ไฮเทคล้ำโลกไปอีก! ส่อง 7 ข้อน่าทึ่งที่พักอัจฉริยะ เทรนด์ใหม่แห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/819814

จะดีมั้ย…ถ้าในอนาคตเราได้พักในโรงแรมไฮเทคสุดล้ำ? สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่แห่งการพักผ่อน เช่น การเช็กอินผ่านลายพิมพ์ดีเอ็นเอ สวมเสื้อผ้ารองเท้าด้วยเทคโนโลยี 3D รวมถึงทานอาหารที่ออกแบบให้ตรงกับต่อมรับรส และดีเอ็นเอของคุณโดยเฉพาะ โอ้มายด์ก๊อด!

ไทยรัฐออนไลน์ จะพาคุณไปส่องเทรนด์ใหม่ของการบริการในโรงแรมแห่งโลกอนาคต ซึ่งถูกคาดการณ์ว่าเราจะสามารถพบโรงแรมสุดล้ำแบบนี้ได้ในปี 2060 อ้างจากผลงานวิจัยของ ดร.เจมส์ แคนตัน จาก Institute for Global Futures สถาบันที่เน้นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกระแสนิยมของผู้บริโภค

ดร.เจมส์ แคนตัน ได้ทำวิจัยเรื่องแนวโน้มโรงแรมอัจฉริยะสำหรับการท่องเที่ยวในอีกประมาณ 40 กว่าปีข้างหน้า ในหัวข้อ “โรงแรมแห่งอนาคต” ซึ่งระบุว่า เมื่อผู้เข้าพักเช็กอินเข้าโรงแรมในปี 2060 เป็นไปได้ว่าโรงแรมนั้นอาจจะอยู่บนดาวอังคาร หรืออาจมีการใช้เทคโนโลยีที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือน มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เตียงที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ วิทยาการหุ่นยนต์ ทุกอย่างเป็นหน้าจอสัมผัส การเชื่อมต่อระดับสูง และอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนจะล้ำโลกแค่ไหน ตามมาดูทางนี้…

1. check in สุดล้ำด้วยลายพิมพ์ดีเอ็นเอ

เวลาจองโรงแรม และชำระค่าที่พัก สมัยนี้คุณต้องจ่ายผ่านบัตรเครดิต แต่ในโลกยุคหน้า คุณไม่ต้องทำอย่างนี้อีกต่อไป แต่จะสามารถชำระค่าใช้จ่ายผ่านทางโทรศัพท์มือถือด้วยดีเอ็นเอ เมื่อคุณเช็คอินที่โรงแรม สิ่งที่คุณต้องใช้เพื่อยืนยันตัวตนมีเพียงแค่ “ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ” เท่านั้น โดยการใช้งานลายพิมพ์ดีเอ็นเอนี้เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่เป็นส่วนตัวมากที่สุด และจะมีการนำมาใช้ยืนยันตัวตนในการจองการเดินทาง และชำระเงินออนไลน์อีกด้วย

2. มีหุ่นยนต์ดูแลใกล้ชิด

โรงแรมในอนาคตอาจจะไม่มีพนักงานคอยดูแลอีกต่อไป แต่ทดแทนด้วย “หุ่นยนต์พ่อบ้าน” โดยหุ่นยนต์อัตโนมัติเหล่านี้จะได้รับการออกแบบไว้ล่วงหน้าทางระบบออนไลน์ และตั้งโปรแกรมเอาไว้ให้มีความสามารถพิเศษ มีทักษะด้านภาษาต่างๆ ช่วยบริการผู้เข้าพักได้อย่างแสนวิเศษ หน้าที่ของมันคือ ต้อนรับผู้เข้าพักที่สนามบิน บริการอาหารรสเลิศ ทำความสะอาดห้องพัก สร้างสัมพันธไมตรีกับผู้เข้าพัก ให้บริการด้านการศึกษา ความบันเทิง ให้คำแนะนำทางธุรกิจ รวมทั้งบริการหน้าเคาน์เตอร์

นอกจากนี้ ช่วงเวลาแห่งการนอนหลับพักผ่อน ก็มีปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยให้คุณ “เลือกความฝันเองได้” คำจำกัดความของคำว่านอนหลับฝันดีจะเปลี่ยนไป เพราะในอนาคต ผู้เข้าพักจะสามารถเลือกความฝันให้กับตัวเองได้ก่อนเข้านอน โดยใช้เทคโนโลยีทางด้านประสาทวิทยาสำหรับการตั้งโปรแกรมความฝัน โดยสามารถเลือกความฝันแบบต่างๆ เช่น ฝันแบบผ่อนคลายจรรโลงใจ ฝันเพื่อการเรียนรู้ เพื่อความสนุกสนาน ฝันถึงการผจญภัยแนวโรแมนติก หรือการสำรวจอวกาศ เป็นต้น

3. ไม่ต้องมีกระเป๋าเสื้อผ้าอีกต่อไป

เวลาจะไปเที่ยวแบบที่ต้องพักในโรงแรม โดยปกติเราก็จะต้องเตรียมกระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วย แต่…ในโลกอนาคต คุณไม่จำเป็นต้องหอบหิ้วสัมภาระไปด้วย เพราะโรงแรมแห่งโลกอนาคตจะสามารถผลิตของใช้ส่วนตัวของคุณขึ้นมาให้ใหม่ เรียกว่า เมกเกอร์แบบ 3D มีบริการในห้องพักทุกห้อง

โดยเมกเกอร์แบบ 3D จะช่วยสร้างของใช้ตามที่ลูกค้าต้องการได้ในแบบเรียลไทม์ เช่น รองเท้าใหม่ 1 คู่, เสื้อผ้าใหม่ 1 ชุด และแม้แต่โทรศัพท์ มีบริการช็อปปิ้งแบบสามมิติ โดยลูกค้าสามารถดาวน์โหลดสินค้าปลีกจากคลาวด์ เพื่อมาออกแบบได้เองตามต้องการ เป็นต้น

4. บริการสุดล้ำ RoboFlying และ Hyperloop!

งานวิจัยชิ้นนี้ยังพบอีกว่า ในโลกอนาคตการบริการของโรงแรมจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น บริการรับส่งผู้เข้าพักจากสนามบิน จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์โรโบฟลายอิ้ง (RoboFlying) หรือรถขับเคลื่อนตัวเองโดยไม่ต้องมีคนขับ

รถดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและความเร็วสูง ช่วยให้ไม่ต้องเจอรถติด หรือหนทางคมนาคมที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ ไฮเปอร์ ลูป (Hyperloop) เครื่องบินความเร็วสูงระดับซุปเปอร์โซนิคที่จะพาคุณไปไกลหลายร้อยกิโลเมตรในเวลาอันรวดเร็ว

5. มาพักแล้วต้องได้สุขภาพดี

สิ่งหนึ่งที่โรงแรมในโลกอนาคตให้ความสำคัญคือ การมอบสุขภาพที่ดีแก่ผู้เข้าพัก ผลการวิจัยพบว่า โรงแรมจะพัฒนาอาหาร “สูตรจีโนมิกส์” ที่ปรุงขึ้นตามความรู้สึกในการรับรสของแต่ละบุคคล เมนูอาหารและโภชนาการจะถูกออกแบบตามดีเอ็นเอ เพื่อช่วยดูแลสุขภาพ โภชนาการ และความแข็งแรงของร่างกาย รสชาติดี อุดมไปด้วยสารอาหารครบครัน แต่จะไม่ทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มและไม่ทำลายแผนการลดน้ำหนักของคุณ

ส่วนสปาของโรงแรมโลกอนาคต จะเป็นสปาเพื่อสุขภาพที่ดี ด้วยการวิเคราะห์ดีเอ็นเอและช่วยส่งเสริมการมีชีวิตที่ยืนยาว คุณจะได้รับทรีตเมนท์ป้องกันโรค การตรวจประเมินสุขภาพ และโปรแกรมดูแลสุขภาพสำหรับคุณโดยเฉพาะ เพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพและความแข็งแรง สามารถประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต ด้วยวิทยาการล้ำสมัยในการบำบัดรักษาทางพันธุกรรม มียาที่ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ การออกกำลังกายสมอง เป็นต้น

6. โรงแรมพลังงานสะอาด

ทุกวันนี้โรงแรมก็เริ่มปรับตัวเข้าหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ในอนาคตการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมจะก้าวไปอีกขั้น ทุกโรงแรมจะให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างแท้จริง เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการซื้อและขายพลังงานให้กับแหล่งพลังงานทดแทน ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและปลอดภัยเท่านั้น ใช้พลังงานสะอาด กล่าวคือ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานความร้อนใต้พิภพ รวมทั้งมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับกลาง ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นและพนักงานทุกคนจะร่วมกันสร้างสิ่งดีๆ ให้แก่ชุมชน

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ลืมที่จะนำเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เข้าพัก เช่น การใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality) คือการผสมผสานโลกแห่งความเป็นจริงกับภาพเสมือนจริงเข้าด้วยกัน สามารถฉากการเดินทางสุดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางไปแอฟริกา มาชูปิกชู หรือแม้แต่เปรู เพื่อมอบการผจญภัย การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ หรือประสบการณ์ท่องเที่ยวสะเทือนอารมณ์ในแบบที่คุณต้องการ

7. มี Avatar จัดการทริปท่องเที่ยวได้อย่างดีเยี่ยม

การมาเที่ยวพักผ่อนทั้งที ใครๆ ก็อยากวางแผนทริปท่องเที่ยว โรงแรมในโลกยุคหน้าก็จะให้ความสำคัญในเรื่องการท่องเที่ยวด้วย โดยผู้เข้าพักจะมีตัวแทน หรือ Avatar คอยจองโรงแรมให้ เหมือนมีเอเจนท์การท่องเที่ยวส่วนตัวในโลกดิจิตอล ซึ่ง Avatar จะมาช่วยเติมเต็มความต้องการทางการท่องเที่ยวทุกๆ อย่าง เช่น จองรถ จองเรือ จองประกันภัยการเดินทาง จะช่วยค้นหา ออกแบบ และจองการเดินทางให้กับคุณแบบส่วนตัว สามารถสื่อสารเจรจาต่อรองได้เองหมด

หวังว่าผู้คนในวัยกลางคนอย่างเรา คงจะอยู่ทันใช้บริการโรงแรมแห่งโลกอนาคตที่แสนเพอร์เฟกต์แบบนี้บ้างนะ แม้ว่าจะแก่เข้าขั้นเกษียณแล้วก็ตาม…

ที่มา : hotels.com

 

โครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 25 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/820398

ป้ายทางเข้าสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

“ชัยชนะของประเทศนี้ โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนานั้นก็คือ ความสงบ…เป็นเมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นชัยชนะของการพัฒนาตามที่ได้ตั้งชื่อมูลนิธิชัยพัฒนา ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์ คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดี”

(พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 4 ธันวาคม 2537)

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ตลอดช่วงระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ ได้พระราชทานพระราชดำริอันก่อให้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่าสี่พันโครงการ มีทั้งโครงการพัฒนาด้านแหล่งน้ำ โครงการพัฒนาด้านการเกษตร โครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพ โครงการพัฒนาด้านสาธารณสุข โครงการพัฒนาด้านคมนาคมและสื่อสาร สวัสดิการสังคมและการศึกษา โครงการพัฒนาแบบบูรณาการและอื่นๆ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิเมื่อปี พ.ศ.2531 โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของการดำเนินงานพัฒนาต่างๆ ในกรณีที่ต้องถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรืองบประมาณที่ระบบราชการไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จนเป็นเหตุให้การแก้ไขไม่สอดคล้อง หรือทันกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระทำโดยเร็ว

การที่มูลนิธิชัยพัฒนาเข้ามาดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง และรวดเร็ว โดยไม่ตก อยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆ

เมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้ ผมได้มอบหมายให้ คุณยอดมนู ภมรมนตรี และทีมงานรายการครอบจักรวาล ไปถ่าย ทำรายการที่ โครงการสวนสมเด็จพระ ศรีนครินทราบรมราชชนนี ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมี คุณณัฐพงศ์ ลาภมี ผู้จัดการโครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นผู้นำชมและให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ

โครงการสวนสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี ที่อำเภอชะอำ เป็นโครง การอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการหนึ่ง ซึ่งอยู่ในความดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา คุณณัฐพงศ์เล่าถึง ประวัติความเป็นมาของโครงการแห่งนี้ว่า พื้นที่ตั้งโครงการเดิมเคยมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ถูกแผ้วถางพื้นที่ และทำการเกษตรเชิงเดี่ยวต่อเนื่องหลายปี จนที่ดินที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์กลับเสื่อมโทรม ประกอบอาชีพเกษตรไม่ค่อยได้ผล เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่คุณภาพดินแย่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ เกษตรกรจึงทูลเกล้าฯ ถวายที่ดินแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จำนวนสามแปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 340 ไร่ แปลงที่หนึ่งเป็นชื่อในพระนามาภิไธยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แปลงที่สองพระราชทาน ให้หม่อมเจ้าลุอิสาณ์ ดิศกุล แปลงที่สามพระราชทานให้ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ในเวลาต่อมา หม่อมเจ้าลุอิสาณ์ ดิศกุล และท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระองค์ท่านพระราชทานให้มูลนิธิชัยพัฒนา

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2528 พระองค์ท่านได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม กรมชลประทาน การสร้างเรือนเพาะชำกล้าไม้ และกิจกรรมอื่นๆ ตามความเป็นจริงเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต การดำเนินงานระยะแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2548 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ และกรมวิชาการเกษตรร่วมพัฒนาสนองแนวพระราชดำริ และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2548 ถึงปัจจุบัน มูลนิธิชัยพัฒนา ได้ดำเนินการสนองพระราชดำริสนับสนุนงบประมาณและบริหารจัดการ โดยมีศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกรมวิชาการเกษตรเป็นที่ปรึกษา

ภายในบริเวณโครงการ มีการศึกษาทดลองรูปแบบการปลูกพืชต่างๆ ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ อาทิ ระบบการปลูกพืชโดยมีผลไม้เป็นหลัก การทำการเกษตรแบบยั่งยืน ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร และการลดการใช้สารเคมี เน้นการปลูกพืชผักอินทรีย์ ผลิตน้ำส้มควันไม้ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช จัดทำแปลงรวบรวมพันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้หอมเฉลิมพระเกียรติ สวนนานา พฤกษสมุนไพร รวบรวมพันธุ์สมุนไพรมากกว่า 300 ชนิด นำพืชสมุนไพรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเพื่อจำหน่าย เป็นการพลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้ง เสื่อมคุณภาพ ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

จึงเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่อุดมไปด้วยความรู้หลากหลาย เป็นสถานที่สำหรับฝึกอบรม ศึกษาดูงาน และเป็นศูนย์บริการทางวิชาการเกษตรสำหรับเกษตรกร นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจ

กิจกรรมในโครงการแห่งนี้มีมากมายหลายอย่างจริงๆ ไม่สามารถสาธยายได้หมด ต้องไปดูไปฟังด้วยตัวเอง แล้วท่านจะได้รับความรู้ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตได้ หากได้ไปเห็นด้วยตาตนเองแล้วท่านอาจจะนึกภาพไม่ออกว่าเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนหน้านี้พื้นที่ตรงนี้เคยแห้งแล้งเพียงใด กว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนาให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างในปัจจุบัน ถ้าจะเล่าถึงความแห้งแล้งและความเสื่อมโทรมของดิน ก็ขอยกตัวอย่างต้นมะม่วงที่ถูกตัดแต่งกิ่งแล้วยืนต้นตาย ซึ่งปัจจุบันทางโครงการยังปล่อยให้อยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ขุดออกทิ้ง เพื่อเอาไว้เป็นที่ระลึกให้เห็นว่าครั้งหนึ่งที่ดินตรงนี้เสื่อมสภาพมากจริงๆ โดยปกติแล้วต้นมะม่วงที่ปลูกไว้ทั่วไปหากตัดแต่งกิ่ง หลังจากนั้นก็จะแตกกิ่งแตกใบใหม่เจริญเติบโตต่อไป แต่มะม่วงต้นนั้นถูกตัดแต่งกิ่งแล้วหยุดการเจริญเติบโตแห้งตายไปเลย

สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อยู่ที่หมู่ 6 ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อยู่ใกล้กับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงโครงการสวนสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี ประมาณ 177 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ประมาณสองชั่วโมง

นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจสามารถเข้าไปชมโครงการได้ หากจะไปเป็นหมู่คณะ ควรติดต่อนัดหมายล่วงหน้าเพื่อขอวิทยากรนำชม โดยติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-3259-3100 หากไปเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเล็กๆ สามารถเข้าชมเอง เพราะทางโครงการได้จัดทำป้ายแสดงรายละเอียดตามฐานกิจกรรมต่างๆไว้ให้แล้ว

สุดท้ายนี้ ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เดินทางปลอดภัย ความเจ็บอย่ารู้ได้ ความไข้อย่ารู้มี สวัสดีทุกยาม สง่างามทุกเมื่อ

…..สวัสดีปีใหม่ 2560.

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

 

ล่องแพห้วยกระทิง 300 บาทชิลได้ทั้งวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 24 ธ.ค. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/816646

เชื่อไหมครับผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ แม้ว่าแบกกล้องเที่ยวจะไปมาหลายที่ในประเทศแล้ว แต่เราก็มักจะค้นพบสถานที่ใหม่ๆ อยู่เสมอเลย หรือบางที่เคยไปมาแล้วก็อยากจะไปอีกเรื่อยๆ

เมื่อเดือนที่แบกกล้องได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เชียงคานมา ขากลับ เราขับรถผ่านสถานที่หนึ่ง มีป้ายว่า ล่องแพที่ห้วยกระทิง ด้วยความอยากรู้เลยลองเข้าไปดูกัน พอถึงที่เท่านั้นแหละ เฮ้ย…มันดีงามมาก มีที่แบบนี้ซ่อนอยู่ในหุบเขาด้วย เงียบ สงบ เย็นสบาย ทานอาหารได้ชิลที่สุดเลย

อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง หรือเรียกอีกชื่อว่า อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.เลย ในพื้นที่การดูแลของวนอุทยานหริรักษ์ เป็นอ่างเก็บน้ำสันเขื่อนดิน มีขนาดความจุ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 1,500 ไร่ สันเขื่อนยาว 800 เมตร สร้างเพื่อการชลประทาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่ง

ใครที่ยังไม่เคยมา อยากบอกว่าอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมานตอนบน ที่มีความพิเศษกว่าการไปกินและพักผ่อนจากที่อื่นคือบรรยากาศที่ร่มเย็น ลมโกรกสบายเมื่อลอยเรือแพอยู่กลางอ่างเก็บน้ำ ถ้าไปในช่วงหน้าร้อนคือดีที่สุด แต่ในช่วงปลายปีก็ไม่เลวนะได้บรรยากาศไปอีกแบบ

การเดินทางก็ไม่ยาก ให้ขับรถไปทางสาย เลย-ภูเรือ ประมาณ 15 กิโลเมตร ผ่านบ้านไร่ม่วง บ้านกอไร่ใหญ่ บ้านเสี้ยวใต้ พอถึงบ้านเสี้ยวเหนือให้เลยไปอีกนิดหนึ่ง จะเจอทางแยกขวา และมีศาลาริมทาง ให้เลี้ยวขวาเข้าอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงสถานที่ล่องแพห้วยกระทิง

แอบกระซิบว่าที่นี่ค่าอาหารก็ไม่แพง แถมค่าแพ ช่วงนี้ก็ประมาณ 300 บาท นอนเล่นน้ำอยู่ได้ทั้งวัน มาชาร์จแบตแล้วกลับไปลุยงานก็ดีไปอีกแบบ แนะนำอย่างแรงเลยจ้า…

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

ไปดูทุ่งคอสมอส…กอดวัฒนธรรมอีสาน มหัศจรรย์ผ้าขาวม้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/819625

“ผ้าขาวม้า” ความผูกพันอันยาวนานของคนอีสาน ที่เรียกผ้าผืนลายตารางสี่เหลี่ยมหลากสีของพวกเขาว่า “แพรอีโป้” ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นผ้าเตี่ยว ผ้านุ่ง ผ้าแพร ผ้าคาด เรียกว่าสารพัดประโยชน์จริงๆ

และเพราะความมหัศจรรย์นี้เองที่ทำให้ จิม ทอมป์สัน ผุดไอเดียเก๋ จัดกิจกรรมที่มีชื่อน่ารักฟังติดหูว่า “คักแท้แท้ แพรอีโป้ มหัศจรรย์ผ้าขาวม้า” ขึ้นที่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม นครราชสีมา โดยมี อาจารย์ท็อป ผศ.ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ และ อาจารย์ทอม พหลไชย เปรมใจ นักวิชาการด้านวัฒนธรรมอีสานและสถาปนิกหมู่บ้านอีสาน ของจิม ทอมป์สัน เนรมิตผ้าขาวม้าให้เป็นของประดับตกแต่งในฟาร์ม เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเริ่มต้นของฤดูหนาวนี้

คนที่คุ้นเคยกับจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม อาจชินตากับทุ่งดอกไม้งามท่ามกลางขุนเขา แต่คราวนี้ต้องบอกว่า เขาใส่เสน่ห์ของวัฒนธรรมอีสานเข้าไปสลับกับความงดงามของทุ่งคอสมอสที่กำลังผลิดอกแรกแย้มรอรับนักท่องเที่ยว ให้ได้สัมผัสความเป็นอีสานแท้ๆ

ทันทีที่เข้าสู่อาณาจักรของจิม ทอมป์สัน ทุ่งคอสมอสกว้างสุดลูกหูลูกตาโบกมือทักทาย ตามด้วยรอยยิ้มของแปลงผักปลอดสารพิษ ที่ปลูกไว้เต็มพื้นที่ ว่าแล้วก็เริ่มต้นเช็กอินกันเลย รถบัสของฟาร์มที่ให้บริการเป็นรอบๆ พาสื่อมวลชนนับสิบชีวิตแล่นไปตามทางที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและอากาศเย็นๆ พอสบายๆ เข้าสู่จุดที่สองของฟาร์ม ที่ตกแต่งเป็นกังหันลม ตั้งสลับรับลมเย็นจากภูเขา ถัดไปอีกนิดเป็นฟักทองยักษ์ ที่ต้องบอกว่ายักษ์สมชื่อจริงๆ เพราะลูกใหญ่มาก ถ้าเอาไปทำขนมหรือกับข้าวคงพอกินกันได้ทั้งหมู่บ้าน

เลยไปอีกนิด ตกแต่งเป็นเขาวงกตและซุ้มสาน และแน่นอนไม่ทิ้งคอนเซปต์ผ้าขาวม้า เพราะเขาใช้ผ้าขาวม้ามาตกแต่งให้เห็นความเป็นอีสาน แต่มองดีๆบางทีก็เหมือนอีสานในเมืองยุโรปเหมือนกัน เราเดินชมวิวแบบเพลินๆ สักพักก็ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีอีสาน บรรเลงเพลงคึกคัก ที่คนอีสานบอกว่า คักแท้ๆ มีหนุ่มสาวแต่งกายด้วยคอสตูมผ้าขาวม้า เป็นทั้งผ้านุ่ง ผ้าพาด เว้าวอนเพลงอีสานพร้อมเต้นรำอย่างสนุกสนาน ทำเอาอดไม่ได้ต้องขยับแข้งขยับขาเซิ้งอีสานตามไปด้วย

เซิ้งไปสักพักก็ชักเริ่มเหนื่อย เลยแวะพักที่เรือนสาหร่ายจิบน้ำเย็นๆให้ชื่นใจ หน้าตาของเรือนสาหร่ายถ้าใครคิดภาพไม่ออกให้นึกถึงเรือนคำแก้วในนาคีที่เพิ่งปิดฉากไปหมาดๆ และไม่ใช่มีเรือนเดียว ภายในฟาร์มยังมีเรือนไทยเก่าแก่หลากหลายสไตล์ไว้อวดนักท่องเที่ยว เรือนไทยหลายหลังได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะ สถาปัตยกรรมดีเด่นด้วย เรียกว่าไม่ธรรมดาที่สำคัญเรือนไทยเหล่านี้เคยเป็นฉากสวยๆของละครฮิตหลายเรื่องที่เราคุ้นตากัน

หายเหนื่อยแล้วไปต่อกันที่ หมู่บ้านอีสาน ที่เราจะได้สัมผัสความเป็นอีสานอย่างแท้จริง ทั้งวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และที่สำคัญเราจะได้เห็นเส้นทางของผ้าขาวม้า ที่กว่าจะเป็นผ้าให้เราได้สวมใส่ เคียนเอว พาดบ่า แต่ละผืนนั้นต้องผ่านกระบวนการไม่น้อยทีเดียว

ผ้าขาวม้าแต่ละผืน เริ่มต้นจากการเข็นฝ้าย ย้อมคราม ก่อนจะนำมาทอเป็นผืน ที่ต้องบอกว่า เป็นงานอีสานประณีต เพราะต้องใช้ทั้งศิลปะและความชำนาญในการย้อมและทอ ประมาณว่าเห็นความยากลำบากในการทอแล้ว ทำให้หลงรักผ้าขาวม้าขึ้นมาทันที

นอกจากการประดับตกแต่งสถานที่ที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมของชาวอีสานแล้ว ภายในฟาร์มยังจัดแสดงผลงานของศิลปิน “นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล” ที่ถือเป็นไฮไลต์หนึ่งของเทศกาลนี้ ผลงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ ใช้ชื่อว่า “หลงฟาร์ม” ซึ่งในการนำสื่อมวลชนเข้าชม นอกจากจะเสพอรรถรสงานศิลปะด้วยตาแล้ว ยังมีการเปิดเพลง “เพลงผ้าขาวม้า” ของ “ครูสุรินทร์ ภาคศิริ” ที่เล่าถึงประโยชน์สารพัดอย่างของผ้าขาวม้าให้เราได้ฟังด้วย ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่จะนำเราไปสู่ อุโมงค์ผ้าขาวม้าหลากสีสัน ที่อยู่ถัดไป

ภายในอุโมงค์ผ้าขาวม้า มีการสาธิตการทอผ้าไหม ที่ถือว่าเป็นสินค้าหลักที่เป็นเอกลักษณ์ของจิม ทอมป์สัน งานนี้เขาเปิดโอกาสให้ได้ลองทอผ้ากันด้วย ซึ่งขอบอกเลยว่าไม่ง่าย

จากอุโมงค์ผ้าขาวม้า ปิดทัวร์ฟาร์มกันด้วย ตลาดจิม ที่มีการนำสินค้าทั้งผักไฮโดรโปนิกส์, ผลไม้ปลอดสารพิษ, ไม้ดอกไม้กระถาง, ผ้าไหม, ผ้าฝ้าย, ผ้าขาวม้า ของตกแต่งและของที่ระลึกต่างๆ จากในฟาร์มมาให้เลือกสรร และแล้ว เราก็…ช็อปสิจ๊ะจะรออะไร…

เสียเงินกันถ้วนหน้า แต่ทุกคนยังดูอิ่มเอิบ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมม่วนหลายๆของความเป็นอีสาน ที่นานๆเราจะได้สัมผัสกันสักครั้ง งาน “คักแท้แท้ แพรอีโป้ มหัศจรรย์ผ้าขาวม้า” ที่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ยังมีถึงปีหน้าวันที่ 8 มกราคม 2560 ใครว่างก็แวะเวียนกันไป แล้วจะรู้ว่า ผ้าขาวม้ากับคนอีสานผูกพันกันขนาดไหน รับรองว่าคุณจะคักๆ ฮักอีสานแน่นอน.

 

มีของขวัญปีใหม่รึยัง? เสิร์ฟ 9+1 งานช็อปสนั่นเมือง ลดจัดหนักราคาสุดคุ้ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/818909

เทศกาลการจับจ่ายเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วสำหรับการส่งท้ายปี 2559 กระแสช็อปช่วยชาติมาแรง ทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองไทยได้คึกคักขึ้นมาบ้าง ใครที่กำลังมองหาของขวัญมาจับสลากปีใหม่ หรือของขวัญสำหรับไปสวัสดีปีใหม่ญาติผู้ใหญ่และบุคคลที่เคารพนับถือละก็ ต้องตามมาดู…

ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้เรามีงานสินค้าลดราคาส่งท้ายปีมาให้เลือกช็อป ชิม ชิล กันเพียบ มีทั้งเสื้อผ้าแบรนด์ดังลดราคา อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มสุขภาพ สินค้าสุขภาพ อาหารเสริม สินค้าความงาม ของแต่งบ้าน ของฝาก ของที่ระลึก รองเท้าแบรนด์ดัง

แถมยังมีตลาดชุมชนน่าเดินช็อปปิ้งสินค้าแฮนด์เมดสุดอาร์ต รวมถึงนิทรรศการดีๆ ที่น่าสนใจอีกด้วย พร้อมแล้ว แวะมาเช็กลิสต์กันเลย!

1. ในหลวง ในดวงใจราษฎร์

วันนี้-31 ม.ค. 2560 ชวนพสกนิกรชาวไทยมารำลึกถึง บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในงาน “นิทรรศการหมุนเวียนครั้งที่ 3 ตอน พรภูมิพล” ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ภายในงานพบกับ บทเพลงพระราชนิพนธ์ที่พระราชทานเป็นของขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยในโอกาสต่างๆ เช่น เพลงยิ้มสู้ เพลงประจำมหาวิทยาลัย และเพลงพรปีใหม่ ฯลฯ โดยนิทรรศการนี้เป็นหนึ่งในนิทรรศการ “ในหลวง…ในดวงใจราษฎร์” ซึ่งจะมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค. 2560

พร้อมกันนี้ห้างฯ เซ็นทรัลได้จัดทำ ส.ค.ส. พระราชทานชุดพิเศษตั้งแต่ปี 2530-2559 ให้ผู้สนใจรับได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดช่วงจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนตอน พรภูมิพล ระหว่างวันที่ 22 ธ.ค. 2559-11 ม.ค. 2560 ผู้สนใจกรุณานำบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตมาลงทะเบียนรับเพื่อ ส.ค.ส. ได้ที่ ชั้น G มีจำกัดจำนวนต่อวัน

2. สวิสมาสต์ มาร์เก็ต

วันที่ 24-25 ธ.ค. 2559 ชวนคนชอบเที่ยวทะเลมาช็อปชิลๆ กับตลาดนัดคริสต์มาสริมทะเลแห่งแรกในไทย ในกิจกรรม “สวิสมาสต์ มาร์เก็ต” ณ เมอเวนพิค สยาม โฮเต็ล พัทยา หาดนาจอมเทียน

ภายในตลาดพบกับ ร้านค้าสินค้านานาชนิด ของที่ระลึกจากสวิตเซอร์แลนด์ ซุ้มอาหารรสล้ำเลิศ เช่น อาหารทะเลสดๆ บาร์บีคิวเนื้อนำเข้าเกรดพรีเมียม เครื่องดื่มหลากสไตล์ และกิจกรรมสนุกสนานในโซนสำหรับเด็ก ดื่มด่ำบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาสสไตล์สวิสฯ แท้ๆ ได้ตั้งแต่เวลา 18:00-22:00 น. งานนี้เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย (เฉพาะโซนร้านค้า)

หรือ…จะเลือกไปทานอาหารระดับห้าดาวก็ได้ ในราคาเพียง 1,900 บาท พิเศษ ลด 50% สำหรับเด็กอายุ 7-12 ปี สอบถามเพิ่มเติม โทร 0-3307-8888

3. มาหากัน ณ ป้อมมหากาฬ

วันที่ 24-25 ธ.ค. 2559 และ วันที่ 14-15 ม.ค. 2560 ชวนมาพบกับอีกหนึ่งตลาดอินดี้สุดเก๋ที่น่าสนใจ ไปช็อปชิลๆ ในงาน “มาหากัน ณ ป้อมมหากาฬ” ณ ชุมชนป้อมมหากาฬ ถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร

ภายในตลาดพบกับ การเดินเที่ยวชิลๆ ในชุมชนย่านป้อมมหากาฬ หนึ่งในชุมชนเก่าของกรุงเทพมหานคร มีเสน่ห์ความเป็นชุมชนที่น่าสนใจ มีงานออกร้านจำหน่ายสินค้าแฮนด์เมดใน “Packaging ทำมือ” ในธีม Retro (ย้อนยุคให้หวนคิดถึงอดีต) สินค้าของที่ระลึกจะถูกผลิตภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า โชคดี™ มีการออกแบบเฉพาะ ทั้งสินค้า ถุง หีบห่อ มีทั้งแก้วน้ำสวยๆ เสื้อยืดสกรีน พวงกุญแจ ของฝาก ของที่ระลึก เป็นต้น สอบถามเพิ่มเติม โทร 09-4935-9445

4. ล้านของฝาก กระเช้าปีใหม่แบบไทยๆ

วันนี้ ชวนไปเดินซื้อหาสินค้าของกิน ของใช้ ของฝาก มาจัดกระเช้าปีใหม่กันที่ “ล้านของฝาก” ณ พอร์โต้ ชิโน่ ไลฟ์สไตล์มอลล์ กม. 25 ถนนพระราม 2 จ.สมุทรสาคร ภายในตลาดแห่งนี้พบกับ แหล่งรวมของฝากดีเด็ดดังระดับตำนาน คัดสรรสินค้าไฮไลต์มาจากทั่วเมืองมหาชัย

บรรยากาศภายใน ล้านของฝาก ยังคงกลิ่นอายเสน่ห์ของความเป็นเมืองท่าจีนเอาไว้อย่างครบถ้วน ส่วนผลิตภัณฑ์ของฝากที่ขึ้นชื่อ ก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย เช่น หมี่กรอบช่างรังวัด ชิฟฟ่อนเค้กมะพร้าวน้ำหอม วุ้นเป็ดธนัน ขนมเปี๊ยะอื้อหมุยเตียง ผลไม้แปรรูปต่าง เช่น มะม่วงอบแห้ง ทุเรียนทอด เป็นต้น และยังมีผลิตภัณฑ์เซรามิกน่ารักๆ ด้วย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร 1793#4 และ www.portochino.com

5. Nike เปิดตัวรุ่นใหม่ส่งท้ายปี

วันนี้ ชวนหาซื้อรองเท้าคุณภาพดีรับปีใหม่ “ไนกี้ ของขวัญพิเศษสไตล์คนรักสปอร์ต” ณ ร้านไนกี้ทุกสาขา พบกับ ไนกี้ ฟลายนิต ลูนาร์ อิพิค โลว (Nike Flyknit Lunar Epic Low) ที่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นในด้านความนุ่มสบายเท้า รองรับแรงกระแทกได้ดี รวมถึงหน้าผ้าที่ถักทอด้วยเทคโนโลยีฟลายนิต (Flyknit) น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม

ไนกี้ แอร์แม็กซ์ ไนตี้ อัลตร้าบรีธ (Nike Air Max 90 Ultra Breathe) รองเท้าผู้ชายรูปโฉมใหม่ ใช้วัสดุผ้าตาข่าย (Perforated mesh) ระบายอากาศได้ดี น้ำหนักเบากว่ารุ่นปกติถึง 3 เท่า

ไนกี้ แอร์แม็กซ์ เทีย (Nike Air Max Thea) รองเท้าผู้หญิงกลับมาในคอลเลกชั่นบิวตี้ฟูลเอ็กซ์ (Beautiful X) ที่ผสมผสานสีสันและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์สุดคูล มีเทคโนโลยีรองรับแรงกระแทก แอร์โซล (Air Sole) เดินได้นานไม่เมื่อยเท้า

ไนกี้ไอดี (NIKEiD) ที่เพิ่งเปิดให้บริการกันสดๆ ร้อน จาก Nike.com สำหรับใครที่ยังไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเซอร์วิสพิเศษที่ว่านี้มาก่อน เราขออธิบายแบบสั้นๆ ว่ามันคือโหมดที่เปิดโอกาสให้เราเลือกสีสันและวัสดุในการทำรองเท้ารุ่นที่เราเลือกได้ตามใจชอบ อีกทั้งยังสามารถใส่ชื่อคนพิเศษของเราลงไปบนรองเท้าได้อีกด้วย

6. แคมเปญ เบรกกิ้งทู (Breaking2)

วันนี้ ไนกี้เปิดตัวแคมเปญ “เบรกกิ้งทู (Breaking2)” สนับสนุน 3 นักวิ่งชื่อดังระดับโลกให้สามารถพิชิตสถิติมาราธอนโลกในเวลา 2 ชั่วโมงซึ่งหลายคนคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ โดยได้คิดค้นและสร้างสรรค์วิธีการ ตลอดจนอุปกรณ์ที่จะช่วยให้นักวิ่งสามารถเข้าสู่เส้นชัยในการวิ่งมาราธอนภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง

โดยได้คัดเลือกนักกีฬาระดับโลกทั้ง 3 คน ได้แก่ อิเลียด คิปโชเก้ เจ้าของเหรียญโอลิมปิก 3 สมัย, เซอร์เซเนย์ ทาดิส นักวิ่งจากประเทศเอริเทรียคนแรกที่ได้รับเหรียญรางวัลโอลิมปิก และ เลลิซ่า เดดิซ่า นักวิ่งชื่อดังในศึกฮาล์ฟ มาราธอน

พบว่าเทคโนโลยีใหม่นี้ ช่วยยกระดับศักยภาพของนักวิ่งเพิ่อทำลายสถิติโลกของนักวิ่งมาราธอนชายที่ทำไว้ ณ เวลา 2:02:57 ชั่วโมง โดยภายใต้แคมเปญ “เบรกกิ้งทู” นี้ นักวิ่งทั้ง 3 คนก็พร้อมแล้วที่จะลงวิ่งมาราธอนด้วยความมุ่งมั่นและคว้าสถิติที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนซึ่งถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการมาราธอนโลก

7. Thailand Best buys 2016

วันนี้-25 ธ.ค. 2559 ชวนมาช็อปของขวัญปีใหม่ในงาน “Thailand Best buys 2016” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานพบกับ มหกรรมของขวัญ ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ระดับพรีเมียม เสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ดัง สินค้าความงาม สินค้าเพื่อสุขภาพ อาหารแปรรูป อาหารและเครื่องดื่มพร้อมรับประทาน ของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึก งานเซรามิก งานเครื่องเงิน งานเครื่องแก้ว เป็นต้น

ดีลพิเศษสุด เมื่อช็อปสินค้าในงานครบ 5,000 บาท สามารถนำใบเสร็จมาแลกรับของขวัญที่บูธแลกของขวัญเพลนารีฮอลล์ 2 ได้อีกด้วย

8. เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ โฉมใหม่ไฉไล

แบบที่บอกเป็นการเฉลิมฉลองรับปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ชมลุคใหม่ ไฉไลกว่าเก่า ไม่ว่าจะเป็นลุคใหม่ที่โมเดิร์นและมีสีสันมากขึ้น ด้วยโครงสร้างฟาซาดของตัวอาคารที่ตกแต่งใหม่ด้วยหลอดไฟแอลอีดี สามารถปรับแสงเปลี่ยนสีสื่ออารมณ์ให้เข้ากับแต่ละช่วงเทศกาล ลืมภาพเก่าๆ ต้อนรับเอ็ม บี เค ยุคใหม่ที่สดใสและมีชีวิตชีวา ,ต้นคริสต์มาสต้นใหญ่สูงถึง 18 เมตร ที่สื่อความเป็นไทยด้วยคอนเซปต์ ‘ร้อยดวงใจ ไทยทั้งชาติ’ ประดับด้วยดวงใจสีเหลืองทองและมียอดดาวลายธงชาติไทย พร้อมพร็อพเป็นเจ้า ‘มาครับ’ สุนัขตัวโตที่สูงถึง 7 เมตร และเจ้า ‘มาจ๊ะ’ ตัวย่อม ความสูง 2.5 เมตร ออกแบบโดย โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ศิลปินและนักวาดภาพประกอบชื่อดัง ที่ฝีมือการันตีความน่ารักและยูนีค หรือจะพาน้องหมามาวิ่งเล่นถ่ายภาพด้วยก็ได้ตั้งแต่วันนี้-19 มกราคม 2560

ชิมของอร่อยไปกับ “MBK CENTER WINTER CAMP MARKET” กว่า 50 ร้านมาไว้ให้เลือกช้อปเลือกชิม ในบรรยากาศของแคมป์ฤดูหนาว พร้อมเสพความสุนทรีย์ไปกับวงดนตรีแนวอะคูสติกทุกวัน ณ ลานเอาท์ดอร์ เอ็ม บี เค อเวนิว ชั้น G ตั้งแต่วันนี้-5 มกราคม 2560 ตั้งแต่ 11.00-22.00 น. และพิเศษสุดในช่วงพลบค่ำวันที่ 31 ธันวาคม 2559 พบกับ ว่าน-รัชยาวีร์ วีระสุทธิมาศ นักร้องเสียงดีจากรายการ The Voice Thailand Season 4 ที่จะมามอบเสียงเพลงแห่งความสุขส่งท้ายปี  นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นแลกของขวัญลิมิเต็ดอิดิชั่น ออกแบบโดยศิลปินสุดแนว โลเล-ทวีศักดิ์ เมื่อช็อปครบ 1,500 บาทขึ้นไป รับฟรี!!! แก้วมัคมาครับ ช็อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป รับฟรี!!! กระเป๋าคลัชต์มาครับ และช็อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับฟรี!!! กระเป๋าสะพายข้างมาครับ รีบด่วนเพราะมีจำนวนจำกัด อย่าพลาด

9.PRIMA DIAMOND ของขวัญปีใหม่

มุก หนึ่งในอัญมณีที่มีความงดงามล้ำค่า ถือกำเนิดจากท้องทะเลที่สร้างสรรค์อารมณ์ความรู้สึกที่อบอุ่น ละมุนละไม เรียบง่าย อ่อนโยน และเป็นเครื่องประดับที่สุภาพ ดูดี แต่การเลือกซื้อนั้นอาจจะดูได้ยาก ซึ่งหนึ่งในวิธีการเลือกซื้อคือ การดูจากใบ Certificate พรีม่าไดมอนด์ (PRIMA DIAMOND) แบรนด์แห่งคุณภาพ ได้รับ Certificate จาก GIA และได้คัดสรร มุก Akoya จาก Kuramoto ซึ่งเป็นฟาร์มไข่มุกแท้จาก Kobe ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคุณจะมั่นใจในคุณภาพที่พรีม่าไดมอนด์ได้เลือกสรรมาเพื่อลูกค้าคนพิเศษ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2745-6111 Ext. 124, 129

10. ดิป แอนด์ แชร์ โปรไก่ทอดชุดพิเศษ

วันนี้ – 14 ก.พ. 2560 ชวนคนรักไก่ทอดต้นตำรับมาชิมเมนูใหม่ “ดิป แอนด์ แชร์ ชุดไก่ทอดพร้อมฟรีดิปซอส 3 สี 3 รสชาติ 3 สไตล์” ณ ร้าน เคเอฟซี สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ พบกับชุดไก่ทอด 5 ชิ้นวิงซ์แซ่บ 2 ชิ้นชิคเก้นป๊อป 7 ชิ้นเฟรนช์ฟรายส์ ขนาดปกติ และฟรีดิปซอส 3 รสชาติ ในราคาโปรโมชั่นเพียงชุดละ 269 บาท ส่วนซอสที่เสิร์ฟมาในชุด ได้แก่

– แซสซี่ มาโย : กลับมาอีกครั้งกับรสชาติเข้มข้น หวานซ่อนเปรี้ยว
– ซอสเรดแพสชั่น : ซอสรสชาติใหม่จัดจ้าน ถึงใจคนรักรสชาติเผ็ดแซ่บ
– วาซาบิ ดีไลท์ : มาโยอีกหนึ่งรสชาติใหม่ สำหรับคนชอบเผ็ดนิดๆ สไตล์ญี่ปุ่น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ค KFC Thailand หรือ http://www.KFC.co.th และ 1150

 

บ้านดอยดินแดง ปั้นดินปั้นทรายให้เป็นงานศิลป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 18 ธ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/811191

ของดีเชียงรายที่ดังเงียบๆ มากว่าสิบปีแล้ว บ้านดอยดินแดงหรือที่คนเหนือเรียก ‘คุ้มดอยดินแดง’ เป็นทั้งบ้าน สตูดิโอ และโรงงาน ของศิลปินเชียงรายชื่อสมลักษณ์ ปันติบุญ ผู้ได้ไปร่ำเรียนวิชางานปั้นมาจากศิลปินเซรามิกคนดังแห่งเกาะคิวชู มาสเตอร์นากาซาโตะ ทารุเอมอน และฝึกงานกับเขาเป็นเวลาถึงห้าปี ก่อนจะกลับบ้านเกิดที่เชียงราย และตั้งบ้านดอยดินแดงขึ้นในปี พ.ศ. 2543 โดยยึดคอนเซ็ปต์หลักคือใช้วัตถุดิบทุกอย่างจากธรรมชาติ แม้กระทั่งสีสันที่นำมาผสมก็ได้จากธรรมชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไม้ไผ่ นอกจากออกแบบและสร้างงานเอง สมลักษณ์ยังฝึกช่างฝีมือท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง และรับเข้าทำงานเป็นหนึ่งในช่างปั้นของเขา

ใครมาที่นี่จะได้เห็นกระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาหลายรูปแบบอย่างใกล้ชิด และอย่างไม่มีพิธีรีตองใดๆ เลย เดินเข้ามาจะเจออาคารดินปูนสีสวยหลังเล็กหลายหลัง คุณเดินดุ่มเข้าไปได้หมดเลย มีทั้งแกลลอรี่โชว์ผลงานคลาสสิกและสำหรับจำหน่าย ถัดไปเป็นโรงเก็บงานที่ทำตามออร์เดอร์ หรืองานต้นแบบต่างๆ ถัดไปอีกจะได้ยินเสียงกึ่งกั้งๆ ดังเบาๆ ออกมาจากอาคารหลังในสุด ปรากฏว่าเป็นห้องสำหรับร่อนดินให้ละเอียด ซึ่งมีดินจากหลายแหล่งที่มา เพราะแต่ละแห่งให้สีไม่เหมือนกัน ถัดจากเครื่องร่อนดิน เดินวนออกมาเป็นโรงปั้นและโรงเผา ที่มีพนักงานของคุณสมลักษณ์ทำงานง่วนอยู่ ในลักษณะไม่ต่างจากศิลปินกำลังสร้างงาน เขาจะไม่ได้มาสนใจชี้ชวนคุณคุยหรืออธิบายใดๆ แต่ละคนจะทำงานของตัวเอง แต่ถ้าคุณอยากรู้อะไร ก็ถามได้เลย ทุกคนยินดีแลกเปลี่ยนความรู้อย่างมีไมตรี

แม้จะเป็นการทำตามออร์เดอร์ แต่เครื่องเซรามิกที่ได้แต่ละใบล้วนไม่เหมือนกัน เพราะทำด้วยมือคน ไม่ใช่เครื่อง คุณจะได้เห็นการขึ้นรูปชามราเม็งเอย แจกันเอย ถ้วยชามรามไหล้วนแต่ก่อร่างขึ้นตามทักษะอันชำนาญของมือแต่ละคู่และเท้าที่เหยียบคันเร่งเครื่องหมุน “เป็นการประสานกันระหว่างมือและเท้าครับ ต้องให้มันพอดีกัน” หนึ่งในศิลปินดอยดินแดงอธิบายให้ฟังว่า คันเร่งมีผลกับความเร็วในการหมุน และแน่นอนว่ามีผลกับรูปทรงของดินอ่อนที่ยังไม่ถูกเผา เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็ใช้แรงต่างกัน มีจังหวะต่างกัน ทำให้ผลงานออกมาไม่เหมือนกันเป๊ะ แม้จะเป็นทรงเดียวกันก็ตาม

ทุกแห่งในสตูดิโอแห่งนี้จะสอดแทรกด้วยงานปั้นที่ประหลาดไม่เหมือนใครตามสไตล์คุณสมลักษณ์ อาคารหลังเกือบสุดท้ายเป็นร้านกาแฟสำหรับนั่งชิลใต้ร่มไม้ใหญ่ หรือจะไปช็อปที่อาคารหลังสุดท้าย ซึ่งเป็นร้านขายของซะก่อน แล้วค่อยกลับมานั่งชิลก็ได้ จะได้ชื่นชมของฝากกลับบ้านไปด้วย ถ้ารู้สึกว่าราคาแรงไป แนะนำให้เดินต่อไปอีกหน่อย จะมีห้องเล็กๆ ที่เขียนว่า Discount ก็แต่ละชิ้นทำมือ จะให้ถูกเหมือนโรงงานทำคงไม่ได้ ถ้าใครอยากรู้ว่างานเซรามิกเนื้อดีราคาแพงเป็นยังไง มาดูได้ที่นี่ หรือจะดูตามโรงแรมห้าดาวอย่างอนันตราก็ได้ เพราะอนันตราเป็นหนึ่งในลูกค้าประจำของดอยดินแดง ออร์เดอร์ส่งไปโรงแรมหลายแห่งในเครือ ที่เรารู้เราไม่ได้ถามใครหรอก แต่เราไปแอบดูกระดานออร์เดอร์สินค้าของเขามา ลูกค้าแต่ละคนนี่… โอ้โห

ใครอยากเป็นศิลปิน เห็นแล้วควรมีกำลังใจ เพราะหากงานเราดีย่อมมีคนเห็นค่า ไม่ต้องกัดก้อนเกลือกินกันอีกต่อไป

ที่ตั้ง ดอยดินแดง เครื่องปั้นดินเผา 49 หมู่ 6 ซอย 3 บ้านป่าอ้อ ถ.พหลโยธิน ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย 57100 โทร.0-5370-5291

เรื่อง : แป้งร่ำ  ภาพ : แสงอรุณ จำปาวัน

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

จู๋สั่น หนาวนี้ที่ ‘ฮ่องกง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/814031

ไปทีไรก็หัวเราะคำทักทาย 

ไม่ได้หมายความว่าทะลึ่งทะเล้น แต่เห็นคนรอบข้างหัวเราะ จู๋ สั่น หรือ โจ๋ สั่น หรือโจ๋วสั่น (แล้วแต่ออกเสียง) ภาษาจีนกวางตุ้ง แปลเป็นภาษาสากลว่า Good Morning ‘สวัสดีฮ่องกง’ ในช่วงเวลาที่ลมหนาวมีเสน่ห์เย้ายวนเหลือเกิน โดยเฉพาะสีสันของท้องถิ่น ผู้คน และร้านรวงชื่อดังอย่าง มงก๊ก (Mongkok) จิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) และวัดต่างๆ ที่คนเดินทางมาเยือน มากราบไหว้เพื่อขอพรในช่วงเวลาใกล้ปีใหม่อย่างคับคั่ง คับคั่งขนาดพูดได้ว่าผู้คนยุบยับแทบทุกตารางนิ้วของถนนสายสำคัญ

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์เก็บภาพสีสันของเมืองที่ไม่เคยหลับ เมืองปลอดภาษี เป็นเมืองแรกๆ สำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ที่ไปง่ายๆ มีเสน่ห์ๆ เก็บความประทับใจต่างๆ อัดแน่นลงมาในกรอบสี่เหลี่ยมมาให้ดูกัน

ขอบคุณสายการบินไทยแอร์เอเชีย 

 

ลองยัง! มาเก๊า กิน ช็อป เที่ยว ราคาถูกมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 17 ธ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812256

แบกกล้องเที่ยวสัปดาห์นี้ เข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว ถ้าไม่ไปขึ้นดอยดูหมอก ใครหลายๆ คนคงอยากไปเที่ยวต่างประเทศกันใช่ไหม แต่ถ้างบไม่เยอะล่ะจะไปไหนดี? เรามีทางเลือกที่ราคาไม่แพง เที่ยวไม่ลำบาก ได้ครบจบในเมืองเดียว ก็ที่ “มาเก๊า” ยังไงล่ะ!!!

มาเก๊าเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของกลุ่ม นักท่องเที่ยว รวมถึงนักช็อป เพราะมีของขายเยอะมาก แข่งกันแจกแข่งกันลดเป็นว่าเล่น (แต่บางที่ก็แพงมากเหมือนกัน) มาเก๊าเมืองเล็กๆ ที่มีพื้นที่เพียง 29.5 ตารางกิโลเมตร นี่แหละค่ะ แต่มีมรดกโลกมากกว่า 25 แห่ง จนได้รับฉายาว่าเมืองแห่งมรดกโลก

มาเก๊า เป็นเขตปกครองพิเศษที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของประเทศจีน โดยในปี พ.ศ. 2430 จีนได้ยกมาเก๊าให้แก่โปรตุเกส เพื่อเป็นการตอบแทนที่โปรตุเกสช่วยจีนปราบปรามโจรสลัดในเขตทะเลจีนใต้ ก่อนที่จะได้รับการส่งมอบกลับคืนสู่ประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ.1999 ทำให้สถานที่ต่างๆ ภายในเมืองมาเก๊ามีทั้งสถาปัตยกรรมแบบจีนที่ผสมผสานกับแบบยุโรปดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้เองมรดกโลกภายในเมืองมาเก๊าจึงมีทั้งวัฒนธรรมตะวันตก และตะวันออกภายในพื้นที่เล็กๆ ของเมืองแห่งนี้

การเดินทางแนะนำให้ไปกับสายการบินโลว์คอสต์ต่างๆ ที่บินตรงสู่มาเก๊าเลย ลองเปรียบเทียบราคาดู เมื่อถึงสนามบินแล้ว แนะนำให้ซื้อ Sim Card ก่อน มีแบบตู้หยอดเหรียญขาย แพ็กเกจ 3 วัน 8G อยู่ที่ 100 MOP หรือประมาณ 450 บาทไทยเท่านั้นเอง

ตอนแรกเราไปก็กลัวกันนะว่า ไปแล้วจะหลงไหม คุยกับเขารู้เรื่องรึเปล่า แต่พอไปแล้ว เฮ้ยย มันง่ายมากเลย เป็นเมืองเล็กๆ แต่สวยมาก ที่สำคัญรถเมล์ที่นี่วิ่งผ่านทุกที่ ขึ้นลงสะดวก จะพาพ่อแม่หรือคนสูงอายุมาเที่ยวก็โอเคนะ เพราะมาเก๊าเป็นเมืองเล็กๆ รถเมล์จะวิ่งวนไปมาอยู่แค่นั้น หลงก็ลงแล้วขึ้นใหม่ได้ค่ะ ขึ้นรถเมล์ราคาไม่แพงเลยค่ะ อยู่ที่ 4 – 6 MOP (ไม่ถึงสิบบาทไทย) แถวรถเมล์เขาดีมากกก สะอาดด้วย

แนะนำว่าเมื่อเดินตามทางมาตรงที่จอดรถบัสของกาสิโนหรือของโรงแรมส่วนมากขึ้นฟรีจ้า อยากไปเที่ยวที่ไหน เลือกคันได้เลย วันนี้เราเลือกไปของ Venetian ประมาณ 10 นาทีถึง มาถึงเราจะลงตรง Main Lobby แล้วไปฝากกระเป๋าไว้ที่จุดฝากได้เลย เสีย 10 MOP (45 บาท)

แล้วแจ้งเขาว่า เราจะไปรับที่ฝั่ง West Lobby ขากลับ ฝากเสร็จแล้วเดินเล่นสบายๆ  ไปกินขนมทาร์ตไข่ ร้านชื่อดัง Lord Stow’s Bakery & Cafe และเดินชมเรือกอนโดลา ถ่ายรูปเก๋ๆ ก็เริด

ในส่วนของที่พักแนะนำให้จองโรงแรมไว้ล่วงหน้า หาใกล้ๆ แถว Senado Square เพราะใกล้สถานที่เที่ยว ของกินเยอะ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ใครไปมาเก๊าต้องได้ถ่ายรูปมุมนี้ ประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St.Paul) เดิมสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อต้นปี ค.ศ. 1700 เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของมาเก๊า เป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ชาวตะวันตกนำเข้ามาเผยแผ่ในเอเชีย ต่อมาในปี ค.ศ. 1835 โบสถ์เซนต์ปอลถูกไฟไหม้จนเหลือแต่หน้าประตูโบสถ์ จึงได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1991 ส่วนซากที่ถูกไฟไหม้ก็มีการเก็บรวบรวมทำเป็นพิพิธภัณฑ์อยู่หลังประตูโบสถ์ และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Fortaleza do monte, วัดอาม่า A-Ma Temple, จัตุรัสเซนต์ออกัสติน (St.Augustine Square), โบสถ์เซนต์ดอมินิก, โบสถ์เซนต์ลอเรนซ์ (St.Lawrence Church), รูปปั้นอาม่า (statue of the Goddess A-Ma), หมู่บ้านโคโลอาน, โบสถ์เซนต์ฟรานซิส ซาเวียร์ (St.francis xavier church)

เอาเป็นว่าใครที่อยากไปชื่นชมความสวยงามของเมืองเก่าแห่งนี้ ลุยเลยจ้า ค่าใช้จ่ายเที่ยวมาเก๊า 3 วัน 2 คืน 2 คน (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน) รวมแล้ว 12,650 บาท ตกคนละ 6,325 บาทเท่านั้น แลกกับได้ดูเมืองมรดกโลกและช็อปปิ้ง กินแบบนอนสต็อปแล้วคือคุ้ม!!!

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

พักชิลติดวิวทะเล! เจาะ 5 สิ่งไม่เหมือนใครทางเลือกใหม่ไปหัวหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/797126

ใครว่าหน้าหนาวไปเที่ยวทะเลไม่ได้ จริงๆ แล้วไปทะเลหน้าหนาวก็ลมเย็น ฟ้าใส บรรยากาศดีไม่แพ้ช่วงซัมเมอร์ ยิ่งได้ที่พักติดชายทะเลด้วย ยิ่งช่วยเติมพลังให้วันพักผ่อนยิ่งฟินมากไปอีก โดยเฉพาะทะเลหัวหิน สถานตากอากาศที่คนไทยนิยมไปเที่ยวเป็นประจำ เดินทางง่ายใกล้กรุงเทพฯ

ถ้าพูดถึงที่พักติดทะเลในหัวหินมีอยู่หลายแห่ง วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปรีวิวโรงแรมใหม่ป้ายแดง เรดิสัน บลู รีสอร์ท หัวหิน ตั้งอยู่ระหว่างทางเข้าตัวเมืองหัวหินเพียงเล็กน้อย เป็นโรงแรมระดับห้าดาว หรูหรา น่าดูชมมากทีเดียว

หลังจากออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ช่วงเช้า เราก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่โรงแรมเรดิสัน บลู หัวหิน ประมาณ 11 โมงเศษๆ เดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ทันที่ที่ก้าวเข้ามาในตัวโรงแรมก็สะดุดตากับนกตัวอ้วนสีทองสัญลักษณ์ของโรงแรม พร้อมผนังสีน้ำเงินเข้มตลอดทางเดินขึ้นล็อบบี้ ลมเย็นพัดเข้ามา ให้บรรยากาศแห่งการพักผ่อนในวันหยุดสุดๆ

ภายในเนื้อที่ทั้งหมด 18 ไร่ โรงแรมนี้แบ่งพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว แต่ละมุมของโรงแรมดีไซน์อย่างโดดเด่น ในสไตล์คอนเทมโพลารี่ ผสมผสานความสมัยใหม่เข้ากับบรรยากาศของหัวหินได้อย่างลงตัว มีความยูนีค มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร

ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจอีกบ้าง ตามมาดู…

1. โลเกชั่นดีติดทะเลหัวหิน

เรดิสัน บลู รีสอร์ท หัวหิน เป็นที่พักสุดหรูริมทะเลระดับ 5 ดาวแห่งใหม่ล่าสุดในเมืองหัวหิน ตั้งอยู่บนชายหาดที่สวยงาม มองเห็นอ่าวไทยได้กว้างไกลสุดสายตา โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมการให้บริการที่ดีเยี่ยม

ที่นี่ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีต รวมทั้งหมด 118 ห้อง ทั้งภายนอกและภายในถูกออกแบบตกแต่งด้วยรายละเอียดที่เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร เน้นใช้สีน้ำเงินเข้มที่ตัวอาคารและห้องพัก เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของเรดิสัน บลู ผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์สีเอิร์ธโทน ทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน

2. Deluxe Pool Access 22 ห้อง

ห้องที่น่าสนใจที่สุด เราขอบอกว่าคือห้องพักแบบ Deluxe Pool Access ที่มีให้เลือกถึง 22 ห้อง เป็นห้องพักขนาดใหญ่ ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครันตามมาตรฐานโรงแรมห้าดาว มีรองเท้าแตะสำหรับเดินเล่นชายหาด เสื้อคลุมอาบน้ำ ห้องน้ำกว้างขวางแบ่งเป็น 3 โซน คือ อ่างอาบน้ำ ห้องอาบน้ำ และห้องสุขา ส่วนเตียงนอนเป็นเตียงขนาดใหญ่ King size มีมุมโต๊ะทำงาน มุมโซฟาพักผ่อนพร้อม welcome Fruit

ภายในห้องมี Smart TV สามารถเล่นเน็ตหรือดูยูทูบได้ที่หน้อจอทีวี พร้อมมี wifi ความเร็วสูงบริการในห้องพักอีกด้วย นอกจากนี้ก็มีมินิบาร์ส่วนตัว ชา กาแฟ เครื่องดื่มในตู้เย็น และกาน้ำร้อนพร้อมขนมขบเคี้ยว ส่วนด้านหลังห้องพักมีสระน้ำส่วนตัว มีโซฟานั่งเล่นที่หลังห้องด้วย พร้อมผ้าขนหนูอีก 2 ผืนสำหรับเช็ดตัวหลังเล่นน้ำ จากหลังห้องสามารถมองเห็นวิวทะเลที่สวยงามได้จากระเบียงส่วนตัว

3. บริการอื่นๆ อีกมากมายในโรงแรม

ในส่วนของ Facility สิ่งอำนวยความสะดวกสบายอื่นๆ ภายในโรงแรมก็มีให้พร้อมสรรพ เช่น ห้องอาหาร The Exchange บริการอาหารนานาชาติ มีทั้งอาหารไทย จีน ยุโรป ขนมหวาน และอาหารออแกนิกส์ ที่รังสรรค์ด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศที่ทางรีสอร์ตปลูกเอง

ใครเป็นคนชอบนั่งดื่มชิลๆ แนะนำบาร์สุดเก๋ของโรงแรม นั่นคือ The Ivy บริการเครื่องดื่มพร้อมเพลงเบาๆ ไปนั่งชิลพูดคุยกับเพื่อนๆ ได้ยามค่ำคืน ที่นี่เขามีครัวแยกต่างหาก สามารถสั่งอาหารมาทานได้ แต่เมนูที่โดดเด่นของบาร์แห่งนี้แนะนำเป็นบาร์บีคิวอาหารทะเล

บาร์นี้มีโซนโอเพ่นแอร์ตั้งอยู่ใกล้ริมทะเลด้วย ตกเย็นสามารถขึ้นไปชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดบน Ivy Lounge พร้อมจิบเครื่องดื่มที่มิกซ์โซโลจิสมือหนึ่งของรีสอร์ต ปิดท้ายวันพักผ่อนได้อย่างลงตัว ยิ่งโต๊ะบนชั้นสองได้รับลมทะเลเย็นๆ ก็ยิ่งฟิน

แล้วก็ยังมี Pool Bar บาร์ริมสระน้ำที่สามารถชิลไปกับของว่างพร้อมจิบเครื่องดื่ม เคล้าบรรยากาศของท้องฟ้าใสตัดกับท้องทะเลสีครามได้อย่างใกล้ชิด

4. สระว่ายน้ำติดวิวทะเล

ไฮไลต์ที่โดดเด่นของที่นี่ คือ Beach front Swimming pool สระว่ายน้ำที่สามารถมองเห็นวิวทะเลได้อย่างใกล้ชิด และอยู่ติดกับ The Ivy ถ้าอยากหาอะไรดื่มหรืออาหารว่างเบาๆ ก็ขึ้นจากสระมานั่งชิลได้เลย และอีกอย่างที่ชอบคือ บริเวณสระว่ายน้ำมีศาลาพักผ่อนแยกเป็นหลังๆ อยู่ริมสระ มานั่งชิลอ่านหนังสือ รับลมทะเลเย็นๆ ได้เป็นอย่างดี

อีกมุมที่เท่ไม่แพ้กัน คือ Water Gallery เป็นกำแพงทางเดินประดับโมเสกสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรม มีสายน้ำพร่างพรมลงมาตามกำแพงตลอดเวลา จุดนี้เป็นทางเดินเพื่อไปยังห้องพัก เวลาเดินผ่าน จะได้ยินเสียงน้ำไหล ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย พอกลางคืนก็มีการจัดไฟแสงสวยๆ ตลอดทางเดินนี้ด้วย

5. Spa ESC นวดกระตุ้นผิวสวย

ส่วนใครที่กำลังมองหามุมผ่อนคลายแบบจริงจัง แนะนำให้มาลอง Spa ESC เป็นสปาที่ช่วยให้คุณได้ชาร์จแบตเติมพลังอย่างแท้จริง ช่วยขจัดความเมื่อยล้าจากการทำงาน อีกทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งขึ้นด้วย

ที่นี่มีทรีตเมนต์ให้เลือกหลายเมนู มีห้องรองรับลูกค้าถึง 6 ห้อง ส่วนใครชอบออกกำลังกายก็เชิญได้ที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ที่มีอุปกรณ์สำหรับเวทเทรนนิ่งไว้บริการอย่างครบครัน อีกทั้งมีพื้นที่อเนกประสงค์อื่นๆ ไว้พร้อมสำหรับจัดงานประชุม สัมมนา หรืองานเลี้ยงต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น ห้องอะควาบอลรูม ที่สามารถรองรับได้ 240 คน และห้องประชุมอื่นๆ อีก 3 ห้อง ที่พร้อมด้วยอุปกรณ์การประชุมที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด

ทั้งหมดนี้มาพร้อมการบริการที่ดี วันหยุดคราวหน้าที่พักน้องใหม่แห่งนี้อาจเป็นตัวเลือกสำหรับวันพักผ่อนดีๆ ของคุณก็ได้

ตามรอยพระบาทแรก ณ เวียงสา วิถีพอเพียง..เสียงแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/812992

แม้จะมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัดแต่เมื่อ เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย สำนักงานแพร่ ซึ่งรับผิดชอบดูแลการท่องเที่ยวในสองจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง คือ แพร่ และน่าน เอ่ยปากชวนไปร่วมรำลึก “รอยพระบาท แรกบนแผ่นดินน่าน” ที่อำเภอเวียงสา มีหรือที่ควรจะปฏิเสธ….

เวียงสา เป็นอำเภอเล็กๆในจังหวัดน่าน แต่มีความหมายยิ่งใหญ่ เมื่ออำเภอเล็กๆแห่งนี้ คือ ที่ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ทรงประทับรอยพระบาทแรกบนแผ่นดินน่าน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อปีพุทธศักราช 2501

เราไปถึงเวียงสาในช่วงสายๆของวันเริ่มต้นฤดูหนาวที่ทั้งหมอกก็พากันพาเหรดลงมาอย่างหนาจัด อากาศก็เริ่มเย็นน้อยๆ พอให้ได้สัมผัสไอหนาว จุดหมายแรกวันนี้ คือ สำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา อาคารไม้หลังประวัติศาสตร์ ที่คนเวียงสารุ่นปู่ ย่า ตา ยาย และ รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ยังคงมีภาพแห่งความทรงจำของวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2501…ประทับในความรู้สึกไม่รู้ลืม

โดยเฉพาะภาพของพระมหากษัตริย์ และ สมเด็จพระราชินี ที่ประทับบนหน้ามุขของที่ว่าการอำเภอสา ซึ่งเป็นชื่อของอำเภอในเวลานั้น พร้อมกับโบกพระหัตถ์ทักทายราษฎรซึ่งมาเฝ้ารอรับเสด็จ ด้วยพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

และด้วยความทรงจำอันยิ่งใหญ่นี้เอง ที่ทำให้เทศบาลตำบลเวียงสา ดำเนินการฟื้นฟูอาคารไม้ที่เคยเป็นที่ว่าการอำเภอแห่งนี้ไว้เป็นอนุสรณ์ในชีวิตของชาวเวียงสา เมื่อปี 2552 โดยปรับปรุง

จำลองอาคารไม้ให้เหมือนครั้งอดีตที่ทั้งสองพระองค์เคยเสด็จมา โดยเฉพาะป้ายที่ว่าการอำเภอ ที่ยังคงใช้ว่า “ที่ว่าการอำเภอสา” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของอำเภอเวียงสาในปัจจุบันบนชั้นสองของอาคาร จัดเป็นห้องนิทรรศการอนุสรณ์รอยพระบาทแรกแห่งแผ่นดินน่าน โดยภายในห้องโถงด้านหน้า มีการจัดแสดงภาพถ่ายบันทึกการเสด็จ พระราชดำเนินในเวลานั้นไว้หลายภาพ แต่ที่ถือว่าเป็นของสำคัญ เห็นจะเป็น พระเก้าอี้ หรือเก้าอี้ม้านั่งที่ประทับ ซึ่งเป็นเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายครุฑที่พนักพิงของเก้าอี้ ว่ากันว่า พระเก้าอี้ นี้ ได้สูญหายไปนานกว่า 10 ปี เมื่อมีการปรับปรุงอาคารที่ว่าการอำเภอ จึงได้มีการติดตาม ค้นหา จนพบและนำกลับมาไว้ยังอาคารไม้แห่งนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับชาวเวียงสาสืบไป

นอกจากห้องที่ประทับแล้ว บนชั้นสอง ยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณของชาวเวียงสา ที่ล้วนแล้ว แต่แสดงถึงความเป็นอยู่อย่างพอเพียงตามวิถีแห่งตน

ที่สะดุดตาอีกอย่างเห็น จะเป็น หัวเรือไม้แกะสลัก ซึ่ง ผอ.ททท. สำนักงานแพร่ ให้ข้อมูลว่า การแข่งเรือ ของจังหวัดน่านมีความพิเศษกว่าที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการมีจำนวนเรือแข่งมากที่สุด เรือมีความเก่าแก่และสวยงาม โดยเฉพาะ หัวเรือ หรือที่เรียกว่า หัวโอ้ มีการแกะสลักเป็นพญานาคทุกลำ ในขณะที่เรือแข่งในที่อื่นๆจะไม่มีหัวเรือในลักษณะนี้ หัวเรือบางหัวอายุนับร้อยปี ที่สำคัญคือ หัวเรือพญานาค แต่ละลำจะมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น หัวเรือพญานาคเขี้ยวฟอง มีทั้ง เขี้ยวสิบซี่ และเขี้ยวสิบสี่ซี่ โค้งงอเหมือนปากนกแก้วก้มกินน้ำ, หัวเรือพญานาค เขี้ยวแตเป็นลักษณะเขี้ยวซี่เล็กๆเรียงติดกัน อยู่ระหว่างเขี้ยวฟอง มีความหนา บ่งบอกความใหญ่โต แข็งแรง เป็นต้น

เมื่อพูดถึง หัวเรือ แล้วก็อดไม่ได้ที่ต้องตามหา สล่า หรือนายช่างแกะหัวเรือที่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้น คือ พระครูจักรธรรมสุนทร เจ้าอาวาสวัดบุญยืน อ.เวียงสา ซึ่งอยู่ตรงข้ามเทศบาลตำบลเวียงสานี่เอง

หลวงปู่พระครูจักรธรรมสุนทร ในวัย 92 ปี แต่ยังดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง บอกว่า ทุกวันนี้สล่าแกะหัวเรือแข่งของเมืองน่านแทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว จะมีก็แค่บุตรชายของ พ่อครูประเสริฐ วงศ์สีสม อดีตสล่าหรือช่างแกะหัวเรือที่เป็นปราชญ์ท้องถิ่นของเมือง น่านและก็ตัวท่านพระครูเอง ซึ่งท่านก็เลิกการแกะสลักหัวเรือมานานแล้ว

สำหรับ วัดบุญยืน ถือเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของอำเภอเวียงสามาช้านาน พระอุโบสถและพระเจดีย์สร้างด้วยศิลปะล้านนา มีหลังคาลดหลั่นยาวไม่เท่ากัน แต่ที่ไม่เหมือนที่อื่นเห็นจะเป็นพระประธานในพระอุโบสถซึ่งเป็นปางประทับยืนสูงสง่า ภายในโบสถ์มีเสากลมใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรปูนปั้นเป็นรูปสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่ประตูโบสถ์แกะสลักเป็นนายทวารบาลองค์ใหญ่ แม้จะไม่ใช่งานวิจิตรอย่างงานศิลปะในภาคกลาง แต่ก็มีเสน่ห์แบบช่างฝีมือท้องถิ่น ที่เต็มไปด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า มานานกว่า 200 ปีเลยทีเดียว

ออกจากวัดบุญยืน ได้เวลาหาอะไรใส่ท้อง ผอ.ททท.แพร่ แนะนำ ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อพรรัตน์ ของ ยายสุพร บุญรักษา เจ้าของรางวัลครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น สาขาการดนตรี ที่นอกจากจะขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อแล้ว ในช่วงบ่าย คุณยายจะเล่นดนตรีให้คนที่มาอุดหนุนก๋วยเตี๋ยวหรือผ่านไปผ่านมาได้ฟัง ซึ่งที่อเมซิ่งมากๆ เห็นจะเป็นประโยคที่ คุณยายสุพร บอกกับพวกเราว่า เล่นดนตรีได้โดยไม่รู้จักโน้ตแม้แต่ตัวเดียว อาศัยฟังคนร้องและเล่นตามเป็นเพลง โดยยายเล่นได้ทั้งไวโอลิน แอคคอเดียน เสียดายที่เวลามีน้อย เลยไม่ได้ฟังคุณยายเล่น เพราะแกบอกว่าต้องเตรียมตุ๋นเนื้อเพื่อขายก๋วยเตี๋ยว แต่ก็ยังอุตส่าห์อวดเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ ชะตาชีวิต และ สายฝน ที่ยายบอกว่าเพิ่งหัดเล่นได้ ไม่กี่วันนี้เอง… ด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

เราออกจากเวียงสาในช่วงบ่ายๆ เพื่อเข้าสู่ตัวเมืองน่าน รู้สึกเหมือนยังไม่ได้สัมผัสเสน่ห์น่าน..เท่าใดนัก

แต่อย่างน้อย มาน่านคราวนี้…ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงอะไรไปเยอะ โดยเฉพาะการได้สัมผัสถึงวิถีแห่งความพอเพียงและเสียงของความสุข…ที่นานมาแล้ว แทบไม่เคยได้ยิน.