SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

‘พลอยชมพู อัมพุช’ สาวสวยกับประสบการณ์กับสกี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย HELLO! Thailand 5 มี.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/867356

‘พลอยชมพู อัมพุช’ สาวสวยกับประสบการณ์กับสกี

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา คุณชมพู-พลอยชมพู อัมพุช เก็บกระเป๋าหนีอากาศร้อนเมืองไทย ไปสัมผัสความหนาวเหน็บที่เมืองหิมะที่นิเซโกะ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับครอบครัว ด้วยตั้งใจไปฝึกเล่นสกี ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เดินทางไปเล่นสกี

ครั้งแรกคุณชมพูบอกว่า ไปเล่นเองที่เกาหลีใต้ โดยไม่มีคุณครูช่วยสอน แต่ครั้งนี้ตั้งใจไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราว รู้สึกประทับใจและชอบมากๆ เพราะหิมะที่นี่นุ่มมากๆ อีกอย่างที่นิเซโกะมีหิมะที่เหมาะสำหรับการเล่นสกีอันดับต้นๆ ของโลก จึงมีชาวต่างชาติให้ความสนใจมาเล่นสกีกันคึกคัก เพิ่งจะลงสนามเป็นครั้งที่ 2 แน่นอนว่าต้องมีล้มลุกคลุกคลาน ลื่นไถลเป็นปกติ วันแรกๆ ก็หัดกันอยู่ตีนเขา พอขึ้นลงเนินได้ชิลๆ พี่สาวคนสวย ‘คุณบลู – ไพลิน อัมพุช’ เห็นว่าน้องสาวน่าจะเพิ่มเลเวลในการสกี เลยชวนกันเดินไปตั้งหลักที่ยอดเขา จูงมือกันขึ้นไปตั้งแต่ 5 โมงเย็น กว่าจะลงมาถึงจุดเริ่มต้นก็เกือบหนึ่งทุ่ม เพราะล้มตลอดทาง กว่าจะลุกขึ้นตั้งท่าใหม่ก็ทุลักทุเลไม่น้อย

แถมคุณชมพูยังเล่าให้ฟังแบบเขินๆ ว่า “พวกเรายังมีหน้าอัพวิดีโอตอนสกีลงอินสตาแกรมอีกค่ะ ป่านนี้คนที่เขาเล่นสกีๆ เก่ง คงหัวเราะฟันหลุดไปแล้วค่ะ”

โถ…แม้ว่าสกิลการเล่นสกีจะยังไม่แน่นปึ้ก ขอแค่ท่าสวยก็พอแล้วล่ะค่ะ

CR. PHOTOS : Ploychompoo Umpujh ‘s instagram

ติดตามชมแกลลอรี่ภาพฉบับเต็มได้ที่
http://www.hellomagazinethailand.com/Celebrity/Celebrity-News/ploychompoo-umpujh-skiing

ที่มา – Hello Thailand
www.hellomagazinethailand.com
www.facebook.com/hellomagazinethailand

‘สงบ สุข อนัตตา’ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/873872

'สงบ สุข อนัตตา' วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์

‘สงบ สุข อนัตตา’ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์

ไปกี่ครั้งก็เหมือนตกอยู่ใน ‘ภวังค์’ เป็นความนิ่ง ความสงบ เหมือนตกอยู่ในภวังค์แห่งสุข กระจ่าง สว่าง ตื่นรู้ ทุกเข้าออกของลมหายใจ, เจ้าของภาพบอกแบบนั้น 

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้เป็นภาพงดงามของ ‘วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว’ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ ‘พระพุทธเจ้า 5 พระองค์’ ประดิษฐานอยู่บนชัยภูมิที่สง่า ดูไกล ดูใกล้เหมือนกับลอยประดับอยู่บนฟากฟ้างดงามอย่าสุดที่จะหาคำไหนอรรถาธิบาย

ภาพถ่ายว่างาม การนำพากายไปให้ประจักษ์ด้วยสายตา งดงามยิ่งกว่าหลายเท่า เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องไปเพราะที่แห่งนี้เติมสุข เติมความสงบ สุขให้ราวกับว่าตัวเราเป็นอนัตตา ‘ไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน’.

ที่มาภาพ : plebabeple

*รู้ไว้ใช่ว่า*

ประวัติความเป็นมา สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่า ‘ผาซ่อนแก้วนี้’ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตามๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” และพุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในนาม “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นวัด ในมงคลนามว่า “วัดพระธาตุผาแก้ว” เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีพระครูปลัด ปารมี สุรยุทโธ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้สอดคล้องกับบริเวณที่ตั้ง ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว”

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วตั้งอยู่ในชัยภูมิธรรม ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดย คุณภาวิณี และ คุณอุไร โชติกูล ได้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายเริ่มแรกจำนวน ๒๕ ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันมีผู้ร่วมถวายปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทั้งสิ้นมีที่ดินรวม ๙๑ ไร่

เข้าชมรายละเอียดได้ที่ : phasornkaew

ฟินมาก! เที่ยวป่าเขาสก ล่องห่วงยาง จิบกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 4 มี.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/871890

ทริปนี้เรียกว่าสามวันยังเที่ยวไม่ครบเลยกับการเดินป่า สัมผัสผืนป่าที่มีความยิ่งใหญ่มากเป็นลำดับต้นๆ ของภาคใต้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ้านตาขุน อำเภอพนม และอำเภอคีรีรัฐนิคม สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 461,712 ไร่ โดยมีสภาพทั่วไปเป็นภูเขาดินและภูเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน และดูแปลกตาด้วยแนวหน้าผาสูงชัน ขณะเดียวกัน ทางด้านทิศเหนือคือที่ตั้งของเขื่อนรัชชประภา ที่มีบรรยากาศของทะเลสาบเหนือเขื่อนสวยงาม และยังถือว่าเป็นป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภาคใต้

การเที่ยวในเขาสก สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ เที่ยวภายในเขื่อนเชี่ยวหลาน กับ เที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาสก สำหรับคนที่ชอบเที่ยวแบบลุยๆ ที่อุทยานแห่งชาติเขาสกก็เต็มไปด้วยกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย โดยกิจกรรมที่น่าสนใจนั้น ได้แก่ การล่องแก่ง เดินป่า ส่องสัตว์ ดูนก

แต่สำหรับแบกกล้องเที่ยวในครั้งนี้เราเริ่มกันที่อุทยานแห่งชาติเขาสกกันก่อน ช่วงที่เราไปนี้ น้ำค่อนข้างน้อยค่ะ แต่ยังมีความสนุก ตื่นเต้น ให้ลุ้นกันตลอดทุกเส้นทางที่ล่องเรือแคนู ระยะจากจุดเริ่มต้นถึงปลายทางใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง มีจุดแวะดื่มกาแฟกลางป่า ไกด์จะก่อไฟต้มน้ำร้อนจากกระบอกไม้ไผ่ ให้เราได้ชงกาแฟดื่มกันตรงนั้นเลย ระหว่างรอน้ำร้อนนั้นเรายังสามารถเดินขึ้นไปชมถ้ำค้างคาวที่เดินเพียง 5 นาทีก็ถึงแล้ว ถ้าใครยังไม่หนำใจกับสายน้ำแห่งคลองศกนี้ ยังมีกิจกรรมล่องห่วงยางให้ได้ลอยชิลล์ตามกระแสน้ำ จะจิบเบียร์เย็นๆ หรืออ่านหนังสือเพลินๆ ก็ยังได้ค่ะ ราคาเช่าห่วงยาง 30-40 บาทต่อครั้ง ถือว่าคุ้มค่ากับประสบการณ์มากๆ

ทริปนี้นับว่าโชคดีมากที่เราไปในช่วงที่ ดอกบัวผุด กำลังบาน ไม่รอช้าค่ะ ติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานให้นำทางพาไปชมความสวยงามอลังการของ ดอกบัวผุด สักครั้งในชีวิต พอเห็นแล้วก็ถึงกับร้องว้าว..คุ้มค่า และหายเหนื่อยเลยค่ะ (อ่านเพิ่มเติมดอกบัวผุด)

สำหรับช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดสำหรับท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาสกคือระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน สำหรับเขื่อนรัชชประภา หรือ เชี่ยวหลาน สามารถเที่ยวได้ทั้งปี แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าหน้าฝนที่นั่นสวยมากๆ

วิธีการเดินทางมาเขาสก


– ไปรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 41 จนถึงสุราษฎร์ธานี แล้ววิ่งเส้น 401(สายสุราษฎร์ฯ-ตะกั่วป่า) แยกเข้าอุทยานฯ ตรง กม.ที่ 109 เลี้ยวขวาไปอีก 1.5 กม. ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 700 กิโล

– ไปรถประจำทาง มีรถทัวร์ บขส.ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ไปสุราษฎร์ธานีทุกวัน (โทร.02-435-1199) ขึ้นรถสายสุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต วิ่งระหว่างเส้นทางหลวงหมายเลข 401 ผ่านปากทางเข้าอุทยานฯ สามารถเช่ารถแท็กซี่ต่อเข้าไปข้างใน (ค่าโดยสารคนละ 20 บาท)

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

ตามหา ‘พระเจ้าเหา’ ที่เขา..หลางซาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/872771

รูปปั้นพระเจ้าเหา.สมัยเด็กๆ เรามักจะได้ยินผู้คนชอบใช้สำนวนเปรียบเทียบสิ่งของหรืออะไรต่างๆ ที่เก่ามากๆว่า “มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาแล้ว” พระเจ้าเหา…เป็นใคร? มีตัวตนหรือไม่ เราจะไปตามหากันคราวนี้…!นับเป็นความโชคดี ที่เมื่อ อ.อรไท ผลดี ผอ.พิพิธภัณฑ์ผ้าเผ่าไท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อ.ฟาน จูน ผอ.สถาบันวิจัยไทย-จีน และ อ.จุลศักดิ์ สุริยะไชย ผอ.พิพิธภัณฑ์อูบคำ จ.เชียงราย ชักชวนให้เดินทางร่วมทริปในโครงการวัฒนธรรมสัญจรเยือนถิ่นกำเนิดของชนชาติไท พร้อมกับกูรูด้านประวัติศาสตร์อีกหลายคน โดยมีจุดหมายปลายทางที่ มณฑลส่านซี สาธารณรัฐประชาชนจีน และแหล่งโบราณคดีต้าตี้วาน มณฑลกานซู่ เพื่อไปพบกับ พระเจ้าเหา หรือพระเจ้าเหยียนตี้ และ พระเจ้าเหลือง หรือพระเจ้าหวงตี้…ที่แม้จะไม่ใช่ตัวเป็นๆแต่ก็ชวนให้ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

ทางเข้าสุสานพระเจ้่าเหา ณ เมืองเป่าจี มณฑลส่านซี.ราว 5 ชั่วโมง เครื่องบินลำใหญ่ยักษ์ของสายการบินเสิ่นเจิ้นแอร์ไลน์ ที่บินตรงจากสุวรรณภูมิก็มาถึงท่าอากาศยานเมืองซีอาน เพื่อเริ่มต้นภารกิจ …ตามรอยบรรพชนเผ่าไท

เปิดฉากกันที่ พิพิธภัณฑ์ต้าตี้วาน ในมณฑลกานซู่ อ.ฟาน จูน ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นอธิบายถึงความเก่าแก่ของวัฒนธรรมต้าตี้วานว่า เป็นวัฒนธรรมมนุษย์ในยุคแรกๆห่างจากปัจจุบันราว 4,800-60,000 ปี เป็นยุคที่มีความสำคัญต่อ การวิจัยวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมยุคหินและยุคหินใหม่ที่เก่าแก่ที่สุดตามลุ่มน้ำเหลืองตอนกลาง รวมถึง การวิจัยต้นกำเนิดอารยธรรมและประชาชาติไท-จีน ที่แบ่งเป็นชั้นวัฒนธรรมออกเป็น 3 ชั้น คือ 1-3 ห่างจากยุค ปัจจุบันมากที่สุดตั้งแต่ 60,000 ปี ไปจนถึง 20,000 ปี หลักฐานสำคัญที่พบใน 3 ชั้นวัฒนธรรมนี้คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเศษหินควอซ ใกล้ขึ้นมากับยุคปัจจุบันอีกนิด คือ ช่วงชั้นวัฒนธรรมที่ 4 ห่างจากปัจจุบัน 20,000-13,000 ปี หลักฐานที่ขุดพบคือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเทคนิคเครื่องหินละเอียดและเศษแผ่นเครื่องปั้นดินเผาระยะแรกของต้าตี้วาน ชั้นวัฒนธรรมที่ 5 ห่างจากปัจจุบัน 13,000-7,000 ปี พบเครื่องหินละเอียดและเศษแผ่นเครื่องปั้นดินเผา และ ชั้นวัฒนธรรมที่ 6 ห่างจากปัจจุบันแค่ 7,000-5,000 ปี พบซากโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นหลัก เศษแผ่นเครื่องปั้นดินเผาระยะหลังของบ้านโพและหยางเซา

รูปปั้นองค์จักรพรรดิราชวงศ์ต่างๆ สมัยโบราณ ก่อนขึ้นสู่สุสานพระเจ้าเหา.ภายในพิพิธภัณฑ์ต้าตี้วาน ยังจัดแสดงภาชนะต่างๆที่ขุดพบในยุคต่างๆ เช่น หม้อหุงข้าวสามขา อายุ 8,200 ปี ที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุด เครื่องปั้นดินเผาลายสี อายุ 8,000 ปี, ซากฟอสซิลของเมล็ดข้าวเหลือง อายุ 7,000 ปี, เส้นใยทอผ้า (ปอ) อายุ 7,000 ปี, ตัวอักษรภาพ อายุ 8,000 ปี, ภาพวาด อายุ 5,000 ปี และขลุ่ย อายุ 7,000 ปี ด้วย

หลังเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสิ่งที่ขุดพบในช่วงเวลาต่างๆแล้ว ก็ได้เวลาไปตามหา พระเจ้าเหากันแบบจริงๆจังๆ โดยมีจุดหมายปลายทางที่ สุสานพระเจ้าเหยียนตี้ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า พระเจ้าเหา…

เครื่องปั้นดินเผา ภายในแหล่งวัฒนธรรมต้าตี้วาน.สุสานพระเจ้าเหา ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเป่าจี มณฑลส่านซี มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า พระเจ้าเหาทรงครองราชย์นานถึง 140 ปี ทรงเป็นกษัตริย์ที่รวบรวมชนเผ่าต่างๆที่เคลื่อนไหวอยู่ริมแม่น้ำเจียงสุ่ย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเป่าจีในปัจจุบันให้เป็นหนึ่งเดียว ต่อมาได้มีการแผ่ขยายไปยังมณฑลซานซี ซานตุง หูเป่ย หูหนาน หลากหลายตำรา และทฤษฎี เล่าสืบต่อกันมาว่า หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ มีการฝังพระศพไว้ถึง 3 แห่งคือ ที่เมืองเป่าจี มณฑลส่านซี ที่เมืองซวีฟู่ มณฑลซานตุง และที่เมืองฉางซา มณฑลฉางซา

ถึงจะชื่อพระเจ้าเหา แต่กษัตริย์พระองค์นี้กลับมากด้วยพระปรีชาสามารถ เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องมือทางการเกษตร การแพทย์และยา พระองค์ทรงสร้างคุณูปการที่ตกทอดมาในยุคปัจจุบันคือ ทรงริเริ่มทำพลั่ว สอนให้ราษฎรรู้จักเพาะปลูกพืชกินเอง แทนที่จะออกหาตามป่า ทรงคิดประดิษฐ์ยาสมุนไพรรักษาโรค สอนให้ประชาชนรู้จักทอผ้าด้วยใยปอ ตัดเย็บเสื้อผ้า ริเริ่มส่งเสริมการค้าขาย ทำเครื่องมือล่าสัตว์ใช้ไม้ทำธนู ทำเครื่องปั้นดินเผา หลอมโลหะทำเป็นขวาน และมีการปลูกบ้านเป็นที่พักอาศัย
ฟังแล้วอึ้งทึ่ง…พระเจ้าเหา เก่งชะมัด…ยิ่งฟังข้อมูลจาก อ.อรไท ผลดี ผอ.พิพิธภัณฑ์ผ้าเผ่าไท ที่บอกว่า ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 5,000 ปี ปฐมกษัตริย์ของบรรพชนไทคือ พ่อขุนไทหาว ปกครองอยู่บริเวณแม่น้ำเว่ยเหอ พระองค์ทรงเป็นต้นตระกูลของคนไท ครองราชย์ราว 2,410 ปีก่อนพุทธศักราช ถ้าเทียบกับตำนานของจีน ก็ตรงกับยุคห้ากษัตริย์ คือ ราชวงศ์เสินหนง ราชวงศ์สุดท้ายในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของ พระเจ้าเหยียนตี้ ทุกๆปี ทางการจีนจะจัดพิธีบวงสรวงพระเจ้าเหยียนตี้ ในวันที่ 7 เดือน 7 ที่ศาลพระเจ้าเหา บนภูเขาหลางซาน เมืองเป่าจี มณฑลส่านซี…นี่เอง

รถเข็มชี้ทิศโบราณ สมัยพระเจ้าเหลือง.กษัตริย์อีกองค์ที่ร่วมสมัยกับพระเจ้าเหาคือ พระเจ้า เหลือง หรือ พระเจ้า หวงตี้ มีอายุอยู่ในช่วง 2,154-2,055 ปี ก่อนพุทธศักราช พระเจ้าเหลือง ทรงปราบดาภิเษกเป็น ปฐมกษัตริย์ รวบรวมประเทศจีน ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งดาราศาสตร์ ทรงปรับปรุงปฏิทินและตัวอักษร รวมทั้งประดิษฐ์รถชี้ทิศ นอกจากนี้ “เลงสี” มเหสีของพระองค์ ยังเป็นผู้ค้นพบตัวไหมอีกด้วย

ปัจจุบัน สุสานพระเจ้าหวงตี้ ตั้งอยู่บนภูเขาเฉียวซาน เมืองยานอาน ห่างจากซีอานราว 170 กิโลเมตร ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้สนโบราณขนาดใหญ่เกือบ 1 แสนต้น โดยที่บริเวณทางเข้าศาลมีต้นสนอายุกว่า 5,000 ปีที่เชื่อกันว่าพระเจ้าเหลืองทรงปลูกด้วยพระองค์เองด้วย โดยจะมีพิธีบวงสรวงพระเจ้าเหลืองในวันเช็งเม้งของทุกปี

รูปปั้นพระเจ้าเหลือง ที่ภูเขาเฉียวซาน.แม้จะเป็นการตามรอยประวัติศาสตร์แบบรวบรัด แต่ก็ทำให้คราวนี้เราได้รู้จักตัวตนของพระเจ้าเหา…แถมยังได้เห็นรูปปั้นหน้าตา ที่บอกได้เลยว่า คนละเรื่องกับที่จินตนาการไว้…จริงๆ.

สั่นสู้ -10 องศา! หนีร้อนลุยเดี่ยวเที่ยวฟรอสพัทยา หนาวแข็งไปทั้งตัว (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/861317

รู้หรือเปล่า? เมืองไทยมีเมืองน้ำแข็งใหญ่ที่สุดในอาเซียนด้วยล่ะ! แต่เราว่าหลายคนน่าจะเคยไปเที่ยวที่นี่กันมาบ้างแล้วล่ะ ส่วนใครที่ยังไม่เคยไป ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะพาไปชมวันนี้ฮัมมิ่งเบิร์ดจะชวนไปเที่ยวตามสไตล์ I Tour Alone แบบวันเดย์ทริปกันที่ FROST MAGICAL ICE OF SIAM ประติมากรรมน้ำแข็งแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตั้งอยู่ที่เส้นแยกกระทิงลาย (พัทยา-ระยอง) ตรงข้ามโรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจ้นท์ ถ้ามาจากเส้นสุขุมวิทจะอยู่ก่อนถึงพัทยาเหนือนะจ๊ะ

-1-

ลองหาข้อมูลในโลกออนไลน์ เราว่าที่นี่น่าสนใจมากเลย ไม่นึกฝันมาก่อนว่าเมืองไทยจะมีแบบนี้กับเขาด้วย เท่าที่เคยดูรูปผ่านๆ ตา ก็ดูอลังการงานสร้าง ของจริงจะสวยแค่ไหนเราต้องไปพิสูจน์

หลังจากเที่ยวกินดื่ม เดินห้าง ช็อปปิ้ง แวะชิลริมทะเลไปแล้ว พอช่วงบ่ายคล้อยก่อนกลับกรุงเทพฯ เราถือโอกาสแวะไปเที่ยวเมืองน้ำแข็งของเมืองไทย FROST MAGICAL ICE OF SIAM ซะหน่อย ก่อนอื่นมีข้อแนะนำเล็กน้อยว่า ควรมาช่วงบ่ายแก่ๆ หรือช่วงเย็นจะดีกว่า เพราะร่างกายจะได้ไม่ต้องปรับอุณหภูมิที่แตกต่างกันมากเกินไป ถ้ามาช่วงแดดเปรี้ยง อากาศร้อนๆ แล้วเข้าไปเจอความเย็นจัดข้างใน เดี๋ยวจะเป็นลมเอาได้

พอมาถึงเราก็เดินเที่ยวรอบนอกกันก่อน โซนนี้เรียกว่า ‘The Himmapan’ เป็นประติมากรรมทรายขาวในโลกของป่าหิมพานต์ ดินแดนมหัศจรรย์ในวรรณคดีไทย โดยแกะสลักหินทรายออกมาเป็นรูปสัตว์ป่าหิมพานต์ชนิดต่างๆ กว่า 30 ตัว พร้อมมีบอร์ดให้ความรู้และสอดแทรกเรื่องราวที่น่าตื่นตาตื่นใจของสัตว์แต่ละชนิดด้วย

ไฮไลต์ของโซนนี้ก็คือต้นไม้ต้นใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหิมพานต์ มีชื่อว่า ต้นอวตาร (Avatar) ใช่แล้ว…เขาได้ไอเดียการออกแบบมาจากต้นไม้แห่งเอวาในภาพยนตร์เรื่อง Avatar นั่นเอง ถ้าใครอยากไปชมให้สวยขึ้น แนะนำให้รอชมการจัดไฟสวยๆ ยามค่ำคืน รับรองสวยงามประทับใจมากกว่าเดิม

-2-

เดินเที่ยวชิลข้างนอกสักพัก ก็ได้เวลาไปตะลุยสู้ฟัดกับความเย็นด้านในที่โซน ‘Siam Heaven’ พอเดินเข้ามาจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวต่างๆ โดยระบุว่าข้างในมีอุณหภูมิต่ำสุดขั้ว -10 องศาเซลเซียส แต่ถ้าช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากันเยอะๆ ก็จะอยู่ที่ประมาณ -15 องศาเซลเซียส (ซึ่งก็ยังหนาวอยู่ดีป่ะ?)

จากนั้นก็เดินไปที่มุมให้บริการเสื้อโค้ตกันหนาว ถุงมือ และรองเท้า แต่เอาจริงๆ นะ เราว่าแค่นี้มันเอาไม่อยู่นะตัวเธอ! เพราะข้างในมันหนาวมาก หนาวสุดๆ เราเป็นคนขี้หนาวด้วย วันที่เราไปเที่ยวดันไม่ได้เตรียมเครื่องกันหนาวไปซะด้วยสิ อยู่ได้แค่แป๊บเดียวเอง

พูดถึงอุปกรณ์กันหนาว สิ่งที่คุณควรพกไปด้วยถ้าจะไปเที่ยวที่นี่ก็คือ 1.ลองจอนหรือฮีทเทค 2.หมวกกันหนาว 3.ที่ครอบหู 4.ถุงมือหนาๆ (ที่ให้ยืมมามันไม่หนาอะ) 5.ผ้าพันคอ 6.ถุงเท้าหนาๆ ส่วนรองเท้าไปยืมเอาได้ ต้องจัดเต็มเหมือนไปเที่ยวเมืองนอกอะ ถึงจะเอาอยู่

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ก็ยังมีข้อเตือนว่า หากใครมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หรือโรคอื่นๆ ที่อาจจะทำให้เป็นลมหมดสติได้ง่าย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าไปข้างใน เพื่อให้เตรียมการให้มีคนเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด

-3-

และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเขียง เอ๊ย…ได้เวลาเข้าข้างในแล้ว เปิดประตูเข้าไปเจอห้องสี่เหลี่ยมและมีประตูอีกชั้นหนึ่ง ตรงนี้ควรยืนปรับอุณหภูมิร่างกายก่อนสักพัก ให้ร่างกายรับรู้ว่าอุณหภูมิกำลังลดลง จากนั้นค่อยเข้าไปสู่ด้านใน

ความรู้สึกแรก โอ้แม่เจ้า…มันหนาวมาก ความเย็นแล่นมาปะทะตัวแบบ พึ่บ! ทีเดียวจอด ไม่ทันได้ตั้งตัวใดๆ แต่เข้ามาแล้วอะก็วิ่งสิ ขยับแขนขยับขาเยอะๆ ให้ร่างกายอุ่นเข้าไว้ อย่างที่บอกไปว่าเราไม่ได้เตรียมเครื่องกันหนาวมาเลย มีแค่เสื้อโค้ต ถุงมือ และรองเท้าที่ยืมมาจากเจ้าหน้าที่ โอ๊ย…หนาวๆๆ หนาวสุดๆ ไปเลย

จริงๆ พื้นที่ด้านในนี้ก็ไม่ได้กว้างเท่าไรนะ เดินไปปุ๊บก็เจอบาร์น้ำแข็งปั๊บ เรียกให้เก๋ๆ หน่อยก็คือ ICE BAR เป็นบาร์น้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มในแก้วน้ำแข็งที่จัดทำขึ้นแบบส่วนตัว เพิ่มสีสันให้คุณดื่มด่ำกับบรรยากาศให้ห้องนี้ให้สนุกมากขึ้น พอดื่มเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็พาไปเล่นกิจกรรมที่มุมปาแก้วน้ำแข็ง เป็นกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ เรียกเสียงฮาได้ดีทีเดียว

นอกจากนั้นก็มีมุมถ่ายรูปที่แกะสลักน้ำแข็งเป็นซุ้มรูปหัวใจ บ้านเอสกิโม รูปรถตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ อุโมงค์น้ำแข็ง และไฮไลต์คือบัลลังก์หนุมานขนาดใหญ่ ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ฉายชัดถึงความเป็นไทยโดยแท้ โดยช่างไทยที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งระดับนานาชาติ

กิจกรรมที่แสนสนุกอีกอย่างคือ ICE SLIDE หรือสไลเดอร์น้ำแข็ง เป็นสไลเดอร์ขนาดเล็ก ไม่ยาวมาก จุดนี้จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการอยู่ นี่ขนาดผู้ใหญ่บางคนยังเดินขึ้นไปไถลตัวลงมาซะหลายรอบ นี่คงจะสนุกจริงๆ ส่วนเราเหรอ? ขอบายจ้า แค่นี้ก็ขาแข็งจนก้าวไม่ออกแล้ว

เดินเที่ยวแชะภาพไปได้สักพัก อ้าวเฮ้ย! กล้องเจ้ากรรมดันน็อกความเย็น ดับสนิทซะอย่างนั้น (ลาก่อยยย…) ไม่ใช่แค่กล้อง แต่คนถือกล้องก็จะตายเหมือนกัน ขอตัวเดินออกค่ะ สิริรวมเวลาอยู่ข้างในนี้ได้แค่ 20 นาที ใครที่ใจสู้ก็อยู่กันได้ซะนาน น่าอิจฉา นี่แอบเสียดายจริงๆ นะ ไม่ได้พูดเล่น น่าจะอยู่ได้นานกว่านี้สักหน่อย เฮ้อ…เซ็งเบาๆ

เอาเถอะ ยังไงก็ถือว่าได้มาสัมผัสประสบการณ์หนาวเย็นยะเยือกสุดขั้วหัวใจกับเมืองน้ำแข็งแห่งแรกของไทยแล้ว ถือว่าคุ้มค่าคุ้มเวลากับวันเดย์ทริปของเราแล้วล่ะ ส่วนเพื่อนๆ คนไหนอยากมาท้าชนความหนาวแบบนี้บ้าง มาเที่ยวพัทยาคราวหน้า อย่าลืมแวะที่นี่นะจ๊ะ

*ชมคลิป*

     

    พักหรูอยู่สบาย! รีวิว 5 สิ่งประทับใจ ราวินทราบีชรีสอร์ต ไปพัทยาต้องแวะ!

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 16:05

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/859256

    ใครอยากไปพักผ่อนชาร์จแบตฯ เติมพลังชีวิต เอาแบบใกล้ๆ กรุงเทพฯ ก็ต้องนี่เลย ‘เมืองพัทยา’ ไปทีไรก็ฟินทุกทีเพราะได้ไปสูดไอทะเล สัมผัสสายลมเย็นๆ ชมวิวสวยที่ช่วยผ่อนคลายสมองไปได้เยอะ ที่สำคัญมีโรงแรมที่อยู่สบายให้เลือกเพียบ!หนึ่งในโรงแรมที่น่าแวะไปลองใช้บริการก็คือ ราวินทรา บีช รีสอร์ต แอนด์ สปา (Ravindra Beach Resort & Spa) ตั้งอยู่ที่นาจอมเทียน ถนนสุขุมวิท (กม.ที่ 157) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เลยพัทยาใต้มาแค่นิดเดียว วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสดีได้ลองแวะไปชม เลยไปสำรวจของดีมารีวิวให้คุณดูซะหน่อย เผื่อใครถูกใจ คราวหน้าจะได้แวะไปพักกันเนอะ

    ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง มาดูกัน…

    1. พื้นที่กว้างอลังการสุดๆ

    โรงแรมราวินทรา บีช รีสอร์ต แอนด์ สปา มีพื้นที่ทั้งหมดมากถึง 35 ไร่ จึงทำให้รู้สึกเหมือนได้เข้ามาในหมู่บ้านขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยสวนสวย ประกอบไปด้วยตึกอาคารที่ออกแบบอย่างเริดหรูอลังการ จำนวน 6 อาคาร แบ่งเป็นสองปีกซ้ายขวา ปีกละ 3 อาคาร และมีห้องพักรวมทั้งหมด 277 ห้อง

    มีแขกผู้เข้าพักให้ความสนใจมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว เจ้าหน้าที่เล่าให้เราฟังว่า สำหรับที่นี่ลูกค้าคนไทยส่วนใหญ่จะมาพักในวันศุกร์ และคืนวันเสาร์ ส่วนลูกค้าชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะมาพักแบบลองสเตย์ คือระยะยาว เช่น รัสเซีย มาพักขั้นต่ำ 7 คืน พักนานสูงสุดประมาณ 1 เดือน

    2. เป็นที่ยอมรับมายาวนาน 10 ปี

    แม้จะเปิดบริการในปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้ว แต่ทางโรงแรมมีการรีโนเวตห้องพักอยู่เรื่อยๆ ทำให้ห้องพักยังใหม่อยู่เสมอ ไม่โทรมเก่าแน่นอน มีการออกแบบตกแต่งห้องพักในสไตล์ผสมผสานแบบ Thai Contemporary ไม่โมเดิร์นเกินไป และไม่ไทยจ๋าจนเกินไป มีความเป็นสากลอย่างลงตัวจริงๆ

    3. ไฮไลต์สระใหญ่ติดชายหาด

    จุดเด่นของที่นี่ เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า “ลูกค้าชอบสระน้ำของเรามากที่สุด เพราะโรงแรมเรามีบริการ 3 สระใหญ่ โดยเฉพาะสระสุดท้ายที่อยู่ติดวิวทะเล ถือเป็นไฮไลต์ของโรงแรม ลูกค้าจะชอบมากเป็นพิเศษเพราะวิวสวย และเรายังเคยถูกเลือกเป็นโลเกชั่นถ่ายละครในมุมสระน้ำนี้อีกด้วย เช่น สงครามนางงามทั้ง 2 ซีซั่น”

    4. เตียงใหญ่พิเศษ

    นอกจากนี้ ความพิเศษอีกอย่างที่แขกผู้เข้าพักต่างก็ประทับใจไปตามๆ กัน นั่นคือ เตียงขนาดใหญ่พิเศษ อย่างเช่นถ้าห้องที่มีเตียงเดี่ยว โรงแรมบางแห่งอาจจะเป็นเตียง 6 ฟุต แต่ที่นี่ให้บริการเตียง 6.5 ฟุต

    ส่วนห้องซูพีเรีย ซึ่งเป็นห้องแบบ 2 เตียง หรือ TwinBed ก็มีขนาดใหญ่กว่าของที่อื่นเช่นกัน คือขนาด 4.5 ฟุต (ปกติเตียงเล็กจะอยู่ที่ 3.5 หรือ 4 ฟุต) สามารถพักได้ 2-4 คน และจุดเด่นอีกอย่างในห้องพักคือ ห้องน้ำกว้างมาก แถมยังออกแบบเป็น Seperate Shower แยกกันระหว่างห้องอาบน้ำฝักบัวและอ่างอาบน้ำ

    “หลายท่านไปโรงแรมอื่นๆ บางแห่งจะเห็นว่าเตียงมีขนาดเล็กกว่านี้ เผลอๆ ห้องซูพีเรียของเรานอนได้ 4 คน ได้สบายๆ มีค่า Extra จ่ายเพิ่มแค่ค่าอาหารเช้าเพียง 530 บาทเท่านั้น อย่างโรงแรมอื่นจะคิดเพิ่มต่อหัวแบบ Extra person น่าจะเพิ่มคนละ 1,500 – 2,000 บาท แต่ที่นี่จ่ายแค่ค่าอาหารอย่างเดียว เหมาะกับคนไทยที่มักจะมาเที่ยวแบบครอบครัว” เจ้าหน้าที่คนเดิมบอกรายละเอียด

    5. โปรโมชั่นเด็ด ต้อนรับปี 2017

    สำหรับปีนี้ ทางโรงแรมมีโปรโมชั่นพิเศษมานำเสนอด้วย นั่นคือ เมื่อคุณสำรองห้องพักประเภทซูพีเรีย (Superior) พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน จะได้ห้องพัก 1 คืน ในราคาพิเศษเพียง 3,599 บาท (จากปกติ 4,590 บาท) พร้อมเลือกรับฟรีบริการสปา 1 กิจกรรม ซึ่งมีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ ขัดผิว (มีให้เลือกกลิ่นมะลิ ช็อกโกแลต ชาเขียว), นวดผ่อนคลายคอบ่าไหล่ และนวดฝ่าเท้า

    แอบกระซิบก่อนว่า เราได้ลองใช้บริการนวดผ่อนคลายคอบ่าไหล่ของที่นี่แล้ว ยอมรับเลยว่า Therapist ที่นี่ฝีมือดีสุดๆ นวดได้ตรงจุด สบาย ผ่อนคลาย ไม่เจ็บ สบายจนแทบหลับคามือคนนวด เราสอบถามจนทราบว่า คนนวดที่นี่เขามีใบประกอบวิชาชีพจากกระทรวงสาธารณสุขทุกคน ผ่านการเรียนเฉพาะทางด้านการนวดแผนไทยมาโดยตรง และเรียนเกี่ยวกับอนาโตมีของร่างกายมาแล้ว ปลอดภัยแน่นอน ใครชอบนวดละก็…รับรองไม่ผิดหวัง!

    *ล้อมกรอบ*
    Ravindra Beach Resort & Spa เป็นโรงแรมหนึ่งในพันธมิตรของโครงการ Exclusively Luxperience @ Pattaya โดยมอบโปรโมชั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยโดยเฉพาะ ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 15 สิงหาคม 2560 เฉพาะวันธรรมดา (อาทิตย์-พฤหัสบดี) สอบถามโปรโมชั่นนี้ของราวินทรา ได้ที่ โทร 0-3823-5777 หรือทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของโรงแรม

    โดยผู้ที่สนใจจะได้รับห้องพักราคาพิเศษ 3,599 บาท รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน ฟรี กิจกรรมเสริมที่เป็นสปา นอกจากโรงแรมแห่งนี้แล้ว ยังมีโรงแรม Mera Mare Hotel และ Sea Sand Sun Resort & Spa มาร่วมในโครงการอีกด้วย โดยมีกิจกรรมเสริมอื่นๆ มอบให้ เช่น โรงแรม Mera Mare Hotel มอบกิจกรรมเสริม Afternoon Tea ส่วนโรงแรม Sea Sand Sun Resort & Spa มอบกิจกรรม Oganic Green Tea

       

      ท่องเที่ยวอุทยานแห่งอนาคต

      ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

      โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2560 12:05

      โดย National Geographic 28 ก.พ. 2560 16:02

      อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/863437

      บนผืนดินแคบๆ ยาว 60 กิโลเมตร นอกชายฝั่งรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย อุทยานชายฝั่งแห่งชาติเกาะแอสซาทีก (Assateague Island National Seashore) ค่อยๆ เคลื่อนไปทางตะวันตกทีละน้อย ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เฮอร์ริเคนและพายุน้อยใหญ่พัดพาทรายจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเกาะไปถมหนองน้ำที่อยู่ริมชายฝั่งอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้เกาะขยับเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ“เจ๋งใช่ไหมล่ะครับ” อิชเมล เอนนิส พูดขึ้น “วิวัฒนาการไงครับ!” เขายิ้มให้ชายหาดเบื้องหน้าที่มีตอไม้ กิ่งก้านหงิกงอ และเศษพีตกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งหมดนี้คือร่องรอยของหนองน้ำซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะ ก่อนพายุจะพัดทรายมาทับถม บัดนี้หนองน้ำปรากฏให้เห็นอีกครั้งทางตะวันออก เมื่อเกาะเคลื่อนขยับไปเรื่อยๆ
      อุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์, รัฐฟลอริดา – อัลลิเกเตอร์พันธุ์อเมริกันรอเหยื่อที่ก้นบึงสนไซเปรสทางเหนือของเอเวอร์เกลดส์ เมื่อระดับทะเลที่สูงขึ้นผลักดันน้ำเค็มให้รุกล้ำเข้ามาในบึง อัลลิเกเตอร์อาจถูกจระเข้ซึ่งขับเกลือส่วนเกินผ่านทางลิ้นได้ เข้ายึดครองถิ่นอาศัยแทนเอนนิสผู้เพิ่งเกษียณจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุงประจำอุทยาน เผชิญพายุที่นี่มานักต่อนัก จะว่าไปแล้ว อุทยานชายฝั่งแห่งนี้ก่อตัวขึ้นจากพายุน้อยใหญ่ที่พัดในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ย้อนหลังไปเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1962 พายุใหญ่พัดถล่มแอสซาทีกพร้อมกับลบชื่อของโอเชียนบีช รีสอร์ตตากอากาศใหม่เอี่ยม โดยทำลายถนนและอาคาร 30 หลังแรก รวมทั้งความฝันของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของโครงการให้พังภินท์ นักอนุรักษ์อาศัยโอกาสนี้เสนอให้รัฐสภาออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะในฐานะส่วนหนึ่งของระบบอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1965 ทุกวันนี้ แอสซาทีกคือเกาะสันดอนปลอดโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวที่สุดริมชายฝั่งของรัฐแถบแอตแลนติกตอนกลาง โด่งดังเรื่องม้าแคระป่า แหล่งดูดาวโล่งไร้สิ่งกีดขวาง และทัศนียภาพเงียบสงบของมหาสมุทร

      นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้พายุรุนแรงขึ้น ระดับทะเลสูงขึ้น และการเคลื่อนสู่ตะวันตกอย่างเนิบช้าของเกาะแอสซาทีกอาจเร็วขึ้น เอนนิสรู้จักเกาะนี้ดีพอที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเริ่มขึ้นแล้ว ที่ปลายเกาะด้านใต้ พายุพัดทำลายลานจอดรถไปหกครั้งในรอบสิบปี ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวถูกซัดพังสามครั้ง

      อุทยานชายฝั่งแห่งชาติแหลมแฮตเทอรัส, รัฐนอร์ทแคโรไลนา – ภาพถ่ายเส้นใยสาหร่ายที่กำลังเติบโตในบริเวณซึ่งปกติเป็นพื้นดินแห้งๆ ณ จุดกางเต็นท์เคปพอยต์บนเกาะแฮตเทอรัส ภาพนี้ถ่ายใต้น้ำในช่วงสี่วันของฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา หางพายุโซนร้อนบอนนีทำให้ฝนตกบนเกาะเกือบ 35 เซนติเมตร หรือราวหนึ่งในสี่ของปริมาณฝนเฉลี่ยในแต่ละปีเอนนิสผู้มีหัวในการประดิษฐ์คิดค้น ตระหนักว่าสถานการณ์นี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางเครื่องจักรกล เขากับเพื่อนร่วมงานและสถาปนิกของอุทยานช่วยกันปรับแต่งห้องส้วม ห้องน้ำ และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าริมหาด ให้สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็วก่อนพายุจะพัดเข้ามา พวกเขาทดลองใช้วัสดุต่างๆ ทำพื้นผิวลานจอดรถ จนมาลงเอยที่เปลือกหอยกาบโปร่งๆ มีรูพรุน เนื่องจากซ่อมแซมง่ายและใช้รถเกลี่ยดินดันไปไว้ที่ใหม่ได้หากจำเป็น “ต้องพึ่งสิ่งที่เรียกกันว่า ‘วิศวกรรมแบบบ้านๆ’ มหาศาลเชียวครับ” เอนนิสบอกพลางกลั้วหัวเราะ “ตอนนั้นเราไม่ได้คิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลยครับ เราทำเพราะสถานการณ์บังคับ”

      การปรับเปลี่ยนและประยุกต์ง่ายๆ เหล่านี้ขยายไปสู่สิ่งที่กว้างกว่า ตอนนี้แอสซาทีกเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติแห่งแรกๆ ของสหรัฐฯ ที่พูดถึงและยอมรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเปิดเผย อุทยานชายฝั่งแห่งนี้จะไม่ฝืนต้านสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่จะปรับตามจังหวะการขยับของเกาะ และย้ายโครงสร้างต่างๆ ตามผืนทราย

      อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์, รัฐมอนแทนา – แสงยามอรุณรุ่งอาบไล้ผาการ์เดนวอลล์ สันหินที่สลักเสลาขึ้นจากธารน้ำแข็งในสมัยน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งกรินเนลล์เคยปกคลุมทั่วแอ่งที่เห็นเบื้องล่างก่อนหดตัวลง ไม่ต่างจากธารน้ำแข็งส่วนใหญ่ในโลกที่อบอุ่นขึ้น นับตั้งแต่ปี 1850 ธารน้ำแข็งกรินเนลล์สูญเสียพื้นผิวไปแล้วมากกว่าร้อยละ 75นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์เริ่มยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น ธารน้ำแข็งในอุทยานแห่งชาติเกลเชียร์หดตัวลง ไฟป่าในอุทยานแห่งชาติซีคัวยาขยายวงกว้างขึ้น และอุทยานริมชายฝั่งก็เริ่มสูญเสียพื้นที่เมื่อระดับทะเลสูงขึ้น ไม่นานหลังขึ้นศตวรรษใหม่ นักวิจัยที่อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์ประกาศว่า พอถึงปี 2030 มีแนวโน้มว่า กระทั่งธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานก็อาจมลายหายไป

      กรมอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ National Park Service ซึ่งจัดตั้งขึ้นครบหนึ่งร้อยปีเมื่อปีที่ผ่านมา หลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้อยู่พักใหญ่ ป้ายสื่อความหมายธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์เอ่ยถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงย่อๆ เจ้าหน้าที่อุทยานไม่ยอมพูดถึงสาเหตุ เพราะถือเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง แต่ปัญหานี้ล้ำลึกกว่าเรื่องการเมืองอันผิวเผิน ผู้คนมาอุทยานแห่งชาติเพื่อพบกับสิ่งอันเป็นนิรันดร์ หรือขอเพียงได้เห็นธรรมชาติในสภาวะที่มั่นคง “ไม่ถูกทำลาย” เพียงชั่วแวบหนึ่ง แม้จะเป็นภาพลวงตาก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้กรมอุทยานนำเสนอภาพมายานี้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่า อุทยานแห่งชาติควรนำเสนออะไรแทนกันแน่

      อุทยานแห่งชาติโอลิมปิก, รัฐวอชิงตัน – ดาวทะเลสีเหลืองผู้โดดเดี่ยวในดงดอกไม้ทะเลยักษ์สีเขียว กำลังกินหอยแมลงภู่กับเพรียง นับตั้งแต่ปี 2013 ดาวทะเลที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตายลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นักวิทยาศาสตร์คาดว่า น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นทำให้ความต้านทานโรคของดาวทะเลลดลงเมื่อปี 2009 ผู้อำนวยการกรมอุทยาน โจนาทาน จาร์วิส ตั้งคณะกรรมาธิการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เพื่อเสนอเป้าหมายชุดใหม่ให้กรมอุทยาน โดยเน้นการบริหารจัดการเพื่อรับมือกับ “การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก” และพยายามปกปักรักษา “บูรณภาพทางนิเวศวิทยาและความถูกต้องแท้จริงทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์” นักท่องเที่ยวจะได้รับ “ประสบการณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง” แทนภูมิทัศน์อันงดงามคงที่ แต่บางทีสิ่งสำคัญที่สุดคือ อุทยานต่างๆ จะ “ก่อตัวเป็นแกนกลางของการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ทางบกและทางทะเลแห่งชาติ” โดยจะไม่ถูกบริหารจัดการแบบแยกส่วน แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายพื้นที่อนุรักษ์

      ที่มา – National Geographic
      www.ngthai.com
      www.facebook.com/NationalGeographicThailand

      นั่งชิลชั้นดาดฟ้า! สแกนแหล่งแฮงค์เอาต์หรูสไตล์โมเดิร์น ‘บรูว์สกี้’

      ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

      โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2560 06:05

      อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/863944

      เลิกงานแล้วไปไหนดีน้าาาา ติ๊กต่อกๆๆ คิดไม่ออกอ่าน คู่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์สิจ๊ะ วันนี้เราขอพาไปนั่งชิลๆ ชมวิวดีๆกันใจกลางกรุง บอกเลยว่าฟินจ้า ใครคอเบียร์ก็แนะนำให้ชวนเพื่อนฝูงมาแฮงค์เอาต์กันหลังเลิกงาน ส่วนใครไม่ใช่นักดื่มก็มากินอาหารอร่อยๆ และเสพวิวสวยๆ กันที่นี่ ‘บรูว์สกี้’ รับรองจะติดใจ… 
      บรูว์สกี้แหล่งแฮงค์เอาต์สุดหรู

      บรูว์สกี้ นับเป็นแหล่งแฮงค์เอาต์สุดหรูแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในโรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพ โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิท ซึ่งออกแบบตกแต่งด้วยสไตล์ร่วมสมัย โดย “P49 Design” เจ้าของรางวัลชนะเลิศด้านการออกแบบ เพื่อให้คุณได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างสำหรับการผ่อนคลายหลังเลิกงานหรือวันหยุด ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดสัปดาห์ บน Rooftop ซึ่งเป็นทำเลที่สุดแสนเพอร์เฟกต์ ซึ่งบอกเลยว่ายิ่งดึกที่นี่วิวจะยิ่งสวย เสียดายมากๆ ที่เรามากันเร็วตั้งแต่ร้านเปิดเลย งานนี้เลยอดเก็บรูปวิวตอนกลางคืนมาให้ได้ชมกัน

      สุดยอดห้องอาหาร

      บอกก่อนว่า “บรูว์สกี้” (Brewski) คราฟต์เบียร์บาร์แห่งใหม่ล่าสุดนี้เป็นหนึ่งใน 6 สุดยอดห้องอาหารที่อยู่ภายใน “เวนิวส์” (VENUES) ศูนย์รวมความอร่อยล้ำเลิศและความชิลเอาต์ระดับห้าดาว ของโรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพ โดดเด่นอยู่บนชั้นดาดฟ้า (Rooftop) ชั้น 30 นับเป็นคราฟต์เบียร์บาร์บนชั้นดาดฟ้าที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ ทั้งยังได้ชมวิวเมืองที่สวยสะกดทุกสายตาอีกด้วย

      ตกแต่งแบบร่วมสมัย

      บรูว์สกี้ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัย ให้ได้ดื่มด่ำคราฟต์เบียร์แบบชิลๆ นอกจากนี้ “บาร์” ของบรูว์สกี้ยังออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะ ด้วยการฝังด้วยหัวจ่ายเบียร์เคลือบทองแดง (Copper Beer Tower) ขนาดใหญ่ใจกลางบาร์ พร้อมระบบหล่อเย็นล้ำสมัย ที่สามารถรินคราฟต์เบียร์กว่า 12 ชนิดทั่วโลก จากแท็ปสู่แก้วด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับนักดื่มกรุงเทพฯ

      ชาวต่างชาตินิยมมานั่งชิล

      5 เมนูเด็ดห้ามพลาด 

      นอกจากนั้น วันนี้เราขอพาไปชิมกับเมนูเก๋ๆ อาหารรสเลิศ ที่รังสรรค์โดยสุดยอดเชฟโทมัส สมิธ

      เมนูแรก : Brewski Burger (490 บาท) 

      Brewski Burger

      เบอร์เกอร์เนื้อชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำ ใส่เชดด้าชีส มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ เบคอน และผักร็อกเก็ต เพิ่มรสชาติด้วยมัสตาร์ดบัลซามิกสูตรของทางร้าน เสิร์ฟพร้อมกับเฟรนช์ฟรายส์และซอสพริก
 กินไปฟินไปค่ะคุณ

      เมนูที่ 2 : Double Dog (680 บาท)

      Double Dog

      เมนูอลังการทานได้หลายคน

      เมนูนี้ดูอลังการแปลกตาทีเดียว อาหารสไตล์ตะวันตก ขนมปังไส้กรอกย้าวยาว มีให้คุณได้เลือกทานกันถึงสองรสชาติ ได้แก่ ชิกเก้นแฟรงก์เฟิร์ตกับรสไก่กะเพรา ราดด้วยซอสมายองเนสผสมกับมัสตาร์ด แล้วโรยด้านบนด้วยมะเขือเทศหั่นเต๋า เราให้สามคำเลย ‘อร่อยอะ’

      เมนูที่ 3 : IPA PATE ตับบด (300 บาท)

      IPA PATE ตับบด

      ใครชอบตับบดต้องลองสักครั้ง ตับไก่บดผสมเบเคอน แปลกใหม่ตรงชั้นบนเป็นเบียร์เจลลี่มีความดึ๋งดั๋ง เสิร์ฟพร้อมกับขนมปังกรอบและซอสรสแอปเปิ้ล

      เมนูที่ 4 : GAI YANG ไก่ย่าง (200 บาท)

      อาหารใส่ปิ่นโตเก๋ๆ

      เมนูง่ายๆ แต่เก๋ ไก่ย่างข้าวเหนียวน้ำจิ้มแจ่ว

      เมนูนี้เป็นเมนูธรรมดาไก่หมักย่างไฟอ่อน แต่เก๋ตรงเสิร์ฟในเถาปิ่นโต พร้อมน้ำจิ้มแจ่วและข้าวเหนียว ดูน่ารักน่ากิน เราเชื่อว่าชาวต่างชาติต้องชอบและประทับใจในเมนูนี้แน่นอน

      เมนูที่ 5 : Beeramisu (290 บาท) 

      เมนูของหวาน

      ทานของคาวกันไปแล้ว เมนูสุดท้ายเป็นของหวาน ทีรามิสุที่เปลี่ยนจากบรั่นดีกับคอนยัคเป็นเบียร์ โรยด้านบนด้วยผงโกโก้ เพื่อให้ตัดด้วยรสขมเบาๆ ความขมความหวานดูเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ ใครอยากลองต้องไปนะจ๊ะ

      วิวดียิ่งดึกยิ่งดี

      “เขื่อนภูมิพล เขื่อนพระราชา”

      ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

      โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 26 ก.พ. 2560 05:01

      อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/867147

      ทัศนียภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล.เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านวิศวกรรม ในการพัฒนาแหล่งน้ำ เขื่อน และพลังงาน ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ควบคู่กับการอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่สร้างประโยชน์สุขให้ประชาชนและสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดทำโครงการ “กฟผ.น้อมสืบสานปณิธานของพ่อ ชวนชาวไทยร่วมสานต่อ 9 พระราชปณิธานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

      9 พระราชปณิธาน ที่ กฟผ.ได้น้อมนำมาเป็นหลักในการจัดทำโครงการต่างๆ ได้แก่ พระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้านการประดิษฐ์และนวัตกรรม ด้านการดูแลรักษาป่าและน้ำ ด้านความพอเพียงและการเอาชนะความยากจน ด้านการดูแลชาวนา ด้านการศึกษา ด้านการประหยัด ด้านการเสียสละและการให้ทานและพระราชปณิธานด้านการส่งเสริมให้เป็นคนดี

      ภายใต้โครงการหลัก มีโครงการย่อยๆมากมายหลายโครงการ ส่วนหนึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีหลายโครงการที่จะทำในปีนี้และทำต่อเนื่องไปโดยตลอด

      เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้มอบหมายให้ คุณยอดมนู ภมรมนตรี และทีมงานรายการครอบจักรวาล เดินทางไปถ่ายทำรายการที่ เขื่อนภูมิพล เกี่ยวกับกิจกรรมใน โครงการ “ตามรอยเขื่อนพระราชา” ซึ่งเป็นโครงการย่อยโครงการหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

      เขื่อนภูมิพล เขื่อนพระราชา.คุณธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กฟผ. ได้ให้ข้อมูลว่า เขื่อนภูมิพลนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย ทำให้ประชาชนได้มีน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร การชลประทาน เพื่อการอุปโภคและบริโภค ได้มีไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาห-กรรม ทำให้ชาวบ้านได้มีอาชีพด้านการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว และในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อมีเขื่อนแล้วก็มีการดูแลรักษาป่าต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง

      “เขื่อนภูมิพล” เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของประเทศไทย สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2496 เดิมชื่อ “เขื่อนยันฮี” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสนพระทัยนับแต่เริ่มดำเนินการก่อสร้าง และได้พระราชทานพระ ปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า “เขื่อนภูมิพล” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2500

      แบบจำลองเขื่อนภูมิพล จัดแสดงในอาคารเฉลิมพระเกียรติ.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์การก่อสร้าง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2504 และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2507

      เขื่อนภูมิพล มีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้ง รัศมีความโค้ง 250 เมตร สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตร ความกว้างของสันเขื่อน 6 เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร
      นอกจากเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการชล-ประทานและผลิตกระแสไฟฟ้า เขื่อนภูมิพล

      ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดตาก ภายในบริเวณเขื่อนมีทัศนียภาพสวยงาม ทั้งในส่วนที่เป็นอ่างเก็บน้ำ และพื้นที่โดยรอบ มีสวนดอกไม้สวยงาม มีต้นไม้ยืนต้นที่พระบรมวงศานุวงศ์ทรงปลูก ได้แก่ ต้นสัก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปลูก ต้นราชพฤกษ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงปลูก เมื่อปี พ.ศ.2513 ต้นสัก สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปลูก เมื่อปี พ.ศ.2511

      สวนเฉลิมพระเกียรติ.

      อาคารเฉลิมพระเกียรติ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดแสดง นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ณ อาคารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ และอาคารเฉลิมพระเกียรติ

      อาคารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริ (อาคารเรือนไม้) เคยเป็นที่ประทับทรงงานและประทับแรมของ พระ บาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ปัจจุบันได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ และของใช้ส่วนพระองค์มาจัดแสดงให้ผู้สนใจได้ชม

      อาคารเฉลิมพระเกียรติสร้างขึ้นในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2542 มีการจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาแหล่งน้ำการเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรม วงศานุวงศ์ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

      อาคารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน.และยังมี นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งได้จัดขึ้นในงาน “รวมใจภักดิ์ รักพ่อ สานต่อปณิธาน” รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โครงการพระราชดำริ นิทรรศการเกี่ยวกับพระราชดำรัส พลังงานทดแทน ฝายชะลอน้ำ การจำลองวิถีชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โครงการชีววิถี ซึ่งนิทรรศการเหล่านี้จะจัดแสดงต่อเนื่องไปตลอดหนึ่งปี ประชาชนที่เดินทางไปเที่ยวชมเขื่อนภูมิพลสามารถเข้าไปชมนิทรรศการเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี

      ฝายชะลอน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน.ในการไปถ่ายทำรายการครอบจักรวาลครั้งนี้ หลังจากชมนิทรรศการแล้ว ทีมงานรายการครอบจักรวาลยังได้ไปร่วมสร้างฝายชะลอน้ำในป่าชุมชน บ้านท่าปุยตก ตำบลย่านรี อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นหนึ่งในโครงการสืบสานพระราชปณิธานด้านการดูแลรักษาป่าและน้ำ ซึ่งทางเขื่อนภูมิพลได้ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 และเริ่มสร้างฝายชะลอน้ำ เมื่อปี พ.ศ.2539

      ฝายชะลอน้ำ มีความสำคัญในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ป่า ทำให้ดินอุ้มน้ำไว้ เมื่อถึงฤดูฝน น้ำป่าไหลหลากลงมาจากภูเขา จะพาตะกอนดินมาด้วย หากไม่มีฝายคอยกั้นไว้ ตะกอนจะถูกน้ำพัดพาลงไปในแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำตื้นเขิน แต่ถ้าช่วยกันสร้างฝายชะลอน้ำไว้ ตะกอนที่มากับน้ำจะติดอยู่บริเวณหน้าฝาย นอกจากจะช่วยให้แม่น้ำไม่ตื้นเขิน ยังทำให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านท่าปุยตกให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการปลูกป่า ดูแลป่าและสร้างฝายชะลอน้ำ เป็นต้นแบบที่ดี ทำให้ชุมชนใกล้เคียงร่วมกันดูแลป่าด้วย นับว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ได้อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม

      สื่อมวลชนและชาวบ้านร่วมกันสร้างฝาย.

      คณะสื่อมวลชนรับฟังการบรรยายเรื่องการสร้างฝายชะลอน้ำ.คุณกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “กฟผ.มีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสมอมา ด้วยพระปรีชาสามารถที่หลากหลายนำมาซึ่งความสว่างไสวและความเจริญให้กับประเทศ ตลอดจนสร้างความผาสุกต่อพสกนิกร กฟผ.จึงขอน้อมดำเนินงานตามพระราชปณิธาน เพื่อสานต่อและเผยแพร่พระเกียรติคุณสืบไป”

      ท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทุกคนร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อความผาสุกที่ยั่งยืนของตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติสืบไป.

      ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

       

      ชีวิตเรียบง่ายที่ จันทบูร เมืองเก่าริมแม่น้ำ

      ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

      โดย แบกกล้องเที่ยว 25 ก.พ. 2560 16:02

      อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/864191

      หลายคนอาจได้ยินชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี เป็นเมืองชายทะเล และสวนผลไม้ จนมีจัดฤดูกาลรับประทานผลไม้บุฟเฟต์ขึ้นในทุกๆ ปี แต่วันหยุดนี้แบกกล้องเที่ยวจะพาไปชมอีกหนึ่งมุมที่เงียบสงบและแฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ยาวนานมากว่า 300 ปีที่ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” มีทั้งบ้านเรือนเก่าแก่หลายแบบ ทั้งบ้านริมน้ำแบบไทย ตึกสถาปัตยกรรมแบบยุโรปผสมกับจีน โบสถ์คริสต์อายุกว่า 200 ปี สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มากมาย เคยเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินใช้รวบรวมกำลังพล กอบกู้กรุงศรีอยุธยา

      ผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนริมน้ำจันทบูรมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งไทย จีน และญวน สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยจันทบูรยังเป็นเมืองท่าการค้า ที่ทั้งคนจีนและคนญวนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมต่อมาจนถึงทุกวันนี้

      จอดรถปุ๊บเราก็เดินตรงมาที่สะพานข้ามแม่น้ำกันเลย มองลงไปจะเห็นเป็นชุมชนริมน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ เรียบง่าย เงียบสงบ ร่วมถึงน้ำที่ใส สะอาด ไม่เห็นขยะสักชิ้น ลงจากสะพานเราเดินเข้ามาในชุมชน เห็นบ้านไม้โบราณ ตามช่องลม ระเบียง ซุ้มประตูจะมีลวดลายที่สวยงาม เป็นฝีมือการฉลุลายของช่างฝีมือจันทบุรี

      นอกจากบ้านเรือนที่สวยงามแล้ว อาหารก็มีมากมาย เดินชิมกันตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย ที่โดนใจที่สุดคงต้องยกให้ร้าน ก๋วยจั๊บ ร้านเก่าแก่ร้านนี้เลย น้ำซุปเข้มข้นมาก ต่อด้วยของหวานเย็น ไอศกรีมตราจรวด ถือเป็นโรงงานผลิตไอศกรีมด้วยเครื่องจักร เป็นแห่งแรกของจันทบุรี มีทั้งไอศกรีมแท่ง ไอศกรีมตัด ไอศกรีมกะทิสด ราคาแท่งละหนึ่งสลึงเท่านั้น (ในสมัยนั้น) แต่ตอนนี้ 10 บาทแล้วก็ยังถือว่าถูกอยู่ดี

      บริเวณใกล้เคียงชุมชนริมน้ำจันทบูรนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลต์ซึ่งใครที่มาถึงจันทบุรีแล้วต้องแวะไปเยี่ยมชม เพียงแค่เดินข้ามสะพานนิรมลบริเวณย่านตลาดล่างไปเท่านั้นก็จะได้พบกับ โบสถ์คาทอลิกจันทบุรี หรือ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธิ นิรมล เป็นวัดเก่าแก่ของคนญวนที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมัน-คาทอลิก สร้างขึ้นเมื่อปี 2254 นับถึงปัจจุบันก็มีอายุกว่า 300 ปี อาสนวิหารหลังนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับโบสถ์น็อตร์ดามที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส  รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบกอทิก มีหลังคาสูงแหลม ภายในประดับด้วยกระจกสีดูงดงาม รวมทั้งลายปูนปั้นสวยงามสะดุดตา  ด้วยความงามโดดเด่น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปี 2542 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

      ก่อนจะกลับเราขอแนะนำ ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดฟ้าร้อง เย็นตาโฟฟ้าผ่า ลูกแม่แจ่ม เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น เย็นตาโฟ รสชาติเยี่ยม น้ำซุปหอม อร่อยจนต้องเบิ้ลเลยทีเดียว

      การเดินทาง

      ไปชุมชนเก่าริมน้ำจันทบูร เมื่อเดินทางมาถึงจังหวัดจันทบุรี ผ่านศาลหลักเมืองบริเวณหน้าค่ายตากสินแล้ว ขับรถผ่านหน้าสถานีตำรวจภูธร จังหวัดจันทบุรี ถึงเชิงสะพานวัดจันทร์หาที่จอดรถชุมชนย่านท่าหลวงจะอยู่ทางด้านขวามือ หรือจะไปจอดรถที่โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ก็ได้

      ที่มา – แบกกล้องเที่ยว