มหัศจรรย์ “ภูเขาสีรุ้ง” ใน..เปรู

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2770674

มหัศจรรย์ "ภูเขาสีรุ้ง" ใน..เปรู

16 มี.ค. 2567 05:38 น.

มหัศจรรย์ “ภูเขาสีรุ้ง” ใน..เปรู

สำหรับนักเดินป่าที่แสวงหาความท้าทายใหม่ๆ บอกเลยว่าเส้นทางเดินป่า Ausangate เพื่อมุ่งหน้าสู่ภูเขาสีรุ้ง ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ทั้ง Ausangate Rainbow, Vinicunca ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาพื้นเมืองของเปรูแปลว่า ภูเขาสี เป็นอีกเส้นทางที่ไม่ควรพลาด

จริงๆแล้ว Ausangate เป็นชื่อของภูเขาขนาดใหญ่ในเทือกเขาแอนดีส ที่มีภูเขาหลายลูกตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองซัสโก ประเทศเปรูยอดเขาสูงที่สุดมีความสูงถึง 6,384 เมตร หรือ 20,945 ฟุต เป็นภูเขาในตำนานของชนเผ่าอินคา ชาวอินคาเชื่อว่าเทือกเขาแห่งนี้เป็นเทือกเขาแห่งจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ เหมือนกับที่บรรดาลามะและรินโปเชนิยมบำเพ็ญพรตบนเทือกเขาสูง เพื่อค้นหาจิตวิญญาณในตนเอง

แม้จุดหมายปลายทางของการเดินป่าที่มาชู ปิกชู คือการไปสัมผัสความสวยงามของภูเขาสีรุ้ง แต่ก็เชื่อว่าระหว่างทางก็เป็นอีกสีสันหนึ่งที่งดงามไม่แพ้กัน ทั้งภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ธารน้ำแข็ง ทะเลสาบที่ตกผลึก ทุ่งหญ้าอันสวยงาม ที่เต็มไปด้วยสัตว์หลายชนิดที่คุณอาจไม่เคยรู้จัก เช่น ลามา, อัลปากา, วิสคาชา รวมถึงแร้งที่อาศัยอยู่บนยอดเขาสูง และยังได้เห็นวัฒนธรรมประเพณีในดินแดนที่เคยเป็นอารยธรรมเก่าแก่ของโลก โดยภูมิประเทศที่นี่ยังบริสุทธิ์ ยังไม่ค่อยมีนักเดินป่าหรือนักเดินทางเข้าไปสัมผัสมากนัก

สีรุ้งที่ปรากฏบนภูเขา เกิดจากแร่ธาตุหลากสีสัน 14 ชนิด รวมทั้งทรายแดงที่สะสมมานานหลายล้านปี เกิดเป็นสีสันสดใส ไล่เฉดสีตั้งแต่สีโทนร้อนไปจนถึงสีโทนอุ่น เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งประติมากรรมที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ

ความสูงเฉพาะของภูเขาสีรุ้งอยู่ที่ 5,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ยังไม่ใช่ยอดเขาที่สูงที่สุดของ Ausangate ตัวภูเขามีอายุมากกว่า 5,000 ปี แต่เพิ่งมีการค้นพบภูเขาสีรุ้งเมื่อปี 2013 หรือ 11 ปีที่ผ่านมา เหตุที่ภูเขาสีรุ้งได้มีโอกาสอวดโฉมความงดงามแก่ชาวโลก ก็เพราะน้ำแข็งซึ่งปกคลุมทับภูเขาอยู่ละลาย เนื่องจากสภาวะโลกร้อน

ภายหลังการค้นพบภูเขาสีรุ้ง นักเดินทางต่างมุ่งมั่นที่จะได้มีโอกาสไปสัมผัสความงดงามนี้ด้วยตาตนเอง จนถูกจัดให้เป็น 1 ใน 100 สถานที่ที่ต้องไปเยือนก่อนตาย

เวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางเยือนภูเขาสายรุ้งก็คือ เดือนเมษายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้ง ท้องฟ้าแจ่มใส ฝนตกน้อย ทำให้การเดินทางง่ายขึ้น และยังได้มีโอกาสมองเป็นภูเขา Ausangate และภูเขา Salkantay ที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งได้เต็มตา

แต่สำหรับภูมิอากาศที่นี่ แม้จะเป็นช่วงฤดูแล้ง ก็อาจจะเอาแน่เอานอนไม่ได้เท่าไหร่ เพราะเป็นพื้นที่สูงบนยอดเขา บางครั้งก็อาจมีฝนหรือหิมะตก จึงต้องเตรียมเครื่องแต่งกายที่ให้ความอบอุ่นไว้เสมอ เพราะในบางช่วง โดยเฉพาะกลางคืน อาจมีอากาศหนาวเย็น ลมแรง และอุณหภูมิติดลบกว่า 0 องศา แนะนำว่าควรจิบชาอุ่นๆและกาแฟรสชาติดั้งเดิมของเปรู จะทำให้คุณได้สัมผัสความเป็นอินคาอย่างแท้จริง

การเดินป่า Ausangate เพื่อไปภูเขาสีรุ้ง ยังคงถูกกำหนดให้มีคนนำทาง ไม่สามารถไปด้วยตนเองได้ เพราะหลายจุดจำเป็นต้องมีคนที่ชำนาญพื้นที่ หรือไกด์ท้องถิ่น ต่างจากบางเส้นทางที่สามารถไปได้เอง

การเดินทางไปเพื่อเดินป่า หรือเทรลในเปรู เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของนักเดินป่าและปีนเขา โดยเฉพาะเส้นทางประวัติศาสตร์อินคา (Classic Inca Trail) ที่ถือว่ามีความสวยงาม เพราะเป็นเครือข่ายเส้นทางโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยใช้โดยจักรวรรดิอินคา

ซึ่งเส้นทางเดียวกันนี้ สถานที่ที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งก็คือ มาชู ปิกชู (Machu Picchu) หรือ เมืองสาบสูญแห่งอินคา ห่างจากเมืองกุสโกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตรบนยอดของทิวเขามาชูปิกชู ที่ระดับ 2,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล

มาชู ปิกชู ถือเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญยิ่งทางโบราณคดีของอเมริกาใต้ และเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวเกือบทุกคนที่มาเยือนประเทศเปรู และยังเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ด้วย.

ชวนเปิดประสบการณ์ล่องเรือครูซเหนือระดับ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2770678

ชวนเปิดประสบการณ์ล่องเรือครูซเหนือระดับ

16 มี.ค. 2567 05:15 น.

ชวนเปิดประสบการณ์ล่องเรือครูซเหนือระดับ

การล่องเรือครูซสุดหรูถือเป็นหนึ่งในเดสติเนชันในฝันของนักเดินทางทั่วโลก “Oceania Cruises” ชวนเดินทางบนเรือครูซระดับพรีเมียมลักชัวรี พร้อมเติมเต็มทุกประสบการณ์ด้วยอาหารที่รังสรรค์ระดับมาสเตอร์เชฟและบริการสุดครบครันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ตามแบบฉบับโปรแกรมใหม่ Simply MORETM ที่เหล่าครูซเซอร์ตั้งตารอ

ภายในงาน “Experience The Finest Cuisine At Sea® With Oceania Cruises and Deck 9” บริษัทเดคไนน์ (Deck 9) ลักชัวรีครูซเอเจนซีชั้นนำ เปิดตัวโปรแกรมใหม่ Simply MORETM ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเครือ “Oceania Cruises” โดย Simply MORETM เป็นบริการที่ทางเรือมอบให้เหล่าครูซเซอร์อย่างครบครันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไล่ตั้งแต่อาหารรสเลิศระดับ Fine Dining ในห้องอาหารหลากหลายสไตล์บนเรือไปจนถึงแชมเปญ, ไวน์ และเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมนานาชนิดในมื้ออาหาร รวมเครดิตสำหรับเที่ยวชายฝั่ง และฟรี Wi-Fi เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับครูซเซอร์ตลอดการเดินทาง

ในฐานะเอ็มดีใหญ่ของเดคไนน์ “รังสิวิภา จินดาพร” บอกเล่าว่า “Oceania Cruises” เป็นหนึ่งในเรือครูซระดับพรีเมียมลักชัวรีที่ครองใจครูซเซอร์ทั่วโลก ด้วยความโดดเด่น 4 ประการ ได้แก่ บริการที่ดีเยี่ยม, เรือตกแต่งสวยงาม, สถานที่เที่ยวสุดประทับใจ และสุดยอดอาหาร สอดคล้องกับคอนเซปต์ดั้งเดิมคือ “The Finest Cuisine at Sea®” ซึ่งตั้งใจชูความเป็นเลิศของเมนูอาหารตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน โดยได้เชฟชื่อดังระดับโลกอย่าง “Jacques Pépin” และ “Giada De Laurentiis” เซเลบริตี้เชฟชาวอเมริกัน-อิตาเลียน มารังสรรค์ความอร่อยให้กับเรือลำใหม่ล่าสุด “Vista” ด้วยความเป็นเรือที่มีขนาดกลางถึงเล็ก ทำให้ผู้โดยสารไม่มาก จึงได้รับการบริการที่ดีเยี่ยมและทั่วถึง พร้อมมีบริการจัดทริปเที่ยวชายฝั่งที่เลือกสรรมาอย่างดีเพื่อให้ประสบการณ์ไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แปลกใหม่ และตราตรึงใจ

ทั้งนี้ “Oceania Cruises” เป็นบริษัทครูซระดับพรีเมียมลักชัวรีจากสหรัฐอเมริกา มีเรือครูซสุดหรูขนาดกลางและเล็กทั้งหมด 7 ลำ คือ Riviera, Marina, Regatta, Insignia, Sirena, Nautiga และเรือลำใหม่ล่าสุด Vista ที่เริ่มให้บริการในปี 2023 สร้างความประทับใจให้ผู้โดยสารจากทั่วทุกมุมโลก และปีหน้ากำลังจะมีเรือลำใหม่คือ Allura ออกมาสร้างความสุขให้กับครูซเซอร์ทั่วโลก ความโดดเด่นของเรือขนาดกลางและเล็ก (จุได้ 684-1,250 คน) คือทำให้สามารถล่องไปยังเมืองเล็กๆที่เรือขนาดใหญ่จอดเทียบท่าไม่ได้ ทั้งยังมีความเป็นส่วนตัวสูง เพราะผู้โดยสารมีจำนวนไม่มาก ทำให้การเดินทางและการใช้ชีวิตบนเรือมีความสะดวกสบายด้วยบริการสุดเอกซ์คลูซีฟ บนเรือตกแต่งอย่างหรูหรา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมหลากหลายให้ทุกท่านได้พักผ่อนกับเพื่อนฝูงและครอบครัว เช่น ฟิตเนส, สปา, บาร์, กาสิโน และเธียเตอร์ รับรองว่าคุ้มค่ามากกว่าเดิมในทุกช่วงเวลาของการล่องเรือ.

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 ททท. ยกทุกมิติเทรนด์ท่องเที่ยวไทย ผ่านเอกลักษณ์ 5 ภาคทั่วไทย

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2770265

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 ททท. ยกทุกมิติเทรนด์ท่องเที่ยวไทย ผ่านเอกลักษณ์ 5 ภาคทั่วไทย

13 มี.ค. 2567 17:39 น.

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 ททท. ยกทุกมิติเทรนด์ท่องเที่ยวไทย ผ่านเอกลักษณ์ 5 ภาคทั่วไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนผู้ร่วมงานสัมผัสเอกลักษณ์ของ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ผ่าน 9 โซนหลักภายในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 ที่จัดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม 2567-1 เมษายน 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 

“เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ยกทัพพลัง Soft Power และวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture) มาเป็นจุดขายสะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละภูมิภาค ด้วยการยกทุกมิติท่องเที่ยวไทยทั้งหมดมาไว้ในงานเดียว พร้อมเสนอ 9 โซนหลัก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการสร้างแรงบันดาลใจ ต่อการเดินทางรับความสุขในการเที่ยวไทยในทุกมิติตลอดทั้งปี 

ภายในงาน ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสกับรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งในเมืองท่องเที่ยวหลักและเมืองรอง รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้ถึงการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) โดยผนวกเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาเป็นเครื่องมือในการส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความหมาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางรับความสุข กับสถานที่ท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปี (365 วัน) ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรแบบครบวงจร 360 องศา

ททท. ยังตอกย้ำ DNA ขององค์กรในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ด้วยกิจกรรม ลดโลกเลอะ Zero Waste to Landfills เป็นปีที่ 2 จากความสำเร็จที่สามารถส่งต่อขยะ เข้าสู่กระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธี ได้ถึง 12,271 กิโลกรัม ช่วยลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ จำนวน 27,420 กิโลคาร์บอน หรือเทียบเท่ากับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ 3,046 ต้นต่อปี 

ทั้งหมดถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน โดยปีนี้ ททท. ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดงานที่ลดการสร้างขยะและจัดการขยะอย่างถูกวิธี โดยจัดจุดคัดแยกขยะทั้งหมด 20 จุด แต่ละจุดจะมีป้ายกำกับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พร้อมเจ้าหน้าที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการแยกขยะอย่างถูกต้อง 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานตลอด 5 วันจัดงานกว่า 150,000 คน สร้างการรับรู้ 20 ล้านคนต่อครั้ง สร้างรายได้ที่เกิดจากคนเข้าร่วมงานและการจ้างงานในครั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเกิดรายได้ต่อเนื่องจากการเดินทางมาเที่ยวชมงานฯ และการออกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่จังหวัดต่างๆ ของประเทศไทยด้วย 

ภายในงานกิจกรรม ใช้ไอเดียที่จะชวนออกเดินทางตามคอนเซปต์ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” โดยในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 จะพาผู้ร่วมงานไปสัมผัสเอกลักษณ์ของ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมนำเสนอความหลากหลายของแลนด์มาร์ก ผ่าน 9 โซนหลักภายในงาน ซึ่งแต่ละโซนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • โซนที่ 1 Amazing Thailand : พบประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ LED Box จอภาพขนาดใหญ่ที่มาพร้อมมุมมองภาพรอบตัว และ Amazing Thailand VR Dome ที่จะพาออกผจญภัยท่องเที่ยวเสมือนจริงในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก่อนเที่ยวจริง 

พร้อมลานกิจกรรมเล่นเกมและพักผ่อนในมุมกาแฟ และบาร์เครื่องดื่มวัตถุดิบพื้นบ้าน รวมถึงการพูดคุยกับน้อง VISTA Virtual Influencer, ชมนิทรรศการภาพอนุสาร อ.ส.ท. และพูดคุยกับนักเขียน ช่างภาพ อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยว แบบ Exclusive รวมทั้งรับข้อมูลข่าวสารท่องเที่ยวกับเคาน์เตอร์ 1672 Travel Buddy เพื่อนร่วมทางจาก ททท. และช็อปสินค้าของที่ระลึกภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand ในโซน TAT Shop 

  • โซนที่ 2 หมู่บ้านภาคตะวันออก Colorful Burapha : บอกเล่าทุกเฉดสีของดินแดนบูรพาผ่าน 4 แนวคิดหลัก “ยืนหนึ่งเรื่องกิน สุดฟินเรื่องเที่ยว เต็มเหนี่ยวเที่ยวสายศรัทธา (เที่ยวสายมู) เรียนรู้เรื่องรักษ์” นำเสนอแลนด์มาร์ก เช่น ประภาคารบางเบ้า เกาะช้าง จ.ตราด และหัวแหวนพลอย จ.จันทบุรี ตอกย้ำความอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาค ผ่านวัฒนธรรมอาหาร ยกทัพอาหารทะเลและอาหารถิ่นมาพร้อมเสิร์ฟ กว่า 50 ร้าน 

เผยมุมท่องเที่ยวลับที่ตื่นตาตื่นใจไปกับจอ LED ฉายภาพแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 9 จังหวัดในภาคตะวันออก พร้อมรับฟังดนตรีโจ๊ะๆ จากวงดุริยางค์ราชนาวี เคล้ากับบรรยากาศภาคตะวันออก 

พร้อมเอาใจสายมูกับตลาดพลอยเมืองจันทบุรี และเพิ่มความสนุกกับกิจกรรม DIY และสาธิตจากชุมชนต่างๆ อาทิ มโหตรหอมย้อมมะพร้าว ชุมชนตะเคียนเตี้ย จ.ชลบุรี สาธิตการนวดบำบัดรักษาอาการ Office Syndrome จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี

  • โซนที่ 3 หมู่บ้านภาคกลาง : ในคอนเซปต์ กลางบุรี ราชธานีแห่งความสุข ความสนุกสนาน เปิดหมู่บ้านมากับประตูกำแพงวังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี และโดดเด่นด้วยแลนด์มาร์ก หมู่เรือนไทยภาคกลาง ประดิษฐานพระแก้วมรกตเพื่อให้ผู้เข้าชมร่วมสักการะ 

พร้อมรื่นเริงไปกับธีม “งานวัด” ย้อนวันวานบรรยากาศสุดคิดถึง ด้วยกิจกรรมชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน และตู้คีบมนุษย์ ที่สอดแทรกการตกแต่งบรรยากาศ “สงกรานต์มนต์รักลูกทุ่ง” และจำลองตลาดบก-ตลาดน้ำ ในเรือพายแบบดั้งเดิม 

  • โซนที่ 4 หมู่บ้านภาคเหนือ : ชวนแอ่วเมืองล้านนาด้วยการชูงานเทศกาลประเพณี ความเชื่อ ความศรัทธาอย่าง “งานเทศกาลสงกรานต์ปี๋ใหม่เมือง” ด้วยบรรยากาศ “งานวัดภาคเหนือ” ที่ยกแลนด์มาร์ก องค์พระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง มาให้ทำบุญสรงน้ำพระแก้วมรกตลำปาง ปักตุงมงคล รับขมิ้นส้มป่อย ก่อนจะแวะ กาดหมั้ว เติมเสบียงอาหารพื้นเมืองเหนือ ภายในโซนยังมี “365 วันแห่งการเดินทางของคนรักกาแฟ” ให้ผู้ร่วมงานได้เลือกชมสินค้า Handicraft และทำกิจกรรม DIY 

พร้อมไปกับศิลปินส่งตรงจากทางภาคเหนือ เช่น วงเขียนไขและวานิช, วงไม้เมือง, คณะลูกทุ่งวิจิตรศิลป์ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ ระบำชาวเขา ตีกลองสะบัดชัย และฟ้อนกิงกะหร่า คอยเติมบรรยากาศให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

  • โซนที่ 5 หมู่บ้านภาคใต้ : ในคอนเซปต์ “Southern Village หมู่บ้านภาคใต้ หลบใต้บ้านเรา” เสิร์ฟอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรม ตั้งแต่ก้าวผ่านซุ้มประตูสีสันร่วมสมัยลายผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติก และลูกปัดโนรา พร้อมแลนด์มาร์กสำคัญ หอนาฬิกาเมืองเบตง จ.ยะลา 

พร้อมชมการแสดง แสง เสียง ในทุกชั่วโมง พร้อมทั้งชวนเที่ยวภาคใต้แบบล้ำสมัยไปกับ VR180 “virtual หรอย reality” เสนอ Immersive Experience 

รวมถึงพาไปชิมอาหารปักษ์ใต้แท้ๆ ในหลาด “หรอยเพนิ” ที่มีอาหารมากกว่า 40 ร้าน อาทิ โกสุย หมูย่างตรัง เจริญข้าวไก่เบตงพันธุ์แท้ ชาชักอีซัน@โรตียะลา พร้อมกิจกรรม DIY มากมายในโซน “หลาด Craft…ลองแลต๊ะ” 

เพิ่มความสนุกกับเวทีการแสดง “หรอยเอ็นเตอร์เทนเม้นท์” จัดเต็ม โนรา ระบำตารีกีปัส และเพลิดเพลินกับศิลปินลูกหลานชาวปักษ์ใต้ ได้แก่ เอกชัย ศรีวิชัย โดม The Star อิงกฤต The Voice น้องฟลุ๊ก และไฮไลต์ ลานเวียนครก จำลองกิจกรรมรำวงเวียนครก จ.นครศรีธรรมราช พร้อมวงดนตรี แดนเซอร์ ที่จะพาย้อนยุคไปแดนซ์มันๆ ได้ทุกวันตลอดงาน

  • โซนที่ 6 หมู่บ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : หลงรักถิ่นอีสานไปกับแนวคิด “Isan Festi “เว้า” เล่าเรื่องเมืองอีสาน” บอกเล่าความเป็นอีสานในบรรยากาศสีสันสดใส ยืนหนึ่งแลนด์มาร์กบั้งไฟตะไลล้าน และจุดถ่ายภาพ  

รวมของถิ่นตามคอนเซปต์ ISAN SoftPower ได้แก่ หน้ากากผีตาโขน มวยโบราณ และซุ้มประตูประเพณีแห่ต้นดอกไม้ พร้อมเพิ่มดีกรีความม่วนกับไฮไลต์ 4 เรื่องเล่า ได้แก่ การเล่าเรื่องอาหารอีสาน กับนิทรรศการข้าว และตอกย้ำอีสานไปไสกะแซ่บ กับร้านอาหารถิ่น 40 ร้าน 

กิจกรรม DIY สไตล์ Fashion Creative (อีสานสร้างสรรค์) อาทิ ออตโตฟาร์ม สตูดิโอ จ.นครราชสีมา โรงละครหมอลำหุ่นคณะเด็กเทวดา จ.มหาสารคาม หิมพานต์ มาชเมลโล จ.บึงกาฬ ไทรถแห่ อีสานรำซิ่ง และการแสดงของศิลปิน เช่น สิงโต นำโชค เฟิร์ส พรชิตา และเอาใจคอหนัง ชมภาพยนตร์ พร้อมรับฟังเสวนาทิศทางภาพยนตร์ไทย กับ อ.เหน่ง นิติพล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และคุณต้องเต ธิติ ผู้กำกับ 100 ล้าน 

  • โซนที่ 7 พันธมิตรท่องเที่ยวไทย : ชวนร่วมหาดีลสุดพิเศษจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว 8 หน่วยงาน เสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวผ่าน “ห้าง ททท.” ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) และสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA)

พร้อมทั้งมีข้อมูลและสาระนำเสนอดีๆ จากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), กระทรวงวัฒนธรรมหอการค้าไทย, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, ตำรวจท่องเที่ยว, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT และบริษัท ปตท. จำกัด 

  • โซนที่ 8 เวทีกลาง : ส่งต่อความสุขผ่านการแสดงดนตรีศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย นอกจากนี้ยังมีการแสดงร่วมสมัย การประกวดเทพีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย การเดินแบบแฟชั่นโชว์ ที่มาร่วมสร้างความสุขตลอด 5 วันจัดงาน 
  • โซนที่ 9 Sustainable Tourism Goals : เอาใจนักท่องเที่ยวสายอนุรักษ์ และตอกย้ำหมุดหมายของการขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน (Sustainable Tourism) ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ พร้อมนำเสนอ โครงการ Shape Supply ด้านความยั่งยืนของ ททท. STGs, โครงการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน STGs STAR, CF-Hotels, รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเส้นทางท่องเที่ยว Low Carbon ที่พรีเซนต์ในรูปแบบ Low Carbon Exhibition ได้อย่างน่าสนใจ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย (ครั้งที่ 42) ประจำปี 2567” วันที่ 28 มีนาคม 2567-1 เมษายน 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ได้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สามารถเข้าร่วมงานฟรี 

ผู้เข้าร่วมงานสามารถเดินทางได้โดยบริการขนส่งสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือเดินทางโดยรถแท็กซี่ ณ จุดบริการรับ-ส่ง ชั้น G บริเวณฝั่งทะเลสาบ, รถประจำทาง สาย 136 และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center 1672 Travel Buddy

13 มีนาคม วันช้างไทย พร้อมพิกัดที่เที่ยวอนุรักษ์ช้าง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2770134

13 มีนาคม วันช้างไทย พร้อมพิกัดที่เที่ยวอนุรักษ์ช้าง

13 มี.ค. 2567 11:45 น.

13 มีนาคม วันช้างไทย พร้อมพิกัดที่เที่ยวอนุรักษ์ช้าง

ช้าง เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ประจำชาติของไทยที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมายาวนานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ช้าง จึงกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็นวันช้างไทย

เพจข่าวสารการท่องเที่ยว ททท. ได้ให้ข้อมูลว่า ในอดีต ช้าง เป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย เคยถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในธงชาติในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในประวัติศาสตร์ชาติไทยได้จารึกไว้ว่าช้างได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราชและความเป็นชาติให้แก่ชาวไทยหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ท่านได้ทำยุทธหัตถี และทรงประกาศเอกราชกับความเป็นชาติ พร้อมพระราชทานยศให้ช้างเป็นถึง “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี”

นอกจากนี้ ช้างยังช่วยสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ และเบตาเวีย (จาการ์ตา) ประเทศอินโดนีเซีย พระองค์ได้พระราชทานช้างสำริดให้แก่ทั้ง 2 ประเทศนี้ด้วย นอกจากนี้ด้วยความที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ มีความเฉลียวฉลาด มีพละกำลังมหาศาล ในยุคสมัยที่การคมนาคมยังไม่เจริญเทียบเท่ากับในปัจจุบัน ช้างจึงได้ถูกใช้เป็นพาหนะในการคมนาคมด้วย ดังนั้นจึงถือว่าช้างมีความสัมพันธ์และผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาโดยตลอด

เพื่อเป็นการยกย่องให้เกียรติช้าง เพื่อให้ประชาชนคนไทยสนใจช้าง รักหวงแหนช้าง ให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลือ และอนุรักษ์ช้างมากขึ้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 เห็นชอบให้วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันช้างไทย” และได้ประกาศโดยสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 ลงในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2541

ในปัจจุบันมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ มีกิจกรรมให้ทำร่วมกับช้างอยู่หลายแห่ง เพจข่าวสารท่องเที่ยว ททท. รวมพิกัดไว้ให้ดังนี้

  1. วังช้างอยุธยา แล เพนียด
  2. ปางช้างแม่ตะมาน
  3. ปางช้างเผือก เชียงคาน
  4. ฮักช้างเชียงใหม่
  5. ปางช้างภัทร
  6. ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย (สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์)
  7. หมู่บ้านช้างศูนย์คชศึกษา (หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง)
  8. ไร่อ้อมกอดภูเขา ออร์แกนิกฟาร์ม

ใครที่อยากไปเยี่ยมชม ทำกิจกรรม และสัมผัสวิถีชีวิตของช้างไทยก็มาสัมผัสกันได้เลย

วิธีจองตั๋วรถไฟออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว ทำตามได้ง่ายๆ ทุกขั้นตอน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2769772

วิธีจองตั๋วรถไฟออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว ทำตามได้ง่ายๆ ทุกขั้นตอน

12 มี.ค. 2567 16:48 น.

วิธีจองตั๋วรถไฟออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว ทำตามได้ง่ายๆ ทุกขั้นตอน

เปิดทุกขั้นตอนในการจองตั๋วรถไฟออนไลน์ 2567 สำหรับใครที่ต้องการเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดยาว หรือวันหยุดพักผ่อน สามารถเลือกเดินทางโดยจองตั๋วรถไฟตู้นอนชั้น 1 และชั้น 2 เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศธรรมชาติสองข้างทาง ไทยรัฐออนไลน์นำวิธีจองตั๋วรถไฟออนไลน์แบบง่ายๆ มาฝากกัน ต้องจองล่วงหน้ากี่วัน ชำระเงินอย่างไร และรับตั๋วได้ที่ไหน บทความนี้นำคำตอบมาฝากกัน

10 ขั้นตอนจองตั๋วรถไฟออนไลน์ ตู้นอนชั้น 1 ชั้น 2 พร้อมวิธีชำระเงิน

1. เข้าสู่เว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ https://dticket.railway.co.th โดยวิธีการจองตั๋วรถไฟออนไลน์ผ่านเว็บไซต์นี้ เรียกอีกอย่างว่าจองตั๋วรถไฟผ่านระบบ D-Ticket หลังจากนั้นให้คลิก “สมัครสมาชิก” เพื่อสร้างบัญชีสมาชิกสำหรับเข้าสู่ระบบเพื่อเริ่มทำการจองตั๋ว

2. เมื่อสมัครสมาชิกแล้ว ให้คลิกเข้าสู่ระบบ สามารถเลือกล็อกอินผ่านอีเมล, เบอร์โทรศัพท์ หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักก็ได้ กรอกรหัสผ่าน แล้วคลิก ข้าสู่ระบบ”

3. เลือกช่อง “ต้นทาง” เพื่อพิมพ์ชื่อสถานีต้นทางที่เราต้องการขึ้นรถไฟ และเลือก “ปลายทาง” เพื่อเลือกจุดหมายปลายทางที่เราต้องการเดินทางไป เลือกวันเดินทาง พร้อมกับจำนวนผู้โดยสาร แล้วคลิก “ค้นหา”

หมายเหตุ : สถานีหัวลำโพง ให้เลือกสถานีกรุงเทพ, สถานีกลางบางซื่อ ให้เลือกสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

4. ในตัวอย่างนี้ได้เลือกต้นทางสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อเดินทางไปยังสถานีเชียงใหม่ โดยระบบจะแสดงข้อมูลขบวนรถไฟที่วิ่งให้บริการในวันดังกล่าว พร้อมทั้งเวลารถไฟออกต้นทางและเวลารถไฟถึงปลายทาง หากใครต้องการจองตั๋วรถไฟตู้นอนชั้น 1 และ 2 ให้เลือก “ด่วนพิเศษ CNR” (ขบวนที่ 9)

5. รถไฟประเภทด่วนพิเศษ CNR ก็จะแบ่งออกเป็นตู้นอนปรับอากาศชั้น 1 (ห้องส่วนตัว) และตู้นอนปรับอากาศชั้น 2 (เตียงบน-เตียงล่าง) หากโบกี้เป็นแถบสีเทา แสดงว่าไม่มีที่นั่งว่างเหลือแล้ว ในตัวอย่างนี้คลิกเลือกตู้นอนปรับอากาศชั้น 2 

6. ระบบจะแสดงข้อมูลส่วนตัวของเราอีกครั้ง เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ หากมีผู้โดยสารหลายคน ก็สามารถกรอกเบอร์โทรศัพท์และอีเมลส่วนตัวของผู้เดินทางแต่ละคนแยกกันได้ หลังจากนั้นคลิก “เลือกที่นั่ง”

7. ในขั้นตอนการเลือกที่นั่ง ให้เราเลือกที่นั่งสีเขียว ซึ่งเป็นสถานะที่นั่งว่าง สามารถกดจองได้ โดยให้สังเกตสัญลักษณ์เตียงบน (รูปบันได) หรือเตียงล่าง เราสามารถคลิกดูที่ตู้ 1 และ 2 ได้ เพื่อเช็กว่ายังมีที่นั่งสถานะว่างอีกหรือไม่

8. เมื่อเลือกที่นั่งได้แล้ว ให้ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งว่าเป็นเตียงบนหรือเตียงล่างตามที่ต้องการหรือไม่ หากต้องการเปลี่ยนที่นั่งใหม่ เราจะต้องคลิปรูปกากบาทเพื่อลบที่นั่งเดิมออกก่อน เมื่อเลือกได้แล้วให้คลิก “ถัดไป”

9. ตรวจสอบข้อมูลการสำรองที่นั่งอีกครั้ง อย่าลืมดูวันเดินทางและที่นั่งว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ หลังจากนั้นคลิก “ชำระเงิน” ซึ่งแต่เดิมการจองตั๋วรถไฟออนไลน์ จะต้องชำระเงินผ่านบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตเท่านั้น แต่อัปเดตล่าสุดสามารถชำระผ่าน QR Code ได้แล้ว

10. คลิกเลือกประเภทบัตร แล้วกรอกข้อมูลบัตรเพื่อทำธุรกรรมในการชำระเงิน แล้วคลิก “Submit” เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการจองตั๋วรถไฟออนไลน์ หากชำระเงินสำเร็จ ตั๋วรถไฟจะถูกส่งไปยังอีเมลที่เราระบุไว้

นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าสู่ระบบเว็บไซต์ D-Ticket แล้วคลิกแถบเมนู “ประวัติการซื้อ” เพื่อตรวจสอบข้อมูลการจองของเราก็ได้เช่นกัน

โทรจองตั๋วรถไฟได้ไหม ต้องโทรเบอร์อะไร?

วิธีจองตั๋วรถไฟไทย สามารถทำได้ 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่

  • จองตั๋วที่เคาน์เตอร์สถานีรถไฟทั่วประเทศ
  • จองตั๋วรถไฟผ่านเว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย (ระบบ D-ticket)
  • จองตั๋วรถไฟทางโทรศัพท์ เบอร์ 1690 (จองได้ก่อนวันเดินทาง 5 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน)

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ 2567 ต้องจองล่วงหน้ากี่วัน?

หากต้องการจองขบวนรถไฟประเภท “รถด่วน-รถด่วนพิเศษ” ผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วโดยสารล่วงหน้าได้สูงสุด 90 วันก่อนวันเดินทาง

หากต้องการจองขบวนรถไฟประเภท “รถเร็ว-รถนำเที่ยว” ผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วโดยสารล่วงหน้าได้สูงสุด 30 วันก่อนวันเดินทาง

หากต้องการจองขบวนรถไฟประเภท “ขบวนรถธรรมดา-ชานเมือง-ท้องถิ่น-รถแบบที่นั่งอิสระ (ไม่ระบุที่นั่ง)” สามารถซื้อได้ในวันเดินทาง ก่อนรถออกไม่เกิน 2 ชั่วโมง

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าเพิ่มเติม ที่นี่

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ เริ่มจองได้ตั้งแต่กี่โมง?

เมื่อถึงวันแรกที่สามารถจองตั๋วรถไฟได้ ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยจะเปิดให้จองตั๋วพร้อมกันได้ทุกช่องทาง เริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ทั้งการโทรจองตั๋วรถไฟผ่านเบอร์ 1690 (นำรหัสที่ได้รับไปออกตั๋วที่สถานีรถไฟอีกครั้ง) ซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ และซื้อตั๋วรถไฟออนไลน์ผ่านระบบ D-Ticket

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ ชำระเงินผ่านช่องทางไหน?

ในกรณีที่จองตั๋วรถไฟออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือระบบ D-Ticket ในปัจจุบันจะต้องชำระเงินค่าตั๋วผ่านทางบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตเท่านั้น หลังชำระเงินเสร็จสิ้น ระบบจะส่งตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ให้ทางอีเมลที่เราระบุไว้

แต่หากเป็นการจองตั๋วรถไฟที่หน้าสถานีรถไฟทั่วประเทศ หรือจองผ่านทางโทรศัพท์เบอร์ 1690 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถชำระเงินสด หรือชำระผ่านคิวอาร์โค้ดได้ที่สถานีรถไฟ พร้อมกับรับตั๋วได้เลย

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ 2567 สามารถจองผ่านระบบ D-Ticket ออกตั๋วออนไลน์ ใช้เดินทางได้เลย

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ รับตั๋วที่ไหน?

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ ต้องปรินต์ไหม? หากจองตั๋วรถไฟออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือระบบ D-Ticket ไม่จำเป็นต้องปรินต์ตั๋วรถไฟ โดยสามารถเปิดอีเมลเพื่อแสดงตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอยู่ในรูปแบบไฟล์ PDF แสดงต่อเจ้าหน้าที่รถไฟตอนตรวจตั๋วเลยก็ได้ แต่หากใครสะดวกที่จะปรินต์ตั๋วก็สามารถทำได้เช่นกัน

เปิดโลกสัตว์ในตำนานรูปแบบใหม่ ผ่านนิทรรศการ “Mythical Dream” จาก 3 ศิลปินวัยรุ่นไทย

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2769028

เปิดโลกสัตว์ในตำนานรูปแบบใหม่ ผ่านนิทรรศการ "Mythical Dream" จาก 3 ศิลปินวัยรุ่นไทย

8 มี.ค. 2567 15:31 น.

เปิดโลกสัตว์ในตำนานรูปแบบใหม่ ผ่านนิทรรศการ “Mythical Dream” จาก 3 ศิลปินวัยรุ่นไทย

ทรู ดิจิทัล พาร์ค ร่วมกับ Madskills รังสรรค์โลกสัตว์ในตำนานรูปแบบใหม่ ผ่านนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio จาก 3 ศิลปินไทยมาแรง เข้าชมฟรีตลอดเดือนในวันที่ 9 มี.ค.-9 มิ.ย. 2567 นี้

ทรู ดิจิทัล พาร์ค และ Madskills แกลเลอรีชื่อดังในกรุงเทพฯ ที่ผลักดันศิลปินรุ่นใหม่มากมายร่วมกันเนรมิตพื้นที่ TDPK Studio ให้กลายเป็นโลกสุดมหัศจรรย์ของสัตว์ในตำนานอย่างยูนิคอร์น กริฟฟิน ฟีนิกซ์ และเพกาซัส ผ่านนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition by Cheese Arnon, Bluepalete & Kratai Dudu, curated by Madskills จาก 3 ศิลปินไทยมาแรง Cheese Arnon, Bluepalete และ Kratai Dudu เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความท้าทาย ชัยชนะ และจิตวิญญาณที่ไม่มีวันแตกสลายในการไล่ตามความฝันของคนยุคใหม่ และเหล่าสตาร์ทอัพ

นิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition by Cheese Arnon, Bluepalete & Kratai Dudu, curated by Madskills เป็นนิทรรศการศิลปะครั้งแรกที่รวบรวมผลงานของ 3 ศิลปิน ไทยชื่อดังอย่าง Cheese Arnon, Bluepalete และ Kratai Dudu เจ้าของผลงานศิลปะที่สร้างชื่อเสียงไปไกลในหลายประเทศ สู่การสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่อันน่าตื่นเต้น 

ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้ออกเดินทางท่องไปยังโลกของสัตว์ในตำนาน พร้อมดื่มด่ำไปกับผลงานอันหลากหลายทั้งภาพวาดแคนวาส ภาพพิมพ์ ฟิกเกอร์ และประติมากรรม Pop Art สุดเจ๋ง ที่จัดทำขึ้นสำหรับนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ 

ไฮไลต์พิเศษ เพื่อฉลองเปิดโซนจัดแสดงผลงานใหม่ TDPK Studio 1 มาด้วยกิจกรรมสุดพิเศษที่ให้ผู้เข้าชมได้ร่วมเป็นเจ้าของสินค้าคอลเลกชันพิเศษจากศิลปินให้ได้สะสมกัน อาทิ เสื้อยืด, หมวกแก๊ป, หมวกบักเก็ต, หมอน, สมุดโน้ตลายสุดคิวต์

ผู้ที่สนใจเข้าชมนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition by Cheese Arnon, Bluepalete & Kratai Dudu, curated by Madskills สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.-9 มิ.ย. 2567 ณ TDPK Studio 1, ชั้น 2 ทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่งเวสต์ (BTS ปุณณวิถี) เปิดให้เข้าชมนิทรรศการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น. เข้าฟรี และสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ truedigitalpark

ดร. ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด (True Digital Park) หรือ TDPK

ดร. ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด (True Digital Park) หรือ TDPK กล่าวว่า “กิจกรรมนี้เรามุ่งมั่นขับเคลื่อนชุมชนสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ เหล่านักคิด และนักสร้างสรรค์ของไทย โดยการออกแบบให้ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เป็นมากกว่าแค่พื้นที่พบปะแลกเปลี่ยน แต่ยังมอบประสบการณ์อันไร้ขีดจำกัดและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ผู้คน ผ่านการจัดกิจกรรมและนิทรรศการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความชอบของคนรุ่นใหม่ จึงเป็นที่มาให้วันนี้เพื่อร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ความน่าตื่นเต้นในครั้งนี้

ดร. ธาริต เล่าต่อว่า “Mythical Dream”, Trio exhibition บอกเล่าเรื่องราวของสัตว์ในตำนานทั้ง 4 อย่างยูนิคอร์น กริฟฟิน ฟีนิกซ์ และเพกาซัส ซึ่งมาจากชื่อของตึกในทรู ดิจิทัล พาร์ค ผสมผสานเข้ากับโลกของเหล่าสตาร์ทอัพในรูปแบบศิลปะสมัยใหม่ พร้อมด้วยเหล่าพาร์ตเนอร์ชั้นนำอย่าง SASOM (สะสม) แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดให้ซื้อ-ขายสินค้าและของสะสมในงาน รวมถึงทรูคอร์ปอเรชั่น ที่ร่วมสนับสนุนการจัดนิทรรศการในครั้งนี้”

พิชย วิวัฒน์รุจิราพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Madskills

พิชย วิวัฒน์รุจิราพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Madskills กล่าวเสริมว่า “สำหรับคอนเซปต์ในนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition คือการนำเรื่องราวของสัตว์ในตำนานมาตีความในรูปแบบใหม่ ผ่านมุมมองและสไตล์ผลงานอันโดดเด่นของศิลปินไทยทั้ง 3 คน ได้แก่ Cheese Arnon, Bluepalete และ Kratai Dudu โดยเปรียบเปรยแง่มุมที่น่าสนใจต่างๆ ของสัตว์ในตำนานกับเรื่องราวการเดินทางและการเติบโตของคนรุ่นใหม่ ที่พยายามสร้างตัว ฝ่าฟัน และแสวงหาความสำเร็จ เหมือนกับการเดินทางตามความฝันของเหล่าสตาร์ทอัพคนรุ่นใหม่ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและจิตวิญญาณที่แน่วแน่ โดยผลงานศิลปะแต่ละชิ้นจะเป็นตัวแทนของเหล่าผู้คนและสตาร์ทอัพมากมายที่ได้มาเจอกัน”

อานนท์ เนยสูงเนิน (Cheese Arnon) ผู้สร้างสรรค์ตัวละครจิ้งจอกน้อยอันโด่งดัง

ด้านศิลปิน อานนท์ เนยสูงเนิน (Cheese Arnon) ผู้สร้างสรรค์ตัวละครจิ้งจอกน้อยอันโด่งดัง เปิดเผยว่า “เทคนิคการวาดภาพในงานนี้เป็นสไตล์การวาดในยุค Romanticism ผสมผสานกับการตีความใหม่ในโลกแฟนตาซี ทำให้ผลงาน The Fox ในเวอร์ชันนี้มีความลึกซึ้งมากกว่าแค่ใช้องค์ประกอบของยูนิคอร์น หรือฟีนิกซ์ แต่ยังมีการเชื่อมโยงภาพกับอารมณ์ของคนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพ อาทิ ฟีนิกซ์ที่มีวงจรชีวิตเกิดใหม่จากกองเถ้าถ่าน เล่าคู่ขนานไปกับเส้นทางชีวิตของบริษัทสตาร์ทอัพ”

รุ่งนภา คำน้อย (Bluepalete) เจ้าของผลงานเด็กหญิงในชุดขนเฟอร์

รุ่งนภา คำน้อย (Bluepalete) เจ้าของผลงานเด็กหญิงในชุดขนเฟอร์ เล่าว่า “งานศิลปะที่จัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ นับเป็นข้อพิสูจน์ถึงความพร้อมในการลองทำอะไรใหม่ๆ ทั้งเทคนิคการใช้สีและการใช้จินตนาการเกี่ยวกับตัวละครสัตว์ในตำนาน จนได้ผลงานที่ออกมาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกถึงความพร้อมและความทะเยอทะยาน ช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมเข้าถึงความหมายที่เชื่อมโยงกับอารมณ์และช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพต้องเผชิญอยู่เสมอ”

สุภาพร ชาวสวน (Kratai Dudu) เจ้าของผลงานลูกช่างซ่อมรถและเพื่อน ๆ

ปิดท้ายที่ สุภาพร ชาวสวน (Kratai Dudu) เจ้าของผลงานลูกช่างซ่อมรถและเพื่อนๆ ของเขา เล่าว่า “ผลงานชิ้นต่างๆ ได้มีการนำเอาองค์ประกอบของสัตว์ในตำนาน การจัดวาง และการสร้างสรรค์บรรยากาศในภาพที่ชวนฝัน ร่วมกับการแฝงสัญลักษณ์ เพื่อสื่อสารว่าแม้แต่สิ่งมีชีวิตในตำนาน หรือเหนือจินตนาการก็สามารถดำรงอยู่ได้ร่วมกันอย่างกลมกลืนเฉกเช่นคนเรา และยังสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงได้ในสักวัน”

ครั้งแรกของประเทศไทย กับงานเทศกาลประติมากรรมทรายนานาชาติ 2024

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2768775

ครั้งแรกของประเทศไทย กับงานเทศกาลประติมากรรมทรายนานาชาติ 2024

8 มี.ค. 2567 05:30 น.

ครั้งแรกของประเทศไทย กับงานเทศกาลประติมากรรมทรายนานาชาติ 2024

เปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ของงานศิลปะ ไปกับงานเทศกาลประติมากรรมทรายนานาชาติ 2024 International Sand Sculpture Festival 2024 Chonburi Thailand (ISSF) ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ภายในงานพบกับประติมากรรมทรายสุดยิ่งใหญ่กว่า 50 ผลงาน ผจญภัยในเขาวงกตทราย ที่ท้าทายความสามารถ และสติปัญญา เต็มอิ่มกับอาหารหลากหลาย การแสดงดนตรี สุดประทับใจร่วมดื่มด่ำกับบรรยากาศระดับโลก โดยจะจัด ณ เลเจนด์ สยาม พัทยา

สำหรับงานประติมากรรมทรายนี้จัดในคอนเซปต์ “ป่าหิมพานต์อันลี้ลับ” เต็มไปด้วยการปั้นสัตว์รูปร่างประหลาดแปลกตาอยู่มากมาย เข้าใจถึงความมหัศจรรย์ของสัตว์ในป่าหิมพานต์ รู้จักสิ่งมีชีวิตที่น่าพิศวงแบบประจันหน้า อาทิ 1.คชสีห์ เป็นสัตว์ผสมทั้งส่วนของช้างและสิงโต โดยมีส่วนหัวและงาเป็นช้าง แต่มีลำตัว ขาและหางเป็นสิงโต เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ 2.กิเลนปีก มีรูปร่างคล้ายม้า แต่มีเกล็ดเหมือนปลา มีเขา และมีปีกคล้ายนก เป็นสัตว์มงคล ตามตำนานเชื่อว่าจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ที่พบเห็น 3.คนธรรพ์ เป็นชาวสวรรค์ ที่รูปร่าง วาทศิลป์งดงาม มีหน้าที่ขับร้องและเล่นดนตรีบำเรอเทวดา 4.กินรี-กินนร ร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นนก มีปีกบินได้ ฯลฯ พบกันได้ในเทศกาลประติมากรรมทรายนานาชาติ 2024 ระหว่างวันที่ 30 เม.ย.-19 พ.ค.67 ที่เลเจนด์ สยาม พัทยา จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ https://bit.ly/SandFestival2024 

เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) ไปยังไง มีอะไรน่าสนใจบ้าง รู้ไว้ก่อนไปเช็กอิน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2768670

เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) ไปยังไง มีอะไรน่าสนใจบ้าง รู้ไว้ก่อนไปเช็กอิน

7 มี.ค. 2567 16:38 น.

เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) ไปยังไง มีอะไรน่าสนใจบ้าง รู้ไว้ก่อนไปเช็กอิน

เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) ห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุง มีทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และกิจกรรมต่างๆ กลายเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของคนทุกช่วงวัย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไทยรัฐออนไลน์แจกคู่มือเดินทาง เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) ไปยังไง มีอะไรน่าสนใจบ้าง พร้อมเรื่องน่ารู้ก่อนไปเช็กอิน

ทำความรู้จัก ห้างเอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) มีอะไรบ้าง

เอ็มสเฟียร์ มาพร้อมคอนเซปต์ศูนย์การค้าแห่งอนาคตที่ไม่เคยหลับใหล จัดเต็มพื้นที่ช็อป กิน แฮงเอาต์ พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษบนพื้นที่ 200,000 ตารางเมตร โดยแบ่งชั้นได้ดังนี้

  • ชั้น B1 และ B2 ลานจอดรถ
  • ชั้น G และ GM : EM Market Hall ตลาดสินค้า รวมอาหารทั้งไทยและต่างชาติไว้หลากหลายเมนู ให้ได้ลิ้มรส รวมไปถึงช็อปสินค้าใน Gourmet Market
  • ชั้น M : EM Gallery ศูนย์รวมแฟชั่นและเครื่องสำอางแบรนด์ดังจากทั่วโลก 
  • ชั้น 1F : EM Lifestyle รวมไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งเครื่องประดับ สินค้าตามกระแส สินค้าเพื่อสุขภาพ หรือสินค้าในบ้าน
  • ชั้น 2F : EM Innovation รวมนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า แก็ดเจ็ต หรือยานยนต์ 
  • ชั้น 3F : IKEA ช็อปปิ้งของใช้ พร้อมกับอาหารจานโปรดของใครหลายคน
  • ชั้น 4F : ลานจอดรถ IKEA 
  • ชั้น 5F และ 5M : EM Wonder ศูนย์รวมความสนุกสนาน ทั้งแสง สี เสียง และพื้นที่แฮงเอาต์
  • ชั้น 6 : UOB Live จัดแสดงงานในพื้นที่ในอาคาร รองรับผู้เข้าชมกว่า 6,000 คน

ห้าง EMSPHERE ร้านอาหารมีอะไรบ้าง

ถูกใจสำหรับนักชิม หรือสายกินทั้งหลาย เพราะทาง เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) มีร้านอาหารคาวหวาน ทั้งอาหารไทย สตรีทฟู้ด อาหารท้องถิ่น และอาหารจากทั่วโลกให้เลือกหลาย เช่น Mini Oriental, Gordon Ramsay Street Pizza, Shake Shack, HITORI SHABU, Zaozen, Souri, เซ็งซิมอี๊, Bearhouse และอื่นๆ อีกเพียบ

แจกวิธีเดินทาง EMSPHERE ไปยังไง เปิด-ปิดกี่โมง

ห้าง EMSPHER ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ระหว่างซอยสุขุมวิท 22 และซอยสุขุมวิท 24 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โดยสามารถเดินทางไปยังห้างเอ็มสเฟียร์ได้ ดังนี้

  • รถไฟฟ้า BTS ลงสถานีพร้อมพงษ์ ทางออก 6
  • รถไฟฟ้า MRT ลงสถานีสุขุมวิท ทางออก 2
  • รถโดยสารประจำทางฝั่งหน้าห้างเอ็มสเฟียร์ ได้แก่ สาย 98, 1-39 (สาย 71 เดิม), 511, 3-11 (สาย 48 เดิม), 3-8 (สาย 38 เดิม), 508, 38, 4-39 (สาย 40 เดิม), 25, 3-1 (สาย 2 เดิม), 25 (รถแอร์), 2 และสาย 2 (รถแอร์)
  • รถโดยสารประจำทางฝั่งตรงข้ามห้างเอ็มสเฟียร์ ได้แก่ สาย 501 (รถแอร์), 1-39 (สาย 71 เดิม), 3-8 (สาย 38 เดิม), 4-39 (สาย 40 เดิม), 508, 3-11 (สาย 48 เดิม), 25, 38, 25 (รถแอร์), 511, 2 และสาย 2 (รถแอร์)
  • รถยนต์ส่วนตัวเดินทางผ่านเส้นถนนสุขุมวิทหลัก ทางถนนหมายเลข 3

แจกพิกัดที่จอดรถ EMSPHERE และค่าจอดรถ

หากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถจอดรถได้ที่ลานจอดรถ คิดค่าบริการ ดังนี้

  • 2 ชั่วโมงแรกไม่คิดค่าบริการ
  • ชั่วโมงที่ 3-6 คิดค่าบริการ ชั่วโมงละ 20 บาท
  • ชั่วโมงที่ 7-8 คิดค่าบริการ ชั่วโมงละ 50 บาท

ทั้งนี้ หากใครที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า บริเวณลานจอดรถชั้น B2 มีที่ชาร์จให้บริการถึง 12 ช่อง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าห้างเอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) เป็นอีกหนึ่งห้างใหม่ใจกลางกรุงฯ ที่เดินทางสะดวก ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทำให้กลายเป็นหนึ่งจุดหมายปลายทางของชาวกรุง และนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ที่มาภาพ : Emsphere at EM District

รู้จัก เกาะผ้า ที่เที่ยวอันซีนจังหวัดพังงา

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2768770

รู้จัก เกาะผ้า ที่เที่ยวอันซีนจังหวัดพังงา

7 มี.ค. 2567 15:51 น.

รู้จัก เกาะผ้า ที่เที่ยวอันซีนจังหวัดพังงา

สำหรับคนที่ชอบเที่ยวที่ลับฉบับอันซีน ไม่ชอบซ้ำใคร “เกาะผ้า” คือหนึ่งในลิสต์ที่น่าสนใจของจังหวัดพังงา ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก และมีประวัติที่น่าสนใจไม่น้อย

เกาะผ้า ตั้งอยู่ตำบลเกาะคอเขา ห่างจากชายฝั่งจังหวัดพังงาประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นเนินทรายละเอียด ราบเรียบเหมือนผ้าผืนใหญ่สีขาวนวลอยู่ท่ามกลางทะเลอันดามันที่มีน้ำทะเลสวยใส จึงเป็นที่มาของชื่อ “เกาะผ้า” หรือ “Sand Pile island” เนินทรายเกิดจากการทับถมของทรายจำนวนมากเป็นสันดอนกลางทะเล ในช่วงที่น้ำลดระดับลงไม่มาก ก็จะเห็นเป็นเกาะเล็กๆ 3 เกาะ คล้ายปรากฏการณ์ทะเลแหวก แต่ถ้าน้ำทะเลลดระดับลงต่ำสุดจะปรากฏเป็นเกาะเดียวเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ โอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้า

ภาพจากเพจศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว

ในอดีตเกาะผ้าเคยเป็นเกาะกลางน้ำที่เงียบสงบ เต็มไปด้วยต้นสนและต้นมะพร้าว มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ นักท่องเที่ยวมักเดินทางมาพักผ่อนนอนอาบแดด และทำกิจกรรมต่างๆ แต่หลังจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 คลื่นได้พัดพาทุกสิ่งหายไปในทะเล เมื่อกาลเวลาผ่านไปจึงก่อเกิดเป็นเนินทรายกลางทะเลขึ้นมาใหม่ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือเดินทางช่วงเช้าไปถ่ายรูป เล่นน้ำ ดำน้ำดูแนวปะการังน้ำตื้น และดอกไม้ทะเลซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลาการ์ตูน หรือพายเรือคายัครอบเกาะได้

ภาพจากเพจศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวเกาะผ้าคือระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน มีท่าเรือบริการไปเกาะผ้า โดยขึ้นที่ท่าเรือบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา สามารถใช้บริการเรือเหมาลำหรือเรือประมงพื้นบ้านได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30-40 นาที

ข้อมูลอ้างอิง : ททท., บางกอกแอร์เวย์

รับวันหนังสือโลก ‘มหาวิหารเซนต์พอล’ เปิดห้องสมุดลับให้พักค้างคืน ราคาเพียง 7 ปอนด์

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2768725

รับวันหนังสือโลก 'มหาวิหารเซนต์พอล' เปิดห้องสมุดลับให้พักค้างคืน ราคาเพียง 7 ปอนด์

7 มี.ค. 2567 14:34 น.

รับวันหนังสือโลก ‘มหาวิหารเซนต์พอล’ เปิดห้องสมุดลับให้พักค้างคืน ราคาเพียง 7 ปอนด์

มหาวิหารเซนต์พอล ประเทศอังกฤษ ชวนนักท่องเที่ยว เปิดประสบการณ์ใหม่ เข้าพักค้างคืนในห้องสมุดลับของวิหาร ซึ่งด้านในมีหนังสือเรียงรายกว่า 22,000 ให้อ่านอย่างหนำใจในช่วงวันหนังสือโลก

หนึ่งในที่พักสุดแปลกที่เตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบใหม่แค่ช่วงวันหนังสือโลกเท่านั้น ซึ่งอาจเป็น “ประสบการณ์เพียงหนึ่งครั้งในชีวิตเท่านั้น” 

ทริปท่องเที่ยว และสถานที่พักแห่งนี้ถูกจัดขึ้นโดย Airbnb ที่เชิญชวนบุคคลที่รักในการอ่านหนังสือมาพักค้างคืนในห้องสมุดที่ซ่อนอยู่ใน ‘มหาวิหารเซนต์พอล’ (St. Paul’s Cathedral) ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร (ประเทศอังกฤษ) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง

มหาวิหารเซนต์พอล สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในอังกฤษ กำลังสร้างห้องสมุด “ลับ” ให้กลายเป็นที่พักสำหรับการพักค้างคืน เนื่องในโอกาส “วันหนังสือโลก ด้วยราคาเพียง 7 ปอนด์ หรือ 318 บาท เท่านั้น 

ทริปนี้จำกัดผู้เข้าพักเพียงแค่สองคนเท่านั้น ในวันที่ 15 มีนาคม 2024 ที่จะได้เข้าพักในห้องหนังสือลับแห่งนี้ โดยทริปนี้จะเป็นครั้งแรกที่มีคนเข้านอนในอาสนวิหารอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งภายในห้องสมุด มีหนังสือให้อ่านมากกว่า 22,000 เล่ม

ระหว่างการเข้าพัก แขกที่ได้รับคัดเลือกทั้งสอง จะได้เข้าไปในมหาวิหารทางประตูของคณบดี และขึ้นบันไดเวียน ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ โดย ‘เซอร์คริสโตเฟอร์ เรน’ เมื่อกว่า 300 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ จะมีการต้อนรับพิเศษจากคณบดีไปยังสถานที่จัดงาน และร่วมทัวร์อาสนวิหารอันเก่าแก่ รวมถึงการเข้าไปในโดม พร้อมถ่ายวิดีโอแบบ 360 องศา บนมหาวิหารเซนต์พอล

ซานดรา ไลนส์ ทิมเบรลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวที่เซนต์พอลส์ กล่าวว่า “ห้องสมุดนี้เพิ่งได้รับการบูรณะ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งที่นี่ถือเป็นอัญมณีล้ำค่าของอาสนวิหารแห่งนี้ ซึ่งถูกปกปิดไว้ด้วยกลไกจากสถาปัตยกรรมอันชาญฉลาดของเซอร์คริสโตเฟอร์ เรน” 

“ทริปพิเศษนี้ แขกผู้โชคดีจะได้รับโอกาสในการเจาะลึกประวัติศาสตร์ ความมหัศจรรย์ และสัมผัสประสบการณ์ในวิหารเซนต์พอลอย่างแท้จริง พร้อมการเข้าพักที่ไม่เคยมีใครได้พัก ซึ่งรับรอบว่าไม่ซ้ำใคร” ซานดรา ไลนส์ ทิมเบรลล์ กล่าว

การเข้าพักในทริปนี้จะมีค่าบริการเพียงแค่ 7 ปอนด์ ซึ่งยังรวมอาหารเย็น และอาหารเช้าด้วย โดยจะเปิดให้จองผ่าน Airbnb ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2024 นี้

ข้อมูล : airbnb, bbc

ภาพ : airbnb