เปิดจักรวาล “การท่องเที่ยวสายมู” 5 ธุรกิจมาแรงชิงส่วนแบ่งตลาดหมื่นล้าน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2774561

เปิดจักรวาล “การท่องเที่ยวสายมู” 5 ธุรกิจมาแรงชิงส่วนแบ่งตลาดหมื่นล้าน

30 มี.ค. 2567 07:36 น.

เปิดจักรวาล “การท่องเที่ยวสายมู” 5 ธุรกิจมาแรงชิงส่วนแบ่งตลาดหมื่นล้าน

เดินสายขายผ้าขาวม้าก็ว่าปังแล้ว แต่คงสู้พลัง “การท่องเที่ยวสายมู” ไม่ได้ เพราะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้เศรษฐกิจไทยปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท และกำลังได้รับความสนใจในตลาดโลกอย่างมาก โดยมีประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและวัฒนธรรมที่โดดเด่นไปด้วยเสน่ห์ เชื่อมโยงไปถึงอัตลักษณ์ ความเชื่อท้องถิ่น ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวสายมูเตลู สอดรับกับเทรนด์หลักของโลกที่มุ่งนำเสนอการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่มีคุณค่าและให้ความหมายกับนักท่องเที่ยว

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในปี 2562 การท่องเที่ยวเชิงแสวงบุญ สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของไทยสูงสุดถึง 10,800 ล้านบาท และจากข้อมูลของ “ฟิวเจอร์ มาร์เก็ต อินไซต์ 2023” พบว่า การท่องเที่ยวเชิงศรัทธามีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายใน 10 ปี จากมูลค่ากว่า 13.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 40.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2576

ถามว่าถ้าประเทศไทยไม่อยากตกรถขบวนนี้ ควรจะพุ่งเป้าการสนับสนุนไปที่ภาคธุรกิจใด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ต่อยอดขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญไม่ใช่ยิงพลาดเป้าเปลืองกระสุนไปเรื่อยๆ!! ศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว (TAT Academy) ฟันธง 5 ธุรกิจมาแรง ที่มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด และโกยรายได้จากเทรนด์ฮอตการท่องเที่ยวสายมู

“ทัวร์มูเตลู” ธุรกิจความเชื่อของไทยเติบโตขึ้นมาก มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อและศาสนา เราสามารถสร้างโอกาสจากเทรนด์การท่องเที่ยวนี้ได้ โดยผู้ประกอบการจัดหาโปรแกรมทัวร์ที่จะเป็นตัวช่วยพานักท่องเที่ยวไปไหว้พระเสริมดวงชะตา พร้อมมีไกด์นำไหว้พระ สอนวิธีบูชาที่ถูกต้อง และจัดเตรียมอุปกรณ์มูให้สุดไหว้ให้ปัง

“มูเตลูกับเมนูอาหาร” เชื่อไหมคะว่าอาหารการกินก็ผูกกับความเชื่อของผู้คนด้วย ผู้ประกอบการอาจพลิกให้เป็นโอกาสในเรื่องของธุรกิจอาหาร โดยจัดเซตอาหารมงคล ประยุกต์ให้เข้ากับอาหารประจำถิ่น เพื่อส่งเสริมอาชีพผู้คนในชุมชน และนำออกมาจำหน่ายในช่วงเทศกาลต่างๆ ดึงดูดกลุ่มสายมู

“เซตอุปกรณ์ไหว้สำเร็จรูป” ในแต่ละ ท้องถิ่นจะมีอุปกรณ์การไหว้ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่มักมองหาทางเลือกที่ง่ายและสะดวก นั่นคือชุดไหว้บูชาที่จัดมาแล้วแบบสำเร็จรูป จึงเป็นโอกาสทอง ในการส่งเสริมอาชีพให้แก่ชุมชนท้องถิ่นได้อีกทาง

“ธุรกิจที่พักแถมดูดวงและเสริมดวง” ลองนำเสนอโปรโมชันแพ็กเกจการเข้าพัก พร้อมมอบสิทธิพิเศษในการดูดวงและเสริมดวงชะตากับผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รับรองว่าจะเพิ่มยอดจองที่พักให้พุ่งกระฉูด เพราะโดนใจนักท่องเที่ยวสายมู

“ธุรกิจเครื่องรางของขลัง” สมัยนี้มีการออกแบบเครื่องรางของขลังให้สวยงามน่าใช้, ทันสมัย และพกพาง่าย เช่น กำไลหินนำโชค, สร้อยข้อมือเสริมดวง และตะกรุดสายแฟชั่น เมืองไทยถือเป็นผู้นำเทรนด์เครื่องประดับสายมูของโลก ที่ลุกขึ้นปฏิวัติวงการวัตถุมงคล สร้างเทรนด์ใหม่เป็นของขลังที่สามารถสวมใส่ได้เก๋ไก๋ในชีวิตประจำวัน เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลจริงๆ.

เก็บไว้ในลิสต์ 6 อุทยานน่าเที่ยวที่ได้รางวัลจาก Thailand Tourism Awards

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2774189

เก็บไว้ในลิสต์ 6 อุทยานน่าเที่ยวที่ได้รางวัลจาก Thailand Tourism Awards

28 มี.ค. 2567 16:31 น.

เก็บไว้ในลิสต์ 6 อุทยานน่าเที่ยวที่ได้รางวัลจาก Thailand Tourism Awards

ชวนปักหมุดเที่ยว 6 อุทยานแห่งชาติยอดนิยม ที่ได้รับรางวัลจากอุตสาหรกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) นักท่องเที่ยวสายแคมป์และธรรมชาติ ห้ามพลาด

อุทยานแห่งชาติ เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตที่ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนๆ นักท่องเที่ยวก็สามารถเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติอันเขียวขจี และทำกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาลได้

ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมที่เที่ยวที่ได้รับ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย Thailand Tourism Awards ที่การันตีโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาฝากให้นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติได้ไปพักแรมฟินกับธรรมชาติ นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นและตก หนีร้อน สัมผัสลมเย็นๆ พักผ่อนกันให้ในช่วงวันหยุดยาวที่จะถึงนี้อย่างเต็มที่

6 อุทยานแห่งชาติที่ได้รับรางวัล Thailand Tourism Awards

  • อุทยานแห่งชาติดอยหลวง จ.เชียงราย

อุทยานแห่งชาติดอยหลวง จังหวัดเชียงราย มีกิจกรรมให้ทำมากมาย ไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ น้ำตกปูแกง น้ำตกที่สายน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี ที่สามารถลงเล่นน้ำได้ 

พร้อมทั้งยังมีถ้ำเล็กใหญ่อยู่ในพื้นที่อีกจำนวนมาก และเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ให้เดินศึกษาต้นไม้นานาพันธุ์ และสัตว์ต่างๆ ทั้งนี้ยังมีพื้นที่ลานกางเต็นท์ทั้งหมด 3 จุด นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การดูนก ปลูกต้นไม้ และกิจกรรมศึกษาเพื่อความยั่งยืนอีกมากมาย

  • อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่

อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งอุทยานยอดนิยมที่มีชื่อคุ้นหู หนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่มีวิวสวยๆ ของธรรมชาติมากมาย จากยอดดอย น้ำตก รวมถึงดอกไม้นานาพันธุ์ 

ไฮไลต์คงหนีไม่พ้นลานกางเต็นท์ดอยปุย ซึ่งเป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่น และเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยลานกางเต็นท์นี้ สูงจากระดับน้ำทะเลมากถึง 1,500 เมตร มีอากาศที่เย็นตลอดทั้งปี สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากถึง 300 คน และที่สำคัญคือไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก ทำให้เดินทางได้ง่าย และสามารถมองเห็นวิวตัวเมืองเชียงใหม่ได้ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน รวมถึงน้ำตกหมอกฟ้า น้ำที่ไหลจากหน้าผาสูงกว่า 30 เมตร ทำให้เกิดเป็นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วเสมือนม่านหมอก

  • อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม สถานที่แห่งนี้แตกต่างจากอุทยานอื่นๆ ที่กล่าวมา โดยอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยนี้เป็นไฮไลต์ที่เห็นได้บ่อยๆ ตามเว็บไซต์ท่องเที่ยวของไทย

สถานที่แห่งนี้ได้รวมรวบ วัตถุ และอารยธรรมโบราณ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของประเทศไทย หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่ผสมกับธรรมชาติที่สวยงามนี้ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่จัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ซึ่งเป็นเทศกาลที่รู้จักไปทั่วโลก ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเข้ามากันอย่างล้นหลาม

  • อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติสุดสวย แถมยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอยู่มากมาย หากต้องการไปพักผ่อนใจ สูดอากาศดีๆ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่แนะนำ เนื่องจากมีแหล่งธรรมชาติที่สมบูรณ์ และดอกไม้นานาพรรณตามฤดูกาลที่น่าสนใจอยู่มากมาย

ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยวอย่าง ลานหินแตก ลานหินปุ่ม ผาชูธง น้ำตกหมันแดง และน้ำตกร่มเกล้าภราดร พร้อมแหล่งท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์การสู้รบอันยาวนาน เป็นวีรกรรมของนักรบไทยที่เกิดขึ้น ณ ที่เเห่งนี้ ให้ได้ศึกษามากมาย

  • อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร หนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่มีผืนป่าขนาดใหญ่ และสมบูรณ์อีกแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวต่างนิยมเดินทางมาส่องสัตว์ ตั้งแคมป์ เที่ยวน้ำตก และทำกิจกรรมอยู่เป็นประจำตลอดปี

ไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ ช่องเย็น หนึ่งในสถานที่ยอดฮิตที่เป็นพื้นที่เป็นช่องเขาที่ลมพัดผ่าน และมีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี และการส่องสัตว์จำพวกนก อย่าง นกเงือกคอแดง ถือเป็นสัญลักษณ์ของป่าดงดิบที่หาดูได้ยาก และใกล้สูญพันธุ์ ทั้งนี้ยังมีจุดชมวิว 360 องศา สามารถสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี 

  • อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา หนึ่งในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ และ อุทยานมรดกแห่งอาเซียนครอบคลุม 4 จังหวัด ประกอบด้วย สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก และสามารถเดินทางได้ง่าย สถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารสำคัญหลายสายที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และถือว่าเป็นบ้านหลังใหญ่ของสิ่งมีชีวิตที่สำคัญหายาก และใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด 

กิจกรรมที่น่าสนใจของที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีให้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และจุดชมวิวที่หลากหลาย รวมถึงยังเป็นที่อยู่อาศัยของนกกว่า 280 ชนิด และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ลานกางเต็นท์ ถนนหนทางที่ดี ร้านค้า ร้านอาหาร 

ข้อมูล : Tourism Product, ข่าวสาร ททท., ททท

Airbnb เปิดตัวไกด์บุ๊ก คู่มือการท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ กระตุ้นสงกรานต์ 2567

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2773921

Airbnb เปิดตัวไกด์บุ๊ก คู่มือการท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ กระตุ้นสงกรานต์ 2567

27 มี.ค. 2567 18:54 น.

Airbnb เปิดตัวไกด์บุ๊ก คู่มือการท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ กระตุ้นสงกรานต์ 2567

Airbnb เปิดตัวซิตี้ไกด์บุ๊กเล่มแรก (Airbnb’s Creative Guide to Bangkok) พร้อมนำเสนอ 4 ย่านท่องเที่ยวสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ที่เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านผู้สร้างเทรนด์ (Tastemakers) และเจ้าของที่พัก Airbnb ในแต่ละชุมชน ตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และยกระดับ Soft Power ของไทย

“ประเทศไทยได้ครองอันดับที่ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นักเดินทาง Airbnb จากทั่วโลกมาเยือนมากที่สุดในปี 2566” ข้อมูลล่าสุดจาก Airbnb 

จากสถิติดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ดีของการท่องเที่ยวไทยที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง และเทรนด์ท่องเที่ยวที่กำลังจะเปลี่ยนไป พร้อมเผยจำนวนคืนของการจองที่พักของ Airbnb ในประเทศไทย ปรากฏว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยนักเดินทางจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศต้นทางที่มาเยือนไทยมากที่สุด ตามด้วยประเทศจีน ประเทศเยอรมนี สหราชอาณาจักร และประเทศเกาหลีใต้ ตามลำดับ

ด้าน กรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองยอดนิยม อันดับ 1 ในประเทศไทย รองลงมา คือ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ตามลำดับ เป็นจังหวัดที่มีนักเดินทาง จาก Airbnb ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศทั่วโลกมาเยือนมากที่สุดในปี 2566 

โดยนักเดินทางแบบกลุ่มที่เดินทางมาประเทศไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 80% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และนักเดินทางเดี่ยว (เดินทางคนเดียว) เพิ่มขึ้น 52% ในช่วงเวลาเดียวกัน 

Airbnb ยังพบสัญญาณการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากนักเดินทางชาวจีน และอินเดีย โดยประเทศไทย รั้งอันดับที่ 1 จุดหมายปลายทางนอกประเทศที่นักเดินทาง Airbnb ชาวจีนค้นหามากที่สุดในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจาก Airbnb ชาวอินเดีย ยังเสิร์ชหาประเทศไทยมากที่สุดในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวโฮลี (เทศกาลสาดสี) และช่วงวันหยุดยาวอีสเตอร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 200% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนหน้า

อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ฮ่องกง และไต้หวัน ของ Airbnb (ซ้าย) และ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (ขวา)

อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ฮ่องกง และไต้หวัน ของ Airbnb กล่าวว่า “นักเดินทาง Airbnb แตกต่างจากนักเดินทางทั่วไป โดยจะชอบสำรวจสถานที่ใหม่ๆ และกระตือรือร้นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ได้ไปพัก และเยี่ยมเยือน”

“Airbnb’s Creative Guide to Bangkok จะเป็นคู่มีที่ทำให้นักเดินทางได้รู้จักกับเสน่ห์เฉพาะตัวของชุมชนที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ตั้งแต่ประวัติศาสตร์เก่าแก่ในย่านวังเดิม กลิ่นอายของชุมชนในย่านตลาดพลู และกุฎีจีน ไปจนถึงความหลากหลาย ทางมรดกและวัฒนธรรมในย่านตลาดน้อย ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนโครงการของภาครัฐ เรามีความมุ่งมั่นในการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้การท่องเที่ยว ชูความเป็นชุมชน ความคิดสร้างสรรค์ และทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกๆ ฝ่ายมากยิ่งขึ้น เผื่อช่วยผลักดัน ให้ประเทศไทยเป็นโฮมสเตย์ชั้นนำระดับโลก” อมันพรีท บาจาจ จาก Airbnb กล่าวเสริม

“ซิตี้ไกด์บุ๊ก” ตัวช่วยของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ให้ได้เที่ยวอย่างสร้างสรรค์

Airbnb จึงได้เปิดตัว Airbnb’s Creative Guide to Bangkok เป็นซิตี้ไกด์บุ๊กเล่มแรกโดยข้อมูลภายในเล่มจะคอยในนำเสนอ 4 ย่านสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ประกอบไปด้วย ตลาดน้อย วังเดิม ตลาดพลู และกุฎีจีน พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านผู้สร้างเทรนด์ และเจ้าของที่พัก Airbnb ในแต่ละชุมชน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ท่องเที่ยวชุมชน

เนื้อหาภายใน Airbnb’s Creative Guide to Bangkok ประกอบไปด้วยข้อมูลของสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจเช่น แฮงก์เอาต์, ร้านอาหารท้องถิ่น, ที่พัก และสถานที่ที่ไม่ควรพลาดในแต่ละย่าน พร้อมแนะนำจุดท่องเที่ยวตั้งแต่สตรีทอาร์ต ตลาดท้องถิ่น ไปจนถึงเรื่องราวของสถาปัตยกรรม อาหาร และงานฝีมือของคนในท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อ 

ไกด์บุ๊กเล่มนี้ จัดพิมพ์ขึ้น ทั้งหมด 3 ภาษาได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน โดยจะเผยแพร่ทั่วเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศที่เป็นตลาดท่องเที่ยวหลักอย่างประเทศจีนและอินเดีย เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ทั้งนี้ยังเชื่อว่าไกด์บุ๊กนี้จะสามารถเป็นส่วนร่วมในการสนับสนุนเศรษฐกิจให้เกิดความหมุนเวียนมากยิ่งขึ้นทั้งในประเทศ จังหวัด ชุมชน และบุคคล รวมถึงยังยกระดับ Soft Power ในแง่มุมต่างๆ ของประเทศไทยไปอีกหนึ่งช่องทาง

พร้อมยังเป็นการสนับสนุน และจุดประการให้แก่นักท่องเที่ยว และวงการท่องเที่ยวให้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น เที่ยวย่านเยือนถิ่น แหล่งศิลป์ ท่องเที่ยวเสน่ห์ชุมชน ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นตัวของชุมชนที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักผ่านพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อให้ประเทศไทย และกรุงเทพฯ มีเอกลักษณ์ทัดเทียมกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในระดับโลก

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “ในนามของกรุงเทพมหานคร เรารู้สึกตื่นเต้น ที่ได้เห็น การนำเสนอย่านสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ สู่สายตานักเดินทางทั่วโลกเป็นแห่งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาก่อนสงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย”

“กรุงเทพฯ นั้นเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์มากมาย ซึ่งหลายๆ แห่งนักเดินทางอาจจะยังไม่เคยมาเยือน โดยในปี 2565 กรุงเทพมหานครได้เปิดตัวโครงการย่านสร้างสรรค์นำร่อง 20 ย่าน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชุมชนที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั่วกรุงเทพฯ โดยแต่ละย่านประกอบไปด้วยร้านอาหาร และร้านค้าดั้งเดิม แกลเลอรี่ คลอง และวัดวาอารามต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งทาง กทม. หวังว่า ไกด์บุ๊กเล่มนี้ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางอีกหลายคนได้มาสำรวจย่านที่มีความสร้างสรรค์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้เชื่อมต่อกับคนในพื้นที่ และค้นพบความพิเศษหรือเสน่ห์ที่แตกต่างกันไปของย่านต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร” รองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : ททท. , istock

เที่ยวทะเลช่วงไหนดี 2567 ทะเลสวย น้ำใส วางแผนจัดทริปได้ตลอดทั้งปี

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2773816

เที่ยวทะเลช่วงไหนดี 2567 ทะเลสวย น้ำใส วางแผนจัดทริปได้ตลอดทั้งปี

27 มี.ค. 2567 12:55 น.

เที่ยวทะเลช่วงไหนดี 2567 ทะเลสวย น้ำใส วางแผนจัดทริปได้ตลอดทั้งปี

ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ว่าจะฤดูกาลไหน “ทะเล” ก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่หลายๆ คนเลือกไปพักผ่อนหย่อนใจ แต่หากเลือกไปช่วงที่มรสุมเข้าก็อาจจะทำให้หมดสนุกได้ ดังนั้น แนะนำให้เช็กปฏิทินเที่ยวทะเลช่วงไหนดี 2567 ร่วมด้วย รับรองว่าเที่ยวสนุก ได้สัมผัสท้องฟ้าแจ่มใส และน้ำทะเลสวยๆ กันได้ตลอดทริป

ปฏิทินเที่ยวทะเลช่วงไหนดี 2567/2024 ทะเลสวย น้ำใส ไม่เจอมรสุม

ทะเลในประเทศไทยแบ่งออกเป็นหลายโซน แต่ละโซนก็จะมีฤดูกาลการเที่ยวที่ต่างกันออกไป ดังนี้

ทะเลอันดามันเที่ยวช่วงไหนดี

ทะเลอันดามัน เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย น้ำค่อนข้างมีความเค็มสูงกว่าปกติ ประเทศไทยมีชายฝั่งติดกับทะเลอันดามัน 6 จังหวัด ได้แก่ จ.ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง และสตูล แนะนำช่วงที่ควรเที่ยว ดังนี้

  • ช่วงที่ควรเที่ยว : ธันวาคม-มีนาคม 
  • ช่วงที่ควรเฝ้าระวัง : เมษายนและพฤศจิกายน
  • ช่วงมรสุมเข้า : พฤษภาคม-ตุลาคม

ทะเลอ่าวไทยเที่ยวช่วงไหนดี

ทะเลอ่าวไทย เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยมีจังหวัดที่อยู่ติดกับทะเลอ่าวไทยคือจังหวัดที่ไล่เรียงลงมาตั้งแต่ จ.เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, สงขลา, ปัตตานี ไปจนถึง จ.นราธิวาส ช่วงที่ควรเที่ยว มีดังนี้

  • ช่วงที่ควรเที่ยว : เมษายน-ตุลาคม
  • ช่วงที่ควรเฝ้าระวัง : มีนาคมและพฤศจิกายน
  • ช่วงมรสุมเข้า : ธันวาคม-กุมภาพันธ์  

ทะเลตะวันออกเที่ยวช่วงไหนดี

ทะเลฝั่งตะวันออก ถือเป็นทะเลที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนไทยและชาวต่างชาติเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากเดินทางสะดวก ใกล้กรุงเทพฯ ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด ช่วงเวลาที่เหมาะสม เช็กปฏิทินเที่ยวทะเลเดือนไหนดี มีดังนี้

  • ช่วงที่ควรเที่ยว : ธันวาคม-มีนาคม
  • ช่วงที่ควรเฝ้าระวัง : เมษายนและพฤศจิกายน
  • ช่วงมรสุมเข้า : พฤษภาคม-ตุลาคม

ทะเลตะวันตกเที่ยวช่วงไหนดี

ทะเลฝั่งตะวันตก หรือฝั่งอ่าวไทยตอนบน ประกอบด้วย 2 จังหวัด ได้แก่ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ แนะนำช่วงเวลาที่ควรเที่ยว ดังนี้

  • ช่วงที่ควรเที่ยว : ธันวาคม-เมษายน
  • ช่วงที่ควรเฝ้าระวัง : พฤษภาคมและพฤศจิกายน
  • ช่วงมรสุมเข้า : มิถุนายน-ตุลาคม

อย่างไรก็ดี หากใครที่วางแผนเดินทางไปเที่ยวทะเล แนะนำให้เช็กปฏิทินเที่ยวทะเลช่วงไหนดีสุดร่วมด้วย เพื่อให้ได้เที่ยวชมบรรยากาศดีๆ กันได้อย่างเต็มที่ จะโพสต์ท่าถ่ายรูป ทำกิจกรรมริมชายหาด หรือถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลก็ประทับใจแน่นอน

15 ที่เที่ยวระยอง 2567 เที่ยวชิลหลากสไตล์ ไม่ได้มีดีแค่ทะเล

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2773658

15 ที่เที่ยวระยอง 2567 เที่ยวชิลหลากสไตล์ ไม่ได้มีดีแค่ทะเล

26 มี.ค. 2567 17:49 น.

15 ที่เที่ยวระยอง 2567 เที่ยวชิลหลากสไตล์ ไม่ได้มีดีแค่ทะเล

เข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ใครที่กำลังวางแผนหนีรัก พักงาน ไปพักผ่อนชิลๆ ที่ริมทะเล “ที่เที่ยวระยอง” ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ เพราะนอกจากทะเลสวยๆ ที่นี่ก็ยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และบรรยากาศสุดชิล รอให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส บทความนี้ ไทยรัฐออนไลน์แจกพิกัดที่เที่ยวระยอง 2567 มัดรวมที่เที่ยวหลากสไตล์ ไม่ว่าจะมาเที่ยวกับครอบครัว แก๊งเพื่อน หรือคนรักก็สนุกไม่แพ้กัน

15 ที่เที่ยวระยอง 2567 สุดชิล หลากสไตล์ เที่ยวได้ไม่มีเบื่อ

1. สะพานรักษ์แสม

สะพานรักษ์แสม ตั้งอยู่ที่ อ.แกลง จ.ระยอง ด้านข้างของสะพานอุดมไปด้วยป่าชายเลนซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมบรรยากาศของป่าชายเลนบนสะพานไม้ความยาวประมาณ 100 เมตรได้อย่างจุใจ
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/dfr64tAqKDhVkiMv6
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.

2. สวนลุงทองใบ

สวนลุงทองใบเป็นที่เที่ยวระยองที่ไม่ใช่ทะเล แต่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับการท่องเที่ยวในเชิงเกษตรแทน โดยหากมาในช่วงที่ผลไม้ออกผล ก็จะได้ชิมผลไม้แบบไม่จำกัด เช่น ทุเรียน มังคุด หรือแม้แต่ไอศกรีมหรือข้าวเหนียวทุเรียนก็จัดเต็มได้ทั้งทริป
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/64F4ERpiphk3szs66
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น.

3. ทุ่งโปรงทอง

ที่เที่ยวระยอง อ.แกลง ยอดฮิตที่ไม่ว่าใครก็จะต้องมาแวะเดินชมบรรยากาศดีๆ ท่ามกลางต้นโปรง โดยเฉพาะช่วงที่ใบของต้นโปรงทองเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง สะท้อนกับแสงแดดที่ตกกระทบ รับรองว่าได้สัมผัสบรรยากาศดีๆ รวมไปถึงได้รูปสวยๆ กลับบ้านแน่นอน
พิกัด :  https://maps.app.goo.gl/7qhj8HKHnEJEkKyF8
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น.

4. ทะเลแหวก เกาะมันใน

ทะเลแหวก เกาะมันในเป็นที่เที่ยวระยอง ทะเลแหวกที่ยาวที่สุดในภาคตะวันออก นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นบนสันทรายกลางทะเลได้ ไม่ว่าจะถ่ายรูป เช็กอิน หรือชมบรรยากาศชิลๆ ก็ประทับใจไม่แพ้กัน
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/A4Fkufm9ZnEa56xY9
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

5. สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง

อีกหนึ่งที่เที่ยวระยอง สำหรับเด็กหรือผู้ที่มาเที่ยวกับครอบครัว เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ปลาที่หลากหลาย ผ่านการเดินชมใต้อุโมงค์ปลา นอกจากนี้จะยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพการทำประมงอีกด้วย
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/GXuLZ9P69CLEqpyw8
เวลาเปิด-ปิด : วันพุธ-ศุกร์ เปิด 10.00-16.00น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิด 10.00-17.00น. ปิดทุกวันจันทร์-อังคาร

6. ตลาดน้ำเกาะกลอย

ใครที่มีอยากเดินช็อปปิ้งชิลๆ รวมไปถึงชิมอาหารหลากหลายสไตล์ “ตลาดน้ำเกาะกลอย” ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด นอกจากจะได้สนุกไปกับการช็อปปิ้งในบรรยากาศชิลๆ แล้ว อาจจะได้ของฝากกลับบ้านไปด้วยเช่นกัน
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/JTv9jKiVAjNMqF1W6
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.

7. เกาะเสม็ด

“เกาะเสม็ด” เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวระยอง ทริป 2 วัน 1 คืนที่หลายคนเลือกไป เพราะนักท่องเที่ยวจะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีกิจกรรมให้เลือกเล่นอีกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะไปเที่ยวกับแฟนหรือกับแก๊งเพื่อนก็สนุก
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ZJUdaNNGiDdgrEV77
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

8. หาดแม่รำพึง

หนึ่งในที่เที่ยวระยอง ทริป 2 วัน 1 คืน ที่เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาน้อย แต่อยากพักผ่อนชิลๆ เล่นน้ำทะเลกับชาวแก๊งหรือครอบครัว นอกจากบรรยากาศดีๆ บริเวณใกล้ๆ ก็มีร้านอาหารหลากหลายรูปแบบให้ได้ชิมกันอีกด้วย
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/zpFQSKdsv1FrEjtQ7
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน ไม่มีเวลาเปิด-ปิด

9. สวนพฤกษศาสตร์ระยอง

เอาใจคนรักธรรมชาติกับที่เที่ยวระยอง อ.แกลง อย่าง “สวนพฤกษศาสตร์” นักท่องเที่ยวจะได้พักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางความสวยงามของธรรมชาติ บรรยากาศดีๆ ที่ห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้ พร้อมกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น ล่องเรือชมบรรยากาศ ปั่นจักรยาน พายเรือคายัก
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/VXzH3HY92EhevpX79
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น.

10. สวนละไม

เอาใจคนชอบผลไม้และธรรมชาติกันต่อกับ สวนละไม สวนผลไม้กว่า 500 ไร่ มีทั้งผลไม้ยอดฮิตอย่างทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง และอื่นๆ อีกเพียบ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศชิลๆ ท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมกินผลไม้บุฟเฟต์ได้ตามฤดูกาล
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/eLZLiWFmF4vW9MjX6
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

11. หาดพลา

หาดพลาเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวระยอง ตั้งอยู่ที่ อ.บ้านฉาง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการบรรยากาศเงียบสงบ พักผ่อนอย่างชิลๆ เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีแต่คนในพื้นที่มานั่งพักผ่อนหย่อนใจ ใครที่มีโอกาสเดินทางมายัง อ.บ้านฉาง อาจจะลองแวะมาก็ได้เที่ยวแบบชิลๆ อีกรูปแบบหนึ่ง
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/LUWUWfoSoXBHfgMX7
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน ไม่มีเวลาเปิด-ปิด

12. อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า

อีกหนึ่งที่เที่ยวระยองยอดฮิต โดยเฉพาะสายถ่ายภาพโพสต์ลงอินสตาแกรมเก๋ๆ หรือเช็กอินบนเฟซบุ๊ก เพราะไม่ว่าจะถ่ายรูปริมทะเลตามแนวชายฝั่ง ถ่ายรูปบนสกาย วอล์ก หรือถ่ายบริเวณจุดประภาคารสีขาวก็ได้รูปสวยไม่แพ้ใครแน่นอน
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/QT8ZR23o6Cnt7uk17
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.

13. เกาะทะลุ

หากพูดถึงชายหาดที่ทรายขาว ตัดกับน้ำทะเลสวยๆ “เกาะทะลุ” ก็เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่หลายคนพูดถึง นอกจากนี้ที่นี่ยังมีจุดไฮไลต์ที่สำคัญอย่างบริเวณผาหินที่เว้นส่วนตรงกลางที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จนกลายเป็นที่มาของชื่อเกาะนั่นเอง
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/egGyQCLA1nthcgau8
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.

14. หาดพยูน

หาดพยูนเป็นหาดที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 32 กิโลเมตร ส่งผลให้บริเวณชายหาดนั้นเงียบสงบ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการพักผ่อนชิลๆ หรือต้องการความเป็นส่วนตัว ชมวิวทะเลสวยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวสุดชิลใน จ.ระยอง
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/2ysWhJ6eupTiJz859
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน ไม่มีเวลาเปิด-ปิด

15. พระเจดีย์กลางน้ำ

ปิดท้ายที่เที่ยวระยอง 2567 กับเจดีย์กลางน้ำสูง 10 เมตร สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชาวเรือหรือการประมง โดยในแต่ละปีก็จะมีการจัดงานห่มเจดีย์กลางน้ำ หรืองานลอยกระทง งานแข่งเรือให้นักท่องเที่ยวหรือคนในท้องถิ่นได้มาร่วมงานอีกด้วย
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/qdQCS7AiaRXxGk7d6
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น.

ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวในช่วงนี้ ที่เที่ยวทะเลระยอง 2567 ที่นำมาฝากในข้างต้นก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ นอกจากจะพักผ่อนหย่อนใจไปกับทะเลสวยๆ ยังมีธรรมชาติและที่เที่ยวอีกหลายสไตล์รอให้สัมผัส

ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต เปิดวันไหน มีอะไรน่าสนใจ เช็กวิธีเดินทางได้ที่นี่

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2773235

ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต เปิดวันไหน มีอะไรน่าสนใจ เช็กวิธีเดินทางได้ที่นี่

25 มี.ค. 2567 13:52 น.

ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต เปิดวันไหน มีอะไรน่าสนใจ เช็กวิธีเดินทางได้ที่นี่

ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต” หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมคือ จ๊อดแฟร์ แดนเนรมิต เตรียมปรับรูปแบบ เปิดให้บริการอีกครั้งในชื่อใหม่ พร้อมชูสไตล์ความวินเทจตามแบบฉบับของตลาดนัดรถไฟ ในครั้งนี้จะมีอะไรน่าสนใจ ติดตามได้ที่นี่

ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต เปิดวันไหน มีอะไรน่าสนใจบ้าง

ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต เริ่มเปิด 1 เมษายน 2567 เปิดทั้งหมด 4 วัน คือ วันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์ เวลา 17.00-24.00 น. โดยในครั้งนี้มาภายใต้คอนเซปต์ของตลาดนัดรถไฟ รวมสินค้ามือสอง ของสะสม หรือสินค้าสไตล์วินเทจ

นอกจากนี้ยังมีร้านแฮงก์เอาต์ อาหารสตรีทฟู้ด รวมถึงปรับราคาของสินค้าให้ตอบโจทย์กับคนไทย ตามสไตล์ของตลาดนัดรถไฟมากขึ้น

แจกพิกัด ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต ไปยังไงได้บ้าง

ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทำให้เดินทางได้อย่างสะดวก โดยสามารถเดินทางได้หลากหลายรูปแบบ ดังนี้

  • BTS ลงสถานีห้าแยกลาดพร้าว ทางออก 4 เดินต่อประมาณ 650 เมตร
  • BTS ลงสถานีพหลโยธิน 24 ทางออก 2 เดินต่อประมาณ 500 เมตร
  • MRT ลงสถานีพหลโยธิน ทางออก 3 เดินผ่านสกายวอล์ก BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าวไปยังตลาด
  • รถโดยสารประจำทางสาย 24, 26, 34, 39, 59, 63, 104, 107, 129, 136, 191, 503, 524, 529 หรือ 545

ทั้งนี้ หากใครที่ขับรถส่วนตัวมา สามารถปักหมุดเดินทางตามพิกัดกูเกิลแม็ป https://goo.gl/maps/f7NP81XSWfDombDF8 ได้เช่นกัน

ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต ที่จอดรถมีไหม

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังตลาดนัด แดนเนรมิต สามารถจอดรถได้ในบริเวณด้านหลังของตลาด อย่างไรก็ดีแนะนำให้เลือกเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะก็สะดวกสบายไม่แพ้กัน 

ตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 33 ไร่ เดินทางง่าย หากใครที่กำลังหาสถานที่นั่งชิล แฮงก์เอาต์ หรือเดินช็อปปิ้งซื้อของกิน ของใช้ตามสไตล์ชาวกรุง ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ.

ชวนสัมผัส โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ แลนด์มาร์กที่ต้องมาเยือน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2771824

ชวนสัมผัส โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ แลนด์มาร์กที่ต้องมาเยือน

19 มี.ค. 2567 19:26 น.

ชวนสัมผัส โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ แลนด์มาร์กที่ต้องมาเยือน

โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ นับเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่หลายคนอยากมาเยือนของมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจิ้งอัน (Jing’an district) ใกล้กับศูนย์ไลฟ์สไตล์ ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ HKRI Taikoo Hui ย่านดาวน์ทาวน์ ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตงดงาม ด้วยรูปแบบการดีไซน์ ที่แม้จะเรียบง่าย แต่ตอบโจทย์การให้บริการ การดูแลต้อนรับ ในความเป็นไลฟ์สไตล์ที่ร่วมสมัย

โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ ได้รับการออกแบบโดย Neri&Hu Design and Research Office ที่เน้นโครงสร้าง และการออกแบบอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้วัสดุจากธรรมชาติ สร้างสรรค์ผ่านการจัดวาง และการตกแต่งด้วยหิน ไม้ ผ้าไหม กับทองเหลืองขัดเงา เพื่อส่งมอบประสบการณ์การสัมผัสความหรูหรา ซึ่งภายในโรงแรมยังได้สัมผัสความสุนทรีย์จากผลงานศิลปะที่ผ่านการร่วมกันสร้างสรรค์โดยศิลปินในและต่างประเทศกว่า 30 ผลงาน รวมทั้ง 2 ผลงานดิจิทัลอาร์ต จากทีมแล็บ (teamLab) ญี่ปุ่น คือ “Flowers and People” และ “Four Seasons, a 1000 Years Terraced Rice Fields – Tashibunosho”

สำหรับห้องพักของโรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ พร้อมต้อนรับแขกผู้มาเยือนนี้ มีขนาดห้องพักพื้นที่ 44-172 ตารางเมตร โดยมีห้องพักแบบห้องชุดหรู (Residence-style suites) 31 ห้อง และอีก 170 ห้องพักที่ออกแบบมาอย่างมีรสนิยมร่วมสมัย ใส่ใจในรายละเอียดตั้งแต่แสงจากโคมไฟที่อบอุ่น และที่สำคัญยังออกแบบระบบเพื่อสร้างความสมดุลของอากาศภายในห้อง ความชื้น ไปจนถึงการใช้วัสดุที่ช่วยเรื่องการดูดซับเสียง เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวตลอดเวลาของการพักผ่อน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่เตรียมไว้ในห้องน้ำ ที่มาจากผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจากแบรนด์ Grown Alchemist ออสเตรเลีย

นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก ที่นอกเหนือจากความบันเทิงภายในห้องพัก ผ่านจอทีวีขนาด 55 หรือ 65 นิ้ว ที่พร้อมให้เปิดรับชมช่องรายการต่างๆ จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (IPTV) และทีวีดาวเทียม ยังมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้เชื่อมต่ออีกด้วย

ที่โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ นอกจากมีห้องประชุมที่พร้อมรองรับการจัดงานสำคัญ อย่าง Grand Shanghai Ballroom แล้ว ยังมีร้านอาหาร เครื่องดื่ม ที่รอต้อนรับทุกคนให้มาลองลิ้มรสชาติมื้ออาหารที่มีความหมาย อย่าง The ZUK Bar ที่รอต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ชอบบรรยากาศสวนสวยนอกอาคาร มองเห็นทิวทัศน์ในเมือง พร้อมลิ้มรสเมนูเด่นของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน และเครื่องดื่มค็อกเทลที่บาร์แห่งนี้รังสรรค์เป็นพิเศษ ส่วนใครที่ชื่นชอบอาหารและบรรยากาศสไตล์อิตาเลียน ต้องไปที่ห้องอาหาร La Scala ที่ออกแบบร้านอย่างสุดแสนโรแมนติก

อีกจุดที่ไม่ควรพลาด คือ URBAN Lounge ที่มีจิน และสมุนไพรกว่า 350 ชนิดให้เลือกดื่มจากทั่วโลก และยังมีอาหารไทยไว้คอยต้อนรับ ฝีมือการปรุงโดยเชฟคนไทย ที่เรียนรู้การทำอาหารจากครอบครัวที่มีพื้นเพจากจังหวัดเชียงใหม่

ห้องอาหาร Beans & Grapes พร้อมเสิร์ฟขนมอบหลากหลายชนิดและสดใหม่ ทั้งขนมปัง เค้ก คุกกี้ รวมไปถึงเครื่องดื่ม กาแฟ ชา ที่เลือกสรรวัตถุดิบอย่างดีไว้คอยให้บริการ

แน่นอนว่าอีกจุดหนึ่งของโรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ ที่เตรียมพร้อมไว้บริการ คือสิ่งอำนวยความสะดวกสบายสำหรับการดูแลสุขภาพอย่างเต็มที่ ทั้งสตูดิโอสำหรับฟิตเนส พื้นที่สำหรับโยคะ การเล่นพิลาทิส สระว่ายน้ำในร่ม ขนาด 25 เมตร ห้องซาวน่า อบไอน้ำ และบริการสปาสไตล์อาเซียนที่หลายคนประทับใจ

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวที่พร้อมเลือกจุดหมายปลายทางที่มีความหมาย จากจุดเริ่มต้นบริการมาตรฐานและเป็นเอกลักษณ์ ของเครือข่ายของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ

4 จุดท่องเที่ยวปักษ์ใต้ยอดฮิต การันตีโดยนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่มาหลบร้อนช่วงซัมเมอร์

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2771487

4 จุดท่องเที่ยวปักษ์ใต้ยอดฮิต การันตีโดยนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่มาหลบร้อนช่วงซัมเมอร์

18 มี.ค. 2567 18:07 น.

4 จุดท่องเที่ยวปักษ์ใต้ยอดฮิต การันตีโดยนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่มาหลบร้อนช่วงซัมเมอร์

แนะนำจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ สำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการดำน้ำ เที่ยวหมู่เกาะและหาดทราย อ้างอิงจากผลสำรวจของทาง Booking.com ที่สอบถามถึงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมในภาคใต้ ประเทศไทย กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เข้าใกล้ช่วงซัมเมอร์แล้ว หนึ่งในฤดูท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทาง ‘หนีร้อนไปพึ่งเย็น’ โดยมีจุดหมายปลายทางสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเภทเขื่อน ทะเล หมู่เกาะ และหาดทราย เป็นจุดหมายในใจอันดับต้นๆ

ผลการสำรวจล่าสุดของ Booking.com (บุ๊กกิ้งดอทคอม) เผยให้เห็นว่า เทรนด์ของการท่องเที่ยว 2567 ได้เปลี่ยนนิยามการเดินทางจาก “การหลีกหนีความวุ่นวาย” ไปสู่การให้ความหมายที่เหนือกว่าอย่าง “การเดินทางคือชีวิต” 

โดย 89% ของผู้เดินทางชาวไทย และ 78% ของผู้เดินทางทั่วโลก ระบุว่า การออกเดินทางทำให้พวกเขารู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันด้วยสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และคลื่นความร้อนทั่วโลกกระตุ้นให้ผู้เดินทางมองหาที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเย็นกว่าในชีวิตประจำวันที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อหาช่วงเวลาพักผ่อนสำหรับคลายร้อนและความกังวล

เหตุผลที่สอดคล้องกับผลสำรวจนี้ คือ ความเห็นจากผู้เดินทางชาวไทย ทั้งหมด 84% เห็นด้วยว่าการได้พักผ่อนใกล้ชิดกับสายน้ำ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นได้ทันที และอีก 40% สนใจและชื่นชอบการท่องเที่ยวพักผ่อนที่เน้นใกล้ชิดกับน้ำ

เหตุผลทั้งหมดข้างต้นนี้ ส่งผลให้ความต้องการในการเดินทางเพื่อ “หนีร้อนไปพึ่งเย็น” (Cool-cationers) หรือการเดินทางที่เน้นกิจกรรมทางน้ำเป็นหลัก มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

สถานที่ท่องเที่ยว คลายร้อนยอดฮิต จากภาคใต้

สถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดนี้ อ้างอิงจากสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณ ‘ที่พักใกล้น้ำยอดฮิต’ ในประเทศไทย ที่ได้รับรางวัล Traveller Review Award ประจำปี 2567 ประกอบไปด้วย

  • เขาสก (เขื่อนเชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฎร์ธานี

อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเขื่อนสุดสวยที่นักท่องเที่ยวนิยมไปสัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์ ท่ามกลางป่าไม้สีเขียวขจีและผืนน้ำสีฟ้าในทั่วทุกทิศทาง ซึ่งเป็นผืนป่าดิบชื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย 

ไฮไลต์ของธรรมชาติที่นี่มาจากภูมิประเทศที่มีภูเขาสลับซับซ้อนในป่าฝนอันอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมมากมายให้ผู้เดินทางได้เลือกทำตามความชอบ ทั้งการส่องนกหลากสายพันธุ์ เดินป่าสำรวจดูพันธุ์ไม้หายาก รวมถึงเที่ยวชมดูน้ำตก และป่าชายเลน 

  • เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา 

เกาะยาวน้อย ตั้งอยู่ทางใต้ของอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา รายล้อมไปด้วยหาดทรายอันสวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ และมีความเป็นส่วนตัว นักท่องเที่ยวยังได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมมากมาย เช่น การปั่นจักรยาน เที่ยวชมเกาะ นั่งเรือออกไปชมทิวทัศน์ พร้อมเยี่ยมชมฟาร์มปลา และเรียนรู้วิธีการทำประมงพื้นบ้าน

เกาะยาวน้อย ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีกิจกรรมคลายร้อนมากมาย เช่น การว่ายน้ำ ดำน้ำตื้น ในน้ำทะเลสีฟ้าใส และปิดท้ายวันด้วยการหย่อนใจนั่งดูพระอาทิตย์ในบรรยากาศสุดผ่อนคลาย ได้บริเวณแนวหาดหินที่ทอดยาวรอบเกาะ

  • เขาหลัก จังหวัดพังงา 

หนึ่งในสถานที่ที่มีแสงพระอาทิตย์ขึ้นและตกริมชายหาดที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในชายฝั่งอันดามัน ถือเป็นจุดหมายปลายทางในอุดมคติของผู้เดินทาง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เดินทางสามารถสนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างๆ ได้มากมายที่นี่ เช่น ดำน้ำ เดินป่า พายเรือแคนู และเซิร์ฟบอร์ด

เขาหลัก ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวตามท้องถิ่นที่น่าสนใจ เช่น การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการเป็นสถานที่เชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ขึ้นชื่อ ซึ่งไม่ว่าผู้เดินทางจะมองหาการเดินทางแบบผจญภัย หรือเพียงต้องการความผ่อนคลาย ที่เขาหลักแห่งนี้ก็พร้อมมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ และประทับใจให้กับผู้เดินทางได้เสมอ

  • เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 

เกาะลันตา หนึ่งในหมู่เกาะที่รายล้อมด้วยน้ำทะเลอันสวยงามของชายฝั่งอันดามัน สถานที่แห่งนี้ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพที่น่ามหัศจรรย์ สามารถชมได้ผ่านกิจกรรมการสำรวจป่าชายเลน

การเที่ยวชมน้ำตกและเนินเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ และเต็มไปด้วยหาดทรายละเอียดสีขาว และหาดทรายสีทอง ที่เกิดจากการทอแสงระยิบระยับของแสงแดด 

เกาะลันตา เป็นเกาะห่างไกล ดังนั้นสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลของเกาะลันตาจะยังคงอุดมสมบูรณ์ เผยเสน่ห์ของแนวปะการังหลากสีสัน และปลาสวยงามหลายชนิดให้ผู้เดินทางสามารถชื่นชมและดื่มด่ำกับความสวยงามใต้น้ำได้อีกด้วย

ภาพ : istock

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 มีวันไหน แจกตารางศิลปิน 12 คืน พร้อมวิธีเดินทาง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2771370

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 มีวันไหน แจกตารางศิลปิน 12 คืน พร้อมวิธีเดินทาง

18 มี.ค. 2567 11:40 น.

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 มีวันไหน แจกตารางศิลปิน 12 คืน พร้อมวิธีเดินทาง

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดเต็มทั้งกิจกรรม แสง สี เสียง ร้านอาหารคาวหวาน และศิลปินตลอดทั้ง 12 วัน 12 คืน ใครที่อยากไปสัมผัสความสนุก สามารถเช็กตารางศิลปินและวิธีการเดินทางไปยังงานธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 กันได้ที่นี่

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 คืองานอะไร

งานธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 18-29 มีนาคม 2567 มาในคอนเซปต์ “FAIR” หรือ “Food Art Innovation Relax” ภายในงานมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร จากชุมชนรอบมหาวิทยาลัย นักศึกษา และเครื่องเล่นหลากหลายสไตล์ กิจกรรม รวมไปถึงศิลปินที่พร้อมจะมอบความบันเทิงและความสนุกให้ตลอดทั้งงาน 

งานธรรมศาสตร์แฟร์ ศิลปินมีใครบ้าง

งานธรรมศาสตร์แฟร์ 67 จัดขึ้น 12 วัน 12 คืน โดยในแต่ละคืนก็จะมีศิลปินหลายสไตล์มาสร้างความสนุกสนานให้ผู้มาร่วมงาน ดังนี้

  • วันที่ 18 มีนาคม 2567 คาราบาวเต็มวง
  • วันที่ 19 มีนาคม 2567 กองสันทนาการแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (RCATU)
  • วันที่ 20 มีนาคม 2567 ศิลปินเพลงรังสิตมันร้าย
  • วันที่ 21 มีนาคม 2567 ชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • วันที่ 22 มีนาคม 2567 วิด ไฮเปอร์ อาร์สยาม
  • วันที่ 23 มีนาคม 2567 แพรวพราว แสงทอง
  • วันที่ 24 มีนาคม 2567 ลิงรมย์
  • วันที่ 25 มีนาคม 2567 บิ๊ก สุรินทร์
  • วันที่ 26 มีนาคม 2567 Indigo
  • วันที่ 27 มีนาคม 2567 Lomosonic
  • วันที่ 28 มีนาคม 2567 SLUM artist
  • วันที่ 29 มีนาคม 2567 แจ๋ม พลอยไพลิน และป๊ายปาย โอริโอ้
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ตลาดนัดธรรมศาสตร์

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดขึ้นที่ไหน เดินทางไปอย่างไรได้บ้าง 

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดขึ้นบริเวณเชียงราก-ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยสามารถเดินทางมาได้ ดังนี้ 

รถไฟฟ้า 

  • รถไฟฟ้า BTS สายสีแดง ลงสถานีดอนเมือง จากนั้นต่อรถแท็กซี่ หรือรถเมล์
  • รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว ลงสถานีแยก คปอ. จากนั้นต่อรถแท็กซี่ หรือรถเมล์

รถโดยสารประจำทาง

  • ปอ.372 สถานีรถไฟฟ้ารังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) 
  • ปอ.510 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)-อนุสาวรีย์ชัยฯ
  • ปอ.39/39 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)-อนุสาวรีย์ชัยฯ
  • ปอ.520 ตลาดไท-มีนบุรี

รถตู้โดยสารประจำทาง สามารถขึ้นได้ที่ท่ารถอนุสาวรีย์, BTS หมอชิต, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หรือท่ารถท่าพระจันทร์
รถยนต์ส่วนตัว สามารถเลือกจอดรถได้โดยรอบตามบริเวณที่จัดไว้ภายในมหาวิทยาลัย โดยเดินทางตามพิกัดกูเกิล แม็ป ดังนี้ https://maps.app.goo.gl/omxynZ3pZZ1pcA1C8 

งานธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ตลอด 12 วัน 12 คืน นอกจากจะมีความบันเทิงหลากหลายรูปแบบรออยู่ ยังมีร้านอาหารและร้านค้าหลากหลายรูปแบบให้ไปเลือกช็อป ชิม ชิล กันได้อีกด้วย

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก ตลาดนัดธรรมศาสตร์ และ iStock

สายมูเตลูห้ามพลาด เที่ยวฮ่องกง ต้องเช็กอินขอพรที่ไหนบ้าง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2771231

สายมูเตลูห้ามพลาด เที่ยวฮ่องกง ต้องเช็กอินขอพรที่ไหนบ้าง

17 มี.ค. 2567 19:02 น.

สายมูเตลูห้ามพลาด เที่ยวฮ่องกง ต้องเช็กอินขอพรที่ไหนบ้าง

ไปเที่ยวฮ่องกงทั้งที สายมูเตลูต้องห้ามพลาด การท่องเที่ยวฮ่องกงแนะนำ 5 วัดฮ่องกงอันซีน และ 4 แหล่งท่องเที่ยวเสริมดวง พร้อมแชร์เคล็ดการมูฯ ที่ถูกต้อง จากอาจารย์คฑา ชินบัญชร

ฮ่องกงเป็นที่รู้จักอย่างดีในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการ ‘มูเตลู’ ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในการสมปรารถนา จึงมักมีเหล่าผู้ศรัทธาจากทั่วโลก โดยเฉพาะชาวไทย เดินทางมาสักการบูชา ขอพร และแก้บนเป็นจำนวนมาก แต่นอกจากวัดและเทพเจ้าที่คนไทยคุ้นเคยจากการบอกต่อกันปากต่อปากแล้ว ฮ่องกงยังมีวัดศักดิ์สิทธิ์อีกหลากหลายแห่งที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก และยังมีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมอีกมากมาย ที่จะช่วยเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตต้อนรับปีมังกรทองนี้ “เส้นทางสายมูเตลู ฉบับปีมังกรทอง” จึงได้มัดรวมและอัปเดตวัดฮ่องกง “อันซีน” กิจกรรมที่สายมูฯ ทำได้ในฮ่องกง พร้อมเชิญกูรูชื่อดัง อาจารย์คฑา ชินบัญชร มาร่วมแบ่งปันเคล็ดลับการสักการะที่ถูกต้อง เพื่อเปิดทางให้ทั้งนักเดินทางสายมูฯ ระดับเซียน และมือใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการสามารถไปตามรอยได้ทันที

1. วัดหวังต้าเซียน หรือหว่องไท่ซิน 


วัดหวังต้าเซียน หรือหว่องไท่ซิน (Wong Tai Sin) ในภาษากวางตุ้ง ถือเป็นวัดที่คนไทยรู้จักกันดี จากการผูกด้ายแดงเพื่อขอเนื้อคู่จากผู้เฒ่าจันทรา หรือ เทพเจ้าหยุคโหลว (Yuelao) โดยเคล็ดลับการขอคู่ที่ถูกต้องจะเริ่มจากการเกี่ยวนิ้วมือเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถคล้องด้ายแดงที่นิ้วมือได้ (สามารถดูขั้นตอนได้ที่ป้ายแนะนำหน้าองค์เทพ) แล้วตั้งจิตอธิษฐานที่ด้านหน้าองค์เทพเจ้าหยุคโหลว

วัดหวังต้าเซียน หรือ หว่องไท่ซิน (Wong Tai Sin) ในภาษากวางตุ้ง ถือเป็นวัดที่คนไทยรู้จักกันดีจากการผูกด้ายแดงเพื่อขอเนื้อคู่ ภาพจาก iStock

สำหรับผู้ชายที่ชอบผู้หญิง ให้ผู้สักการะเริ่มต้นเดินจากรูปปั้นเจ้าบ่าว จากนั้นเดินหลับตาตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อไปผูกด้ายแดงที่รูปปั้นเจ้าสาว

สำหรับผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย หลังจากเริ่มต้นตั้งจิตอธิษฐานที่องค์เทพเจ้าหยุคโหลวแล้ว ให้เริ่มเดินหลับตาจากรูปปั้นเจ้าสาว ไปผูกด้ายแดงที่ฝั่งรูปปั้นเจ้าบ่าว

สำหรับ LGBTQ+ ก็สามารถขอพรได้เช่นกัน ด้วยการขอพรที่ตรงกลางด้านหน้าองค์เทพเจ้าหยุคโหลว แล้วผูกที่ตรงกลางบริเวณมือขององค์ท่านเลย ระหว่างเดินต้องระวังไม่ให้นิ้วหลุดออกจากกัน และห้ามทำด้ายหลุดจากมือเด็ดขาด

ส่วนคนที่มีคู่แล้วก็สามารถสักการะขอให้ชีวิตคู่ราบรื่นได้เช่นกัน

นอกจากความสำเร็จด้านความรักแล้ว วัดหวังต้าเซียนยังมีเทพเจ้าหวังต้าเซียนที่ชาวฮ่องกงยกย่องบูชาว่าศักดิ์สิทธิ์ สามารถบันดาลคำขอให้สมปรารถนา ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ทำให้เจ้าสัวหลายคนแวะเวียนมาสักการะองค์หวังต้าเซียนอยู่บ่อยๆ

วัดแห่งนี้มักคลาคล่ำด้วยผู้คนในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเคล็ดลับในการไหว้ก็คือ ขณะไหว้ห้ามสัมผัสถูกตัวของผู้สักการะท่านอื่นๆ เพราะอาจจะถูกถ่ายทอดโชคร้ายมาสู่ตนเองได้ แต่หากโดนธูปจากผู้อื่นจี้ก็อย่าถือสา เพราะคนฮ่องกงจะถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์ครั้งยิ่งใหญ่ แต่ถ้าไม่อยากให้ควันธูปเข้าตา แนะนำให้ถือธูปชูสูงเหนือศีรษะ

นอกจากเทพเจ้าที่คนไทยรู้จักกันดีแล้ว วัดหวังต้าเซียนยังมีอีกหนึ่งจุดอันซีน ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในชั้นใต้ดิน ได้แก่ ห้องลับใต้ดิน (Taisui Yuenchen Hall) อันเป็นที่ประดิษฐานของ พระแม่เต้าบ้อ มารดาแห่งดวงดาว (Goddess of the Great Dipper) ผู้ให้กำเนิดจักรวาล และรูปปั้นเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย เทพผู้คุ้มครองดวงชะตาของมนุษย์ตลอดทั้งปี ช่วยขจัดปัดเป่าเคราะห์กรรมให้เบาบางลง มีทั้งหมด 60 องค์ แต่ละองค์มีรูปลักษณ์แตกต่างกัน มีทั้งบุคลิกเชิงบุ๋น บู๊ และดูสำราญ เชื่อกันว่าองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประจำตัวจะมีบุคลิก นิสัย และการแต่งตัว คล้ายกับคนที่เกิดในปีนั้นๆ

การเข้า Taisui Yuenchen Hall จะมีค่าบริการ 100 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง โดยจะได้รับธูปกำยาน 3 ดอก และยันต์มังกร แต่ถ้าเกิดในปีชงประจำปีนั้นๆ ก็จะสามารถเข้าได้โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ และยังสามารถทำบุญบริจาค 300 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อทำพิธีฝากดวง แก้ชงกับนักพรตด้านใน เมื่อเข้าไปจะพบกับบรรยากาศการตกแต่งอย่างยิ่งใหญ่งดงาม รายล้อมไปด้วยรูปปั้นของเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย ทั้ง 60 องค์ ตรงกลางคือรูปปั้นของพระแม่เต้าบ้อ ด้านบนเพดานจำลองท้องฟ้ายามค่ำคืนของฮ่องกงในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง

การสักการะ มี 3 ขั้นตอน ได้แก่

  1. เริ่มต้นจากการสักการะองค์พระแม่เต้าบ้อ โดยการนำธูป 1 ดอก เคารพพระแม่เต้าบ้อ 3 ครั้ง จากนั้นนำธูปไปปักที่กระถางธูปตรงกลางห้อง
  2. นำธูปอีก 1 ดอก ไปสักการะองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประจำปีปัจจุบัน พร้อมเคารพ 3 ครั้ง เพื่อขอให้พระองค์คุ้มครองดวงของเราไปตลอดหนึ่งปี
  3. นำธูป 1 ดอกสุดท้าย สักการะองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประจำปีเกิด พร้อมเคารพ 3 ครั้ง โดยสามารถดูหมายเลขไท้ส่วยเอี๊ยประจำปีของตนเองได้ที่กระดานด้านหน้าทางเข้า เพื่อให้องค์ไท้ส่วยเอี๊ยประจำปีเกิดคุ้มครองดวงชะตาของเราตลอดไป

โดยการนำธูปไปสักการะเทพเจ้าในห้องใต้ดิน จะใช้มือซ้ายยกธูปขึ้นจรดหน้าผาก และคำนับเทพทั้ง 3 จุด จุดละ 3 ครั้ง ก่อนกลับให้นำยันต์มังกรที่ได้รับ ไปวนที่กระถางธูปด้านหน้าองค์พระแม่เต้าบ้อ 3 ครั้ง ถือเป็นการปลุกเสกสำหรับนำยันต์กลับไปบูชาเพื่อสิริมงคล

2. วัดแชกงหมิว (Che Kung Temple) หรือวัดกังหัน


อีกหนึ่งวัดที่รีวิวแน่น เป็นที่รู้จักสำหรับคนไทยเป็นอย่างดี นั่นก็คือวัดแชกงหมิว (Che Kung Temple) หรือวัดกังหัน วัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี โดยชาวบ้านในย่านซ่าถิ่น (Sha Tin) สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่นายพลแชกง แม่ทัพฝีมือฉกาจแห่งราชวงศ์ซ่ง ในช่วงที่เกิดโรคระบาดร้ายแรง และเมื่อวันที่วัดสร้างเสร็จ โรคระบาดนี้ก็หายไป นายพลแชกงมักใช้กังหันมงคลเป็นสัญลักษณ์ในการนำทัพออกรบ ทำให้วัดแชกงมีกังหันเป็นสัญลักษณ์ประจำวัด โดยใบพัดทั้งสี่ของกังหันหมายถึง

  1. การปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากตัว
  2. การพัดสิ่งดีเข้าหาตัว
  3. การพัดพาสุขภาพร่างกายแข็งแรงเข้ามา
  4. การพัดโชคลาภเงินทองเข้ามา

โดยขั้นตอนการสักการะจะเริ่มจากการเคารพทิศ และไหว้ศาลเจ้าที่ หรือที่เรียกกันว่าอากงอาม่า ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าวัด จากนั้นก็ไหว้องครักษ์ทั้งสองฝั่ง ก่อนเข้าไปสักการะและขอพรต่อหน้าองค์แชกงในโถงกลาง ระหว่างไหว้ให้เอ่ยชื่อตนเอง พร้อมขอพรได้ตามที่ใจต้องการ ไม่จำกัดจำนวน แต่การขอพรต้องสบตากับองค์แชกงตลอดเวลา จากนั้นก็หมุนกังหัน 1 ครั้ง ตามเข็มนาฬิกา โดยห้ามหยุดกังหันเองเด็ดขาด และค่อยตีกลองอีก 3 ครั้งเพื่อปิดจบ เมื่อไหว้แล้ว องค์แชกงจะคอยเตือนใจให้ผู้สักการะมีความซื่อสัตย์ดังพลทหาร ป้องกันไม่ให้เผลอใจทำผิด ในปีมังกรแบบนี้ ชาวปีมะเมียควรมาไหว้องค์แชกง ซึ่งเป็นขุนพลสายกรำศึก ที่จะช่วยเสริมสิริมงคลแก่ผู้เกิดปีมะเมียตลอดปีมังกรทองได้เป็นอย่างดี

3. นองปิง (Ngong Ping) 


เริ่มต้นปีมังกรด้วยการทะยานขึ้นสู่ที่ราบสูงนองปิง ซึ่งนับเป็นการเดินทางแห่งจิตวิญญาณ เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาและความงดงามของธรรมชาติ เริ่มต้นด้วยการขึ้นกระเช้า Ngong Ping 360 ชมวิวทะเลสุดตระการตาของเกาะลันเตาและอ่าวตุงชุง เพื่อเดินทางขึ้นไปสักการะวัดโป่หลิน (Po Lin Monastery) ที่มีอายุกว่า 115 ปี เรือนอาคารต่างๆ

ในวัดแห่งนี้ ถูกออกแบบอย่างถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย โดยอาคารต่างๆ จะสร้างให้อยู่ไม่ติดกัน เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก หากเกิดไฟไหม้ ไฟก็จะไม่ลามไปยังตัวอาคารอื่นได้โดยง่าย นอกจากนั้นยังมีอุโบสถหลัก (Main Shrine Hall of Buddha) ตั้งอยู่ใจกลางวัด เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธเจ้า 3 องค์ในนิกายมหายาน นั่นก็คือ

  1. พระศากยมุนี (พระประธานองค์กลาง) ที่จะมอบสติปัญญาให้กับมนุษย์
  2. พระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯ ประทานพรด้านสุขภาพ ให้หายป่วยในเร็ววัน มักแสดงพระหัตถ์โดยการประคองภาชนะน้ำมนต์ หรือสมุนไพร รวมถึงสถูปเจดีย์แบบจีน (หรือถะ)
  3. พระอมิตาภพุทธะ ประทานพรให้จิตใจสงบสุข ผ่องใส

นอกจากนี้ ผู้สักการะยังนิยมมาขอพรจากองค์พระใหญ่นองปิง (Tian Tan Buddha) พระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ ด้วยความสูงรวมส่วนฐาน 34 เมตร โดยขั้นตอนการสักการะจะเริ่มต้นจากจุดรับพลังที่ด้านล่าง ด้านหน้าองค์พระ โดยเริ่มจากการเอ่ยชื่อของตนเอง ทำความเคารพฟ้าดิน และทิศต่างๆ โดยอาจารย์คฑาได้เผยเคล็ดลับก็คือ คำขอต้องระบุเป้าหมาย สิ่งที่อยากได้ และระยะเวลาให้ชัดเจน พร้อมกล่าวจบด้วยคำว่า “หมื่นคำอธิษฐานสมปรารถนา” คำขอจึงจะเกิดผล

เมื่อเดินขึ้นบันได 268 ขั้น ไปที่ฐานองค์พระ อาคารด้านในส่วนฐานเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระสารีริกธาตุ โดยส่วนฐานออกแบบภายนอกเป็นรูปดอกบัว มาจากชื่อของ Po Lin ที่แปลว่าดอกบัวอันล้ำค่า โดยกลีบดอกแต่ละกลีบจะสลักชื่อผู้บริจาคของวัด จะมีเพียงกลีบเดียวที่สลักชื่อของพระพุทธเจ้าศากยมุนี หากมองจากจุดนี้ก็จะได้สบตากับองค์พระใหญ่ได้ตรงๆ ถือเป็นจุดอันซีนอย่างยิ่ง

เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนก็จะได้รับชมวิวภูเขา และหมู่บ้านนองปิงอันสวยงาม นอกจากนี้ผู้ที่มากราบไหว้ยังนิยมขอพรกับองค์พระใหญ่ และกลับมาขอบคุณโดยการเดินวิบากเส้นทางขึ้นเขาจากด้านล่างมายังนองปิงอีกด้วย ซึ่งนอกจากจะได้แสดงความขอบคุณแล้ว ระหว่างทางยังจะได้สัมผัสกับวิวธรรมชาติอันงดงามของฮ่องกงอีกด้วย


อีกหนึ่งจุดอันซีนของที่นี่ คือ ทางเดินเท้าแห่งจิตศรัทธาในนองปิง หรือ “Wisdom Path” มีผลงานศิลปะจัดวางกลางแจ้งขนาดใหญ่ ชื่อว่า “Heart Sutra” ที่ตัวอักษรจีนแกะสลักอยู่บนเสาไม้ขนาดยักษ์ สูง 8-10 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ที่เชิงเขาลันเตา โดยมีการจัดเรียงเป็นลักษณะรูปเลข 8 อันเป็น สัญลักษณ์ของความไม่มีที่สิ้นสุด และสื่อถึงหลักธรรมเทศนาเรื่อง “การไม่ยึดติดและการไม่ปิดกั้นทางจิตใจ” ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นตัวอย่างของการผสมผสานหลักปรัชญาเข้ากับศิลปะได้อย่างลงตัว

ก่อนกลับขอแนะนำให้มาพักรับประทานอาหารกลางวัน ที่โถงรับประทานอาหารของวัดโป่หลิน ซึ่งเสิร์ฟเมนูมังสวิรัติรสชาติดีหลายเมนู จนอาจลืมไปเลยว่ากำลังทานอาหารมังสวิรัติอยู่

4. ต้นไม้ขอพร และวัดเจ้าแม่ทับทิมที่หลัมซุน 

หมู่บ้านเล็กๆ ในไต๋โป (Tai Po) แห่งนี้ อัดแน่นไปด้วยวัดเก่าแก่ และประเพณีทางวัฒนธรรมอันงดงาม เริ่มต้นกันที่ต้นไม้ขอพรหลัมซุน (Lam Tsuen Wishing Trees) หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนฮ่องกงมักจะมาขอพร โดยมีตำนานมาจากสามีภรรยาคู่หนึ่ง ฝ่ายชายต้องเดินทางไกลเพื่อเข้าเมือง ก่อนที่จะต้องแยกกัน ทั้งสองได้อธิษฐานจิตร่วมกันที่ใต้ต้นส้มและโยนส้มขึ้นไปบนต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป สามีกลับมีเหตุให้หลงลืมภรรยา ทำให้ฝ่ายภรรยาเสียใจ ไปร่ำไห้ที่ต้นส้มต้นเดิม ทันใดนั้นลมได้พัดเอากระดาษขอพร ที่สามีได้ไปขอพรกับผู้หญิงคนใหม่ตกลงมาให้เห็นต่อหน้า ฝ่ายภรรยาจึงตั้งจิตอธิษฐานกับต้นส้มอีกครั้ง วอนขอให้สามีกลับมาหาตน เมื่อเวลาผ่านไป สามีมีโอกาสได้กลับมาที่ต้นส้มอีกครั้ง และทันใดนั้นกระดาษขอพรของภรรยาเก่าก็ตกลงมา ทำให้เขาสามารถจำภรรยาได้อีกครั้ง ในปัจจุบันทุกช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถือเป็นปีใหม่ ผู้คนก็จะหลั่งไหลมาตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้เริ่มต้นปีอย่างเป็นมงคล และประสบความสำเร็จไปตลอดปีด้วย

โดยขั้นตอนการอธิษฐานเริ่มจากการเขียนคำขอลงในกระดาษขอพร แล้วมัดกระดาษด้วยเชือกสีแดงที่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งให้ถ่วงน้ำหนักด้วยลูกส้ม จากนั้นให้ตั้งจิตอธิษฐาน โดยแนะนำให้ขอเพียง 1 ข้อเท่านั้น จึงจะได้ผล 100% มิฉะนั้นผลลัพธ์ก็จะเฉลี่ยกันไปหากขอหลายข้อ เมื่ออธิษฐานจบให้โยนเชือกขึ้นไปให้กระดาษพ่วงส้มไปติดกับกิ่งไม้ให้ได้ คำอธิษฐานนั้นจึงจะเป็นจริง หากกระดาษและส้มหล่นลงมา ต้องโยนใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะติดกับกิ่งไม้เท่านั้น ห้ามยอมแพ้กลางคันเด็ดขาด

ทุกปี จะมีการจัดเทศกาล Hong Kong Well-Wishing Festival ที่ผู้คนทั้งในฮ่องกง และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจะแห่แหนกันมา โยนส้มเสี่ยงทาย ลอยกระทงอธิษฐาน ชมการแสดงเชิดสิงโต และการแสดงอื่นๆ อีกมากมาย ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญช่วงตรุษจีนในฮ่องกงมาอย่างยาวนาน โดยจัดตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 15 ของเทศกาลตรุษจีน (วันที่ 10-24 กุมภาพันธ์ 2567) บริเวณ Lam Tsuen Wishing Plaza

บริเวณใกล้ๆ ก็ยังมีวัดเจ้าแม่ทับทิม หรือ Tin Hau Temple ประจำ Lam Tsuen หนึ่งในเทพเจ้าที่คนฮ่องกงศรัทธา เพราะบันดาลความสงบแก่ชีวิตผู้กราบไหว้ เจ้าแม่ทับทิมเป็นเทพเจ้าที่คนในพื้นที่แถบริมทะเล และชาวประมงให้ความนับถือเป็นพิเศษ เนื่องจากจะคอยคุ้มครองให้การเดินเรือราบรื่น ปลอดภัย

5. สักการะเทพเจ้าห้ามังกร รับปีมังกรทอง ที่วัดเจ้าแม่ทับทิมย่านนัมชุง

จุดสุดท้ายที่จะขอแนะนำคือ เจ้าแม่ทับทิมย่านนัมชุง (Nam Chung Tin Hau Temple) ซึ่งเป็นวัดที่อันซีนสุดๆ เพราะวัดแห่งนี้เป็นวัดเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองและย่านเศรษฐกิจ จึงทำให้สงบเงียบ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยาน Pat Sin Leng Country Park (พัด ซิน เล้ง คันทรี พาร์ก) ริมอ่าว Starling Inlet ทำให้สามารถสัมผัสบรรยากาศสงบร่มรื่นของทิวเขา และทะเลริมอ่าวได้พร้อมกัน

ถนนรอบวัดมีลักษณะคับแคบและคดเคี้ยว จึงอนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัว หรือรถมินิบัสเข้าไปเท่านั้น แต่ก็สามารถเดินเท้าโดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ได้เช่นกัน ระหว่างทางสามารถดื่มด่ำธรรมชาติอันงดงามได้อีกด้วย อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของวัดแห่งนี้คือลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีความสิริมงคล คือ บริเวณริมอ่าว มีเกาะขนาดเล็กตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเทพเจ้ามังกร ซึ่งเกาะนี้เปรียบเสมือนไข่มุกที่ปากมังกรนั่นเอง

วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่ทับทิม และเทพเจ้าห้ามังกร สัญลักษณ์ของโชคลาภ ความสุข และอายุยืนยาวในปีมหามังกร โดยตำนานเล่าขานกันว่า มีเด็กหญิงคนหนึ่งบังเอิญไปพบไข่ปริศนา 5 ฟอง เธอจึงเก็บไข่ทั้งห้ามาฟูมฟัก แต่เมื่อไข่ฟักออกมากลับกลายเป็นตัวอ่อน สิ่งมีชีวิตประหลาด เป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป แต่เด็กหญิงก็ยังดูแลสิ่งมีชีวิตทั้งห้าเป็นอย่างดี จนเติบโตเป็นเจ้าพญามังกรทั้ง 5 องค์ ประจำทะเลทั้ง 4 ทิศ และแดนสวรรค์

เมื่อมาถึงวัดแห่งนี้แล้ว ให้เริ่มต้นสักการะองค์พระประธาน และศาลเจ้าแม่ทับทิมก่อน ต่อมาจึงลงไปสักการะองค์เทพเจ้ามังกรทั้งห้าที่อยู่ด้านล่าง ด้วยธูป และผลไม้ 5 ชนิด ได้แก่ แอปเปิล ส้ม ส้มโอ องุ่น และกล้วย โดย 5 เทพเจ้ามังกร จะดลบันดาลให้ผู้ขอประสบความสำเร็จไปทั่วทุกสารทิศ

ระหว่างไหว้ให้รำลึกถึงพระคุณของมารดา ดังพญามังกรที่สำนึกในบุญคุณของเด็กหญิงที่เปรียบดั่งมารดาผู้ให้กำเนิด อาจารย์คฑาจึงขอยกให้วัดแห่งนี้เป็นวัดห้ามพลาดในปีมังกรทองปีนี้ ซึ่งไม่ว่าคุณจะเกิดในปีนักษัตรใด ก็สามารถเดินทางมาไหว้เพื่อรับความมั่งมีได้

นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของวัดศักดิ์สิทธิ์แล้ว ฮ่องกงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมอีกมากมาย ที่จะช่วยเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตรับปีมังกรทองนี้

จุดชมวิว sky100 ไปรับพลังแห่งปีมังกร ณ จุดชมวิวในร่มที่สูงที่สุดของฮ่องกง


หากจะเปิดรับพลังของปีมังกรได้อย่างเต็มที่ ก็ต้องขึ้นไปที่สูงเท่านั้น ขอแนะนำ จุดชมวิว sky100 จุดชมวิวในร่มที่สูงที่สุดของฮ่องกง ตั้งอยู่บนชั้น 100 ของอาคาร International Commerce Centre โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปด้วยลิฟต์โดยสารที่เร็วที่สุดในฮ่องกง ซึ่งใช้เวลาเพียง 60 วินาทีเท่านั้น ด้านบนสามารถรับชมวิวฮ่องกงแบบ 360 องศา พร้อมกิจกรรมอินเตอร์แอ็กทีฟที่จะทำให้คุณได้รู้จักฮ่องกงมากยิ่งขึ้น

ยอดเขา The Peak ขึ้นรถรางพีคแทรม เพื่อชมวิวฮ่องกงบนยอดเขา

อีกหนึ่งสถานที่มงคลรับปีมังกรก็คือ ยอดเขา The Peak การเดินทางเริ่มต้นจากการไต่ขึ้นเขาโดยพีคแทรม รถรางเก่าแก่ของฮ่องกง ที่มีการปรับปรุงให้สวยงาม และเห็นวิวได้อย่างชัดเจน ด้านบนเขายังมีกิจกรรมให้ทำอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง พิพิธภัณฑ์ และจุดชมวิวสวยๆ หลายแห่ง แต่ถ้าอยากได้รับพลังแห่งปีมังกรทองไปแบบเต็มๆ ขอแนะนำ Sky Terrace 428 จุดชมวิวกลางแจ้งที่สูงที่สุดในฮ่องกง สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 428 เมตร และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ตามหลักฮวงจุ้ย ที่สามารถมองเห็นวิวทะเลของอ่าววิกตอเรียและตัวเมืองฮ่องกงได้อย่างชัดเจน

ขึ้นเขา Dragon’s Back ไต่เขาหลังมังกรรับปีมังกรทอง

ฮ่องกงในสายตาของนักท่องเที่ยว มักจะเป็นภาพของเมืองอันครึกครื้น เต็มไปด้วยตึกระฟ้าเรียงราย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฮ่องกงยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแสนสงบ ที่นักท่องเที่ยวสามารถมาดื่มด่ำบรรยากาศสีเขียวได้เต็มปอด ในปีมังกรทองแบบนี้ จึงอยากชวนทุกคนออกมารับพลังธรรมชาติบนยอดเขาที่ Dragon’s Back หรือเขาหลังมังกร เส้นทางเดินเขาระดับปานกลาง ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ทอดตัวยาวดูคล้ายสันหลังมังกร และเมื่อถึงส่วนหัวมังกร หรือ Shek O Peak ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเขาหลังมังกรแห่งนี้ ก็จะเห็นวิวสุดลูกหูลูกตาของมหาสมุทร และเทือกเขาหลังมังกรที่ทอดยาวต่อกัน หากเดินจนสุดเส้นทางก็จะมาบรรจบที่ชายหาด Big Wave Bay หาดที่เหมาะสำหรับการเล่นเซิร์ฟสุดๆ

ถนนคนเดิน-ตลาดกลางคืน Temple Street Night Market 

วัดเคยเป็นแหล่งรวมตัว พบปะสังสรรค์กันของคนฮ่องกงในสมัยก่อน และเมื่อจบกิจกรรมในวัด ผู้คนก็จะออกมาสังสรรค์กันต่อด้านนอก จึงทำให้พื้นที่รอบๆ วัด เริ่มคึกคักด้วยแผงขายของของเหล่าพ่อค้าแม่ขาย จนกลายเป็นถนนคนเดินดังเช่นในปัจจุบัน ถนนคนเดิน Temple Street Night Market จึงเป็นสถานที่ที่อยากแนะนำในการปิดท้ายทริปสายมูฯ ของเรา


ถนนคนเดิน Temple Street Night Market แห่งนี้ เคยเป็นแหล่งช็อปปิ้งยามค่ำคืน ขายของที่ระลึกทั่วไป และร้านอาหารสตรีทฟู้ด หรือ Dai Pai Dong ตอนนี้ได้รับการปรับโฉมใหม่จากการท่องเที่ยวฮ่องกง ให้ครึกครื้นไปด้วยแหล่งช็อปปิ้งของที่ระลึกมากมาย โดยนำร้านอาหารชื่อดังของฮ่องกง มาออกบูธในช่วงกลางคืน อาทิ Kai Kai Dessert ร้านขนมหวานสไตล์ฮ่องกง ที่ได้รับรางวัลมิชลินไกด์ติดต่อกันหลายปี หรือของว่างสไตล์ฮ่องกงอย่าง ขนมจีบ และลูกชิ้นปลา และยังมีร้านอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้เราได้สัมผัสวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นของฮ่องกงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้บริเวณสองข้างทางของ Temple Street ยังประดับประดาด้วยงานศิลปะ Installation ไฟนีออน ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของฮ่องกงที่มีมายาวนาน ให้นักท่องเที่ยวได้ตามถ่ายรูปกันหลายจุด ซึ่งจะจัดตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2567 (ตามกำหนดการปัจจุบัน) ที่สำคัญนักท่องเที่ยวสายมูฯ ยังสามารถแวะดูดวงกับหมอดูประจำถนนแห่งนี้ ที่จะตั้งบูธอยู่สองข้างถนนได้อีกด้วย

หากคิดว่าการมาไหว้พระขอพรในฮ่องกงนั้นจะจบในครั้งเดียว เราอยากให้คุณลองตัดสินใจดูใหม่ หลังจากที่อ่าน “เส้นทางสายมูฯ ฉบับปีมังกรทอง” เพราะฮ่องกงนั้นเต็มไปด้วยภูมิทัศน์สายมูเตลูที่หลากหลาย ไม่หยุดนิ่ง และมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะช่วงต้นปีมังกรทองแบบนี้ การเริ่มต้นปีอย่างเป็นสิริมงคลก็จะช่วยให้ตลอดทั้งปีของคุณราบรื่น ไร้อุปสรรค “เส้นทางสายมูฯ ฉบับปีมังกรทอง” นี้ จึงเหมาะสำหรับคนไทยทั้งสายมูฯ ตัวจริง และน้องใหม่ให้มาตามรอย ตามเก็บกันให้ครบทุกจุดเป็นอย่างยิ่ง