ชิมเมล่อนราคาหลักพัน! ลุยเดี่ยวเที่ยวโคโรฟิลด์ ฟาร์มสไตล์ญี่ปุ่นสุดคูล (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/804452

อากาศยามนี้ช่างดีต่อใจจริงๆ ยิ่งได้ออกไปท่องเที่ยวสวนผึ้ง สัมผัสท้องฟ้าใสและลมเย็นพัดผ่าน ยิ่งทำให้วันหยุดสุดสัปดาห์ครั้งนี้ฟินมากไปอีก

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา I TOUR ALONE กับฮัมมิ่งเบิร์ด มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่ CORO field สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ฟาร์มสุดคูลสไตล์ญี่ปุ่นที่โด่งดังเรื่องเมล่อนมากๆ เป็นเจ้าแรกที่ปลูกเมล่อนได้คุณภาพสูงเทียบเท่ากับเมล่อนจากประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ขอบอกก่อนว่า ฮัมมิ่งเบิร์ดแวะมาเที่ยวฟาร์มแห่งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว เมื่อครั้งแรกที่ไปเที่ยวฟาร์มแห่งนี้เพิ่งเปิดตัวใหม่ ยังมีผลผลิตและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่มากนัก แต่มาวันนี้ โคโรฟิลด์ หน้าตาเปลี่ยนไป ถ้าเปรียบเป็นหญิงสาวก็ต้องบอกว่า…โตแล้วสวยขึ้นกว่าเดิมเยอะ เพราะเขามีเมนูอาหารหลากหลายขึ้น มีเมล่อนที่ถือเป็นไฮไลต์ของฟาร์มมาให้ช็อปได้เลยไม่ต้องจองล่วงหน้า พร้อมเมนูจากเมล่อนอีกเพียบ

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าแปรรูปตัวใหม่ๆ หลายอย่าง มีกิจกรรมมากขึ้น ที่สำคัญเขาเปิดตัวเมล่อนสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดด้วยนะ ซึ่งในปีนี้เขามีการจัดงาน เทศกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ตอน งานวัดญี่ปุ่น เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 ม.ค. 2560

จะน่าสนใจแค่ไหน มีอะไรที่เพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง ตามมาทางนี้ เดี๋ยวเราจะพาไปอัพเดต

*ชมคลิป*

CORO Market โฉมใหม่ใหญ่กว่าเดิม
แต่เดิมโคโรมาร์เก็ต จะตั้งอยู่โซนเดียวกันกับ โคโรคาเฟ่ แต่วันนี้เนื่องจากมีการจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น จะแยกโซนนี้ออกมาโดยเฉพาะ ภายในร้านก็มีสินค้าพืชผักสดใหม่ รวมถึงสินค้าแปรรูปมากมาย เช่น โทมิเมล่อน มะเขือเทศฮอลแลนด์เชอร์รี่ ผักสลัดสดๆ น้ำสลัดมะเขือเทศ เส้นพาสต้าเมล่อน แยมเมล่อน สับปะรดอบแห้ง เป็นต้น

Melon Bar สาวกเมล่อนต้องชิม!
ภายในโคโรมาร์เก็ตมีสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นมาด้วย นั่นคือ Melon Bar เป็นสเตชั่นที่จำหน่ายเมล่อนพร้อมทาน และเมนูอร่อยๆ จากเมล่อน ถ้าใครอยากชิมโทมิเมล่อนสดๆ เปลือกสีทอง เนื้อที่เขียว กรอบ หอม หวาน สั่งทานได้ที่นี่เลย สนนราคา 50 บาท และยังมีเมนู Coro Melon Tower เป็นเมล่อนสดครึ่งลูกพร้อมไอศกรีมไซส์จัมโบ้ ส่วน Melon Yogurt Solfserve Ice cream เป็นไอศกรีมโยเกิร์ตเมล่อนรสชาติหวานเปรี้ยวลงตัว

นอกจากนี้ก็มี Melon Pan ขนมปังอบที่มีผิวด้านนอกกรุบกรอบด้วยเกล็ดน้ําตาล ตัดกับรสสัมผัสนุ่มละมุนของแป้งด้านใน พร้อมกับไส้ Hokkaido Milk และ Melon Custard ได้รสหวานกําลังดี

CORO Cafe กินดีชีวิตดี
ส่วนห้องอาหารโคโรคาเฟ่ ยังคงพร้อมเสิร์ฟเมนูอร่อยๆ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีเมนูให้เลือกมากขึ้น เช่น แกงกะหรี่ญี่ปุ่น เฟรนช์ฟรายส์มันม่วง เป็นต้น ส่วนเมนูไฮไลต์ที่ยังคงครองแชมป์ก็ยังเป็นเครื่องดื่ม สมูทตี้เมล่อนครีมชีส เห็นนักท่องเที่ยวสั่งมาดื่มแทบทุกคน

CORO Cottage โซนใหม่
นี่คือโซนใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในงานเทศกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตของปีนี้ โซนนี้เขาจำหน่ายเครื่องดื่มรสชาติดีมากมาย มีทั้งน้ำแร่ ซอฟต์ดริงค์ และเครื่องดื่มใหม่ล่าสุดอย่าง เมล่อนบูสเตอร์ เป็นน้ำเมล่อนคั้นสดๆ จากเมล่อนจำนวน 3-4 ลูกด้วยกัน แช่เย็นดื่มแล้วอร่อยสดชื่น นอกจากนี้ยังมีมันม่วงญี่ปุ่นเผา เสิร์ฟร้อนๆ ฟินมากไปอีก

CORO House ไปดูเมล่อนจากต้น
ที่นี่เป็นกรีนเฮาส์ที่ใช้สำหรับปลูกเมล่อนชื่อดังของฟาร์ม นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมด้านในได้ โดยเขาเปิดให้ทัวร์ในกรีนเฮาส์ 2 รอบต่อวัน ในครั้งนี้เราก็มีโอกาสเข้าไปชมด้านในกับเขาด้วย ได้พบกับผลผลิตที่เป็นไฮไลต์ของฟาร์มโคโร ฟิลด์ ในปีนี้ก็คือ Shizuoka Musk Melon เป็นเมล่อนสายพันธุ์ที่ปลูกยากที่สุดอีกสายพันธุ์หนึ่ง เปลือกมีสีเขียวลายตาข่ายนูนทั่วผล เนื้อสีส้ม รสชาติหอมหวานชื่นใจ

ที่นี่ปลูกได้ผลผลิตจำนวน 888 ลูกเท่านั้น ราคาลูกละ 2,888 บาท ซึ่งตอนนี้ได้ถูกจองล่วงหน้าหมดแล้ว โดย 1 ในจำนวน 888 ลูก มีผู้ประมูล Shizuoka Musk Melon ลูกสุดท้ายไปในราคาสูงถึง 15,000 บาท โดยเจ้าของเมล่อนได้เข้าไปตัดเมล่อนสดๆ จากต้นเองกับมือ เป็นกิจกรรมที่เอ็กซ์คลูซีฟมาก ใครพลาดชิมคราวนี้ ต้องรอปีหน้านะจ๊ะ

แต่เดี๋ยวก่อน…ยังมีเมล่อนสายพันธุ์อื่นๆ ที่อร่อยไม่แพ้กันและสามารถหาซื้อได้เลยไม่ต้องจอง นั่นคือ King of Melon เป็นสายพันธุ์ Musk Melon เช่นกัน (เมล่อนในตระกูลที่มีกลิ่นหอม) สนนราคาลูกละ 1,500 บาท พร้อมกล่องไม้สวยหรู เหมาะเป็นของขวัญสุดพิเศษสำหรับเทศกาลปีใหม่จริงๆ

ที่นี่ปลูกเมล่อนอย่างพิถีพิถันมาก เริ่มตั้งแต่การสร้างกรีนเฮาส์ขนาดใหญ่สำหรับปลูกเมล่อน ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดจากประเทศอิสราเอล ควบคุมระบบการเพาะปลูกอัจฉริยะด้วย CORO Brain พร้อมด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ในการเพาะปลูกและดูแลพืชในระบบกรีนเฮาส์มากว่า 10 ปี

ปลูกด้วยความใส่ใจ 1 ต้นต่อเมล่อนเพียง 1 ลูกเท่านั้น เปิดเพลงให้ฟัง ใช้น้ำแร่ในการเพาะปลูก จึงทำให้ได้เมล่อนคุณภาพดีเทียบเท่ากับที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้สามารถปลูกได้แล้วในเมืองไทย

เอาเป็นว่า ช่วงปลายปีบรรยากาศดีๆ แบบนี้ ลองแวะที่ฟาร์มแห่งนี้ดูสักครั้ง นอกจากได้ช็อปชิมชิลผักผลไม้สดๆ รสชาติดีแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ เหมาะกับการไปท่องเที่ยวกันแบบครอบครัวด้วย มีทั้งการตกแต่งต้นไม้กระถาง เรียนรู้การปลูกผัก การเก็บเกี่ยวพืชผักด้วยตัวเอง เป็นต้น ที่สำคัญที่นี่เขาให้เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายนะ จะบอกให้!

*ล้อมกรอบ*
พิเศษ! ตั้งแต่วันที่ 10-25 ธันวาคม 2559 สามารถซื้อ King of Melon ของฟาร์มโคโร ฟิลด์ ได้ที่ร้าน Villa Market สาขาทองหล่อ และสาขาอารีย์

 

5 สถานที่เที่ยว ‘แม่ฮ่องสอน’ ตามรอยพระบาทพ่อหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800426

เพิ่งผ่านพ้นวันที่ 5 ธ.ค. เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสไปเยือน ‘จังหวัดแม่ฮ่องสอน’ สถานที่ที่พ่อหลวงของชาวไทยเคยเสด็จพระราชดำเนิน งานนี้เราไปกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย…

บางพื้นที่มีการเดินเข้าป่า เดินขึ้นเขาบ้างคนธรรมดาอย่างเรายังเดินแล้วรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรง แต่เมื่อรู้ว่าสถานที่เหล่านี้ในหลวง ร.9 เคยเสด็จและเรากำลังเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ ความเหนื่อยที่มีก็เหมือนจะทุเลาลงไป

1.เที่ยวชมธนาคารข้าวแห่งแรกของโลก ‘บ้านป่าแป๋’

เริ่มจากสถานที่แห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชน ซึ่งสร้างความปีติยินดีให้กับชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้ พระองค์ได้พระราชทานข้าวเพื่อตั้งเป็นธนาคารข้าวที่บ้านป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นแห่งแรก

ย้อนกลับไปในช่วงระหว่าง 2499-2508 ชุมชนป่าแป๋เกิดภาวะขาดแคลนข้าวอย่างหนัก ต้องหยิบต้องยืมเงินซื้อโดยเสียดอกเบี้ยสูงมาก จนไม่มีทางจะชำระหนี้ได้หมด ธนาคารข้าวที่ตั้งขึ้นนี้คิดดอกเบี้ยต่ำขนาดชาวบ้านสามารถใช้คืนได้ในฤดู เก็บเกี่ยวครั้งต่อไป หลักเกณฑ์ของธนาคารมีอยู่ว่า ชาวบ้านต้องช่วยกันสร้างยุ้งข้าวและรวมกลุ่มกันดูแลการจ่ายออกและทวงคืน มีธนาคารข้าวหลายแห่งที่สามารถสะสมข้าวได้จนเหลือใช้จึงทูลเกล้าฯ ถวายคืนเพื่อพระราชทานธนาคารอื่นต่อไป

2.ชมนาขั้นบันได ‘โครงการหลวงแม่ลาน้อย’

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มองไปทางไหนก็รู้สึกถึงอากาศที่บริสุทธิ์ ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติที่คนเมืองอย่างเราๆ ถวิลหา ‘โครงการหลวงแม่ลาน้อย’ อยู่ที่ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นโครงการในพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในสมัยก่อนได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อลดพื้นที่การปลูกฝิ่น และการทำไร่เลื่อนลอย

ในปัจจุบันสิ่งที่คนคิดถึงเป็นอันดับแรกๆ เมื่อพูดถึงโครงการหลวงแม่ลาน้อย คือ การมาชมความสวยงามของ ‘นาข้าวขั้นบันได’ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บอกกับเราว่ามีอยู่ 2 ช่วง ที่นาขันบันไดจะสวยงามมากนั้นก็คือเดือน กรกฎาคมและเดือนสิงหาคม อีกช่วงคือตอนเก็บเดี่ยวช่วงต้นเดือนตุลาคม นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวพวกเกษตรต่างๆ ทั้งยังมีแปลงผักปลอดสารพิษ โรงเพาะกล้าให้กับชาวบ้านอยู่ภายในโครงการอีกมากมาย

3.ดื่มกาแฟที่ ‘บ้านห้วยห้อม’

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงความอร่อยของกาแฟห้วยห้อมกันมาบ้างแล้ว บอกเลยว่าเราไปเยือนกันถึงถิ่นกันมาแล้ว ความเป็นมาของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยและจุดเริ่มต้นของกาแฟห้วยห้อมเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2515 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในส่วนของกาแฟอาราบิก้านั้น มีการนำเข้ามาปลูกที่บ้านห้วยห้อมตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2515 โดยกลุ่มมิชชันนารี

นอกจากนั้นที่นี่เราจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน มีโฮมสเตย์บ้านห้วยห้อม จำนวน 5 หลัง สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 20 คน อัตราค่าที่พักคนละ 150 บาท ค่าอาหารมื้อละ 70 บาท และมีไกด์ท้องถิ่นนำเยี่ยมชมรอบๆ หมู่บ้าน ครั้งละ200 บาท ติดต่อ คุณมะลิวัลย์ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวห้วยห้อม นางมะลิวรรณ & นักรบไพร โทร. 08-9555-3900

4.’ปางตอง’ บ้านของพ่อ

ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2523 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จมาประทับแรม และมีรับสั่งเรื่องความมั่นคง และปัญหายาเสพติดเพราะทำให้เกิดปัญหา จึงรับสั่งให้สร้างศูนย์ฯขึ้นมาเพื่อให้คนเข้ามาเรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ โดยได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และราบ 21 สร้างเป็นฐานเรียนรู้ และได้นำแนวพระราชดำริไปขยายให้กับชุมชน และปรับเป็นการท่องเที่ยว โดยมีหน่วยงานจากกรมป่าไม้เข้ามาสร้างฝาย สร้างอาชีพ และได้นำพระราชดำริมาขยายพื้นที่รอบปางตอง และแม่ฮ่องสอน

ด้านกิจกรรมในศูนย์ปางตองนั้นมีหลากหลายอย่าง ได้แก่ การสร้างฝายให้เป็นตัวอย่าง เรื่องน้ำ โดยกรมชลประทาน และการทดลองเลี้ยงปลากดหลวง และปลาวสเตเจี้ยน (ทดลองมาแล้ว 10 ปี) ส่วนการพัฒนาที่ดินจะเป็นพื้นที่ลาดชัน ดังนั้นจึงมีการสนับสนุนปลูกพืชนาขั้นบันได ใช้หญ้าแฝก เพื่อปกป้องไม่ให้ดินสไล / สัตว์ป่า มีการเพาะเลี้ยงเพื่อขยายคืนให้ธรรมชาติ / ปศุสัตว์ จะส่งเสริม และปรับปรุงการเลี้ยงแกะ และการแปรรูป / กรมวิชาการ เน้นเรื่องกาแฟ ซึ่งการเกษตรแม่ฮ่องสอนเป็นป่าจำนวนมาก อีกทั้งกาแฟแม่ฮ่องสอนตอนนี้เริ่มติดตลาด (อาราบิก้า) ซึ่งการสนับสนุนต่างๆ ทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้ ส่วนศูนย์ข้าวจะสนับสนุนพันธุ์ข้าวที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ การทำไร่ข้าว และจัดหาพันธ์ุข้าวมี่ปลูกแล้วได้ปริมาณมาก สร้างให้ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจกับสภาพป่า

ด้านเยาวชน โรงเรียนร่มเกล้าปางตอง เป็นโรงเรียนพึ่งตนเอง สอนเด็กตามแนวชายแดน และเด็กที่ยากจน เพื่อสร้างจิตสำนึกในการรักษาธรรมชาติ และนำไปพัฒนาชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้คนในชุมชนมีอาชีพที่ยั่งยืนและมั่นคงและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ

5. ‘ปางอุ๋ง’ สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย

ปางอุ๋ง หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านรวมไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันตราย อยู่ติดแนวชายแดนพม่า มีการขนส่ง ปลูกพืชเสพติด รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า พระองค์จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพให้กับราษฎรให้ดีขี้น

สมัยก่อนปางอุ๋ง เป็นอ่างเก็บน้ำสภาพเดิมคือ พื้นที่ป่าเขาหัวโล้น และเมื่อมีการสร้างป่าของกรมป่าไม้ มีการสร้างฝาย และการปล่อยน้ำให้กับชุมชนเพื่อทำการเกษตร นำไปสู่การฟื้นป่าและการทำการเกษตรที่เป็นระบบมากขึ้น จากเดิมที่มีการแผ้วถางทางป่า ปางอุ๋งเป็นหมู่บ้านจัดตั้งทางราบ 21 เป็นหมู่บ้านตัวอย่างในเรื่องของการเกษตร และได้ปรับเป็นการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

ใครได้มาเยือนปางอุ๋งแล้ว เรามั่นใจว่าคุณจะต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน กับความสวยงามของธรรมชาติที่ได้พบเจอ โรแมนติกแบบสุดๆ ในตอนเช้าตรู่ ยิ่งในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ด้วยแล้ว ได้การนั่งแพชมทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรอบ อากาศดีจนเราอยากจะหยุดเวลาไว้เหลือเกิน ซึ่งที่นี่สวยงามจนได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยเลยก็ว่าได้

 

เว้-ฮอยอัน ความจริงของอดีตที่ทั้งขมขื่นและน่าหัวเราะไปพร้อมๆ กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 4 ธ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/797241

หลังจากได้รับคำเชิญให้ไปสัมผัสความสบายที่โรงแรมบันยันทรี ลางโก ที่ดานังแล้ว นอกเหนือจากกินๆ นอนๆ อยู่ในโรงแรม ทริปนี้ผมยังได้ไปเที่ยวเมืองที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจอย่างเว้และฮอยอัน

โชคดีของดานังคือเป็นเมืองที่อยู่ตรงกลางระหว่างเว้กับฮอยอัน ทำให้การเดินทางไปเที่ยวสองเมืองดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางจากดานังสู่เว้ หรือจากดานังสู่ฮอยอันเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเศษๆ หากแต่เราอาจถึงที่หมายได้เร็วกว่านี้ ถ้าไม่ติดกฎหมายของเวียดนามที่ห้ามขับรถเร็วกว่า 60 กม./ชม.

บอกก่อนเลยว่าผมมาเวียดนามครั้งนี้เป็นครั้งแรก อาจไม่ได้ไปกรุงฮานอย เมืองหลวงที่มีอายุเก่าแก่นับพันปี หรือเมืองค้าขายอย่างโฮจิมินห์ซิตี้ ที่หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมืองหลวงของเวียดนาม แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ผมเข้าใจประเทศเวียดนาม คนเวียดนาม และวัฒนธรรมของเวียดนามอย่างล้ำลึกอยู่บ้าง

เอาเฉพาะดานังเท่าที่ผมกวาดสายตาดูเมืองชายทะเลแห่งนี้ กำลังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว สร้างความเจริญ เห็นได้จากเครือโรงแรมระดับโลกต่างทยอยเข้ามาจับจองพื้นที่ติดทะเลเพื่อสร้างที่พักระดับห้าดาว ไม่นับโรงแรมเดิมที่มีอยู่ก่อนหน้า อีกสิ่งที่น่าสนใจคือความเป็นระเบียบเรียบร้อยบริเวณชายหาด ไม่มีหาบเร่แผงลอยอย่างในบ้านเรา

เวียดนามเป็นประเทศที่ผ่านอะไรมาเยอะ ผ่านการต่อสู้เพื่อเอกราชจากจีนนับพันปี ผ่านการต่อสู้ระหว่างราชวงศ์ต่างๆ ที่ปกครองเมืองในเวียดนาม จนกลายเป็นการแบ่งแยกเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ผ่านการต่อสู้ในสงครามอินโดจีนเมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้ให้กับเวียดมินห์ในศึกเดียนเบียนฟู ผ่านการต่อสู้ในสงครามเวียดนามเมื่อสหรัฐฯ พ่ายแพ้ในศึกสงครามใต้ดินจากการโจมตีของเวียดกง

ฮอยอัน

จากโรงแรมเรานั่งมินิบัสไปฮอยอัน คราวนี้ผมไม่ได้มาคนเดียว แต่มีไกด์หนุ่มนามว่า ‘หวง’ มาด้วย เขาเป็นไกด์ของโรงแรม หวงพูดภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็เข้าขั้นแฟนพันธุ์แท้ เขาดูแลเราอย่างดีทั้งน้ำเย็นผ้าเย็นมิได้ขาด พร้อมบอกเราตลอดการเดินทางว่าถึงตรงไหนแล้ว อีกกี่นาทีจะถึงจุดหมาย หรือคุณอยากรู้อะไรเกี่ยวกับเวียดนามถามเขาได้ เขามีคำตอบให้เสมอ

แต่ก่อนที่จะไปถึงฮอยอัน เขาพาไปไหว้สักการะเจ้าแม่กวนอิมที่วัดลิงอึ๊งบ๊ายบุต หรือวัดเจ้าแม่กวนอิม ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน โดยองค์เจ้าแม่กวนอิมมีความสูงถึง 67 เมตร หันหน้าออกสู่ทะเล ส่วนสาเหตุที่ต้องสร้างเจ้าแม่กวนอิม หวงบอกว่าเป็นความเชื่อของคนที่นี่ เขาเชื่อว่าเจ้าแม่กวนอิมจะคอยปกปักรักษาให้ดานังรอดพ้นจากภัยพิบัติทางทะเล พอออกจากวัดเจ้าแม่กวนอิม เรานั่งรถไปอีกหนึ่งชั่วโมงก็ถึงฮอยอัน มันยังเป็นช่วงบ่ายๆ ที่แดดจ้า ฮอยอันเวลานี้ดูไม่มีเสน่ห์มากนัก มีนักท่องเที่ยวบ้างประปราย แต่ร้านรวงโดยมากก็ปิดอยู่

“ตอนนี้คนน้อย ต้องรอช่วงเย็นๆ จะครึกครื้นกว่านี้” หวงบอกราวกับรู้ใจผม

หลังจากเราซื้อตั๋วเข้าชมเสร็จแล้ว เขาก็พาเราเดินเข้าไปข้างใน ก่อนจะหยุดตรงที่หนึ่ง ซึ่งเบื้องหน้าเป็นสะพานข้ามคลองเล็กๆ ก่อนที่เขาจะเริ่มเล่าประวัติศาสตร์ของฮอยอันว่าเดิมเคยเป็นศูนย์กลางการค้าขายในคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 และเป็นเมืองท่าสำคัญของปากแม่น้ำทูโบน ทำให้มีชาวต่างชาติเดินเรือเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ส่งผลให้สถาปัตยกรรมในฮอยอันมีความหลากหลาย ก่อนจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโกในปีค.ศ. 1999

“คุณเห็นสะพานญี่ปุ่นนั่นไหม มันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ถ้าคุณมาฮอยอันแล้วไม่ได้เห็นสะพานนี้ก็เหมือนมาไม่ถึง” หวงชี้ไปที่สะพานตรงหน้าผม โดยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เมื่อเขาอธิบายความเป็นมาของฮอยอันเสร็จแล้ว เขาก็พาเดินแนะนำสถานที่ต่างๆ ในเมืองฮอยอันสักพัก ก่อนที่จะปล่อยให้ผมใช้เวลาเดินเองได้ตามสบายใจ แล้วค่อยกลับมาเจอกันตอนช่วงเย็นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมือง ซึ่งเขาได้จองไว้เรียบร้อยแล้ว

ฮอยอันมีความคล้ายหลวงพระบางในความรู้สึกผม หากแต่ฮอยอันดูจะมีสีสันมากกว่า มีร้านกาแฟชิคๆ ไปจนถึงร้านกาแฟโบราณ ร้านชา ร้านขายของที่ระลึก เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ตลอดสองข้างทาง มีตลาดสดที่ขายของพื้นเมืองที่น่าสนใจ และหากคุณอยากได้กาแฟเวียดนามในราคาย่อมเยาก็หาซื้อได้ที่ตลาดแห่งนี้เช่นกัน

ช่วงเย็นๆ การมาเดินริมแม่น้ำทูโบน ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ตัดผ่านฮอยอัน ช่างเป็นเรื่องที่ดีงามประมาณหนึ่ง เราจะได้เห็นความคึกคักของเมืองนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นจะทยอยมาเดินเล่นริมแม่น้ำ ร้านอาหารหลายร้านเริ่มมีผู้คนมาจับจองโต๊ะที่นั่ง ยิ่งดึกยิ่งครึกครื้น ทั้งรถทัวร์ รถตู้ และรถมอเตอร์ไซค์ ต่างพากันขับเข้ามาจอดอย่างไม่ขาดสาย ส่วนผมที่ใช้พลังขาเดินเที่ยวฮอยอันตั้งแต่บ่ายจนถึงเย็นก็เริ่มหิวเสียแล้ว เราจบลงด้วยร้านอาหารที่หวงจองเอาไว้ ก่อนที่จะกลับโรงแรมโดยทิ้งความวุ่นวายของฮอยอันไว้ข้างหลัง

เว้

ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเว้มากนัก รู้แต่ว่าเป็นเมืองสำคัญที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจของเวียดนาม แต่ก่อนที่จะไปถึงตัวเมืองเว้ หวงพาเราไปสุสานจักรพรรดิไคดิงห์ สุสานของกษัตริย์องค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์เหงียน โดยใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 11 ปี (ช่วงระหว่างปี 1920-1931) ความน่าสนใจของที่นี่หนึ่งคือความอลังการของสุสานที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ชนิดที่ต้องเดินขึ้นบันไดนับร้อยขั้น สองคือความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลสไตล์ ส่วนภายในเป็นความงดงามแบบเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องหลากสี ภาพวาด เป็นต้น สามคือความมั่นคงแข็งแรงจากคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี

หลังจากเราเดินชมสุสานจักรพรรดิไคดิงห์อยู่สักพัก ก็ถึงเวลาที่เราจะเดินทางต่อเข้าตัวเมืองเว้ ไม่นานนักเรามาหยุดอยู่ตรงหน้าพระราชวังเว้ ตามข้อมูลเว้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของเวียดนามภายใต้ราชวงศ์เหงียน และที่นี่เองก็เป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งราชวงศ์เหงียนทั้ง 13 พระองค์เช่นกัน

พระราชวังเว้มีความคล้ายคลึงกับพระราชวังในเมืองจีน หากแต่ถูกย่อส่วนลงมา มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีกำแพงหลายชั้นล้อมรอบ มีพระตำหนักชั้นในชั้นนอกตามลำดับชั้นความสำคัญ

หวงพาผมเดินมายังสถานที่หนึ่ง ซึ่งรวบรวมแผ่นป้ายดวงพระวิญญาณของกษัตริย์แห่งราชวงศ์เหงียนทั้งหมด เขาให้ผมหยุดอยู่ตรงแผนผังที่อธิบายการสืบราชบัลลังก์ของราชวงศ์เหงียน จากนั้นเขาก็เริ่มเราประวัติศาสตร์ความเป็นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำให้เรารู้ว่านี่คือเรื่องราวการสิ้นสุดการปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์ของเวียดนาม

หวงบ่นกับผมว่าน่าเสียดายที่พระตำหนักข้างในหลายๆ องค์ ถูกทำลายลงอย่างไม่เหลือซากจากทั้งสงครามอินโดจีนและสงครามเวียดนาม ทำให้เราได้แต่จินตนาการไปว่าตรงที่รกร้างว่างเปล่านั้นมันคืออะไร

ระหว่างเดินกลับมาขึ้นรถ ผมถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับสงครามและการสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์ในเวียดนาม

“ความจริงก็คือความจริง” เขาตอบสั้นๆ พลางยักไหล่ให้ผม

เวียดนามในวันนี้อาจเจริญก้าวหน้าไปมาก หากแต่ประวัติศาสตร์ของประเทศชาติในอดีตกลับถูกเล่าออกมาอย่างไม่รู้เบื่อผ่านคนหนุ่มอย่างหวง แม้ความจริงนั้นจะน่าเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

8 รู้ก่อนไป ‘สยาม เซอร์เพนทาเรียม’ พิพิธภัณฑ์งูครบวงจรแห่งเดียวในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/798201

อยู่ในช่วงเดือนแห่งเทศกาลวันหยุดแบบนี้ หลายคนยังไม่รู้จะไปไหนดี ไทยรัฐออนไลน์ ขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ไม่เหมือนใครกับพิพิธภัณฑ์งูครบวงจร Siam Serpentarium หลายคนอยากรู้แล้วว่า สถานที่แห่งนี้มีความพิเศษยังไง มีอะไรอยู่บ้าง เราจะพาไปสแกนกับ 8 ข้อรู้ก่อนไป…

1. เนรมิตพิพิธภัณฑ์งูบนเนื้อที่กว่า 15 ไร่ แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย

สยามปาร์ค เรคครีเอชั่น ผู้สร้างสรรค์สถานที่ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ บนเนื้อที่กว่า 15 ไร่ เนรมิต Siam Serpentarium (สยาม เซอร์เพนทาเรียม) เป็นศูนย์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์งูรูปแบบใหม่ แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่มีความแปลกใหม่ เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย ซึ่งได้เปิดให้เข้าชมฟรีในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมากันไปแล้ว (ตอนนี้เก็บเงินค่าเข้าแล้วนะจ๊ะ)

2. ที่มาของ Siam Serpentarium ส่งเสริมให้เกิดแหล่งการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ

นายธนายุทธ ทองจินดาวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามปาร์ค เรคครีเอชั่น จำกัด บอกว่า ในปัจจุบัน ความต้องการเดินทางท่องเที่ยวทั้งภายในและระหว่างประเทศ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดแหล่งการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น จึงเป็นที่มาของ Siam Serpentarium แห่งนี้

3. ศูนย์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์งูที่ได้ทั้งความรู้และความบันเทิง

Siam Serpentarium เป็นศูนย์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์งูรูปแบบใหม่ จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จะพาไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ผ่านมุมมองชีวิตงู ซึ่งทุกคนสามารถร่วมกันศึกษาเรื่องงูๆ ไปพร้อมกับกิจกรรมหลากหลาย ที่นำเสนอทั้งความรู้และความบันเทิง กับนิทรรศการสื่อผสมเหนือจินตนาการ สู่ประสบการณ์แห่งโลกของงูเสมือนจริง สัมผัสประสบการณ์แห่งความตื่นเต้นไม่ซ้ำใครกับ 3 โซนกิจกรรม

4. สัมผัสการดำรงชีวิตของงู ‘โซนพิพิธภัณฑ์ประสบการณ์เสมือนจริง’

มหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้ ด้วยประสบการณ์ที่แปลกใหม่ มารวมอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ท่านจะได้สัมผัสการดำรงชีวิตของงู โดยการจำลองชีวิตของงูตั้งแต่การเกิด, การล่า, การเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆ ตลอดถึงการสืบพันธุ์ พร้อมทั้งสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับการนำเสนอในรูปแบบดิจิตอล ภายในป่าจำลองเสมือนจริง

5. 50 สายพันธุ์จากทั่วโลก ‘โซนสวนงู’

พื้นที่การจัดแสดงงูระดับโลกที่รวบรวมงูมากกว่า 50 สายพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นงูสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หรืองูสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ตลอดจนงูสายพันธุ์แปลกๆ เช่น งูอนาคอนด้าขนาดยักษ์, งูเห่าทอง, และงูหลามบอลหลากสี ซึ่งจะทำให้ท่านได้รับทั้งความรู้และความสนุกสนานไปพร้อมๆ กัน

6. สุดยอดการแสดง ’นาคาเธียเตอร์’

สุดยอดของการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจ ภายใต้ความสวยงามของโรงละครนาคาเธียเตอร์ที่จะทำให้คุณต้องตะลึง ในระบบแสงสีเสียง และฉากการแสดงที่ยิ่งใหญ่อลังการ ร่วมประทับใจไปกับเรื่องราวเทพนิยายโบราณ บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และงู โรงละครที่มีความสะดวกทันสมัยขนาด 400 ที่นั่งในห้องปรับอากาศ จัดแสดงละครชุดดวงใจพญานาคด้วยระบบแสงสีเสียงและฉากที่งดงาม ปิดท้ายการชมนิทรรศการได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ

7. อัตราค่าเข้าชม Siam Serpentarium

ผู้สนใจสามารถเข้าชม Siam Serpentarium ศูนย์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์งูรูปแบบใหม่ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อัตราค่าเข้าชม คนไทยราคา 350 บาท เด็กความสูงตั้งแต่ 90-135 ซม. ราคา 150 บาท ผู้ใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไปและเด็กสูงต่ำกว่า 90 ซม. ไม่เสียค่าใช้จ่าย เวลาทำการตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 17.30 น.

8. การเดินทาง 

ใช้เส้นทาง มอเตอร์เวย์ กรุงเทพ-ชลบุรี ทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้ทางออกอ่อนนุช-ลาดกระบัง เข้าสู่ถนนหลวงแพ่ง

หนาวนี้ไป ภูชี้ดาว ดูทะเลหมอกกันไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 3 ธ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/799341

หากจะเอ่ยชื่อ “ภูชี้ดาว“ จ.เชียงราย หลายท่านอาจจะยังไม่คุ้นหู เนื่องจากเพิ่งจะเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิวทะเลหมอกแห่งใหม่ได้ไม่นาน ตั้งอยู่บนพื้นที่ในความดูแลของตำบลปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย

จุดเด่นของ ภูชี้ดาวนี้ อยู่ที่ยอดสูงสุด สามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ สิ่งก่อสร้างใดๆ มาบดบัง มีแนวรั้วไม้ไผ่กันเขตแดนป้องกันอันตรายมาสร้างเป็นจุดเด่นบนยอดชมวิวแห่งนี้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังใหม่ ทุกอย่างยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ป่าเขา ต้นไม้ ทิวทัศน์ทะเลหมอก

การเดินขึ้นสู่ยอดภูชี้ดาว จะต้องใช้รถ 4×4 เท่านั้น ขับรถขึ้นไปตามถนนในหมู่บ้าน ระยะทางราว 3 กิโลเมตร จะเจอสามแยกด้านหน้าเป็นศูนย์ปฏิบัติการทหารพราน บ้านร่มโพธิ์เงิน ร้อย ทพ.3104 ฉก.ทพ.31 ให้เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายบอกทางแล้ววิ่งขึ้นสู่ถนนดิน จากตรงนี้เส้นทางบางช่วงแคบและชัน ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง เมื่อถึงจุดจอดรถด้านบน ต้องเดินเท้าต่อไปบนยอดภูชี้ดาวอีกราวๆ 200 เมตร

ด้านบนไม่มีที่พัก ร้านอาหาร ดังนั้นควรเตรียมน้ำดื่มไปให้พอกับความต้องการ ยาดม  เพราะอาจต้องใช้ตอนเดินขึ้นสู่ยอดดอย ถุงเท้ากันทาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ชื้นและยังใหม่ อาจเจอกับตัวทากได้ ดังนั้นเตรียมสเปรย์หรือถุงเท้ากันทากเดินทางไปด้วย

ภูชี้ดาว นี้อาจจะยังไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็กและคนแก่ เนื่องจากพื้นที่ทางเดินขึ้นไปต้องเดินแบบไล่ตามระดับสันเขาขึ้นไปเรื่อยๆ หากร่างกายไม่พร้อมจะเหนื่อยได้ อีกอย่างบริเวณสันเขาบนยอดภูชี้ดาว มีพื้นที่ไม่มาก สองด้านเป็นเหวลึก

บริเวณลานจอดรถด้านบนเอง ตอนนี้กำลังพัฒนาให้เป็นจุดกางเต็นท์ ถ้าหากต้องการเดินทางไปแบบกางเต็นท์ ค้างแรม ลองสอบถามข้อมูลก่อนการเดินทางจากกำนัน หรือผู้นำชุมชน บริเวณหมู่บ้านก่อนทางขึ้นภูชี้ดาวได้เลย

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยรถเก๋ง หรือรถอื่นๆ ที่ไม่มั่นใจว่าจะขึ้นไปได้หรือเปล่า สามารถติดต่อขอใช้บริการจ้างเหมารถชาวบ้านจากปากทางขึ้นไปส่งได้ ราคาแค่ 500 บาทเองครับ ถือว่าไม่แพงเลย

ช่วงนี้ทะเลหมอกกำลังสวย ใครสนใจอยากมาเที่ยวรับอากาศหนาวๆ แนะนำเลย ไม่ผิดหวังครับ

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

ปักหมุด! รวมที่เที่ยวหนาวดอกไม้สวย อากาศแบบนี้ต้องไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/796902

หน้าหนาวปลายปีแบบนี้ ขาเที่ยวหลายคนลาพักร้อนแบกเป้ขึ้นดอย ไปสัมผัสอุณหภูมิต่ำสุดของปี แต่นอกจากขึ้นดอยสูงแล้ว ยังมีที่เที่ยวอีกหลายแห่งที่สวยงาม บรรยากาศดี ที่สำคัญเหมาะกับสาวๆ เหล่านางแบบจำเป็นที่ชอบโพสท่าถ่ายรูปท่ามกลางสวนดอกไม้สวย ยิ่งได้คนรู้ใจมาเป็นช่างภาพให้ ก็ยิ่งฟินไปอีกเนอะ!

ไทยรัฐออนไลน์ อยากชวนหนุ่มสาวไปส่องสถานที่ท่องเที่ยวหน้าหนาว ที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้แสนสวย ในเมืองไทยเราก็มีอยู่หลายที่นะ แต่ไปเที่ยวช่วงหน้าหนาวนี่ฟินที่สุดแล้ว ใครที่ยังนึกไม่ออกว่าจะไปที่ไหนดี ลองมาดู 5 แหล่งท่องเที่ยวที่เอามาฝากก่อนก็ได้ รับรองว่าสวยสดใสไม่ผิดหวังแน่นอน

1. สิงห์ปาร์ค เชียงราย

เริ่มต้นที่ สิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งก็คือ ไร่บุญรอด เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยพื้นที่กว่า 8,000 ไร่ ถุกจัดสรรแบ่งสัดส่วนปลูกผัก นาข้าว และไร่พืชพรรณต่างๆ ที่ขึ้นเต็มเนินเขา จุดเด่นของที่นี่คือการเที่ยวชมธรรมชาติ และสนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ ในไร่ เช่น รถเดียวเที่ยวทั่วกับฟาร์ม ชมสัตว์สายพันธุ์แอฟริกา ปั่นจักรยานชมธรรมชาติแบบใกล้ชิด กิจกรรมซิปไลน์ชมไร่ชา เป็นต้น

ส่วนมุมถ่ายรูปสวยๆ คงหนีไม่พ้น ทุ่งดอกคอสมอสและสระหงส์ ชมทุ่งคอสมอสอันตระการตาและสวยงาม เพลิดเพลินไปกับทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ และสวนผักผลไม้ ระหว่างเส้นทาง จะได้พบกับฝูงหงส์มากกว่า 50 ตัว นอกจากนี้ยังมี ทุ่งปอเทืองและต้นไม้รูปหัวใจ อีกด้วย

2. งานอุทยานหลวงราชพฤกษ์

ถัดมาที่ จ.เชียงใหม่ ใครที่ชอบไปเที่ยวชมทุ่งดอกไม้สวยหน้าหนาว คงคิดถึง “งานอุทยานหลวงราชพฤกษ์” มาเป็นอันดับหนึ่งในใจ เพราะที่นี่มีการออกแบบจัดสวนที่สวยงามอลังการมาก ไปกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อ โดยสำหรับปีนี้มีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2559 – 28 กุมภาพันธ์ 2560 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

ที่นี่คุณจะได้ชมความสวยงามของไม้ดอกเมืองหนาวนานาพรรณจากมูลนิธิโครงการหลวง, นิทรรศการและกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, เส้นทางสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์, กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี, ตลาดสินค้าเกษตร พร้อมชมแสง สี ยามค่ำคืนของหอคำหลวง ฯลฯ

เปิดให้เข้าชมจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 08.00-18.00 น. ส่วนวันศุกร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 08.00-19.00 น.

3. ทุ่งต้นคริสต์มาส ภูเรือ 

จากภาคเหนือแวะมาต่อกันที่ภาคอีสาน หลายคนคงนึกถึง จ.เลย แหล่งท่องเที่ยวหน้าหนาวที่บรรยากาศดี อากาศเย็นจับใจ ที่สำคัญมีทุ่งดอกไม้งามให้ได้แชะภาพสวยๆ มาอวดเพื่อนด้วยนะ

เรากำลังพูดถึง อุทยานแห่งชาติภูเรือ จ.เลย โดยที่นี่มีการจัดงาน เทศกาลต้นคริสต์มาส ขึ้นมาทุกปี สำหรับปีนี้มีกำหนดจัดงานวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559-31 มกราคม 2560 ณ บริเวณลานคริสต์มาส ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติภูเรือ ต้นคริสต์มาสทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงภายในงาน มีมากกว่า 30,000 ต้นเลยทีเดียว ใบสีแดงเขียวสวยละลานตา

อีกทั้งสามารถเลือกชมเลือกซื้องานศิลปะจากปูนปั้น เที่ยวชิมชิลๆ ที่ถนนอาหาร มีการแสดงดนตรีและศิลปะจากศิลปินอิสระ นอกจากนี้ ยังมี ‘ทุ่งดอกดาวเรือง’ อวดโฉมสีเหลืองกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาภายในพื้นที่กว่า 20 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณริมทางหลวงหมายเลข 203 เลย-หล่มสัก เลยเทอโมมิเตอร์ยักษ์มาประมาณ 2 กิโลเมตร

4. ทุ่งดอกคอสมอส จิมทอมป์สันฟาร์ม

ขยับมาใกล้ๆ กรุงเทพฯ อีกนิด เราแนะนำให้ไปเที่ยวและแวะถ่ายภาพสวยๆ กันที่ ทุ่งดอกคอสมอส จิมทอมป์สันฟาร์ม อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา บอกเลยว่าน่าชวนเพื่อนมาถ่ายภาพสวยๆ ท่ามกลางทุ่งดอกคอสมอสจริงๆ

ที่นี่มีทุ่งคอสมอสสีชมพูละลานตาบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ สามารถเดินชมแชะรูปถ่ายกันได้อย่างเพลิดเพลิน พิเศษไปอีกเพราะในปีนี้คุณยังจะชมเทศกาลผ้าขาวม้าพันตา เงาผ้าขาวม้า และผ้าขาวม้านำทางเข้าสู่ฟาร์ม ได้บรรยากาศของชนบทไทยสุดๆ

นอจากทุ่งดอกคอสมอสแล้ว ยังมีทุ่งดอกไม้หลากสีที่บานสะพรั่งอีกมากมายหลายชนิด ได้แก่ สวนกุหลาบกว่า 5,000 ต้น, ทุ่งทานตะวัน, ทุ่งดาวกระจาย และ ทุ่งตารางดอกไม้อันสวยงาม พร้อมทิวทัศน์ภูเขาพญาปราบและอ่างเก็บน้ำลำสำลาย

5. ทุ่งดอกทานตะวัน ลพบุรี

มาปิดท้ายกันที่ ทุ่งดอกทานตะวัน จ.ลพบุรี จากแรกเริ่มเป็นเพียงฟาร์มปลูกทานตะวันเพื่อเก็บเมล็ดขาย แต่ต่อมากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์กของลพบุรีไปแล้ว

บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ปลูกดอกทานตะวันมากที่สุดในประเทศไทย มีทุ่งทานตะวันให้ชมมากถึง 9 อำเภอ คือ อำเภอเมือง ชัยบาดาล บ้านหมี่ ลำสนธิ โคกสำโรง ท่าหลวง หนองม่วง โคกเจริญ และพัฒนานิคม รวมทั้งสิ้นกว่า 300,000 ไร่ โดยแต่ละพื้นที่จะสลับสับเปลี่ยนเวลาบานของดอกทานตะวันไปตลอดฤดูกาลนี้ บานช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี

ส่วนจุดที่น่าไปชมมากที่สุด ได้แก่ ทุ่งทานตะวันอ่างเก็บน้ำซับเหล็ก, ทุ่งทานตะวันวัดป่าสุวรรณหงษ์ (เขาจีนแล2) อยู่เลยอ่างเก็บน้ำซับเหล็ก และ ทุ่งทานตะวันไร่คุณปู่ อ.พัฒนานิคม แนะนำว่าควรเดินทางไปที่ทุ่งทานตะวันแต่เช้า จะได้ภาพแสงสวยๆ และอากาศไม่ร้อนเกินไปด้วย

 

โปรดีรับต้นเดือน! 9+1 สิ่งน่าไปชมชิลช็อป วันหยุดนี้ถือกระเป๋าพร้อมลุย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/799131

ใกล้ปีใหม่เข้ามาทุกที เผลอแป๊บเดียวก็เริ่มต้นเดือนสุดท้ายของปี 2559 แล้ว มนุษย์เงินเดือนอย่างเราเตรียมเฮ พร้อมหาของขวัญไปมอบให้คนที่คุณรัก และเราก็ไม่พลาดที่จะสรรหากิจกรรมดีๆ และสินค้าโปรโมชั่นมาฝากคุณเหมือนเช่นเคย

ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้จะชวนไปเล่นสวนน้ำราคาโปรโมชั่นส่งท้ายสิ้นปี และยังมีสินค้าอีกหลายอย่างที่ขนโปรโมชั่นมาต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ส่วนจะมีอะไรบ้าง ต้องตามมาดูทางนี้

1. สวนน้ำวานา นาวา ซื้อ 1 ฟรี 1

วันนี้ – 31 ธ.ค. 2559 ชวนมาเล่นน้ำสนุกสุดฟินกับมอบโปรโมชั่น “บัตรสวนน้ำสุดคุ้ม 1 ฟรี 1” ณ สวนน้ำวานา นาวา หัวหิน เฉลิมฉลองครบรอบ 2 ปี ของการเป็นที่สุดสวนน้ำระดับโลก เพียงซื้อบัตรสวนน้ำ 1 ใบ ทุกประเภท แถมฟรี 1 ใบ โปรโมชั่นนี้สำหรับคนไทยเท่านั้น โดยแสดงบัตรประชาชนที่จุดจำหน่ายบัตร และไม่สามารถใช้ร่วมกับการซื้อบัตรทางออนไลน์

โปรโมชั่นนี้สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรสวนน้ำสำหรับเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ 1 ใบ และรับฟรีบัตรสวนน้ำประเภทเดียวกันอีก 1 ใบ (บัตรสำหรับผู้ใหญ่ปกติราคา 1,000 บาท และบัตรสำหรับเด็กสูง 91-122 ซม. ราคา 600 บาท) สามารถเข้ามาซื้อบัตรได้ทุกวันไม่มีวันหยุด

2. สินค้าไทยราคาประหยัด

วันนี้ ชวนคนไทยไปช็อปสินค้าไทยในงาน “สินค้าไทยราคาประหยัดเพื่อคนที่คุณรัก” ณ บริเวณห้องแสดงนิทรรศการ ชั้น 1 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 ราชเทวี กรุงเทพฯ ภายในงานพบกับขบวนสินค้าราคาเบาๆ มากมายกว่า 70 ร้านค้า เช่น สินค้าแฟชั่น เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน อาหาร สินค้าแปรรูปต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายข้าวสารราคาถูกจากชาวนาโดยตรงอีกด้วย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2202-4579

3. Breaker J LIMITED EDITION

วันนี้ ชวนคนไทยมารวมพลังรักษ์ป่ากับแคมเปญพิเศษ “ตามรอยเท้าพ่อ” โดยแบรนด์รองเท้าแบรกเกอร์ผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษ Breaker J โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 500 คู่  จำหน่ายในราคา 500 บาท รายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้กับโครงการอนุรักษ์ป่าไม้ในพระราชดำริ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทย

รองเท้ารุ่นนี้ เป็นรองเท้าที่ออกแบบมาพิเศษในสไตล์รองเท้าผ้าใบลำลอง มีจุดเด่นที่ลายปักรูปต้นกล้า และผลิตจากผ้าเวสปอยท์ ลาย 2 มีตาผ้าที่ละเอียด ให้สัมผัสนุ่มนวล ใส่สบาย ด้วยรูปทรงรองเท้าที่กระชับได้รูปกับขนาดเท้า จึงสามารถสวมใส่ลุยไปได้ทุกที่ และยังระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น ส่วนพื้นรองเท้าด้านใน ใช้วัตถุดิบที่เรียกว่า Latexspong ที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่น รองรับน้ำหนักและแรงกดได้ดี ช่วยลดอาการปวดเมื่อยหรือปวดในขณะที่ยืนหรือเดินนานๆ และที่สำคัญคือ ทนทานต่อการใช้งานระยะยาว สามารถสั่งซื้อได้ที่ Breakerclub FB Fanpage

4. Artistry Exact Fit Cushion

วันนี้ ชวนสาวๆ มาช็อปคุชชั่นเพื่อผิวหน้าลุคโกลว์สวยใส “Artistry Exact Fit Cushion Foundation SPF50+/PA+++” โดยสั่งซื้อได้จากนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ พบกับคุชชั่นนวัตกรรมใหม่ สู้แสง Blue Light ในยุคดิจิตอล เนื้อคุชชั่นมีคุณสมบัติช่วยปกปิดริ้วรอยได้อย่างบางเบา ช่วยอำพรางรูขุมขนและริ้วรอย ให้สีผิวเนียนสม่ำเสมอ ผิวโกลว์สวย ติดผิวทั้งวันแม้สภาพอากาศร้อนชื้น

ด้วยสุดยอดเทคโนโลยีความงาม ‘Perf3ct Technology’ และ ‘Amino Acid Coating Powder’ และช่วยบำรุงผิวให้กระจ่างใส ไม่หมอง ทาซ้ำระหว่างวันได้ตามต้องการ โดยไม่ทำให้ผิวเป็นคราบ มีให้เลือก 2 เฉดสี คือ สีไลท์ (เบอร์ 23) และสีไลท์ มีเดียม (เบอร์ 25) ราคาสมาชิก 1,680 บาท ราคาขายปลีก 2,100 บาท น้ำหนักสุทธิ 24 กรัม สอบถามเพิ่มเติม Call Center 0-2725-8000

5. ทรูแมช คุชชั่น ซิลค์กี้ ฟาวน์เดชั่น

วันนี้ ชวนสาวๆ มาช็อปปิ้งคุชชั่นเนื้อดี “ลอรีอัล ทรูแมช คุชชั่น ซิลค์กี้ ฟาวน์เดชั่น เอสพีเอฟ 33 พีเอ+++” ณ เคาน์เตอร์ลอรีอัล ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ พบกับรองพื้นในรูปแบบคุชชั่น ด้วย The Designer Fresh Matte Technology 3 เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากลอรีอัล ปารีส

ผสานด้วยเอสเซนส์เนื้อน้ำ จึงทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่บางเบา ผสมแป้งเนื้อแมทท์อณูเล็กละเอียด เพื่อการปกปิดได้สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ และยังให้เนื้อสัมผัสรู้สึกเย็นสดชื่น  นวัตกรรมฟองน้ำคุชชั่นเนื้อน้ำที่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นได้เป็นพิเศษ ช็อปได้แล้ววันนี้ ด้วยราคาเพียง 599 บาท มี 3 เฉดสี ได้แก่ G1 G3 และ N1

6. เนสกาแฟ เบลนด์แอนด์บรู สูตรน้ำตาลน้อย

วันนี้ ชวนมาชิมกาแฟซองสูตรใหม่ “เนสกาแฟ เบลนด์แอนด์บรู สูตรน้ำตาลน้อย” ณ ร้านค้าทั่วไป พบกับกาแฟปรุงสำเร็จทางเลือกใหม่ของคนรักกาแฟที่มีน้ำตาลน้อยลง 25% แต่ยังคงรสชาติอร่อย กลมกล่อมลงตัวด้วยการผสมกาแฟคั่วบดละเอียดพร้อมเทคโนโลยีการกักเก็บกลิ่นหอม ให้รสชาติของกาแฟคั่วบดแท้ๆ มีทั้งหมด 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 27 ซอง ราคา 102 บาท และขนาด 4 ซอง ราคา 20 บาท

7. แกรนด์ ชาชูเมน Ep.2

วันนี้ – 28 ก.พ. 2560 ชวนคนรักราเมนมาชิมเมนูพิเศษ “เทศกาลแกรนด์ ชาชูเมน Ep.2” ณ ร้านชาบูตงราเมน 16 สาขาทั่วประเทศ พบกับหลากหลายเมนูต้อนรับต้นปี พร้อมราคาโปรโมชั่น ได้แก่

– แกรนด์ ทงคัตสึ ชาชูเมน (ขนาดเล็ก) ราคา 199 บาท (จากราคาปกติ 246 บาท)
– แกรนด์ ทงคัตสึ ชาชูเมน (ขนาดปกติ) ราคา 219 บาท (จากราคาปกติ 306 บาท)
– แกรนด์ มิโซะ ชาชูเมน (ขนาดเล็ก) ราคา 219 บาท (จากราคาปกติ 266 บาท)
– แกรนด์ มิโซะ ชาชูเมน (ขนาดปกติ) ราคา 269 บาท (จากราคาปกติ 339 บาท)
Special Bonus! ทุกชามที่สั่งมีสิทธิ์แลกซื้อ โดยเพิ่มเงิน 99.- ได้รับเมนูทานเล่น Agemono ใดๆ ก็ได้ 1 ชนิด และเครื่องดื่มรีฟิล 1 แก้ว

– ราเมนแห้งคลุกซอสพร้อมกุ้งซูชิ ราคา 189 บาท
– ราเมนแห้งคลุกซอสพร้อมปลาแซลมอนรมควัน ราคา 189 บาท
พิเศษ เพียงเพิ่มเงิน 39 บาท รับซุปเกี๊ยวซ่า (3 ชิ้น) 1 ที่ และเครื่องดื่ม (ไม่รีฟิล) 1 แก้ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2663-3888

8. บริจาคเลือดช่วยกาชาด

วันที่ 5 ธ.ค. 2559 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศ ร่วมทำความดี “บริจาคโลหิต” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดเดือนธันวาคม 2559 และกิจกรรมบริจาคโลหิตเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. และการรับลงทะเบียนอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ อวัยวะ ดวงตา และจัดเลี้ยงอาหารผู้ร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์

9. ไนกี้ ดาร์ก ไลท์นิ่ง

วันนี้ ชวนนักกีฬาฟุตบอลมาเลือกรองเท้าบอลรุ่นใหม่ “ไนกี้ ดาร์ก ไลท์นิ่ง” ณ ร้านอาริฟุตบอล คอนเซปต์สโตร์ทุกสาขา พบกับรองเท้าฟุตบอลคอลเลกชั่น “ดาร์ก ไลท์นิ่งแพ็ก” (DARK LIGHTNING PACK) มาพร้อมกับหน้าผ้าสีดำล้วน ตัดด้วยสวูชสีขาว และปิดท้ายด้วยการเติมสีสันเพื่อโชว์ความโดดเด่นและเป็นที่สะดุดตา

คอลเลกชั่นนี้ประกอบไปด้วยรองเท้าฟุตบอล รุ่นเมอร์คิวเรียล มาจิสต้า ไฮเปอร์เวนอม และเทียมโป้ โดยในประเทศไทยจะวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นเมอร์คิวเรียล ในราคา 10,000 บาท รุ่นมาจิสต้า ในราคา 10,000 บาท รุ่นไฮเปอร์เวนอม ในราคา 9,300 บาท และรุ่นเทียมโป้ ในราคา 7,300 บาท.

10. เลือกที่นั่งปั๊บ ลุ้นรับบินฟรีเกาหลี

วันนี้ – 14 มี.ค. 2560 เอเชียจัดแคมเปญ “เลือกที่นั่งปั๊บ ลุ้นรับบินฟรีเกาหลี” แจกตั๋วเครื่องบินเส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โซล ฟรี! สำหรับผู้โดยสารแอร์เอเชียที่ทำการเลือกที่นั่ง ในราคาเริ่มต้นเพียง 70 บาท (1 ที่นั่ง ต่อ 1 สิทธิ์) สามารถลุ้นบินฟรีสู่กรุงโซล 2 ที่นั่ง พร้อมที่นั่ง Hot Seat แจกรางวัลทุกเดือน ผู้โดยสารสามารถร่วมลุ้นบินฟรี เพียงทำการเลือกที่นั่ง โดยเข้าเมนู “Manage My Booking” ผ่านเว็บไซต์ http://www.airasia.com Web Check-in หรือ Call Center โทร. 0-2515-9999

และยังสามารถส่ง SMS พิมพ์ข้อความ “SEAT เว้นวรรค หมายเลขการจอง 6 หลัก เว้นวรรค ชื่อ-นามสกุล (ภาษาอังกฤษ)” มาที่หมายเลข 4541401 (ค่าบริการ 3 บาท/ครั้ง) โดยจำกัด 1 ที่นั่ง ต่อ 1 สิทธิ์ในการจับรางวัล สำหรับของรางวัล ได้แก่ ตั๋วเครื่องบินสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ไป-กลับ เส้นทางบิน กรุงเทพฯ–โซล จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง พร้อมที่นั่ง Hot Seat รวมมูลค่า 82,800 บาท เดือนละ 1 รางวัล ติดตามประกาศรายชื่อผู้โชคดี และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.airasia.com

 

คนธรรมดายันดาราก็ชอบ รวม 5 ร้านดังเชียงใหม่น่าอุ้มกันไปชิลกับผองเพื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/795991

กระแสดังครึกโครมชั่วข้ามคืนจริงๆ สำหรับข่าวการ์ดร้านดังแห่งหนึ่ง ย่านห้วยแก้ว จ.เชียงใหม่ ลงไม้ลงมือกับลูกชายนายพล ได้รับบาดเจ็บหลายแห่งจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล งานนี้กลุ่มดารารวมถึง อุ้ม ลักขณา ก็ออกมาโต้แล้วนะจ๊ะ ว่าไม่ใช่การ์ดดารา และกลุ่มดาราก็ไม่ได้เกี่ยวข้อง

ยังไงก็ขอให้เรื่องราวจบลงด้วยดีทั้งสองฝ่าย ว่าแต่…ร้านดังเชียงใหม่ก็มีหลายร้านเนอะ ไทยรัฐออนไลน์ เลยอยากพาคุณไปอัพเดตซะหน่อยว่า มีร้านไหนบ้างที่ยังอยู่ในใจคนชอบนั่งชิลๆ เรียกว่าไปเชียงใหม่ทีไร ก็ต้องไปนั่งทานข้าวร้านโปรดขาประจำ

ส่วนจะมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ตามมาดู

1. Malin Sky นั่งดาดฟ้าวิวดีสุดๆ

ร้านนั่งดื่มชิลเจ้าปัญหาที่ปรากฏในข่าว แต่เชื่อว่าขาประจำรู้กันว่าที่นี่เขาไม่ธรรมดา จุดเด่นคือร้านนี้เป็นบาร์ชั้นสูงที่อยู่บนดาดฟ้า สามารถรับลมเย็นๆ ในบรรยากาศที่โล่งสบาย ฟินไปกับแสงสียามค่ำคืนของเชียงใหม่ ภายในร้านมีที่นั่งให้เลือก 2 แบบ ทั้ง indoor และ outdoor ใครที่ชอบนั่งเอาต์ดอร์สามารถชมวิวทิวทัศน์ของดอยสุเทพได้ ส่วนด้านในก็มีดนตรีสดให้ฟังทุกวัน

อีกหนึ่งสีสันก็คือ มีบรรดาพีอาร์สาวสวย เซ็กซี่ ขี้เล่น เดินมาทักทายพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ที่สำคัญมีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลายในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ส่วนอาหารที่นี่เขาก็รสชาติแซ่บเด็ดไม่แพ้ใครนะ จะบอกให้

สามารถมากินดื่มชิลๆ ได้ที่ ถ.ห้วยแก้ว ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ อยู่บนชั้น 5 ดาดฟ้าตลาดมาลินพลาซ่า หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดทุกวัน เวลา 18.00 – 24.30 น. ล่าสุดปิดตัวแล้ว

2. วอร์ม อัพ คาเฟ่ ออริจินอลเชียงใหม่

ร้านดังเจ้าประจำที่กลายเป็นแลนด์มาร์กของเชียงใหม่ หลายคนไม่พลาดที่จะไปทานข้าวหรือนั่งชิลๆ กับเพื่อนที่ร้าน วอร์ม อัพ คาเฟ่ ซึ่งร้านนี้เขาอยู่มานานตั้งแต่ปี 1999 แน่ะ! โอว…ยืนยาวยืนยงคู่คนเชียงใหม่จริงๆ

ภายในร้านมีโต๊ะนั่งชิลอยู่หลายโซน ได้แก่ โซนผับ เป็นโซนด้านในมีห้องกระจก มีดีเจเปิดเพลงแนว EDM เหมาะสำหรับขาแดนซ์ ต่อมาเป็นโซนด้านนอกห้องกระจก ลักษณะเป็นโต๊ะกว้างขวางมีโซฟาให้นั่ง เหมาะสำหรับคนที่ชอบนั่งฟังเพลงชิลๆ เบาๆ สั่งอาหารมาทานได้ และโซนสุดท้าย คือ โซนเลานจ์ ตั้งอยู่ด้านนอกสุด เปิดเฉพาะคืนวันศุกร์และวันเสาร์เท่านั้น อาจจะต้องจองก่อนล่วงหน้าด้วยนะ

นอกจากนี้ยังมีโต๊ะพูลและร้านขายของที่ระลึก ส่วนเครื่องดื่มมีหลากหลายประเภทให้เลือก อาหารก็อร่อยถูกปาก ราคาสูงหน่อยแต่คุ้ม ใครชอบแนวนี้มานั่งชิลได้ที่ถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 12 ติดกับถนนหลัก เปิดเวลา 18.00-2.00 น.

3. ท่าช้าง คาเฟ่ ถูกใจคอวินเทจ

ว่ากันว่าเป็นอีกหนึ่งร้านที่โต๊ะเต็มเร็วมาก ถ้าวันธรรมดาคุณต้องรีบมาก่อนสามทุ่ม ถึงจะได้ที่นั่งดีๆ ส่วนศุกร์เสาร์นั้น ต้องมาก่อนสองทุ่ม ไม่งั้นก็ไปร้านอื่นได้เลยจ้า…

จุดเด่นของที่นี่นอกจากการตกแต่งสไตล์วินเทจแล้ว ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่มนั้น ก็ดีเด็ดจนต้องบอกต่อ สำหรับซิกเนอเจอร์หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน มันคือ Bucket มีหลายสูตรหลายรสชาติให้เลือกชิม โดยเฉพาะสาวๆ จะชอบมานั่งทานข้าว เม้าท์มอยที่ร้านนี้เป็นพิเศษ ส่วนราคาก็ไม่แพงเกินไป เรียกว่าเป็นร้านในใจของคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวไปโดยปริยาย บางคนมาไม่ทันได้โต๊ะ ก็ยอมยืนรอต่อคิวนะเออ!

มานั่งชิลกันได้ที่โครงการเจเจมาร์เก็ตเชียงใหม่ ถ.อัษฎาธร ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เปิดทุกวันเวลา 18.00 – 24.00 น.

4. Infinity Club สายตื๊ดห้ามพลาด

ถ้าใครชอบความมันบวกกับความหรูมีสไตล์ขึ้นมาอีกนิด แนะนำว่าให้ลองไปชิลที่ร้าน Infinity เชียงใหม่ ร้านนี้นักท่องเที่ยวชอบมานั่งชิลไม่ขาดสาย

ภายในร้านบรรยากาศดี มีการตกแต่งในสไตล์หรูหรา แบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนด้านนอกเหมาะสำหรับมานั่งทานข้าว เม้าท์มอยกับเพื่อนฝูงชิลๆ มีโต๊ะให้เลือกทั้งแบบเอาต์ดอร์ และแบบอินดอร์ ส่วนอีกโซนคือ โซนผับ ถัดเข้ามาด้านในอีกนิด โซนนี้เหมาะกับสายแดนซ์ตัวจริง มีเล่นดนตรีสดมันๆ รับรองว่าฟิน

ส่วนราคาอาหารและเครื่องดื่มก็อยู่ในระดับที่สูงขึ้นมาอีกนิด แต่ใครชอบร้านสไตล์นี้ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะบรรยากาศเขากินขาดจริงๆ แวะเข้ามาชิลได้ที่โครงการประเสริฐแลนด์ แถวๆ ตะวันแดง ถ้ามาทางถนนนิมมานเหมินท์ก็เลี้ยวเข้าซอย 6 เปิดทุกวัน เวลา 18.00 – 02.00 น.

5. The Goodview ริมฝั่งแม่น้ำปิง

ร้านนี้มีดีที่ทำเล บอกเลย! ตั้งอยู่ในทำเลที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุด บนถนนเจริญราษฎร์ริมฝั่งน้ำปิง โดยอยู่ระหว่างสะพานนวรัฐและสะพานนครพิงค์ มีการออกแบบตกแต่งในสไตล์ไทยโมเดิร์น ทันสมัย ปลอดโปร่ง ให้บรรยากาศที่แสนสบาย ผ่อนคลาย ชิลสุดๆ

ส่วนอาหารมีให้เลือกหลากหลายกว่าร้านอื่นๆ คือ เป็นสไตล์อาหารนานาชาติ เช่น ไทย จีน ฝรั่ง และญี่ปุ่น เมนูเด็ด ได้แก่ ขาหมูกู๊ดวิว กุ้งซอสมะขาม ปลาหมึกแดดเดียว สับปะรดชีส กุ้งแช่น้ำปลา พร้อมด้วยเครื่องดื่มนานาชนิด สามารถชื่นชมลำน้ำปิงยามค่ำคืนอย่างชัดเจนและใกล้ชิด

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งร้านที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จากปากต่อปากทำให้ THE GOOD VIEW ได้รับความนิยมในเวลาอันรวดเร็ว มานั่งชิลกันได้ที่ 13 อาคาร บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. ถ.เจริญราษฎร์ ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เปิดทุกวัน เวลา 10.00 – 01.00 น.

ที่มาภาพ : warmupcafe1999ThachangFanpageinfinityclubgoodview

 

อาชีพไหนก็พอเพียงได้! 5 สิ่งน่าเที่ยว ศปร. สมดุลชีวิตตามวิถีพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/791671

คำว่า ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ คงเป็นหลักคำสอนจากพ่อหลวงที่คนไทยจำได้ขึ้นใจ แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ เพราะต้องมีการเรียนรู้ และฝึกฝนปฏิบัติอย่างจริงใจ (และจริงจัง) ใช้เวลากับมันอย่างถ่องแท้ ดอกผลที่ดีนั้นจึงจะเติบโตให้คุณเห็น

ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสดีได้ไปร่วมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง หรือ ศปร. เป็นการเที่ยวที่ไม่เหมือนครั้งไหนๆ เลย เพราะรู้สึกว่ายิ่งได้เที่ยวชม ได้เห็น ได้สัมผัส โครงการต่างๆ ของพระองค์ท่าน ก็ยิ่งซาบซึ้งและภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย

โดยเฉพาะได้รู้ความหมายอันลึกซึ้งของ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ว่า… ทุกคนต้องลาออกแล้วไปเป็นเกษตรกร! แต่มันคือหลักการที่ทุกๆ อาชีพสามารถเรียนรู้แล้วนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเราซึมซับมันผ่านจุดเรียนรู้ต่างๆ ของที่นี่

ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจในศูนย์ฯ แห่งนี้บ้าง ตามมาดู…

1. ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง หรือ ศปร. ตั้งอยู่ที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ถูกจัดตั้งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2551 มีภารกิจในการวางแผน อำนวยการ ประสานงาน และบูรณาการงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง ของเหล่าทัพและกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

2. ภายในอาคารแห่งนี้ จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยแสดงถึงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจที่สำคัญ หลักการทรงงาน และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เหล่าทัพและกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนรับผิดชอบ

3. ภายนอกอาคารจัดแสดงการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเกษตรผสมผสานในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ประกอบด้วยการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่มีการเกื้อกูลกัน ทำให้เกษตรมีความมั่นคงทางด้านอาหารและรายได้ เป็นการแสดงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี

4. นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงโครงการป่ารักษ์น้ำ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมและเรียนรู้อีกด้วย แสดงให้เห็นความสำคัญของป่าที่จะช่วยสร้างแหล่งต้นน้ำ และหลักการปลูกป่าตามหลักการ ปลูกป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง

5. เจษฎา ศรีทองทราย วิทยากรบรรยายความรู้เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นคนละอย่างกัน ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน อย่าเข้าใจผิดว่าการจะดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงตามรอยพ่อหลวง คือการลาออกจากงานประจำแล้วไปทำเกษตร ไม่ใช่! แต่เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการเอาหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้สำหรับคนที่มีอาชีพเกษตรกร

ส่วนคนที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัท ข้าราชการ พ่อค้า หรือนักลงทุน ก็ล้วนแต่สามารถเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ทุกคนทุกอาชีพ เพียงแค่เริ่มต้นที่ตัวเอง

เริ่มพิจารณาจากการใช้ชีวิต การทำงาน การเป็นอยู่ ว่าเราอยู่แบบพอเหมาะพอเพียงกับศักยภาพแล้วหรือยัง ใช้ชีวิตตามกำลังของตนหรือไม่ ทำในสิ่งที่เกินตัว หรืออยากได้ในสิ่งที่เกินตัวหรือไม่ เมื่อทำงาน มีเหตุผลที่ดีเพียงพอมาสนับสนุนงานหรือไม่ และมีภูมิคุ้มกันที่ดี กล่าวคือเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นต้น

*ล้อมกรอบ*
นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม และเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง ได้ทุกวัน ในเวลาราชการ ตั้งแต่ 08.30-16.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งที่ตั้งของศูนย์ฯ อยู่ตรงข้ามกับอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ฝั่งถนนวิภาวดีรังสิต

 

บุกถิ่นมูเซอ วิวสวยหลักล้าน ราคาแค่ร้อย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 26 พ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/792757

A-Bo-Da-ya (อาบูดะยา) ขอกล่าวทักทายเพื่อนๆ เป็นภาษาของชาวลาหู่หรือมูเซอ ก่อนเลยครับแปล่า “สวัสดี” วันนี้แบกกล้องเที่ยว มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมาแนะนำอีกแล้ว สดๆ ร้อนๆ เลย เพิ่งไปมาเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมานี่เอง

ชุมชนบ้านจ่าโบ่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างปาย ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ลาดยางตลอดทาง

ที่นี่เป็นชุมชนของชาวลาหู่นะ (มูเซอดำ) ที่อพยพโยกย้ายมาจากห้วยยาว และก่อตั้งเป็น “ชุมชนจ่าโบ่” ซึ่งมาจากชื่อของผู้นำหมู่บ้าน เมื่อปี พ.ศ.2521 คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกันทั้งหมด และยังคงใช้ภาษาและเครื่องแต่งกายแบบลาหู่

ไฮไลต์ของที่นี่จะมีร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขา และร้านกาแฟขายอยู่บริเวณจุดชมวิว ถ้าจะบอกว่าที่นี่ขายอาหารหลักสิบ แต่วิวหลักล้าน นี่คงไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงสำหรับที่นี่แน่นอน ร้านรวงต่างๆ เปิดรอรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 06.00 น. กันเลยครับ วันนี้ผมได้ลองสั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำ รสชาติใช้ได้เลยครับ ราคาไม่แพงด้วย แค่ 35 บาท แต่วิวเมื่อเช้านี้ ตอนที่เราทานอาหารกันและกาแฟ นั่งชมพระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้น มาพร้อมกับสายหมอกไหลผ่าน มันเหนือคำบรรยายจริงๆ เลยครับ

ที่นี่มีที่พักโฮมสเตย์บริการด้วยครับ ส่วนที่กางเต็นท์ กำลังเปิดบริการเร็วๆ นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองที่พักล่วงหน้า ติดต่อ คุณศรชัย ไพรเนติธรรม ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนบ้านจ่าโบ่ โทร. 08-0677-5794

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong