จุดนัดพบใหม่ของเชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/858292

ด้วยความหลงใหลกลิ่นอายล้านนาและอยากมีบ้านริมแม่น้ำกก หนุ่มเมืองกรุงอย่าง อธิคม นลินตระกูล จึงทุ่มทุนเปิดร้านอาหารไทยสไตล์คอนเทมโพรารี่ “เรือนนลิน 9909” ในบรรยากาศโรแมนติกริมแม่น้ำกก บริเวณถนนแควหวาย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อเร็วๆนี้

ร้านอาหาร “เรือนนลิน 9909” โดดเด่นด้วยเรือนไทยโบราณ ที่ถูกนำมาดีไซน์ใหม่ให้ดูร่วมสมัย โดยชั้นบนยังคงความเป็นเรือนไทยโบราณที่งดงาม ส่วนด้านล่างออกแบบให้เป็นห้องอาหารดีไซน์ทันสมัย ในโทนสีขาวสะอาดตาดูโอ่อ่า ส่วนอาหารเน้นความหลากหลาย เมนูเด็ด มีอาทิ ออร์เดิร์ฟเมืองเชียงราย เมนูซิกเนเจอร์ของเมืองเจียงฮายที่ต้องสั่ง, เขียวหวานเรือนนลิน ทีเด็ดอยู่ที่ลูกชิ้นปลากรายเหนียวเด้ง โดยใช้เนื้อปลาล้วนไม่ผสมแป้ง สามชั้นเรือนนลิน เนื้อหมูสามชั้นทอดน้ำปลา ทั้งหอมและนุ่มลิ้นเวลารับประทาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด 3 รส ฯลฯ.

ยุพา-อธิคม นลินตระกูล ต้อนรับ ชญานิน ปัตตพงศ์.

บุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าฯเชียงราย-อรอนงค์ ภรรยา มาร่วมยินดี.

เติมหวานกันหน่อย! แชร์ 10 ที่เที่ยวคู่รัก ฉลองวาเลนไทน์โรแมนติกสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/853405

เทศกาลแห่งความรักเวียนมาถึงอีกครั้งแล้ว คู่รักที่กำลังแพลนว่าจะพาแฟนไปเที่ยวในช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2017 นี้ ลองเข้ามาเช็กทางนี้สักหน่อย เพราะวันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ มีสถานที่ท่องเที่ยวสุดโรแมนติกทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มาให้ลองพิจารณากันดู

เอาล่ะ ไม่รอช้า จะมีที่ไหนถูกใจคุณบ้าง เข้ามาส่องได้เลยจ้า…

1. เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์

เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดิมเป็นท่าเรือเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยสมัยนั้นมีการค้าขายกับต่างประเทศอย่างคึกคัก ภายหลังถูกปรับปรุงให้เป็น ‘ไลฟ์สไตล์มอลล์’ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีอาคารต่างๆ ที่ให้อารมณ์แบบท่าเรือในยุคอดีต เป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ไฮไลต์สำคัญที่คู่รักจะต้องชอบแน่ๆ นั่นคือ โซนลานน้ำพุตรงกลาง Juliet Love Garden Bangkok มีการจำลองสวนแห่งความรักของจูเลียต มีรูปปั้นของจูเลียตที่งดงามสะดุดตาอยู่กลางสวน ซึ่งนำมาจากประเทศอิตาลี ทั้งยังมีระเบียง กำแพงอิฐ ที่เรียกได้ว่าเป็นบ้านของจูเลียต เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรักแท้ ภายนอกสวนล้อมรอบด้วยรั้วที่มีกุญแจรูปหัวใจคล้องไว้ มีความเชื่อกันว่า กุญแจนี้เป็นสื่อแทนใจใช้ล็อกความรักไว้ให้มั่นคง

2. Sea Life Bangkok Ocean World

ถ้าใครอยากเพิ่มความโรแมนติกด้วยบรรยากาศใต้ท้องทะเล แนะนำให้ไปที่นี่เลย Sea Life Bangkok Ocean World ที่ตั้งอยู่ในห้างสยาม พารากอน ใกล้ๆ รถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสยามนี่เอง

บรรยากาศภายในทั้งเย็นสบาย สวยงามไปด้วยเหล่าสัตว์ทะเลสีสันสดใสสวยงาม ให้ความโรแมนติกเหมาะกับคู่รักสุดๆ มีทั้งปลาทะเลตัวยักษ์ ไปจนถึงปลาเล็กๆ สีสวย นอกจากนี้ก็ยังมีเพนกวิน นากทะเล ปลาดาว โซนอาณาจักรเต่าทะเล โซนป่าดิบชื้น และมีไฮไลต์คือ ‘อุโมงค์ใต้ทะเล’ ตรงนี้แหละที่ช่วยเพิ่มความหวานให้คู่รักได้ดีไม่น้อย  ท่ามกลางเหล่าปลาเล็กปลาน้อยว่ายไปมา บรรยากาศแบบนี้จับมือแฟนเดินเที่ยว โอ๊ย…ฟินสุดๆ

3. ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา

อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าไปเที่ยวพร้อมคนข้างๆ ของคุณ นั่นคือ จองโต๊ะดินเนอร์ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็มีผู้ให้บริการอยู่หลายเจ้า เลือกได้ตามใจชอบ ล่าสุดมีโปรโมชั่นจาก The Vertical Cruise ออกมาด้วย ส่วนโต๊ะอาหารก็เป็นโต๊ะพิเศษที่สามารถนั่งชมวิวดาดฟ้าเรือสุดหรู ลองเช็กโปรโมชั่นกันดูก่อนโทรไปจองนะจ๊ะ

ส่วนเมนูสำหรับดินเนอร์ก็มีให้เลือกหลากหลาย เสิร์ฟในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ เช่น กุ้งออนไอซ์ เนื้อปลาแซลมอนดิบ และเนื้อสเต็กย่างสด พร้อมกับอาหารต่างๆ อีกมากมาย เติมไม่อั้น พร้อมเครื่องดื่มต้อนรับ ล่องทุกวัน เวลา 19.30 – 21.30 น. (ที่นั่งจำนวนจำกัด) พร้อมการแสดงโชว์หุ่นละคร และดนตรีสดตลอด 2 ชั่วโมง

4. ท้องฟ้าจำลอง เอกมัย

มาถึงสถานที่ที่ใครหลายคนเคยไปตอนเด็ก แต่เชื่อมั้ยว่าคนโตแล้วก็จูงมือแฟนไปเที่ยวได้ชิลๆ นั่นคือ ท้องฟ้าจำลอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์ความโรแมนติกในวันวาเลนไทน์นี้ได้ดี โดยเฉพาะช่วงที่มีการฉายภาพดาวเต็มท้องฟ้าให้ชม รวมถึงฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับดวงดาว บรรยากาศยิ่งใหญ่อลังการเหมือนท้องฟ้าห่มลงมาหาเรา  เห็นดาวอยู่ใกล้แค่เอื้อม

คุณจะได้ชมกาแลกซี่ ทางช้างเผือก ดาวหาง ดาวตก และอื่นๆ อีกมากมาย นั่งข้างแฟนเกาะแขนไป ชมดวงดาวไป แบบนี้แหละหวานมดไต่มดตอม น่าอิจฉาไปอีก…

5. ไดโนซอร์ แพลนเน็ต สุขุมวิท

Dinosaur Planet ธีมพาร์คไดโนเสาร์สุดยิ่งใหญ่แห่งแรกของไทย คู่รักคู่ไหนที่ชอบเที่ยวสวนสนุก น่าจะหลงใหลและอินไปกับสวนสนุกแห่งนี้แน่ๆ โดยเฉพาะ DINO EYE ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ มีความปลอดภัยสูง ให้บริการกับนักท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถขึ้นไปชมวิวมุมสูงของ Dinosaur Planet ได้เต็มตาทั่วบริเวณ ใครอยากขึ้นไปชมวิวสวยๆ กลางกรุงพร้อมกับแฟน ต้องมาที่นี่เลย

นอกจากนี้ยังมีโซน DINOSAUR DISTRICT จัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่างๆ ให้ได้ชม รวมถึงไดโนเสาร์ที่ถูกค้นพบในประเทศไทยด้วย ต่อด้วนโซน สตาร์ส ออฟ ไดโน ที่นี่เป็นสวนสวย ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด คล้ายๆ สวนสาธารณะ แต่เป็นสวนที่มีหุ่นจำลองไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์จัดแสดงไว้ด้วย และแนะนำอีกมุม คือ THE GREAT VOLCANO โซนเวทีภูเขาไฟ เป็นสถานที่สำหรับทำการแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมทุกวัน รับรองจะได้ท่องเที่ยวแบบสนุกสนานในวันวาเลนไทน์นี้ได้ทั้งวัน

6. สวนสัตว์ดุสิต ถนนราชวิถี เขตดุสิต

อีกหนึ่งแห่งที่อยากแนะนำ เพื่อไปย้อนวัยเด็กของคู่รักสักหน่อย ลองชวนแฟนคุณไปเที่ยวที่สวนสัตว์ดุสิตดูสิ ภายในบรรยากาศร่มรื่น เพลิดเพลินไปกับการเดินชมสัตว์ป่าน้อยใหญ่ชนิดต่างๆ นอกจากจะไปเดินดูความน่ารักน่าชังของสัตว์นานาชนิด ที่มาอวดโฉมให้ได้ชมกันแล้ว ที่นี่ยังมีหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็น Unseen in Thailand ให้ได้ชมกันอีกด้วย เรียกว่าคู่รักสามารถใช้เวลาเดินเที่ยวด้วยกันได้ทั้งวันแบบฟินๆ

7. The Sky Gallery พัทยา 

เอาใจคู่รักที่ชอบทะเลกันบ้าง แนะนำให้ไปเที่ยวทะเลเพิ่มความหวานกันสองต่อสองที่พัทยา ขับรถไปไม่ยาก ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง นอกจากจะไปเดินจูงมือเที่ยวบนชายหาด ท่ามกลางบรรยากาศแสนโรแมนติกของท้องฟ้าใสๆ ผืนทะเลสวยๆ แล้วยังมีร้านอาหารสุดคูลที่ช่วยเพิ่มความโรแมนติกได้อีกเท่าตัว แนะนำให้ลองไปที่ร้าน The Sky Gallery ตั้งอยู่ด้านหลังของโรงแรมโคซี่บีช พัทยา บริเวณเขาพระตำหนัก ร้านนี้บรรยากาศดี มีวิวหลักล้านให้ได้ชม

ถ้าอยากพาแฟนมาซึมซับบรรยากาศโรแมนติกสุดๆ ต้องมาช่วงเย็น แดดร่มลมตก ไม่ร้อน ลมเย็นสบาย หาที่นั่งดีๆ สักหน่อย รับรองได้ชมวิวอลังการระดับหลักล้าน โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์กำลังตกก็ยิ่งฟินยิ่งโรแมนติกไปอีก สามารถเห็นวิวเกาะล้านแบบ 180 องศา และเห็นวิวอ่าวพัทยาได้อย่างชัดเจน

8. ฟลอร่า พาร์ค วังน้ำเขียว

งานดอกไม้ ฟลอร่า พาร์ค (Flora Park) เป็นเทศกาลดอกไม้ที่ยิ่งใหญ่ของวังน้ำเขียว เขาจัดกันมาทุกปี โดยในปีนี้เขาจัดมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว เรื่อยไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 คู่รักห้ามพลาดไปชมมหกรรมการแสดงดอกไม้คู่กับงานศิลปะ กว่า 70 ไร่ กุหลาบสายพันธุ์อังกฤษกว่า 2,000 ต้น ตลาดนัดฟาร์มเมอร์มาร์เก็ต โครงการปลูกผักอินทรีย์ ไร่กาแฟ 2 สายพันธุ์ของ “ศูนย์เรียนรู้ฟ้าประทาน” สวนจิตรกรรมธรรมชาติเทคนิค Vertical Garden เขาวงกตดอกไม้กว่า 200,000 กระถาง

พร้อมต้อนรับเดือนแห่งความรัก ด้วยการฟังเพลงรักสุดโรแมนติกในสวนกุหลาบกว่าแสนดอก จิบแชมเปญรสเลิศใต้เพดานดาวนับล้านดวง ที่งาน “A Moment of Happiness เพลงรักวันวาน เพลงหวานวันนี้” กับศิลปินเสียงดีตลอดกาล เจนนิเฟอร์ คิ้ม และ จำรัส เศวตาภรณ์ ในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ “ฟ้าประทาน โรส พาร์ค” วังน้ำเขียว

ส่วนวันที่ 14-19 กุมภาพันธ์ 2560 นี้ พบกับกุหลาบหลากหลายพันธุ์และกุหลาบอังกฤษในใจกลางเมือง ต้อนรับในวันวาเลนไทน์นี้ ที่ชั้น G หน้าร้าน Fauchon ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ อีกด้วย ใครไม่ว่างไปวังน้ำเขียวก็มาเที่ยวที่ดิ เอ็มควอเทียร์ได้

9. ดาษดา แกลลอรี่ ปราจีนบุรี

อีกหนึ่งแห่งที่คู่รักเหมาะจะไปเที่ยวชมดอกไม้สวยๆ หวานๆ ในวันวาเลนไทน์ นั่นคือ ดาษดา แกลลอรี่ สถานที่ท่องเที่ยวเทรนดี้แห่งใหม่แบบครบวงจร บนพื้นที่กว่า 800 ไร่ บริเวณเชิงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี ภายในสวนแห่งนี้คุณจะได้พบกับฟาร์มดอกไม้นานาพรรณและฟาร์มดอกไม้เศรษฐกิจ ได้แก่ กล้วยไม้สวยๆ สายพันธุ์ต่างๆ เช่น ฟาแลนนอปซิส และยังมีดอกไม้อื่นๆ อีก เช่น ดอกไฮเดรนเยีย ดอกเยอร์บีร่า ดอกหน้าวัว ดอกเบญจมาศ ดอกคริสต์มาส รวมไปถึงดอกไม้สายพันธุ์ใหม่ที่ผสมพันธุ์ขึ้นเองด้วย

นอกจากนี้ยังมี Tiny Park สวนสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นกหลากสายพันธุ์ นกยูงไทย-อินเดีย กวาง แพะ เป็ด รวมถึง “อุโมงค์หัวใจเรืองแสง” พายเรือชมลำน้ำทุ่งดาษดา ศาลาเทวดา สามารถเข้าชมได้ทุกพื้นที่ในราคาสุดประหยัด บัตรผู้ใหญ่ ราคา 250 บาท และบัตรเด็ก 150 บาทเท่านั้น

10. ขุนช่างเคี่ยน เชียงใหม่ 

ปิดท้ายกับ ขุนช่างเคี่ยน หรือสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่คุณจะได้เที่ยวชมบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกกับคู่รักท่ามกลางทิวดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูหวานสดใส ที่บานสะพรั่งไปทั่วหุบเขา โรแมนติกสุดๆ

นอกจากนี้ยังจะได้เที่ยวชม สถานีเกษตรฯ ของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานีวิจัยเกี่ยวกับ เมล็ดพันธุ์กาแฟ ไม้ผลเมืองหนาว เช่น ท้อ พลับ บ๊วย พลัม อะโวคาโด แมคคาเดเมีย และไม้ผลกึ่งร้อน ได้แก่ ลิ้นจี่ เป็นต้น รวมถึงได้เที่ยวชมวิถีชีวิตของหมู่บ้านชาวเขา ตลาดท้องถิ่น พาแฟนไปเที่ยวที่นี่รับรองฟิน!

ที่มาภาพบางส่วน : SEALIFEBangkokOceanWorldDusitzooThailandFloraparkWNK

DinnerCruiseThailandkhunchaankian

สวย แปลก ลึกลับ มหัศจรรย์ถ้ำน้ำลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 11 ก.พ. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/848673

ภาคเหนือยังคงขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติที่สวยงามรวมถึงบรรยากาศที่ดี๊ดี สัปดาห์นี้แบกกล้องเที่ยวขอพาผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ไปเปิดประสบการณ์ในสถานที่ท่องเที่ยวแบบ Unseen Thailand แห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ที่นี่คือ “ถ้ำน้ำลอด” สถานที่ที่มีความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และร่องรอยประวัติศาสตร์รวมอยู่ด้วยกัน พร้อมแล้วลุยเลย! เริ่มต้น เราต้องมาติดต่อตรงที่ทำการก่อนครับ จะเป็นการรวมกลุ่มกันของชุมชนบ้านถ้ำลอดของชาวบ้าน เพราะที่นี่อยู่ในความดูแลของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า บริเวณภายในถ้ำจะมืดมาก การเข้าสำรวจถ้ำจึงต้องใช้บริการผู้นำทาง ซึ่งเป็นคนพื้นที่พร้อมตะเกียงเจ้าพายุส่องทาง

ที่ถ้ำแห่งนี้ถึงมีชื่อว่า “ถ้ำน้ำลอด” นั่นเป็นเพราะถ้ำแห่งนี้มีลำห้วยชื่อ “น้ำลาง” ไหลผ่าน ตั้งแต่ปากทางเข้าไปจนถึงถ้ำสุดท้ายที่อยู่ภายในโพรงถ้ำหลักแห่งนี้ สายน้ำกัดเซาะโพรงถ้ำมากกว่าล้านปี เกิดเป็นถ้ำใหญ่ๆ ถึง 3 แห่ง ได้แก่ ถ้ำเสาหิน ถ้ำตุ๊กตา และถ้ำผีแมน เส้นทางท่องเที่ยวทั้ง 3 ถ้ำ ต้องอาศัยการนั่งแพเข้าไป ค่าบริการแพละ 450 บาท พร้อมคนนำทาง นั่งได้ 4 คนครับ

จากปากทางเข้าด้านหน้า เดินเท้าเข้าไปประมาณ 350 เมตร แล้วนั่งแพต่อไปอีก 300 เมตร ก็ถึง “ถ้ำเสาหิน” ซึ่งเป็นถ้ำแห่งแรกที่คุณจะได้เข้าไปชม (เป็นถ้ำคูหาแรกของถ้ำลอด และมีขนาดใหญ่ที่สุด) ภายในถ้ำประกอบไปด้วยเสาหินปูนขนาดใหญ่หลายต้น  เกิดจากหินงอกและหินย้อยสะสมตัวจนมาบรรจบกันกลายเป็นเสาหินตามธรรมชาติ  ภายในมีธรรมชาติที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ “ม่านหินย้อย” หรือที่เรียกกันว่า “หินกากเพชร” มีลักษณะเป็นตะกอนหินปูนคล้ายม่านมีสีขาวสะท้อนแสง เรียกกันว่า “ผลึกแร่แคลไซต์” ที่เกิดจากน้ำใต้ดินนับพันปี และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในถ้ำแห่งนี้ คือ เสาหินที่ตั้งอยู่ใจกลางถ้ำ มีลักษณะเป็นแท่งเกิดจากหินงอกหินย้อยมาบรรจบกันอย่างสวยงาม  มีความสูงประมาณ 21.45 เมตร เปรียบเสมือนเสาหินที่ค้ำเพดานและพื้นถ้ำเอาไว้

ถัดจากถ้ำเสาหิน นั่งแพต่อไปประมาณ 80 เมตร จะถึง “ถ้ำตุ๊กตา” ซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่หินงอกหินย้อยลักษณะรูปร่างคล้ายตุ๊กตาตั้งเรียงรายอยู่ตามพื้นทั่วทั้งถ้ำ ใกล้ๆ  ยังมีภาพเขียนของมนุษย์โบราณก่อนประวัติศาสตร์ โดยเป็นภาพคน สัตว์ และพืช ที่ใช้สีแดงและสีดำในการวาด

“ถ้ำผีแมน” เป็นถ้ำสุดท้ายของเส้นทาง ห่างจากถ้ำตุ๊กตาประมาณ 450 เมตร ในอดีตภายในถ้ำแห่งนี้มีโบราณวัตถุที่สำคัญมากมาย เช่น ภาชนะดินเผากระดูกมนุษย์โบราณ เครื่องมือหินต่างๆ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่ามีอายุประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว และชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ “โลงผีแมน” โลงศพไม้สักที่เชื่อกันว่าใช้ฝังศพมนุษย์โบราณ นักโบราณคดีเชื่อว่า ร่างที่เคยถูกฝังเหล่านี้ น่าจะเป็นนายทหารชั้นสูง เพราะได้ถูกฝังไว้กับข้าวของที่มีค่า ด้วยความเชื่อที่ว่าจะได้เอาไปใช้ในชีวิตหลังความตายนั่นเอง

ขากลับ เราต้องย้อนออกมาทางเดิมครับ ด้วยที่ขาไป เราไหลตามน้ำ แต่ขากลับ เราต้องทวนน้ำ คนบังคับแพ ต้องลงไปในน้ำ แล้วลากแพทวนกระแสน้ำกลับมาที่ปากถ้ำให้เราเลย ผมดูแล้วน่าจะเหนื่อยมากๆ ใครมาใช้บริการแล้ว อย่าลืมให้ทิปพิเศษเป็นน้ำใจให้ชาวบ้านเขาด้วยนะครับ

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

งดงามแห่ง..แม่น้ำพรหมบุตร ศรัทธาเหนือฟ้าหิมาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/855829

วิหารทองคำ…วัดกองมูคำในวันพระจันทร์เต็มดวง

รถของคณะสายบุญจากสยามประเทศวิ่งไปตามถนนที่แคบและขรุขระ ฝุ่นตลบไปทุกที่ มุ่งหน้าสู่ วัดกองมูคำ ระหว่างทางเราแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารระหว่างทาง ที่ถือว่าสุดหรูและดูดีที่สุดสำหรับชนบท เมนูเป็นข้าวผัดกับซุปไก่ รสชาติแบบแขกปนไทยอร่อยดี ได้น้ำพริกตาแดงจากเมืองไทยไปผสมยิ่งทำให้เป็นอาหารมื้อพิเศษอีกมื้อหนึ่งในต่างแดน

หลังรับประทานอาหารเสร็จทุกคนเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดไทยทั้งชายหญิง เพราะการมาครั้งนี้เป้าหมายหลักคือการนำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่อรุณาจัล และนำพระพุทธรูป ภปร.ที่ได้รับประทานมาจากสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ไปมอบให้กับวัดกองมูคำและทำพิธีทอดกฐินที่นั่น เป็นกฐินสุดท้ายในวันพระจันทร์เต็มดวง

ความงดงามแห่งแม่น้ำพรหมบุตรหลับๆตื่นๆไปพักใหญ่ เราก็มาถึงวัดกองมูคำ วัดสำคัญแห่งหนึ่งของอรุณาจัล คนจำนวนมากมารอรับคณะ แต่งตัวสวยงาม มีการนำเสลี่ยงไม้ไผ่คานหามมาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูป ภปร. จัดประดับตกแต่งอย่างงดงาม มีขบวนแห่ที่นำด้วยเครื่องดนตรี กลอง ฉิ่ง ฉาบ มีการร่ายรำ การร้อง ชาวบ้านแต่งกายชุดพื้นเมือง คล้ายชุดคนอีสานของไทย ทุกคนมีสีหน้าปีติสุขแม้แดดจะแรง และเบียดเสียดยัดเยียดกันเพียงใดก็ไม่มีใครถอย คณะบุญทั้งของไทยและอรุณาจัลทำการแห่เวียนรอบวิหารทองคำ 3 รอบ แล้วเข้าไปทำพิธีในวิหารจนเสร็จ ระหว่างทำพิธีเห็นแต่ความปลื้มปีติของประชาชนที่ผลัดกันเข้ามากราบแล้วกราบอีก เอาสองมือสัมผัสพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วไปลูบศีรษะของเขาและลูกหลาน ถือเป็นความมงคลยิ่งนัก

คืนนี้ พวกเราพักกันที่รีสอร์ตหลังเล็กๆใกล้กับวัดกองมูคำ เป็นที่พักแบบธรรมชาติ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ขุนเขา มีวิวของวิหารวัดเจดีย์ทองคำหรือวัดกองมูคำอยู่ในสายตา อากาศที่ฉ่ำเย็นตลอดทั้งคืนและยามเช้านั้น ทำให้แทบทุกห้องเมินเครื่องปรับ อากาศไปเลย เพราะสู้อากาศจริงๆที่บริสุทธิ์กว่าไม่ได้

อรุณสวัสดิ์เช้าวันใหม่ในอรุณาจัล วันนี้จุดหมายปลายทางของคณะของเรา คือ แม่น้ำพรหมบุตร หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เราเดินทางโดยรถบัส เพื่อจะได้สนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์คืนแรก แม่น้ำพรหมบุตรอยู่ห่างจากวัดกองมูคำราว 55 กิโลเมตร ถนนค่อนข้างแคบและขรุขระทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินทางนานกว่า 2 ชม. แต่เมื่อไปถึงภาพของแม่น้ำพรหมบุตรที่อยู่ข้างหน้า ก็ดูจะปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าและสะบักสะบอมกับคลื่นถนนของทุกคนไปเสียหมด

แม่น้ำพรหมบุตร อันมีความหมายว่า สายน้ำผู้เป็นบุตรแห่งพระพรหมผู้สร้าง ช่างงดงามราวกับเนรมิต ไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราจะมีโอกาสได้มาเห็นแม่น้ำที่สวยงามเช่นนี้ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น พรหมบุตร คือแม่น้ำสายหลักที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของชาวอรุณาจัล

มีตำนานเล่าต่อกันมาว่า คนไตคำตี่แห่งรัฐอรุณาจัลทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อาศัยในบริเวณหุบเขาของลุ่ม แม่น้ำโลหิต ซึ่งเป็นพื้นที่เชิงเขาหิมาลัย แม่น้ำโลหิตเป็นสาขาของแม่น้ำพรหมบุตร มีต้นน้ำอยู่ในเขตปกครองตนเองของธิเบตตัดผ่านเทือกเขาหิมาลัย ไปยังหุบเขาในอัสสัม ก่อนจะไหลลงไปยังบังกลาเทศซึ่งเรียกว่า แม่น้ำยมุนา และไหลรวมกับแม่น้ำคงคาจนกลายเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ก่อนไหลออกสู่ทะเล บริเวณที่คนไตคำตี่ตั้งถิ่นฐานอยู่ อันมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ มีระบบชลประทานสำหรับการทำนาดำชั้นเยี่ยม สืบเนื่องมาจากระบบการทำเหมืองฝายแบบวัฒนธรรมคนไตที่เรียกว่าการทำนาแบบทดน้ำ ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของคนไตคำตี่

กลางแม่น้ำพรหมบุตรมีก้อนหินใหญ่โผล่อยู่กลางน้ำ มีเรื่องเล่าว่า มีฤาษีชื่อพระสุลามคุณเอาขวานฟันฆ่าแม่ตัวเอง ทั้งขวานทั้งเลือดติดมือไปด้วยเอาไม่ออก แม้จะเดินทางไปทั่วโลกก็ไม่สามารถหาวิธีเอาออกจากมือไปได้ จนมาถึงแม่น้ำพรหมบุตร พอเอามือล้างน้ำขวานก็หลุดออกจากมือได้ทันที จึงเชื่อกันว่า แม่น้ำสายนี้เป็นเสมือนจุดล้างบาปที่นักแสวงบุญของฮินดูมักจะเดินทางมารวมตัวทำพิธีล้างบาปในช่วงเดือนมกราคมของทุกปีนับแสนคน

ชื่นชมความงามของแม่น้ำพรหมบุตรอันสวยงามแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับวัดกองมูคำ ที่คืนนี้จะมีพิธีลอยโคมประทีป เพื่อบูชาแด่พระจุฬามณี บรรยากาศอันเงียบสงบเหนือขุนเขา มีพระเจดีย์สีทองโดดเด่นเป็นสง่ากับพระจันทร์ก่อนคืนเพ็ญบนท้องฟ้าที่มืดสนิท โคมประทีปทยอยจุด…ปล่อยลอยไปบนอากาศ สืบเนื่องกันเป็นสาย ราวกับจะนำปัญญา ของมนุษย์ให้หลุดพ้นได้จากความทุกข์ทั้งปวง ทุกคนตั้งใจบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และถือเป็นการลอยเคราะห์ เพื่อให้ประสบแต่สิ่งดีงาม สร้างความสามัคคี เป็นการอนุรักษ์ประเพณีที่สืบทอดมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย

พระจันทร์ดวงกลมโตในวันที่ฝรั่งเรียกว่า ซุปเปอร์มูน เหนือน่านฟ้า อรุณาจัล กระแสแห่งบุญอบอวลไปทั่วบริเวณ ครั้งหนึ่งในชีวิตกับโลกที่ไม่เคยได้เห็น ถือว่าคุ้มค่ามาก คนไตคำตี่ในอรุณาจัล มีวิถีที่ไม่ต่างกับคนไทยมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายที่คล้ายคนพื้นเมืองทางเหนือและอีสานของไทย นุ่งผ้าซิ่นและโสร่ง ใช้ภาษาก็คล้ายกับภาษาไทยทั้งที่อยู่ในเมืองแขก เพลงที่ร้องก็มีท่วงทำนองเย็นๆ สบายๆ บางเพลงเป็นท่วงทำนองคล้ายหมอลำ แม้การร่ายรำก็ใกล้เคียงเหนือและอีสานเรามาก

ต้นมะม่วงเสี่ยงทายอายุ 500 ปี

ระหว่างทางที่เดินทางกลับเราแวะที่ต้นมะม่วงอายุ 500 ปี ขนาดหลายคนโอบ แผ่กิ่งก้านสาขาแตกแขนงออกไปกว้างไกลมาก คนที่นี่เชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้นไม้เสี่ยงทาย ทั้งในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ธรรมชาติในพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ของคน การกินดีอยู่ดี เศรษฐกิจต่างๆคล้ายๆ กับพิธีแรกนาขวัญของเรา ปีหนึ่งจะมีการทำนายครั้งหนึ่ง ความมหัศจรรย์ก็คือ ในต้นเดียวกันจุดของกิ่งก้านที่เสี่ยงทายในเรื่องต่างๆนั้น ใบของมันจะแสดงออกไม่เหมือนกัน มีทั้งใบอ่อน ใบแก่ ใบเขียวสดใสในเวลาเดียวกัน

เราโบกมือลาอรุณาจัลด้วยหัวใจเปี่ยมสุข ครั้งหนึ่งในชีวิตในดินแดนแห่งหุบเขาหิมาลัย กับคนไตหรือคนไทยที่แม้จะอยู่ห่างไกลข้ามขอบฟ้า… แต่บุญและศรัทธาของความเป็นชาวพุทธยังคงเหนียวแน่นและยิ่งใหญ่เสมอ.

เหมือนวางเจดีย์บนยอดเขา? ลุยเดี่ยว วัดเฉลิมพระเกียรติฯ เสริมมงคลรับปีไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/834441

กลับมานั่งดูรูปเก่าที่เคยไปเที่ยวช่วงปลายปีที่ผ่านมา เห็นทีไรก็กระตุ้นต่อมอยากเที่ยวขึ้นมาทุกที แข้งขามันกระดุ๊กกระดิ๊กอยากไปเดินขึ้นเขาเที่ยวป่าเสียจริงๆ

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเที่ยวป่าเขาลำเนาไพรขึ้นมาแล้ว I TOUR ALONE สัปดาห์นี้เลยขอเล่าประสบการณ์แสนประทับใจของฮัมมิ่งเบิร์ด ที่ได้ไปเที่ยว วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ เมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ในบรรยากาศสุดชิล ลมหนาวเย็นฉ่ำ ท้องฟ้าสีสด อืม…ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์กลับมาซะเต็มปอด

วิวที่จุดชมวิว

-1-

ขอสารภาพตรงๆ ว่าไม่ได้ตั้งใจมาเที่ยวลำปางเลย แต่เห็นว่าอยู่ไม่ไกลจากเชียงใหม่มากนัก พอมีเวลาเหลือเลยคิดว่าอยากจะแวะมาซะหน่อย ก็ได้ยินหลายคนพูดกันปากต่อปากว่า ที่นี่มีเจดีย์สวยบนยอดเขา

สืบไปสืบมาก็ถึงบางอ้อ! นี่มันวัดที่อยู่ในหนังเรื่องหลวงพี่แจ๊สนี่หว่า…โดยวัดมีชื่อเต็มๆ ว่า วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ หรือวัดพระพุทธบาทปู่ผาแดง ตั้งอยู่ที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง

มุมนี้มองเห็นองค์เจดีย์องค์เล็กได้ใกล้ๆตอนแรกก็ขยาดเหมือนกันนะ มองเห็นเจดีย์ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงลิบขนาดนั้น จะเดินขึ้นเขายังไงไหว แต่ได้ยินพี่ที่ร่วมนั่งรถคันเดียวกันคุยกับเพื่อนบอกว่า “เฮ้ย เขามีรถโฟร์วีลให้นั่ง ไม่ได้เดินจากตีนเขาหรอกแก…” พูดพร้อมหัวเราะเสียงดัง (เออ ค่อยสบายใจหน่อย)

จากตัวเมืองลำปาง เราเหมารถออกนอกเมืองมุ่งหน้าสู่อำเภอแจ้ห่ม ระหว่างนี้เราก็เสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของวัดแห่งนี้ไปพลางๆ ว่ากันว่าที่นี่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอยพระบาท บนยอดเขาแห่งนี้มีรอยพระพุทธบาท ประดิษฐานอยู่ เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านแถบนี้ยาวนานตั้งแต่สมัยอดีต

ทางเดินเท้าเพื่อขึ้นไปยังยอดเขาด้านบนหรือที่เรียกว่า ดอยพระบาทเมื่อก่อนยังไม่มีการสร้างถนนขึ้นเขา ชาวบ้านใช้การเดินเท้าจากตีนเขาเพื่อขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทเป็นประจำทุกปี ต่อมาหลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล (พระเทพวิสุทธิญาณ) เจ้าอาวาสวัดอนาลโยทิพยาราม จังหวัดพะเยา ได้เดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทโดยการเดินเท้า พลังศรัทธาของท่าน ทำให้ผู้คนอยากเดินทางมาที่นี่เช่นกัน และมีจำนวนมากขึ้นทุกปี

จนในที่สุดทางคณะสงฆ์จึงมีมติให้สร้างวัดขึ้นที่บริเวณใกล้ๆ กับรอยพระพุทธบาท เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระราชสมภพครบ 200 ปี เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2547 เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน เป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

ฟ้าใส ลมเย็น วิวสวย

-2-

พอถึงที่หมาย สิ่งที่เห็นคือ ‘ร้านค้า’ (ฮา…) ด้วยความหิวเราเลยปรี่เข้าไปกินก๋วยเตี๋ยวเติมพลังก่อนเลย กินเสร็จก็ไปซื้อตั๋วขึ้นเขา ราคาคนละ 80 บาท แล้วก็รอรถโฟร์วีลมารับ วันที่เราไปตอนนั้นเป็นวันธรรมดา รถบริการมีน้อยเลยต้องรอนานหน่อย แต่ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีรถบริการมากถึง 16 คันต่อวัน

ซื้อตั๋วค่ารถโฟร์วีลขึ้นด้านบนจุดเด่นอีกอย่างของวัดแห่งนี้ที่มาแล้วห้ามพลาดชมก็คือ เจดีย์เล็กๆ สีขาว เรียงรายอยู่หลายองค์ ประดิษฐานไว้บนยอดเขาสูงเสียดฟ้าอย่างน่าแปลกใจ เหมือนมีใครหยิบขึ้นไปวางไว้ซะอย่างนั้น ล้อมรอบไปด้วยทิวเขาสลับสูงต่ำ นี่แหละไฮไลต์ที่เราอยากมาชมเป็นบุญตา ตื่นเต้นชะมัด…

เอาล่ะ พอรถมารับเราก็ขึ้นนั่งประจำที่ ทางไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ เฮ้ย…นี่มันสูงมาก! คนขับชำนาญเส้นทางอย่างที่สุด เพราะทางขึ้นเขาชันมาก มีบางจังหวะก็โค้งหักศอก ทำเอารถเหวี่ยงจนคนนั่งตัวลอย บางจังหวะก็ขับพุ่งขึ้นเขาจนเหมือนรถตั้งฉาก ถ้าไม่เกาะให้ดีมีหวังลงไปกองที่ท้ายกระบะแน่ ระทึกไปอีก…โอ๊ยขาสั่น

ทางเดินขึ้นเขาค่อนข้างชัน ต้องมีไม้ค้ำยันช่วยนิดนึงในที่สุด ระยะทางหฤโหดจบลงในเวลาประมาณ 30 นาทีได้มั้ง ต่อจากนี้ก็เป็นการเดินเท้าต่อในระยะทางประมาณ 900 เมตร ทางเดินที่นี่ค่อนข้างชัน ดีหน่อยที่เขาทำบันไดทางเดินไว้ให้นักท่องเที่ยว ก็เลยเดินได้ง่าย ถ้าไม่นับว่ามันชันมากจนต้องเกร็งกล้ามขาอะนะ สิริรวมบันได 300 กว่าขั้น เราใช้เวลาเดินไม่นาน แค่ 20 นาทีเอ๊งงงงง… (เริดป่ะ?)

พอขึ้นไปถึงบนยอดเขาตรงจุดชมวิวเท่านั้นแหละ ไอ้ที่เหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ ตะกี้ หายไปเป็นปลิดทิ้ง ลมพัดเข้ามาที่วัดตลอด เย็นสบายมากๆ แถมวิวตรงหน้านี่ โอ้โห…โอวมายด์ก็อต มันสุดยอด! เป็นวิว 360 องศาที่สวยมากๆ ได้มองมาจากมุมสูงแบบ Bird eye view และเห็นเจดีย์สีขาวอยู่ลิบๆ

ชอบวิวมุมนี้มากที่สุด

นี่ก็พระธาตุอีกองค์หนึ่ง อยู่บริเวณทางเดินขึ้นศาลาทำวัตรสวดมนต์

-3-

จากตรงนี้ มีทางเดินขึ้นสูงไปอีก 2 ทาง ซ้ายและขวา เราเดินขึ้นไปทางขวาก่อน ด้านบนมีเจดีย์องค์ใหญ่ ฐานสีขาวประดับกระจกสีสันสีน้ำเงินระยิบระยับ ด้านบนเป็นสีทองผ่องแผ้ว ตรงนี้เรียกว่า ‘องค์พระธาตุ’ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินขึ้นมาไหว้สักการะเพื่อเป็นสิริมงคลรับปีใหม่ แน่นอน…เราก็ไม่พลาดเช่นกัน

องค์พระธาตุฐานสีขาว

นอกจากมาไหว้พระธาตุแล้ว ตรงนี้ชมวิวได้ 360 องศาขอบอกว่าวิวตรงนี้แจ่มสุดๆ ลมเย็น ท้องฟ้าสีสดใส ก้อนเมฆกระจายอยู่ทั่วท้องฟ้าเป็นปุยนุ่น นี่ก็พยายามสูดลมหายใจลึกๆ อยู่หลายหน เหมือนอยากจะเก็บอากาศบริสุทธิ์ของที่นี่กลับกรุงเทพฯ ให้ได้มากที่สุด

ชมวิวเพลินๆ สักพัก เราก็ขยับขาลองเดินขึ้นไปชมฝั่งซ้ายบ้าง ขึ้นมาตรงนี้จะเป็นเหมือนศาลา ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์ ว่ากันว่าตรงนี้ใช้สำหรับการสวดมนต์ทำวัตรเช้าวัตรเย็นของพระสงฆ์ อากาศโปร่งโล่งสบาย แถมยังสามารถมองเห็นเจดีย์องค์เล็กสีขาวกระจายอยู่ประมาณ 8-9 องค์ ได้ใกล้ๆ อีกด้วย

เจดีย์เล็กๆ เรียงรายกันอยู่ตามยอดเขา

องค์พระธาตุสีทอง เด่นตระหง่าน

เจดีย์องค์เล็กสีทอง องค์นี้เก่าแก่มีมาแต่โบราณ

น่าประหลาดและสวยงามอย่างบอกไม่ถูก นี่ฝีมือมนุษย์สร้าง!น่าเสียดายที่เราต้องรีบกลับเข้าเชียงใหม่ซะก่อน ก็เลยไม่ได้ไปกราบรอยพระพุทธบาทที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของยอดเขา แต่ไม่เป็นไรเพราะเราตั้งใจไว้ว่าจะมาเที่ยวที่นี่อีกแน่ๆ วิวหลักล้านขนาดนี้ เจดีย์อลังการแบบนี้ ยังไงก็ต้องมาอีกให้ได้

ใครอยากมาพิสูจน์แรงศรัทธากับการสร้างองค์เจดีย์บนเขาแบบเรา แนะนำว่าถ้ามาลำปาง…ห้ามพลาดเที่ยวที่นี่นะจ๊ะ

วิวเบื้องล่างของอำเภอแจ้ห่มการเดินทาง
จากตัวเมืองลำปางใช้ทางหลวงหมายเลข 1035 เดินทางไปยัง อ.แจ้ห่ม พอถึงแจ้ห่มก็ตรงไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จะเจอทางแยกซ้ายมือ เป็นซุ้มประตูเขียนว่า หมู่บ้านใหม่เหล่ายาว ให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 200 เมตร จะมีแยกซ้ายมือเขียนว่าไป วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ขับตรงไปจนถึงป้ายวัดพระพุทธบาทปู่ผาแดง (ชื่อเดิม) หรือเพื่อความชัวร์จะสอบถามเส้นทางก่อนก็ได้ ติดต่อไปที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 0 5327 6140-2

แผนที่วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ 

    นักอ่านต้องมา! สแกน 7 สิ่งประทับใจ เรนทรีเรสซิเดนท์ โรงแรมหนังสือสุดคูล

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 13:37

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/847290

    วันว่างสุดสัปดาห์ถ้าอยากไปพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ชิลๆ ใกล้กรุงเทพฯ ล่ะก็ ขอแนะนำให้ลองแวะไปเที่ยวแบบครอบครัวที่เขาใหญ่ นอกจากอากาศดีแล้ว ตอนนี้เขามีที่พักใหม่ที่ช่วยเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้เด็กๆ ได้ด้วยสถานที่แห่งที่ว่า ก็คือ Rain Tree Residence โรงแรมแนวใหม่เอาใจหนอนหนังสือ ด้วยโลเคชั่นที่เหมาะกับการนอนเหยียดยาวอ่านหนังสือชิลๆ ท่ามกลางธรรมชาติของ เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งจุดเด่นของที่นี่คือเขาได้นำเอาเรื่องราวของหนังสือและเหล่านักเขียนชื่อดังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบโรงแรมในทุกๆ ตารางเมตร

    น่าสนใจขนาดนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดที่จะพาคุณไปสำรวจโรงแรมสุดเท่แห่งนี้กันสักหน่อย ถือเป็นทางเลือกในการพักผ่อนและชาร์จแบตให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ให้ร่างกายได้เปิดรับความสดชื่น พร้อมเติมอาหารสมองไปด้วยในตัว

    พร้อมแล้ว…ตามมาดูกันเลย

    1. ก้าวแรกก็เจอ(หนังสือ)เลย

    ตอนที่ได้ยินครั้งแรกว่าที่นี่เป็นโรงแรมหนังสือ ก็รู้สึกแปลกใจนิดๆ เดาไม่ออกว่าจะเป็นโรงแรมสไตล์ไหน แต่พอเดินทางมาถึง Rain Tree Residence ก็เจอกับล็อบบี้ขนาดกว้างขวาง มี Welcome Drink พร้อมเสิร์ฟ เป็นน้ำตะไคร้เย็นๆ ดับกระหายคลายร้อนได้เป็นอย่างดี สิ่งที่สะดุดตาก็คือ ชุดรับแขกและโซฟาที่วางอยู่หลายจุด และชั้นหนังสือให้หยิบอ่านฟรี จากสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ รวมถึงมีห้องสมุดขนาดย่อมอยู่ชั้นล่างอีกด้วย

    2. พื้นที่จัดค่ายเรียนรู้สำหรับเด็ก

    เห็นแบบนี้เลยนึกสงสัยว่า เอ๊ะ! ที่นี่ตั้งใจทำโรงแรมสไตล์นี้มาตั้งแต่แรกเหรอ? ไม่น่าจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวเขาใหญ่สักเท่าไหร่ พอได้คุยกับเจ้าของโรงแรมก็ถึงบางอ้อ ได้ทราบถึงที่มาที่ไปว่า จากสำนักพิมพ์คุณภาพอย่าง นานมีบุ๊คส์ ที่อยู่คู่กับนักอ่านคนไทยมากว่า 20 ปี ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจโรงแรมที่พัก ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นค่ายการเรียนรู้สำหรับเยาวชน ภายใต้ชื่อ Go Genius Learning Center

    โดยการนำจุดแข็งจากการเป็นผู้ผลิตหนังสือ มาเป็นกิมมิกในการตกแต่งห้องพัก พร้อมสร้างสรรค์ทุกตารางนิ้วให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ รวมไปถึงให้บริการจัดค่าย อบรม สัมมนา ในหลักสูตรที่หลากหลาย พร้อมให้ที่พักแบบ Dorm (พักรวมกันได้หลายสิบคน) มีห้องประชุม ห้องสันทนาการ สระว่ายน้ำ และพื้นที่ต่างๆ สำหรับทำกิจกรรม ให้บริการมาประมาณ 5 ปีแล้ว

    ต่อมาเมื่อมีฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น จึงได้ก่อสร้างเพิ่มเติมในส่วนที่เรียกว่า Rain Tree Residence ขึ้นมาเป็นอาคารแห่งใหม่ล่าสุด มีทั้งส่วนของล็อบบี้ ห้องอาหาร ห้องพักแบบ 2 ท่าน และลานดูดาว เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมาท่องเที่ยวและพักผ่อนสบายๆ ท่ามกลางบรรยากาศแสนสบาย และเต็มไปด้วยหนังสือที่ช่วยเพิ่มอาหารสมอง

    3. ห้องพักชื่อนักเขียนเก๋ไก๋สุดชิค

    ด้วยความที่เป็นสำนักพิมพ์ จึงไม่น่าแปลกที่จะคุ้นเคยกับบรรดานักเขียนชื่อดังของไทยและต่างประเทศ โรงแรมแห่งนี้เลยเลือกที่จะตกแต่งสถานที่ด้วยหนังสือ โดยในแต่ละห้องพักจะมีธีมในการตกแต่งที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนักเขียนที่มีผลงานโดดเด่น น่าสนใจ รวมถึงนำสาระความรู้จากหนังสือมากมายหลายเล่ม มาซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ อย่างเช่นห้องที่เราได้เข้าพัก คือห้องที่มีชื่อว่า โจฮาคิม เฮกเกอร์ (Joachim Hecker) นักเขียนชาวเยอรมัน เจ้าของผลงาน “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย”

    เป็นหนังสือเสริมความรู้เชิงสารคดีสำหรับเด็ก เล่าเรื่องราวสนุกสนานแบบนิทาน ก่อนนำเข้าสู่การทดลองวิทยาศาสตร์ มี 40 การทดลองที่สนุก ง่าย ใช้อุปกรณ์น้อย และทำเองได้ เหมาะสำหรับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา อธิบายหลักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับผลการทดลองอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย ช่วยให้พ่อแม่และครูอธิบายให้เด็กฟังได้

    นอกจากนี้ ในห้องพักอื่นๆ ทั้ง 27 ห้อง ก็ถูกตกแต่งตามนักเขียนท่านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เปาโล คูเอลญู เจ้าของผลงานหนังสือ The Alchemist ขุมทรัพย์สุดปลายฟ้า, ดร. ทอม อู๋ เจ้าของสูตรน้ำปั่นต้านโรค, โจฮันนา บาสฟอร์ด ผู้ริเริ่มหนังสือระบายสีให้โด่งดังไปทั่วโลก รวมไปถึง มั่วเหยียน นักเขียนรางวัลโนเบล ฯลฯ แค่เดินชมห้องพักที่นี่ก็สนุกแล้ว

    4. ประเภทห้องพัก โซน Rain Tree Residence

    สำหรับโซน Rain Tree Residence ที่บอกไปว่าเป็นอาคารหลังใหม่ล่าสุดนั้น มีห้องพักที่เป็นสไตล์บูติก ซึ่งประกอบไปด้วยห้องพักแบบ Rain Tree Deluxe และ Rain Tree Suite รวม 27 ห้อง แต่ละห้องคุณแน่ใจได้เลยว่าจะได้ชื่นชมกับวิวเขาอันเขียวชอุ่ม และวิวพระอาทิตย์ขึ้น (หรือตก) ที่ระเบียงภายในห้องพักส่วนตัว รวมไปถึงบริการห้องสมุดส่วนกลาง ที่มีหนังสือสำหรับทุกเพศและทุกวัยให้เลือกอ่านกว่า 1,000 เล่ม สมกับเป็นที่พักสำหรับคนรักหนังสืออย่างแท้จริง

    5. พื้นที่โดยรอบน่าชม สนุก และมีความรู้

    นอกจากจะได้ผ่อนคลายกับการอ่านหนังสือแล้ว พื้นที่โดยรอบยังถูกสร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ทั้ง Indoor และ outdoor ไม่ว่าจะเป็น Nature Trail เส้นทางเรียนรู้ธรรมชาติ ประกอบไปด้วย ศาลาปลาคาร์ฟ ทางเดินจามจุรี เนินถั่วบราซิล และลานกลิ้งสนุก สื่อวิทยาศาสตร์ Hand-on จากศูนย์ PHANOMENTA เยอรมนี ได้แก่ จักรยานเติมอากาศ กังหันน้ำเพิ่มออกซิเจน เกลียวอาคิมีดิส และรอกสามระบบ, ศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัย (ห้อง Kiddy) รวมไปถึงพื้นที่ทำกิจกรรมสันทนาการร่วมกันที่ลานครึ่งวงกลม Amphitheatre และลานดูดาว

    6. Learning Space

    ในส่วนของ Go Genius Learning Center ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ให้กับโรงเรียน หน่วยงานการศึกษาหรือทุกองค์กรที่กำลังเสาะหา Learning Space ให้กับสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สถานที่ รวมไปถึงให้บริการจัดหลักสูตรอบรมตามความต้องการของลูกค้า หรือตามหลักสูตรที่ทางโรงแรมได้จัดไว้ให้ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญ  โดยที่พักสามารถรองรับได้มากถึง 300 คน ประกอบไปด้วยห้องพักแบบ Dorm และแบบห้อง Family Room ห้องประชุมขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่เปิดโล่งมองเห็นวิวได้รอบด้าน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

    7. ห้องพักแบบ Dorm และ Family 

    สำหรับใครที่มาเข้าค่าย หรือมาในลักษณะเป็นกรุ๊ป แนะนำให้จองพักในโซนห้องพักแบบ Dorm ที่มีทั้งหมด 26 ห้อง คือ
    – ห้องพักรวมแบบ Dorm จำนวน 4 ห้อง นอนได้ห้องละประมาณ 20-30 คน
    – ห้องพักแบบ Family จำนวน 20 ห้อง นอนได้ห้องละ 3-8 คน

    ภายในห้องพักแบบ Dorm จะวางเรียงฟูกบนตั่งอย่างเรียบร้อย พร้อมมีพื้นที่เก็บของส่วนตัว มีห้องน้ำรวมในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ มีห้องนั่งเล่นที่สามารถนั่งคุยเล่น อ่านหนังสือหรือจะดูโทรทัศน์เคเบิลกับเพื่อนๆ ก็ได้ พร้อมมีบริการ Free Wi-Fi

    ส่วนห้องแบบ Family แต่ละห้องถูกตกแต่งด้วยบุคคลสำคัญและนักเขียนระดับโลกที่ไม่ซ้ำกัน ห้องประเภทนี้จะแบ่งกลุ่มย่อยลงมา เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับสมาชิก แต่ละห้องมี 3-8 เตียง โดยจัดเตรียมจำนวนห้องน้ำตามสัดส่วนที่พอดี แต่ละยูนิตจะมีห้องนั่งเล่นรวม เป็นพื้นที่ที่คุณสามารถนั่งคุยกัน ดูโทรทัศน์เคเบิล อ่านหนังสือในมุมหนังสือ และบริการ Free Wi-Fi เช่นกัน

    เอาเป็นว่า ใครที่กำลังหาสถานที่พักผ่อนที่เงียบสงบ เป็นกันเอง อาหารอร่อย (อันนี้คอนเฟิร์ม) และมีบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ แบบนี้ ต้องไม่พลาดแวะมาค้างที่นี่สัก 1-2 คืน รับรองฟิน!

    สืบสานประเพณีศักดิ์สิทธิ์! 10 เรื่องต้องรู้ก่อนเที่ยว ‘งานบูชาดาว’

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 06:05

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/852348

    เป็นอีกหนึ่งงานที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดกับการเสริมกิจกรรมงานบูชาดาวนพเคราะห์ วัดเขตร์นาบุญญาราม โครงการ “งานบูชาดาว ปีระกาเรืองรอง เงินทองมากมี บารมีพร้อมพรั่ง” ณ จันทบุรี เมืองต้องห้าม…พลาด ไทยรัฐออนไลน์ขอพาไปทำความรู้จักกับงานนี้ก่อนไปเยือน…

    1. พิธีบูชาดาวนพเคราะห์ ของวัดเขตร์นาบุญญาราม งานนี้เป็นงานที่เกี่ยวเนื่องจากความศรัทธา และเชื่อมโยงกับประเทศเวียดนามและสาธารณรัฐประชาชนจีน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงหยิบยกเรื่องความเชื่อและความศรัทธามานำเสนอในรูปแบบ “ขบวนบูชาดาว” และ “โคมไฟประติมากรรม” เพิ่มเติมจากพิธีบูชาดาวนพเคราะห์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่ยังคงรูปแบบพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ในรูปแบบพิธีกรรมดั้งเดิมไว้ เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

    2. งานนี้สามารถสร้างความน่าสนใจในเชิงกิจกรรมทางการตลาดท่องเที่ยวที่เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร และอยู่ในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในโครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด แล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อและประเพณีในแบบวิถีไทย ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวมีความหมายมากขึ้นอีกด้วย

    3. นอกจากนั้น องพจนกร โกศล เจ้าอาวาสวัดเขตร์นาบุญญาราม จังหวัดจันทบุรี ยังกล่าวถึงพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ว่า “ตามความเชื่อของอนัมนิกายพระพุทธเจ้าได้จุติเป็นเทพยดาประจำดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 พระองค์ ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ จึงเป็นที่มาของพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ของวัดเขตร์นาบุญญาราม อนัมนิกาย ที่ถือปฏิบัติกันมากว่า 181 ปี และอัญเชิญองค์ดาวนพเคราะห์ประทับเหนือเกี้ยวเสด็จออกประทานพรเป็นปฐมฤกษ์ในขบวนบูชาดาวรอบเมืองจันทบุรี ทำให้ทุกท่านจะได้กราบไหว้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ทุกท่านที่มาร่วมงาน

    อีกทั้งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงเป็นประธานในพิธี “จุดเทียนบูชาดาว ณ วัดเขตร์นาบุญญาราม จ.จันทบุรี” ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 อีกด้วย”

    4. อาจารย์คฑา ชินบัญชร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ยังบอกถึงอานิสงส์ของการเข้าร่วมพิธีบูชาดาวว่า การที่ทุกท่านได้เดินทางไปร่วมงานบูชาดาว ถือเป็นการไปสัมผัสพลังแห่งธรรมะและดวงดาว เป็นการอธิษฐานจิตสั่งสมบารมีจากการขอพรจากดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 พระองค์

    5. การบูชาดาวมีความเชื่อกันว่าจะก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง นำมาซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ อายุยืนนาน สุขภาพแข็งแรง ได้ผลานิสงส์มากประมาณมิได้ และส่งต่อให้บิดามารดา ญาติมิตรทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ และที่ได้ล่วงลับไปแล้วได้รับผลบุญกุศลโดยทั่วกัน

    อาจารย์คฑา ชินบัญชร แนะนำเรื่องการบูชาดาว

    6. นอกจากนี้ งานบูชาดาว ยังถือเป็นการร่วมกันสืบสานประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ 2 แผ่นดิน ได้แก่ ไทย – เวียดนาม เพราะวัดเขตร์นาบุญญาราม เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดจันทบุรี มาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวพุทธฝ่ายมหายาน เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ มาโดยตลอดชั่วอายุ

    7. งานบูชาดาว ปีระกาเรืองรอง เงินทองมากมี บารมีพร้อมพรั่ง จะจัดขึ้นในวันที่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2560 ณ วัดเขตร์นาบุญญาราม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

    8. โดยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ทุกท่านสามารถร่วมชมขบวนบูชาดาว จำนวน 19 ขบวน มีผู้เข้าร่วมขบวนกว่า 2,000 คน เรียงลำดับขบวนดังนี้ 1. ขบวนพระสวดมนต์ให้พร 2. ขบวนมังกรและสิงโต 3. ขบวนโคมจีน (เต้งลั้ง) และป้ายเจ้า 4. ขบวนธงคำอวยพร 5. ขบวนล่อโก๊ว (เครื่องดนตรีจีน) 6. ขบวนธงญวนโบราณ 7. ขบวนพระมารดาแห่งดวงดาว 8. ขบวนพระอาทิตย์ 9. ขบวนพระจันทร์ 10. ขบวนพระอังคาร 11. ขบวนพระพุธ 12. ขบวนพระพฤหัสบดี 13. ขบวนพระศุกร์ 14. ขบวนพระเสาร์ 15. ขบวนพระราหู 16. ขบวนพระเกตุ 17. ขบวนผู้คุมบัญชีเกิด 18. ขบวนผู้คุมบัญชีตาย และ 19. ขบวนผู้ศรัทธา ที่สะท้อนความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าแต่ละองค์

    9. โดยขบวนบูชาดาวจะเริ่มในเวลา 17.09 น. (วันที่ 10 ก.พ. 60) เคลื่อนจากวัดเขตร์นาบุญญาราม ฝั่งประตูโบสถ์ ไปถนนตรีรัตน์ เลี้ยวเข้าถนนอัญมณี มุ่งสู่สี่แยกตังเอ็งเลี้ยวขวาไปพลาซ่า มุ่งสู่ตลาดโต้รุ่ง เลี้ยวขวาไปวงเวียนน้ำพุ จากนั้นเคลื่อนขบวนต่อไปที่วัดเขตร์นาบุญญาราม เพื่อทำพิธีเปิดงาน “บูชาดาว ปีระกาเรืองรอง เงินทองมากมี บารมีพร้อมพรั่ง และร่วม “พิธีจุดเทียนบูชาดาวนพเคราะห์ เสริมบารมีแห่งแผ่นดิน” เพื่อเสริมดวงเมืองให้เข้มแข็งและเปี่ยมบารมี อันจะส่งผลให้ทุกชนทุกเหล่าในประเทศมีชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นสิริมงคล ผู้ร่วมตั้งโต๊ะบูชาองค์ดาวฯ

    เหรียญมงคลและข้าวมงคลแจกผู้ร่วมชมขบวนบูชาดาว

    10. ใครไปร่วมชมขบวนบูชาดาวก็ห้ามพลาด เพราะงานนี้ระหว่างเคลื่อนขบวนจะได้รับเหรียญมงคลและข้าวมงคล (ข้าวเปรียบเหมือนตัวแทนแห่งความเจริญรุ่งเรือง) พร้อมชมความงดงามของประติมากรรมโคมไฟ ณ วัดเขตร์นาบุญญาราม ได้แก่ โคมชุดเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งทำมาค้าขึ้น มีไก่คู่ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำปีระกา และชุดก้อนทอง สื่อความหมายถึงความมั่งมี กองเงินกองทอง ทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข มีความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้นในครอบครัวและทำให้สุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้ ทุกท่านจะได้ร่วมบูชาดาวประจำวันเกิด ทำพิธีแก้ชง สะเดาะเคราะห์เพื่อเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิต ให้ชีวิตราบรื่นตลอดปี 2560

    สุดท้ายย้ำอีกครั้งว่า สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วม “งานบูชาดาว ปีระกาเรืองรอง เงินทองมากมี บารมีพร้อมพรั่ง” ได้ฟรี!!!! ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร. 1672

    อื้อหือ! ซูมพริตตี้ Bangkok Motorbike Festival 2017 เซ็กซี่ยกล้อ

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.พ. 2560 06:05

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/851216

    ใครยังไม่ไปถือว่าเสียดายกับงาน Bangkok Motorbike Festival 2017 ที่นอกจากรวมเรื่อง 2 ล้อเจ๋งๆ ไว้มากมายที่สุดงานหนึ่ง ยังรวมพริตตี้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งสีสันของงานเอาไว้ด้วย

    ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์เก็บภาพมาให้ชมกัน

    ดูชัดๆ เขาช้างเผือกสวยแต่อันตรายจริงหรือ?

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย แบกกล้องเที่ยว 4 ก.พ. 2560 16:01

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/850293

    สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านชาวไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เราก็เพิ่งทราบข่าวเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวได้พลัดตกเขาช้างเผือก จ.กาญจนบุรี และตอนนี้ได้ปิดเขาอย่างไม่มีกำหนด

    แต่นับว่าโชคดีที่ แบกกล้องเที่ยว เพิ่งได้มีโอกาสไปขึ้นเขาลูกนี้มาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็เลยอยากมาเล่าประสบการณ์การเดินทางครั้งนี้ให้เพื่อนๆ ได้ฟังว่าแท้จริงแล้วเขาลูกนี้สวยแต่อันตรายจริงหรือ?

    เขาช้างเผือก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

    การเดินทางไปยังยอดเขาช้างเผือก จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เพื่อลงทะเบียนรายชื่อคนที่ขึ้นเขา ในแต่ละวันทางอุทยานฯ มีการจำกัดคนบนเขาไว้ที่ 60 คน เพราะพื้นที่กางเต็นท์บริเวณยอดเขามีพื้นที่จำกัด เขาช้างเผือกจะเปิดช่วงเดือน ธันวาคม – กุมภาพันธุ์ จะเปิดให้ลงชื่อจองล่วงหน้า 7 วัน โดยให้โทรศัพท์จองตั้งแต่ 8 โมงเช้า เราจะต้องเตรียมชื่อเพื่อน 10 คน พร้อมเลขบัตรประจำตัวประชาชนให้พร้อม ถ้าโทรติด ต้องแจ้งชื่อ ณ ตอนนั้นเลย หลังจากโทรติดต้องส่งเมล สำเนาบัตรประชาชนของทุกคนให้เจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชม. วันไปต้องไปลงทะเบียนที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิก่อนถึง ปิล็อค 9 กม.

    การเดินขึ้นสู่เขาช้างเผือก จะเริ่มจากบริเวณหลังหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในการเดินขึ้นไปจนถึงจุดกางเต็นท์ เดินช่วงแรกจะผ่านป่าโปร่งๆ เป็นเนินเขาเตี้ยบ้าง สูงบ้าง เป็นเนินทุ่งหญ้าที่มีวิวสวยๆ ระหว่างทางให้ถ่ายรูป ช่วงนี้แดดค่อนข้างร้อน จากนั้นก็จะเป็นการเดินตามเชิงเขาบ้าง สันเขาบ้าง ช่วงนี้จะเป็นทุ่งหญ้าความสูงพอท่วมหัว แล้วจึงจะถึงจุดตั้งแคมป์ การเดินทางให้ถึงบริเวณยอดเขาช้างเผือก จะต้องเดินไปจากจุดตั้งแคมป์อีกประมาณ 500-600 เมตร และจะต้องผ่านจุดที่ถือเป็นไฮไลต์ของเขาช้างเผือก คือช่วงที่เรียกว่า “สันคมมีด” หรือ “สันวัดใจ”

    เมื่อพ้นช่วงสันคมมีด จะเป็นเนินเขาที่ให้เดินต่อไปจนถึงจุดสูงสุดของเขาช้างเผือก ที่ความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดนี้จะเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวได้รอบตัวแบบ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบังทิวทัศน์ ใครที่ได้มาถึงจุดนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมถ่ายรูปคู่กับป้ายพิชิตยอดเขา เพื่อเป็นที่ระลึกว่าได้ผ่านการทดสอบการเดินทางสู่เขาช้างเผือก

    ส่วนตรงจุดที่นักท่องเที่ยวพลัดตกนั้น จะอยู่ที่ทางลงเล็กๆ ตรงเนินลูกแรก หลังจากลงมาจากยอด ซึ่งตรงนี้จะเป็นทางเดินแคบๆ พอให้คนแค่คนเดียวเดินผ่านไปได้ ส่วนสองข้างทางนั้นจะเป็นเหวลึกลงไปเลยครับ ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เพราะคนส่วนใหญ่จะมัวแต่ระวังกันตรง สันคมมีด ซึ่งบริเวณนั้นจะมีเจ้าหน้าที่อุทยาน คอยดูแลให้ความช่วยเหลืออยู่หลายท่าน

    การเดินทางขึ้นเขาช้างเผือก ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน จึงไม่สามารถเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับได้ บนเขาไม่มีร้านค้า ร้านอาหารหรือที่พัก นักท่องเที่ยวต้องนำเสบียงอาหารไปทำกินเอง โดยจ้างลูกหาบขนสัมภาระขึ้นไปตั้งแคมป์ค้างคืนบนยอดเขา และควรเตรียมอาหารระหว่างทาง และน้ำดื่มให้เพียงพอด้วย นอกจากนี้ บนเขายังไม่มีแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ด้วย

    ค่าใช้จ่าย
    ค่าธรรมเนียมอุทยาน 40 บาท
    ค่าเจ้าหน้าที่ 10 คน 1,800 บาท
    ค่าลูกหาบ คนละ 1,300 บาท แบกของได้ไม่เกิน 30 กก.
    ค่าอาหาร เตรียมไปเองคนละ ไม่ถึง 500 บาท
    ค่าน้ำมันคันละ 2,500 (กทม.-ปิล็อค)

    อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
    เต็นท์ ถุงนอน แผ่นปูนอน
    เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว(ยีนส์) หมวกปิดหัวคอ รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ(ไม่ค่อยได้ใช้)

    สุดท้ายแล้วก็อยากจะฝากถึงการเดินทางท่องเที่ยวไปยังทุกที่ ควรใช้ความระมัดระวังตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหน ไม่ควรประมาท ตามองทาง อย่ามัวแต่มองโทรศัพท์ หรือกล้องถ่ายรูป มีสติตลอดเวลาด้วยครับ จะได้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุขและปลอดภัย

    ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
    www.baagklong.com
    www.facebook.com/baagklong

    อรุณเบิกฟ้า ‘อรุณาจัล’

    ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2560 05:01

    อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/850289

    คําว่า “งดงาม” คงน้อยเกินไปสำหรับที่นี่ “อรุณาจัลประเทศ” รัฐภายใต้การปกครองของอินเดีย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และทางใต้ของเทือกเขาหิมาลัย ติดกับรัฐอัสสัมและรัฐนาคาแลนด์ ใต้รัฐคะฉิ่นของพม่าทางตะวันออก และภูฏานทางตะวันตก

    สำหรับนักเดินทาง อรุณาจัลประเทศ อาจไม่ใช่เป้าหมายของการเดินทางมากนัก แต่เมื่อได้ไปเยือน จึงพบว่า ที่นี่คือ เพชรแห่งยอดเขาหิมาลัยอันเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติแห่งขุนเขาหิมาลัย เป็นพื้นที่ที่มีหยกขาวอันมีค่าของโลก

    ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็คือ ที่นี่คือที่ที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนดินแดนอื่นๆของอินเดีย อันเป็นที่มาของชื่อ…อรุณาจัล ที่แปลว่า “แสงแรกแห่งอาทิตย์อุทัย”

    เพราะเหตุที่มูลนิธิพระไตรปิฎกสากล โดย ท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์ และ พ.อ.สุรธัช บุนนาค ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกสัชฌายะ สัททะอักขะระปาฬิ พ.ศ.2559 ฉบับ ภปร. และฉบับ สก.ซึ่งถือว่าเป็นพระไตรปิฎกสากลฉบับแรกของโลก ไปยังอรุณาจัลประเทศ รวมถึงนำพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูป ภปร.ที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารไปประดิษฐานที่วัดกองมูคำในอรุณาจัลเราจึงได้มีโอกาสสัมผัสกับความสวยงามและความยิ่งใหญ่ของอรุณาจัลประเทศในคราวนี้

    อรุณาจัลมีประชากรราว 1.4 ล้านคน ในจำนวนประมาณ 400,000 คน นับถือศาสนาพุทธ นอกเหนือจากนั้นมีทั้งฮินดูและคริสต์

    การแต่งกายของชาวไตคำตี่..ที่อรุณาจัล.ประชากรส่วนใหญ่ของอรุณาจัล เป็นคนไต ที่เรียกตัวเองว่า “ไตคำตี่” ซึ่งก็คือคนไทกลุ่มหนึ่งในอีกหลายกลุ่มที่อพยพมาจากตอนเหนือของพม่า ข้ามเทือกเขาสูงที่เรียกว่า “เทือกเขาปาดไก่” เมื่อราวศตวรรษที่ 22-23 โดยบรรพบุรุษของคนไทกลุ่มนี้เดินทางมาจากลุ่มแม่น้ำซินด์วินซึ่งอยู่ในรัฐคะฉิ่นของพม่า เป็นรอยต่อชายแดนระหว่างพม่ากับอินเดียเข้ามาสู่แนวที่ราบลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรตีนเขาหิมาลัยในอินเดีย

    คนไทกลุ่มเหล่านี้มีทั้ง ไตคำตี่ ไตพ่าเก ไตอ้ายตอน ไตคำยัง ซึ่งเคยตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกันใกล้กับเชิงเขาปาดไก่ในรัฐอัสสัมปัจจุบัน

    วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม การแต่งงาน บ้านเรือน เครือญาติ การนับถือศาสนา โดยเฉพาะรูปแบบของวัดของคนที่นี่เป็นแบบ “จอง” พวกเขาเรียกผู้นำของตนว่า “เจ้าฟ้า” เช่นเดียวกับผู้คนในวัฒนธรรมคนไต หรือไทใหญ่อื่นๆ

    แม้จะดูเหมือนไกลจากประเทศไทยมากนัก แต่การเดินทางสู่อรุณาจัลต้องใช้ความมุ่งมั่นและวิริยอุตสาหะพอสมควร เริ่มจากนั่งเครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปยังเมืองกัลกัตตาของอินเดีย จากนั้นค่อยต่อเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นสายการบินแอร์อินเดีย บินตรงสู่สนามบินดิ๊บรูก้า ใช้เวลาบินพอๆกับบินจากเมืองไทยไปอินเดีย คือ ประมาณ 3 ชม. จากนั้นต่อรถบัสเพื่อเข้าสู่อรุณาจัล ระยะทางราว 150 กิโลเมตร

    คณะของเรามี ท่านวิมัลละ ดิสสะ เจ้าอาวาสวัดกองมูคำ ซึ่งเป็นวัดสำคัญของชาวพุทธในอรุณาจัลเป็นผู้นำในการเดินทาง ตามคำเชิญของเจ้านามีน (Chao Na Mein) มุขมนตรีแห่งรัฐอรุณาจัล และรองนายกรัฐมนตรีของอินเดีย เหตุที่ต้องมีการเชิญก็เพราะการเข้าสู่อรุณาจัลประเทศนั้น ต้องผ่านด่านอยู่หลายด่าน จึงต้องได้รับการอนุญาตจากมุขมนตรีเสียก่อน เพราะพื้นที่นี้ไม่เปิดให้เข้าไปได้ง่ายนัก ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งความไม่พร้อมด้านการพัฒนาความเป็นพื้นที่ชายแดน รวมไปถึงการเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมด้วย

    ทิวทัศน์สองข้างทางระหว่างเดินทางสู่รัฐอรุณาจัล.ทันทีที่ไปถึงอรุณาจัล ความรู้สึกแรกคือ นี่มันต่างจังหวัดของไทยเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วชัดๆ บ้านเรือนที่นี่ปลูกด้วยไม้ง่ายๆมีเสาเรือน ยกพื้นสูงไม่มาก บางหลังเตี้ยติดดินเป็นเรือนแถว สั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในครอบครัว แทบทุกหลังมียุ้งฉางหรือเล้าสำหรับเก็บข้าวเอาไว้ ระหว่างทางที่นั่งรถผ่านมีทั้งวัว ควาย เดินเต็มสองข้างทาง แต่ส่วนมากจะเป็นวัวมากกว่า เพราะวัวเป็นพาหนะของพระศิวะซึ่งชาวฮินดูนับถือ พวกวัวจึงมีสิทธิพิเศษเหมือนที่อื่นๆทุกที่ในอินเดีย คือ สามารถเดินกลางถนนและหยุดนั่ง นอน ตรงไหนก็ได้ รถต่างหากที่ต้องหลบ…ส่วนเสียงแตรก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของอินเดีย ไม่ได้ยินเสียงแตรรถถือว่ามาไม่ถึงอินเดียนะจ๊า….นายจ๋า

    อีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ที่อรุณาจัล คือ อากาศที่บริสุทธิ์ กลิ่นไอดินหอมกรุ่น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ที่ร่มครึ้มตลอดสองข้างทาง ทำให้ในช่วงเช้ามืด และช่วงค่ำ อากาศที่นี่จึงค่อนข้างเย็น

    ระหว่างทางสู่ตัวเมืองอรุณาจัล เราเห็นตลาดเล็กๆสองข้างทาง มีทั้งปลาและผักสด ผลไม้ ที่ชาวบ้านนำมาขาย ขนาดของผักและผลไม้ที่นี่ บอกได้เลยว่า เมืองไทยไม่มีแน่นอนทั้ง ฟักทอง กะหล่ำปลี มะเขือยาว แครอท หัวไชเท้า มะเขือเทศ ล้วนผลใหญ่โตอลังการจากการเพาะปลูกแบบธรรมชาติ

    ที่พักรับรองที่รัฐบาลจัดให้ระหว่างทางด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล เราจึงต้องแวะพักที่ที่รัฐบาลจัดไว้รับรองก่อน เพื่อเก็บแรงไว้เดินทางต่อสู่วัดกองมูคำในวันพรุ่งนี้ แต่แค่ได้สัมผัสความสวยงามของทิวทัศน์สองข้างทางในอรุณาจัล…ในฐานะนักเดินทางที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก…ก็หลงรักดินแดนที่เปรียบเสมือนเพชรแห่งภูเขาหิมาลัยแห่งนี้เสียแล้ว…

    มื้อเช้าที่อรุณาจัลอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศแขก ทั้งแกงถั่วหรือแกงดาล และแกงแขกที่คล้ายๆกับแกงกะหรี่บ้านเรา แต่กลิ่นเครื่องเทศอาจจะฉุนเฉียวกว่า เป็นแกงที่กินกับแป้งโรตีหรือนาน ที่ต้องบอกว่าอร่อยกว่าบ้านเรา เพราะเป็นของต้นตำรับ งานนี้หลายคนบอกว่าควรทานอาหารให้อิ่มท้อง เพราะเรายังต้องเดินทางต่ออีกไกลเพื่อมุ่งหน้าสู่วัดกองมูคำ เพื่อประกอบพิธีมหากุศลอันยิ่งใหญ่จากสยามประเทศสู่อรุณาจัล…ในวันต่อไป.