮิร์น จักษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ของอังกฤษซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยล่าสุดนี้ระบุว่า แม้ว่าผลการวิจัยจะไม่ได้พิสูจน์ว่ามลพิษทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุโดยตรง แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าการศึกษาทั้งสองซึ่งต่างคนต่างวิจัยนี้ได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน ทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่าการเชื่อมโยงที่งานวิจัยสรุปนั้นเป็นเรื่องจริง

นิวซีแลนด์อาจปิดประเทศทั้งปีเพื่อสกัดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643707

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.นิวซีแลนด์อาจปิดประเทศทั้งปีเพื่อสกัดโควิดผู้นำหญิงเผยนิวซีแลนด์อาจไม่เปิดประเทศรับชาวต่างชาติในปีนี้  

นายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์แถลงข่าวในกรุงเวลลิงตันว่า นิวซีแลนด์อาจปิดพรมแดนประเทศเกือบตลอดทั้งปีนี้ เนื่องจากยังพบการแพร่ระบาดของ Covid-19 ทั่วโลกและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนต้าน Covid-19

“พรมแดนของเราจะได้รับผลกระทบเกือบทั้งปี” อาร์เดิร์นกล่าว  

รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศว่า Medsafe ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลยาของนิวซีแลนด์จะอนุมัติให้ใช้วัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) ชั่วคราวในสัปดาห์หน้า

แต่อาร์เดิร์นเผยว่าการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้ออย่างทั่วถึงจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงช่วงกลางปี ซึ่งเธอขอเลือกใช้วิธี “อนุรักษนิยม” ในการตัดสินใจให้ชาวต่างชาติเดินทางกลับเข้านิวซีแลนด์  

ผู้นำนิวซีแลนด์ยังเอ่ยถึงการทำทราเวลบับเบิลว่า จะเดินหน้าจับคู่กับออสเตรเลียและประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น จะไม่ร่วมมือกับประเทศอื่นนอกเหนือจากนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและสุขภาพของชาวนิวซีแลนด์  

อาร์เดิร์นย้ำว่า การเปิดการท่องเที่ยวอีกครั้งของนิวซีแลนด์ต้องการ 1 ใน 2 สิ่งคือ ความมั่นใจว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วจะไม่แพร่เชื้อโคโรนาไวรัสให้ผู้อื่น ซึ่งยังไม่มีใครทราบแน่ชัด หรือรัฐบาลต้องฉีดวัคซีนและปกป้องชาวนิวซีแลนด์อย่างเพียงพอเพื่อให้เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศอย่างปลอดภัย ซึ่งเธอบอกว่าทั้งสองความเป็นไปได้นี้ต้องใช้เวลา

Photo by Marty MELVILLE / AFP

สีจิ้นผิงเตือนไบเดน สงครามเย็นอาจปะทุถ้ายังทำแบบทรัมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643679

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.สีจิ้นผิงเตือนไบเดน สงครามเย็นอาจปะทุถ้ายังทำแบบทรัมป์สีจิ้นผิงเตือนไบเดนอาจเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่หากยังคงนโยบายกีดกันทางการค้า

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีนกล่าวในเวทีประชุมออนไลน์ World Economic Forum 2021 โดยส่งสัญญาณถึงโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐว่าอาจเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่หากไบเดนยังคงดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าต่อจีนเช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

พร้อมเรียกร้องให้นานาประเทศใช้แนวทางพหุภาคีเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา และย้ำว่าการแพร่ระบาดของโรคไม่ควรนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า

สียังกล่าวอีกว่า “การสร้างกลุ่มขนาดเล็กหรือเริ่มต้นสงครามเย็นครั้งใหม่ การปฏิเสธ การคุกคาม หรือการข่มขู่เพื่อแบ่งแยกเศรษฐกิจออกจากกัน การขัดขวางการค้าหรือการคว่ำบาตร และการสร้างความโดดเดี่ยวหรือแตกแยก มีแต่จะทำให้โลกแตกแยกและทำให้เกิดการเผชิญหน้า”

“ปัญหาระดับโลกไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องการความร่วมมือระดับโลก เราควรสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง รักษาระบอบการค้าพหุภาคี หยุดเลือกปฏิบัติและกีดกันทั้งทางการค้า การลงทุน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี”

“แต่ละประเทศมีความโดดเด่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และระบบสังคมของตัวเอง ไม่มีประเทศใดเหนือไปกว่าประเทศอื่น” สีกล่าวพร้อมเรียกร้องไม่ให้มีการกำหนดลำดับชั้นของมนุษย์หรือยัดเยียดและบังคับใช้ระบบของประเทศตนเองกับประเทศอื่น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าสีจะไม่ได้เอ่ยถึงไบเดนและสหรัฐโดยตรง แต่คำพูดของเขาพุ่งเป้าไปยังไบเดนและสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน

ด้านไบเดนยังไม่มีท่าทีว่าจะผ่อนปรนนโยบายกีดกันทางการค้าต่อจีนหรือไม่ แต่ได้ประกาศนโยบาย “ซื้อของอเมริกัน” เพื่อส่งเสริมการผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ พร้อมส่งสัญญาณว่าจะเปลี่ยนจากกรเผชิญหน้าเป็นการแข่งขัน

Photo by World Economic Forum (WEF) / AFP

จีนติดตั้งเครื่องปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปเตรียมซ้อมรบใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643670

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 15:30 น.จีนติดตั้งเครื่องปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปเตรียมซ้อมรบใหญ่กองทัพจีนขนเครื่องยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตงเฟิงติดตั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกเตรียมซ้อมรบท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐ 

สหภาพนักวิทยาศาสตร์สหรัฐ (FAS) รายงานโดยอ้างภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัท Maxar Technologies ว่ากองทัพจีนนำเครื่องยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (IRMB) ตงเฟง-26 (DF-26) หลายเครื่องมาติดตั้งที่ศูนย์ฝึกซ้อมรบในมณฑลซานตงทางตะวันออกของประเทศ และระบุว่านับเป็นครั้งแรกที่กองทัพจีนนำขีปนาวุธ DF-26 มาใช้ในปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อันเดรย์ ชาง บรรณาธิการนิตยสารข่าวสารด้านการทหาร Kanwa Defence Review ในแคนาดาเผยในคลิปวิดีโอที่โพสต์ในยูทูบว่า กองกำลังขีปนาวุธของจีนได้ติดตั้งเครื่องยิงขีปนาวุธ DF-26 จำนวน 16 เครื่องที่ฐานทัพในเมืองชิงโจวของมณฑลซานตง และเมืองเค่อเอ่อเล่อในเขตปกครองตนเองซินเจียง

ชางเผยว่า สถานที่ดังกล่าวทำให้อินเดียซึ่งมีกรณีพิพาทชายแดนอยู่กับจีนอยู่ในพิสัยการยิงของขีปนาวุธนี้ รวมทั้งอาจเป็นอันตรายกับฐานทัพเรือสหรัฐที่ตั้งอยู่ในเมืองโยะโกะซุกะของญี่ปุ่น

ขีปนาวุธ DF-26 มีพิสัยการโจมตีอยู่ที่ 5,000 กิโลเมตร

ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพจีนเผยว่า พิจารณาจากพิสัยการยิงของขีปนาวุธซึ่งจะไปตกที่ทะเลทรายโกบีซึ่งไม่มีคนอยู่อาศัย การติดตั้งขีปนาวุธ DF-26 ในเมืองเค่อเอ่อเล่อเป็นไปเพื่อการซ้อมรบ และไม่ใช่ครั้งแรกที่ DF-26 ถูกนำมาใช้ แต่เป็นครั้งแรกที่ดาวเทียมจับภาพได้

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว กองทัพจีนเคยยิงขีปนาวุธ DF-26 จากมณฑลชิงไห่เพื่อโจมตีเรือที่เคลื่อนที่ในทะเลจีนใต้ และเคยถูกนำไปติดตั้งในสถานที่อย่างน้อย 4 แห่งในจีน

แอสตราเซเนกาโต้ข่าวลือวัคซีนได้ผล 8% ในผู้สูงอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643657

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 14:00 น.แอสตราเซเนกาโต้ข่าวลือวัคซีนได้ผล 8% ในผู้สูงอายุแอสตราเซเนกาออกมาปฏิเสธหลังสื่อเยอรมนีอ้างวัคซีนได้ผลน้อยในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

เอเอฟพีรายงานว่าแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) บริษัทผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ออกมาปฏิเสธหลังจากที่สื่อของเยอรมนีฮานเดลสบลัตต์ (Handelsblatt) และบิลด์ (Bild) รายงานว่าวัคซีนจากแอสตราเซเนกาที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีประสิทธิภาพอยู่ที่เพียง 8% เท่านั้นในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลเยอรมนีกังวลว่าวัคซีนอาจไม่ได้รับอนุมัติจากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ให้ใช้กับผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป

โดยแอสตราเซเนกาได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า “รายงานว่าประสิทธิภาพของวัคซีนแอสตราเซเนกา/ออกซ์ฟอร์ด ต่ำเพียง 8% ในกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีนั้นไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง”

“เมื่อเดือนพฤศจิกายนเราได้เผยแพร่ข้อมูลในวารสารทางการแพทย์เดอะแลนซิตซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีการตอบสนองที่ดีหลังจากได้รับวัคซีน โดยผู้สูงอายุ 100% สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ด้านสหภาพยุโรปได้ส่งคำเตือนไปยังแอสตราเซเนกาถึงความล่าช้าในการส่งมอบวัคซีนหลายล้านโดส หลังจากที่แอสตราเซเนกาแจ้งว่าจะมีการส่งมอบวัคซีนให้แก่สหภาพยุโรปไม่ตรงตามเป้าเนื่องจากปัญหาด้านการผลิต

โดยขณะนี้สหภาพยุโรปได้อนุมัติให้มีการแจกจ่ายวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) ที่พัฒนาร่วมกับไบโอเอ็นเทค (BioNTech) และวัคซีนของโมเดอร์นา (Moderna) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Photo by RUSSELL CHEYNE / POOL / AFP

จับตา Tencent มูลค่าพุ่งแตะล้านล้านเหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643655

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 12:30 น.จับตา Tencent มูลค่าพุ่งแตะล้านล้านเหรียญมูลค่าบริษัท Tencent ของจีนเจ้าของ WeChat ใกล้แตะล้านล้านเหรียญสหรัฐตามรอยยักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Amazon, Alphabet และ Microsoft

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามูลค่าหุ้นของบริษัท Tencent (เท็นเซ็นต์) เจ้าของแอพพลิเคชั่น WeChat (วีแชท) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 11% ซึ่งนับว่ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่งผลให้มูลค่าบริษัทในตลาดแตะหลักล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก

ทว่าวันนี้กลับร่วงลงไปถึง 5.1% ซึ่งนับว่าตกหนักที่สุดในรอบ 1 เดือน ทำให้ล่าสุดมูลค่าของ Tencent ลดลงมาอยู่ที่ 900,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แม้ว่าจะมีปัจจัยเพียงไม่กี่อย่างที่ทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเช่นที่เกิดกับ Tencent กระนั้นก็ตาม นักลงทุนได้อ้างถึงปัจจัยของ Tencent ว่า บริษัทมีแผนจะนำบริษัทสตาร์ทอัพ Kuaishou Technology (ไคว่โส่ว เทคโนโลยี) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคลิปวิดีโอสั้น ที่ Tencent ถือหุ้นอยู่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้ ยังได้อานิสงส์จากการที่นักวิเคราะห์จากบริษัท ซิตีกรุ๊ป มองว่า Tencent  มีอนาคตที่สดใสด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังทำให้ตลาดตราสารอนุพันธ์ประเภทหนึ่งที่เป็นสัญญาซื้อขาย ทรัพย์สินในอนาคต (options market) ทำสัญญาซื้อขายกันดุเดือดมากถึงขั้นที่ สัญญาหนึ่งซึ่งจะหมดอายุในวันพฤหัสบดีนี้มูลค่าหุ้นของ Tencent พุ่งขึ้นถึง 118,300%

ทั้งนี้ Tencent เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้อานิสงส์จากการที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับภาคส่วนเทคโนโลยี  ก่อนที่หุ้นจะตกในวันนี้ เฉพาะเดือน ม.ค.เดือนเดียวมูลค่าหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 251,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับจนถึงตอนนี้ถือว่าเพิ่มสูงที่สุดในโลก

แม้ว่าหุ้นของ Tencent จะเป็นที่ต้องการของนักลงทุนในเอเชีย เนื่องจากให้ผลตอบแทนแล้วกว่า 100,000% นับตั้งแต่เสนอขายหุ้นแก่บุคคลทั่วไปครั้งแรก (IPO) เมื่อปี 2014 แต่ใช่ว่าหุ้น Tencent จะไม่มีความเสี่ยง

ปี 2018 ที่รัฐบาลจีนสั่งคุมเข้มธุรกิจเกมออนไลน์ ส่งผลกระทบกับธุรกิจเกมออนไลน์ที่ทำกำไรได้มากที่สุดของ Tencent เต็มเปา โดยขณะนั้นธุรกิจเกมออนไลน์มีสัดส่วน 40% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท เมื่อบวกกับเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและเงินหยวนอ่อนค่า และคำสั่งระงับการอนุมัติเกมใหม่ของทางการเป็นเวลา 9 เดือน ทำให้หุ้นของ Tencent ตกถึง 22%

อีกทั้งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วรัฐบาลจีนยังตรวจสอบการผูกขาดทางการค้าอย่างเข้มงวดกับบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีน ซึ่งรวมถึง Tencent ด้วย

ทั้งนี้ หากมูลค่าของ Tencent ทะยานแตะล้านล้านเหรียญสหรัฐสำเร็จ จะเป็นบริษัทสัญชาติจีนลำดับที่ 2 ต่อจาก  PetroChina ที่มีมูลค่าเกินล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดย PetroChina ทำได้เมื่อช่วงปลายปี 2017 ก่อนจะลดลง

ไบเดนฉีกคำสั่งทรัมป์ ไฟเขียวทหารข้ามเพศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643650

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 10:55 น.ไบเดนฉีกคำสั่งทรัมป์ ไฟเขียวทหารข้ามเพศโจ ไบเดน ยกเลิกคำสั่งโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อความแข็งแกร่งของอเมริกาเกิดจากความหลากหลาย

รอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดนลงนามยกเลิกคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ห้ามชาวอเมริกันข้ามเพศรับราชการทหารในกองทัพสหรัฐ ซึ่งจะมีผลให้กองทัพไม่สามารถปลดปรพจำการข้าราชการทหารด้วยเหตุผลด้านเพศสภาพอีกต่อไป

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไบเดนกล่าวย้ำหลายครั้งว่าเขาจะยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าว โดยไบเดนวางแผนที่จะใช้สัปดาห์แรกในฐานะประธานาธิบดีเพื่อพัฒนาความเสมอภาคและสนับสนุนคนผิวสีและคนด้อยโอกาสอื่นๆ

ไบเดนเชื่อว่าเพศสภาพไม่ควรเป็นอุปสรรคในการรับราชการทหาร และความแข็งแกร่งของอเมริกาเกิดขึ้นจากความหลากหลาย

แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่าการอนุญาตให้ชาวอเมริกันที่มีคุณสมบัติทุกคนรับใช้ประเทศของตนในเครื่องแบบเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับกองทัพและสำหรับประเทศ เพราะกองกำลังรวมเป็นกองกำลังที่มีประสิทธิภาพมากกว่า กล่าวคือเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อชาติของเรา

ด้านลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่กล่าวว่าทางกระทรวงจะดำเนินการตามนโยบายที่เหมาะสมทันที่เพื่อรับประกันว่าคนข้ามเพศมีสิทธิเข้ารับราชการทหารได้

กองทัพสหรัฐดำเนินการเพื่อปกป้องคนในชาติจากศัตรูทั้งในและต่างประเทศ และเราจะบรรลุภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเมื่อเราเป็นตัวแทนของคนในชาติทั้งหมด

ทั้งนี้ ในปี 2016 อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา อนุญาตให้คนข้ามเพศเข้ารับราชการอย่างเปิดเผยและได้รับการดูแลทางการแพทย์

ต่อมาในปี 2017 ทรัมป์เคยประกาศผ่านทวิตเตอร์ว่า “อเมริกันจะไม่ยอมรับหรืออนุญาต” คนข้ามเพศเข้ารับราชการทหาร” และคำสั่งห้ามดังกล่าวมีผลในอีก 2 ปีถัดมา

โดยบุคลากรข้ามเพศที่รับราชการทหารอยู่แล้วได้รับอนุญาตให้ประจำการต่อ แต่คนข้ามเพศคนอื่นๆ ถูกห้ามไม่ให้สมัครเข้ารับราชการทหาร ทั้งนี้ ตามรายงานระบุว่าในปี 2019 มีทหารข้ามเพศประจำการในกองทัพถึง 8,980 นาย

Photo by Spencer Platt/Getty Images/AFP