ไปกราบพระธาตุพันปี เสริมบารมีที่เมืองแพร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/866120

พระธาตุช่อแฮ

ทุกๆปี ในวันขึ้น 9 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 4 จะมีงานประเพณีที่เรียกว่า…“งานไหว้พระธาตุ ช่อแฮ แห่ตุงหลวง” ถือเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของจังหวัดแพร่ ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ 6-12 มีนาคม 2560

เพราะความเป็นเมืองเก่ากาลนานนับพันปี “แพร่” จึงเป็นเมืองที่มีพระธาตุประดิษฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ที่อาจเรียกได้ว่ามากที่สุดในประเทศไทย คือ มีพระธาตุมากถึง 28 องค์ กระจายอยู่ใน 8 อำเภอ ในจำนวนนี้เป็นพระบรมธาตุ หมายถึง ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนต่างๆของพระพุทธเจ้าอยู่ถึง 16 องค์

เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผอ.การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย สำนักงานแพร่ บอกว่า แพร่เป็นเมืองเก่าที่มีอายุยาวนานนับพันปี จึงไม่แปลกที่จะมีวัดเก่าแก่คู่บ้านและพระธาตุคู่เมือง มีบ้านเรือนอาคารต่างๆที่มีสถาปัตยกรรมอันวิจิตร ทั้งแบบล้านนา พม่า ไทใหญ่ และบางแห่งยังมีศิลปะตะวันตกมาผสมผสานด้วย

เริ่มกันที่ พระธาตุช่อแฮ พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองกันก่อนเลย ผอ.เอิบลาภ บอกว่า งานไหว้พระธาตุช่อแฮ แห่ตุงหลวงในปีนี้ นอกจากจะมีขบวนแห่อันยิ่งใหญ่งดงามตระการตา ทั้งขบวนช้างเจ้าหลวงและเครื่องบรรณาการ ขบวนแห่กังสดาล ขบวนแห่หมากเป็ง ขบวนต้นผึ้ง ขบวนแห่ผ้าห่ม องค์พระธาตุ 12 ราศี ซึ่งประกอบด้วยขบวนตุง 12 ราศี ขบวนข้าวตอกดอกไม้ ต้นหมาก ต้นผึ้ง ต้นดอก ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระธาตุ 12 ราศี ขบวนฟ้อนรำ แล้วยังมีการจำลองวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เรียกว่า “กาดมั่วคัวแลง” ที่มีการจำหน่ายอาหารพื้นเมือง การสาธิตหัตถกรรมพื้นบ้านต่างๆมาไว้ที่วัดพระธาตุช่อแฮด้วย

สำหรับ วัดพระธาตุช่อแฮ เป็นวัดเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองแพร่ เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล ใครที่มาเที่ยวแพร่แล้วไม่ได้ไปกราบพระธาตุแห่งนี้ จะถือว่ามาไม่ถึงจังหวัดแพร่ องค์พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ ศิลปะเชียงแสน แบบแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง บุด้วยทองดอกบวบ ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม 1 ชั้น ฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม 3 ชั้น ฐานบัวคว่ำชุดท้องไม้แปดเหลี่ยมซ้อนลดชั้นกันขึ้นไป 7 ชั้น และบัวระฆัง 1 ชั้น ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเกศาธาตุ และพระบรมธาตุข้อศอกเบื้องซ้าย นอกจากกราบองค์พระธาตุแล้ว แนะนำให้เข้าไปกราบ หลวงพ่อช่อแฮ ซึ่งเป็นพระประธานในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบล้านนา เชียงแสน สุโขทัย และ พระเจ้าทันใจ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิปูนปั้น ลงรักปิดทอง ที่มีผู้นิยมมากราบไหว้บนบานศาลกล่าวอยู่เสมอ เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่ใครมาขอพรแล้ว จะได้สิ่งนั้นอย่างสมประสงค์

อีกวัดหนึ่งที่แนะนำให้ไปกราบสักการะ คือ วัดหลวง อยู่ในตัวเมืองแพร่ เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตามประวัติบอกว่า สร้างพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่นานนับพันปี พระธาตุที่วัดหลวงนี้มีชื่อเต็มว่า พระธาตุหลวงไชยช้างค้ำ เป็นเจดีย์ก่ออิฐปูน รูปทรง 8 เหลี่ยม ประดิษฐานพระธาตุที่นำมาจากเมืองหงสาวดี ครั้นเมื่อเมืองแพลตกเป็นประเทศราชของกรุงสุโขทัย สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท โปรดฯให้บูรณะพระธาตุหลวงไชยช้างค้ำด้วยการสร้างเจดีย์ใหม่ครอบองค์เดิมแล้วพระราชทานนามวัดว่า “วัดหลวงสมเด็จ” นอกจากเจดีย์พระธาตุแล้ว ภายในวัดยังมีสถานที่สำคัญๆ เช่น วิหารหลวงพลนคร วิหารเก่าแก่สร้างพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระเจ้าแสนหลวง สร้างโดยเจ้าเมืององค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ.2057 พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ เป็นสถานที่รวบรวมพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ที่มีอายุเกือบ 500 ปี และโบราณวัตถุต่างๆของเมืองแพร่ อีกวัดหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากวัดหลวงมากนัก คือ วัดหัวข่วง ซึ่งมีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อายุมากกว่าพันปี ลักษณะรูปทรงเจดีย์วัดหัวข่วง โดยส่วนรวมคล้ายกับเจดีย์วัดโลกโมลี ที่ จ.เชียงใหม่ สันนิษฐานว่ามีอายุไม่เก่าไปกว่าครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 22

ใกล้ๆกันมีวัดอีกวัดหนึ่ง ชื่อ วัดพงษ์สุนันท์ เป็นที่ประดิษฐาน เจดีย์พระธาตุพงษ์สุนันมงคล ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มาจากประเทศอินเดียและศรีลังกา สถาปัตยกรรมที่สวยงามของวัดนี้ คือ วิหารแก้วองค์พระธาตุเจดีย์ 108 ยอด เป็นวิหารสีขาวทั้งหลัง มีพระธาตุเจดีย์ทั้งหมด 108 องค์ ซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพงลูกแก้วทั้งหมด 108 ลูก ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ นามว่า “พระสุรัสวดีประทานพร” และองค์เล็กที่ทำจากไม้ขนุนทั้งองค์

ออกนอกเมืองไปอีกนิด เชิญชวนให้ไปกราบสักการะพระธาตุอินทร์แขวนจำลอง ที่พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ เฉลิมพระเกียรติ ร.9 เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีจอ นอกจากจะได้สักการ บูชาพระธาตุอินทร์แขวนจำลองแล้ว ดอยผาสวรรค์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่เป็นแหล่งต้นบุญ ต้นน้ำ ต้นป่า และต้นไม้ รวมทั้งเป็นดินแดนโอโซนอันดับ 7 ของประเทศไทยด้วย

อีกวัดที่แนะนำให้ไปกราบ คือ วัดพระธาตุดอยเล็ง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของแพร่ มีตำนานเกี่ยวกับองค์พระธาตุว่า พระธาตุดอยเล็ง พระธาตุช่อแฮ พระธาตุจอมแจ้ง เป็นพระธาตุที่สร้างคู่กันมา โดยพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ที่ดอยลูกหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของดอยธชัคคะบรรพต และเสด็จมาถึงดอยจวนในช่วงใกล้สว่าง เป็นที่มาของชื่อจวนแจ้ง ต่อมาเพี้ยนเป็นจอมแจ้ง และเสด็จมาประทับที่ดอยอีกดอยหนึ่ง เพื่อแลดูภูมิประเทศของเมืองโกศัย แล้วตรัสว่า ที่นี่เป็นเมืองที่น่ารื่นรมย์ เหมาะแก่การสร้างบ้านสร้างเมือง การประทับแลดูนั้นตามภาษาพื้นเมืองเหนือแปลว่า “เล็ง” จึงเรียกดอยนี้ว่า ดอยเล็ง

อีกที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ พระธาตุศรีดอนคำ และ พระธาตุดอยน้อย ซึ่งอยู่ที่ อ.ลอง เป็นพระธาตุที่มีตำนานการเสด็จมาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับองค์พระธาตุศรีดอนคำ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนหน้าอกไว้

นี่แค่เริ่มต้น สำหรับการเดินสายไหว้พระธาตุที่เมืองแพร่ ก็พบว่า พระธาตุที่นี่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ทุกๆองค์มีตำนานอันศักดิ์สิทธิ์และเรื่องราวแห่งอดีตที่แฝงไปด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ตั้งใจไว้แล้วว่า หากยังพอมีเรี่ยวแรงที่จะเดินทางไหว …จะไปกราบพระธาตุให้ครบ 28 องค์ในเมืองแพร่ให้ได้ในชาตินี้…!!!

ล่องเรือ 20 ล้าน! ลุยเดี่ยวเที่ยวหรูอยู่ดีบนเรือ ‘บลูลากูน’ ไฮโซไปอีก! (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/860721

หนึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังมาแรง และเชื่อว่าสาวๆ หลายคนใฝ่ฝันอยากไปเที่ยวแบบนี้สักครั้งในชีวิต ใช่แล้ว…เรากำลังพูดถึงการล่องเรือยอร์ชเที่ยวชิลๆ สุดหรู ท่ามกลางผืนน้ำทะเลสีสวย ท้องฟ้าสดใส กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาI TOUR ALONE กับฮัมมิ่งเบิร์ด สัปดาห์นี้ภูมิใจนำเสนอ การรีวิวที่สุดแสนจะไฮโซครั้งแรกของเรา นั่นคือ การขึ้นเรือยอร์ชที่มีชื่อว่า บลูลากูน ที่มีราคาสูงถึง 20 ล้านบาท (โอ้มายก็อด!) เพื่อเที่ยวชมวิวทะเลพัทยาในวันที่คลื่นลมสงบ แสงแดดจ้าทอประกายไปกับผิวน้ำ ดูระยิบระยับจับตา สายลมเบาๆ พัดขึ้นมาเย็นสบาย โอ๊ย…ฟินสุดๆ

-1-

จังหวะก้าวขาขึ้นเรือเล็ก เพื่อข้ามไปยังเรือยอร์ชลำนี้ บอกแบบไม่อายว่าตื่นเต้น เพราะเป็นการนั่งเรือคาตามารัน (Catamaran) ครั้งแรกในชีวิต ถ้าใครนึกหน้าตาเรือไม่ออก ให้นึกถึงมิวสิกวิดีโอที่มีฉากล่องเรือเที่ยวสวยๆ ดูไฮโซ หรูหรา นั่นแหละ…แบบนั้นเลย

พอขึ้นมาบนเรือก็ประทับใจตั้งแต่แรกเห็น แม้ว่าจะเป็นเรือคาตามารันขนาดกลางเท่านั้น แต่ก็ถือว่าอลังการมากสำหรับเรา สำหรับเรือลำนี้มีชื่อว่า บลูลากูน ซึ่งเขาให้บริการทั้งล่องเรือที่ทะเลพัทยา และทะเลภูเก็ต โดยเปิดให้บริการมานานกว่า 3 ปีแล้ว

ความโดดเด่นอันเลอค่าของเจ้าบลูลากูนลำนี้ก็คือ นางมีสเปซภายในที่กว้างขวาง สามารถพักผ่อนได้สะดวกสบาย เดินได้รอบเรือ มีห้องนอน 3 ห้อง (แต่วันที่เราไปเที่ยว แวะไปดูได้ 2 ห้อง ชมได้ในคลิป) รวมห้องน้ำอีก 3 ห้อง มีมุมห้องครัว ห้องนั่งเล่น และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ส่วนค่าบริการน่ะเหรอ? ก็ชิลๆ อะนะ ครึ่งวันแค่ 45,000 บาทเท่านั้นเอง ใช่! คุณอ่านถูกแล้วค่ะ ไม่ต้องขยี้ตา นี่คือราคาค่าเช่าเรือเที่ยวแบบ Half Day ประมาณ 5 ชั่วโมง รวมบริการต่างๆ ให้ด้วย ได้แก่ เครื่องดื่มซอฟต์ดริ้งค์ ผลไม้ ขนมขบเคี้ยว ชุดแซนด์วิช ผ้าเช็ดตัว อุปกรณ์ดำน้ำ อุปกรณ์ตกปลาพร้อมเหยื่อ มีคนสอนตกปลา ตกปลามาได้ปุ๊บมีเตาบาร์บีคิวบนเรือให้ด้วย

ส่วนใครอยากเที่ยวแบบ Full Day ก็ควักจ่ายไปค่ะ 55,000 บาท ล่องได้นาน 9 ชั่วโมงเลยนะตัวเธอ ก็อย่างที่บอกไปข้างต้น ราคานี้หารกันกับเพื่อนๆ ได้สบาย เพราะเรือขนาดกลางลำนี้บรรทุกได้ 20-25 คน

แต่ถ้าใครอยากไปเที่ยวกลุ่มเล็กๆ ก็เช่าลำเล็กสิจ๊ะ ครึ่งวันราคาอยู่ที่ 35,000 บาท ส่วนเต็มวันราคา 45,000 บาท จุได้ 15-20 คน ส่วนใครอยากจัดใหญ่จัดเต็มปาร์ตี้อลังการ ก็ต้องเช่าพี่ลำใหญ่เขาเลย จุได้ 55 คน ครึ่งวันราคา 70,000 บาท เต็มวัน 100,000 บาท เบาๆ ค่ะคุณ!

-2-

มาถึงความดีงามของห้องต่างๆ บนเรือบ้าง เราเดินสำรวจซะจนทั่วเลย เริ่มจากด้านนอกก็จะมีโซนให้นั่งกินลมชมวิว มีที่นั่งตาข่ายเก๋ๆ ให้แชะภาพสวยๆ กันไป ส่วนด้านในตรงกลางเรือออกแบบให้เป็นเหมือนห้องนั่งเล่นและห้องทานข้าว มีโซฟา มีโต๊ะให้ตรงกลาง จากนั้นทางด้านซ้ายและขวา จะมีบันไดให้เดินลงไปชั้นล่างได้

เราเดินลงไปดูด้านซ้ายมือซะหน่อย อืม…เป็นห้องนอนขนาดย่อมนอนได้ 2 คน มีห้องน้ำในตัว เดินออกมาเห็นห้องน้ำอีกห้อง และมีห้องนอนอีกห้องที่เราไม่ได้เข้าไปดู ถัดมาเดินขึ้นไปตรงกลางห้องนั่งเล่น แล้วเดินลงไปฝั่งขวาบ้าง อันนี้เห็นเป็นห้องนอนใหญ่ นอนได้ 2-3 คน มีห้องนั่งเล่นและห้องน้ำในตัวขนาดใหญ่

การล่องเรือเที่ยวกับทางบริษัท บลู โวยาจ ลูกค้าสามารถเลือกเวลาได้ว่า อยากมาล่องเรือช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย บางคนมาถ่ายพรีเวดดิ้งก็อาจจะชอบวิวช่วงเช้ามากกว่า เพราะน้ำใส แดดดี แต่ถ้าใครเน้นมาปาร์ตี้กับเพื่อนๆ แนะนำว่าควรออกเรือช่วงบ่ายถึงเย็น  เพราะจะได้ชมวิวพระอาทิตย์ตก สวยงามโรแมนติกดีทีเดียว

อีกหนึ่งความพิเศษคือ เรือยอร์ชของบลู โวยาจเป็นเรือจากแบรนด์ลากูน ถ้าเทียบกับรถยนต์ก็เหมือนรถปอร์เช่หรือเฟอร์รารี่เลยทีเดียว ถือว่าเป็นเรือคาตามารันที่แพงที่สุดและดีที่สุดจากบรรดาเรือทั่วโลก นอกจากนี้ในเรื่องความปลอดภัย บนเรือก็จะมีชูชีพ เรือเล็ก แตรสัญญาณ อุปกรณ์ดับเพลิง สำหรับกรณีฉุกเฉิน เรียกว่าได้มาตรฐานสากล

-3-

ถ้าใครอยากหาโอกาสมาพักผ่อนสไตล์ Eco Luxury แบบนี้ ขอบอกว่าต้องเป็นนักเดินทางที่มีหัวใจอนุรักษ์ด้วยนะจ๊ะ เพราะการบริการของที่นี่ ค่อนข้างเข้มงวดเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และไม่สนับสนุนการทำลายสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้าน

เริ่มตั้งแต่การจอดเรือ กัปตันเรือจะไม่ไปจอดใกล้ปะการังเด็ดขาด แต่ใช้เรือเล็กในการขนส่งผู้โดยสารขึ้นเรือเท่านั้น ส่วนเวลาที่แวะเที่ยวตามเกาะ เมื่อจะกลับขึ้นเรือจะมีทีมงานลงไปเก็บขยะออกจากเกาะทันที ไม่มีการทิ้งขยะไว้ตามแหล่งท่องเที่ยว

อีกทั้งในทุกๆ เดือน ทางบริษัทจะหยุดงาน 1 วัน ชักชวนทีมงานทั้งหมดมาร่วมกิจกรรมทำความสะอาด เก็บขยะ ตามเกาะต่างๆ ที่บริษัทลงไปใช้บริการ เช่น เกาะคราม หาดทรายแก้ว เกาะลิง เป็นต้น บางเดือนก็จะมีเหล่าเซเลบริตี้และดารามาร่วมแคมเปญนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามและข้อควรระวัง ที่คุณควรรู้ก่อนไปเที่ยวล่องเรือ ได้แก่ ห้ามจับหอยเม่น ห้ามจับหอยมือเสือหรือปลาทะเลที่เป็นสัตว์สงวน และจะมีกฎระเบียบต่างๆ บนเรือ โดยกัปตันเรือมีอำนาจในการตัดสินใจทุกอย่าง เหมือนกัปตันบนเครื่องบิน ในการควบคุมเรื่องสารเสพติด และการกระทำอื่นๆ ที่ผิดกฎหมาย

“เราจะไม่ให้ลูกค้าเอาสัตว์ใต้ทะเลกลับบ้าน เราจะมีกัปตันคอยเช็กคอยดูตลอด เน้นว่าให้นักท่องเที่ยวเพลิดเพลินสนุกสนานอยู่บนเรือกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของเรา โดยเข้าไปยุ่งกับธรรมชาติให้น้อยที่สุด” เจ้าของบลู โวยาจอธิบาย

ไม่ใช่แค่ดี…แต่เราว่าแนวคิดนี้ ดีเยี่ยมไปเลย! นอกจากจะได้เที่ยวชมความสวยงามของธรรมชาติแบบหรูหราไม่เหมือนใครแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสีเขียวที่ดีอีกทางหนึ่งเลย เอาเป็นว่าใครอยากมาสัมผัสประสบการณ์เที่ยวหรูอยู่ดีใกล้ๆ กรุงเทพฯ แบบนี้ล่ะก็ ต้องห้ามพลาด!

*ชมคลิป*

กิจกรรมล่องเรือยอร์ชเที่ยวเป็นกิจกรรมในแคมเปญ เที่ยวหรู อยู่ดี @พัทยา โดยร่วมกับบริษัท บลู โวยาจ (ไทยแลนด์) เสนอแพ็กเกจ ล่องเรือยอร์ชครึ่งวัน ในราคาเริ่มต้น 2,666 บาท พิเศษ 500 ท่านแรก รับบัตรใช้บริการสปาหรือออนเซ็นที่ยูโนะโมริ ออนเซ็น สปา พัทยา เริ่มให้บริการโปรโมชั่นนี้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2560 ขึ้นเรือที่ท่าเรือโอเชี่ยนมาริน่ายอร์ชคลับ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 08-6826-5656

ชวนไปชิลติดวิวทะเล! ส่อง 5 สิ่งดี๊ดี เมร่า มาเร่ โรงแรมหรูผู้ดีอังกฤษ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/861176

ชวนไปชิลติดวิวทะเล! ส่อง 5 สิ่งดี๊ดี เมร่า มาเร่ โรงแรมหรูผู้ดีอังกฤษ!

เป็นอีกครั้งที่หนีกรุงมาเที่ยวผ่อนคลายไปกับกลิ่นอายชายทะเลของเมืองพัทยา ดูผิวเผินก็ไม่เห็นจะมีอะไรใหม่ แต่เชื่อไหมว่ายังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่คุณยังไม่เคยไปสัมผัสมาก่อนโดยเฉพาะโรงแรมย่านริมหาดพัทยา เห็นมีอยู่หลายโรงแรมที่น่าสนใจ สามารถไปพักผ่อนกับครอบครัวได้ หนึ่งในนั้นคือ Mera Mare โรงแรมที่เพิ่งเปิดตัวมาได้เพียงปีเดียว รับรองความใหม่สดซิง ที่สำคัญออกแบบสวย แปลก สะดุดตา หรูหราแบบสุดๆ งานนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดพาไปรีวิวที่นี่สักหน่อย ดูซิว่ามีอะไรดีมากกว่าความสวยงามภายนอกหรือเปล่า พร้อมแล้วตามมาชมทางนี้…

1. พักสบายสไตล์ Boutique Luxury 

สำหรับโรงแรมเมร่า มาเร่ ตั้งอยู่ที่ถนนเลียบชายหาดพัทยา เมืองพัทยา จ.ชลบุรี สังเกตง่ายๆ อยู่ระหว่างซอยพัทยา 6/1 และซอยถนนเซ็นทรัล เรียกว่าอยู่ย่านใจกลางเมืองพัทยา สามารถเดินไปที่ เซ็นทรัลเฟสติวัลบีช ช็อปปิ้งมอลล์ ได้ในเวลาเพียง 5-10 นาที

ที่นี่ออกแบบตกแต่งในสไตล์ Boutique Luxury ของอังกฤษ มีความย้อนยุคนิดๆ แต่หรูหราโอ่อ่า เข้าไปแล้วให้ความรู้สึกสบายตาและอบอุ่นในโทนสีขาวดำแซมสีน้ำเงิน ดูเป็นผู้ใหญ่ เรียบๆ แต่เท่ มีพนักงานที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น บริการได้มาตรฐาน รวมถึงมีห้องพักให้บริการใน 5 ประเภท รวมทั้งหมด 80 ห้อง

ภายในห้องพักแต่ละห้องตกแต่งอย่างดี เต็มไปด้วยศิลปะสวยงามหรูหราที่แทรกซึมอยู่ทุกตารางเมตร อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมีบริการเชื่อมต่อ Wi-Fi อีกด้วย

2. มีโซนร้านเบเกอรี่เก๋ๆ 

ถัดมาเป็นโซนที่เราประทับใจที่สุด นั่นคือ Pastry Addiction เป็นโซนร้านขนมอบที่มีขนมปัง เค้ก แซนด์วิช หลากหลายรูปแบบให้เลือกชิม พร้อมชา กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีไอศกรีมแบบโฮมเมดอีกด้วย อ้อ! ที่นี่เขาขึ้นชื่อเรื่อง ‘สโคน’ ที่เสิร์ฟมาพร้อมซอสมาสคาโปเน (Mascarpone cheese) และแยมสตรอเบอร์รี่ แบบอังกฤษแท้ๆ เลยนะ อร่อยเหาะอย่าบอกใคร

3. ห้องพักสุดหรูเห็นวิวทะเล

มาถึงห้องพักกันบ้าง ที่นี่มีให้เลือกถึง 5 ประเภทด้วยกัน แต่วันนี้เราได้แวะชม 3 ประเภทห้องพัก ได้แก่ Deluxe room, Deluxe Premier และ Junior Suite

เริ่มจากห้องแบบแรก Deluxe room จะเป็นเตียงคู่หรือ Twin Bed ความกว้างแบบพอดีๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป มีห้องน้ำขนาดย่อมแยกสัดส่วนระหว่างห้องอาบน้ำและ Bathtub ส่วนนอกระเบียงก็สามารถชมวิวทะเลพัทยาได้ด้วย ต่อมาคือห้องแบบ Deluxe Premier ห้องประเภทนี้จะอัพเกรดขึ้นมาหน่อย ห้องกว้างขึ้น ระเบียงใหญ่ขึ้น และมีเตียงใหญ่แบบ Double Bed เหมาะกับคู่รัก

ส่วนห้องแบบ Junior Suite นี่ก็เหมาะกับคู่รักเช่นกัน แต่เพิ่มดีกรีความหรูหราไปอีก เหมาะกับคู่ที่ต้องการมาใช้เวลาพักผ่อนนานหลายวัน นอกจากมุมห้องนอนที่มีเตียงขนาดใหญ่แล้ว ยังเพิ่มเติมส่วนของห้องนั่งเล่น และมุมห้องครัวพร้อมโต๊ะทานอาหารให้ด้วย ห้องนี้ระเบียงใหญ่เว่อร์ มีโซฟาให้นั่งเล่นชิลๆ มองเห็นวิวทะเลได้แบบ 180 องศาแบบใกล้ชิดด้วยนะเออ!

4. โปรโมชั่นห้องพักสุดคุ้ม

Mera Mare Hotel เป็นโรงแรมพันธมิตรในโครงการ Exclusively Luxperience @ Pattaya ต้อนรับปี 2017 ด้วยการมอบโปรโมชั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยโดยเฉพาะ มอบห้องพักราคาพิเศษ 3,599 บาท รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน ฟรีกิจกรรมเสริมเป็น Afternoon Tea โปรโมชั่นนี้เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 15 สิงหาคม 2560 เฉพาะวันธรรมดา (อาทิตย์-พฤหัสบดี)

5. Afternoon Tea สไตล์อังกฤษแท้

สำหรับ Afternoon Tea ของที่นี่ น่าสนใจมาก ให้มาแบบจัดเต็มจริงๆ เราได้ลองชิมแล้วขอบอกว่าอร่อยแทบทุกอย่าง (แม้จะเสิร์ฟมาในไซส์มินิก็เถอะ!) เริ่มตั้งแต่ของเมนูว่าง มีทั้งของคาวและของหวาน ประกอบไปด้วย กุ้งทอดซอสส้ม คานาเป้ขนมปังหน้าหอยแมลงภู่ หน้าแฮม หน้าผลไม้ เสิร์ฟพร้อมตับบด ส่วนของหวานประกอบไปด้วยทาร์ตผลไม้ เอแคลร์ช็อกโกแลต มาการอง เค้ก และซิกเนเจอร์อย่างขนมสโคน ทั้งหมดนี้เสิร์ฟพร้อมชาร้อน 1 กา และนมสด

ถ้าอยากพักผ่อนในวันหยุดสบายๆ เราว่าที่นี่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย สำหรับใครที่มีวันหยุดแค่ไม่กี่วัน เพราะเดินทางสะดวก ใกล้กรุงเทพฯ อากาศดี ลองแวะมาแล้วอาจจะถูกใจก็ได้เนอะ!

รีดนมกันมั้ยจ๊ะ? เที่ยวชิลวันเดย์ทริป หนองโพ ฟาร์มวัวนมที่ดีน่าดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/858405

“กุ๊งกิ๊ง กุ๊งกิ๊ง กุ๊งกิ๊ง…” ไม่ใช่เสียงกระดิ่งแมว แต่เป็นเสียงกระดิ่งของเจ้า นาเดียร์ วัวนมตัวเมียจาก สุรศักดิ์ แดร์รี่ ฟาร์ม ฟาร์มโคนมสาธิต ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีแวะมาราชบุรีเมืองโอ่งคราวนี้ ผมมีโอกาสดีได้แวะมาเที่ยวอิงแอบธรรมชาติ สายลม แสงแดด ที่ฟาร์มแห่งหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในฟาร์มวัวนมที่ดีที่สุดในจังหวัดราชบุรีเลยทีเดียว

-1-

ทันทีที่เดินเข้าฟาร์มไปก้าวแรก ก็รู้สึกถึงความใกล้ชิดธรรมชาติได้เลย อากาศโล่ง ลมพัดผ่านสบาย ผมเอ่ยปากถาม ‘พี่กั้ง สุรศักดิ์ แซ่ลี้’ เจ้าหน้าที่ฟาร์มหนองโพ ผู้ทำหน้าที่ไกด์เฉพาะกิจสำหรับทัวร์ครั้งนี้ว่า ทำไมมันโล้ง…โล่งขนาดนี้?

พี่กั้ง สุรศักดิ์ แซ่ลี้พี่เขาก็ให้เหตุผลว่า “เราเลี้ยงวัวที่นี่ไม่เหมือนใคร เราเลี้ยงแบบใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด เพื่อไม่ให้วัวเครียด เพราะถ้าเขาเครียด สุขภาพก็จะไม่ดี นมก็จะออกมาไม่ดีด้วย” พี่กั้งเล่าอย่างอารมณ์ดี

เดินมาถึงโรงวัวด้านในฟาร์ม โอ้โห…หลังคาสูงมาก เท่าที่ผมเคยไปเที่ยวฟาร์มวัวนมมา ไม่มีที่ไหนหลังคาสูง โล่ง โปร่ง สบาย แบบนี้เลย สตั๊นชมความอลังการอยู่สองวินาที ผมก็เดินเข้าไปด้านในโรงเลี้ยงวัว ขนาดเข้ามาแล้วนะ ยังรู้สึกถึงลมพัดได้อยู่เลย ที่สำคัญ กลิ่นขี้วัวแทบไม่มี เพราะอากาศถ่ายเทมาก

ผมขยับเท้าสองสามก้าวไปใกล้ๆ เจ้าวัวกลุ่มหนึ่งที่กำลังหม่ำมื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยแบ่งเป็นสองฝั่ง อาหารอันโอชะจะอยู่ในรางที่พื้นด้านล่าง จะมีกรงเหล็กแบ่งเป็นช่องให้แต่ละตัวโผล่หน้าออกมากินได้อย่างสบายๆ ไม่ถูกล่ามไว้เลยสักตัว กินไม่สนใจโลกด้วย เคี้ยวกันแต่ละทีได้ยินไปถึงหน้าฟาร์ม แหม…ฟังแล้วอยากลงไปเคี้ยวด้วยคนจริงๆ

-2-

แล้ววัวแต่ละนาง มีชื่อด้วยนะ เท่าที่ทราบมาก็มี ‘น้ำค้าง’ ‘นาเดียร์’ ‘ไผ่ล้อม’ ‘ชมพู่’ ฯลฯ แต่ละชื่อนี่จะน่ารักๆ ทั้งนั้น ผมซักไซ้พี่กั้งอีกว่า แล้ววัวจำชื่อตัวเองได้ไหม? พี่เขาก็บอกให้ลองเรียกสิ “น้ำค้าง!” เจ้าวัวนมลายขาวดำ ก็หยุดกินแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง โห! รู้จักชื่อตัวเองด้วย

ส่วนวัวตัวอื่นๆ ที่ไม่ถูกเรียกก็กินไปตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เจ้าน้ำค้างนี่สิ เรียกปุ๊บ หันปั๊บ พอทำหน้าสงสัยเสร็จก็ก้มลงไปกินต่อ …สบายจาย…

และแล้วก็ถึงเวลาพัก คนงานในฟาร์มก็เดินไปเปิดประตูหลังคอก เพื่อให้เจ้าวัวแสนรู้พวกนี้ได้ออกไปรีแลกซ์ สูดอากาศกันที่ลานกว้างด้านหลังฟาร์ม พี่ๆ คนงานก็จะเดินมาล้างทำความสะอาดพื้นที่สาวๆ พวกนี้ทิ้งระเบิดเอาไว้ ทั้งไถ ทั้งฉีดน้ำล้าง แป๊บเดียวก็สะอาดเอี่ยมอ่อง หลงเหลือน้ำอยู่ตามพื้นเล็กน้อย

เมื่อพวกนางเหล่านั้นเดินออกไปด้านนอกหมดแล้ว ทีนี้ก็ตาเราบ้าง ก้าวแรกที่ออกไป รู้สึกได้ถึงความชุ่มฉ่ำมาก… เฮ้ย! เท้าเปียก ใช่ครับ รองเท้าทะลุ น้ำซึมเปียก เปียกไปถึงข้างใน ลืมไปว่ารองเท้าเป็นรู (ฮา…)

ไม่เป็นไรไปกันต่อ เดินตามน้องวัวแสนรู้ออกไปด้านนอก ความรู้สึกแบบนี้รู้ทันทีเลยว่า ไม่ได้มีกันทุกวันในซอยบ้านเราแน่ๆ

ลมพัดบางๆ อากาศเย็นกำลังพอดิบพอดี บวกกับแดดยามเย็นที่ส่องลงมา ทำเอาสดชื่นลืมกรุงไปเลย แสงอ่อนๆ ที่ส่องลอดผ่านยอดไม้ที่พลิ้วไหวไปตามลม ทำให้ผมรู้สึกอยากเอาเปลมากางนอนตรงนั้นเลย แล้วคิดดู ขนาดเรายังรู้สึกดีได้ขนาดนี้ แล้วพวกเจ้าวัวสาวจะขนาดไหน ต่างคนต่างเดินเล่น เล็มยอดหญ้าต้นเล็กๆ บางตัวก็นอนพักรับความอบอุ่นของแดดใกล้ค่ำ

-3-

พี่กั้งบอกว่า “เราจะทำแบบนี้ทุกวัน เพื่อให้เขาอยู่อย่างมีความสุขที่สุด เขาคืออาชีพของเรา ไม่มีเขา ก็คงไม่มีเรา เราจึงต้องเลี้ยงเขาเหมือนลูก เหมือนคนในครอบครัว” ซาบซึ้งกินใจกับทัศนคติของชายคนนี้ที่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง นั่นคือ “การรีดนมวัว” นั่นเอง ยอมรับเลยว่าอยากลองทำมานานแล้ว ครั้งแรกของผมเลยนะเนี่ย ที่จะได้จับนมคุณแม่วัวที่เพิ่งคลอดลูก

โดยขั้นตอนก่อนที่จะรีดนมวัวนั้น จะต้องใช้ผ้าสะอาดเช็ดเต้านมก่อน เพื่อกระตุ้นสมองของวัวให้สั่งการมาที่เต้านม ให้พร้อมสำหรับการถูกรีดนม และเป็นการทำความสะอาดไปในตัว เต้านมที่พร้อมจะถูกรีดน้ำนมนั้น จะมีลักษณะคัดมาก เพราะน้ำนมเยอะ

ต่อมาวิธีการรีดนม คือ บีบหัวนมในลักษณะดึงลง พยายามเค้นน้ำนมออกมา พอผมได้ลองรีดนม รู้สึกทันทีว่าเจ้าแม่วัวตัวนี้จะกลัวนิดหน่อย ไม่ค่อยชินกับมือคน เพราะส่วนใหญ่จะโดนเครื่องดูดมากกว่า พี่กั้งต้องมาช่วยจับ เพราะนางจะถีบลูกเดียวเลย ส่วนผมน่ะเหรอ? ก็รีดไปเกร็งไป (ฮา…) แต่ก็ประทับใจมากที่ได้มารีดนมวัวครั้งแรกในชีวิต

ถึงแม้จะไม่ใช่ผู้ชำนาญในการรีดนม แต่ผมยอมรับเลยว่าวันนี้สนุกมากที่ได้มาเที่ยวฟาร์มวัวนมแห่งนี้ ฟาร์มที่เกิดจากอาชีพพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 บอกได้เลยว่าประทับใจสุดๆ บรรยากาศก็ดี แม่วัวนมทั้งหลายก็ยังอยู่อย่างมีความสุข

จบวันที่เราได้เห็นถึงความสุขของชาวราชบุรีที่อยู่กันอย่างพอเพียง หากใครว่าง ช่วงนี้อากาศกำลังดีเชียว ลองควงแขนคนข้างๆ แวะมาเที่ยวกันดู รับรองว่าสนุกเพลินไม่แพ้ที่อื่นเลย.

ที่มา : กิจกรรม หนองโพ THE HERO

เอ็กซ์คลูซีฟ! ‘กรัชเพชร อิสสระ’ กับสี่วันในเมืองแห่งสีสัน ‘โมร็อกโก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย HELLO! Thailand 19 ก.พ. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/856584

ทวีปแอฟริกา เป็นทวีปที่มอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เข็มเสมอ หลายครั้งที่การไปยังทวีปนั้นมักมาจากการเตรียมตัวอย่างดี เช่นเดียวกับการไปเยือนซาฮาราครั้งนี้ เป็นทริปสี่วันที่พ่วงมากับการไปอังกฤษและฝรั่งเศส
จากอังกฤษ เรานั่งยูโรสตาร์ไปฝรั่งเศส แล้วบินต่อไปโมร็อกโก ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ และเป็นแอฟริกาที่เป็นโซนของชาวอาหรับหรือแขกขาวอาศัยอยู่ ทำให้ประเทศนี้มีสีสันที่แตกต่างไปจากแอฟริกาที่เข็มเคยชิน ทั้งในแง่สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม สินค้าพื้นเมืองที่มีสไตล์แบบเดียวกับประเทศแถบตะวันออกกลาง หรืออิหร่านที่เข็มเคยไปเมื่อหนึ่งปีก่อน

สถาปัตยกรรมเหล่านั้นมีอยู่ทั่วไปในเมืองมาร์ราเกซที่เราไป เช่นเดียวกับที่พักของเราที่เรียกว่า Riad ซึ่งเป็นคำเรียกที่พักที่ปรับปรุงขึ้นจากบ้านเก่า หลังที่เราไปพักนั้นมีชื่อว่า RiadYasmine อยู่ในย่านเมดินา หรือย่านเมืองเก่าของมาร์ราเกซเป็นบ้านหลังใหญ่ที่มีห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวอยู่สักเจ็ดห้อง

เวลาที่เหลือเพียงไม่นานนักก่อนจะค่ำในมาร์ราเกซของเราจึงทำได้เพียงการเดินไปที่ซูค หรือตลาดในภาษาอาหรับ แต่แค่เพียงวันแรกก็ทำเราผวาไปกับไมตรีที่คนเมืองนั้นมีให้ เขาเป็นคนแก่ที่อยู่ระหว่างทางเดินที่เราจะไปซูค เมื่อเห็นเราเขากวักมือเรียกและบอกว่าจะพาเราไปอีกทางหนึ่งเพราะหวังว่าจะได้ค่านำทาง แต่เมื่อเดินตามเขาไปเราก็ยิ่งกังวลขึ้นเรื่อยๆ เพราะทางยิ่งแคบลงๆ มองไปข้างหลังก็มีคนเดินประกบเรามาอีก ในใจคิดว่าคงถูกปล้นแน่ๆ เขาเองก็คงสังเกตเห็นว่าเราเริ่มจะกลัว จึงบอกว่าไม่เป็นไร อีกนิดเดียวก็ถึง แล้วก็ถึงจริงๆ อย่างที่เขาว่า เราจ่ายค่านำทางให้เขาอย่างโล่งใจ แม้ในใจจะคิดว่า แค่เราเดินตรงไปตามแผนที่ที่ดูมา เราก็ไปถึงโดยไม่ต้องเสียเงินแล้ว

Jemaa el Fna ซึ่งเป็นลานที่ตั้งของตลาดมีความอลหม่านยิ่งกว่าที่เราคิด ทุกอย่างดูตื่นตาตื่นใจ ทั้งข้าวของที่เป็นงานฝีมือ ผ้า ผืนพรม งานเซรามิกแต่ในความเพลิดเพลินนั้นเราต้องระวังการจู่โจมของคนขายไว้ด้วย เพราะเพียงแค่เราทำท่าทีสนใจ หรือพูดถึงของที่เขาขาย เขาจะเข้ามาจูงเราไปดูของในทันทีเหมือนกัน วันนั้นเข็มแค่พูดว่าเฮนน่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือคนเพนต์เฮนน่าดึงมือเราไปแล้วเอาตัวบีบซึ่งหัวแหลมเหมือนเข็มมาจิ้มจนเราตกใจ จึงเป็นการเดินที่จะว่าสนุกก็ใช่ แต่จะว่าไม่ใช่ก็ใช่อีกเหมือนกัน

เราตั้งใจจะออกจากมาร์ราเกซไปทะเลทรายซาฮาร่าทันทีในตอนเช้า เพื่อไปให้ทันดูพระอาทิตย์ตกดินที่เอิร์กแชบบี (Erg Chebbi) ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุดในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของซาฮาร่า สิ่งที่น่าตื่นเต้น คือสองข้างทางที่เราต้องขับรถเกือบสิบชั่วโมง ผ่านเทือกเขาแอตลาส ผ่านคอวร์ซาเซต ผ่านโรสวาเลย์ ที่เป็นเหมือนลำธารเล็กๆ อยู่ระหว่างหุบเขา บางช่วงวิวเปลี่ยนเป็นแคนยอน บางช่วงเป็นทิวต้นปาล์ม ซึ่งเป็นโอเอซิสกลางทะเลทราย ทำให้เราเพลินกับการนั่งรถนานๆ มากกว่าจะเบื่อ เราไปถึงแคมป์ที่พักกันตอนเย็นที่อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะตก ที่พักแบบเต็นท์ 15 หลังรอเรากลับมาทำกิจกรรมอื่นๆ หลังขี่อูฐท่องทะเลทรายเสร็จ

บนหลังอูฐทำให้เข็มยิ่งสนุก เพราะนับจากที่เคยขี่อูฐแบบเด็กๆ ในสวนสัตว์ นี่เป็นครั้งแรกที่เข็มได้มาอยู่บนหลังอูฐจริงๆ มันให้ความรู้สึกต่างไปจากการขี่ม้าที่เข็มชอบขี่ เราอยู่บนหลังอูฐที่เดินตามกันเป็นขบวนแบบเรียงเดี่ยว ตัวโคลงไปทุกก้าวที่อูฐย่าลงบนผืนทราย เงาสีดำทอดให้เห็นตัวเราบนพื้นสีน้ำตาล เมื่อไปถึงแซนดูน หรือจุดที่เป็นสันทราย เราลงจากหลังอูฐแล้วเดินขึ้นไปบนจุดที่สูงที่สุด ฟ้ากำลังเปลี่ยนสี ละอองสีแดงปลิวฟุ้ง นี่ขนาดเราอยู่แค่ขอบๆ ของซาฮารายังสวยขนาดนี้ หากมีโอกาสได้เข้าไปลึกๆ เหมือนที่คุณแม่เคยไป จะสวยขนาดไหน

เราใช้เวลาอีกหนึ่งวันเต็มๆ ในการเดินทางกลับสู่มาร์ราเกซ ครั้งนี้เราเลือกเส้นทางที่ไม่ซ้ำเดิมเพราะจะได้ไปแวะเมืองเก่าที่ได้ยินมาว่าเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสู้รับในหนังเรื่อง Gladiator กับ Games of Throne ที่ชื่อว่า Ait Ben Haddou ซึ่งเราต้องเดิน ข้ามสะพานที่มีร่องรอยของแม่น้ำเป็นกรวดหิน ในช่วงที่มีน้ำจะมีทางเข้าด้านหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งลาเพื่อข้ามฝั่งไปยังเมืองเก่าได้

หนึ่งวันเต็มๆ ก่อนบินกลับฝรั่งเศส เวลาที่เหลือจึงหมดไปกับการชมเมืองเป็นส่วนใหญ่ ความสนใจของเราพุ่งไปที่บ้านพักของอีฟส์แซงต์โลรองต์ ดีไซเนอร์คนดังที่มาสร้างบ้านพักหลังสีฟ้าสดอยู่ที่นี่ ชื่อว่า JardinMajorelle ที่นี่เป็นจุดรวมของนักท่องเที่ยวก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าใครก็อยากมาเที่ยวบ้านของโลรองต์ แต่เราทำได้เพียงการชมอยู่นอกตัวบ้าน และชมสวนแคคตัสที่แต่ละต้นสูงใหญ่ราวกับต้นปาล์มในทะเลทราย มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เป็นห้องจัดแสดงชุดแต่งกายของชาวเบอร์เบอร์ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของโมร็อกโก และมีร้านที่ขายเสื้อผ้าคอลเลกชั่นของอีฟส์แซงต์โลรองต์อยู่ด้วย แต่เป็นเสื้อพิมพ์ลายแบบโมร็อกโกแบบง่ายๆ มากกว่า

หากจะชมสถาปัตยกรรมโบราณในมาร์ราเกซ Ben Youssef คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโมร็อกโก อันเป็นหนึ่งในสถานที่ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ทุกอย่างภายในล้วนเป็นงานแกะสลักกระเบื้องสี ดูละเมียดละไมดึงดูดสายตาได้มากที่สุด และแสงที่ตกกระทบผ่านกำแพงลงตามตรอกซอกซอยในเมืองนี้ ก็ให้เฉดของแสงเงาที่มีมิติจากการออกแบบแปลนเมืองของเขา

เราแวะไปที่ซูคอีกครั้งก่อนกลับ เข็มตั้งใจเอาไว้ว่าจะซื้อของสักหนึ่งชิ้นติดมือกลับไป เพราะพื้นที่กระเป๋ามีจำกัด กระทั่งไปสะดุดตากับกระเป๋ากระดูกอูฐใบเล็กขนาดพอดีกับที่ชอบ จึงได้กระเป๋าใบนั้นกลับมาแขวนไว้ที่บ้าน แม้จะยังไม่มีโอกาสได้ใช้งานสักครั้งจนถึงทุกวันนี้ก็ตามที

แม้จะกลับมาแล้ว เข็มยังคงนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองอยู่ท่ามกลางผืนทะเลทรายกว้างใหญ่นั้น ยังนึกถึงความสดชื่นในของยามเย็นที่พระอาทิตย์ค่อยๆ หลุบลงไปในทะเลทราย นึกถึงร่างกายที่เปี่ยมพลังที่ได้รับจากธรรมชาติที่ไม่ต้องปรุงแต่ง หากได้กลับไปอีกครั้งหนึ่ง ทะเลทรายซาฮาราที่อยู่ลึกไปกว่าเดิม คือจุดหมายหลักสำหรับการเดินทางสู่โมร็อกโกในคราวหน้า

ติดตามชมแกลลอรี่ภาพฉบับเต็มได้ที่ http://www.hellomagazinethailand.com/Travel/Kem-Issara-travel-in-morocco

ที่มา – Hello Thailand
www.hellomagazinethailand.com
www.facebook.com/hellomagazinethailand

ทูพีช ทะเล ท้องฟ้า ปลานีโม่ ‘ร่างกายต้องการทะเล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/856554

วันสบายๆ แบบนี้ ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์แฟชั่นเซตส่วนตัวในชุดว่ายน้ำทูพีชของ ‘ณัฐฐา ศิริรำไพวงษ์’ นางแบบพริตตี้เงินล้าน ที่เธอไปเที่ยวทะเล เป็นกิจกรรมที่มีบรรยากาศและตัวนางแบบเองที่น่ามอง ไม่ว่าจะมองใกล้ๆ หรือไกล ไม่ว่าจะมองคน หรือบรรยากาศ ก็ผลักให้เราเดินทางออกไปทะเล

เครดิตภาพ Thesixthfloor

ตะลึง! บัวผุด ดอกไม้ใหญ่ที่สุดในโลกบานแล้วที่เขาสก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 18 ก.พ. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/858277

นักท่องเที่ยวหลายคนรวมทั้งแบกกล้องเที่ยวต่างก็ตื่นเต้นเมื่อรู้ว่า ดอกบัวผุด ที่อุทยานแห่งชาติเขาสก ได้เริ่มบานแล้วเพราะดอกไม้ชนิดนี้หาดูได้ยากมาก ปีหนึ่งจะบานแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเองและไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเดินทางไปดูดอกบัวผุดเบ่งบาน จะเดินทางยากแค่ไหน แบกกล้องเที่ยวจะพาเพื่อนๆ ไปดูกัน

เริ่มต้นให้เพื่อนๆ ไปติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางที่อุทยานแห่งชาติเขาสกก่อน หลังจากนั้นก็ขับรถไปอีกประมาณ 5 นาที ก็จะถึงทางขึ้นเขาซึ่งเป็นจุดที่หากไม่สังเกตก็จะไม่รู้เลยว่าบริเวณนี้เป็นทางไปดูดอกบัวผุด จากจุดนี้เราจะต้องเดินเท้าไป–กลับ ประมาณ 6 กิโลเมตร จุดแรกก็เพิ่มความท้าทายกันเลย

ด้วยความที่เราไม่ได้รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าจะได้ไปดูดอกบัวผุด ตอนแรกพวกเราตั้งใจจะไปดูน้ำตกแต่พอนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็เล่าว่าดอกบัวผุดเพิ่งบานเลยนะ แผนเดิมจึงล้มเลิกไป

ทางเดินค่อนข้างชัน เห็นได้ว่าไม่ได้มีนักท่องเที่ยวใช้เส้นทางนี้กันมากนัก ร่องรอยการเดินจึงยังคงมีความเป็นธรรมชาติค่อนข้างสูง แนะนำว่าไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เดินกันไปเรื่อยๆ นั่งบ้าง เดินบ้าง เดี๋ยวก็ถึง เราใช้เวลาเดินเกือบๆ 2 ชั่วโมง และแล้วก็ได้เห็น ดอกบัวผุด อยากจะกรี๊ดเป็นภาษาบาหลี สันสกฤต อังกฤษ สเปน ญี่ปุ่น จีน เอามันทุกภาษาเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าได้มาเห็นดอกบัวผุด ครั้งแรกในชีวิตแล้ว ต้องบอกเลยค่ะว่าเป็นความฝันของเราและเพื่อนๆ ในทริปนี้เลยเพราะพวกเราทั้งหมดเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกพร้อมๆ กัน

เรามาทำความรู้จักดอกบัวผุดกันสักนิด บัวผุด หรือ บัวตูม ชื่อภาษาอังกฤษ Rafflesia Kerrii พบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และถือว่าเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด ในต่างประเทศ พบในป่าดิบตั้งแต่แหลมมลายูลงไป บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นสปีชีส์ของโลกเมื่อ พ.ศ. 2527 ที่สำคัญมันคือดอกไม้ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

บัวผุด หรือ บัวตูม เป็นกาฝากชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่บนรากของพืชจำพวกสกุลเครือเขาน้ำ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าย่านไก่ต้มมีลักษณะเด่นที่ดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินมีขนาดใหญ่ ดอกตูมอยู่จะคล้ายกับหม้อขนาดใหญ่มีกลีบหนาจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก 70-80 เซนติเมตร ที่โคนของดอกมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน ด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้และรังไข่ไว้ด้านล่าง ดอกจะบานอยู่ได้เพียง 4-5 วันเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ดำเน่าไป

ดอกบัวผุดในอุทยานแห่งชาติเขาสก เปิดให้เที่ยวชมได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน–เมษายน ของทุกปีเท่านั้น ใครอยากเห็นแบบเต็มๆ ตาสักครั้งในชีวิตก็รีบมาก่อนมันจะเหี่ยวไป เพราะบานแค่ปีละครั้งเท่านั้น…

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

เมื่อใครๆก็ไป ‘ซาปา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/860426

ซาปา..ยามค่ำคืนสายการบินนกแอร์ เปิดเส้นทางบินตรงจากดอนเมืองสู่ท่าอากาศยานนอยไบ กรุงฮานอย สัปดาห์ละ 4 วัน จันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์วันละ 2 เที่ยว…06.20 น. ตอนเช้า และ 18.20 น. ตอนเย็นเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์เลยถือโอกาสชวนลุง บก.ของสำนักข่าวหัวเขียวไปเที่ยวตามตะวัน…กันที่เวียดนาม ปักหมุดไว้ที่ 2 เมืองหลักๆ คือ ฮานอย และซาปา

ใช้เวลาบินจากเมืองไทยไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี เราก็มาถึงฮานอย ก่อนจะนั่งรถต่อไปยังซาปา ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-6 ชั่วโมง โดยต้องวิ่งผ่านจังหวัดลาวไก (Lao Cai) ก่อน ที่จะไปถึงซาปา ระยะทางเบ็ดเสร็จจากฮานอยถึงซาปา ก็ประมาณ 350 กิโลเมตร

เมืองซาปาแบบพาโนราม่า…มุมมองจากเทือกเขาฮัมรองระหว่างทางเราจึงต้องแวะพักกันที่ลาวไก เพื่อหาอะไรรองท้อง ทริปนี้ คุณหนู…สุริยาภา บุนนาค ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารองค์กร สายการบินนกแอร์ เลือกร้านชื่อเหมือนหมู่บ้านทำไวน์ในฝรั่งเศสอย่าง Le Bordeaux ให้เราได้ชิมอาหารพื้นเมืองเวียดนาม…ก็งงๆอยู่เหมือนกันว่าร้านชื่อเป็นฝรั่งเศสจ๋าทำไมถึงเสิร์ฟอาหารเวียดนาม แต่ ณ เพลานี้ที่ท้องร้องเป็นเสียงโอเปร่าเสียแล้ว ไม่ต้องตั้งคำถามเยอะน่าจะดีกว่า

และอย่างที่บอก ทริปนกแอร์ทุกทริปมักสร้างทุกขเวทนาให้กับผู้ร่วมทริปด้วยการประเคนอาหารทั้งคาว หวาน จนท้องแทบแตก…สารพัดจัดมาทั้งไก่ ทั้งกุ้ง และอื่นๆอีกมากมายบรรยายไม่หมด เอาเป็นว่าอิ่มสุดๆก็ละกัน

จากร้าน Le Bordeaux ในลาวไก รถวิ่งผ่านไหล่เขาที่สองข้างทางมองเห็นนาขั้นบันได สลับกับภูเขาที่เห็นอยู่ลิบๆ เขาบอกว่า เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาฟานซีปันซึ่งเราจะได้ไปสัมผัสอย่างใกล้ชิดในวันต่อไป

โบสถ์คริสต์สร้างด้วยหินจุดไฮไลท์ของเมืองซาปาแม้ว่าระยะทางจากลาวไกไปซาปาจะแค่ 35 กิโลเมตร แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าชั่วโมงเศษๆ เพราะเส้นทางค่อนข้างแอดเวนเจอร์พอสมควร ทั้งแคบ ทั้งคดเคี้ยว แถมยังมีรถบรรทุกวิ่งสวนไปสวนมาตลอด คนขับจึงต้องมีความชำนาญมาก บางคนบอกว่า การเดินทางมาซาปาให้ได้บรรยากาศอีกทางหนึ่งคือการนั่งรถไฟจากลาวไก เป็นรถนอน หรูหราพอ ประมาณ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกเดินทางโดยรถไฟในช่วงกลางคืน เพื่อมาถึงซาปาตอนเช้าตรู่ แต่สำหรับคณะของเราเขาจัดรถบัสให้จะได้ประหยัดเวลา เที่ยวได้มากกว่า…

ซาปา…เป็นเมืองเล็กๆกลางหุบเขา สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,650 เมตร ทำให้เป็นเมืองที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี

เมืองซาปาเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงไม่น่าจะเกิน 5 ปีมานี้ หลังจากที่มีคนมาค้นพบความสวยงามของเมืองเล็กๆในหุบเขาที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างแบบยุโรป เพราะเมืองนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวฝรั่งเศสในช่วงที่ยึดครองเวียดนาม ไฮไลต์ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กของเมืองที่ใครมาซาปาก็ต้องไปเช็กอินก็คือ โบสถ์คริสต์ หรือ The Ancient Stone Church เป็นโบสถ์ที่ทำด้วยหิน ว่ากันว่าสร้างโดยชาวฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ.1895 เป็นสถานที่ประกอบพิธีมิสซาของชาวฝรั่งเศสในวันหยุดสุดสัปดาห์

ชาวม้งดำ..ในซาปาหน้าตาของโบสถ์ไม่หรูหราแต่เข้มขลังในการเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาอันเก่าแก่ ไกด์ของคณะเล่าว่า สมัยก่อนที่ซาปามีโรงแรมแค่ 5 แห่งเท่านั้น แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้วันนี้มีโรงแรมใหม่ๆผุดขึ้นในซาปามากกว่า 100 แห่ง

เสน่ห์ของซาปานอกจากอากาศที่เย็นตลอดทั้งปีแล้ว ที่นี่ยังมีวิวของ เทือกเขาฟานซีปัน (Fan Si Pan) และนาขั้นบันได ซึ่งถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของซาปาเลยก็ว่าได้

ในซาปามีหมู่บ้านหลักๆที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมเยือนอยู่ 3 หมู่บ้าน คือ เล่าจ๋าย, ตาฟาน และ กั๊ต-กั๊ต สำหรับหมู่บ้านหลังสุด ถ้าอ่านจากภาษาอังกฤษจะเป็นหมู่บ้านแคท-แคท เพราะเขาเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Cat-Cat แต่คนเวียดนามเรียกว่า กั๊ต-กั๊ต เราก็คงต้องกั๊ตตามเขาเพื่อให้ถูกต้อง

กระเช้าขึ้นสู่ฟานซีปันเช้าวันที่สองของการเดินทาง เราเริ่มต้นกันที่หมู่บ้านตาฟาน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งดำอยู่ติดกับหมู่บ้านเล่าจ๋าย วิถีชีวิตของคนสองหมู่บ้านไม่ต่างกันนัก ส่วนใหญ่ดำรงชีพอยู่ด้วยการทำนา ทำการเกษตร มีนาขั้นบันได ที่ทั้งสูงและสวยตลอดสองข้างทางของหมู่บ้าน หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วชาวบ้านที่นี่จะมีอาชีพเสริมคือ ค้าขาย ทั้งหัตถกรรมงานฝีมือ งานแกะสลักหิน ล่าสุด ไกด์บอกว่า อาชีพใหม่ที่มาแรงของชาวบ้านสองหมู่บ้าน คือ เลี้ยงปลาแซลมอน โดยจะขุดบ่อไว้และใช้น้ำที่ไหลมาจากภูเขามาเลี้ยงปลา

มื้อกลางวันวันนี้เขาจัดให้กินอาหารในหมู่บ้านกินกันกลางทุ่งนานั่นละ แต่พูดก็พูดเถอะ อาหารบ้านๆนี่ละรสชาติอร่อยอย่าบอกใคร โดยเฉพาะเมนูเป็ดย่างน้ำผึ้ง การันตีเลยว่าภัตตาคารหลายแห่งสู้ไม่ได้

และแล้วก็ถึงเวลาขึ้นไปชมความสวยงามของฟานซีปันยอดเขาที่สูงที่สุดของเวียดนาม สูงที่สุดในอินโดจีน คือ ประมาณกว่า 3,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นเทือกเขาที่ได้รับฉายาว่า “หลังคาอินโดจีน” ซึ่งต้องนั่งรถกระเช้าข้ามเขาลูกเล็กๆขึ้นไป ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เราก็พิชิตยอดฟานซีปัน…สำเร็จ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นสุดขั้ว ต้องบอกว่าสุดขั้ว เพราะมันเย็นจริงๆ เย็นจนทั้งหน้า ทั้งมือ ชาไปหมด แต่ก็ถือว่าคุ้มสำหรับวิวที่อยู่เบื้องหน้าเหนือคำบรรยายจริงๆ

นาขั้นบันไดที่หมู่บ้านทาวานอีกวันเราไปอีกเทือกเขาหนึ่ง ชื่อ ว่า “ฮัมรอง” เป็นจุดชมวิวเมืองซาปาแบบพาโนราม่าที่สวยที่สุด…ที่จุดนี้เราสามารถเห็นซาปาได้ทั้งเมืองแบบ 360 องศา ซึ่งต้องบอกว่ามันยอดมาจริงๆ ณ จุดนี้

กลับลงมาจากฮัมรองแวะกินข้าวกลางวันบอกลาซาปาก่อนกลับฮานอย และเพราะความสวยงามที่มองเห็นด้วยตาเช่นนี้นี่เอง ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม…ใครๆถึงอยากไปซาปา…

รวมตัวคนฮิป! ดนตรี ศิลปะ แฟชั่น 10 ข้อต้องรุ้ วันเดอร์ฟรุ๊ต เฟสติวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/848998

พร้อมหรือยังวัยรุ่น วัยทีน เด็กแนว เด็กฮิป กับเทศกาลดีๆ ที่คุณต้องแต่งตัวชิคๆ ไปเดินเที่ยวเดินชมกับงานวันเดอร์ฟรุ๊ต เฟสติวัล งานเฉลิมฉลองศิลปะ ดนตรี และไลฟ์สไตล์ อันผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลายและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กำลังจะกลับมาให้เหล่าวันเดอเรอร์ได้เปิดประสบการณ์อีกครั้งเป็นปีที่ 3…ซึ่งเทศกาลนี้ได้เริ่มกันไปในเมื่อวานแล้ว ส่วนใครยังไม่ได้ไป ไทยรัฐออนไลน์จะไปล้วง 10 ข้อรู้ก่อนใครไปเทศกาลนี้ จากปาก เจ-มณฑล จิรา หนึ่งในผู้ก่อตั้งคนสำคัญของงาน
แต่งตัวชิคๆ กับแก๊งเพื่อน

วันเดอร์ฟรุ๊ต เฟสติวัล1. วันเดอร์ฟรุ๊ตเป็นเฟสติวัลที่มีเอกลักษณ์

เจ มณฑล บอกกับเราว่า วันเดอร์ฟรุ๊ตเป็นเฟสติวัลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยการผสานความโก้หรูแบบติดดิน สถาปัตยกรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจ และการผจญภัยแหวกแนวเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นเฟสติวัลเดียวที่คัดสรรค์ไลน์อัพดนตรีและความบันเทิงมารวมไว้อย่างครบเครื่อง ที่คนไทยหรือนักท่องเที่ยวห้ามพลาดกับเทศกาลนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์นี้ ณ เดอะฟิลด์ แอท สยามคันทรีคลับ

2. เฟสติวัลแรกของโลกที่ประกาศลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์

คุณคงยังไม่รู้ว่า วันเดอร์ฟรุ๊ตเป็นเฟสติวัลแรกของโลกที่ประกาศลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ด้วยการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพริมบารายา ในอินโดนีเซีย (Rimba Raya Biodiversity Reserve) พร้อมกับต่อยอดความมุ่งมั่นในการเป็นเฟสติวัลที่นำเสนอวิถีความยั่งยืน ด้วยการสร้างสรรค์ ฟาร์ม สเตจ (Farm Stage)

เต้นมันๆ กับดนตรีดีๆ3. พื้นที่ 200 ไร่ กับกิจกรรม 6 แขนง

งานนี้จัดบนพื้นที่กว้างขวางกว่า 200 ไร่ของวันเดอร์ฟรุ๊ต คือศูนย์รวมของโปรแกรมที่หลากหลาย ซึ่งผ่านการรังสรรค์มาอย่างลงตัว แบ่งออกได้เป็น 6 แขนง ได้แก่ 1. ศิลปะ 2. ดนตรี 3. สุขภาพและการผจญภัย 4. ประสบการณ์สำหรับครอบครัว 5. ฟาร์มทูฟีสต์ 6. ทอล์กและเวิร์กช็อป

4. ศิลปะแฟชั่นจัดกันเต็มไม่มียั้ง 

เริ่มจากแขนง ‘ศิลปะ’ บอกเลยว่ามีตั้งแต่อินสตอลเลชั่น การแสดง ไปจนถึงสไตล์แฟชั่นที่แหวกแนว ทุกรายละเอียดภายในงานล้วนสะท้อนถึงความโดดเด่นของศิลปะในแขนงต่างๆ สำหรับปี 2017 นี้ วันเดอร์ฟรุ๊ต ชูผลงานด้านศิลปะ ด้วยการเผยโฉมเวที ฟาร์ม สเตจ ผลงานชิ้นเอกที่ออกแบบและสร้างขึ้นโดยสถาปนิกจาก PO-D และ ธ.ไก่ชน โดยเวทีแห่งนี้จะถูกสร้างและตกแต่งด้วยเมล็ดข้าว เพื่อสะท้อนถึงการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมของไทย นอกจากนี้ บริติช เคานซิล (ประเทศไทย) ก็จะมาร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะและงานฝีมือต่างๆ จากการสร้างสรรค์ร่วมกันของศิลปินชาวไทยและชาวอังกฤษ พร้อมเปิดโอกาสให้เหล่าวันเดอเรอร์ได้มีส่วนร่วมเติมเต็มผลงานไปด้วยกัน

5. ดนตรีหลากหลายแนว

พูดถึง ‘ดนตรี’ เมื่อพูดถึงความหลากหลายของแนวดนตรีที่วันเดอร์ฟรุ๊ตจัดให้ ทั้งจากศิลปินไทยและต่างประเทศ ทุกคนจะได้สัมผัสดนตรีหลากหลายแนวทั้งคลาสสิก ฮิปฮอป อัลเทอร์เนทีฟ อาร์แอนด์บี อิเล็กทรอนิกส์ เทคโน และเวิลด์ริธึ่ม เตรียมตัวพบกับการแสดงสุดมันได้จาก Rudimental, Matador, Kate Simko & London Electronic Orchestra, Nastia, รัสมี อีสาน โซล, ศรีราชา ร็อกเกอร์ส และอีกมากมาย

6. สุขภาพและการผจญภัย

ในส่วนของเรื่อง ‘สุขภาพและการผจญภัย’ สำหรับโปรแกรมเพื่อสุขภาพในปีนี้ เหล่าวันเดอเรอร์จะได้มีโอกาสฟื้นฟูและสร้างสมดุลให้แก่สุขภาพร่างกายของตัวเองด้วยการฝึกโยคะกับสองโยคีระดับโลก แดนนี่ พาราไดซ์ (Danny Paradise) ปรมาจารย์แห่งอัษฎางค์โยคะ และ อนาสตาซิส (Anastasis) ปรมาจารย์แห่งหะฐะโยคะจากประเทศกรีซ

ฝึกโยคะก็มี

และด้วยสภาพอากาศที่เป็นใจในช่วงปลายปี ก็เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการออกไปสัมผัสกับธรรมชาติรอบงานอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะว่ายน้ำในทะเลสาบ วิ่งจ๊อกกิ้ง นั่งเครื่องร่อน หรือจะปั่นจักรยานท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามร่วมกับทีม Life Cycling

7. ประสบการณ์สำหรับครอบครัว

อย่าคิดว่างานนี้จะจัดสำหรับวัยรุ่นอย่างเดียว วันเดอร์ฟรุ๊ต เปรียบเหมือนสนามเด็กเล่นที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ โซนแคมป์วันเดอร์ คือพื้นที่ที่เจ้าตัวน้อยจะได้สนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างๆ และเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศใหม่

ครอบครัวก็มาได้

8. ฟาร์มทูฟีสต์กับอาหารเลิศรสมากมาย

พบกับวาไรตี้ของอาหารเลิศรสที่เหล่าวันเดอเรอร์จะได้ลิ้มลองกันตลอดทั้งวัน เริ่มจากของอร่อยสไตล์ street-food ไปจนถึงมื้อพิเศษจากฝีมือเชฟชื่อดังใน Wonderfruit Feasts และเชิญเยี่ยมชมวันเดอร์ฟรุ๊ตฟาร์มใจกลางเฟสติวัล ที่โอบล้อมฟาร์ม สเตจ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ภายในบริเวณนาข้าว พร้อมลิ้มลองอาหารเลิศรส และดื่มด่ำกับงานศิลปะเชิงเกษตร

อาหารดีๆ ก็มีเพียบ

9. ทอล์กและเวิร์กช็อปสุดพิเศษ

การแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองคือหัวใจหลักของการมาร่วมงานวันเดอร์ฟรุ๊ต เหล่าวันเดอเรอร์จะได้มีโอกาสค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านการเข้าร่วมเวิร์กช็อป คลาสเต้นรำ สร้างสรรค์งานศิลปะ และแลกเปลี่ยนทักษะและไอเดียร่วมกับผู้อื่น

นอกจากนั้นในปีนี้ พบกับเวิร์กช็อปที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การลองหัดมวยไทยขั้นพื้นฐานกับนักชกชื่อดังอย่าง บัวขาว หรือ เรียนรู้ศิลปะการจัดดอกไม้กับ สกุล อินทกุล นักจัดดอกไม้ชาวไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ด้านสแครตช์ ทอล์ก (Scratch Talks) มาร่วมหาแรงบันดาลใจ จากการรับฟังและพูดคุยกับบุคคลที่วันเดอร์ฟรุ๊ตขอยกย่องให้เป็นอีโคฮีโร่ตัวจริง อาทิ ตัวแทนจากกลุ่มแทรช ฮีโร่ (Trash Hero), ท็อด เลมอนส์ ผู้ก่อตั้งองค์กรเพื่อความยั่งยืน InfiniteEARTH และ อลัน เลาบช์ ผู้ก่อตั้งสมาคม Natural Capital Alliance (NCA) องค์กรที่ปรึกษาด้านการวัดผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

10. เตรียมความพร้อม

ย้ำกันอีกครั้งว่า วันเดอร์ฟรุ๊ต จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์นี้ ณ เดอะฟิลด์ แอท สยามคันทรีคลับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมาจากไหน คุณจะได้พบกับความเป็นวันเดอเรอร์ในตัวคุณอย่างแน่นอน ทิ้งความกังวลให้หมด เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมไปกับการเฉลิมฉลองการผสมผสานของศิลปะ ดนตรีและไลฟ์สไตล์

ดูให้ฉ่ำปอด งานระดับโลก! โคมไฟไต้หวัน 2017 สวยงามจับใจนึกว่าสรวงสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 12:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/859264

อลังการเว่อร์วัง คนจะเหยียบกันตาย กับเทศกาลแห่งปีระดับโลกของประเทศไต้หวัน ภายใต้ชื่องานว่า 2017 Taiwan Lantern Festival หรือ เทศกาลโคมไฟไต้หวัน ประจำปี 2017งานนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ได้รับเชิญให้ไปร่วมเปิดงานเทศกาลดังกล่าว ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-19 กุมภาพันธ์ ณ มณฑลหยุนหลิน ภาคกลางของไต้หวัน ซึ่งภายในงานก็เป็นไปอย่างตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีหญิงไต้หวัน ไช่ อิงเหวิน ที่มีการแสดงหลากหลายชุด ตระการตาทุกชุด เพราะการแสดงทั้งหมดบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นไต้หวันไว้อย่างลงตัว

โดยในปีนี้ซึ่งตรงกับปีไก่ ผู้จัดงานได้เลือกโคมไฟหลักของงานเป็นรูปนกฟีนิกส์ ที่มีความสูง 23 เมตร มาเป็นโคมไฟหลักที่ส่องแสงสวยงามเจิดจ้าไปทั่วพื้นที่จัดงาน นอกจากนี้ ยังมีโคมไฟแม่ไก่แห่งความสุข เป็นโคมไฟสำหรับเด็กๆ ที่สามารถประกอบขึ้นด้วยตนเองด้วย

ไปดูภาพแบบจุใจกันดีกว่า สวยงามละลานตา ยิ่งใหญ่ดังที่เค้าว่ากันว่า เทศกาลโคมไฟไต้หวัน เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกอีกงานหนึ่ง ที่เราๆ ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคนไทย ไต้หวัน ไปง่ายไม่ต้องทำวีซ่านะจ๊ะ เที่ยวจุใจ กินอาหารอร่อย เที่ยวเพลินเกินห้ามใจ.