ความย้อนแย้งที่งดงาม เสน่ห์ ‘ลัคเนาว์’ อีกมุมมนต์ขลัง ประเทศอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ม.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/845766

นมัสเต อินเดียไม่ได้มีแค่เครื่องเทศนะ มาช่วงนี้อากาศดี๊ดี วินเทอร์มากๆ เธอบอกแบบนั้นเมื่อก้าวถึงที่หมาย

ถ้ามาลัคเนาว์ควรไป อัมเบดการ์เมมโมเรียลพาร์ (Ambedkar Memorila park) ที่ไม่ใช่แค่สวนต้นไม้ ทว่าสิ่งปลูกสร้างที่งดงามอลังการประดับประดาด้วยเสาหัวช้าง, ฮาชรัทเกนจ์ (Hazratganj) แหล่งช็อปปิ้งที่ใหญ่มีร้านค้า ภัตตาคาร โรงภาพยนตร์และความบันเทิงมากมาย, มัดยิดอัสฟี (Asfi Mosque) มัสยิดโบราณ ตั้งอยู่ในเขตเดียวกับ บาราอิมามบารา (Bara Imambara) หรืออัครมัสยิด โดดเด่นด้วยหอระฆังแฝด, รูมิดะร์วาซา (Rumi Darwaza) หรือประตูเตอร์กิช เป็นประตูเมืองขนาดใหญ่เป็นรูปซุ้มโค้งประดับลวดลายตามศิลปะชาวอินเดีย ฯลฯ

ภาพเล่าเรื่องสัปดาห์นี้ ดาวดี ชะอุ่ม นักข่าวสายสังคมไทยรัฐออนไลน์เดินทางไปเปิดประสบการณ์กับที่ ลัคเนาว์ เมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศ ถือเป็นเมืองสายหลักของชุมนุมทางรถไฟที่จะเชื่อมต่อไปรัฐอื่นๆ อีกมากมายที่อินเดียประเทศที่ใหญ่อันดับ 7 ของโลก และมีความห่างชั้นกันมากมายมหาศาล บางแห่งเจริญสุดขีด แต่ทว่าบางแห่งก็แร้นแค้นสุดขีด บางแห่งมีสิ่งปลูกสร้างอลังการตระการตา แต่ผู้คนบางพื้นที่กับไม่มีที่อยู่อาศัย

“อินเดียมีความ Contrast และผู้คนเดินทางมาที่นี่เพื่อมาชมความ Contrast ที่มีมนต์ขลัง” 

เป็นประเทศที่สักครั้งต้องไปชมความงดงาม  ที่แทรกอยู่ท่ามกลางความแร้นแค้นสัจธรรมที่แท้จริง.

ถ่ายรูปชิคๆบริเวณ บาราอิมามบารา

Ambedkar Memorila park งดงามอลังการ

รูปปั้นช้างในอัมเบดการ์เมมโมเรียลพาร์

บาราอิมามบารา (Bara Imambara)

รูปปั้น ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์

Ambedkar Memorila park

มัสยิดอัสฟี (Asfi Mosque)

อลังการงานสร้าง ประตูเตอร์กิช เป็นประตูเมืองขนาดใหญ่

งดงาม

พาหนะน่านั่งมาก

ของฝากประจำที่ต้องซื้อกลับ

วิถีคนคนอินเดีย

ควันหอมๆ อาหารอร่อยๆ

น่ากินมากๆ

ดาวดี ชะอุ่ม

*รู้ไว้ใช่ว่า*

อินเดีย หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอินเดีย (อังกฤษ: Republic of India) ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของอนุทวีปอินเดีย มีประชากรมากเป็นอันดับที่สองของโลก และเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน มีภาษาพูดแปดร้อยภาษาโดยประมาณ ด้านเศรษฐกิจ อินเดียมีอำนาจการซื้อมากเป็นอันดับที่สี่ของโลก ทั้งนี้ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับจีน เนปาล และภูฏาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถาน ทางตะวันออกติดพม่า ทางตะวันตกเฉียงใต้จรดมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดศรีลังกา ล้อมรอบบังกลาเทศทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก นอกนั้นยังมีเขตแดนทางทะเลต่อเนื่องกับน่านน้ำไทย พม่า และอินโดนีเซีย และด้วยพื้นที่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร อินเดียจึงเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด อันดับ 7 ของโลก-วิกิพีเดีย

ขอบคุณ : thaismileair สำหรับเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-ลัคเนาว์ เปิดให้บริการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ คือวันอังคาร วันพฤหัส และวันเสาร์ และเส้นทางลัคเนา-กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เช่นกัน คือวันพุธ วันศุกร์ และวันอาทิตย์ ราคาเริ่มต้นที่ 4,910 บาท

เปิดราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ดินแดนสมบัติโบราณคดีอันล้ำค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/845700

เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ในโอกาสครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปี “เดอะวิสดอม ธนาคารกสิกรไทย” ภายใต้การนำของ “นพวรรณ เจิมหรรษา” เป็นโต้โผจัดกิจกรรม “Journey to the Mysterious Arabic in Jordan” พาลูกค้าเดอะวิสดอมเดินทางไปบุกศูนย์กลางประวัติศาสตร์และศาสนาของโลกอาหรับ โดยมี “อ.เผ่าทอง ทองเจือ” เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษตลอดทริป

ทั้งราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน เป็นประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ โดย “อ.เผ่าทอง” บอกเล่าว่า ราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน มีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งในทุกระดับ โดยระดับราชวงศ์มีการเยือนครั้งสำคัญระหว่างกันหลายครั้ง รวมถึงการเสด็จ เยือนประเทศไทยของสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน เพื่อร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2549

เพตราทั้งนี้ ประเทศไทยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้จอร์แดนในหลากหลายด้าน รวมถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจอร์แดน โดย “ฝนหลวง” ถือเป็นความชุ่มฉ่ำแห่งสายสัมพันธ์ของสองราชอาณาจักร เนื่องจากจอร์แดนมีปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุดในโลก พื้นที่ 2 ใน 3 เป็นทะเลทราย ไม่มีแหล่งน้ำจืดที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ในระหว่างปี 2532-2538 จอร์แดนเคยทดลองทำฝนเทียม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งมีการสร้างความร่วมมือทางวิชาการด้านฝนหลวงระหว่างไทยกับจอร์แดน ในปี 2551 โดยกระทรวงน้ำและชลประทานของจอร์แดน ได้แจ้งความจำนงขอใช้กระบวนการทำฝนหลวงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรฯจึงมีหนังสือถึงราชเลขาธิการเพื่อนำความกราบบังคมทูลฝ่าละอองธุลีพระบาทขอพระบรมราชานุญาตในการถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวง ระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2552 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระ ราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้สิทธิบัตรฝนหลวงถ่ายทอดวิทยาการทำฝนหลวงแก่จอร์แดน นอกจากจอร์แดนแล้ว ในหลวงของเรายังมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้สิทธิบัตรฝนหลวงถ่ายทอดวิทยาการทำฝนหลวงแก่ออสเตรเลีย, แทนซาเนีย และโอมาน

นอกจากความสัมพันธ์แนบแน่นกับราชอาณาจักรไทย “จอร์แดน” ยังสร้างชื่อในฐานะดินแดนเก่าแก่ที่มีสมบัติทางโบราณคดียิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมีภูมิประเทศงดงามตระการตา โดยจอร์แดนได้รับการขนานนามเป็น “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” เพราะตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อสำคัญของชาวคริสต์, ชาวยิว และชาวมุสลิม

เมืองโมเสก ยอดเขาเนโบเมืองหลวงของจอร์แดนในปัจจุบันคือ “อัมมาน” เป็นมหานครอารยธรรมยุคเก่าที่มีความเป็นมากว่า 6,000 ปี ตั้งอยู่บนภูเขา 7 ลูก ตัวเมืองอยู่ในหุบเขาตรงกลาง อัมมานเคยเป็นศูนย์กลางของโรมัน ฟิลาเดลเฟีย มีจุดเด่นอยู่ที่ “ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน” กระนั้นสิ่งที่หลงเหลือ ในปัจจุบันคือ “เสาระเบียงใหญ่” และ “โรงละครโรมัน” โรงละครใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่สอง จุผู้ชมถึง 5,000 คน แบ่งออกเป็น 3 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดสำหรับผู้ที่มีตระกูลสูงศักดิ์ ชั้นถัดไปสำหรับสมาชิกวุฒิสภา และชั้นสูงสุดสำหรับประชาชน

จากกรุงอัมมานขึ้นไปทางตอนเหนือ คือที่ตั้งของเมืองโรมันโบราณชื่อ “เจราช” หรือ “เมืองพันเสา” ได้รับฉายาว่า “ปอมเปอีแห่งตะวันออก” ตั้งอยู่จุดต่ำสุดบนผิวโลก ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,300 ฟุต เป็น 1 ใน 10 หัวเมืองเอกของอาณาจักรโรมัน แต่เพราะมีแผ่นดินไหวทำลายเมืองหลายครั้ง ทำให้นครเจราชถูกทิ้งร้างกระทั่งปี ค.ศ.1878 สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองเจราช คือจัตุรัสรูปไข่ใจกลางเมือง กว้าง 80 เมตร ยาว 90 เมตร มีเสาหินสูงกว่า 10 เมตร เรียงรายรอบจัตุรัส จำนวน 67 ต้น

โบสถ์แห่งเซนต์จอร์จและเมื่อไล่เรียงเดินทางมาตอนใต้ จะพบกับเมืองประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดกำเนิดของศาสนา วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมยุคโบราณมากมาย นับตั้งแต่ “มาดาบา” เมืองแห่งโมเสก ที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึง “ยอดเขาเนโบ” สถานที่เสียชีวิตและฝังศพของ “โมเสส” ผู้นำชาวยิว ผู้รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า เรื่องราวของโมเสสถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เก่าชาวยิว และพระคัมภีร์ใหม่ชาวคริสต์ เหตุการณ์ในพระคัมภีร์เล่าว่า โมเสสถูกชุบเลี้ยงและโตมาเป็นเจ้าชายอียิปต์ ที่ค้นพบว่าตนเองมีเชื้อสายยิว ได้รับอาณัติพระผู้เป็นเจ้าให้ปลดปล่อยชาวยิว และพา กลับไปอิสราเอล เรื่องตามตำนานเล่าว่า โมเสสใช้พลังอำนาจแหวกทะเลแดงเป็น 2 ส่วน แล้วพาชาวยิวเดินข้ามไป ในขณะที่ทหารอียิปต์ที่ไล่ตามมาโดนน้ำทะเลกลืนหายหมด บนยอดเขาเนโบเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์แห่งโมเสส ออกแบบเป็นไม้กางเขน ซึ่งภายหลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของโมเสส และพระเยซู ที่นี่ยังมี “โบสถ์แห่งเมาท์เนโบ” เป็นโบสถ์กรีก-ออร์ทอดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ สร้างในราวปี ค.ศ.600 ยุคของไบแซนไทน์ พื้นโบสถ์ภายในเป็นภาพตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ 2.3 ล้านชิ้น แสดงแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เยรูซาเลม แม่น้ำจอร์แดน ทะเลเดดซี เขาไซนาย และอียิปต์ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงโมเสส เมื่อปี 2543 “สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2” เสด็จมาแสวงบุญและประกาศให้ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์

จะเข้าถึงหัวใจจอร์แดนก็ต้องไปเยือน “เมืองเพตรา” มหานครศิลาทรายสีชมพู ที่ถูกลืมหายไปจากความทรงจำกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิส “โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท” เดินทางผ่านมาพบ ต่อมาองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เมืองเพตราเป็น “เมืองมรดกโลก” เมื่อปี 2528 โดยถือเป็นมรดกวัฒนธรรมล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ

เอกลักษณ์ทางธรรมชาติของเมืองเพตรา คือ “ซิค” เป็นช่องแคบระหว่างก้อนหินขนาดยักษ์ที่มีความสูงไล่เรียง 80-90 เมตร ซิคเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการกัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน จนกลายเป็นถนนทรายระหว่างผาหินสูงชันที่คดเคี้ยว ริ้วลายและเส้นสายของลายหินที่งดงามนำทางไปสู่มหาวิหารบนหน้าผาหินทรายที่ชื่อว่า “เดอะ เทรชัวรี” เป็นวิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก สูงเกือบ 40 เมตร สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์นาบาเทียนเอเรทัสที่ 4 มีความเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้คือที่เก็บซ่อนขุมสมบัติของกษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์

หุบเขาแห่งพระจันทร์ลึกเข้าไปในเพตรา เป็นทางเดินแคบซึ่งต้องอาศัยการเดินเท้าหรือขี่ลาไต่ขึ้นผาชัน บนจุดสูงสุดคือ ที่ตั้งของ “มหาวิหารเดอะ โมนาสเทรี” หนึ่งในวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเพตรา มีขนาดกว้าง 47 เมตร สูง 51 เมตร สร้างในรัชสมัยของกษัตริย์ราเบลที่ 2 เป็นวิหารแกะจากหน้าผาหินทราย ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางศาสนา สีของวิหารจะแปรเปลี่ยนเป็นวิหารสีทองเมื่อแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์สาดส่อง

เปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสกับผืนทรายและท้องทะเลบ้าง เริ่มต้นเส้นทางด้วยการขับรถโฟร์วีลสำรวจความอัศจรรย์ของ “ทะเลทรายวาดิรัม” หุบเขาแห่งพระจันทร์ ทรายสีแดงอมชมพูหนึ่งเดียวของโลก สลับโขดเขารูปร่างแปลกตาราวกับพื้นผิวขรุขระ ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ทะเลทรายแห่งนี้ในอดีตเป็นเส้นทางคาราวานจากซาอุดีอาระเบียไปยังซีเรียและปาเลสไตน์ ในศึกสงครามอาหรับรีโวลท์ ใช้เป็นฐานบัญชาการในการรบของ ที.อี. ลอว์เรนซ์ และเจ้าชายไฟซาล ผู้นำแห่งชาวอาหรับ เพื่อขับไล่พวกออตโตมันที่เข้ามารุกราน

ป้อมปราการกรุงอัมมานสำหรับ “ทะเลสาบเดดซี” เป็นทะเลสาบเค็มที่สุดในโลก ก็เพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอยู่ได้ จึงได้ชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความตาย ทะเลสาบเดดซีตั้งอยู่พรมแดนระหว่างอิสราเอลและจอร์แดน เกิดจากน้ำที่ไหลมาจากลำธารในจอร์แดน มีส่วนผสมของโซเดียมและแมกนีเซียม ทำปฏิกิริยากับน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านล่างทะเลสาบ โดยมีความเค็มมากกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า มีความยาว 76 กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 417.5 เมตร นับเป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก น้ำในทะเลเดดซีมีความหนาแน่นมาก มีเกลือละลายในน้ำถึง 25% จึงทำให้วัตถุลอยเหนือน้ำ แม้แต่คนว่ายน้ำไม่เป็นก็ลอยตัวได้ในเดดซี

หลังจากสัมผัสความยิ่งใหญ่ที่ธรรมชาติบรรจงสรรค์สร้างให้ผืนแผ่นดินจอร์แดน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล และแท้จริงแล้วมนุษย์เราก็ตัวเล็กนิดเดียว.

ทีมข่าวหน้าสตรี

 

ดีต่อใจ…จิบชาที่ความสูง 1,200 เมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 28 ม.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/844547

ช่วงนี้อากาศหนาวๆ ยังคงเหลือให้ไปสัมผัสกันอยู่ที่ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะที่เชียงราย ที่มีแหล่งท่องเที่ยวไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เลย ครั้งนี้แบกกล้องเที่ยวเราถือโอกาสไปจิบชาชิลๆ กันที่ “ไร่ชาฉุยฟง” กันครับ

ไร่ชาฉุยฟง เป็นของ บริษัท ฉุยฟงที จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตใบชารายใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย โดยมีประสบการณ์ยาวนานในการเพาะปลูกชามานานกว่า 40 ปี สืบทอดกิจการการปลูกชาตั้งแต่รุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ฉุยฟง ในภาษาจีน แปลว่า ภูเขาที่เขียวชอุ่ม

ไร่ชาฉุยฟงใหญ่ๆ มี 2 แห่ง คือ ที่แม่สลองใน อำเภอแม่จัน ห่างจากถนนพหลโยธินแค่ประมาณ 10 นาที และบ้านพญาไพร ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง แต่ทริปนี้เรามาที่อำเภอแม่จัน บนเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ นอกจากวิวสวยๆ แล้วที่นี่ยังมีร้านอาหาร และเครื่องดื่ม เบเกอรี่ให้ชิมมากมาย ขนมเค้กที่นี่จะมีส่วนผสมของใบชา ไปจนถึงอาหารที่ทำจากยอดใบชาสดปลอดสารพิษ

จากจุดที่เราจอดจุดแรก ขับข้ามเนินเขามาจะมีลานจอดรถบนยอดเขาอยู่ 1 จุด แต่เราคิดว่าน่าจะขับเข้าไปเรื่อยๆ หามุมที่น่าสนใจก่อนที่จะจอดรถเพื่อลงเดินสัมผัสบรรยากาศของที่นี่กันให้จุใจ ด้านหนึ่งมีอ่างเก็บน้ำ มีศาลาทรงจีนริมน้ำ ส่วนด้านที่เราเดินมานี้จะเห็นป้ายไร่ชาฉุยฟงสีขาวใหญ่ๆ เป็นมุมที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาก จากจุดนี้เดินขึ้นไปถึงโรงงานใบชา ร้านชา บนยอดเขาได้ด้วย นับว่าเป็นจุดจอดรถที่เหมาะที่สุดในยามที่มีรถเข้ามาเที่ยวกันเยอะๆ แต่ถ้าวันไหนรถมีน้อยก็ขับไปจอดตรงที่อยากจะถ่ายรูปแล้วก็ย้ายไปเรื่อยๆ ก็ได้

แต่การเดินชมรอบไร่ชาที่จริงก็มีส่วนให้เรามีอายุยืนขึ้นได้ด้วยนะ ได้ออกกำลังกาย และสูดอากาศบริสุทธิ์ ไปพร้อมๆ กัน แต่สำหรับคนที่ชอบความสงบก็ขับรถไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตร ขึ้นภูเขาไปสูงอีกหน่อย

ที่นี่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งปี ส่วนช่วงที่แบกกล้องเที่ยวแนะนำให้มาหน้าฝน ไม่ก็ช่วงหน้าหนาวจะฟินสุดๆ เพราะได้ทั้งวิวสวยๆ และจิบชาไปด้วย อยากบอกว่ามันดีต่อใจจริงๆ เลย…

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

“จุฑาธุชราชฐาน” พระราชวังบนเกาะ…. แห่งเดียวในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/844852

อีกมุมของเกาะสีชัง

เสียงโทรศัพท์จากพีอาร์สาวสวยของ โรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชัง กริ๊งกร๊างมาชวนให้ไปชมโรงแรมน้องใหม่ล่าสุดในเครือแคนทารีบนเกาะทางตอนใต้ของอ่าวไทย ที่มีระยะทางห่างจากฝั่ง อ.ศรีราชา ราว 12 กิโลเมตร ด้วยว่าใช้เวลาไม่มาก จึงตกปากรับคำแบบไม่ลังเล

โรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชัง
จะว่าไป เกาะสีชัง ถือเป็นเกาะที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุด สามารถเที่ยวได้ภายในวันเดียวหรือ 1 คืน 2 วัน บนเกาะมีทั้งวัง วัด ศาลเจ้า และ ชุมชนเก่าแก่ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในประวัติศาสตร์อันน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะชุมชนบนเกาะ ว่ากันว่าเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ตั้งถิ่นฐานมานานกว่าร้อยปี

เราไปถึงเกาะสีชังในช่วงสายๆ รถสองแถวของโรงแรมซัมแวร์ ตกแต่งแบบชิคๆน่ารักๆ มารอรับที่ท่าเรือ ไม่ถึง 5 นาที เราก็มาถึงโรงแรมซัมแวร์ โรงแรมเล็กๆขนาด 20 ห้อง ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน แต่ก็อาจพูดได้ว่าเป็นโรงแรมที่เป็นทางเลือกใหม่บนเกาะในตอนนี้ ต่างจากที่ผ่านมาที่บนเกาะ จะมีเพียงบังกะโลหรือรีสอร์ตประมาณ 2-3 ดาว เรียงรายอยู่ไม่มากนัก สไตล์การตกแต่งของโรงแรมออกแนวรีสอร์ตที่มีกลิ่นอายของบูทีคโฮเต็ล แนวแคริบเบียน เน้นโทนสีฟ้าขาวเป็นหลัก

รถสองแถวรับส่งบนเกาะสีชัง
หลังล้างหน้าล้างตา ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ พอชื่นใจแล้ว ก็ได้เวลาออกเที่ยวบนเกาะ แน่นอน จุดหมายแรกของเราคือ “พระจุฑาธุชราชฐาน” ซึ่งเป็นพระราชวังบนเกาะแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ความสวยงามของพระราชวังแห่งนี้แทบไม่ต้องบรรยาย ไม่ว่าจะด้วยโลเกชั่นที่ติดทะเล รวมไปถึงตำหนักต่างๆที่อยู่ภายในพระราชวัง

หน้าประตูทางเข้า มัคคุเทศก์น้อยเดินเข้ามาถาม “ต้องการไกด์นำเที่ยวมั้ยคะ”

มัคคุเทศก์น้อยอารมณ์แพ้เด็กๆ มีหรือจะปฏิเสธ ยิ่งรู้ว่าเงินที่เราให้กับเด็กๆเหล่านี้ จะได้แปรเป็นทุนการศึกษาเพื่อสร้างอนาคตของชาติด้วยแล้ว ยิ่งต้องรีบตอบตกลงทันที

เด็กหญิงวัย 10 ขวบ นำเราไปยังจุดต่างๆของพระราชวัง เริ่มจากการสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ท่านโปรดให้สร้างพระราชวัง แห่งนี้ขึ้น และใช้เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน และยังเป็นสถานที่ประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก พระโอรสในพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี นอกจากนี้ยังเป็นที่ประทับพักฟื้นจากอาการประชวรของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ด้วย

เรือนวัฒนา..ภายในพระจุฑาธุชราชฐาน
ภายในพระราชวังประกอบด้วยอาคารที่เป็นอนุสรณ์ 3 หลัง คือ เรือนวัฒนา ซึ่งตั้งชื่อตามพระนามของ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เรือนผ่องศรี ตามพระนามของ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี และ เรือนอภิรมย์ ซึ่งตั้งตามชื่อของ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ นอกจากนี้ยังมีเรือนไม้ริมทะเล เป็นอาคารไม้สีเขียว สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในปีใด เข้าใจว่าน่าจะเป็นเรือนพักตากอากาศของชาวต่างประเทศมาก่อน

เรือนไม้ริมทะล
ทางเดินภายในพระราชวังจุฑาธุชฯ ร่มรื่นสงบ ด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มัคคุเทศก์น้อยของเราบอกว่า บางต้นมีอายุมากกว่าพระราชวังเสียอีก เพราะเป็นต้นไม้เดิมที่อยู่บนเกาะ อย่างน้อยๆก็ร้อยกว่าปีขึ้นไปเกือบทุกต้น

ฐานพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ในช่วงแรกของการสร้างพระราชวังนั้น รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่ง 4 องค์ ได้แก่ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี และตำหนัก 14 ตำหนัก แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส กองทหารฝรั่งเศสได้บุกขึ้นมาบนเกาะสีชังและปิดอ่าวไทย ทำให้การก่อสร้างพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆยุติลง กระทั่งในปี พ.ศ.2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่างๆไปสร้างที่อื่น โดยเฉพาะพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ได้โปรดให้รื้อไม้มาสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆในเขตพระนครแทน

นอกจากพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆแล้ว ยังมีสระอโนดาษ และลานสรง ที่ถือว่าเป็นที่สรงสนานของพระราชวงศ์ อยู่ด้านหลังของพระราชวัง ปัจจุบันยังคงมีน้ำในสระให้ได้เห็นอยู่ด้วย

ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. ในการเดินเที่ยวชมรอบพระราชวังจุฑาธุชราชฐาน เราก็มาหยุดกันที่สะพานอัษฎางค์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไฮไลต์ของเกาะสีชังไปแล้ว ใครที่มาเกาะสีชังแล้วไม่ได้ถ่ายรูปที่สะพานอัษฎางค์ถือว่ามาไม่ถึง ทั้งยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกเลือกให้เป็นที่ถ่ายพรีเวดดิ้งของคู่รักหลายคู่อีกด้วย

สะพานอัษฎางค์
พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เราออกจากจุฑาธุชราชฐาน ไปยังสะพานวชิราวุธ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งบนเกาะ บางคนเรียกว่า ช่องเขาขาด เพราะภูเขาที่ขาดออกจากกัน มีน้ำทะเลคั่นกลาง เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง ทั้งเซลฟี่ ทั้งถ่ายรูปจนอิ่มเอมก็ได้เวลากลับเข้าที่พัก

วิวสวยที่ช่องเขาขาด
ไวน์รสเลิศเปิดไว้ให้หายใจ รอ อาหารทะเลสดๆที่ส่งกลิ่นหอมยวนเตะจมูก…

นี่แค่ไม่กี่ ชม.ที่ข้ามฝั่งมายังเกาะเล็กๆแห่งนี้ สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นตอบโจทย์ชีวิตว่า บางครั้งคนเราก็ต้องการเพียงแค่ Somewhere หรือที่สักที่ที่ทำให้ความสุขหมุนรอบตัวเรา เหมือนโลกหมุนรอบตัวเอง…ครั้งแล้วครั้งเล่า…นั่นเอง…

 

ปลุกกระแสท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/844928

เมืองไทยเป็นเมืองสวรรค์อันดับต้นๆของโลก ที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันอยากมาเยือน เพื่อปลุกกระแส “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ สไตล์ลึกซึ้ง” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นโต้โผจัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560” เปิดสวนลุมพินี วันที่ 25-29 ม.ค.นี้ ชวนคนไทยเที่ยวเมืองไทยให้คึกคักดี๊ด๊าตลอดทั้งปี

งานนี้รวบรวมของดีของเด่นจากทุกภูมิภาคมาไว้ด้วยกันคึกคัก ที่สุด ทั้งอาหารการกิน การแสดงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อปลุกกระแสท่องเที่ยวทั่วไทย ภายในงาน แบ่งเป็น 10 โซนกิจกรรมท่องเที่ยว โดยไฮไลต์ไม่น่าพลาดยกให้ “โซนอุทยานไม้ดอก ไม้ประดับ เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10” จัดนิทรรศการเส้นทางการท่องเที่ยวตามรอยพระบาท 5 ภาค, “โซนท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ สไตล์ลึกซึ้ง” สร้างสรรค์เป็นหมู่บ้าน 5 ภาค รวมของดีของเด่นจากทุกภูมิภาค เพื่อสร้างการรับรู้เอกลักษณ์ในแต่ละพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็น “หมู่บ้าน ภาคเหนือ” นำเสนอเรื่องราวแห่งการให้ของราชสกุล “มหิดล” ผ่านชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวไทยภูเขาหลายเผ่าพันธุ์ อิ่มเอมกับสวนดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์ เรียนรู้วิถีชีวิตคนไทยภูเขา 10 ชาติพันธุ์ ส่วน “หมู่บ้านภาคอีสาน แซ่บนัว” เชิญสักการะพระธาตุพนมจำลองความสูง 10 เมตร พร้อมเครื่องสักการะบายศรีพญานาค 7 เศียร ต้นกระธูปยักษ์ การจำลองบ้านไทยอีสานประยุกต์ “หม่องเบิ่งหนัง” และกิจกรรมตักบาตรข้าวเหนียว

ขณะที่ภาคกลางเปิด “หมู่บ้านสุขกลางใจ ใกล้แค่เอื้อม” ยกบ้านเรือนไทยจำลองใต้ถุนสูง 2 เมตร มาดึงดูดนักท่องเที่ยว แถมด้วยซุ้ม สาธิตช่างสิบหมู่ หัตถกรรม หัตถศิลป์ ซุ้มสาธิตการนวดไทย เพลิดเพลิน กับตลาด 100 ร้าน และการสาธิตอาหารถิ่น 5 ตำรับดัง สำหรับ “หมู่บ้านภาคใต้” มาในคอนเซปต์ “ปักษ์ใต้…ปักหมุดหยุดเวลา” จำลองพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช, ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จ.ปัตตานี และลานปูดำ จ.กระบี่ มาสร้างความคึกคักในงาน ด้าน “สีสันภาคตะวันออก” ก็ภูมิใจเสนอความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวทะเล วัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชน แหล่งท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิง อาหารถิ่นขึ้นชื่อ และสินค้า OTOP ที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น โดยจำลองสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆมาครบครัน เด็ดไม่แพ้ใครคือ โซนกิจกรรม ของดีจาก 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ และอาหารถิ่น จาก 5 ภูมิภาค ที่คัดสรรเฉพาะร้านเด่นร้านดัง จากทุกชุมชน พร้อมตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมสารพัดบนเวทีการแสดงใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ประเทศไทยเรืองรอง”…รักเมืองไทยเที่ยวเมืองไทย เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตยั่งยืน.

 

ช็อปของเก่าเก๋าที่ 2 ตลาดข้างวัดสวนแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บ้านและสวน 27 ม.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/840080

หากเอ่ยถึง “วัดสวนแก้ว” หลายคนรู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งซื้อหาข้าวของมือสอง ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายประเภท ครั้งนี้เราขอพาไป “ลุย” ตลาดที่ตั้งอยู่ข้างวัดแห่งนี้กันค่ะ มี 2 แห่ง ได้แก่ ตลาดคลองถม 2 และตลาดประตูสมบัติ เปิดทุกวัน เวลา 10.00-17.00 น. รับรองว่ามีเฟอร์นิเจอร์เก๋าๆ เก๋ๆ ให้เลือกชมแบบละลานตาเลยละ

ตลาดคลองถม 2

ตลาดนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับประตูใหญ่ของวัดสวนแก้ว เมื่อเข้ามาภายในตลาดจะพบเฟอร์นิเจอร์และของเก่าเรียงรายมากมาย แต่ละร้านค้าที่แบ่งเป็นล็อกๆ ก็จะมีสินค้าที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นยังเช่าไปใช้เป็นพร็อบได้อีกด้วย

ร้านลุงสิทธิ์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ร้านป้านิ่ม” จำหน่ายของสะสมโบราณ สินค้าเด่นคือเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า และของตกแต่งบ้านที่ทำจากเหล็กหล่อและทองเหลือง

ร้านขายของเก่าภายในตลาดคลองถม 2 มีเฟอร์นิเจอร์และของเก่าให้เลือกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นของที่รับซื้อจากบ้านเรือน มีให้ เลือกทั้งเตียง ตู้ และโต๊ะ รวมไปถึงประตูไม้เก่าที่มีเอกลักษณ์

ตู้ลิ้นชักไม้สักเก่า นำมาทำสีใหม่ ขนาด 20 × 65 × 30 เซนติเมตร ราคา 1,200 บาท จากร้านป้าเล็ก

ตลาดประตูสมบัติ

ตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับตลาดคลองถม ภายในตลาดมีทั้งหมด 4 ซอย แต่ละร้านล้วนมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป โดยเฉพาะหากใครชื่นชอบของกระจุกกระจิกหายาก หรือของสะสมเก่า ไม่แน่ว่าคุณอาจได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านไปบ้างก็เป็นได้

บรรยากาศภายในตลาดที่ทุกร้านค้ามีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ทั้งขายเฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ที่คุณคาดไม่ถึง เช่น น้ำยาย้อมผม สบู่ และของพรีเมียม

ร้านขายของสะสมที่ทำให้เราหวนนึกถึงวันวาน ไม่ว่าจะเป็นกระป๋องลูกอม กระป๋องคุกกี้ ของเล่นสังกะสี หรือแก้วน้ำลายการ์ตูนที่วางอัดแน่นเต็มร้าน เหมาะสำหรับซื้อไปเป็นพร็อบ หรือซื้อเก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ

“ถูก จิปาถะ” คือร้านที่รวบรวมข้าวของจิปาถะไว้หลากหลาย ตั้งแต่อุปกรณ์ทำฟัน เครื่องเสียง เครื่องดนตรี ไปจนถึงของตกแต่งบ้าน เช่น โคมไฟ โต๊ะ และเก้าอี้

ที่มา – บ้านและสวน
www.baanlaesuan.com
www.facebook.com/baanlaesuanmag

 

สุดยอดรีสอร์ตบนเกาะเสม็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ม.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/844369

เริ่ด! จนได้รับรางวัล 2 ปีซ้อน ปารดี รีสอร์ท รีสอร์ตระดับ 5 ดาวสุดหรูในเครือเสม็ดรีสอร์ท กรุ๊ป จัดงานฉลองความสำเร็จในการได้รับรางวัล World Luxury Hotel Awards ระดับนานาชาติ ในปี 2016 ของ The Haute Grandeur Global Hotel Awards, Global Brands Awards ติดต่อกันเป็นปีที่ 2

โกมล พรพัฒนไสว (กลาง) บอสใหญ่ปารดี รีสอร์ท ฉลองรางวัลแห่งความสำเร็จ โดยมีท่านทูตเม็กซิโกประจำประเทศไทย Jaime Nualart ร่วมยินดี.นอกเหนือจากรางวัลในประเทศที่ได้รับ Thailand Boutique Awards และอีกหลากหลายรางวัลจากเว็บไซต์ยอดนิยม ซึ่งปารดีได้รับการจัดอันดับจากลูกค้าและองค์กรทั่วโลก ว่าเป็นที่พักที่ได้รับมาตรฐานระดับสากลในเรื่องการ บริการและการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่เข้าพัก ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้แนะนำรีสอร์ตสวยๆในประเทศไทยให้ต่างชาติได้รู้จักมากขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวในบางประเทศยังไม่รู้จักเกาะเสม็ด ไม่รู้ว่าความสวยงามและความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่เสม็ด จ.ระยอง ยังมีอยู่อีกมากมาย

ทูตออสเตรียประจำประเทศไทย Enno Drofenik และครอบครัว.

พรรษชล-สยาม กุลตังวัฒนา และชัชพล บุญธนาพิบูลย์.บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยแขกวีไอพีที่เดินทางมาร่วมงานถึงเกาะเสม็ด อาทิ ทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ อาทิ ออสเตรีย, เม็กซิโก, ฮังการี, สโลวะเกีย รวมทั้งคนกันเองอย่าง นพ.มารุต มัสยวาณิช, อวิกา แจ้งเจนกิจ, นลิน หริตวร ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดได้ดื่มด่ำกับวิวทะเลที่งดงามเป็นธรรมชาติ และเสียงเพลงจากวงบิ๊กแบนด์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี นำโดย ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิณัฎฐ์ กิติพันธุ์ ซึ่งได้นำบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาบรรเลงอย่างซาบซึ้ง.

 

ไม่อิ่มไม่กลับบ้าน! ส่องของดี 5 ภาคงานเที่ยวเมืองไทย 2560 มหกรรมความฟิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/843706

กลับมาอย่างอลังการเช่นเคยกับ ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทยปี 2560’ มหกรรมท่องเที่ยวยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–29 มกราคม 2560 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ โดยในปีนี้ ททท.ได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วไทยที่แสดงถึงอัตลักษณ์ในแต่ละภูมิภาคมาจำลองไว้ภายในงาน เรียกว่าคุณจะได้เห็นสีสัน วัฒนธรรม ของขึ้นชื่อ และอาหารท้องถิ่นจากทุกภาคทั่วไทยได้ที่นี่ที่เดียว!ไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดที่จะไปเก็บภาพสีสันความสนุกสนาน บรรยากาศการช็อปปิ้งแสนคึกคัก อาหารอร่อยจากทั่วประเทศ มาฝากกัน โดยเราจะแบ่งให้ดูเป็น 5 ภาค ส่วนแต่ละภาคจะมีไฮไลต์เป็นอะไรบ้าง มาดูกัน…

ซุ้มโคมภาคเหนือ1. ภาคเหนือ สีสันเมืองล้านนา

เช็กอินกับซุ้มอุโมงค์โคม ณ ประตูทางเข้า หมู่บ้านภาคเหนือ ที่ถูกประดับประดาอย่างวิจิตรตระการตาด้วยโคมยี่เปงหลากสีสัน สัญลักษณ์แห่งเมืองล้านนา โซนสินค้าของดีก็จะมี สินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน ที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตและประเพณีของชาวล้านนา พบกับการจำลองบรรยากาศหมู่บ้าน พร้อมถ่ายภาพกับชนเผ่า 10 ชาติพันธุ์ สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชนเผ่าแต่ละพื้นที่ ผ่านการร้อง เล่น เต้น รำ มีโซน DIY ตกแต่งแหวนด้วยสี และมีโซนกาดเมืองเหนืออาหารอร่อยเพียบ

ถ่ายรูปกับชนเผ่าจากภาคเหนือ

ของดีภาคเหนืออีกอย่างที่พลาดไม่ได้

แหนมหมู น้ำพริกหนุ่ม2. ภาคอีสาน แซ่บนัว

มาต่อกันให้ม่วนซื่นกับสีสันคัลเลอร์ฟูลสไตล์ ‘อีสาน แซ่บนัว’ พบกับหมู่บ้านภาคอีสาน พร้อมตกแต่งด้วยโครงสร้างหลังคาทรงเกวียนทั้งหมู่บ้าน ชมธงใยแมงมุม เครื่องบูชาที่ชาวอีสานทำถวายเป็นพุทธบูชาและประดับตกแต่งอาคารในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อีกทั้ง ยังจะได้สักการะ พระธาตุพนมจำลอง ความสูงขนาด 10 เมตร และพระธาตุประจำวันเกิดของแต่ละวัน (7วัน 8 พระธาตุ) ห้ามพลาดงานฝีมือทำผ้าย้อมคราม ผ้าทอลายท้องถิ่น แซ่บกับอาหารอีสานมากมายหลายร้าน

มาถึงโซนภาคอีสานกันบ้าง

สักการะพระธาตุพนม

ไก่ย่างเขาสวนกวาง ภาคอีสาน

ส้มตำภาคอีสาน ขายดีมากๆ

ผ้าไหมมัดหมี่ ขอนแก่น3. ภาคกลาง อลังการเรือนแม่หญิง

พบกับการจำลองเรือนไทยเจ้าพระยา สมัยกรุงศรีฯ ในโซนหมู่บ้านภาคกลาง พบกับโซนอาหารภาคกลางที่จำลอง 15 ตลาดบก 16 ตลาดน้ำ มารวมไว้ที่นี่ อีกทั้งมีการจำลองพิธีเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน เป็นต้น

ทอดมันภาคกลาง

ลูกชุบสีสันสดใส อร่อยคำโต ของดีภาคกลาง

ที่ภาคกลาง คนเยอะมากๆ

ไส้กรอกปลาแนม อาหารภาคกลางโบราณ

ข้าวเหนียวสังขยา ข้าวเหนียวขนุน4. ภาคตะวันออก สีสันแห่งท้องทะเล

เดินเข้าไปภายในก็พบกับประภาคารสูงใหญ่ สัญลักษณ์ของภาคตะวันออก ชมการจำลองสะพานอัษฎางค์ เกาะสีชัง หรือที่เรียกว่าสะพานแห่งรัก สามารถมาถ่ายรูปเช็กอินแบบเก๋ไก๋ได้ที่นี่ อีกทั้งมีโซนจำหน่ายอาหาร ของฝาก ของที่ระลึกมากมาย ได้แก่ อาหารทะเลสดๆ อาหารแห้งแปรรูป มะม่วงท้องถิ่น ข้าวหลามหนองมน หมูชะมวง กะปิเจ้าดัง หอยจ๊อ กุ้งจ๊อ ปูจ๊อ เป็นต้น

ประภาคารสูงใหญ่

สีสันตะวันออก ไปเที่ยวพัทยา และสะพานอัษฎางค์ เกาะสีชัง

มะม่วงของภาคตะวันออก

ของทะเลแห้ง5. ภาคใต้ ชมไข่มุกแท้ ไหว้เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

พบกับศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจำลอง ความศักดิ์สิทธิ์ของชาวปัตตานี ชมหมู่บ้านภาคใต้ สามารถมาสักการะ ‘พระธาตุนครจำลอง’ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์กลางวัฒธรรมและศาสนา และมีของเด่นของดีภาคใต้มากมาย เช่น โอ๊ะเอ๋วภูเก็ต ไข่มุกแท้ เครื่องสานย่านลิเภา ไข่เค็มไชยา หอยนางรมสดๆ ตัวใหญ่จากสุราษฎร์ธานี โรตีชาชัก การแสดงเชิดมังกรแสง สี เสียง อลังการ การแสดงหนังตะลุงบนเวที เป็นต้น

เดินมาถึงภาคใต้แล้ว…

การแสดงหนังตะลุง

ไข่มุกแท้จากทะเลภาคใต้

สักการะพระธาตุนคร

โอ๊ะเอ๋วภูเก็ตการเดินทาง

สามารถเดินทางไปสวนลุมพินีได้ง่ายๆ โดยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ให้ขึ้นที่สถานีสีลม แล้วเดินมาออกที่ทางออกหมายเลข 1 หรือขึ้นรถไฟฟ้า BTS มาลงที่ศาลาแดงก็ได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องเดินมาไกลสักนิด ปีนี้ขาเที่ยวขาชิมทั้งหลายต้องไปเช็กอินที่นี่ให้ได้ อย่าพลาดนะจ๊ะ!

 

ไหว้เจ้าเสริมเฮง! เจาะ 9+1 ศาลเจ้าสุดฮิต แก้ชงรับมงคลตรุษจีนปีไก่ทอง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ม.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/843613

ซินเหนียนไคว้เล่อ! ขอต้อนรับความเฮงในปีไก่ทอง 2017 ตรุษจีนปีนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ก็ขอให้พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนมีแต่ความเฮง เฮง เฮง ร่ำรวยเงินทอง สุขภาพแข็งแรงทั้งกายใจ หน้าที่การงานรุ่งเรือง ปีใหม่ทั้งที เราเลยอยากชวนคุณไปตระเวนไหว้พระเสริมมงคล ที่วัดจีนและศาลเจ้าชื่อดังในเมืองไทย ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง

ส่วนจะมีวัดไหนที่เป็นสุดยอดแห่งความฮอตฮิต ตามมาเช็กลิสต์ที่นี่เลย…

อ่านเพิ่ม : 5 ปีหนัก! หมอช้างแนะไหว้ ‘เทพเจ้าโชคลาภ’ เปลี่ยนหม้อข้าว กระเป๋าเงินรับเฮง

อ่านเพิ่ม : คู่มือไหว้เจ้าตรุษจีน 10 สิ่งครอบจักรวาลที่ต้องรู้ ปี 2560

1. วัดเล่งเน่ยยี่ ย่านเยาวราช

วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ระหว่างซอยเจริญกรุง 19 และ 21 ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เป็นวัดจีนเก่าแก่ของย่านเยาวราช ที่มีความสวยงามอย่างมาก นอกจากนี้ยังเป็นวัดเพียงไม่กี่แห่งที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาทำพิธีสะเดาะเคราะห์แก้ชงทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.00 น.

สำหรับปีนี้ ดวงที่ชงกับปีไก่ ได้แก่ ปีเถาะ ที่ชงปะทะเต็มๆ 100% ส่วนปีที่ร่วมชง ได้แก่ ปีระกา, ปีมะเมีย, ปีชวด คนที่อยากแก้ชง มักจะไม่พลาดมาที่วัดนี้ ส่วนนักท่องเที่ยวทั่วไป แม้ไม่ได้มาแก้ชงแต่ก็หลั่งไหลเข้ามาไหว้พระไหว้เจ้า เพื่อขอพรเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ภายในประดิษฐานพระศากยมุนีพุทธเจ้า พระอมิตาภะพุทธเจ้า พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า วิหารด้านหน้าประดิษฐานท้าวจตุโลกบาลข้างละ 2 องค์ นอกจากนี้ยังมีเทพไฉ่ซิงเอี้ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ตรุษจีนปีนี้ใครมาเที่ยวเยาวราช อย่าลืมเข้ามาสักการะ เทพไฉ่ซิงเอี้ย เพื่อเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ปีใหม่ด้วยโชคลาภ เงินทอง และความเป็นมงคล

ภายในวัดมังกรกมลาวาส สวยงามไม่แพ้ที่อื่นเลย

วัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช ผู้คนนิยมไปที่นี่มากถึงมากที่สุด คนเยอะทุกปีอะ จริงๆ นะ

ไปไหว้เจ้าเสริมดวง2. ศาลเจ้ากวนอูและเทพเจ้าม้า

ศาลเจ้ากวนอูและเทพเจ้าม้า เป็นศาลเจ้าอีกแห่งที่เก่าแก่เช่นกัน ตามหลักฐานพบว่ามีการก่อสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2435 ตั้งอยู่ที่ตลาดเก่าเยาวราช จากถนนมังกร เดินมาไกลหน่อย แต่ก็พอไหว เดินเรื่อยๆ สักพักก็จะถึงศาลกวนอูแห่งนี้ ความสำคัญของที่นี่นอกจากเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์แล้ว ยังประดิษฐานเทพเจ้าม้า ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นม้าเส็กเทาของเทพกวนอูอีกด้วย ผู้คนนิยมมาไหว้ขอพรเรื่องการงาน เรื่องสุขภาพ รวมถึงขอพรจากม้าเส็กเทาในเรื่องลูก เพื่อขอให้ลูกว่านอนสอนง่าย เป็นต้น

ศาลเจ้ากวนอูและม้าเส็กเทา3. ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ

ที่นี่เป็นศาลเจ้าแต้จิ๋วที่เก่าแก่ ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของเหล่าพ่อค้าแถบนี้กันมายาวนาน ลักษณะเป็นอาคารหลังเดียวขนาดย่อม สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมจีน สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุยาวนานที่สุดในประเทศไทย ทั้งนี้มีหลักฐานจากป้ายจารึกของศาลเจ้า ที่เขียนเป็นภาษาจีนว่า สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2201 ซึ่งตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง

ภายในศาลเจ้ามีแท่นบูชาเทพเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะและภรรยา เป็นแท่นประธาน ฝั่งซ้ายมือตั้งแท่นเทพเจ้ากวนอู และฝั่งขวามือเป็นแท่นประทับราชินีแห่งสวรรค์ ส่วนด้านขวาใกล้ประตู เป็นที่ตั้งระฆังโบราณที่สร้างมาตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าเต้ากวง ซึ่งเป็นฮ่องเต้ช่วงปลายราชวงศ์ชิงของจีน น่าจะยืนยันได้ว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีอายุราว 300 กว่าปีมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอย่าง กระถางธูปพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เก็บไว้ด้วย

ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ย่านเยาวราช

เป็นศาลเจ้าขนาดเล็ก แต่เก่าแก่โบราณมากกว่า 300 ปี4. มูลนิธิเทียนฟ้า

มูลนิธีเทียนฟ้า ตั้งอยู่ที่ริมถนนเยาวราช ตรงข้ามซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพร ในช่วงวันตรุษจีนจะมีชาวจีนและนักท่องเที่ยวเข้ามาไหว้ขอพร เพื่อให้องค์เจ้าแม่ช่วยปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ และขอให้มีสุขภาพแข็งแรง

มูลนิธิแห่งนี้ถูกสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2446 ในรัชกาลที่ 5 แรกเริ่มเดิมที ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเพื่อเยียวยารักษาชาวจีน ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามายังประเทศไทย โดยรวบรวมทุนทรัพย์จากพ่อค้าชาวจีนและประชาชนในย่านนี้ร่วมกันสร้างขึ้น ต่อมาจึงได้มีการอัญเชิญสมเด็จพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) ซึ่งเป็นไม้จันทน์แกะสลักจากประเทศจีน มาประดิษฐานเป็นที่เคารพสักการะทางใจสำหรับผู้ป่วย ตั้งบริเวณด้านหน้าของโรงพยาบาล

ในช่วงตรุษจีน ที่นี่ถือเป็นสถานที่ยอดนิยมอันดับต้นๆ ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะมาสักการะขอพร นอกจากนี้ในแต่ละปีก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาชมความงดงามขององค์เจ้าแม่กวนอิม รวมถึงมาสักการะขอพรต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชม.

สักการะเจ้าแม่กวนอิม

ไหว้ขอพรให้สุขภาพดี5. วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร 

วัดไทยหนึ่งเดียวในย่านเยาวราชก็คือ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร หรือ วัดสามจีน ตั้งอยู่ตรงข้ามกับมูลนิธิเทียนฟ้า ว่ากันว่าที่ชื่อดั้งเดิมเรียกว่า วัดสามจีน ก็เพราะว่ามีคนจีน 3 คน ช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้นมา แต่ก่อสร้างมาตั้งแต่เมื่อไหร่ สมัยใด กลับไม่พบหลักฐานที่แน่ชัด

ที่นี่มีความพิเศษคือ เป็นที่ประดิษฐานของ พระสุโขทัยไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ ปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ หลวงพ่อทองคำ ได้รับการจดบันทึกลงในกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ 99.9% ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากนี้ ยังมีพุทธสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าอย่าง พระมหามณฑป ที่สวยงามจนสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมอยู่ไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในวันตรุษจีนนี้ ผู้คนไม่ได้เดินทางไปไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดจีนเท่านั้น แต่ยังเดินทางมาสักการะหลวงพ่อทองคำแห่งวัดไตรมิตร เพื่อความโชคดีและความมั่งมีศรีสุขต้อนรับปีใหม่จีนกันทุกๆ ปี ที่นี่เขาเปิดให้เข้าชมได้ในวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 08.00-17.00 น.

วัดไทย แต่ผู้คนก็นิยมมาไหว้กันช่วงตรุษจีนเช่นกัน

วัดไตรมิตรฯ เยาวราช6. ศาลเจ้าพ่อเสือ เสาชิงช้า

ถัดจากย่านเยาวราช เราไปต่อกันที่ย่านเสาชิงช้ากันบ้าง ที่นี่มีศาลเจ้าอันโด่งดัง คือ ศาลเจ้าพ่อเสือ หรือศาลเจ้าตั่วเล่าเอี้ย ตั้งอยู่ที่ถนนตะนาว ใกล้เสาชิงช้า เป็นศาลเจ้าจีนสายลัทธิเต๋าที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย

ภายในประดิษฐาน เฮี้ยงเทียนเซียงตี่, รูปเจ้าพ่อเสือ, เจ้าพ่อกวนอู และเจ้าแม่ทับทิม ผู้คนนิยมมาสักการะและขอพรในเรื่องการงานประสบความสำเร็จ เสริมอำนาจบารมี ร่ำรวยเงินทอง เป็นต้น

มาไหว้เจ้า แก้ชง เสริมดวง7. วัดทิพยวารีวิหาร บ้านหม้อ

ถัดมาเราอยากพาไปที่ย่านบ้านหม้อ ที่นี่มีวัดทิพยวารีวิหาร หรือวัดกัมโล่วยี่ ตั้งอยู่ในซอยทิพยวารี ถนนตรีเพชร เขตพระนคร เป็นวัดจีนเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรีปี พ.ศ. 2319 ภายในประดิษฐานองค์เทพสำคัญๆ มากมาย เป็นอีกวัดหนึ่งที่ผู้คนนิยมมาไหว้แก้ชงเป็นประจำทุกปี

ภายในวัดมีเทพศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ หมออูโต๋ว เทพปรองดอง เทพแห่งความรัก เทพขุนพลเอี่ยยิ่ม องค์ซำกวง หรือเทพ 3 ตา พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หลวงจีนคณาณัติจีนพรต เทพมังกรเขียว หรือแชเล่งเอี๊ย เทพารักษ์ผู้รักษาบ่อน้ำทิพย์ประจำวัดทิพยวารีวิหาร ผู้ศรัทธานิยมมาขอพรเรื่องความสมปรารถนา การคุ้มครองดวงชะตา เสริมพลังบารมี และโชคลาภ

สักการะพระและองค์เทพเพื่อความเป็นสิริมงคล8. วัดเล่งเน่ยยี่ 2

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์ หรือวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ตั้งอยู่ที่ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี เป็นวัดมหายานในความอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ 12 ไร่เศษ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2539

ภายในวัดประกอบด้วยวิหารต่างๆ ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมตามแนวทางศาสนาพุทธจีนนิกายมหายาน มีวิหารพระกวนอิมโพธิสัตว์, วิหารหมื่นพุทธเจ้า, วิหารบูรพาจารย์, ห้องปฏิบัติธรรม, ที่พำนักสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม ว่ากันว่าการออกแบบอาคารต่างๆ จำลองมาจากสถาปัตยกรรมจีนใน ‘พระราชวังต้องห้าม’ ของกรุงปักกิ่ง

ไฮไลต์ของที่นี่ คงหนีไม่พ้นการแก้ชง ซึ่งทุกปีจะมีผู้คนเดินทางมาแก้ชงที่วัดนี้จำนวนมาก เพื่อฝากดวงชะตาไว้กับเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย ให้คุ้มครองดวงชะตา ให้ชีวิตรุ่งเรืองราบรื่นตลอดปี ซึ่งมีป้ายบอกทางไปยังจุดที่จะทำพิธีแก้ชง และมีเจ้าหน้าที่คอยบอกขั้นตอนต่างๆ เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ส่วนวันเสาร์-วันอาทิตย์ เปิดเวลา 08.00 – 18.00 น.

งดงามอลังการ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 บางบัวทอง จ.นนทบุรี

สร้างคล้ายพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง

ไหว้แก้ชง9. วัดมังกรบุปผาราม จ.จันทบุรี

วัดเล่งฮัวยี่ หรือวัดมังกรฯ ตั้งอยู่ที่ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสาขาของวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) มีสถาปัตยกรรมลักษณะผสมผสานระหว่างพุทธศิลป์ไทย-จีนภาคใต้

ด้านหน้าวัดเป็นวิหารท้าวจตุโลกบาล ประดิษฐานพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์และท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ส่วนภายในมีอุโบสถทรงจีนหลังคาซ้อน 3 ชั้น ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาประธานสามพระองค์ โดยที่นี่เป็นที่นิยมของผู้ที่ต้องการแก้ชง รวมถึงคนไทยเชื้อสายจีนที่นิยมมาไหว้เทพเจ้าต่างๆ เพื่อเสริมมงคลรับปีใหม่ในปีไก่ทอง 2017

จุดไฟตะเกียงหรือเทียน เพื่อชีวิตสว่างไสวรุ่งเรือง10. วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม อ่างศิลา จ.ชลบุรี

วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม ซึ่งผู้คนแถวนี้รู้จักกันในชื่อ ‘ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ’ ตั้งอยู่ริมเส้นทางเลียบชายทะเลจากอ่างศิลาไปเขาสามมุข จ.ชลบุรี ที่นี่เป็นศาลเจ้าจีนที่ก่อสร้างอย่างสวยงามใหญ่โต อลังการงานสร้างสุดๆ จุดเด่นคือมีตึก 4 ชั้นสูงเด่นตระหง่าน ภายในโอ่โถงตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน ส่วนศิลปวัตถุที่สำคัญและงดงามมาก ได้แก่ รูปปั้นมังกรซึ่งมีมากถึง 2,840 ตัว กระถางธูปศักดิ์สิทธิ์ เสาฟ้าดิน ภายในประดิษฐาน ‘องค์ไท้ส่วยเอี้ย’ ที่เชื่อกันว่าเป็นองค์เทพที่ช่วยคุ้มครองดวงชะตาประจำปีเกิดของมวลมนุษย์ มีครบทั้ง 60 องค์ เจ๋งกว่าที่นี่ไม่มีอีกแล้ว!

ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื่อ มีองค์ไท้ส่วยเอี้ยครบ 60 องค์

เจาะ 5 จุดเที่ยวสนุก! ดูวิธีฟื้นป่า ห้วยฮ่องไคร้ ใช้ชีวิตตามรอยพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/840974

แม้ว่าพระองค์จะทรงจากเราไปจนครบ 100 วัน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าคนไทยทุกคนยังคงคิดถึงพระองค์ท่าน และระลึกถึงพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระองค์ท่านอยู่ไม่เสื่อมคลาย หนึ่งในพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน ที่มีความสำคัญต่อชาวเราไม่น้อย นั่นคือ การรักษาและการฟื้นฟูป่า เพื่อให้เป็นแหล่งน้ำและแหล่งทำกินของประชาชน

เมื่อมีป่าก็มีอาหาร มีอาชีพ มีรายได้ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ว่าแต่…เราจะนำหลักคำสอนของท่านมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร? ถ้ายังนึกไม่ออก ก็ต้องเดินทางไปหาแรงบันดาลใจสักหน่อยแล้ว

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ เลยขออาสาพาคุณไป ‘เที่ยวและเรียนรู้’ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจัย เพื่อหารูปแบบการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำที่เหมาะสม และเผยแพร่ให้ราษฎรนำไปปฏิบัติต่อไป

ที่นี่เป็นศูนย์ศึกษาฯ ลำดับที่ 5 (จากทั้งหมด 6 แห่ง) ที่พระองค์ทรงใช้เวลาถึง 30 ปี ในการฟื้นฟูที่ดินอันแห้งแล้งแห่งนี้ให้กลับมามีแหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์และผืนป่าอันเขียวขจี จนวันนี้ ศูนย์ศึกษาฯ ห้วยฮ่องไคร้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย

จุดชมวิวที่ห้วยฮ่องไคร้ส่วนจะมีอะไรน่าเที่ยวบ้าง มาดูกันเลย

1. ทำความรู้จัก ‘ห้วยฮ่องไคร้’

เริ่มต้นที่อาคารสำนักงานภายในศูนย์ฯ เพื่อมาหาความรู้กันก่อน “คำว่า ฮ่อง เป็นภาษาเหนือ แปลได้ว่า ร่อง (ร่องน้ำ) ส่วนคำว่า ไคร้ ก็คือต้นไคร้ เป็นพืชน้ำที่เกิดตามร่องน้ำ บ่งชี้ได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นั้นๆ” อดุลย์ มีสุข นักวิชาการเกษตรประจำศูนย์ศึกษาห้วยฮ่องไคร้ เล่าที่มาของชื่อนี้ให้ฟัง

อดุลย์เล่าต่อว่า สมัยก่อนในหลวง ร.9 มาพบพื้นที่ตรงนี้ซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรม แห้งแล้ง มีแต่หินกรวด ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้ แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงเห็นว่าพื้นที่นี้น่าจะฟื้นฟูได้ พระองค์ท่านจึงทรงมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่มาดูพื้นที่ นำดินไปทดสอบ พบว่าดินเมื่อโดนน้ำแล้วละลายน้ำได้ดี (แปลว่าดินแบบนี้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้)

วิวมุมสูงภายในศูนย์ฯ ห้วยฮ่องไคร้พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า ให้ต่อท่อน้ำมาจากที่อื่น ให้มีน้ำชุ่มในร่องห้วยเก่า จากนั้นให้ทำฝายเล็กๆ ไว้ตามร่องห้วย ฝายช่วยชะลอการไหลของน้ำ พอลำห้วยมีน้ำ ป่าก็ฟื้นตัว ซึ่งวิธีฟื้นป่าดังกล่าว เกิดที่นี่แห่งแรกของประเทศไทย โดยเกิดจากหลักการของพระองค์ท่าน

จากนั้นเมื่อป่าเริ่มฟื้น พระองค์ก็ทรงส่งเสริมให้ปลูกป่าเพิ่ม ตามหลักการป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง หลังจากป่าแห่งนี้ฟื้นฟูแล้ว พบว่าจากเมื่อก่อนที่เคยน้ำท่วม แต่ตอนนี้น้ำไม่ท่วม และเกิดประโยชน์ขึ้นมามากมาย เกิดตาน้ำใต้ดิน มีพรรณไม้เพิ่มขึ้นมากถึง 300-400 ชนิด พบว่ามีสัตว์คืนถิ่น โดยเฉพาะ ‘นกยูง’ พบประมาณ 300 ตัว

เรือนต้นแบบกึ่งไม้กึ่งปูน ตั้งอยู่ริมสระน้ำผลจากการดำเนินงานเรื่องฟื้นฟูป่าตามแนวพระราชดำริ พระองค์ทรงให้เจ้าหน้าที่หลากหลายหน่วยงาน มาทำงานร่วมกันเชิงบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็น กรมชลประทาน กรมป่าไม้ กรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง ปศุสัตว์ องค์กรการเกษตร ฯลฯ ทำงานร่วมกันมานานถึง 30 ปี

ทุ่งดอกคอสมอส2. ทุ่งดอกคอสมอส

หลังจากฟังความรู้คร่าวๆ แล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปเที่ยวชมภายในศูนย์ฯ ห้วยฮ่องไคร้ จุดแรกที่โดดเด่นสะดุดตาเลยก็คือ ทุ่งดอกคอสมอส คละสีกระจายตัวอยู่เต็มทุ่ง แถมยังมีดอกไม้ป่าอีกหลากหลายชนิดที่นำมาปลูกประดับไล่ระดับสีอย่างสวยงาม ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมาแวะถ่ายรูปมุมนี้อยู่ไม่ขาดสาย

ดอกไม้สวยๆ ฟ้าใสๆ อากาศดี

ดอกต้อยติ่งเทศสีม่วง3. แปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่

ส่วนบริเวณรอบนอก เป็นที่ตั้งของแปลงสาธิตการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ มีทั้งแปลงข้าว หญ้าแฝก สวนต้นฟักข้าว แปลงพืชสมุนไพร ผักสวนครัว โรงเรือนจัดแสดงผีเสื้อพันธุ์ต่างๆ บ่อเลี้ยงปลาทับทิม บ่อเพาะพันธุ์กบ เป็นต้น

ลูกฟักข้าว วิตามินซีสูงมาก

แปลงปลูกต้นกาแฟ

ฟาร์มสาธิตเลี้ยงไก่พันธุ์ต่างๆ

ยุ้งเก็บข้าวเปลือกแบบโบราณของทางเหนือ

บ่อสาธิตการเลี้ยงปลา4. ฟาร์มแพะ ช็อปชิมชิล

จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังฟาร์มแพะและฟาร์มวัวนม ที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของศูนย์ฯ ห้วยฮ่องไคร้ ที่นี่มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองรีดนมวัว ให้อาหารแพะ และยังมีจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น่าสนใจ เช่น นมวัวสด นมแพะสด ไอศกรีมนมแพะ ไอศกรีมนมวัว ชีสนมแพะ โยเกิร์ตนมแพะ สบู่นมแพะ เป็นต้น

แพะนม ให้นมวันละหลายลิตร

โยเกิร์ตนมแพะ

ไอศกรีมนมแพะ

ให้อาหารแพะ5. หอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ส่วนจุดนี้กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้ นั่นคือ หอเฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง ร.9 ซึ่งที่นี่เป็นอาคารสำหรับจัดแสดงองค์ความรู้ต่างๆ จากหลักการของพระองค์ ในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่ จัดสร้างขึ้นโดยโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ไทยเบฟฯ ที่ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคนและพัฒนาสิ่งแวดล้อม

เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับบุคคลทั่วไปโครงการจัดสร้างหอเฉลิมพระเกียรติฯ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครองราชย์ครบ 70 ปี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทั้งหลาย จากโครงการพระราชดำริจำนวนมากมาย ที่ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของโครงการนี้ โดยภายในโครงการได้มีการอนุรักษ์อาคารศาลาทรงงานหลังเก่าของพระองค์ท่านเอาไว้ พร้อมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่โดยรอบให้สวยงาม

ใครที่เดินทางมาเที่ยวที่เชียงใหม่ อย่าลืมแวะไปชม ชิม ชิล และสัมผัสธรรมชาติที่ศูนย์ฯ ห้วยฮ่องไคร้ นอกจากจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังได้เห็นสิ่งที่พระองค์ทรงลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมอยู่ตรงหน้า จนเหมือนได้ใกล้ชิดอยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาท ทำให้รู้สึกอิ่มใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้.

ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ ได้ทั้งครอบครัว

แบบร่างภายในหอเฉลิมพระเกียรติฯ