เก็บตก10 ข้อคุณไม่เคยรู้ ถือศีลกินผักภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ต.ค. 2559 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/751717

เก็บตกส่งท้ายเทศกาลกินเจ กับเกร็ดน่ารู้เล็กๆ น้อยๆ ของเทศกาลถือศีลกินผัก จ.ภูเก็ต ที่ถือว่าเป็นเทศกาลยิ่งใหญ่ระดับประเทศที่คุณน่าไปเที่ยวชม และซึมซับบรรยากาศแห่งพลังศรัทธาให้ได้สักครั้งในชีวิต

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะชวนมาทำความรู้จักว่า ทำไมเทศกาลนี้ถึงต้องมีม้าทรง ทำไมต้องทรมานร่างกาย ตำนานการกินผัก รวมถึงขบวนแห่เกี้ยวเง็กเซียนฮ่องเต้ และการจุดประทัดอย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืน!

1. เจี๊ยะฉ่ายกันมั้ย?

ประเพณีถือศีลกินผัก ชาวบ้านเรียกว่า เจี๊ยะฉ่าย หมายถึง งานเฉลิมฉลององค์เก้าราชัน เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่มากของจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันไม่เฉพาะชาวไทยเท่านั้นที่รู้จัก แต่ชาวเชื้อสายจีนทั่วโลกก็รู้จักประเพณีนี้เช่นกัน ประเพณีนี้จะจัดในช่วงเดือนเก้าหนึ่งค่ำ ไปจนถึงเดือนเก้าเก้าค่ำ ตามปฏิทินจีน

2. มณฑลกังไส ต้นตำรับถือศีลกินผัก

ประเพณีถือศีลกินผักเมืองภูเก็ต เริ่มมีครั้งแรกที่อำเภอกะทู้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2368 เป็นต้นมา โดยอัญเชิญธูปติดไฟ คัมภีร์ บทสวดมนต์ และอุปกรณ์ทุกอย่างมาจากเมืองกังไส (กวางไส) สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมาประกอบพิธีกรรมให้ถูกต้อง

3. วันนี้คุณ เช้ง หรือยัง?

ชาวภูเก็ตหรือบาบ๋า (ลูกครึ่งชาวจีนโพ้นทะเลและชาวพื้นเมือง) ได้สืบทอดประเพณีเจี๊ยะฉ่ายมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อชำระร่างกายและจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ หรือที่ชาวจีนเรียกว่า ‘เช้ง’ โดยเฉพาะคนที่จะมาเป็นม้าทรงในพิธีต่างๆ ต้องรักษาศีลให้เคร่งครัด คือต้องเช้งทั้งกาย วาจา ใจ

4. ตำนานโรคระบาด

ในอดีตชาวจีนโพ้นทะเลอพยพย้ายถิ่นมาที่เมืองกะทู้ จ.ภูเก็ต มาทำงานเป็นกุลีในเหมืองแร่ ต่อมาเจออหิวาตกโรคระบาดหนักที่กะทู้ ชาวจีนล้มหายตายไปจำนวนมาก คนที่เหลืออยู่นึกขึ้นได้ว่าสงสัยต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อที่จะแก้เหตุเภทภัยครั้งนี้ ก็เลยนึกถึงประเพณีถือศีลกินผักที่อยู่ที่ประเทศจีนที่เคยทำกันมา ชาวจีนอพยพจึงไปอัญเชิญเทพโดยใช้สัญลักษณ์เป็นหม้อกระถางธูป มาจากมณฑลกังไส ล่องเรือสำเภามาที่ท่าเรือสะพานหิน แล้วแห่ขึ้นบกมาสถิตไว้ที่ศาลเจ้ากะทู้ และเริ่มถือศีลกินผัก ลูกหลานคนจีนจึงสืบทอดประเพณีนี้ต่อๆ กันมา

5. ชุมชนเข้มแข็ง ปึกแผ่นมั่นคง

ชาวภูเก็ตเชื่อว่าประเพณีนี้จะช่วยปัดเป่าเภทภัย เสริมโชคชะตา เปรียบเสมือนการทำสิ่งดีๆ ให้แก่ตัวเอง ผู้คนนิยมขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ประสบความสำเร็จ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง และอายุยืนยาว (เรียกว่า ฮกลกซิ่ว) อีกทั้งหากมองในบริบททางสังคม พิธีนี้ยังสร้างความเป็นปึกแผ่นของชุมชนโดยผ่านความเชื่อเรื่องเทพเจ้าอีกด้วย

6. ทำไมต้องไหว้ม้าทรง?

เทศกาลถือศีลกินผักของภูเก็ตจะมี ‘พิธีแห่พระ’ อ๊ามหรือศาลเจ้าแต่ละแห่ง จะตั้งขบวนแห่หม้อกระถางธูปมงคลและเง็กเซียนฮ่องเต้มาสถิตไว้ที่อ๊ามของตน โดยในขบวนแห่พระนี่แหละที่มี ‘ม้าทรง’ แต่งตัวเป็นเทพองค์ต่างๆ เช่น เจ้าแม่กวนอิม นาจา ม้าศึก กวนอู (องค์เทพจะนั่งอยู่บนไหล่ม้าทรง ไม่ได้สิงในร่าง) ใช้เหล็กแหลมเสียบแทงทรมานร่างกาย เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์แห่งองค์เทพ ประชาชนก็จะมาตั้งโต๊ะรับพระหรือรับเทพที่หน้าบ้านของตัวเอง เวลาม้าทรงเดินมาที่โต๊ะก็จะกราบไหว้ขอให้ม้าทรงช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป และขอพรให้การค้าเจริญรุ่งเรือง

7. จุดประทัดทั้งวันทั้งคืน ก็ภูเก็ตนี้แหละ!

ระหว่างที่เทศกาลนี้ดำเนินไป 9 วัน 9 คืน คนภูเก็ตจะจุดประทัดกันอยู่ตลอด เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ แต่ปัจจุบันมีการจุดประทัดกันมากขึ้นเหมือนเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลไปในตัว ยิ่งในช่วงเช้าที่มีพิธีแห่พระ ก็จะยิ่งจุดกันมากเหมือนสงครามย่อมๆ โดยจุดประทัดเสลี่ยงเล็กวางไว้ที่พื้นก่อนขบวนแห่จะผ่านหน้าบ้าน (บางคนก็จุดใส่ม้าทรง) เชื่อกันว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ และรับโชคดี

8. เกี้ยวเง็กเซียนผ่าน ต้องนั่งลง!

หลังจากที่ม้าทรงร่วมเดินขบวนไปเกือบพันองค์ ช่วงสุดท้ายของขบวนแห่ จะเป็นขบวนของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่ชาวเมืองอัญเชิญมาไว้ในเกี้ยว หน้าเกี้ยวจะมีธงฉัตรทอง 3 ชั้น เวลาที่ขบวนนี้ผ่านหน้าบ้าน ประชาชนทุกคนต้องนั่งลง ห้ามยืน เนื่องจากเง็กเซียนฮ่องเต้เป็นราชันของเทพทั้งปวง ต้องให้ความเคารพสูงสุด

9. ลุยไฟสะเดาะเคราะห์

พิธีโกยโห้ยหรือพิธีลุยไฟ จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเทศกาลถือศีลกินผักเมืองภูเก็ต เป็นพิธีกรรมเพื่อชำระพลังไม่ดีออกจากร่างกาย ม้าทรงที่จะมาลุยไฟต้องเช้ง คือถือศีลอย่างเคร่งครัดจนบริสุทธิ์ผ่องใสก่อนมาร่วมพิธี เชื่อว่าองค์เทพที่ประทับม้าทรง จะมาลุยไฟเพื่อสะเดาะเคราะห์ให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

10. ปีนบันไดมีด ที่เดียวในโลก!

อีกหนึ่งพิธีที่หาชมยาก ว่ากันว่าตอนนี้เหลือแค่ที่นี่ที่เดียวในโลก นั่นคือ พิธีขึ้นบันไดมีด หรือพิธีคี่โต่ทุ้ย เป็นพิธีกรรมที่ม้าทรงจะต้องปีนบันไดมีด 72 ขั้น เพื่อรับเคราะห์แทนชาวบ้าน และเพื่ออวยพรให้ชาวบ้านที่เข้าร่วมงานประเพณีให้มีความสุข

แถมท้าย!
ชาวภูเก็ตเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนมากถึง 80% บรรพบุรุษเป็นจีนฮกเกี้ยนที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่นี่ และจากความโด่งดังของเทศกาลถือศีลกินผัก จ.ภูเก็ต ทำให้เป็นที่รู้จักในแถบประเทศเพื่อนบ้าน คนเชื้อสายจีนจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เดินทางมาร่วมพิธีที่ภูเก็ตแทบทุกปี เพราะเชื่อว่าถ้าได้มาร่วมพิธีนี้ที่เมืองไทยแล้ว เมื่อกลับไปทำธุรกิจรู้สึกว่าการค้าเจริญรุ่งเรือง ทำมาค้าขึ้น จึงไม่แปลกใจที่พลังศรัทธาจะแผ่ไปกว้างไกลขนาดนี้

พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 30 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/767782

เดือนตุลาคมปีนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งการเศร้าโศกเสียใจของคนไทยทั้งประเทศแต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป อยากให้ทุกคนมีความรักความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตั้งใจทำงานทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

ปลายฝนต้นหนาวอย่างนี้ หลายคนคงเตรียมวางแผนเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด หรือไปพักผ่อนหย่อนใจในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันแล้ว ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ได้ยินว่า กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า ปลายปีนี้ประเทศไทยจะมีอากาศหนาวเย็นมากกว่าปีที่แล้ว หลายคนบอกว่าอยากให้หนาวจริงตามที่ข่าวว่า แต่บางคนก็ยังไม่แน่ใจว่าอุณหภูมิจะลดต่ำลงถึงขนาดนั้นจริงหรือไม่

ไม่ว่าจะหนาวมากหรือหนาวน้อย ถึงอย่างไรเชียงใหม่ก็ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นๆในช่วงปลายปี นอกจากอากาศที่เย็นสบายแล้ว ภูมิประเทศก็มีความสวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง หลายรูปแบบให้นักท่องเที่ยวได้ไปเที่ยวชม ทั้งสถานที่สำคัญทางศาสนา วัดวาอารามต่างๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเขตอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและการเกษตรตามสถานีเกษตรหลวง และศูนย์พัฒนา โครงการหลวง สวนสัตว์ เช่น สวนสัตว์เชียงใหม่ ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำเชียงใหม่ซูอควาเรียม แหล่งช็อปปิ้ง ถนนคนเดิน ล้วนเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่พลาดที่จะไปเที่ยวชม

อย่างที่เคยบอกไปในครั้งก่อนว่า เมืองไทยเรามีพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์มากกว่า 1,400 แห่ง หากจัดแบ่งประเภทของพิพิธภัณฑ์ตามการบริหารจัดการ จะมีทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ของเอกชน มูลนิธิและองค์กรไม่แสวงกำไร หน่วยงานราชการ สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วัด และชุมชน

คงน่าเสียดายเป็นอย่างมาก ถ้าพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าไปชม อาจจะเพราะคิดว่าไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ ไม่สนุกสนานบันเทิง เริงใจอย่างสถานที่ท่องเที่ยวประเภทอื่น ผมจึงอยากเชิญชวนให้ผู้ที่ไม่ค่อยได้เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ลองไปชมดูบ้าง แล้วท่านจะพบว่า การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หลายๆแห่งได้มีการพัฒนารูปแบบให้น่าสนใจ น่าเข้าไปศึกษาหาความรู้

จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง มีบางแห่งที่เคยเล่าถึงในคอลัมน์นี้ไปบ้างแล้ว เช่น พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ ๑ (ฝาง) พิพิธภัณฑ์วัดเกตการาม

เมื่อต้นเดือนผมได้มอบหมายให้ คุณยอดมนู ภมรมนตรี และทีมงานรายการครอบจักรวาล เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้ง เพื่อถ่ายทำรายการครอบจักรวาลที่ พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ โดยมี คุณกิตินาฎ ม่วงน้อยเจริญ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ เป็นผู้นำชม

พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพิพิธภัณฑ์ในความดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2542

พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ จัดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นพระตำหนักที่ประทับของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เจ้าดารารัศมี เป็นธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าดารารัศมี ถวายตัวเข้ารับราชการฝ่ายในในฐานะเจ้าจอม เมื่อปี พ.ศ. 2429 ต่อมาได้รับสถาปนาพระอิสริยยศเป็น “พระราชชายาเจ้าดารารัศมี”

หลังจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระราชชายาฯ ยังคงประทับ ณ พระตำหนักสวนฝรั่งกังไส พระราชวังดุสิต และได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับไปประทับที่เมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2457

พระราชชายาทรงโปรดให้สร้างพระตำหนักดาราภิรมย์ขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2470 รูปแบบอาคารได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก เป็นอาคารสองชั้น ครึ่งตึก ครึ่งไม้ สันนิษฐานว่า ในอดีตอาจเป็นใต้ถุนโล่ง แต่มีการต่อเติมเพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลัง ขณะที่พระราชชายา ประทับ ณ ตำหนักดาราภิรมย์ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านศิลปวัฒนธรรม ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมและศิลปหัตถกรรมล้านนาให้เป็นที่เชิดหน้าชูตา ทรงสนพระทัยด้านการเกษตร จึงทรงสร้างสวนทดลองการเกษตรชื่อ “สวนเจ้าสบาย”

ทรงทดลองปลูกต้นกุหลาบพันธุ์ใหม่ๆ จากอังกฤษ มี กุหลาบพันธุ์ลูกผสมสีชมพูดอก ใหญ่ มีกลิ่นหอม ลำต้นไม่มีหนาม เป็นพันธุ์ที่ทรงโปรดที่สุด ทรงตั้งชื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “จุฬาลงกรณ์”

พระราชชายาประชวรและสิ้น พระชนม์ด้วยโรคปัปผาสะพิการ (โรคปอด) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2476 พระชันษา 60 ปี ทรงทำพินัยกรรมประทานที่ดินบริเวณพระตำหนักดาราภิรมย์เป็นมรดกแก่ทายาท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ซื้อที่ดินต่อจากทายาทเมื่อปี พ.ศ.2492 หลังจากนั้นได้มอบให้กรมตำรวจใช้เป็นที่ตั้งกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน อยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้มีโครงการบูรณะพระตำหนักเพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยเริ่มบูรณะในปี พ.ศ.2541

เมื่อบูรณะพระตำหนักเสร็จสมบูรณ์สวยงามใกล้เคียงกับสภาพเดิมแล้ว ทางพิพิธภัณฑ์ได้รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้อันเกี่ยวเนื่องกับ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี และพระกรณียกิจต่างๆของพระองค์ท่าน นำมาจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ โดยยึดหลักในการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้อันเกี่ยวเนื่องกับพระราชชายาให้มีสภาพใกล้เคียงกับอดีต มากที่สุด ผู้เข้าชมบางคนถึงกับเอ่ยปากว่ารู้สึกเหมือนพระองค์ท่านยังประทับอยู่ ณ พระตำหนักแห่งนี้จริงๆ

ชั้นล่างของพระตำหนักเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชมและหนังสือที่ระลึก และจัดแสดงเครื่องมือเกษตร เครื่องทอผ้า ชั้นบนแบ่งการจัดแสดงเป็น 7 ส่วน ประกอบด้วย โถงทางเดิน จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระประวัติพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ห้องรับแขกและห้องบรรทม สองห้องนี้จัดแสดงของถวายอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และเครื่องเรือนร่วมสมัย ห้องพักผ่อนพระ อิริยาบถ จัดแสดงจานชาม ของใช้ส่วนพระองค์ และเครื่องดนตรี ห้องจัดแสดงพระราชวงศ์ จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชวงศ์ในสายสกุลเจ้าหลวงเชียงใหม่ ห้องจัดแสดงฉลอง พระองค์ จัดแสดงผ้าทอที่พระราชชายาทรงออกแบบลวดลาย และส่งเสริมให้ชาวบ้านทอ ห้องสรง จัดแสดงห้องสรงตามสภาพเดิม ซึ่งเป็นห้องสรงแบบตะวันตก

ด้านหลังของพระตำหนัก มีระเบียงสำหรับออกไปชมสวน บริเวณด้านหลังนี้ได้เลือกสรรไม้ดอกกลิ่นหอมหลากหลายชนิดมาปลูกไว้ ส่วนบริเวณโดยรอบของพระตำหนักก็มีต้นไม้ใหญ่ ไม้ดอกไม้ใบที่ได้รับการดูแลอย่างดี สำหรับคนที่ชื่นชอบต้นไม้ดอกไม้ หลังจากเข้าชมภายในพระตำหนักแล้วคงได้ใช้เวลาเพลิดเพลินกับการเดินชมสวนอีกด้วย

อีกเรื่องราวที่น่าจะถูกใจคนรักดอกไม้ และบ่งบอกถึงความใส่ใจ ของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ คือตามห้องจัดแสดงต่างๆ จะมีดอกไม้หลากสีสันถูกนำมาจัดวางในโตกและพาน ตั้งประดับตกแต่งไว้ เห็นแล้วรู้สึกสดชื่นสวยงาม มีชีวิตชีวา สอบถามได้ความว่าทุกเช้าเจ้าหน้าที่จะเก็บรวบ รวมดอกไม้ใบไม้ที่มีอยู่ในสวนเจ้าสบาย นำมาจัดด้วยความตั้งใจเพื่อถวายแด่ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี

พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ อยู่ภายในค่ายดารารัศมี ริมทางหลวงแม่ริม-สะเมิง ในเขตอำเภอแม่ริม เปิดให้เข้าชมเวลา 09.00-17.00 น. วันอังคารถึงวันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ คนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท พระสงฆ์ นักเรียนในเครื่องแบบ ไม่เสียค่าเข้าชม ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-5329-9175

ไปเชียงใหม่คราวหน้า อย่าลืมจัดสรรเวลาสำหรับไปชมพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ ท่านจะได้รับทราบเรื่องราวที่น่าสนใจ ได้ความรู้เกี่ยวกับเจ้านายฝ่ายเหนือ โดยเฉพาะพระประวัติของพระราช ชายาเจ้าดารารัศมี และได้เห็นเครื่องเรือน เครื่องใช้ ของใช้ส่วนพระองค์ เป็นสิ่งของที่มีคุณค่า ยากจะหาชมได้ในที่อื่น

…..สวัสดี.

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

 

ตามรอยพระบาท “ดอยอ่างขาง” จากฝิ่นสู่โครงการหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 29 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/766106

“ทรงพลิกฟื้น จากภูเขาฝิ่น จนกลายเป็นพืชผักเมืองหนาวที่สวยงาม และน่าเที่ยวที่สุดของเมืองไทย”

คำพูดนี้คงจะอธิบายได้ถึงความในใจของเหล่าพสกนิกรที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างหาที่สุดมิได้ จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายหลายพันโครงการ หนึ่งในนั้นก็คือ “สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง” นั่นเอง

สัปดาห์นี้ แบกกล้องเที่ยว จะพาทุกท่านตามรอยพระบาทไปยัง “ดอยอ่างขาง” อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ สถานที่ที่ในแต่ละปีเมื่อลมหนาวมาเยือน ภาพของดอกไม้เมืองหนาวสีสวย รวมทั้งดอกซากุระเมืองไทยที่บานสะพรั่ง รวมทั้งพืชผักผลไม้นานาชนิด สวยงามจนดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน จนหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าที่นี่เคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่น ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยมาก่อน

สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านผักไผ่ เมื่อปี พ.ศ. 2513 และได้เสด็จผ่านบริเวณดอยอ่างขาง ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าชาวเขาส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ทำการปลูกฝิ่นแต่ยังยากจน ทั้งยังทำลายทรัพยากรป่าไม้ ต้นน้ำลำธารที่เป็นแหล่งสำคัญต่อระบบนิเวศ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนอื่นของประเทศได้

จึงทรงมีพระราชดำริว่า พื้นที่นี้มีภูมิอากาศหนาวเย็น มีการปลูกฝิ่นมาก ไม่มีป่าไม้อยู่เลย และสภาพพื้นที่ไม่ลาดชันนัก ประกอบกับพระองค์ทรงทราบว่าชาวเขาได้เงินจากฝิ่นเท่ากับที่ได้จากการปลูกท้อพื้นเมือง และทรงทราบว่าที่สถานีทดลองไม้ผลเมืองหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทดลองวิธีติดตา ต่อกิ่งกับท้อฝรั่ง จึงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท เพื่อซื้อที่ดินและไร่จากชาวเขาในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยทรงแต่งตั้งให้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งประธานมูลนิธิโครงการหลวง ใช้เป็นสถานีวิจัยและทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล ผัก ไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขาในการนำพืชเหล่านี้มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานนามว่า “สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง” 

ปัจจุบัน สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้เมืองหนาวคุณภาพดีให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน ที่สร้างรายได้ และชุมชนที่แข็งแรงให้กับชาวไทยภูเขาอีกด้วย

สำหรับใครที่อยากเดินทางไปสัมผัสโครงการส่วนพระองค์ที่สวยงาม และมีประโยชน์แบบนี้ ก็ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวเข้าสู่ทางหลวง 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัย ไปยังดอยอ่างขางได้เลย ทั้งนี้ สามารถเข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.angkhangstation.com

ข้อมูลบางส่วนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

หัวใจจงรักภักดีนำทาง เก็บภาพพสกนิกรเข้ากราบถวายบังคม เบื้องหน้าพระบรมโกศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/content/767867

หัวใจจงรักภักดีนำทาง เก็บภาพพสกนิกรเข้ากราบถวายบังคม เบื้องหน้าพระบรมโกศ

29 ต.ค. 2559 13:20

ภายหลังรัฐบาล และสำนักพระราชวัง จัดคิวให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง โดยเริ่มวันแรก วันที่ 29 ต.ค. 2559 ประชาชนมากมายและคนสำคัญมาต่อแถวกันอย่างเนืองแน่นแต่เช้า ประชาชนจำนวนมากต้องนอนรอเพื่อให้ได้เข้าคิว

นอกจากนี้ยังมีคนดังมาร่วมให้กำลังใจ เช่น นายเบนจามิน คิง เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยมาแจกแอปเปิ้ล

‘ที่เป็นแอปเปิ้ลนอกจากสามารถหาได้ง่าย ยังเป็นผลิตภัณฑ์จากนิวซีแลนด์ โดยการมาร่วมงานครั้งนี้เป็นความตั้งใจมากๆ เนื่องจากเห็นประจักษ์ว่าประชาชนทั้งประเทศไทย ทั่วโลกต่างยกย่องและแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงของเรามากๆ อีกทั้งส่วนตัวเหมือนกับได้อยู่ในผืนแผ่นดินไทย เหมือนกับประชาชนชาวไทย เลยนำผลิตภัณฑ์มาแจกให้กำลังใจทุกๆ คน” เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์เก็บภาพบรรยากาศคลื่นมหาชนหัวใจจงรักภักดีนำทางมาให้ชมกัน.

เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย

ไม่ต้องรอแล้ว! 10 ข้อรู้ เดินทางด้วยรถไฟใหม่ป้ายแดง เปิดจองตั๋ววันนี้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ต.ค. 2559 08:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/765151

นักเดินทางที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ กับรถไฟใหม่ป้ายแดงของไทย วันนี้ไม่ต้องรออีกต่อไป เพราะทางการรถไฟฯ เขาเปิดให้ซื้อตั๋วได้แล้ววันนี้

ไทยรัฐออนไลน์ เกาะขอบติดตามการอัพเดตข้อมูลเกี่ยวกับ รถไฟใหม่ มาให้ได้ทราบกัน ล่าสุดมีข้อมูลจาก ทีมพีอาร์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ระบุว่า ประชาชนสามารถจองตั๋วโดยสารได้แล้ว ทุกสถานีทั่วประเทศ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะเป็นอย่างไร ตามมาอ่านทางนี้

1. เปิดใหม่ 4 เส้นทาง

การรถไฟฯ พร้อมเปิดให้บริการเดินรถโดยสารรุ่นใหม่ใน 4 เส้นทาง ได้แก่
– เส้นทาง “อุตราวิถี” กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ
– เส้นทาง “อีสานวัตนา” กรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ
– เส้นทาง “อีสานมรรคา” กรุงเทพ-หนองคาย-กรุงเทพ
– เส้นทาง “ทักษิณารัถย์” กรุงเทพ-หาดใหญ่-กรุงเทพ

2. มี 2 เส้นทาง เปิดให้จองตั๋วแล้ววันนี้

สำหรับ เส้นทาง “อุตราวิถี” กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ และ เส้นทาง “อีสานวัตนา” กรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ จะเริ่มให้บริการในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 ประชาชนสามารถจองตั๋วได้แล้ววันนี้

3. อีก 2 เส้นทาง กำลังตามมาติดๆ 

ส่วนเส้นทาง “อีสานมรรคา” กรุงเทพ-หนองคาย-กรุงเทพ และเส้นทาง “ทักษิณารัถย์” กรุงเทพ-หาดใหญ่-กรุงเทพ กำลังจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 โดยสามารถจองตั๋วโดยสารได้ทุกสถานีทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

4. ชื่อเส้นทางไพเราะสะดุดใจ

ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้รับพระราชทานชื่อขบวน และได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญชื่อพระราชทานประดับที่ตู้โดยสารรถไฟใหม่ทั้ง 115 คัน จาก “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ในทั้ง 4 เส้นทาง

5. ใช้รถใหม่ทดแทนรถเก่า

การรถไฟฯ ให้บริการรถโดยสารรุ่นใหม่ใน 4 เส้นทางครั้งนี้ จะนำมาให้บริการเดินรถทดแทนรถโดยสารปัจจุบัน ตามตารางเวลาเดินรถเดิม 3 เส้นทาง ได้แก่
– เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ
– เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย-กรุงเทพ
– เส้นทางกรุงเทพ-หาดใหญ่-กรุงเทพ

ยกเว้น! เส้นทางกรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ ที่จะเปิดให้บริการทั้งขบวนรถโดยสารใหม่และขบวนรถปัจจุบันควบคู่กัน แต่จะให้ขบวนรถใหม่เดินรถทดแทนเวลาเดิมของรถปัจจุบัน ขณะที่ขบวนรถปัจจุบันจะมีการขยับเวลาการให้บริการที่เหมาะสมต่อไป

6. ตารางการเดินรถ

ขบวน 9 รถด่วนพิเศษอุตราวิถี เส้นทางกรุงเทพ–เชียงใหม่ ออกเวลา 18.10 น. ถึงเวลา 07.15 น.
ขบวน 10 รถด่วนพิเศษอุตราวิถี เส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพ ออกเวลา 18.00 น. ถึงเวลา 06.50 น.
ขบวน 23 รถด่วนพิเศษอีสานวัตนา เส้นทางกรุงเทพ–อุบลราชธานี ออกเวลา 20.30 น. ถึงเวลา 06.35 น.
ขบวน 24 รถด่วนพิเศษอีสานวัตนา เส้นทางอุบลราชธานี-กรุงเทพ ออกเวลา 19.00 น. ถึงเวลา 05.16 น.
ขบวน 25 รถด่วนพิเศษอีสานมรรคา เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย ออกเวลา 20.00 น. ถึงเวลา 06.45 น.
ขบวน 26 รถด่วนพิเศษอีสานมรรคา เส้นทางหนองคาย-กรุงเทพ ออกเวลา 19.10 น. ถึงเวลา 06.00 น.
ขบวน 31 รถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์ เส้นทางกรุงเทพ-หาดใหญ่ ออกเวลา 14.45 น. ถึงเวลา 06.35 น.
ขบวน 32 รถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์ เส้นทางหาดใหญ่-กรุงเทพ ออกเวลา 18.45 น. ถึงเวลา 10.30 น.

7. ใครจองตั๋วไปก่อนแล้ว ก็ได้นั่งรถไฟใหม่เช่นกัน

สำหรับผู้โดยสารที่ได้จองตั๋วโดยสารไว้ล่วงหน้าแล้ว และมีกำหนดเดินทางหลังจากขบวนรถใหม่เริ่มให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน และวันที่ 2 ธันวาคม 2559 นั้น การรถไฟฯ อนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถใช้บริการรถโดยสารรุ่นใหม่ได้ทันที โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

8. อัตราค่าบริการ

– 
เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ 
รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 เตียงบน 791 บาท เตียงล่าง 881 บาท 
รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 เตียงบน 1,253 บาท เตียงล่าง 1,453 บาท

– 
เส้นทางกรุงเทพ-อุบลราชธานี-กรุงเทพ 
รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 เตียงบน 731 บาท เตียงล่าง 821 บาท 
รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 เตียงบน 1,120 บาท เตียงล่าง 1,320 บาท

– เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย-กรุงเทพ 
รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 เตียงบน 748 บาท เตียงล่าง 838 บาท 
รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 เตียงบน 1,157 บาท เตียงล่าง 1,357 บาท

– เส้นทางกรุงเทพ-หาดใหญ่-กรุงเทพ
 รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 เตียงบน 855 บาท เตียงล่าง 945 บาท 
รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 เตียงบน 1,394 บาท เตียงล่าง 1,594 บาท

9. สิ่งอำนวยความสะดวก

– รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 (บนอ.ป.)
– รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 (บนท.ป.) ในจำนวนนี้มีรถสำหรับผู้พิการ 1 คัน
– รถโบกี้ขายอาหารปรับอากาศ (บกข.ป.)
– ห้องน้ำระบบสุญญากาศ
– ระบบกันสะเทือนแบบรถไฟความเร็วสูง
– ระบบทีวีแจ้งเตือน
– ปลั๊กไฟบริการทุกที่นอน
– จอทีวีส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารชั้น 1
– กล้องวงจรปิดควบคุมความปลอดภัย
– รถสำหรับคนพิการ

10. มีคำถามอยากรู้ ติดต่อที่นี่

ประชาชนที่จะเดินทางโดยรถไฟใหม่ทั้ง 4 เส้นทางนี้ สามารถจองตั๋วและสอบถามรายละเอียดการเดินทาง ตารางเวลาเดินรถ และข้อมูลต่างๆ ได้ที่ CALL CENTER 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : ทีมพีอาร์ การรถไฟแห่งประเทศไทย

 

‘ไปร้องเพลงให้พ่อได้ยิน’ เก็บภาพวันประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/content/762807

‘ไปร้องเพลงให้พ่อได้ยิน’ เก็บภาพวันประวัติศาสตร์

24 ต.ค. 2559 13:05

เชื่อว่าประชาชนคนไทยหลายๆ คน คงจะไม่มีใครลืมวันที่คลื่นมหาชนคนไทยหลั่งไหลมารวมตัวกันจำนวนมหาศาล ที่บริเวณท้องสนามหลวง หน้าพระบรมมหาราชวัง ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช…

หนึ่งในคนนับแสนมีช่างภาพชื่อดัง ภูริต เนติมงคลชัย หรือที่ใครๆ รู้จักกันในนาม Vin Buddy (วิน บัดดี้) ได้ร่วมเก็บภาพวันประวัติศาสตร์นี้มาให้ได้ชมกัน โดยช่างภาพชื่อดังได้โพสต์อัลบั้มรูปภาพในแฟนเพจ Buddy’s Wedding ใช้ชื่ออัลบั้ม ‘ไปร้องเพลงให้พ่อได้ยิน’ และได้ระบุข้อความไว้ว่า

“อย่างนึงที่ผมอยากให้คนไทยจำไว้ในขณะนี้คือ น้ำใจที่เรามีให้กันในวันนี้ ถ้าใครได้เข้าไปที่สนามหลวงอย่างผม ผมเชื่อแน่ๆ ว่า ไม่มีใครไม่รู้สึกถึง “น้ำใจของคนไทย” ที่ไม่มีที่ใดในโลกเป็นอย่างเรา ไม่ว่าจะเป็นม๊อบอะไรของคนไทย ของกิน ของใช้ต่างๆ น้ำใจคนไทยเราไม่เคยขาดจริงๆ ครับ อย่าหลงลืม อย่าทำแค่ช่วงนี้ ทำกันให้เป็นประจำกันนะครับ พ่อหลวงเราคงดีใจมากๆ ที่เห็นคนไทยรักและสามัคคีกัน เป็นหนึ่งเดียวกันขนาดนี้

ขอบคุณทุกๆ กำลังใจนะครับผม หลายครั้งที่เหนื่อยจนไม่อยากจะเดิน เปียกจนไปถึงข้างใน นอกจากเพื่อพ่อหลวงแลัว ก็ได้กำลังใจจากๆ ทุกคนนี่แหละครับ ที่ทำให้เดินต่อไป และรู้สึกว่ายังดีไม่พอ แต่สัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นไปอีกให้ได้ครับ แชร์ได้เลยนะครับไม่ต้องขออนุญาตนะจ๊ะ ขอบคุณทุกๆ คอมเมนต์”

อุทยานแห่งชาติยุคดิจิทัล โดนใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย National Geographic 18 ต.ค. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/747661

โจนาทาน จาร์วิส ผู้อำนวยการกรมอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ เคยเปรยว่า “คนหนุ่มสาวทุกวันนี้ห่างโลกธรรมชาติมากกว่าคนรุ่นไหนๆ ก่อนหน้าเขา” นี่เป็นการกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง จาร์วิสพูดเรื่องนี้มาสองปีแล้วในงานเสวนาต่างๆ ในช่วงก่อนถึงวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของกรมอุทยานแห่งชาติในปีนี้ “มีหลายครั้งเลยครับที่ดูเหมือนว่า อุทยานแห่งชาติไม่เคยตกยุคมากเท่ายุคสมัยของไอโฟน” เขาเตือนในปาฐกถาครั้งหนึ่ง “อุทยานแห่งชาติเสี่ยงต่อความล้าสมัยในสายตาของประชากรที่หลากหลายและขาดสมาธิจดจ่อมากขึ้นเรื่อยๆ”

ในวาระการครบรอบการก่อตั้งกรมอุทยานแห่งชาติ (National Park Service) เราได้ยินได้ฟังมามากเรื่องงบประมาณและการบำรุงรักษาที่ล่าช้า เรื่องการมีนักท่องเที่ยวมากเกินไป และภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่ผู้พิทักษ์สถานที่สุดพิเศษของเรากังวลมากที่สุดคือคนรุ่นต่อไป อุทยานของเรามีปัญหาเรื่องความหลากหลาย ทั้งช่วงวัยและสีผิว ในยุคสมัยที่ชาวอเมริกันเกือบหนึ่งในสี่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และครึ่งหนึ่งของทารกที่เกิดมาเป็นชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ เราได้รับการบอกกล่าวว่า ผู้มาเที่ยวอุทยานเป็นคนสูงวัยและมีผิวขาว

“ถ้าเราเป็นองค์กรธุรกิจ ในระยะยาวมีหวังปิดกิจการแน่ครับ” จาร์วิสกล่าว เขาชี้ไปยังภาพใส่กรอบแขวนอยู่บนผนังสำนักงาน เป็นภาพทิวทัศน์สัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติแกรนด์ทีทอนอาบด้วยแสงงามยามเย็น ผมเห็นภาพนี้มาก่อน และเคยปีนป่ายไปตามยอดเขาเหล่านั้น แต่มันก็ยังคงทำให้ผมรู้สึกพิศวงได้ แต่พอให้เด็กเมือง ซึ่งเติบโตขึ้นโดยปราศจากธรรมเนียมการไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติดูภาพสวยๆ แบบเดียวกัน จาร์วิสก็เข้าใจอย่างถ่องแท้

“สำหรับพวกเขา มันดูน่ากลัว อ้างว้าง อันตราย ไม่ปลอดภัย พวกเขาบอกว่า ‘ผู้คนไปอยู่ไหนกันหมด’ เราเจอท่าทีแบบเดียวกันเมื่อนำกลุ่มนักเรียนจากลอสแอนเจลิสไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเดทแวลลีย์ เด็กๆ ไม่ยอมลงจากรถ ความเงียบ ความมืดสนิท ทำให้เด็กๆ ประสาทเสียและรู้สึกกลัว”

อุทยานแห่งชาติเป็นของทุกคน แต่ดูเหมือนว่าจะใช้บริการกันแค่บางคน “อุทยานแห่งชาติเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราครับ” จาร์วิสบอก “แต่อุทยานต้องเป็นมากกว่าตึกโบราณและสิ่งน่าทึ่งทางธรรมชาติซึ่งดึงดูดคนประเภทหนึ่งๆ เท่านั้น” แซลลี จูวล์ รัฐมนตรีกิจการทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเขา สังเกตเห็นสิ่งเดียวกัน ตอนที่เธอเป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาร์อีไอ (REI) บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์กลางแจ้ง

“ที่อาร์อีไอ เราใช้เวลาอย่างมากไปกับการพิจารณาแนวโน้มที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจของเราในอีก 25 ปีข้างหน้า” เธอบอกผม “เราได้รู้ข้อมูลสำคัญบางอย่าง นั่นคือ สำหรับคนอเมริกันผิวสีและคนอเมริกันเชื้อสายลาตินแล้ว มีอุปสรรคเชิงวัฒนธรรมที่ขัดขวางการจะไปสนุกสนานกับกิจกรรมกลางแจ้ง สำหรับคนวัยหนุ่มสาวนั้น ในหลายกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี” การศึกษาอื่นๆ ก็ได้ผลอย่างเดียวกัน การสำรวจนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุมครั้งหลังสุดของกรมอุทยานแห่งชาติซึ่งเผยแพร่เมื่อห้าปีก่อน ไม่มีข้อมูลหรือตัวเลขเกี่ยวกับอายุ แต่พบว่า ผู้มาเที่ยวอุทยานเป็นคนผิวขาวมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จาร์วิสเริ่มโครงการรณรงค์ที่เสนอใบหน้าที่แตกต่างออกไปของอุทยาน ปกแผ่นพับครบรอบหนึ่งร้อยปีของกรมอุทยานแห่งชาติเป็นภาพวัยรุ่นอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน (ผิวสี) กำลังมองหนุ่มสาวอีกห้าคนกระโดดจากท่าเรือลงไปในทะเลสาบ พวกเขากำลังสนุกสนาน ขณะที่ภูมิประเทศรอบข้างไม่มีอะไรน่ากลัวหรือเงียบเหงาเลย นี่คืออุทยานที่มีคนไปเที่ยว ปัจจุบันการส่งเสริมการขายให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวประเภทต่างๆ ทั้งคนที่หนุ่มสาวกว่า ตลอดจนคนผิวสีน้ำตาล คนผิวสี และคนผิวขาว โครงการหนึ่งชื่อ “พาลูกเที่ยวอุทยาน” ซึ่งเปิดตัวโดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ให้นักเรียนเกรด 4 (เทียบเท่าประถมศึกษาปีที่สี่) ทุกคนและครอบครัวเข้าอุทยานแห่งชาติฟรีเมื่อปีการศึกษาที่ผ่านมาและช่วงปิดภาคฤดูร้อน

โครงการรณรงค์ครั้งใหม่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เป็นงานใหญ่ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดที่นับว่าใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของกรมอุทยานแห่งชาติ ใช่แล้ว คุณฟังไม่ผิด “การตลาด” จอห์น มิวร์ นักธรรมชาติวิทยาซึ่งเกิดในสกอตแลนด์ และเป็นกระบอกเสียงของคณะผู้ผลักดันให้ตั้งอุทยานแห่งชาติ อาจหัวเสียที่ได้ยินเช่นนั้น แต่เสียงตอบรับเบื้องต้นมีแนวโน้มที่ดี จูวล์กล่าวว่า คนหนุ่มสาวและคนผิวสีจำนวนมากขึ้นกำลังไปเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์ สิ่งมหัศจรรย์ที่สวยงามตระการตา และศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของสหรัฐฯ มีผู้ดาวน์โหลดบัตรผ่านพิเศษในโครงการพาลูกเที่ยวอุทยานอย่างน้อยสองล้านคน

ปัญหาเรื่องเทคโนโลยีแก้ยากกว่า งานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า คนหนุ่มสาวใช้เวลาอยู่กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์วันละมากกว่าเจ็ดชั่วโมง หรืออยู่กับหน้าจอมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับเด็กอายุ 11 ถึง 14 ปี ตัวเลขสูงถึงวันละ 12 ชั่วโมง “เราคงไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในเขตป่าหรอกค่ะ” จูวล์กล่าว “แต่คำถามคือ ทำอย่างไรเราจึงจะนำเทคโนโลยีมาใช้แทนที่จะก่นด่ามัน”

แทนที่จะโกรธแค้นยุคสมัย กรมอุทยานแห่งชาติได้กระโดดร่วมวงไพบูลย์กับยุคดิจิทัล คงพูดได้ทำนองนั้น กรมอุทยานโหมโฆษณาโครงการเพื่อหาคนมากขึ้นและอายุน้อยลงให้มาเที่ยวชมอุทยาน… เอ่อ “ผลิตภัณฑ์” ของกรม โดยการใช้เว็บไซต์ที่ปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ การจัดกิจกรรมโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย และการออกบูธชั่วคราวตามเมืองใหญ่ๆ เช่น นิวยอร์ก ซึ่งผู้ใช้สามารถชมการท่องเที่ยวเสมือนจริง (virtual tour) ของทุกอุทยานแห่งชาติ พูดอีกอย่างได้ว่า พวกเขาตัดสินใจใช้หน้าจอเพื่อพยายามดึงคนหนุ่มสาวออกจากหน้าจอนั่นเอง

เรื่อง ทีโมที อีแกน กับ เคซีย์ อีแกน
ภาพถ่าย โครีย์ อาร์โนลด์

ที่มา – National Geographic
www.ngthai.com

 

‘น้ำใจรวมเป็นหนึ่งเดียว’ ประมวลภาพคนร่วมถวายสักการะพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ต.ค. 2559 10:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/756490

ท่ามกลางความโศกเศร้าและความตั้งใจของประชาชนที่แห่มาจากทั่วสารทิศเดินทางเพื่อไปร่วมถวายสักการะพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 กันไม่ขาดสาย ภาพความช่วยเหลือ ภาพน้ำใจก็มีมากมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระจายเต็มพื้นที่จัดงาน ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ยาดม เสื้อกันฝน ขนมปัง พระบรมฉายาลักษณ์ ฯลฯ ไทยรัฐออนไลน์เก็บภาพน้ำใจคนไทยมาให้ชมกัน.

พาเที่ยว พบเพื่อนใหม่ที่ “จิ่วจ้ายโกว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 16 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743217


“ถ้าเอ็งเคยรักใครมากๆ อย่างสุดหัวใจนะ เอ็งจะไม่มีวันรักใครอื่นได้อย่างเต็มที่อีกเลย” รุ่นพี่ของผมที่เพิ่งอกหักเคยกล่าวไว้ในวงเหล้าเมื่อ 5 – 6 ปีก่อน “เปรียบเทียบง่ายๆ นะอย่างตอนที่พี่ไปจิ่วจ้ายโกว พอกลับมาก็ไม่เคยชอบทะเลสาบที่ไหน หรือเห็นว่าทะเลสาบที่ไหนสวยอีกเลย เพราะที่นั่นแมร่งคือที่สุดแล้ว”

พอฟังถึงตรงนี้ ผมก็เลิกสนใจแล้วว่าพี่เขาจะเศร้าแค่ไหน หรือคิดจะกลับไปคืนดีกับแฟนหรือเปล่า หันมาสนใจว่าจิ่วจ้ายโกวมันสวยขนาดนั้นเลยหรือ แบบนี้ต้องหาโอกาสพิสูจน์ซะแล้ว

เวลาชวนมิตรสหายให้ไปแบกเป้เที่ยวที่นั่นด้วยกัน คำตอบที่มักจะได้รับกลับมาคือ “จิ่วจ้ายโกวมันไปเองได้ด้วยหรือ เห็นมีแต่คนซื้อทัวร์ไป” อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของที่นี่ถูกผูกติดกับบริษัททัวร์แนวอากงอาม่ามาช้านาน ประกอบกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่จริงบ้างไม่จริงบ้างว่า การเดินทางลำบาก มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ไปกับบริษัททัวร์เวิร์คกว่า เป็นต้น

ถ้าเป็นสมัยก่อน การเดินทางไปที่นั่นถือเป็นเรื่องยากลำบากจริง เห็นได้จากหนังสือบันทึกการเดินทางเลียบเลาะชายคาโลกของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ผู้เขียนต้องนั่งรถข้ามทางขรุขระ, ทางขาด, ทางริมเหวอยู่หลายวันกว่าจะไปถึงจุดหมาย (เรียกได้ว่าแค่อ่านก็เหนื่อยแล้ว) แต่ด้วยความที่ตอนนี้จีนได้พัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทำให้จิ่วจ้ายโกวไม่ใช่ความฝันที่อยู่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น มีสายการบินโลว์คอสต์ที่บินตรง, การขอวีซ่าที่ไม่ยุ่งยาก, ป้ายต่างๆ ที่เริ่มมีภาษาอังกฤษปะปน, ห้องน้ำที่พัฒนาขึ้น (บ้าง) บวกกับถนนสายเฉิงตู-จิ่วจ้ายโกวที่ปรับเปลี่ยนเป็นลาดยางอย่างดี

หลังจากเคลียร์วันว่างได้ 5 – 6 วัน ผมกับเพื่อนอีกคนก็จัดทริปมาที่จิ่วจ้ายโกวทันที เรานั่งเครื่องบินมาถึงเมืองเฉิงตูตอนบ่ายแก่ๆ แผนการแรกของเราคือนั่งรถไปจิ่วจ้ายโกวคืนนั้นเลย เพื่อประหยัดค่าที่พักและเพิ่มเวลาเที่ยว แต่ปรากฏว่ารถมีแค่รอบเช้าเท่านั้น พนักงานโรงแรมบอกเราว่า เส้นทางไปนั้นคดเคี้ยวสูงชันจนเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำตอนกลางคืนบ่อยครั้ง จึงมีการยกเลิกรถเที่ยวกลางคืนทั้งหมด

ด้วยความที่เป็นมนุษย์ประเภทนอนดึกตื่นสาย ทำให้เราเลือกซื้อตั๋วรถเที่ยวที่ออกสายที่สุดซึ่งก็คือ 07.40 น. (นี่คือสายที่สุดของพี่แล้วใช่ไหม – ร้องไห้แป๊บ)

ตอนเช้า รถแล่นออกจากท่ารถแบบตรงเวลาเป๊ะจนเราเกือบตกรถ พอพ้นเขตเมืองรถก็ค่อยๆ พาเราไต่ไปตามภูเขาที่สูงชันมากขึ้นเรื่อยๆ ทัศนียภาพสองข้างทางสวยจนแทบหยุดหายใจ พอหันมามองทัศนียภาพข้างในรถบัสก็พบว่านอกเหนือจากผมกับเพื่อนและชาวยุโรปอีก 2 คน ที่เหลือในรถล้วนแต่เป็นคนจีน ซึ่งจากการสังเกตรถคันอื่นก็ไม่ค่อยพบคนต่างชาติสักเท่าไร

ขณะที่เรากำลังเอนตัวบนที่นั่งเตรียมงีบหลับ ก็มีหนุ่มจีนอายุประมาณ 25 ปีที่นั่งข้างๆ มาสะกิดถามเราว่า “Can I see your book?” เราเลยยื่นหนังสือนิยายภาพของ “สะอาด” ที่อ่านค้างไว้ให้เขาดู เขาหยิบเอาไปดูสักพักก็ส่งคืนพร้อมบอกว่าผมก็เขียนการ์ตูนได้เหมือนกัน เดี๋ยวรถจอดจะวาดให้ดู ซึ่งเราไม่ได้ตกใจที่เขามีทักษะการเขียนการ์ตูนมากเท่ากับการที่เขามีทักษะการพูดภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วเหนือมาตรฐานคนจีน เราเลยคิดว่า ยังไงก็ขอติดสอยห้อยตามคนนี้ไว้ก่อน เผื่อขอความช่วยเหลือเวลาอยากติดต่อสื่อสารกับคนอื่น (เพราะคนจีนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้)

“ผมชื่อเคียว ทำงานในบริษัทคอมพิวเตอร์ที่ปักกิ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงพักร้อนเลยเดินทางมาเที่ยวที่นี่คนเดียว” เคียวบอกกับเราอย่างนั้น “เดี๋ยวนี้คนจีนฐานะดีขึ้น ทำให้มีคนออกไปเที่ยวในที่ต่างๆ กันมากขึ้น ทั้งในและนอกประเทศ ลองดูที่เที่ยวดังๆ อย่างจิ่วจ้ายโกว จางเจี่ยเจี้ย กำแพงเมืองจีน คุณจะเห็นนักท่องเที่ยวจีนอัดแน่นไปหมดทุกที่ทุกวัน ไม่มีวันไหนที่คนน้อยเลย คุณควรทำใจเรื่องคนเยอะไว้เลยนะ”

ระยะทางจากเฉิงตูไปจิ่วจ้ายโกวประมาณ 460 กิโลเมตร ตามหลักน่าจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 8-9 ชั่วโมง แต่ด้วยความที่รถบัสจอดแวะตามร้านค้า (ที่ขายของเหมือนกันทุกร้าน) เกิน 10 รอบ ทำให้กว่าจะถึงที่หมายก็ปาไป 6 โมงเย็น ซึ่งตอนแรกเราก็เครียดว่าจะหาที่พักได้ไหม แต่เอาเข้าจริงต้องบอกว่าหาง่ายมาก เพราะจิ่วจ้ายโกวเป็นเมืองที่ใหญ่และเจริญกว่าที่คิดไว้มาก ให้ความรู้สึกเหมือนมียูเอฟโอยกเมืองใหญ่ทั้งเมืองมาวางไว้กลางหุบเขาอันไกลโพ้น

อุทยานจิ่วจ้ายโกวตั้งอยู่กลางหุบเขา ภายในมีทะเลสาบ ป่าไม้ และน้ำตกสวยงามมากมาย จุดขายของที่นี่คือทะเลสาบที่ใสปิ๊งและมีสีสันสวยงาม ทั้งเขียว เหลือง ฟ้า ม่วง ซึ่งมีหลายคนวิเคราะห์ว่าเกิดจากตะกอนใต้น้ำบวกกับการหักเหของแสง ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวดังกล่าวทำให้มันถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก และเป็นที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้นๆ ของจีน

จากเกสต์เฮาส์ของเราไปตรงทางเข้าอุทยานใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาที เราวางแผนว่าไปให้เช้าแบบเว่อร์ๆ เลยสัก 05.30 น. จะได้ไม่ต้องเจอกรุ๊ปทัวร์และกองทัพนักท่องเที่ยวมหาศาล ปรากฏว่าเอาเข้าจริงไม่มีใครตื่นไหว จนต้องขอเลื่อนเวลาตื่นเป็น 7 โมง พอตื่นสายก็เป็นไปตามคาด นั่นคือมีนักท่องเที่ยวนับพันยืนรอที่หน้าทางเข้าเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่อคิวเพื่อรอขึ้นรถบัสที่บริการขับวนรอบอุทยาน (จ่ายค่ารถครั้งเดียวสามารถขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ที่จุดไหนก็ได้) ที่จริงจะเรียกว่าเป็นการต่อคิวก็ไม่ค่อยถูกนัก ต้องเรียกว่าเบียดเสียดแย่งกันเข้าจะตรงกว่า เวลามีรถบัสมาเทียบท่าสักคันหนึ่งก็เกิดการแย่งขึ้นรถราวกับอยู่ในหนัง Train to Busan

ตัวอุทยานมีขนาดใหญ่มากจนต้องใช้เวลา 2-3 วันขึ้นไปถึงจะเก็บไฮไลต์ได้ครบ แต่ด้วยความที่ค่าตั๋วต่อวันราคาแพงหูฉี่ถึง 310 หยวน หรือ 1,600 บาท (ถือเป็นราคาค่าตั๋วมาตรฐานของที่ท่องเที่ยวในจีนซึ่งส่วนใหญ่แพง) บวกกับเวลามีจำกัด ทำให้เราเลือกที่จะเก็บเฉพาะไฮไลต์ที่โคตรเด็ด โดยใช้เวลาวันเดียวพอ ส่วนวันอื่นเราจะเก็บไว้ไป “หวงหลง” อุทยานที่อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล

จุดแรกที่เราแวะได้แก่ Long Lake หรือทะเลสาบยาว ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่น้ำที่โคตรใสจนเห็นทุกอย่างที่อยู่ข้างล่าง และยังสะท้อนภาพท้องฟ้ากับภูเขาลงบนผิวน้ำ ที่อยู่ข้างๆ กันคือสระ 5 สี (The Jade-Colored Lake) ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่น้ำหลากสีสัน ทั้งเขียว ม่วง น้ำเงิน ราวกับมีคนเอาสีเทลงไปในน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่สวยจนกล้องถ่ายรูปก็ไม่อาจบันทึกความสวยงามลงไปได้ทั้งหมด แต่ด้วยความป็อปปูลาร์ของมันทำให้มีนักท่องเที่ยวต่อคิวถ่ายรูปเยอะมาก จนต่อให้หลบหลีกยังไงก็ยังต้องมีคนอยู่ในภาพ

ระหว่างที่เราเดินงงหลงทิศทางกันอยู่ มองไปข้างหน้าก็เห็นอีกคนหนึ่งที่ดูงงหลงทิศทางไม่แพ้เรา เราก็เลยชวนเขาเดินไปด้วยกัน

“ค่าเข้าชมคนละ 310 หยวน ดูแล้วมีคนเข้าชมวันละเป็นหมื่น นี่ขนาดไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่นนะเนี่ย ไม่อยากนึกเลยว่าปีหนึ่งที่นี่จะทำเงินได้กี่พันล้านหยวน” ผมกล่าว

“แต่เงินค่าตั๋วที่เก็บไปก็มีการแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมนะ ทั้งรถบัสในอุทยาน มีทางเดินที่เป็นไม้ปูยาวทั่วอุทยานหลายกิโล มีถังขยะ มีป้ายบอกทางที่ดูดีมาก” เคียวกล่าว

“เออ ประเทศคุณเคยมีการประท้วงเรียกร้องไม่ให้สร้างกระเช้าหรือทางเดินในป่าไหม เพราะมันน่าจะทำลายธรรมชาติมากอยู่นะ” เพื่อนผมถามต่อ

“ก็ไม่ค่อยได้ยินนะ แต่ในประเทศจีนคุณก็รู้ เราประท้วงอะไรมากไม่ได้หรอก” เคียวตอบ

เราเลือกที่จะหยุดคุยประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมกับความเจริญไว้เพียงเท่านี้ แล้วหันไปถ่ายรูปทะเลสาบต่อ

เรามองสำรวจคนที่มาเที่ยวพบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนหลากหลายวัย ตั้งแต่เด็กประถม วัยรุ่น ไปจนถึงอาแปะอาม่า สิ่งที่สะดุดตาพวกเราคือการแต่งตัว เพราะในขณะที่เครื่องแต่งกายในยามขึ้นเขาเข้าป่าของนักท่องเที่ยวไทยหรือตะวันตกคือเสื้อกางเกงรองเท้าที่ทนทานรัดกุม แต่นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่กลับใส่เสื้อสีฉูดฉาดและกระเป๋ารองเท้าแฟชั่นราวกับเดินอยู่ในห้าง (บางคนใส่รองเท้าส้นสูงส้นแหลมเปี๊ยบเดินในอุทยาน เห็นแล้วยอมใจในความสามารถของพวกนาง)

หลังจากนั้นเราเดินทางไปที่เส้นทางสระธนูไผ่ (The Arrow Bamboo Lake) ซึ่งเป็นทางเดินเท้า 12 กม. โดยผ่านจุดต่างๆ อย่างสระแพนด้า, น้ำตกแพนด้า (ชื่อดูหน่อมแน้มแต่ของจริงอลังการมาก), สระ 5 บุปผชาติ, สระไข่มุก, น้ำตกไข่มุก, ทะเลสาบกระจก สิ่งที่ทำให้เราทึ่งได้แก่ภาพสระน้ำหลากสีที่มีซากต้นไม้โบราณนอนนิ่งอยู่ใต้น้ำ เกิดเป็นภาพประหลาดเกินบรรยาย

เวลาลุล่วงมาหลังเที่ยง และอาหารที่อยู่ในท้องเรามีแค่แอปเปิล 1 ลูกซึ่งสลายไปนานแล้ว โชคดีที่ระหว่างทางมีแม่ค้าวางขายมาม่าแบบแบกับดิน แม้ราคาจะพุ่งไปถึงถ้วยละ 15 หยวน (ประมาณ 80 บาท จากราคาปกติ 3.5 หยวน) แต่เราก็ยอมจ่ายโดยดี มาม่าจีนต่างจากมาม่าไทยตรงที่ถ้วยใหญ่ เส้นบวมอืดกว่า เรียกได้ว่ากว่าจะกินหมดถ้วยก็เล่นเอาเรานั่งอืดจนไม่อยากเที่ยวต่อ

จากนั้นเราก็เดินไปต่อที่น้ำตกเน่อเย่อหลัง, สระแรด, สระเสือ, น้ำตกซู่เจิ้ง, หมู่บ้านธิเบตซู่เจิ้ง ผลจากการเดินไม่หยุดตั้งแต่ 07.30 ถึง 18.00 น. ทำให้ช่วงหลังเรากับเคียวถึงขั้นต้องลากขาเดิน เราเดินขากะเผลกไปที่ร้านอาหาร ก่อนสั่งเบียร์แกล้มอาหารเสฉวนที่มีส่วนผสมเป็นหมาล่า ซึ่งกินแล้วชาปากสุดขีด ด้วยบทสนทนาที่ลื่นไหลทำให้เรานั่งกินจนถึงเวลาร้านปิด 4 ทุ่ม จนเจ้าของร้านแทบจะเชิญเราออกไปจากร้าน

ก่อนจากกัน เราแลกเปลี่ยนอีเมลกับเคียวเอาไว้ โดยสัญญาว่าถ้ามาเมืองไทยเมื่อไรจะพาเที่ยว เราจับมือแยกย้ายกันโดยบอกว่าแล้วพบกันใหม่

แต่ดั่งที่เพลง Polycat บอกไว้ว่า คนที่บอกว่าแล้วพบกันใหม่มักจะไม่พบกันอีก เพราะผมเผลอดันลืมหนังสือที่ข้างในมีเศษกระดาษจดอีเมลของเคียวเอาไว้ที่โรงแรม มารู้ตัวก็ตอนกลับไปที่เฉิงตูแล้ว ทำได้แต่รอให้เคียวติดต่อมาตามอีเมลที่ให้ไว้ แต่ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ติดต่อกลับมาหาเรา และที่สำคัญคือผมกับเพื่อนที่ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์เป็นร้อยๆ รูป แต่กลับไม่เคยถ่ายรูปเคียวเอาไว้เลยสักรูป ทำให้ความทรงจำของผมที่มีต่อใบหน้าของเขาเริ่มเลือนรางไปเรื่อยๆ

ซึ่งก็เป็นเหมือนที่บางคนกล่าวไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ยั่งยืนถาวร ไม่เว้นแม้แต่ความทรงจำดีๆ

How to go there

-แม้จะไปจิ่วจ้ายโกวได้จากหลายเมือง แต่เมืองต้นทางหลักคือเฉิงตู โดยสามารถไปได้ทั้งรถบัสโดยใช้เวลา 10 ชั่วโมง และเครื่องบินโดยใช้เวลาเดินทางแค่ 1 ชั่วโมง แต่ว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า และสภาพอากาศบริเวณนั้นมีความแปรปรวนสูงจนเครื่องบินดีเลย์อยู่บ่อยๆ

-อุทยานแห่งนี้จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงฤดู ทั้งช่วงที่ใบไม้เป็นสีเขียว สีเหลือง หรือเป็นหิมะปกคลุมทั้งหมด ซึ่งช่วงที่ฮอตฮิตที่สุดได้แก่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีปลายเดือนตุลาคม แต่แน่นอนว่านักท่องเที่ยวก็จะคับคั่งไปด้วย

-ค่าใช้จ่ายที่นี่ไม่แพงอย่างที่คิด ด้วยเงิน 12,000 – 15,000 บาท (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน) ก็สามารถจัดทริปแบกเป้ได้แบบสบายๆ

เรื่อง-ภาพ: บดินทร์ เทพรัตน์

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

ดาลัด – โฮจิมินห์ ทริปง่ายเที่ยวครบกับเงินไม่ถึงหมื่น (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 15 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751236


อากาศช่วงปลายฝนต้นหนาวกลับมาเยือนอีกแล้วนะครับท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ช่วงนี้หลายคนคงวางแผนเที่ยวปลายปีกันแล้ว แบกกล้องเที่ยวก็มีทริปราคาเบาๆ จัดกระเป๋าไม่ยุ่งยาก เพราะอากาศดี๊ดี วิวสวย อาหารเริด ที่สำคัญไปไม่ยากก็ที่ เวียดนาม ไงครับ!

ก่อนอื่นสิ่งที่ต้องเตรียมก็คือจองตั๋วราคาโปร ซึ่งตอนนี้มีมากมายให้เลือกกดซื้อกันรัวๆ  ในเว็บไซต์ จากนั้นเช็กพาสปอร์ตว่าใกล้หมดอายุหรือยัง กำเงินไปสัก 5,000 – 6,000 บาท เพื่อไปแลกเงินดอง (อัตราช่วงนี้อยู่ที่ 10.000 VND = 17 บาท) เสื้อผ้าหนาสักหน่อย อย่าลืมเสื้อกันฝนด้วยนะ

วันแรก กรุงเทพฯ – โฮจิมินห์

เรามาถึงไฟลต์เช้า อย่างแรกเลยซื้อซิมไว้เล่นเน็ตที่สนามบินก่อนเลย ราคาประมาณ 100.000 VND (170 บาท) จากนั้นเดินออกมาขึ้นรถเมล์สาย 152 นะ ไปฟามหงุเหลา คนละ 5.000 VND (8.50 บาท) ฟามหงุเหลา คือ แหล่งที่พักในเมืองไซ่ง่อน  คล้ายถนนข้าวสารบ้านเรา บอกคนขับได้เลยเราจะลงตรง ฟามหงุเหลา เขาจะจอดรถเมล์ให้ แล้วเดินต่อหน่อย

ตรงนี้จะเป็นดงที่พัก หาที่พักก่อนเลย แต่คืนนี้เราไม่นอนเอาไว้สำหรับเก็บของอาบน้ำเท่านั้น หลังจากนั้นไปหาซื้อตั๋วรถ FUTA Bus Line ไปดาลัด ค่าตั๋วรถนอนคนละ 270.000 VND (459 บาท) จากนั้นเดินถ่ายรูปเก๋ๆ กันเลย

สถานที่แนะนำก็เช่น Notre Dame Cathedral โบสถ์นอร์ทเธอดาม, Reunification Palace เป็นทำเนียบของอดีตประธานาธิบดี, Tran Nguyen Hai Statue

วันที่สอง ดาลัด

ก่อนมาดาลัด แนะนำให้จองโรงแรมไว้ล่วงหน้าเลยครับ เพราะเราจะมาถึงเช้ามากๆ  แต่รถทัวร์เขาจะมาส่งที่หน้าโรงแรมเลย ราคาส่วนมากห้องดีๆ ไม่ถึงพัน หารสองก็ตกคนละไม่เท่าไร จากนั้นซื้อ One Day Trip กับที่โรงแรม ทริปนี้เราเหมารถ 700.000 VND (1,190 บาท) ตกคนละ 198 บาท (เรามา 6 คน) จะได้เที่ยวทั้งหมด 5 ที่ด้วยกัน คือ Bao Dai’s Summer palace พระราชวังฤดูร้อนบ๋าวได๋, โบสถ์เมืองดาลัด (Nhà thờ chính tòa Đà Lạt), Robin hill, cable car ชมวิวมุมสูงเมืองดาลัด อันนี้ต้องจ่ายค่าขึ้นกระเช้า one way คนละ 50.000 VND (85 บาท), Datanta waterfall น้ำตกดาทันลา ไฮไลต์ของที่นี่ก็คือ Roller Coaster ให้เราได้เล่นขับลงไปถึงน้ำตก ค่ารถโรลเลอร์โคสเตอร์ แบบ return คนละ 50.000 VND (85 บาท) และที่สุดท้าย Valley of love หุบเขาแห่งความรัก

หลังจากเที่ยวมาทั้งวัน แถวที่พักจะมีตลาดนัด ของกินเพียบ ราคาถูก กินจนจุกแค่ไม่ถึงร้อย พร้อมลุยอีกวัน

วันที่สาม ดาลัด

วันนี้เรายังอยู่ดาลัด เราเหมารถเช่นเคย เพราะวันนี้เราจะออกจากตัวเมืองไปไกลหน่อย  ประมาณ 50 กม. เพื่อไปน้ำตกฟงกัว Pongour Waterfall ก่อนไปเราแวะเที่ยว Truc lam zen วัดตั๊กลัม วัดพุทธนิกายเซนแบบญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนเทือกเขาเฟืองฮว่าง ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ และดอกไม้นานาพันธุ์ ด้านในก็จะมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้ มีองค์พระแก้วมรกตจำลองที่นี่ให้กราบไหว้สักการะด้วย

มาถึงน้ำตกมีค่าเข้า 10.000 VND/คน (17 บาท) ได้รับการขนานนามให้เป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดในดาลัด และเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเวียดนาม นอกจากนี้ก็ยังมี น้ำตกเพรนน์ Prenn Waterfall อยู่ห่างจากใจกลางดาลัดประมาณ 10 กิโลเมตร

จากนั้นเราแวะที่โบสถ์โดเมนเดมารี Domain Church บนถนนโงเกวี่ยนเป็นโบสถ์สีชมพู ตั้งอยู่อย่างสงบและสง่างาม อีกทั้งยังเห็นวิวหมู่บ้านของชาวเวียดนามที่นี่ด้วย  และไปที่ Linh Quang Pagoda มีรูปปั้นมังกรตัวใหญ่อยู่ทางซ้าย ส่วนด้านขวา เป็นรูปปั้นจำลองประสูติพระพุทธเจ้า

ถ้าใครชอบความสนุกสนานก็ลองแวะมาที่ Crazy House บ้านหน้าตาแปลกประหลาด ค่าเข้าคนละ 40.000 VND (68 บาท) เป็นอาคารที่ทำด้วยปูนแบบแปลกๆ ทรงแปลกตา ลูกสาวประธานาธิบดีคนที่ 2 ของเวียดนาม เป็นผู้ออกแบบ ซึ่งจบสถาปัตย์มาจากฝรั่งเศส อารมณ์เหมือนหลุดไปในโลกนิทานบ้านยักษ์ สีสันสวยงาม มีทางเดินขึ้นลงแคบๆ ไปยังห้องต่างๆ ที่นี่สามารถจองติดต่อห้องพักได้ด้วย

ว่ากันเรื่องกินบ้าง เขาว่ามาดาลัดต้องกินหอย มื้อเย็นนี้พวกเราเลยจัดบุฟเฟ่ต์ที่ Ngon Buffet จะคิดค่าหัว 220.000 VND/คน (374 บาท) มีอาหารให้เลือกทานเยอะมาก ทั้งอาหารทะเล มีตั้งแต่ปลาแซลมอน ทูน่า จระเข้ หอยเยอะมาก ส่วนค่าเครื่องดื่มคิดแยกต่างหาก ของคาวเสร็จต้องตบด้วยของหวานที่ร้าน Tung cafe มาลองโยเกิร์ตดาลัด และกาแฟราคาไม่แพง

ทริปของเรายังไม่จบนะครับ มาติดตามต่อกันสัปดาห์หน้ารับรองว่าฟินจนอยากบินตามกันเลยทีเดียว…

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong