4 เมืองท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนที่สุดในโลก นักเดินทางควรไปเยือนสักครั้ง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/abroad/2780106

4 เมืองท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนที่สุดในโลก นักเดินทางควรไปเยือนสักครั้ง

22 เม.ย. 2567 17:29 น.

4 เมืองท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนที่สุดในโลก นักเดินทางควรไปเยือนสักครั้ง

เอาใจนักท่องเที่ยวสายยั่งยืน รวมเมืองท่องเที่ยวจาก 4 ประเทศทั่วโลกที่มีสิ่งแวดล้อมอันสวยงาม โดยเมืองเหล่านี้มีความยั่งยืนอย่างเหมาะสม พิจารณาจากตัวชี้วัดตามเกณฑ์ทั้ง 69 ตัว เช่น อัตราการรีไซเคิล ระดับมลพิษทางอากาศ ปริมาณเส้นทางปั่นจักรยาน และเปอร์เซ็นต์ของห้องพักในโรงแรม ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

เทรนด์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กลายเป็นอีกหนึ่งกระแสท่องเที่ยวที่น่าสนใจไปทั่วโลก เนื่องจากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนี้ เป็นการส่งผลกระทบเชิงบวกไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสร้างเศรษฐกิจให้กับแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ในทิศทางที่ดีขึ้น สร้างบรรยากาศที่ดี และยังเป็นการรณรงค์ที่จะช่วยลดผลกระทบทางลบต่อการท่องเที่ยวในสถานที่นั้นๆ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกด้วย

กระแสท่องเที่ยวนี้ทำให้ทางไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวม 4 แหล่งท่องเที่ยวสุดยั่งยืนที่น่าสนใจ และต้องเดินทางไปสัมผัสความยั่งยืนนี้ด้วยตนเองสักครั้ง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ ได้รับการพิจารณาจากตัวชี้วัดตามเกณฑ์ความยั่งยืนทั้ง 69 ตัวในลำดับต้นๆ ของโลก

เมืองท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนที่สุดในโลก

  • Gothenburg ประเทศสวีเดน

กอเทนเบิร์ก (Gothenburg) เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสวีเดน และเป็นเมืองท่าสำคัญ บรรยากาศและผังเมืองที่นอกจากจะอุดมไปด้วยความเจริญแล้ว ยังรายล้อมไปด้วยธรรมชาติอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวจะได้เห็นหมู่บ้านสไตล์นอร์ดิกเรียงรายตลอดทาง ที่เน้นเป็นหนึ่งเดียวกับความเขียวขจีจากธรรมชาติ 

นอกจากนี้ยังมีบรรยากาศของความเรียบง่าย สงบ อบอุ่น และผ่อนคลาย สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเน้นไปในเชิงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ สวนสาธารณะ จุดชมวิวที่เหมาะสมมากๆ กับนักท่องเที่ยวสายชิลที่อยากจะลิ้มลองวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

  • Oslo ประเทศนอร์เวย์

ออสโล (Oslo) เป็นเมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นอีกประเทศสำคัญที่เป็นดั่งจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากมีความสวยงาม ไม่ว่าจะจากธรรมชาติก็ดี ประติมากรรมจากยุโรปที่เหมือนหลุดมาจากภาพวาด

ถึงแม้ว่าออสโลจะเป็นเมืองหลวงของนอร์เวย์ ที่เมืองหลวงแห่งนี้ยังมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สีเขียวอยู่มากกว่าครึ่ง เช่น สวนสาธารณะ ป่า ทิวเขา และทะเลสาบอยู่มากมาย และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นที่พัฒนาเพื่ออยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมีความสะอาดเป็นเลิศ สำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ บอกเลยว่าที่ออสโลนี้ ต้องเดินทางมาท่องเที่ยวให้ได้สักครั้ง

  • Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก

โคเปนเฮเกน (Copenhagen) เป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งที่นี่เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเมืองหนึ่งในทวีปยุโรป โดยกรุงโคเปนเฮเกนเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางการบริหารประเทศ เป็นที่ตั้งพระราชวังหลวง ทำให้ที่นี่มีวัฒนธรรมและความดั้งเดิมของพื้นที่ตั้งแต่ยุคเก่า เคล้ากับความพัฒนาและความเจริญได้อย่างลงตัว

นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสถึงความสวยงามของการออกแบบผังเมือง ตึกรามบ้านช่องสไตล์เดนิช ที่มีให้เห็นในประเทศเดนมาร์กโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางการจราจรที่ไม่แออัด พร้อมทั้งพื้นที่ปั่นจักรยานภายในเมืองที่จัดได้อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ทำให้เป็นที่ชื่นชอบแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนในลำดับต้นๆ อีกหนึ่งประเทศ

  • Helsinki ประเทศฟินแลนด์

เฮลซิงกิ (Helsinki) เมืองหลวงขนาดใหญ่ของประเทศฟินแลนด์ ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศ และเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ มีความสวยงาม เคล้าคลอกับธรรมชาติ แถมยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจให้ได้ติดตามอย่างน่าหลงใหลในช่วงฤดูหนาว

นอกจากนี้ เฮลซิงกิ ยังมีการตกแต่งสถาปัตยกรรมบ้านเรือนที่สวยงาม ซึ่งทั้งหมดเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของฟินแลนด์ได้อย่างลงตัว เป็นอีกหนึ่งเมืองและประเทศที่หากมีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยว ควรเก็บไว้ในลิสต์อีกหนึ่งสถานที่

ข้อมูล : bbc

ภาพ : istock

รู้จัก Brewpub Passport สะสมแสตมป์ดื่ม ร่วมเทรนด์ท่องเที่ยวแนวใหม่

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2779510

รู้จัก Brewpub Passport สะสมแสตมป์ดื่ม ร่วมเทรนด์ท่องเที่ยวแนวใหม่

19 เม.ย. 2567 18:34 น.

รู้จัก Brewpub Passport สะสมแสตมป์ดื่ม ร่วมเทรนด์ท่องเที่ยวแนวใหม่

Brewpub Passport พาสปอร์ตสำหรับนักเดินทางที่สะสมรสชาติความหลากหลาย ของเครื่องดื่ม ในแต่ละพื้นที่ของแหล่งท่องเที่ยวไทย ในแต่ละพื้นที่ ของแหล่งท่องเที่ยวด้วยคอนเซปต์ Craft Beer The reason to travel ที่ส่งเสริมอุตสาหกรรรมเครื่องดื่มในแต่ละท้องถิ่น และยังรวมไปถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยอย่างน่าสนใจ

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รายย่อยในประเทศไทย ยังไม่ได้มีโอกาสมากนักในตลาด ขณะที่ผู้ผลิตหลายรายมีความคิดสร้างสรรค์ เลือกชูกลิ่นอายของวัตถุดิบในแต่พื้นที่เอาออกมามานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ และพยายามทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ล่าสุดสมาคมคราฟต์เบียร์ของไทย ได้จัดทำ Brewpub Passport เพื่อให้นักท่องเที่ยว และนักดื่มได้เดินทางออกไปสัมผัสรสชาติของคราฟต์เบียร์ ที่หลบซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ทั่วประเทศ 

Brewpub Passport เปรียบเสมือนพาสปอร์ตที่นักท่องเที่ยว นักดื่ม หรือนักชิม พกพาเพื่อสะสมตราประทับของโรงผลิตคราฟต์เบียร์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโรงเบียร์ของผู้ผลิตรายย่อยที่ตั้งใจปรุงแต่งรสชาติของเบียร์ อันหลากหลายสไตล์ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตรายเล็กที่ทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายให้มีรายได้ และกำลังใจในการผลิตวัตถุดิบที่ดีในการสร้างชื่อให้กับประเทศไทยได้ในอนาคต

นอกจากนี้ยังเป็นการผลักดัน ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อช่วยปลุกกระแสท่องเที่ยวท้องถิ่น ในลักษณะทางตรง และทางอ้อมเพื่อสร้างเม็ดเงินทางด้านเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

ฉลองสงกรานต์ชื่นฉ่ำหัวใจ “Bangkok Water Festival 2024”

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2777768

ฉลองสงกรานต์ชื่นฉ่ำหัวใจ “Bangkok Water Festival 2024”

12 เม.ย. 2567 07:35 น.

ฉลองสงกรานต์ชื่นฉ่ำหัวใจ “Bangkok Water Festival 2024”

ร่วมฉลองปีใหม่ไทยในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งปีนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนพร้อมใจฉลองอย่างคึกคัก อย่างกิจกรรม “Bangkok Water Festival 2024” เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย ให้ “เย็นฉ่ำ ชื่นใจ” พร้อมกันทั่วประเทศ เริ่มจากภาคกลาง ที่ กรุงเทพฯ ที่ปักหมุดจัดกิจกรรมบุญ ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวร มหาวิหาร, วัดอรุณ ราชวราราม ราชวร มหาวิหาร,วัดกัลยาณ มิตรวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือกิจกรรมบันเทิงที่เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์, ท่ามหาราช, ท่ายอดพิมาน,ท่าสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ส่วนภาคเหนือ จัดที่เชียงใหม่ และลำพูน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดที่อุดรธานีและขอนแก่น ซึ่งมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนนี้

นอกจากนี้ ในกรุงเทพฯ ยังได้มีการขยายพื้นที่การจัดงาน เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย สู่คลองโอ่งอ่าง-สะพานหัน-วัดบพิตรพิมุข โดยมีกิจกรรมตักบาตรทางน้ำ สองฟากฝั่งริมคลองโอ่งอ่าง รับอรุณรุ่งในเช้าของวันปีใหม่ไทยในวันที่ 13 เม.ย.67 ก่อนที่จะมาร่วมสนุกไปกับกิจกรรมมากมาย อาทิ พายเรือคายัคกับทริปเจาะเวลาหาอดีตที่คลองโอ่งอ่าง สัมผัสมนต์เสน่ห์ของวิถีชุมชนริมน้ำสมัยรัชกาลที่ 1 กับเรื่องเล่าสองฟากฝั่งตั้งแต่ป้อมพระสุเมรุจนถึงสะพานวัดบพิตรพิมุข และกิจกรรมปั่นจักรยาน ร่วมกับ Jamming Thailand เป็นกลุ่มจักรยานท้องถิ่น และดื่มด่ำบรรยากาศชม ชิม ช้อป ซึ่งการเดินทางที่สะดวกที่สุดคือ MRT สถานีสามยอด แล้วเดินข้ามมาที่สะพานดำรงสถิต หรือสะพานเหล็ก

ส่วน 4 ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์อย่างสนุกสนานเช่นกัน โดย เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จัดงาน MBK Center Sand Sculpture Songkran Festival ศิลปะกองทราย นุ่งกางเกงช้างไทย ในวันทีี่ 12-17 เม.ย.67 บริเวณ MEETING POINT และ ลานกิจกรรม MBK Avenue โซน A อลังการตื่นตาตื่นใจกับโมเดลจำลองงานประติมากรรมเจดีย์ทรายสัตว์หิมพานต์ 5 ผลงานสุดสร้างสรรค์จากเทศกาลประติมากรรมทรายนานาชาติ 2567 นอกจากนี้ ยังได้อัญเชิญพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี มาประดิษฐาน บริเวณ CENTER HALL ชั้น G โซน B อีกด้วย ส่วนพาราไดซ์ พาร์ค ชวนสรงน้ำพระ “สมเด็จพระพุทธปฐมบรมวงศ์จักรพรรดิ์ฯ” เสริมสิริมงคล.

งานวัดไร่ขิง 2567 วันไหน แจกวิธีเดินทาง พร้อมตารางงานแสดงคอนเสิร์ต

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2777405

งานวัดไร่ขิง 2567 วันไหน แจกวิธีเดินทาง พร้อมตารางงานแสดงคอนเสิร์ต

10 เม.ย. 2567 14:36 น.

งานวัดไร่ขิง 2567 วันไหน แจกวิธีเดินทาง พร้อมตารางงานแสดงคอนเสิร์ต

กลับมาอีกครั้งกับ งานวัดไร่ขิง 2567 หรืองานเทศกาลนมัสการปิดทองหลวงพ่อวัดไร่ขิง ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ให้คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวได้เดินทางมาทำบุญ เสริมสิริมงคลให้กับชีวิต เดินช็อปปิ้ง และเลือกชิมอาหารจากร้านค้าหลากหลายประเภท ซึ่งงานวัดไร่ขิงปี 67 นี้จัดนานถึง 9 วัน 9 คืน

งานวัดไร่ขิง 2567 มีถึงวันไหน เปิดกี่โมง 

งานวัดไร่ขิง 2567 หรืองานเทศกาลนมัสการปิดทองหลวงพ่อวัดไร่ขิง จัดขึ้นทั้งหมด 9 วัน 9 คืน ตั้งแต่วันที่ 19-27 เมษายน 2567 ตั้งแต่ตลอดเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมก็ได้มีการจัดตั้งร้านค้าให้มาเดินเลือกซื้อของกินของใช้กันได้แล้ว โดยร้านค้าในงานวัดไร่ขิงจะเริ่มทยอยเปิดตั้งแต่ช่วง 11.00-24.00 น. สามารถเดินทางมาได้ตามสะดวก

งานวัดไร่ขิง 2567 มีของกินอะไรบ้าง

อีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตภายในงานวัดไร่ขิง คือ การเดินเลือกซื้อของกินทั้งคาวและหวานจากร้านดัง ในปีนี้มีร้านค้าหลากหลายรูปแบบอีกเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น มินิมาการอง ขนมปังไส้ทะลัก หมึกย่าง ข้าวเกรียบทอด กะละแม เกี๊ยวเด้ง ขนมตาล รวมไปถึงร้านเจ้าดังในโซเชียลมีเดีย

แจกตารางคอนเสิร์ตงานวัดไร่ขิง 2567 นักร้องมีใครบ้าง

นอกจากการทำบุญ ช็อปสินค้า ยังมีการจัดงานรื่นเริง การแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องชื่อดังตลอดทั้ง 9 คืน ดังนี้

  • วันที่ 19 เมษายน 2567 : มนต์สิทธิ์ คำสร้อย
  • วันที่ 20 เมษายน 2567 : เพลิน พรหมแดน
  • วันที่ 21 เมษายน 2567 : ลูกปัด พิมพ์ชนก-ปิ่น พรชนก Goodluck Band
  • วันที่ 22 เมษายน 2567 : ทศพล หิมพานต์
  • วันที่ 23 เมษายน 2567 : สลักจิต ดวงจันทร์
  • วันที่ 24 เมษายน 2567 : ยุ้ย ญาติเยอะ และหนุมานรถแห่
  • วันที่ 25 เมษายน 2567 : ชาย เมืองสิงห์
  • วันที่ 26 เมษายน 2567 : จอมขวัญ กัลยา
  • วันที่ 27 เมษายน 2567 : แซ็ค ชุมแพ และเทพบุตรแบนด์

นอกจากคอนเสิร์ตของศิลปินดังแล้ว ยังมีการจัดงานประกวดร้องเพลงลูกทุ่งตลอด 9 วัน ชิงรางวัลเงินสดรวม 100,000 บาทอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊กวัดไร่ขิง พระอารามหลวง

วิธีเดินทางไปงานวัดไร่ขิง 2567 จอดรถที่ไหนได้บ้าง

ใครที่จะเดินทางไปงานวัดไร่ขิง 2567 สามารถเดินทางไปยังงานได้หลายวิธี ดังนี้

  • รถโดยสารประจำทาง สาย 8, สาย 556 และสาย 8335
  • รถยนต์ส่วนตัว ปักหมุดตามพิกัด https://maps.app.goo.gl/Gcm2XhWKf9pPem9x7 โดยภายในวัดจะมีการจัดพื้นที่จอดรถให้บริการ

งานวัดไร่ขิง 2567 ถือเป็นอีกหนึ่งงานวัดที่หลายคนรอคอย เพราะนอกจากจะได้ร่วมทำบุญเสริมสิริมงคลกันแล้ว ยังเพลิดเพลินไปกับร้านอาหารคาว-หวาน และงานมหรสพรื่นเริงที่ทางวัดจัดขึ้นได้ตลอดทั้ง 9 วัน 9 คืน. 

ที่มา : เฟซบุ๊กวัดไร่ขิง พระอารามหลวง

S2O เทศกาลดนตรีสาดน้ำ อีเวนต์ประจำชาติไทย นำสงกรานต์ไทยสู่เวทีระดับโลก (คลิป)

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2776777

S2O เทศกาลดนตรีสาดน้ำ อีเวนต์ประจำชาติไทย นำสงกรานต์ไทยสู่เวทีระดับโลก (คลิป)

9 เม.ย. 2567 16:56 น.

S2O เทศกาลดนตรีสาดน้ำ อีเวนต์ประจำชาติไทย นำสงกรานต์ไทยสู่เวทีระดับโลก (คลิป)

S2O Songkran Music Festival (S2O) งานเทศกาลดนตรี ซึ่งเป็นอีเวนต์ต้นตำรับ สัญชาติไทย ที่จัดขึ้นในช่วงวันสงกรานต์เป็นประจำทุกปี ใช้เวลาเดินทางสร้างชื่อเสียงมา 1 ทศวรรษ และถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ในประเทศไทย ในปี 2567 นี้

งานเทศกาลดนตรี ที่ควบคู่ไปกับการได้เล่นน้ำสงกรานต์ในคราเดียวกัน เพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ของประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในอีเวนต์สำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักกับ ‘วันสงกรานต์’ และถูกแผ่ขยายโกอินเตอร์ ออกไปไกลทั่วโลก

ปัจจุบันการเฉลิมฉลองสุดพิเศษ จากเทศกาลสงกรานต์นี้ ถูกถ่ายทอดออกไปในงานเทศกาลดนตรี ซึ่งเป็นมากกว่าการฉลองแค่เพียงในเทศกาลสงกรานต์ ของประเทศไทยอย่างเดียวเท่านั้น แต่กลายเป็นงานเทศกาลดนตรีที่โด่งดังสู่สากล ด้วยการนำการละเล่นในวัฒนธรรมความเป็นไทยเป็นสารตั้งต้น มาประยุกต์ใช้ไปกับงานเทศกาลดนตรีดังๆ ในต่างประเทศ จนเกิดเป็น S2O เทศกาลดนตรี EDM ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน

การประสบความสำเร็จนี้ ได้สอดคล้องกับนโยบายจากทางรัฐบาล ที่อยากจะผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ และการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘Festival’ ทำให้งาน S2O Songkran Music Festival กลายเป็นส่วนหนึ่งในแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้คนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยเพื่อร่วมงาน และทำให้เศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวในวันสงกรานต์กลายเป็นหมุดหมายหลัก เพื่อการเติบโตในอุตสาหกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น

การเดินทางของงาน S2O Songkran Music Festival ในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป และก้าวขึ้นมาเทียบเท่ากับเทศกาลดนตรีดังเจ้าอื่นๆ ได้มากแค่ไหน มีแนวทาง แนวคิด และอุปสรรค ที่ส่งผลต่อประเทศไทยได้อย่างไรต่อจากนี้ 

0 of 3 minutes, 40 secondsVolume 0%


บทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจจากผู้จัดงาน และผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O ‘วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา’ ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวหน้า ที่พาเทศกาลสงกรานต์ไทย ไปแนะนำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฝั่งเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแล้ว

แน่นอนกว่าการพา S2O มาไกล และมีชื่อเสียงอย่างกว้างขวางได้ในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจ ที่อยากจะสอบถามถึงว่าแนวคิดนี้เมื่อ 10 ปีก่อนที่จะมีงานเทศกาลนี้เกิดขึ้น นั้นมีที่มา ที่ไปได้อย่างไร

วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้จัด และผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O

วู้ดดี้ วุฒิธร เล่าว่า “แรงบันดาลใจของ S2O เกิดขึ้นจากการที่ได้เดินทางไปร่วมงาน Tomorrowland และตอนที่ไปยืนอยู่หน้าเวทีของงาน ตัวเองได้ตั้งคำถามว่า ถ้ายุโรปสามารถจัดงานเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ได้เนี่ย สำหรับเอเชียนั้นจะเป็นยังไงได้บ้าง”

“หลังจากกลับมาที่เมืองไทย เลยดูว่าจะมีเทศกาลไหนเนี่ย ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นงานเทศกาลระดับสากลได้บ้าง จึงมองเห็นว่า ‘การละเล่นสงกรานต์’ เป็นการละเล่นที่คนไทยชื่นชอบอยู่แล้ว หนึ่งในเทศกาลที่ทุกคนออกมาสาดน้ำใส่กัน เฉลิมฉลอง เพื่อผ่อนคลายจากสิ่งต่างๆ รวมถึงช่วงนั้นเป็นวัยรุ่นด้วย เลยคิดว่า ถ้าแพสชัน และความรู้สึกในตอนนั้นมันใช่ การเล่นน้ำมันสนุก ถ้าเราใส่ความเป็นดนตรีสากลขึ้นมาเพิ่มจะเป็นอย่างไร ก็เลยเป็นที่มาของงาน S2O ที่ย่อมาจาก S คือ คำว่า สงกรานต์ และ ล้อไปกับเสียงที่ออกมาเป็น H2O ที่มีความหมายของคำว่า น้ำ ทั้งหมดจึงเป็นจุดเริ่มต้น และแรงบันดาลใจของงานนี้ทั้งหมด” วู้ดดี้ กล่าว

S2O ‘ยกระดับงาน’ ด้วยประสบการณ์ การเรียนรู้ และบูรณาการ

แน่นอนว่าพองาน S2O ที่ถูกจัดขึ้น กลายเป็นอีเวนต์ที่ตอบโจทย์คนไทย และชาวต่างชาติ ทำให้การพัฒนางานต้องก้าวต่อไป เพื่อการยกระดับในทุกๆ ปี ให้ตอบโจทย์ผู้ร่วมงาน ซึ่งประกอบไปด้วย มาตรฐานความปลอดภัย บูธอำนวยความสะดวก สแตน เวที และกลไกของการฉีดน้ำ

“ยอมรับเลยว่าตั้งแต่ปีแรก จนถึงปีนี้จะมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าแฟนคลับงาน S2O จะเห็นพัฒนาการตัวนี้อย่างชัดเจน เรื่องแรก คือ โปรดักชัน ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องยิ่งใหญ่ขึ้นในทุกๆ การจัดงาน ทั้งฉาก แสง สี เสียง โดยกำหนดให้ตัวเองเป็นที่ตั้งว่า ถ้างานจะเพอร์เฟกต์หรือสมบูรณ์ได้ ‘ตัววู้ดดี้เองต้องไปดูแล้วอ้าปากค้างก่อน’ ” วู้ดดี้ ตอบปนเสียงหัวเราะ

ผู้จัดงาน S2O กล่าวต่อ “ผนวกกับการที่เราได้ไปลองทำที่ต่างประเทศด้วย มาตรฐาน กฎเกณฑ์ต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ปัจจัยสำคัญ คือ เมื่อพูดถึงน้ำ กับไฟฟ้า คนก็จะตั้งข้อสงสัยเรื่องในความปลอดภัย จะสามารถไปด้วยกันได้อย่างไร เราเองก็ได้รับคำแนะนำที่ดีเพิ่มขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญ สถาปนิก และเทคโนโลยีที่ดีเพื่อโคฟเวอร์ให้ปลอดภัยที่สุด เช่น การที่เราไปญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นก็มีการจัดการสายไฟอย่างดี อุปกรณ์ที่กันน้ำอย่างปลอดภัย ทำให้เรานำทุกประสบการณ์ ความรู้เหล่านี้ที่เราได้ทัวร์มา สอน และทำให้เรานำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างดี และตอบโจทย์ที่สุด นอกจากนี้ระบบการจัดการคน ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ สมัยแรกๆ เคยประสบปัญหาคนล้น รอคิวนาน เราก็เรียนรู้ที่จัดการแบ่งโซน จำกัดจำนวนให้เพียงพอต่อความจุ ไม่ให้แออัด และเกิดอันตราย”

“ทั้งหมดจึงทำให้ S2O เป็นงานที่นำข้อดีของการจัดงานในประเทศเข้าไปใส่ มันจึงเป็นการคอลแลบส์แต่สิ่งดีๆ ในการจัดการของหลายๆ ประเทศมารวมกัน จนบูรณาการออกมาเป็นเทศกาลที่มีมาตรฐาน ซึ่งมั่นใจได้ว่าความปลอดภัยของงาน S2O จะเป็นอันดับแรกที่เราคำนึงถึง” วู้ดดี้ วุฒิธร กล่าว

ทั้งหมดทำให้ตอนนี้ S2O ที่หนึ่งในเรื่องของการจัดการอีเวนต์ และความปลอดภัยในงานทั้งหมดของฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งถูกโหวตให้เป็นอันดับหนึ่งใน EDM Festival ในประเทศไทย และ อันดับที่ 55 ของงาน EDM Festival ทั่วโลก โดยการจัดอันดับของ DJ Top 100 Festival

ยกระดับ ‘เฟสติวัลสัญชาติไทย’ สร้างชื่อไกลทั่วโลก

กระแสตอบรับที่ดีของงานเทศกาล S2O Songkran Music Festival ด้วยความแปลกใหม่ ปรากฏการณ์ และประสบการณ์ที่คนไม่เคยเจอ ในความสนุกที่มีการละเล่นน้ำเข้ามาผนึกกำลังกับดนตรี ทำให้ปัจจุบัน S2O ได้เดินทางทัวร์ไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งด้านการพัฒนาในการจัดอีเวนต์ที่แข็งแรง และเป็นการแนะนำการละเล่นน้ำของประเทศไทยให้คนได้รู้จัก 

วุฒิธร มิลินทจินดา กล่าว “เป้าหมายของ S2O หลังจากนี้ คือ การพาเทศกาลดนตรีสัญชาติไทยไปสู่นานาประเทศ โดยล่าสุดได้ประกาศตารางทัวร์ของเทศกาลตลอดปี 2024 ในหลายประเทศ” 

โดยประเทศที่ได้เคยไปจัดงานแล้วประกอบด้วย ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เวียดนาม ฮ่องกง และไต้หวัน โดยล่าสุดงาน S2O ใกล้ที่จะได้โกอินเตอร์เป็นครั้งแรกในทวีปอเมริกา ที่มหานครนิวยอร์กในปีนี้อีกด้วย ซึ่งเป็นภาพในฝันใน 5 ปีข้างหน้าของ วู้ดดี้ วุฒิธร ที่จะทำให้มี S2O ตามหัวเมืองใหญ่ไปทั่วโลก

วู้ดดี้ วุฒิธร กล่าวถึงอนาคตของ S2O “นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว เรายังมีแผนในการมองทวีปต่างๆ อย่าง อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย และทวีปที่น่าสนใจอย่าง ตะวันออกกลาง ซึ่งมีการแข่งขันในด้านเฟสติวัลสูงมาก และจะมีการนำอีเวนต์ต่างๆ เข้าไปจัด ซึ่งเขากำลังจะปลดล็อกเรื่องของแอลกอฮอล์บางส่วน และก็มีการสนับสนุนให้คนมาเที่ยว และใช้จ่ายอย่างดูไบ และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจในการขยับขยายเป็นอย่างมาก”

ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O Songkran Music Festival เผยว่า ”โดยการเติบโตของ S2O ยังสะท้อนถึงพลัง Soft Power ของประเทศไทย ที่จะใช้ภาษาสากลอย่าง ‘ดนตรี’ และเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยมาเชื่อมโยงโลกและผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน “การเฉลิมฉลองหนึ่งทศวรรษของ S2O ในครั้งนี้จึงมีความหมายมากสำหรับพวกเรา และชาวไทยทุกคน  เพราะนี่จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นไปได้ และการก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของการส่งออกวัฒนธรรมไทยอย่างไร้พรมแดน และการนำ Soft Power ของไทยไปสู่เวทีระดับโลก”

“ปัจจุบันรัฐก็ยกให้ S2O เป็น Official Softpower Event ของประเทศไทย และปีหน้าอาจมีลุ้นว่าพื้นที่ใหม่ที่ทางรัฐบาลจะจัดให้สำหรับงาน S2O Songkran Music Festival จะเป็นที่ไหน เพื่อเป็น Flagship ของงานในประเทศไทย และการรองรับผู้คนจำนวนมากกว่าเดิมได้เท่าไร เพื่อขยายสเกลของงานให้เทียบเท่าเฟสติวัลระดับโลกได้อย่างไรต้องติดตามกันต่อไป และในอนาคตทีม S2O เอง ก็อาจจะได้มีโอกาสในการเป็นผู้สนับสนุน ผู้ประกอบการในประเทศไทยที่อยากจะทำให้ Festival ของตัวเองไประดับโลกได้อย่างไรอีกด้วย นอกจากนี้การเข้ามาของชาวต่างชาติ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน และ จีน ตามลำดับ ยังสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของกลุ่มคนในอุตสาหกรรม คนท้องถิ่น โรงแรม และการท่องเที่ยว” วุฒิธร เล่า

ในปี 2024 จะเป็นก้าวสำคัญของที่จะมีการปักธงเทศกาลดนตรีของคนไทยในทวีปอเมริกาเป็นครั้งแรก ซึ่งการจัดงาน S2O ในมหานครนิวยอร์กในปลายปีนี้ถือเป็นการประกาศให้โลกรู้ถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ความสนุกสนาน ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และจิตวิญญาณแห่งเทศกาลสงกรานต์ของไทยไปสู่นานาประเทศ

Tomorrowland ความท้าทายใหม่ สำหรับไทย และเอเชีย

แน่นอนว่า S2O ได้รับแรงบันดาลใจจาก Tomorrowland อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ด้วยกระแสการนำเข้างาน Tomorrowland มาจัดในประเทศไทย ก็ยังเป็นที่พูดถึง และมีข้อถกเถียงกันอย่างมากมาย โดยล่าสุดงาน Tomorrowland กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และได้มีการลงนามในข้อตกลง MOU แบบเอกสิทธิ์ ปัจจุบันเวลานี้จะ “ยังไม่มีการยืนยันเรื่องการจัดงาน” เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ 

ทีมงานจึงได้สนใจ และสอบถามไปยังประเด็นดังกล่าว เรื่องการนำเข้า Tomorrowland มาจัดในประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า ทางผู้จัดงาน S2O มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับกรณีนี้

ผู้จัดงาน S2O ได้ให้ความเห็นว่า “แน่นอนว่า S2O ของเราเองมีแรงบันดาลใจมาจาก Tomorrowland เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิด S2O Songkran Music Festival ย้อนกลับไปในวันที่ได้ไปร่วมงาน เรามีความคิดที่อยากจะนำ Tomorrowland มาจัดที่ไทย แต่พอคิด และคำนวณในปัจจัยจำเป็นต่างๆ รายได้ ความคุ้มค่า และผลประโยชน์ต่างๆ ที่เข้ามาในประเทศไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้มค่าเสียเท่าไหร่ นอกเหนือจากนี้ที่ยังเป็นห่วง คือ งานอีเวนต์ทัวร์นี้มีชื่อเสียงมาก ซึ่งคนต้องคาดหวังแน่นอน ซึ่งงานอีเวนต์ต้องทำให้ออกมาดีมากๆ ถึงจะคุ้มค่า และดึงดูดคนจำนวน หนึ่งแสนกว่าคนให้เข้ามา”

“รวมถึงรูปแบบการจัดงานในโซนเอเชีย และยุโรปค่อนข้างมีความแตกต่าง และท้าทาย เช่น การจุคนในงานในสเกลที่ใหญ่ การทำเวทีที่หลากหลาย รวมถึงสภาพอากาศที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งบ่าย 2 ที่เบลเยียม กับบ่าย 2 ที่ประเทศไทย แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งแน่นอน และเชื่อว่าคนเอเชีย ไม่ออกมาเวลานี้แน่นอน , แต่ถ้าหากนำ Tomorrowland มาจัดที่เมืองไทย และเริ่ม 6 โมงเย็น – 6 โมงเช้า ได้อันนี้เป็นเรื่องที่โอเค แต่ก็ยังขัดกับกฎหมายของบ้านเราอยู่”

“ถ้าคิดว่าถ้าจะนำ Tomorrowland มาในประเทศไทย วู้ดดี้ มีความเห็นว่า ควรจะนำเข้ามาในรูปแบบที่เราเป็นพาร์ทเนอร์กับเขาในการสร้างแบรนด์ใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นลิขสิทธิ์ของ Tomorrowland (Co – Brand) ถือว่าเป็นแบบลูกของงาน Tomorrowland ในทวีปเอเชียที่เป็น IP ใหม่ไปเลยเสียมากกว่า” วุฒิธร กล่าวถึงความคิดเห็นเบื้องต้น

การที่ S2O Songkran Music Festival มีชื่อเสียงเป็นเวลา 10 ปี อนาคตคิดว่าการเดินทางของอีเวนต์ระดับชาติไทย จะสามารถเทียบเท่าสเกลงานให้เป็นแบบเดียวกับ Tomorrowland ได้หรือไม่

วู้ดดี้ วุฒิธร ได้ให้คำตอบที่น่าสนใจไว้ว่า “ผมคิดว่างาน S2O ยังไม่สามารถจะไปได้ถึงระดับ Tomorrowland ได้ เนื่องจากเราเป็นอีเวนต์ที่ชูการใช้ ‘น้ำ’ เป็นการละเล่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เทียบกับ Tomorrowland มันมีหลายเวที หลากหลายแนว เรียกว่าเป็นเมืองหนึ่งเมืองเลยก็ได้ครับ  เราจึงไม่ได้อยากขยับตนเองไปในสเกลนั้น และไม่ได้อยากสร้างเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมา”

“S2O ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเป็นอย่างดี ถ้าหากมีหน่วยงานใด หรือทีมงานไหนต้องการทำ เพื่อสานฝันคนไทยให้เป็นจริง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีเทศกาลอื่นๆ ในลำดับต่อไป เราก็อยากทำงานอีเวนต์ที่นำเทศกาลอื่นๆ ในประเทศไทยดังๆ มารวมกันในระดับหลายๆ เวที หลากหลายแนว โดยยึดแบบ Tomorrowland มาใช้ก็อาจจะมีความเป็นไปได้มากกว่า อย่างไรก็ตามถ้าโฟกัสมาที่ S2O เรามีนโยบายเพียงแค่ว่านำ S2O Songkran Music Festival ไปเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รู้จักเสียมากกว่า” วู้ดดี้ ถึงการสนับสนุน และความเห็นที่น่าสนใจ

‘ขยะ’ เรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องการจัดการให้ได้มากที่สุด

แน่นอนว่าเรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากงานจบไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘เรื่องขยะ’ เป็นหนึ่งจุดที่น่าสนใจทาง S2O Songkran Music Festival  จะมีการจัดการอย่างไร

ผู้จัดงาน S2O เล่าให้ฟังไว้ว่า “แน่นอนว่า เรื่องการพัฒนา และยกระดับงานอย่างที่กล่าวไปข้างต้น เราต้องการเพิ่มความสมบูรณ์ในทุกๆ ปี ยกตัวอย่างในปีที่ 2 ที่จัดงาน ทางวู้ดดี้ต้องการที่จะไม่ให้มีขยะหลงเหลือในงานแม้แต่ชิ้นเดียว วิธีที่จัดการ คือ เราจะมีทีมแม่บ้าน แทรกไปอยู่ตามหมู่ผู้คนต่างๆ ถือถุงขยะแล้วเก็บตลอดงาน นอกจากนี้ ปัจจุบันเรายังมี พาร์ตเนอร์เป็นทีมที่เขาเอาขยะของเราทั้งหมด ไปรีไซเคิล และแยกขยะให้เสร็จสรรพ และย่อยสลายไปเป็นปุ๋ย ซึ่งขยะเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และเราต้องการที่จะจัดการให้ได้มากที่สุดเพื่อความสะอาด และไม่ให้ส่งผลกระทบเชิงลบภายในงาน และส่งผลเสียออกไปข้างนอกให้ได้น้อยมากที่สุด”

ปัจจุบันงาน S2O ในปี 2567 ที่จะถึงนี้บัตรทั้งหมดได้ Sold out ไปหมดแล้ว ซึ่งจะมียอดคนที่จะมาร่วมงานเป็นจำนวนทั้งสิ้นวันละ 25,000 คน รวม 3 วันเป็น 75,000 คน 

จากการพัฒนาทั้งหมดทำให้ในปี 2567 นี้ S2O (S2O Songkran Music Festival) พร้อมยกระดับประสบการณ์ความสนุกสุดยิ่งใหญ่แบบเต็มพิกัดด้วยเวทีสุดอลังการเต็มพื้นที่ พร้อมแสง สี เสียงอันล้ำสมัย และลุดอกไม้ไฟสุดอลังการ รวมถึงเทคนิคการฉีดน้ำด้วย Water Gun 360 องศา ที่ฉีดน้ำได้ทั่วถึงทั้งพื้นที่จัดงาน

แน่นอนว่างานดนตรี กับน้ำอาจเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ และน่าสนใจ แต่ก็อาจจะมีหลายคนไม่น้อยที่ “ชอบการเล่นน้ำสงกรานต์ แต่ไม่ชอบแนวเพลง EDM” หรือ “ชอบแนวเพลง EDM แต่ไม่อยากเปียกน้ำ” จะมีสิ่งไหนที่งาน S2O สามารถดึงดูดพวกเขาได้บ้าง

“แน่นอนว่างานของเรามีคอนเซปต์ของน้ำ และแนวเพลงที่ชัดเจน แต่สิ่งที่อยากจะบอกให้กับคนที่อยากลอง หรือกำลังตัดสินใจว่างานนี้น่าสนใจอย่างไร ทางวู้ดดี้อยากจะบอกว่า ‘โปรดักชั่น ความอลังการของงาน’ เพียงเท่านี้ก็คุ้มแล้วกับประสบการณ์ การท่องเที่ยวเฟสติวัล ซึ่งจะบอกว่า หากไม่ชอบเล่นน้ำ ทางงานก็จะมีมุมแห้งคอยบริการไว้อยู่ด้วย รวมถึงโซนต่างๆ ให้เลือกตามความเหมาะสมอย่าง สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย” วู้ดดี้ กล่าวทิ้งท้าย

วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้จัด และผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O

ร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ความสนุกครั้งใหม่ได้ที่ Pepsi presents S2O Songkran Music Festival 2024 ที่ Live Park ถนนพระราม 9 ตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายนนี้ พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่ s2ofestival ทุกช่องทาง

สนุกสนานฮาเฮ “ฉลองสงกรานต์” เส้นทางสาดน้ำ “ถนนสายข้าว” ทั่วประเทศ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2776661

สนุกสนานฮาเฮ "ฉลองสงกรานต์" เส้นทางสาดน้ำ "ถนนสายข้าว" ทั่วประเทศ

8 เม.ย. 2567 07:40 น.

สนุกสนานฮาเฮ “ฉลองสงกรานต์” เส้นทางสาดน้ำ “ถนนสายข้าว” ทั่วประเทศ

การจัดงานสงกรานต์ปีนี้ จะไม่เหมือนปีไหน กรุงเทพมหานคร จะคึกคักเป็นพิเศษ ในโอกาสพิเศษของการเฉลิมฉลองการขึ้นทะเบียนสงกรานต์ในประเทศไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของยูเนสโก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) จึงได้จัดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2567” ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2567 ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลาง และพื้นที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร

โดยจะมีขบวนแห่ 2 วัน คือ วันที่ 11 เม.ย. มีขบวนแห่บริเวณผ่านฟ้าลีลาศ-สนามหลวง และวันที่ 12 เม.ย.67 มีขบวนแห่รอบสนามหลวง ประกอบด้วย ขบวนรถพาเหรดมหาสงกรานต์กว่า 20 ขบวน การจัดกิจกรรม ในบริเวณพื้นที่ท้องสนามหลวง มุ่งนำเสนอศิลปวัฒนธรรมไทย อัตลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ และ Soft Power ไทย เช่น การแสดงโขน รำมโนราห์ การแสดงร่วมสมัยผสมผสาน และการแสดงดนตรีออเคสตรา ร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก

โซนสงกรานต์อัตลักษณ์ 5 ภาค ได้แก่ ประเพณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ประเพณีสงกรานต์กรุงเก่า จ.พระนคร ศรีอยุธยา ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ จ.เลย ประเพณีก่อพระทรายวันไหล จ.ชลบุรี และประเพณีแห่นางดาน จ.นครศรีธรรมราช โซน Soft Power นำเสนอเอกลักษณ์ในแต่ละสาขา ได้แก่ กีฬา อาหาร ท่องเที่ยว หนังสือ และการออกแบบ

การเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ยังกระจายไปทั่วทั้งประเทศไทย ตามประเพณีที่สืบทอดกันมาในแต่ละพื้นที่ และ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ขอหยิบยกมานำเสนอเพิ่มเติมให้อีก คือ “ถนนสายข้าว” ที่เรา ท่านได้ยินกันมานานแล้ว ไม่ได้มีแต่ถนนข้าวสาร ในกรุงเทพมหานครเท่านั้นที่มีการจัดงานสงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่ ปีนี้จะมีถนนสายข้าว ณ แห่งไหนบ้างที่ร่วมฉลองสงกรานต์ มีกิจกรรมใดกันบ้างตามมาดูกันได้เลย

ถนนข้าวสาร กรุงเทพมหานคร

พลาดไม่ได้กับแลนด์มาร์กสำคัญของประเพณีสงกรานต์ใจกลาง กรุงเทพมหานครกับงาน Khao San World Water Festival Unesco 2024 ณ “ถนนข้าวสาร” เขตพระนคร จัดโดยกรุงเทพมหานคร และผู้ประกอบการเอกชนในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 13-15 เม.ย. 2567 เวลา 12.00-21.00 น. ภายใต้แนวคิด 5 ป. “ปลอดฉีดน้ำใหญ่ ปลอดแอลกอฮอล์ ปลอดโป๊ ปลอดแป้ง และประหยัดน้ำ” รวมทั้งมีการนำหุ่นยนต์เอไอเข้ามาช่วยยกระดับมาตรการความปลอดภัยสแกนคนเข้า-ออกเพื่อป้องกันอาชญากรรม ภายในงานมีกิจกรรมไฮไลต์คือ “เบญจภาคีวารีปาฏิหาริย์ จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปลอยน้ำ (จำลอง) 5 พี่น้อง ได้แก่ หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน หลวงพ่อบ้านแหลม วัดบ้านแหลม หลวงพ่อทอง วัดเขาตะเครา และหลวงพ่อวัดไร่ขิง วัดไร่ขิง พร้อมตั้งถังน้ำ 1 ลิตรที่ผสมน้ำมนต์จากวัดทั้ง 5 แห่ง

เพิ่มความพิเศษมากกว่าทุกปีเมื่อการเล่นสงกรานต์ปีนี้ กรุงเทพมหานครได้ขยายพื้นที่เล่นน้ำให้ใหญ่ขึ้นรอบเขตพระนคร จากถนนข้าวสาร ถนนไกรศรี ถนนตะนาว ถนนรามบุตรี ถนนจักรพงษ์ ซึ่งเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่สามารถเดินทะลุกันได้

ถนนข้าวเหนียว ขอนแก่น

ประเพณีสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูนเสียงแคน จัดขึ้นวันที่ 8-15 เม.ย.2567 ณ ถนนข้าวเหนียว (ถนนศรีจันทร์) บึงแก่นนครม่วนคักๆ กับ 2 จุดกิจกรรมหลัก ได้แก่ บริเวณบึงแก่นนคร จัดในวันที่ 8-15 เม.ย. 2567 นำเสนอกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมประเพณี การละเล่นพื้นบ้านวิถีอีสาน กิจกรรมโฮมบุญโฮมญาติ ก่อนส่งท้ายด้วย ฟรีคอนเสิร์ตหมอลำคณะซิ่งอีสานขอนแก่น, คณะดอกคูณมิวสิค, คณะบี ประภาพร แสนแปดบันเทิงศิลป์, คณะบัวลองวาทะศิลป์ ปะทะ น้องใหม่เมืองชุมแพ และการออกร้านจำหน่ายสินค้า

ส่วนบริเวณศาลหลักเมืองขอนแก่น และถนนข้าวเหนียว (ถนนศรีจันทร์) วันที่ 12-15 เม.ย. 2567 จัดพิธีทำบุญตักบาตรวันสงกรานต์ สรงน้ำพระพุทธรูป ขบวนแห่พระพุทธพระลับ (พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น) ทั้งเนรมิตพื้นที่บริเวณลานจอดรถศาลหลักเมือง ให้เป็น “เกาะวัฒนธรรม” โดยจะมีการประดิษฐานพระพุทธพระลับ พระพุทธอภัยมงคลสามัคคี และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จาก 20 คุ้มวัดในเขตเมืองขอนแก่น รำวงย้อนยุคและการแสดงแสงสีเสียงตำนานสงกรานต์ โดยมีแอนโทเนีย โพซิ้ว ร่วมแสดง

ถนนข้าวปุ้น นครพนม

ระหว่างวันที่ 12-16 เม.ย.2567 ณ ถนนข้าวปุ้น ลานพญาศรีสัตตนาคราช มีไฮไลต์กิจกรรมทำบุญตักบาตรวันสงกรานต์ สรงน้ำพระธาตุวันเกิด ชมขบวนแห่รถบุปผชาติ ขบวนแห่วัฒนธรรม 9 ชนเผ่า และ 2 เชื้อชาติ การแข่งขันกินข้าวปุ้นสุดฟิน บุฟเฟต์ขนมจีน ฟรี 5,000 ถ้วย การแข่งขันส้มตำโชว์ส้มตำลีลา อุโมงค์น้ำบริเวณถนนนิตโย ซุ้มนิทรรศการสินค้าของดีและ OTOP กิจกรรมก่อเจดีย์ทรายริมฝั่งโขง หาดทรายทองศรีโคตรบูรณ์ การแสดงดนตรีจากศิลปินต่างๆ ได้แก่ เน็ค นฤพล แมนอาร์ และบอยพนมไพร เป็นต้น

ถนนข้าวตอก สุโขทัย

งานประเพณีสงกรานต์เสื้อลายดอก กระจายความสดใสเต็มพื้นที่ ถนนข้าวตอก เมืองสุโขทัยและสวนสาธารณะริมแม่น้ำยม ระหว่างวันที่ 12-15 เม.ย. 2567 จัดเต็มกิจกรรมมากมาย ได้แก่ กิจกรรมการก่อพระเจดีย์ทรายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ณ วัดราชธานี ชมขบวนแห่สืบสานวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่สวยงามของตำนานนางสงกรานต์รอบตัวเมืองเทศบาลสุโขทัย กิจกรรมสรงน้ำพระภิกษุสงฆ์ และรูปหล่อพระแม่ย่าองค์จำลอง หลวงพ่อเป๋า กิจกรรมการประกวดเทพีสงกรานต์ หนูน้อยสงกรานต์ และ สาวงามวันวาน จากชุมชนเมืองสุโขทัยธานี รวมทั้งเพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานกับกิจกรรมรำวงย้อนยุค และร่วมเล่นน้ำสงกรานต์บริเวณหอนาฬิกาใจกลางเมืองสุโขทัย

ถนนข้าวแต๋น น่าน

แอ่วน่านม่วนใจรับสงกรานต์ บริเวณถนนข้าวแต๋น ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย.2567 ตั้งแต่เวลา 12.00-19.00 น. ภายใต้แนวคิด 4 ปลอด ปลอดเหล้า-เบียร์ ปลอดนุ่งสั้น ปลอดการทะเลาะวิวาท และปลอดภัย พบกับความสุขจากกิจกรรมร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ปี๋ใหม่เมืองน่าน ม่วนใจ๋ฮ่วมใจ๋ ใส่คัวเมือง ร่วมกันใส่ผ้าพื้นเมืองร่วมงาน พร้อมรับชมการแสดงจากศิลปินชื่อดัง เป็กกี้ ศรีธันญา ไอซ์ ศรัณยู ป็อป ปองกูล และร่วมเล่นน้ำที่ซุ้มเล่นน้ำวัฒนธรรมกว่า 30 ซุ้มรอบบริเวณ

ถนนข้าวสุก อ่างทอง

ถนนข้าวสุก เฟสติวัล 2024 ถนนข้าวสุก @อ่างทอง จัดขึ้นวันที่ 13-16 เม.ย.2567 ณ ถนนข้าวสุก อำเภอวิเศษชัยชาญ ชวนใส่เสื้อลายดอก เที่ยวแบบปลอดแอลกอฮอล์ สืบสานวัฒนธรรมไทยด้วยการชมขบวนแห่พระพุทธพรุณสาตร์ พิธีสรงน้ำพระสงฆ์ พิธีรดน้ำขอพรจากผู้สูงอายุและชมขบวนแห่นางสงกรานต์ การประกวดนางสงกรานต์ และการละเล่นวัฒนธรรมพื้นบ้าน และไม่พลาดเสิร์ฟความมันส์เต็มสตรีมกับบูธ DJCHOK KHAIYOY พร้อมรถเครื่องเสียงเพิ่มความสนุกสนาน

ถนนข้าวฮาง สกลนคร

งานมหาสงกรานต์ ถนนข้าวฮาง ถิ่นไทสกล ละเบ๋อ ชวนเที่ยวสงกรานต์ปลอดภัย สนุกได้ไร้แอลกอฮอล์ ในวันที่ 12-15 เม.ย.2567 ณ ถนนข้าวฮาง ลาน ร.5 ปีนี้พบกับมหกรรมอาหารปลอดภัย อุโมงค์น้ำ คอนเสิร์ตสุดมันส์ และกิจกรรมสะท้อนวัฒนธรรม สรงน้ำพระ ตักบาตร ปล่อยปลา ณ สระพังทอง ประกวดก่อเจดีย์ทราย พร้อมตื่นตาตื่นใจกับขบวนแห่สงกรานต์ วันที่ 13 เม.ย.2567 ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร โดยขอความร่วมมือเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสุภาพ ไม่เล่นปะแป้ง ไม่เล่น น้ำสี รวมถึงงดจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในบริเวณการจัดงานในครั้งนี้ด้วย

ถนนข้าวดอกข่า พังงา

มหาสงกรานต์ ถนนข้าวดอกข่า จัดขึ้นวันที่ 12-13 เมษายน 2567 บริเวณขุมน้ำหนองมูลตะกั่ว เทศบาลตำบลคึกคัก ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์… ร่วมใจ ปลอดภัย…ไร้แอลกอฮอล์” โดยวันที่ 12 เม.ย.2567 ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. พบกับการแสดงคอนเสิร์ต วงดนตรี และการประกวดเทพีมหาสงกรานต์ “ถนนข้าวดอกข่า” ต่อมาวันที่ 13 เม.ย.2567 เวลา 08.00-12.00 น. เชิญชวนร่วมก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ก่อนเวลา 13.00-23.00 น. จะเพิ่มบรรยากาศไปกับเสียงเพลงของศิลปินท้องถิ่นจากจังหวัดต่างๆในภาคใต้ อาทิ วงบิ้ววาไรตี้ วงต้น-ตาล วงมหาจำเริญ วงสตั๊นแมนวาไรตี้ รวมทั้งสนุกสนานไป กับอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ภายในงาน

ถนนข้าวเกรียบงาดำ ตาก

งานอนุรักษ์ประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2567 จ.ตาก จัดขึ้นวันที่ 13-15 เม.ย.2567 ณ ถนนข้าวเกรียบงาดำ ริมน้ำปิง อำเภอเมืองตาก ชุ่มฉ่ำรับปีใหม่ไทย ทั้งฉ่ำเย็น ทั้งชื่นใจ สนุกสุขใจ ไร้แอลกอฮอล์ เปิดงานวันที่ 13 เม.ย.ด้วยขบวนแห่เชิงวัฒนธรรมสุดอลังการ จากจุดเริ่มต้นที่กาดนั่งยองคล้องย่าม เวลา 15.00-17.00 น. พร้อมชวนทำบุญตักบาตรรับปีใหม่ไทย ณ วัดมณีบรรพตวรวิหาร ในเวลา 07.00-08.00 น. ไม่เพียงเท่านั้น ภายในงานได้ขนทัพอาหารและเครื่องดื่มมาให้ได้เลือกซื้ออย่างจุใจ รวมทั้งคาราวานสินค้าท้องถิ่นต่างๆ และการแสดงเวทีมวยไทย-มวยคาดเชือก ก่อนจัดเต็มคอนเสิร์ตสุดมันส์ เวลา 18.00-22.00 น. ร็อกรุ่นใหญ่ “อี๊ด (FLY) และ อู๋ ธรรพ์ณธร” รวมถึงการแสดงดนตรีของคนเมืองตาก

ถนนข้าวแช่ ราชบุรี

ชุ่มฉ่ำวัฒนธรรม สนุกได้ทั้งครอบครัว จัดมาตั้งแต่วันที่ 6-8 เม.ย. 2567 ณ ถนนข้าวแช่ บริเวณริมน้ำ วัดตาลปากลัด อ.บ้านโป่ง พาครอบครัวแต่งชุดมอญเที่ยวสงกรานต์ ถ่ายรูปเช็กอินขนวนแห่สรงน้ำพระทั้งทางเรือและรถบุปผชาติ และเพลิดเพลินไปกับขบวนกลองยาว การละเล่นพื้นบ้าน เพลงฉ่อย เพลงอีแซว รำวงสงกรานต์ มวยทะเลแข่งพายเรือหัวใบ้ท้ายบอด แข่งเรือลีลาหัวเรือ และประเพณีส่งข้าวแช่ของวิถีมอญที่หาดูได้ยาก ห้ามพลาดการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินพื้นบ้านชื่อดัง ลำตัดคณะดาวุด บุตรพิมาย และสมหญิง ศรีประจันต์ศิลปินจากวิทยาลัยศิลปากรและการฟ้อนรำมอญจากเครือข่ายวัฒนธรรม

ถนนข้าวคั่ว นครราชสีมา

ชวนมาร่วมงาน “เสิงสาง สงกรานต์ สาดสุข” ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย.นี้ บริเวณถนนข้าวคั่วและสถานีขนส่งอำเภอเสิงสาง “สืบสานประเพณีไทย รื่นเริงใจ ถนนข้าวคั่ว” มาร่วมกันสร้างตำนาน “ถนนข้าวคั่ว” ของเราชาวโคราชพบกับกิจกรรมสนุกๆมากมาย มาสาด มาสุข มารื่น มาเริง มาบันเทิงใจ อุโมงค์น้ำพระพุทธมนต์ ยาวกว่า 20 เมตร ประพรมตลอดงาน คว้าชุดไทยใส่มาเล่นสงกรานต์ ร่วมสร้างตำนานประวัติศาสตร์เล่นเวฟคลื่นมหาชน ปาร์ตี้ แบบม่วนแทร่ๆ จอยกับดีเจมืออาชีพของเราชาวโคราช ปักหมุดไว้เลยจ้า แล้วมาม่วน…กันเด้อ จ้า

ใครใกล้ถนนข้าวไหน เชิญฉลองสงกรานต์กันให้เต็มที่ได้เลย.

ชูสงกรานต์ไทยสู่เฟสติวัลระดับโลก

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2776365

ชูสงกรานต์ไทยสู่เฟสติวัลระดับโลก

6 เม.ย. 2567 07:18 น.

ชูสงกรานต์ไทยสู่เฟสติวัลระดับโลก

ร่วมสร้างปรากฏการณ์ “สงกรานต์ไทย” ติดท็อปเทนสุดยอดเฟสติวัลโลก ค่ายเซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 400 ล้านบาท เปิดแคมเปญ “THAI LAND’S SONGKRAN FES TIVAL 2024” ฉลองยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 21 เมษายน 2567 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เตรียมอัด 1,000 อีเวนต์ทั่วประเทศ ผสานวัฒนธรรมและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ครบทุกความมหาบันเทิง

พร้อมเซอร์ไพรส์ครั้งแรกเปิดตัวนางสงกรานต์ส่งตรงจากจักรวาล “เชย์นิส ปาลาซิโอส” มิสยูนิเวิร์ส 2023 ร่วมเป็น “Global Cultural Ambassador” ส่งต่อความเป็น “The Best of Thainess” ให้กับคนทั่วโลก ปลุกเศรษฐกิจและท่องเที่ยวไทยช่วงไฮซีซันคึกคักในไตรมาส 2 อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติฉลองสงกรานต์ไทยดังไกลระดับโลก หลังยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และสร้างแม็กเน็ตประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกในทุกเทศกาล ตอกย้ำศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศเป็นแพลตฟอร์มเบอร์หนึ่ง และแลนด์มาร์กคัลเจอร์เทนเมนต์ระดับโลก พร้อมมอบประสบการณ์ช็อป กิน เที่ยว หลอมรวมวัฒนธรรมทุกมิติและมิวสิกเฟสติวัลระดับโลก

6 ไฮไลต์ เที่ยวสงกรานต์เซ็นทรัล ครบทุกความมหาบันเทิงทั่วไทย นำขบวนโดย “เทศกาลดนตรีและสาดน้ำมหาบันเทิง” 30 แลนด์มาร์ก World’s Best Water Fight Entertainment ขยายความมันส์จุดเล่นน้ำทั่วไทยยาวนานกว่าครึ่งเดือน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วไทย โดยชูเซ็นทรัลเวิลด์ จัด “centralwOrld Songkran Fest 2024” เป็นแลนด์มาร์กสงกรานต์ระดับโลกใจกลางเมือง

ไฮไลต์ไม่น่าพลาดรวมถึง “ไทยมหาบันเทิง” ชมโชว์เคสสุดพิเศษมรดกโลกวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก อาทิ โขน, หุ่นละครเล็กโจหลุยส์, รำมโนราห์ และการแสดงทางวัฒนธรรมหาชมยาก เสริมทัพด้วย “สุขมหาบันเทิง” กิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย เสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย ร่วมสักการะและสรงน้ำขอพรพระพุทธรูปจากวัดดังประจำเมือง อาทิ “เซ็นทรัลเวิลด์” ชวนสรงน้ำพระหลวงพ่อทันใจองค์จำลอง จากเชียง ใหม่,

“เซ็นทรัล อุบล” สักการะและสรงน้ำพระแก้ว 5 พระองค์ จากวัดดังคู่เมืองอุบล และ “เซ็นทรัล นครสวรรค์” สักการะพระบรมสารีริกธาตุ จากศรีลังกา “อร่อยมหาบันเทิง” ฉลองสงกรานต์และวันครอบครัว ชวนช็อปชิมลิ้มรสอาหารไทยพื้นถิ่นกับ Thai Market ในบรรยากาศเย็นสบาย “แต่งชุดไทยมหาบันเทิง” ชวนแต่งผ้าไทย-ผ้าถิ่นทั่วประเทศ ตลอดเดือนเมษายน และ “ช็อปมหาบันเทิง” อัดโปรสุดคุ้มรวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท สมาชิก The 1 ช็อปครบทุก 2,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้นรวม 50 รางวัล.

ตามหาสีสันแห่งเกาหลี…ที่ Jeonju (จอนจู)

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2776374

ตามหาสีสันแห่งเกาหลี...ที่ Jeonju (จอนจู)

6 เม.ย. 2567 05:34 น.

ตามหาสีสันแห่งเกาหลี…ที่ Jeonju (จอนจู)

เป็นทริปเปิดประสบการณ์นอกกรุงโซล เกาหลีใต้ อีกทริปที่น่าประทับใจ สำหรับ Fam Trip ที่จัดโดยเมืองยอซู ร่วมกับการท่องเที่ยวเมืองจอนจู (JeonJu) ของเกาหลีใต้ เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวและกลุ่ม MICE ที่ต้องการมาจัดประชุม สัมมนา หรือ งานเทศกาลใหญ่ๆร่วมกับทั้งสองเมืองนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Jeonju ที่เต็มไปด้วยเทศกาลต่างๆตลอดทั้งปี

จากสนามบินอินชอนประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเราก็มาถึง จอนจู เมืองเก่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโซลเจ้าภาพต้อนรับคณะด้วย “ซอก กัลบี” หมูย่างกระทะร้อน ที่มาพร้อมเครื่องเคียงหลากหลายตามสไตล์เกาหลี ที่ร้านเก่าแก่ของเมือง ชื่อว่า จงโรเฮวควอน เป็นร้านอาหารเก่าแก่ 45 ปี และเพราะได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งดอกบัว Lotus City ด้วย สูตรเด็ดที่มาพร้อมกันอีกอย่าง ก็คือ ข้าวเหนียวธัญพืชห่อใบบัว ที่หุงร้อนๆ หอมและอร่อยมากๆ

เสร็จจากอาหารมื้อกลางวันอันเลอค่าแล้ว คณะไปเยี่ยมชม สำนักงานการท่องเที่ยวของเมืองจอนจู ที่เรียกว่า JEONBUK เป็นองค์การเฉพาะคล้ายๆกับองค์การมหาชนบ้านเรา ที่นอกจากจะทำหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองแล้ว ยังเป็นสตูดิโอสำหรับกลุ่ม Start Up ที่ต้องการทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวหรือแม้แต่ธุรกิจที่สนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ที่พัก Home Stay หรือ แม้แต่การออกแบบแพลตฟอร์มต่างๆ สำนักงานนี้เพิ่งเปิดมาได้ 2 ปีครึ่ง แต่สามารถสร้าง Content และ ทำการตลาดให้เมืองจอนจู สามารถมีรายได้จากการท่องเที่ยวได้ไม่น้อย ด้วยจุดขายที่มีเสน่ห์ของเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ในฐานะมืองหลวงทางจิตวิญญาณของราชวงศ์โชซอนในอดีต และ เมืองแห่งการทำอาหารของยูเนสโก ปี 2012 และ จอนจู ยังติดอันดับในรายชื่อ Ultimate Eatlist ของ Lonely Planet ด้วย

จาก JEONBUK เราแวะไปจิบกาแฟต่อกันที่ ร้านกาแฟ Sakjang Jungmiso ของ คุณ Lee ea min ที่ลงทุนซื้อบ้านเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี เพื่อทำร้านกาแฟสุดชิค ทั้งยังเก็บรักษาของโบราณที่มาพร้อมกับบ้านหลังนี้ไว้หลายชิ้น ไฮไลท์สำคัญนอกจากดื่มกาแฟแล้ว แนะนำให้ขึ้นไปถ่ายรูปที่หน้าต่างชั้นสองของบ้าน จะได้ภาพสวยๆแบบที่ในชีวิตคุณอาจจะได้ถ่ายรูปแบบนี้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

อีกอย่างที่พลาดไม่ได้ ถ้ามาที่ จอนจู นั่นก็คือ การใส่ชุดฮันบก เพื่อเดินท่องเที่ยวในหมู่บ้านโบราณที่ Hannoks Village เป็นหมู่บ้านเกาหลีดั้งเดิมสมัยศตวรรษที่ 14 จอนจูมีกลุ่มบ้านประเภทนี้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ยังมีคนอาศัยอยู่ประมาณ 800 คน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยม เช่าชุดฮันบก ชุดกษัตริย์ ทหาร ขุนนาง สมัยราชวงศ์โชซอน ใส่เดินรอบเมือง เพื่อถ่ายรูป เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าจะจดจำ และยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของราชวงศ์โชซอนที่ปกครองเกาหลีระหว่างศตวรรษที่ 14 ถึง 19 ซึ่งทำให้ จอนจู เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์แบบเปิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศ

สถานที่สำคัญในหมู่บ้านฮันนก ที่ต้องไปเยี่ยมชม ก็คือ พระราชวัง Gyeonggijeon สร้างขึ้นในปี 1410 เป็นที่ประดิษฐานภาพเหมือนของ ซัง อิ เก ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โชซอน พระราชวังแห่งนี้ถูกทำลายในช่วงสงคราม และถูกสร้างขึ้นใหม่ในทศวรรษปี 1600 สถานที่ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในพระราชวัง ก็คือ หอประวัติศาสตร์ หรือห้องสมุดโบราณ ซึ่งภายใน เก็บรักษาสิ่งประดิษฐ์ที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงแผ่นจารึกบรรพบุรุษของราชวงศ์ยี่ ควบคู่ไปกับบันทึกพงศาวดารจากราชวงศ์โชซอนซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ชิ้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ จากการรุกรานของญี่ปุ่น เช่นเดียวกับโบสถ์คาทอลิกจอนดง หนึ่งในอาคารโรมาเนสก์แห่งแรกที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคนี้

จากหมู่บ้านฮันนกไปไม่ไกล การท่องเที่ยวเมืองจอนจู นำเสนอการแสดงดนตรีพื้นบ้านที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประเภทเดียวกับ เทศกาลสงกรานต์บ้านเรา ที่เรียกว่า พันซูริ หรือ การร้องเพลงพร้อมกับเล่าเรื่อง ที่ใช้เครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้น ไฮไลท์อยู่ที่คนร้อง ที่ว่ากันว่า มีการถ่ายทอดทักษะการร้องเพลงแบบนี้จากรุ่นสู่รุ่น เป็นอีกหนึ่งการแสดงที่น่าประทับใจ

ช่วงเย็น เรามีกิจกรรมทำอาหาร (Cooking Class) กับเชฟชื่อดัง ชอง ชอง ฮี ที่บ้านของเธอ และแน่นอน อาหารแนะนำของเชฟชองในคลาสนี้ ก็คือ บิบิมบับ อาหารที่มีต้นกำเนิดในเมืองจอนจู และ ยังเป็นอาหารจานเด็ดอันดับ 8 ของโลกที่ถูกบันทึกไว้ใน Lonely Planet ด้วย

บิบิมบับ หรือ ข้าวยำเกาหลี เป็นข้าวผสมกับเห็ด กะหล่ำม่วง แครอท คึ่นไช่ ผักโขม กิมจิ โรยด้วยเนื้อวัว ปรุงรสด้วยน้ำยำสูตรเกาหลี เป็นอีกหนึ่งเมนูชูสุขภาพที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติกล้วนๆ และ อีกเมนูหนึ่งคือ พาจอน หรือ พิซซ่าเกาหลี ที่ทำจากแป้งหมักสไตล์เกาหลีโรยหน้าด้วยต้นหอม และ เนื้อสัตว์ตามชอบจะเป็นกุ้ง หรือ ปูอัดก็ได้ แต่สำหรับเมนูระดับเชฟชื่อดังของเมืองแล้ว แน่นอน ต้องเป็นกุ้งสดตัวโตๆ สำหรับอาหารคำโตในมื้อค่ำนี้ด้วย ปิดท้ายด้วยมันเทศเผารสหวาน เหมาะกับช่วงอากาศเย็นๆในฤดูใบไม้ผลิที่สายฝนตกพรำๆในจอนจู

เสียดายที่มีเวลาไม่มาก คณะของเราต้องเดินทางต่อไปเมืองยอซู ในวันรุ่งขึ้น เราจึงยังคงพลาดอีกหลายกิจกรรมในจอนจู ทั้งการตามหาบิงซูเจ้าดัง การถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนังในหมู่บ้านฮันนก ลิ้มลองคาเฟ่ขนมปังจอนจู ที่เป็นขนมปังถั่วแดงราดด้วยกาแฟคัปป้า ฯลฯ แต่ไม่เป็นไร เพราะ จอนจู มีกิจกรรมให้มาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ในเดือนพฤษภาคม เทศกาลบิบิมบับ และ เทศกาลอาหารที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ในเดือนตุลาคม ที่แม้ในช่วงเวลานั้นจะไม่มีน้องซากุระให้ชมแต่ความงดงามในอีกแบบหนึ่งของจอนจูก็รอให้ผู้คนจากทั่วโลกเข้ามาสัมผัส เป็นสีสันของการท่องเที่ยวที่ไม่เคยหลับใหลตลอดทั้งปีในเมืองโบราณแห่งนี้

ปิดท้ายอำลาจอนจู ด้วยเมนูหม้อไฟร้านดัง ฮันกุกจิป ร้านเก่าแก่โบราณที่ถ้ามาจอนจูแล้ว ไม่ควรพลาดร้านนี้ เพราะทั้งน้ำซุป และ พริกป่น บอกเลยว่าเด็ดสุดๆจริงๆ

ถ้าเกาหลีเป็นแพลนในทริปหน้าของคุณ แนะนำว่า ไม่ควรพลาดเมืองมรดกทางวัฒนธรรมอย่างจอนจูเด็ดขาด อ้อ!ถ้าคุณมาเดินในเมืองนี้แล้วรู้สึกว่าคุ้นๆกับสถานที่บางแห่ง อย่าแปลกใจ ไม่ใช่เพราะพรหมลิขิตแต่เพราะที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ของเกาหลีมากกว่า 200 เรื่อง อาทิ Moon Embraces the Sun, Sungk yunkwan Scandal รวมถึงซีรีส์น่ารักที่เพิ่งฉายไปเมื่อไม่นานมานี้ อย่าง Just an ordinary love story ด้วย

รู้จักเมืองฮวาเหลียน เมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2775684

รู้จักเมืองฮวาเหลียน เมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน

3 เม.ย. 2567 12:49 น.

รู้จักเมืองฮวาเหลียน เมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน

เมืองฮวาเหลียน ของไต้หวัน กลายเป็นข่าวดังในขณะนี้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (3 เม.ย. 2567) แต่ในอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ เมืองฮวาเหลียน เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน ซึ่งอุดมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามมากมายดึงดูดให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัส

เมืองฮวาเหลียน สวรรค์ของนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ

ฮวาเหลียนเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นยอดเขาสูง ท้องฟ้าสีคราม และท้องทะเลอันกว้างใหญ่ อีกทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและผู้คนท้องถิ่นที่เป็นมิตร ทำให้ฮวาเหลียนกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ

ด้วยวิวทิวทัศน์ทางธรรมชาติอันสวยงามของฮวาเหลียน ช่วยสร้างชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวให้แก่ไต้หวันและดึงดูดคนทั่วโลกให้มาชมเสน่ห์ของเมืองนี้ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดนิยม ได้แก่

1. อุทยานแห่งชาติทาโรโกะ

อุทยานแห่งชาติทาโรโกะ ขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงามของทิวเขา มีพื้นที่ขนาดใหญ่ครอบคลุม 3 เมือง ได้แก่ ฮวาเหลียน หนานโถว และไถจง ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ จึงทำให้อุทยานแห่งนี้ เป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ด้วย

เส้นทาง Swallow Grotto Yanzikou ในอุทยานแห่งชาติทาโรโกะ เมืองฮวาเหลียน ไต้หวัน (ภาพจาก iStock)

สำหรับคนที่รักธรรมชาติ ห้ามพลาดกับจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกไป๋หยาง น้ำตกหยินไต้ น้ำตกฉางชุน น้ำตกลวี่ซุ่ย ถ้ำนกนางแอ่น อุโมงค์เก้าโค้ง รวมทั้งอนุสาวรีย์ทาโรโกะและวัดฉางชุน ซึ่งรายล้อมไปด้วยวิวสวยๆ ของหุบเขาและดอกไม้ป่านานาชาติ

นอกจากนี้ยังมี “เทียนเซียง” หมู่บ้านเก่าแก่ของชนพื้นเมืองชาวไท่หย่า (Atayal) มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่งอย่าง วัดเซียงเต๋อ เจดีย์เทียนเฟิง สะพานแขวน สวนอนุสรณ์เหวินเทียนเซียง และสวนพลัม ที่เมื่อถึงฤดูหนาว ดอกพลัมจะบานสะพรั่งสวยงามเหมาะกับการถ่ายรูปมาก

2. อุทยานแห่งชาติยวี่ซัน

อุทยานแห่งชาติยวี่ซาน มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงป่าไม้ที่เต็มไปด้วยพืชนานาชนิด เช่น ป่าไม้ใบกว้าง ป่าผสม ป่าสนและป่าไผ่ เป็นต้น โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกอาซาเลียและดอกอัลไพน์จะผลิบาน สีสันสวยงาม

อุทยานแห่งนี้เต็มไปด้วยนกป่าหลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่ รวมถึงสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น หมีดำ กวางป่า ลิงแม็กแคกไต้หวัน เลียงผา ที่สามารถพบเห็นได้ในอุทยานแห่งนี้

3. อุทยานแห่งชาติชายฝั่งตะวันออก

ชายฝั่งนี้มีพื้นที่ยาว 170 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำฮวาเหลียน (Hualien) ทางตอนเหนือของเสี่ยวเย่หลิว (Shiauyeliou) มีหินภูเขาไฟ หินคลาสสิกจากใต้ทะเลลึก และหินดินดานที่ถูกดันขึ้นมาจากใต้ท้องทะเล ด้วยความหลากหลายของภูมิประเทศ ทำให้จุดชมวิวแห่งนี้งดงามมาก ทั้งแนวชายฝั่งทะเล หาดทราย แนวปะการัง อีกทั้งยังเป็นที่อยู่ของพืชพรรณธรรมชาติและสัตว์หลากหลายสายพันธุ์

อุทยานแห่งชาติชายฝั่งตะวันออก เมืองฮวาเหลียน ไต้หวัน (ภาพจาก iStock)

นอกจากนี้ ทางชายฝั่งตะวันออกยังเป็นหมู่บ้านของชนพื้นเมืองอาเหม่ย นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชนพื้นเมืองอาเหม่ยได้ ผ่านงานเก็บเกี่ยวประจำปี ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม รวมถึงโบราณสถานและโบราณวัตถุให้ได้ชมกัน ด้วยความสวยงามทางธรรมชาติและโบราณสถานอันทรงคุณค่า ทำให้สำนักงานการท่องเที่ยวกำหนดให้ที่นี่เป็น “จุดชมวิวแห่งชาติชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก” ตั้งแต่ปี 1988 เพื่อพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เจริญยิ่งขึ้น

4. อุทยานแห่งชาติหุบเขาตะวันออก

อุทยานแห่งชาติหุบเขาตะวันออก ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดินแดนแห่งนมน้ำผึ้ง” ประกอบด้วยวิวอันสวยงามตลอดสองข้างทาง มีทุ่งนาเขียวขจีทั่วบริเวณเนินเขาของเมืองฮวาเหลียนและไถตง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 140,000 เฮกเตอร์

หากคุณกำลังมองหากิจกรรมดีๆ เหมาะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจอยู่ละก็ ลองมาแช่น้ำพุร้อนกลางธรรมชาติที่นี่สิ นอกจากจะมีน้ำพุร้อนให้แช่กันฟินๆ แล้ว ยังมีวิวทิวทัศน์ของสวนดอกทิวลิป และสวนผลไม้อีกนานาชนิด ให้ได้ชมกันอย่างเพลิดเพลินอีกด้วย

ดอกลิลลี่ที่บานสะพรั่งบนภูเขาลิ่วสือซือ เมืองฮวาเหลียน ไต้หวัน (ภาพจาก iStock)

หุบเขาแห่งนี้ เป็นที่อยู่ของชนพื้นเมืองถึง 4 เผ่า ได้แก่ เผ่าอาเหม่ย ไท่หย่า ปู้หนง และเปยหนาน อีกทั้งเป็นเขตอนุรักษ์วัฒนธรรมกลุ่มชนพื้นเมืองของไต้หวัน ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยี่ยมชมหุบเขาแห่งนี้ จะได้ศึกษาวิถีชีวิตของชนพื้นเมืองอย่างใกล้ชิด

นอกจาก 4 อุทยานแห่งชาติที่กล่าวไปแล้ว เมืองฮวาเหลียน ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น บ่อน้ำพุร้อนรุ่ยซุ่ย หนึ่งใน 3 บ่อน้ำพุร้อนที่โด่งดังมากที่สุดของไต้หวัน, เส้นทางเดินวัดฉางชุน เป็นเส้นทางเดินท่องเที่ยวที่ค่อนข้างสูงชัน เหมาะกับนักผจญภัยที่ชอบความท้าทาย, ภูเขาลิ่วสือซือ ที่มีไฮไลต์คือดอกลิลลี่ที่บานสะพรั่งในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และยังมีที่เที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายที่

ทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามในอุทยานแห่งชาติทาโรโกะ เมืองฮวาเหลียน ไต้หวัน (ภาพจาก iStock)

อย่างไรก็ตาม เมืองฮวาเหลียน ของไต้หวัน เป็นเมืองที่เกิดแผ่นดินไหวค่อนข้างบ่อยครั้ง โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายน 2565 เกิดแผ่นดินไหวความแรง 6.4 ริกเตอร์ ความลึก 7.3 กิโลเมตร และมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกกว่า 50 ครั้ง ที่ผ่านมาไต้หวันมีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงจำนวนมาก เนื่องจากเกาะตั้งอยู่บนเขตการชนกันของทวีปอันซับซ้อนระหว่างแผ่นทะเลฟิลิปปินส์ (Philippine Sea Plate) และแผ่นยูเรเชีย บนพื้นที่ซึ่งเกิดแผ่นดินไหว แผ่นเหล่านี้เคลื่อนตัวเข้าหากันด้วยอัตรา 75 มิลลิเมตรต่อปี

ภาพจาก iStock

ดังนั้นหากใครมีแผนไปเที่ยวไต้หวันควรศึกษาข้อมูลเรื่องการเอาตัวรอดจากแผ่นดินไหว รวมถึงเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดอยู่เสมอ เพราะอาจเปลี่ยนสถานะจากนักท่องเที่ยวสู่ผู้ประสบภัยได้ แต่ก็ขอให้ประสบภัยอย่างมีสติและปลอดภัยที่สุด

ข้อมูลอ้างอิง : สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ

ภาพ : iStock

10 ที่เที่ยวราชบุรี 2024 สวย บรรยากาศดี เดินทางง่าย ใกล้กรุงฯ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2775128

10 ที่เที่ยวราชบุรี 2024 สวย บรรยากาศดี เดินทางง่าย ใกล้กรุงฯ

1 เม.ย. 2567 14:49 น.

10 ที่เที่ยวราชบุรี 2024 สวย บรรยากาศดี เดินทางง่าย ใกล้กรุงฯ

“ราชบุรี” ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านตะวันตกของภาคกลาง ในจังหวัดมีทั้งพื้นที่ภูเขาสูง พื้นที่ราบสูง และราบลุ่ม ส่งผลให้ที่เที่ยวราชบุรีมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่เที่ยวธรรมชาติ ตลาด พิพิธภัณฑ์ หรือแม้แต่พื้นที่ตั้งแคมป์ ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนนักท่องเที่ยวก็สามารถมาพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอดปี

10 ที่เที่ยวราชบุรี 2024 ครบทุกสไตล์ คัดมาให้แบบเน้นๆ

1. อุทยานหินเขางู

ที่เที่ยวราชบุรี 2024 ยอดฮิตที่อุทยานหินเขางู เดิมทีที่นี่เป็นเหมืองสำหรับระเบิดหิน แต่ต่อมากลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จุดไฮไลต์ของที่นี่คือ มีภูเขาหินตั้งตระหง่าน สะพานไม้ยาวพาดสองฝั่งแอ่งน้ำให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมบรรยากาศ หากขึ้นไปด้านบนของเขาจะเจอกับถ้ำอีกด้วย
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/XJhnZ72nY1bCbmiz5
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.  

2. สะพานหนุนลอย M4

ที่เที่ยวราชบุรีเปิดใหม่ กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กกลางแม่น้ำแม่กลองที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสประสบการณ์อันน่าประทับใจ ถ่ายรูป ชมวิวและบรรยากาศริมแม่น้ำกันได้แบบชิลๆ
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/fFG33eWyMWYfpYVy6
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 16.00-22.00 น.  

3. ตลาดน้ำดำเนินสะดวก 

ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ตั้งอยู่ที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 80 กิโลเมตรเท่านั้น บรรยากาศอบอุ่น โดยไฮไลต์ที่นี่คือ การซื้อขายสินค้ากันบนเรือตามวิถีชีวิตในสมัยก่อน ทำให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวถูกใจทั้งคนไทยและต่างชาติ
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/KiMBDFnruPWtTKVy5
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 08.00-16.00 น.  

4. Coro Field 

หากใครกำลังมองหาที่เที่ยวราชบุรี 2567 ในสวนผึ้ง บรรยากาศชิลๆ มีพื้นที่ให้พักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมสนุกๆ เช่น การปลูกผัก เก็บผัก รวมไปถึงการทำเวิร์กช็อป ที่นี่ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ของฝากติดไม้ติดมือไปด้วย
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/qNbp6h4gd1L2kNqZ6
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น.  

5. Street Art บ้านโป่ง

อีกหนึ่งที่เที่ยวที่เหมาะกับสายถ่ายรูปเช็กอินโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟบ้านโป่ง บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น ภาพวาดมังกรบนตึก ภาพวาดดอกไม้ หรือแม้แต่ภาพการ์ตูน ให้เดินถ่ายรูปชิลๆ
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/A84dZq24FEHjcHvcA
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เดินชมได้ตลอดเวลา

6. วัดขนอนหนังใหญ่ 

เอาใจสายบุญกับพิกัดที่เที่ยวราชบุรี โพธาราม “วัดขนอนหนังใหญ่” ที่นอกจากจะแวะทำบุญ เสริมสิริมงคลให้กับตนเองแล้ว ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน เป็นที่เก็บรักษาหนังใหญ่ วัดขนอน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงที่มา นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุอื่นๆ อีกด้วย
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/fBg5rGKRHBJkhf7w6
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 08.00-17.30 น.  

7. กาดวิถีชุมชน วัดโขลงสุวรรณคีรี

กาดวิถีชุมชน วัดโขลงสุวรรณคีรี หรือกาดวิถีชุมชนคูบัว สร้างขึ้นเพื่อเผยแพร่อัตลักษณ์ที่ดีของคนในชุมชน ชนวนให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ มีทั้งของกิน ของใช้ ของพื้นบ้านให้ได้เลือกช็อป ชิม ชิลกันได้เต็มที่
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/DUKqWs8gKLs2cwQt5
เวลาเปิด-ปิด : เปิดวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.30-19.30 น.  

8. ณ สัทธา อุทยานไทย

อีกหนึ่งพิกัดที่เที่ยวราชบุรี 2024 เพื่อการเรียนรู้ มีการจัดแสดงและจำลองสถานที่ต่างๆ นักท่องเที่ยวสามารถสวมใส่ชุดไทยเดินชมบรรยากาศรอบๆ ถ่ายรูป ในช่วงตอนค่ำยังมีการแสดงไฟให้ได้ชมความงามช่วงกลางคืนอีกด้วย
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/FdmZ4W5GAFU429UH6
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-22.00 น. 

9. เขากระโจม

ที่เที่ยวราชบุรี สวนผึ้งเหมาะสำหรับสายท่องเที่ยวธรรมชาติ เพราะนักท่องเที่ยวจะได้เดินขึ้นเขา ชมวิวธรรมชาติ ตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ใครจะแคมปิ้งนอนค้างคืนด้านบน หรือเดินลงก็ได้เช่นกัน หากมาช่วงอากาศหนาวรับรองว่าฟิน
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/FdmZ4W5GAFU429UH6
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 04.00-07.00 น. และลงได้ตั้งแต่เวลา 07.00-09.00 น. ส่วนรถยนต์ขึ้นลงได้ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. 

10. เถ้า ฮง ไถ่ เซรามิก

หลายคนอาจจะคุ้นตากับรูปปั้นสุนัขลายจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของเถ้า ฮง ไถ่ เซรามิก ซึ่งนอกจากรูปปั้นดังกล่าวยังมีโอ่ง เครื่องปั้น และอื่นๆ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสายทำกิจกรรม ถ่ายรูป หรือเที่ยวแบบชิลๆ ก็ถูกใจ
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ZaDgVfJduw53WMGAA
เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. 

ราชบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีที่เที่ยวหลากสไตล์ ในช่วงวันหยุดนี้ใครยังไม่มีไอเดียว่าจะไปเที่ยวไหนดี 10 ที่เที่ยวราชบุรีที่นำมาฝากกันในข้างต้นก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เที่ยวเพลินๆ เดินทางง่าย ใกล้กรุงเทพฯ อีกด้วย