โจ ธรรศพลฐ์ แอร์เอเชีย เคลียร์ดราม่าตั๋วเครื่องบินแพง ซื้อตอนไหนถูกกว่า

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2767706

โจ ธรรศพลฐ์ แอร์เอเชีย เคลียร์ดราม่าตั๋วเครื่องบินแพง ซื้อตอนไหนถูกกว่า

7 มี.ค. 2567 13:45 น.

โจ ธรรศพลฐ์ แอร์เอเชีย เคลียร์ดราม่าตั๋วเครื่องบินแพง ซื้อตอนไหนถูกกว่า

เมื่อได้โอกาสสัมภาษณ์ โจ ธรรศพลฐ์ CEO สายการบินดัง ย่อมต้องถามถึงเทคนิคการจองตั๋วเครื่องบินราคาถูก ควรซื้อตอนไหน และทำไมราคาตั๋วเครื่องบินหลังพ้นช่วงโควิดถึงมีราคาแพง 

“ราคาตั๋วก่อนโควิดจะถูกกว่าช่วงหลังโควิด เพราะเครื่องบินที่จอดอยู่กว่า 3 ปีจะกลับมาบินได้ต้องนำไปเข้าศูนย์ซ่อมบำรุงก่อน ลำหนึ่งใช้เงินประมาณหลักร้อยล้านบาท มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องทำเพื่อความปลอดภัย มันเลยต้องมาเฉลี่ยกับตั๋ว มันคือราคาของความปลอดภัย ทำให้ราคาตั๋วตอนนี้แพงขึ้นประมาณ 15-20% จากช่วงก่อนโควิด แต่ก็มีโอกาสที่ราคาจะลดลงมาบ้าง ถ้าซ่อมเครื่องบินจบแล้ว”

ส่วนเทคนิคการซื้อตั๋วราคาถูกจาก CEO สายการบิน มีวิธีไม่ยากแค่วางแผนการเดินทางล่วงหน้านานสักหน่อย 

“ต้องซื้อตั๋วล่วงหน้ายังไงก็ราคาถูก ถ้าซื้อในเวลากระชั้น ยังไงก็แพงแน่ๆ จะเห็นได้ว่าราคาตั๋วที่แพงหูฉี่ มีแค่ 3-5 ที่บนเครื่องเท่านั้นเพราะเราอาจให้คนซื้อตั้งแต่เนินๆ ควรซื้อก่อน 30-45 วันได้ยิ่งดี ถ้า 15-20 วันก่อนเดินทางก็จะแพงขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในจุดที่รับได้ แต่ถ้า 3 วันล่วงหน้าก่อนเดินทาง อันนี้แพงแน่นอน”

ติดตามอีกหลายเรื่องราวในคลิปฉบับเต็ม คอนเฟิร์มว่าตอบคำถามเกี่ยวกับเครื่องบิน สายการบินที่ทุกคนสงสัยแน่นอน

เปิดตัวนิทรรศการ Da Vinci Alive Bangkok ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในรูปแบบอิมเมอร์ซีฟ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2768098

เปิดตัวนิทรรศการ Da Vinci Alive Bangkok ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในรูปแบบอิมเมอร์ซีฟ

5 มี.ค. 2567 16:09 น.

เปิดตัวนิทรรศการ Da Vinci Alive Bangkok ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในรูปแบบอิมเมอร์ซีฟ

ครั้งแรกในไทยที่จะได้พบกับนิทรรศการศิลปินเอกอย่าง เลโอนาร์โด ดา วินชี ในรูปแบบศิลปะดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟ ส่งเสริมแรงบันดาลใจครั้งใหม่ให้กับคนที่รักผลงานศิลปะ

Grande Experiences ผู้สร้าง และเจ้าของลิขสิทธิ์ Monet & Friends Alive ผนึกกำลังกับ Live Impact Events ถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งสำคัญ กับผลงานนิทรรศการผลงานศิลปะดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟระดับโลกของเลโอนาร์โด ดา วินชี ในชื่อ Da Vinci Alive Bangkok (ดา วินชี อะไลฟ์ แบงคอก) ครั้งแรกในเอเชีย

เลโอนาร์โด ดา วินชี หนึ่งในบุคคลที่ขึ้นชื่อเรื่องงานวิศวกรรม

ผู้เข้าร่วมชมงาน Da Vinci Alive Bangkok จะได้พบกับผลงานในสาขาวิชาต่างๆ อันรอบรู้ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ไม่ว่าจะเป็นด้านของวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และคณิตศาสตร์ จนอาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนึ่งในชายที่รอบรู้ในหลากหลายบทบาท มีความเป็นปราชญ์อย่างรอบด้านทั้งในฐานะศิลปิน ประติมากร นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร และสถาปนิกที่เก่งกาจอย่างหาตัวจับยาก

เลโอนาร์โด ดา วินชี ถือเป็นตัวละครสำคัญของโลกในยุคเรอเนซองซ์ หรือยุคแห่งความตื่นรู้ทางปัญญา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และอารยธรรมต่างๆ 

เดอะ วิทรูเวียน แมน (The Vitruvian Man) หนึ่งในผลงานเด่นของเลโอนาร์โด ดา วินชี

การจัดงาน Da Vinci Alive Bangkok จัดขึ้นภายใต้แนวคิดเพื่อเชิดชูมรดกทางศิลปวิทยาการที่ตกทอดมาอย่างยาวนานของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ผ่านความร่วมมือกับ พิพิธภัณฑ์เลโอนาร์โด ดา วินชี (Museo Leonardo da Vinci) ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี และผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากอิตาลีและฝรั่งเศส เพื่อสะท้อนผลงานอันทรงคุณค่า ความอัจฉริยะ ความปราดเปรื่อง และส่งต่อแรงบันดาลใจ วิธีคิด การทำงาน ของเลโอนาร์โดตลอดช่วง 505 ปีที่ผ่านมา 

นิทรรศการ Da Vinci Alive Bangkok เปิดให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสโลกของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคเรอเนซองซ์ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม จนถึง 31 กรกฎาคมนี้ ที่ Attraction Hall ชั้น 6 ไอคอนสยาม

โมนาลิซ่า (Mona Lisa) ผลงานที่ทำให้ทุกคนทั้งโลกรู้จักชื่อของเลโอนาร์โด ดา วินชี แม้เจ้าตัวจะเสียชีวิตไปมากกว่า 500 ปีแล้วก็ตาม

เปิดจำหน่ายบัตร Early Bird ในราคา 750 บาท แล้ววันนี้ที่ Thai Ticket Major บัตรวีไอพี 1,580 บาท บัตรทั่วไป 1,080 บาท และมีราคาพิเศษสำหรับนักเรียน-นักศึกษา 480 บาท

ไอคอนสยาม ตั้งเป้าเป็น “ศูนย์กลางศิลปะระดับโลก” เพื่อส่งเสริมผลงานศิลปินไทย และต่างประเทศ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2767850

ไอคอนสยาม ตั้งเป้าเป็น “ศูนย์กลางศิลปะระดับโลก” เพื่อส่งเสริมผลงานศิลปินไทย และต่างประเทศ

4 มี.ค. 2567 16:14 น.

ไอคอนสยาม ตั้งเป้าเป็น “ศูนย์กลางศิลปะระดับโลก” เพื่อส่งเสริมผลงานศิลปินไทย และต่างประเทศ

ไอคอนสยาม จัดงาน ICONSIAM ART & CULTURE งานส่งเสริมผลงานศิลปินไทย และศิลปินต่างประเทศ ด้วยการเปิดเป็นพื้นที่รองรับการจัดงานศิลปวัฒนธรรมมาตรฐานระดับโลกที่ให้คนรักงานอาร์ตต้องมาเยือน ด้วยแนวคิด “นำสิ่งที่ดีที่สุดของไทยมาบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก” โดยจับมือองค์กรพันธมิตร นำไฮไลต์ผลงานศิลปะชั้นเลิศ สุดเอ็กซ์คลูซีฟหาชมได้ยาก สร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้นักท่องเที่ยวได้ชมตลอดปี 2567  

ไอคอนสยาม ประเทศไทย เป็นแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อหลอมรวมเอกลักษณ์วิถีไทย และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของความวิจิตรล้ำสมัย พร้อมคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดของโลกมารวบรวมไว้ที่เดียวกัน เพื่อให้สถานที่แห่งนี้นำเสนอความเป็นไทยสู่เวทีโลกอย่างสวยงาม

หัวใจสำคัญของที่นี่ คือ การถ่ายทอดเอกลักษณ์ไทยในทุกมิติ (Embrace The Power Of Thaines) เราจึงได้เห็นการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ของความเป็นไทยผ่านการออกแบบโครงการทั้งภายใน และภายนอกที่วิจิตรบรรจง ผสมผสานความร่วมสมัยอย่างลงตัว รวมไปถึงการทำงานร่วมกับศิลปินแห่งชาติ ศิลปินระดับโลก รวมไปถึงศิลปินท้องถิ่น หลายท่าน เพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะชิ้นเอก ซึ่งมีอยู่ทั่วอาคาร ทำให้ไอคอนสยาม มีความโดดเด่น และได้รับการยอมรับ จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลกที่นักท่องเที่ยวอยากมาเยือน

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด

“เพื่อต่อยอดแนวคิดดังกล่าว ไอคอนสยามมุ่งมั่นยกระดับผลงาน ‘ด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก’ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อส่งเสริมผลงานศิลปินไทย และนำงานศิลปวัฒนธรรมมาตรฐานระดับโลกมาจัดแสดงให้คนไทยได้ชื่นชม และมีประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกัน โดยเปิดพื้นที่ “ICONSIAM ART & CULTURE” เป็นหมุดหมายให้ทุกคนเข้าถึงงานศิลปะทั้งจากศิลปินไทย และศิลปินต่างประเทศได้ทุกวัน พร้อมตอกย้ำแนวคิดหลัก ‘นำสิ่งที่ดีที่สุดของไทยมาบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก’ สอดคล้องกับนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล อันเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างคุณค่าทางสังคม เชิดชูภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก” สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด 

ปี 2567 นี้สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ร่วมกับไอคอนสยาม เตรียมจัดงาน “Bangkok Art Festival 2024 ครั้งที่ 9” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2567 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม โดยโครงการนี้จะเป็นโครงการสำคัญที่เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้งานศิลปะร่วมสมัย อีกทั้งยังทำให้ศิลปินในทุกๆ แขนง มารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ จนก่อเกิดพลังขับเคลื่อน ต่อยอด ส่งเสริมอัตลักษณ์ไทยและความเป็นไทย พัฒนาผลงานสู่ระดับอาเซียนและนานาชาติต่อไป

ไอคอนสยาม ได้มีแผนงานร่วมกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อเตรียมจัดงานเทศกาลงานศิลปะประจำปีสุดยิ่งใหญ่ Winter Art Fair Festival ในเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่จัดแสดง และจำหน่ายงานศิลปะทุกรูปแบบจากศิลปินต่างๆ มากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะได้มาแลกเปลี่ยนผลงานและเก็บสะสมผลงานจากศิลปินที่ชื่นชอบ ในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาในงาน ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม  

โดยตลอดทั้งปี 2567 จะมีงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ มาหมุนเวียนให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมตลอดปี 

รวมงานศิลปวัฒนธรรม มาตรฐานระดับโลก ไอคอนสยาม

  • Da Vinci Alive Bangkok นิทรรศการที่รวบรวมผลงานของเลโอนาร์โด ดา วินชี ผู้รอบรู้ในสรรพวิทยาการ อัจฉริยะชาวอิตาลี ที่มีบทบาทเป็นทั้งศิลปิน ประติมากร นักดนตรี นอกจากนั้นยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร และสถาปนิกที่หาตัวจับได้ยาก เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2567 ณ Attraction Hall ชั้น 6
  • งานหัตถศิลป์ งานช่างสิบหมู่ กับ Thai Craft Studio เป็นการนำประติมากรรมพระพุทธรูปและองค์เทพตามความเชื่อของไทยที่หาชมได้ยาก จัดแสดงให้ชม ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน และหลังจากนั้นจะเปลี่ยนผลงานให้ทุกได้ชมอย่างต่อเนื่อง ณ Arts Way ชั้น M  
  • งาน Art Scape ที่นำเสนอผลงานที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบงานเพนติ้ง ประติมากรรม ของเล่นสะสม ภาพพิมพ์ ภาพวาด ครอบคลุมไปถึงผลงานศิลปะออนไลน์ NFT จากศิลปินชั้นนำทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงศิลปินรุ่นใหม่มาจัดแสดงผลงานนิทรรศการหมุนเวียนกันไปในแต่ละเดือน ท่ามกลางความงดงามของทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้ ถึง 30 เมษายน 2567 ณ นภาลัย เทอร์เรซ ชั้น 7 ไอคอนสยาม 
  • งาน Across the Centuries ข้ามศตวรรษ นิทัศนศิลปะ 2567 รวมผลงานจากศิลปินระดับ “บรมครู” ที่ผ่านการทำงานศิลปะระดับคุณภาพมาอย่างยาวนานครอบคลุมไปถึงศิลปิน “รุ่นกลาง” ที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางศิลปะ และศิลปินรุ่นเล็ก ที่เริ่มแจ้งเกิดในวงการศิลปะในศตวรรษที่ 21 โดยจะเปิดให้ชมได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 มีนาคม 2567 ณ ICONLUXE Pop Up Space ชั้น 1
  • จัดนิทรรศการ CARVENTURE เตรียมพบกับครั้งแรกของการจัดแสดงนิทรรศการรถคลาสสิกที่จับคู่กับคาแรกเตอร์อาร์ตทอยสุดน่ารักจากศิลปินไทยที่มีผู้ติดตามจากทั่วโลก เช่น คาแรกเตอร์น้องไดลีย์ กับรถ CADILLAC 1967 หรือ WORLD BOY กับรถ CADILLAC 1952 ซึ่งทุกคนสามารถร่วมชม และเก็บสะสมผลงาน โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 24 มีนาคมนี้ ณ ริเวอร์ พาร์ค 
  • นิทรรศการ tokidoki ICONIC Bangkok Experience จากผลงานสร้างสรรค์ของ ซิโมเน่ เล็กจ์โน่ (Simone Legno) โดยบริษัท อาส์ค มี จำกัด ซึ่งจัดแสดงอยู่ ณ ICONSIAM Art & Culture Space ชั้น 8 ถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้  

ขณะเดียวกันไอคอนสยามยังได้ร่วมกับศิลปินแห่งชาติ และศิลปินรุ่นใหม่จัดแสดงผลงานศิลปะอีกมากมาย อาทิ ศิลปินระดับตำนาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิทธิชัย ปรัชญารัติกุล ศิลปินรุ่นใหม่ เช่น Peachful, Kiwtum, Nutped, Toddyinthemood, Plulalin รวมถึงผลงานจากนักศึกษาวิทยาลัยเพาะช่าง และคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จะนำผลงานศิลปะมาให้ทุกท่านได้ชมในเร็วๆ นี้ อีกด้วย คุณสุพจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า 

เกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

แนวคิดการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมนี้ เป็นนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นในการปรับบทบาทของกระทรวงวัฒนธรรมสู่กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ โดยขับเคลื่อนงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ด้วยการสร้างรายได้ เสริมคุณค่า และพัฒนาสังคม ผลักดันศิลปวัฒนธรรมให้มีบทบาทในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมไทย และยังทำให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สามารถนำไปปรับในการดำรงชีวิตและสร้างอาชีพต่อไปได้” เกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวทิ้งท้าย

นักท่องเที่ยวทุกคน สามารถมาเปิดประสบการณ์ของงานศิลปะที่ปรากฏอยู่ ณ ไอคอนสยามพร้อมดื่มด่ำกับงานศิลปะที่น่าหลงใหลในพื้นที่ต่างๆ ได้ตลอดทั้งปีที่ไอคอนสยาม (ICONSIAM)

ชวนชม ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ เริ่มบานสะพรั่ง ที่ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2767625

ชวนชม ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ เริ่มบานสะพรั่ง ที่ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

3 มี.ค. 2567 16:52 น.

ชวนชม ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ เริ่มบานสะพรั่ง ที่ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

กลับมาแล้ว เทศกาลชมดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งช่วงนี้กำลังบานสะพรั่ง ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาชื่นชมบรรยากาศ พร้อมถ่ายรูปสวยๆ กันอย่างสนุกสนาน

ช่างภาพไทยรัฐออนไลน์เดินทางไปเก็บภาพบรรยากาศนักท่องเที่ยวแห่ชมดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่เริ่มบานสะพรั่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยจุดที่สวยที่สุดคือตามแนวถนนสายวัฒนาเสถียรสวัสดิ์ (ถนนสาย 1) ซึ่งมีต้นชมพูพันธุ์ทิพย์หลายร้อยต้นปลูกอยู่สองข้างทาง (หน้าโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ) ความยาว 3.5 กิโลเมตร เมื่อออกดอกบานเต็มที่จะมีสีชมพูสดใส เกิดเป็นลักษณะของอุโมงค์ชมพูพันธุ์ทิพย์ หรือถนนชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่สวยงามน่าประทับใจอีกด้วย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะถ่ายรูปกับดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ขอความร่วมมือห้ามโน้มกิ่งลงมาเพื่อป้องกันกิ่งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์หักเสียหายได้

สำหรับผู้ที่สนใจอยากไปถ่ายรูปกับดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ทางเพจเฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้เผยแพร่ตารางข้อมูลการคาดการณ์ในปี 2567 ไว้ดังนี้

  • ช่วงที่หนึ่ง (บานประปราย) ระหว่างวันที่ 24-29 กุมภาพันธ์ 2567
  • ช่วงที่สอง (บานเยอะ ถ่ายรูปสวย) ระหว่างวันที่ 3-9 มีนาคม 2567
  • ช่วงที่สาม (บานสะพรั่งสวยสุดๆ) ระหว่างวันที่ 10-16 มีนาคม 2567

ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ และติดตามรายงานการออกดอกของชมพูพันธุ์ทิพย์ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน หรือกองบริการกลาง วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อวางแผนเดินทางได้

โดยในปี 2567 นี้ ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ จะเริ่มมีให้ชมตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม โดยส่วนใหญ่จะหาดูได้ไม่กี่ที่ในประเทศไทย และหนึ่งสถานที่ที่เป็นไฮไลต์ และมีคนรอคอยจำนวนมากนั่นก็คือ ‘ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์’ ในงานเทศกาลดอกชมพูพันธุ์ทิพย์บาน ที่รั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม

ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถชมดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ได้ที่สวนจตุจักร สวนรถไฟ และบริเวณแนวรถไฟฟ้า BTS สถานีจตุจักร ซึ่งเริ่มทยอยผลิดอกช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ผู้ที่ต้องการถ่ายรูปและชมดอกไม้สามารถเดินทางมาได้ด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีหมอชิต หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ลงสถานีจตุจักร

ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี

ปัตตานีภิรมย์… ความงดงาม..ปลายด้ามขวาน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2767093

ปัตตานีภิรมย์... ความงดงาม..ปลายด้ามขวาน

2 มี.ค. 2567 05:48 น.

ปัตตานีภิรมย์… ความงดงาม..ปลายด้ามขวาน

ไม่ใช่เพราะการลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของนายกรัฐมนตรีที่ทำให้ “ปัตตานี” ดินแดนที่เคยเหมือนต้องคำสาปของการเดินทางท่องเที่ยวมากว่า 20 ปี ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่การเดินทางลงพื้นที่ของผู้นำประเทศในดินแดนที่ผู้คนเคยหวาดกลัวกับการเดินทางไปเยือน เป็นเสมือนการเปิดประตูบานใหม่ของปัตตานีให้มีเสน่ห์ สีสัน น่าอภิรมย์อีกครั้ง

ปัตตานี หนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต พหุวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของเมืองอันชวนติดตาม ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางทะเล ชุมชนหรือแม้แต่สถานที่สำคัญๆ เช่น มัสยิดกรือเซะ ที่หลายคนมักจำภาพเหตุการณ์ในเช้าวันที่ 28 เมษายน 2547 ของการเกิดเหตุปะทะจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมแห่งยุคสมัยที่ยังคงติดตา ติดใจผู้คนไม่เสื่อมคลาย ทั้งๆที่จริงๆแล้ว กรือเซะ เป็นมัสยิดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 450 ปี เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น มัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์ หรือมัสยิดปิตูกรือบัน ชื่อนี้เรียกตามรูปทรงของประตูมัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นวงโค้งแหลมแบบกอทิกของชาวยุโรป

“มัสยิดกรือเซะยังคงศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลัง และเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ความเก่าแก่กว่า 200 ปี ของที่นี่ ควรค่าแก่การทำนุบำรุงเพื่อส่งต่อสู่รุ่นลูกหลาน” ข้อความที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านแอปพลิเคชัน X ภายหลังเยี่ยมชมมัสยิดกรือเซะ

นอกจากมัสยิดกรือเซะแล้ว ปัตตานียังมีศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนอีกแห่ง นั่นก็คือ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือ ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือศาลเทพเจ้าแห่งความเมตตา เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่เมืองปัตตานีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ภายในประดิษฐานรูปแกะสลักของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือเจ้าแม่ทับทิม ตามสำเนียงการออกเสียงของชาวจีนฮกเกี้ยน แม่ย่านาง ผู้คุ้มครองการเดินเรือตามความเชื่อของชาวจีน ทุกๆปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 จะมีงานประเพณีแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไปตามถนนสายต่างๆภายในตัวเมืองปัตตานี มีพิธีลุยไฟบริเวณหน้าศาลเจ้า ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำตานีบริเวณสะพานเดชานุชิต โดยมีผู้ที่เคารพศรัทธามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลแห่งนี้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวเรือ และผู้สัญจรไปมาในแถบนั้น จากการที่ใครมาขอพร ขอโชคลาภก็ได้ผล หรือแม้แต่การค้าขายที่ซบเซาหรือขาดทุนก็กลับรุ่งเรืองขึ้น ใครเจ็บไข้ได้ป่วยหรือได้รับความเดือดร้อน เมื่อไปบนบานศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวก็จะหายป่วย เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนมายาวนาน

อีกที่ที่ไม่ควรพลาดคือวัดช้างให้ ตั้งอยู่ที่อำเภอโคกโพธิ์ เป็นวัดเก่าแก่กว่า 300 ปี ภายในวิหารมีรูปปั้นหลวงปู่ทวดเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมของสถูปเจดีย์มณฑปอุโบสถ และหอระฆังที่งดงาม ในทุกๆวันจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เลื่อมใสศรัทธาเข้ามาสักการะบูชาเป็นจำนวนมาก

สถานที่ทั้ง 3 แห่งสะท้อนให้เห็นว่าปัตตานีเป็นดินแดนแห่งการผสมผสานทางวัฒนธรรม การอยู่ร่วมในสังคมที่มีเรื่องราวทั้งวิถีไทย-พุทธ ไทย-มุสลิม และไทยเชื้อสายจีน สะท้อนผ่านการดำรงชีวิต อาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม ศาสนสถาน ไปจนถึงอาหารการกิน การแต่งกายและภาษาที่ใช้สื่อสาร เป็นเสน่ห์และสีสันของพหุวัฒนธรรมที่งดงามยิ่ง

ทวีเดช ทองอ่อน ผู้อำนวยการกองตลาดภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พูดถึงเสน่ห์ของเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “การดำรงอยู่ร่วมกันในความแตกต่างที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เปรียบเสมือน 3 จังหวัดแดนใต้ที่บรรเลงเพลงเดียวกันอย่างไพเราะ”

อีกกิจกรรมท่องเที่ยวของปัตตานี เมืองท่าสำคัญอีกเมืองหนึ่งในคาบสมุทรมลายูแห่งนี้ที่ไม่ควรพลาดก็คือการท่องเที่ยวชุมชน โดยเฉพาะที่ บ้านบาราโหม ศูนย์รวมแหล่งโบราณสถานเก่าแก่ร่วม 500 ปี เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับรัฐปาตานี โดยมีการสันนิษฐานว่าประชากรเดิมที่มาตั้งรกรากในแถบนี้มาจากหมู่เกาะมลายู และตั้งรกรากมาเป็นเวลากว่า 100 ปี ถิ่นฐานเดิมเป็นหมู่บ้านเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของเมืองปัตตานีเดิม เกี่ยวโยงมาจากเมืองลังกาสุกะ ในยุคสมัยที่ปัตตานีเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองมีชาวต่างชาติ ทั้งอาหรับ เปอร์เซีย ยุโรป เข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก

ภายในชุมชนยังมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ทั้งสุสานพญาอินทิรา หรือสุลต่านอิสมาอีล ชาห์ สถานที่ฝังพระศพเจ้าเมืองปัตตานีพระองค์แรกที่นับถือศาสนาอิสลาม และสถาปนาเมืองปัตตานีเป็น “นครปาตานีดารุสลาม” จนอาจกล่าวได้ว่า บาราโหมคือสถานที่ร้อยรัดร่องรอยอดีตกับปัจจุบันได้อย่างลงตัว ทั้งการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของชาวมุสลิม ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าชายเลน วัฒนธรรมวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชนที่สะท้อนผ่านการแต่งกาย ลวดลายบนผืนผ้า และอาหารถิ่นที่มีเอกลักษณ์

ชุมชนท่องเที่ยวบาราโหมถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางนิเวศและวัฒนธรรมที่สำคัญ มีป่าชายเลนที่ดำรงความอุดมสมบูรณ์ระดับประเทศ สามารถเที่ยวชมดูนกทะเลนานาชนิด เรียนรู้วิถีการทำประมงพื้นบ้าน สัมผัสวิถีชีวิตงดงามและเรียนรู้วัฒนธรรมของคนปัตตานีดั้งเดิม รวมถึงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน โดยสามารถเลือกกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ทั้งกิจกรรมล่องเรือ กินอาหารท้องถิ่น เช่น นาซิอีแด หรือจะทำกิจกรรมทำผ้าพิมพ์ลายกับกลุ่มแม่บ้านบาราโหมก็ได้

ปิดท้ายทริปปัตตานี ที่ “แหลมตาชี” (แหลมโพธิ์) เป็นจุดที่สามารถยืนมองพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกได้ ณ จุดเดียวกัน และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน ในการออกหาปลาโดยใช้ “เรือกอและ”

ขอบคุณภาพสวยๆจาก พี่ป็อบ ทวีเดช ทองอ่อน และชื่อเรื่อง ปัตตานีภิรมย์…จากชื่อบูธีคโฮเต็ลเก๋ๆในเมืองปัตตานี และขอบคุณประวัติศาสตร์ที่นำพาเรามาเชื่อมโยงกับอดีตอันงดงาม…ครั้งนี้.

8 จุดกางเต็นท์ ‘ภาคเหนือ’ ราคาหลักร้อย บรรยากาศหลักล้าน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2767216

8 จุดกางเต็นท์ ‘ภาคเหนือ’ ราคาหลักร้อย บรรยากาศหลักล้าน

1 มี.ค. 2567 16:11 น.

8 จุดกางเต็นท์ ‘ภาคเหนือ’ ราคาหลักร้อย บรรยากาศหลักล้าน

เปิดพิกัด 8 จุดการเต็นท์แนะนำ จากทางภาคเหนือ ที่มีบรรยากาศร่มรื่น และสวยงาม เหมาะแก่การเดินทางไปพักผ่อนช่วงซัมเมอร์นี้

ต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าสู่ช่วงซัมเมอร์ (ฤดูร้อน) หนึ่งในฤดูแห่งการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสายแคมป์ต้องชอบ เพราะในช่วงนี้มีความโดดเด่นด้านการออกดอกออกผลของเหล่าธรรมชาติที่กำลังเขียวขจีมากไปด้วยดอกไม้ที่มีสีสันสวยงาม จนอยากให้นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัส

การหนีออกไปตั้งแคมป์ ในช่วงวันหยุดในหน้าร้อน เป็นอีกหนึ่งฤดูท่องเที่ยวที่เหมาะสม ที่อาจจะเติมพลังงานกลับไปได้อย่างมากมาย นอกจากจะหลบแดดอันร้อนระอุ ค่าฝุ่นที่พุ่งสูงในเมืองหลวงแล้ว ยังได้รับความร่มรื่นทั้งกาย และใจ แถมได้รับบรรยากาศอันบริสุทธิ์ที่มาจากธรรมชาติได้อย่างเต็มปอด

นักท่องเที่ยวสายแคมป์ ที่อยากกางเต็นท์ช่วงนี้ ‘ภาคเหนือ’ เป็นอีกหนึ่งโซนที่อยากแนะนำ เนื่องจากเป็นภาคที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีสถานที่กางเต็นท์อยู่มากมาย ที่มีอากาศที่บริสุทธิ์ และทำให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศของธรรมชาติอย่างเต็มที่ รวมถึงบางที่ยังมีหมอกขาวรายล้อมให้ได้เห็นอยู่ด้วย 

8 จุดกางเต็นท์ภาคเหนือ หนีร้อนรับลมหนาว ช่วงซัมเมอร์

  • ดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน

ดอยเสมอดาว เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับคนสายกางเต็นท์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้สวนในมุมต่างๆ เกือบทุกทุกฤดู ด้วยสภาพอากาศที่มีความเย็นเกือบตลอดปี รวมทั้งไฮไลต์ที่ขึ้นชื่อ คือ การชมวิวทิวทัศน์ทั้งพระอาทิตย์ขึ้น และตก และหากวันใดฟ้าเปิดดาวที่นี่จะขึ้นระยิบระยับอย่างสวยงาม 

ค่าบริการ จะมีค่าเช่าสถานที่ลานกางเต็นท์ คนละ 30 บาท ต่อคืน และค่าเช่าเต็นท์อุทยาน/เต็นท์โดม เริ่มต้นที่ 270 บาท สามารถติดต่อสอบถามและจองที่พักได้ในเว็บไซต์ อุทยานแห่งชาติ

  • ทุ่งแสลงหลวง จังหวัดเพชรบูรณ์

อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นหนึ่งในอุทยานที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเพชรบูรณ์ ความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่นี่ เปรียบเหมือนทุ่งหญ้าสะวันนา ที่มีทิวทัศน์และพรรณไม้ดอกที่งดงาม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะมากในการกางเต็นท์ เดินป่า ได้เกือบทุกฤดูกาล อีกทั้งที่นี่ยังมีกิจกรรมให้ทำอีกมากมาย 

ค่าบริการ ประกอบไปด้วยค่าเข้าอุทยานฯ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 500 บาท เด็ก 300 บาท พร้อมเต็นท์ให้เช่าในราคา 200-600 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

  • อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดเลย ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 307 ตารางกิโลเมตร ที่นี่ยังมีจุดบริการกางเต็นท์ ที่เดินทางง่าย บรรยากาศดี วิวทิวทัศน์สวยงาม ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นสำหรับสายแคมป์ที่วิวดีสุดๆ ทั้งวิวป่าสนรายล้อม พร้อมอากาศที่เย็นสบายเกือบตลอดปี

ค่าบริการ ประกอบไปด้วยค่าเข้าอุทยานฯ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก อุทยานฯ มีบริการบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยว สอบถามข้อมูล อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า 

  • ม่อนหมอกตะวัน จังหวัดตาก

ลานกางเต็นท์ม่อนหมอกตะวัน ตั้งอยู่บนยอดเขา ที่มีระดับความสูง 1,000 เมตร บนบ้านป่าหวาย ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นจุดชมวิวยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมากัน ซึ่งที่นี่สามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา ที่สามารถเลือกได้ว่าจะกางเต็นท์ หรือเลือกนอนบ้านพักที่มีให้บริการอยู่รายล้อมโดยในตอนเช้าเราจะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น และชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่สวยงามมากๆ ควบคู่ไปกับลานดอกไม้สวยๆ ความสวยงามที่ม่อนหมอกตะวัน เหมือนอยู่สวรรค์บนดิน 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก 

  • ผาช้างน้อย จังหวัดพะเยา

ผาช้างน้อย ตั้งอยู่ที่ ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา สามารถเดินทางไปได้ง่ายๆ และสะดวกสบาย ซึ่งจะเป็นลานกว้างที่สามารถกางเต็นท์ได้ที่พร้อมให้บริการตลอดทั้งปี ซึ่งจะลานกางเต็นท์ และจุดชมวิว หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในจังหวัดพะเยา นอกจากนี้ยังมีจุดให้บริการอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ร้านคาเฟ่ รีสอร์ต อีกเยอะแยะมากมาย หากไม่ใช่สายกางเต็นท์ก็สามารถมาท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ และไอเย็นได้จากที่นี่ 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์องค์การบริหารส่วนตำบลผาช้างน้อย

  • ทะเลหมอกหยุนไหล จังหวัดแม่ฮ่องสอน

หนึ่งในจุดชมวิวที่น่าสนใจอีกที่หนึ่งสำหรับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ จุดชมวิวหยุนไหล โดยคำว่า หยุนไหล หมายถึงการรวมตัวกันของเมฆ หรือทะเลหมอกนั่นเอง สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสันติชล หนึ่งในที่ที่ชาวจีนยูนนานอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่  โดยที่นี่จะมีทั้งลานกว้างให้กางเต็นท์ที่สามารถชมวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติได้ 360 องศา และมีบ้านพักให้บริการ พร้อมทั้งยังมีสวนดอกไม้รายล้อมรายทางให้ได้รับชมเคล้าคลอไปกับบรรยากาศธรรมชาติอันแสนงดงาม พร้อมจิบชาร้อนๆ ที่ให้ความอบอุ่น หากใครชื่นชอบบรรยากาศที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมของความเป็นจีน บอกเลยว่าต้องที่จุดชมวิวหยุนไหลนี้เลย

การเดินทางไปจุดชมวิวหยุนไหลจะค่อนข้างลำบากเสียหน่อย แนะนำให้ขึ้นรถของชาวบ้านไปจะค่อนข้างปลอดภัยในการเดินทาง ค่าบริการจะอยู่คนละ 30 บาท สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ทะเลหมอกหยุนไหล

  • อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ตั้งอยู่ที่ ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งน้ำพุร้อนทางธรณีวิทยาสำคัญทั้งหมด จำนวน 9 บ่อ พร้อมทั้งมีกิจกรรมให้ทำอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการเดินป่าศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ชมดอกไม้ เข้าถ้ำ เล่นน้ำตก และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ จุดชมทิวทัศน์ดอยล้าน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน มีความสูงที่ 1,525 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ที่ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ไกลฃสุดลูกหูลูกตา 

ค่าบริการเข้าอุทยานฯ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก อุทยานฯ มีบริการบ้านพัก สถานที่กางเต็นท์ ร้านค้าสวัสดิการ และร้านค้าของเอกชนไว้บริการนักท่องเที่ยว สอบถามข้อมูล อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน

  • อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ 

อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน มีพื้นที่อยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดแพร่ และอำเภอท่าปลา อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ หนึ่งในพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 999 ตารางกิโลเมตร หนึ่งในสถานที่ที่เหมาะกับนักกางเต็นท์เนื่องจากมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวน้ำตก เดินป่าศึกษาธรรมชาติอันสมบูรณ์ทั้งธรรมชาติ และเหล่าสัตว์ที่มีอยู่มากมาย 

ค่าบริการเข้าอุทยานฯ นักท่องเที่ยว ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก อุทยานฯ มีบ้านพัก และสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน

ข้อมูล : GoNorthThailand, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ : istock

บันทึกจาก “สิงห์ปาร์ค” โขนกลางแปลง 2567

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2765707

บันทึกจาก "สิงห์ปาร์ค" โขนกลางแปลง 2567

25 ก.พ. 2567 05:40 น.

บันทึกจาก “สิงห์ปาร์ค” โขนกลางแปลง 2567

เมื่อวันศุกร์และเสาร์ที่ 16–17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หัวหน้าทีมซอกแซกมีโอกาสไปร่วมชมงาน “เทศกาลบอลลูนนานาชาติ 2567” ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ณ บริเวณสวนเกษตร เนื้อที่ 8,000 ไร่ “สิงห์ปาร์ค” จังหวัดเชียงราย

จำไม่ได้แล้วว่า บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ฯ ได้จัดงานมหกรรมนี้มาตั้งแต่เมื่อใด? และจัดมากี่ครั้งแล้ว? จำได้เฉพาะที่หัวหน้าทีมมีโอกาสไปร่วมงานด้วยนั้น นับได้เป็นครั้งที่ 4 แล้วในปีนี้

แม้ว่ารูปแบบของการจัดงานจะเหมือนๆเดิม คือเน้นไปที่การแข่งขันและการแสดงของ “บอลลูน” ระดับนานาชาติ ที่จะเดินทางมาร่วมแข่งขันและร่วมแสดงกว่า 10 ประเทศและด้วยลูกบอลลูนไม่ต่ำกว่า 30 ลูกในทุกๆปี

จุดเด่นประการหนึ่งของการจัดงานนี้ก็คือ เพื่อการสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด จึงเลือกที่จะให้ตรงกับช่วง “วันวาเลนไทน์” หรือ “วันแห่งความรัก” เพื่อที่จะจัดให้ “คู่รัก” ที่ขันอาสาจำนวนหนึ่งขึ้นไปบอกรักกันบนฟ้า หลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้วในภาคพื้นดิน

ทั้งนี้ก็เพื่อให้จังหวัดเชียงรายได้รับการกล่าวขวัญว่า เป็นจังหวัดที่จดทะเบียนสมรสบนฟ้า ในทำนองเดียวกับการจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างของจังหวัดสุรินทร์ หรือการจดทะเบียนสมรสใต้ทะเลของจังหวัดตรัง

หลังจากพิธีการจดทะเบียนสมรส หรือบอกรักบนฟ้าผ่านไป ก็จะเข้าสู่การแข่งขันและ การประกวดบอลลูนนานาชาติ รวมถึงการจัดแสดงมหกรรมแสง สี เสียง คล้ายบอลลูนเริงระบำ คือจะนำลูกบอลลูนหลากสีจำนวนหนึ่งมาแสดง ร่วมกันกลางแสงไฟและเสียงดนตรี ซึ่งจะจบลงด้วยการจุดพลุส่งท้ายสวยงามตระการตา…ในทุกๆค่ำคืนเวลาประมาณ 20 นาฬิกาเป็นต้นไป

เมื่อจบงานแสดงบอลลูนก็จะเริ่มแสดงคอนเสิร์ต ซึ่งจะเชิญวงดังระดับประเทศปีละนับสิบวงไปขึ้นเวทีแสดง จนถึงเวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน จึงเป็นอันจบ “งาน” ของแต่ละวันในเทศกาลบอลลูนที่สิงห์ปาร์ค

จนกระทั่งในช่วง 2-3 ปี หลังนี่เอง ผู้บริหารของบุญรอดบริวเวอรี่ฯ ท่านหนึ่งที่ชื่นชอบในศิลปวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่เยาว์วัย ก็เสนอความคิดว่าควรจะมีการแสดง “โขนกลางแปลง” ขึ้นด้วยในงานนี้

เนื่องเพราะพื้นที่อันกว้างขวางของสิงห์ปาร์ค ซึ่งมีภูเขาเรียงรายเป็นแถวอยู่เบื้องหลังนั้น เปรียบเสมือน “ฉากธรรมชาติ” ที่งดงามเหมาะสำหรับการแสดงโขนกลางแปลงเป็นที่สุด

อีกทั้งยังจะเป็นโอกาสดีของพี่น้องชาวเหนือ และนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ตามไปดูเทศกาลบอลลูน หรือคอนเสิร์ตวงต่างๆจะได้รับชม “ศิลปะชั้นสูง” ของไทยเราควบคู่ไปด้วย

เจ้าของแนวความคิดในเรื่องนี้ได้แก่ คุณ อิสระ ขาวละเอียด รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสของบริษัท ซึ่งมีใจรักศิลปะการแสดงโขนเป็นชีวิตจิตใจมาตั้งแต่เรียน มหาวิทยาลัย

หลังจากที่ได้ปรึกษาหารือกับอาจารย์ สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู ข้าราชการ บำนาญผู้เชี่ยวชาญด้านโขนละครในสังกัดกรมศิลปากร ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเพราะมีรสนิยมเดียวกัน ว่าหากจะจัดให้มีการแสดง ณ สิงห์ปาร์ค ด้วย จะเป็นไปได้หรือไม่?

เมื่อได้รับคำตอบว่า “เป็นไปได้แน่นอน” ทั้ง 2 จึงเสนอขออนุมัติต่อคุณ สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบุญรอดฯ ซึ่งก็ได้พยักหน้าอนุมัติให้ก่อนที่จะทำหนังสือขออย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียด้วยซ้ำ

เป็นที่มาของคณะโขน “กลุ่มศิลปินวังหน้า” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิษย์เก่าของวิทยาลัยนาฏศิลป์ หรือสถาบันพัฒนาศิลป์ในปัจจุบัน โดยความร่วมมือของวิทยาลัยนาฏศิลป์ เชียงใหม่ ระดม ผู้แสดง ผู้พากย์โขน และวงปี่พาทย์กว่า 100 ชีวิตออกโรงแสดงครั้งแรก ณ สิงห์ปาร์ค เมื่อปีก่อนโน้น

จากนั้นก็ต้องหยุดจัดงานบอลลูนไประยะหนึ่ง เพราะโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก น่าจะตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา เพิ่งจะกลับมาจัดใหม่ได้อีกครั้งในปี 2567 พร้อมแถลงว่า จะมีการแสดงโขน กลางแปลงอีกครั้ง

หัวหน้าทีมซอกแซกซึ่งรอคอยมาหลายปีจึงตอบรับคำเชิญของบริษัท บุญรอดฯ ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง เพราะตั้งใจจะไปดู “โขนกลางแปลง” นี่แหละครับ จึงขอไปในวันที่ 16 และ 17 ก.พ. ซึ่งจะมีการแสดงโขนติดต่อกัน 2 วัน

คณะกรรมการจัดงานแถลงว่า โขนกลาง แปลงของงานบอลลูนปีนี้จะเป็นชุด “พระจักรีทรงกลด ปฐมบทรามเกียรติ์” อันเป็นตอนที่ว่าด้วย พระนารายณ์ ปราบ นนทก แล้วท้าทายมาสู้รบกันต่อในโลกมนุษย์ โดยฝ่ายหนึ่งจะไปเกิดเป็นพระราม และฝ่ายนนทกไปเกิดเป็นทศกัณฐ์

ท่านอาจารย์ สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู กรุณาออกมาเป็นพิธีกรลำดับเรื่องให้ทราบก่อนล่วงหน้าพอสังเขป จากนั้นก็ปล่อยตัวแสดงออกมาแสดงบทต่างๆ ได้อย่างสนุกสนานในองก์แรก ซึ่งเป็น เหตุการณ์บนสรวงสวรรค์ และการอาละวาดของนนทก จนพระนารายณ์ต้องมาปราบแล้วท้าทายไปสู้กันใหม่ในโลกมนุษย์ดังกล่าว

พอเริ่มองก์ 2 ท่านก็ตัดภาพมาตอนยกรบเลยให้กองทัพลิงภายใต้การนำของพระรามออกมาสู้กับกองทัพยักษ์ของทศกัณฐ์ด้วยบทบาทลีลาเดียวกับที่เราเห็นในเวทีโขนต่างๆจะผิดแผกไปและได้รสชาติมากกว่าก็ตรงที่เป็นการสู้รบในสนามหญ้าและมีฉากผืนใหญ่ที่คอยฉายสไลด์เป็นรูปโน่นนี่อยู่เบื้องหลัง

หลังจากสู้รบจบขบวนท่าแล้ว ทศกัณฐ์ก็ขอยุติการรบชั่วคราว บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยมารบกันใหม่…ฝ่ายพระนารายณ์ก็ตอบว่าไม่เป็นไร อย่าว่าแต่พรุ่งนี้เลย ปีหน้าเราค่อยมารบกันใหม่ก็ได้

เรียกเสียงปรบมือกราวใหญ่จากผู้ชม เพราะเท่ากับเป็นการให้สัตยาบันว่า เทศกาลบอลลูนปีหน้าโขนคณะนี้จะยกพลมาสู้รบกันอีกอย่างแน่นอน

ขอบคุณบริษัท บุญรอดฯ ที่ไม่ลืมศิลป วัฒนธรรมไทย และให้คำมั่นสัญญาว่าจะสืบสานและสนับสนุนสืบต่อไปนานเท่านาน

สรุปว่า “วาเลนไทน์” ปีหน้าโขนกลางแปลงชุดนี้จะมารบกันที่สิงห์ปาร์ค เชียงราย อีกครั้ง แต่ก่อนจะรบฝากให้มีฉากรักบ้าง เพื่อให้เข้าบรรยากาศ “วาเลนไทน์”…และจะให้ดีมีสักตอน ไหมครับ ที่จะให้พลลิงหรือพลยักษ์ก็ได้ เหาะเหินเดินอากาศ โดยใช้บอลลูนเป็นยานพาหนะ ฝากไว้ด้วยนะครับ ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์ครับ!

“ซูม”

ชมแสงสียามราตรี “พระราชวังพญาไท” “NIGHT MUSEUM” ครั้งแรกในรอบ 101 ปี

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2765565

ชมแสงสียามราตรี “พระราชวังพญาไท” “NIGHT MUSEUM” ครั้งแรกในรอบ 101 ปี

24 ก.พ. 2567 07:44 น.

ชมแสงสียามราตรี “พระราชวังพญาไท” “NIGHT MUSEUM” ครั้งแรกในรอบ 101 ปี

ปักหมุดเที่ยวกันหรือยังกับ “NIGHT MUSEUM” พิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน ครั้งแรกบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ณ พระราชวังพญาไท เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง “101 ปี พระราชวังพญาไท” THE GLORY OF SIAM ในบรรยากาศแห่งความสุข จัดโดยมูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินี เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ตั้งแต่วันนี้ถึง 16 มี.ค.2567 เวลา 18.00-21.30 น.

ทีมงานคุณภาพระดับแถวหน้าของไทยร่วมใจกันเนรมิต “พระราชวังพญาไท” ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนสุดอลังการ เพื่อฉลองครบรอบ 101 ปี ภายในแบ่งเป็น 6 โซนคือ โซนที่ 1 “ARCHITECTURE LIGHTING & PROJECTION MAPPING” การฉายภาพแสง กับงานออกแบบภาพเคลื่อนไหว ร่วมกับการแสดงศิลปะสถาปัตยกรรมฉายบนอาคาร พระที่นั่งพิมานจักรี และพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน

โซนที่ 2 “ARCHITECTURE LIGHTING & INTERIOR LIGHTING” นิทรรศการจัดแสดงแสงไฟเพื่อนำเสนอสถาปัตยกรรมอันงดงามภายในพระที่นั่งเทวราชสภารมย์ ในส่วนของ “LIGHTING INSPIRATIONS” พบกับงานสร้างสรรค์ผลงานไฟที่วิจิตรตระการตาบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทพระราชนิพนธ์ใน “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6”

โซนที่ 3 “PROJECTION MAPPING” ต้อนรับบรรยากาศ “NIGHT MUSEUM” โดยพาไปสัมผัส “ความระยิบ ระยับรับแสงแห่งอุโมงค์” กับเทคนิคการแสดงแสงไฟสะท้อนผ่านกระจกเงา พร้อมร่วมชม “พระอัจฉริยภาพ พระราชนิพนธ์” ภายในห้องธารกำนัล ผ่านเทคนิค “PROJECTION MAPPING” โดยการออกแบบได้แรงบันดาลใจจากบทพระราชนิพนธ์ใน “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6” อาทิ วิวาหพระสมุท, โคลงภาษิตนักรบโบราณ, โคลงสยามานุสสติ, โรเมโอและจูเลียต และเวนิสวานิช พลาดไม่ได้รวมถึง “สง่างามยามยล” กับการรับชมเรื่องราวในอดีตของพระราชวังพญาไท ย้อนไปเมื่อร้อยกว่าปี ผ่านการยิง “PROJECTION MAPPING” บนกำแพงที่ตกแต่งด้วยผ้าขาว

โซนที่ 4 “PROJECTION MAPPING & LIGHTING INSTALLATION” พลังแห่งพญามังกร กับประติมากรรมนูนต่ำชิ้นเก่าแก่ “พญามังกรถือวชิราวุธ” เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์แทนปีพระราชสมภพของ “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6” พร้อมเปิด “สวนรื่นรักมัทนา” ให้ได้สัมผัสบรรยากาศของพระราชวังพญาไท ผสมผสานจินตนาการในโลกศิลปะของการแสดงแสงสีเสียงอันน่าอัศจรรย์ ด้วยการยิง “PROJECTION MAPPING” เข้าส่วนหลังของ “พระที่นั่งพิมานจักรี” ทุกๆครึ่งชั่วโมง โดยนำบทพระราชนิพนธ์ใน “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6” เรื่อง “มัทนะพาธา” ที่วรรณคดีสโมสรยกย่องให้เป็นยอดของบทละครพูดคำฉันท์มาดำเนินเรื่อง ถือเป็นโซนไฮไลต์ในการจัดแสดงไฟล้านดวง

โซนที่ 5 “LIGHTING INSTALLATION & MAPPING ON THE BIG GIANT TREE WITH THE GLASS SCREENS” แสงสิเนหา ณ แรกรัก สัมผัสงานอาร์ตกับการจัดแสดงแสงไฟนับพันดวง ที่ประดับ ประดาบริเวณสนามหญ้า และต้นไม้ยักษ์ พร้อมตื่นตาตื่นใจกับเทคนิค “Glass Screens”

โซนที่ 6 “LIGHTING INSTALLATION” พรหม พฤกษ์ตระการตา กับการย้อมไฟใส่ต้นไม้ และในแดนโกเมศวิเศษพร เปิดประสบการณ์พร้อมดื่มด่ำไปกับความงดงามของดอกบัวนับพันดอกด้วยเทคนิคไฟย้อมสี พร้อมตามเส้นทางไปสักการะ “พระนาคปรกนำโชคคุ้มครอง” และรับ “พลังเมตตาจากท้าวหิรัญพนาสูร”

นอกจากนี้ยังมีสตรีทฟู้ด บริเวณพระตำหนักเมขลารูจีและร้านกาแฟนรสิงห์ ที่ตั้งอยู่ในอาคารเทียบรถพระที่นั่ง ณ บริเวณส่วนหน้าพระที่นั่งพิมานจักรี เปิดให้บริการเป็นพิเศษในช่วงเวลา 16.00-20.30 น. ของทุกวัน ไม่น่าพลาดกับครั้งแรกที่เปิดให้ชมความวิจิตรของ “พระราชวังพญาไท” ท่ามกลางแสงสียามราตรี.

ชวนวิ่งกับเพื่อนในวัยเยาว์ ที่งาน “โดราเอมอน รัน” 24 มี.ค.นี้ ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2765329

ชวนวิ่งกับเพื่อนในวัยเยาว์ ที่งาน “โดราเอมอน รัน” 24 มี.ค.นี้ ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

22 ก.พ. 2567 17:51 น.

ชวนวิ่งกับเพื่อนในวัยเยาว์ ที่งาน “โดราเอมอน รัน” 24 มี.ค.นี้ ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

โดราเอมอนเปรียบเสมือนเพื่อนในวัยเด็กของใครหลายคน ซึ่งเพื่อนของคุณจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบงานวิ่งที่มีชื่อว่า “โดราเอมอน รัน” โดยมีไฮไลต์เป็นบอลลูนโดราเอมอนยักษ์ขนาด 10 เมตร พร้อมจุดถ่ายภาพร่วมกับโดราเอมอนและผองเพื่อนทั่วบริเวณงาน เริ่มออกสตาร์ตวิ่งพร้อมกัน 24 มีนาคมนี้ ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ถ้าหากคุณเป็นคนที่รักหุ่นยนต์แมวสีฟ้าจากโลกอนาคต และเป็นนักวิ่ง ต้องไม่พลาดกับงาน “Doraemon Run” ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ทุกคนจะได้ใกล้ชิดกับเพื่อนสมัยเด็ก ภายในงานจะมีจุดถ่ายภาพร่วมกับโมเดลโดราเอมอนและผองเพื่อน มีบอลลูนโดราเอมอนยักษ์ขนาด 10 เมตร 

งาน “Doraemon Run” แบ่งการวิ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ Family Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ Mini Marathon 10 กิโลเมตร เริ่มต้นออกสตาร์ตวิ่งสนามแรกที่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2567 เปิดขายบัตรแล้ว 2 ราคา ผู้ใหญ่ 750 บาท และเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ราคา 450 บาท สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Doraemon Run Thailand หรือ Add Line: @Runonline

เสื้อสำหรับงาน Doraemon Run

สำหรับงาน Doraemon Run จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2015 ที่ Sanchong Taipei Metropolitan Park เมืองนิวไทเป ไต้หวัน ซึ่งครั้งนั้นมีนักวิ่งจากไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ร่วมงานอย่างคึกคักกว่า 14,000 คน 

การจัดงานครั้งที่สองมีขึ้นในปีถัดมาปี 2016 ในชื่อ “Doraemon Run Hong Kong” จัดขึ้นเพื่อระดมทุนให้ Hong Kong Angelman Syndrome Foundation ซึ่งสร้างปรากฏการณ์บัตร Sold out ภายใน 1 ชั่วโมงหลังการเปิดขาย สำหรับประเทศไทยจะเกิดขึ้นในปีนี้ นับเป็นการจัดงานครั้งแรกในประเทศไทย และครั้งที่ 3 ของโลก

หุ่นยนต์แมวฟ้าผู้เป็นที่รักของคนทุกคน

ญี่ปุ่นเตรียมออก Digital Nomad Visa เอาใจสายงานออนไลน์ ให้เวลาเที่ยว และทำงาน ได้ถึง 6 เดือน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2765036

ญี่ปุ่นเตรียมออก Digital Nomad Visa เอาใจสายงานออนไลน์ ให้เวลาเที่ยว และทำงาน ได้ถึง 6 เดือน

21 ก.พ. 2567 18:39 น.

ญี่ปุ่นเตรียมออก Digital Nomad Visa เอาใจสายงานออนไลน์ ให้เวลาเที่ยว และทำงาน ได้ถึง 6 เดือน

ประเทศญี่ปุ่นเตรียมออกนโยบายวีซ่าใหม่อย่าง ‘Digital Nomad Visa’ เอาใจคนที่ทำงานออนไลน์ หรือ ทำงานในรูปแบบ Remote Worker (ทำงานที่ไหนก็ได้) สามารถเดินทางมาพำนัก และท่องเที่ยวในประเทศได้ถึง 6 เดือน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพัฒนาดิจิทัล

ปัจจุบันหลังจากโรคระบาดที่ผ่านมา พฤติกรรมของมนุษย์ได้เปลี่ยนไปอย่างมากมาย รวมทั้งยังมีเทคโนโลยีที่พัฒนามาเป็นตัวช่วยในการทำงานผ่านโลกออนไลน์  ซึ่งทำให้สามารถสั่งการ และทำงานผ่านที่ไหนก็ได้บนโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดแนวทางใหม่ในการทำงาน และเพิ่มมิติทางเลือกใช้ชีวิตให้กับผู้คนจำนวนมาก

จากเหตุการณ์ข้างต้นทำให้พนักงาน และผู้คนเกิดเทรนด์ในการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work From Anywhere) มากขึ้น และเริ่มผันตัวเองเป็น Digital Nomad ที่เป็นกลุ่มคนที่แสวงหาความท้าทายในชีวิตด้วยรูปแบบงานใหม่ๆ 

ประชากรในรูปแบบ Digital Nomad คือ ผู้ที่ทำงานอิสระพร้อมกับเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ โดยมีที่ทำงานเป็นร้านกาแฟ สถานที่ท่องเที่ยว หรือ Co-working Space โดยใช้อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตไร้สายในการทำงานเป็นหลัก

การที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับ กลุ่มคน Digital Nomad มากยิ่งขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้ต่างจากพนักงาน Freelance ทั่วไป โดยมักจะเป็นนักเดินทางที่มีการเดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กับการทำงานผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีความต่างจาก Expatriate ในหลายจุด อาทิ ลักษณะงานที่เป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับพื้นที่สำนักงาน ทำให้กลุ่ม Digital Nomad มีลักษณะคล้ายไปกับนักท่องเที่ยวมากกว่า เป็นการทำงานที่เรียกว่า Remote Work อย่างเต็มรูปแบบ 

ผนวกกับสถิติของ The Rise of Global Digital Jobs กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้คนทั้งหมด 73 ล้านคน ที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ (Remote Work) อย่างเต็มรูปแบบ และในปี 2023 จะมีจำนวนคนที่ทำงานในรูปแบบนี้เพิ่มขึ้นเป็น 90 ล้านคน

สาเหตุนี้เองทำให้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น ได้พิจารณาการออกวีซ่าแบบใหม่ให้ผู้ที่ประกอบอาชีพแบบ Digital Nomad เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ และยังเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในกลุ่ม Digital Nomad ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้เป็นแรงจูงใจในการดึงดูดพนักงานทักษะสูง เจ้าของบริษัทต่างชาติ รวมถึงเหล่ายูทูบเบอร์ ให้เข้ามามากขึ้นนั่นเอง 

เงื่อนไขของวีซ่า Digital Nomad Visa ประเทศญี่ปุ่น 

  • ผู้ขอวีซ่าต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านเยนต่อปี หรือราว 2.4 ล้านบาทต่อปี 
  • ผู้ขอวีซ่าต้องเป็นพลเมืองของ 50 ประเทศ และดินแดนที่ทำข้อตกลงยกเว้นวีซ่ากับญี่ปุ่น (รวมประเทศไทย)
  • มีประกันสุขภาพเอกชน

ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับวีซ่า Digital Nomad Visa จะสามารถพำนักในประเทศญี่ปุ่นได้ถึง 180 วัน (6 เดือน) และสามารถทำงานได้ ซึ่งมีความแตกต่างกับวีซ่านักท่องเที่ยวที่จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในญี่ปุ่นได้สูงสุดเพียง 90 วันเท่านั้น และไม่สามารถทำงานได้นั่นเอง นอกจากนี้ผู้ขอวีซ่ายังได้รับสิทธิในการพาสมาชิกในครอบครัวที่มีประกันสุขภาพเอกชนให้เดินทางมาด้วยได้

คาดการณ์ว่า Digital Nomad Visa นี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งจะแล้วเสร็จ และทำการให้ยื่นเรื่องขอวีซ่าได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2024.

ข้อมูล : worldeconomicforum

ภาพ : istock