ลองสักครั้งจะติดใจ! อร่อย น่ารัก เช็กอินถ่ายรูปเก๋ๆ ‘Warm Wood Cafe’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 14:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736981


ฝนตกแทบทุกวันแบบนี้ เราเชื่อว่าหลายคนต้องมีอาการ ‘มองบน’ เพราะถ้าฝนตกเมื่อไหร่ กรุงเทพฯ เมืองรถติดเป็นดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้วยิ่งติดไปกันใหญ่ คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ เลยขอแนะนำในระหว่างฝนตก รถติดหลังเลิกงาน ขอให้คุณทำใจเย็นๆ มองหาร้านอาหารและคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นๆ ที่สามารถพาตัวเองและครอบครัวมานั่งชิลๆ ได้สะดวก หรือจะชักชวนเพื่อนมานั่งพูดคุยกันไป รับประทานอาหารกันไป แบบสบายๆ เราขอแนะนำให้รู้จักร้าน Warm Wood Café (วอร์มวู้ด คาเฟ่)

เปิดประตูร้านเข้ามา ร้านไม่ได้ใหญ่มาก แต่เรารู้สึกหลงรักกับบรรยากาศและการออกแบบร้านที่มีสไตล์ เรียบเก๋ ให้ความรู้สึกอบอุ่น ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสัมผัสได้ถึงความเป็นกันเอง สบายๆ เหมือนได้นั่งอยู่ในบ้านแถบชานเมืองในแนว La Provence (โพรวองซ์) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส

ตกแต่งร้านได้น่ารักใช้โทนสีอ่อน ทำให้เรามีความรู้สึกอบอุ่น ดูสบายตา และที่สำคัญอยู่ในยุคโซเชียลแบบนี้ต้องมีการถ่ายรูป เช็กอินกันบ้าง ที่นี่ก็มีมุมถ่ายรูปหลากหลาย พร้อมอาหารและของหวานแสนอร่อยที่ทำให้ลูกค้าได้ใช้เวลาอันอบอุ่นร่วมกัน ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ลูกค้าจะสัมผัสได้เมื่อเข้ามาที่ Warm Wood Café

ซึ่งการตกแต่งและทุกเมนูของร้านรังสรรค์ภายใต้คอนเซปต์ “From our warm heart and crafty hands” ทุกเมนูเกิดขึ้นจากการใส่ใจในทุกรายละเอียด เน้นทำสดใหม่ออกจากเตา อาหารและขนมที่ทำใหม่จานต่อจาน มีเมนูอาหารและเครื่องดื่มอร่อยๆ ให้เลือกมากมาย

Warm Wood Café พิถีพิถันในการคัดสรรเมนูอาหาร แบบสไตล์ Comfort food ซึ่งที่นี่ลูกค้าสามารถใช้เวลาร่วมกับเพื่อน พร้อมมีความสุขกับอาหารที่หลากหลาย แบบ All Day Brunch, Salad, Snack, Pasta, Main Course, and French Style Dessert เพื่อตอบโจทย์ของลูกค้าในหลากหลายสไตล์ พร้อมด้วยเครื่องดื่มรสชาติเยี่ยมให้เลือกดื่มคู่กับอาหารได้อย่างมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น

ทดสอบ 5 เมนู เยือน Warm Wood Café แล้วต้องลอง

เมนูแรก : Soft Shell Crab Salad

เมนูแรกที่ลองถึงแม้เราจะไม่ใช่คนนิยมการทานผัก แต่จานนี้เรารู้สึกชอบ กินแล้วคุณจะรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ผักกาดแก้วเย็นๆ กรอบๆ กินคู่กับปูนิ่มทอด ราดด้วยซอสบัลซามิกกับผักสดๆ ทั้งยังมีสับปะรดและมะเขือเทศดึงดูดรสชาติให้มีความเปรี้ยว หวาน ตัดคาวของปูนิ่มได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งมีเมนูที่มีประโยชน์ทั้งจากปูนิ่มที่มีแคลเซียมสูงและไขมันต่ำ ลองทานผักสลัดจานนี้กันเถอะ!

เมนูที่ 2 : Spaghetti Black Ink

สปาเกตตีแบล็กอิงก์ เป็นเมนูที่ทำจากเส้นสปาเกตตีสีดำนั่นเองใส่เนื้อปูลงไป เด็ดตรงซอสที่เป็นมันกุ้งกับพริกเผาผสมครีม เป็นซอสที่เชฟของร้านได้คิดขึ้นมาเองเช่นกัน เป็นเมนูที่เชฟบอกกับเราว่าอยากได้ความแปลกใหม่ อารมณ์เหมือนได้ทานซีฟู้ดด้วย บอกเลยว่าอร่อยเหาะค่ะคุณผู้ชม

เมนูที่ 3 : Pork Ribs BBQ

เป็นเมนูที่ทำจากซี่โครงหมูนำไปตุ๋นในอุณหภูมิที่เชฟได้กำหนดไว้ไม่ถึง 100 องศา และพิเศษสุดๆ ตรงซอสบาร์บีคิวที่ราดลงไป ทางร้านคิดขึ้นมาเป็นพิเศษ รสชาติออกเปรี้ยวหวานไม่เหมือนอย่างที่เคยกินจากร้านอื่น ขอบอกว่าฟินสุดๆ ไปเลยแหละ

เมนูที่ 4 : Grape Chicken

เมนูนี้เป็นไก่หมักกับซอสและไวน์แดง ซอสที่ว่าจะมีความเย็นๆ นิดนึง กินกับองุ่นและมัน เข้ากันเป็นอย่างดี ถูกปากคนที่มาทานหลายๆ คน เป็นอีกหนึ่งเมนูที่เราอยากแนะนำ

เมนูที่ 5 : Pink Coral

เขาว่ากันว่า กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่ งั้นเราต้องจัดของหวานกันสักหน่อย อีกหนึ่งมนูสุดครีเอต ด้วยการนำ Molecular Gastronomy เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ความอร่อยให้กับ Strawberry Cheesecake เสิร์ฟพร้อม Raspberry Ravioli และไมโครเค้ก ทานคู่กับผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว และ Almond Crumble บอกเลยว่าคนรักของหวานอย่างเราประทับใจมากๆ กับรสชาติความอร่อย ฟิน ของเมนูนี้

พิกัดร้าน : ‘Warm Wood Cafe’ ปากซอยทองหล่อ 10

หนาวจนปากสั่น! ชวนขึ้นดอยอินทนนท์ สัมผัส 6 องศา งานล่าทะเลหมอกแห่งปี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/750217


ฝนซาไปไม่ทันไร แว่วมาว่าอากาศทางภาคเหนือเริ่มมีลมหนาวมาให้ได้สัมผัสกันแล้ว โดยวันที่ 8-9 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า ‘ดอยอินทนนท์’ อุณหภูมิลดฮวบ เหลือเพียง 6 องศาเซลเซียส ต่ำมากที่สุดครั้งแรกของปี

ไทยรัฐออนไลน์ จะพาขาเที่ยวที่ชอบท่องเที่ยวในหน้าหนาวไปเจาะประเด็นเรื่องนี้กัน  โดยเฉพาะการเดินทางไปเที่ยวตามยอดดอยต่างๆ เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยแม่สลอง ภูชี้ฟ้า ม่อนแจ่ม ฯลฯ หลังจากที่เราตามข่าวพยากรณ์มาสักพัก ทราบข้อมูลคร่าวๆ ว่าปีนี้หน้าหนาวจะค่อนข้างหนาวจัดกว่าปีที่ผ่านๆ มา

ใครอยากไปเที่ยวดอยปลายปีนี้ ตามมาอ่านทางนี้ด่วนๆ

1. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ถูกประกาศเป็นอุทยานฯ ในลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ 119 หมู่ 7 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ

2. ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า ‘ดอยหลวง’ หรือ ‘ดอยอ่างกา’ ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า ‘ดอยหลวง’ (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่) ส่วนที่มาของ ‘ดอยอ่างกา’ มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากยอดดอยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 300 เมตร มีหนองน้ำแห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่าง ฝูงกาจำนวนมากมายมักพากันไปเล่นน้ำที่หนองน้ำแห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า อ่างกา

3. เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา มีรายงานจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ระบุว่า สภาพอากาศบนดอยอินทนนท์ในช่วงเช้า มีอากาศหนาวเย็นแล้ว อุณหภูมิบนยอดดอยหนาวมาก วัดได้ต่ำสุดที่ 6 องศาเซลเซียส ขณะที่จุดชมวิวกิ่วแม่ปานวัดได้ต่ำสุด 9 องศาเซลเซียส จึงนับว่าเป็นอากาศลดต่ำที่สุดในหนาวแรกของปีนี้ และคาดการณ์ปีนี้ฤดูหนาวของจังหวัดเชียงใหม่ปีนี้จะมาถึงเร็วกว่าปกติ

4. บนยอดดอยที่มีอุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียส พบว่ามีน้ำค้างบนยอดหญ้า แต่ยังไม่ใช่เหมยขาบหรือแม่คะนิ้ง พอสายๆ แดดเริ่มออกก็หายไป นอกจากสภาพอากาศโดยทั่วไปค่อนข้างจะหนาวเย็นแล้ว ในช่วงนี้แสงอาทิตย์ยามเช้าจะเป็นสีทองอร่ามสวยงาม เหมาะกับการเดินทางมาท่องเที่ยว

5. อัพเดตต่อเนื่อง เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา พบว่าบริเวณกิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ ท้องฟ้าปิด มีหมอกกระจายตัวอยู่เต็มไปหมด วัดอุณหภูมิได้ประมาณ 12 องศาเซลเซียส แต่ตอนนี้ยังปิดเส้นทางสำรวจธรรมชาติอยู่ เนื่องจากมีหมอกหนาจัดอาจเป็นอันตรายได้

6. สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ ในปีนี้จะเปิดเส้นทางให้นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวกันในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป ในเส้นทางนี้นอกจากมีวิวทิวทัศน์สวยอลังการแล้ว ยังอาจจะได้พบสัตว์หาชมยากที่จะออกมากินอาหารตามเส้นทางนี้ด้วย ขาเที่ยวเตรียมจองตั๋ว จองที่พัก และฟิตร่างกายให้ดี เพื่อไปตามล่าทะเลหมอกสวยๆ ครั้งแรกของปีที่นี่กัน

7. ในเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้ คาดการณ์กันว่าที่ยอดดอยอินทนนท์จะมีปรากฏการณ์น้ำค้างแข็ง หรือ แม่คะนิ้ง ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างแน่นอน เนื่องมาจากสภาพอากาศที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว บวกกับสภาพธรรมชาติของป่าที่ฟื้นตัวเต็มที่  นอกจากนี้ยังมีทุ่งกุหลาบพันปีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศกว่า 100 ไร่ให้ได้ชมอีกด้วย

8. ในช่วงนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยขึ้นดอยอินทนนท์เพื่อสัมผัสอากาศหนาวกันแล้ว  โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1,500 คน จากการสอบถามนักท่องเที่ยวพบว่า ส่วนใหญ่อยากมาชมแสงแรกยามเช้าบนดอย, ชมทะเลหมอก, สัมผัสอากาศเย็นครั้งแรกของปี, ชมน้ำค้างบนยอดหญ้า และตามล่าแม่คะนิ้ง

9. ส่วนใครที่อยากเที่ยวต่อในจุดอื่นๆ บนดอยอินทนนท์ ก็สามารถไปเที่ยวชมน้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทยจำนวน 3 แห่ง ทั้งน้ำตกแม่กลาง, น้ำตกแม่ยะ, น้ำตกวชิรธาร รวมทั้งยังมีสมอลฟาร์ม ตั้งอยู่บริเวณปากทางขึ้นดอยอินทนนท์ เป็นฟาร์มที่มีบรรยากาศดี มีบรรดาสัตว์เล็กนานาชนิดให้ได้ชมและป้อนอาหาร เช่น แกะ, แพนด้า, นกยูง, ม้าแคระ เป็นต้น

10. มีข้อมูลเพิ่มเติมจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ รายงานว่า ฤดูหนาวที่เชียงใหม่ในปีนี้จะเริ่มหนาวอย่างจริงจังในช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นต้นไป  และจะไปสิ้นสุดประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้อากาศจะหนาวกว่าทุกปีที่ผ่านมา  อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงฤดูหนาวจะอยู่ที่ประมาณ 16-18 องศาเซลเซียส

ใครจะไปตามล่าทะเลหมอกยอดดอยอินทนนท์ปีนี้ เตรียมตัวขึ้นเหนือให้ไว จะได้ไปแชะภาพมาอวดได้ก่อนเพื่อนเนอะ!

แหล่งท่องเที่ยวแปลกใหม่ที่ชวนให้ขนลุก!! สัมผัสชีวิตราชาสัตว์เลี้อยคลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/751361


สร้างสรรค์สถานที่ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ สยามปาร์ค เรคครีเอชั่น เปิดตัว สยาม เซอร์เพนทาเรี่ยม (Siam Serpentarium) ศูนย์การเรียนรู้เพื่อ เข้าใจชีวิตงู ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย

ฐวัฒน์ สมมะโนพัฒน์ ผู้บริหารสยาม เซอร์เพนทาเรี่ยม กล่าวว่า สยาม เซอร์เพนทาเรี่ยม เป็นศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเข้าใจชีวิตงู รูปแบบใหม่ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ บนถนนหลวงแพ่ง ลาดกระบัง กรุงเทพฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จะพาไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ผ่านมุมมองชีวิตที่แรกและที่เดียวในเอเชีย ร่วมศึกษาเรื่องงูๆ ไปพร้อมกับกิจกรรมที่นำเสนอความรู้ กับนิทรรศการสื่อผสมเหนือจินตนาการ สู่ประสบการณ์แห่งโลกของงูเสมือนจริง

ภายในศูนย์แห่งนี้ จะมี 3 โซนกิจกรรม ได้แก่ โซนพิพิธภัณฑ์ประสบการณ์เสมือนจริง มหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้ ด้วยประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ร่วมผจญภัยไปในดินแดนลี้ลับแห่งราชาของสัตว์เลื้อยคลานที่น่าค้นหาในรูปแบบ immersive museum สื่อผสมในรูปแบบดิจิตอล ที่พาทุกคนไปพบกับวงจรชีวิตของงู ตั้งแต่การเกิด, การล่า, การเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆ ตลอดถึงการสืบพันธุ์, โซนสวนงู พื้นที่การจัดแสดงงูระดับโลก ที่รวบรวมงูมากกว่า 50 สายพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่งูสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในโลกจนถึงขนาดเล็กที่สุดในโลก ตลอดจนงูสายพันธุ์แปลกๆ เช่น งูอนาคอนด้าขนาดยักษ์, งูเห่าทอง และงูหลามบอลหลากสี ซึ่งจะให้ทั้งความรู้และความสนุกสนานไปพร้อมๆกัน และสุดท้าย โซนโรงละครนาคาเธียเตอร์ สุดยอดของการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจ ในระบบแสงสีเสียง และฉากการแสดงที่ยิ่งใหญ่อลังการ และในช่วงฉลองการเปิดตัวนี้จึงจัดให้คนไทยเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พ.ย.ศกนี้.

 

ขี่อูฐในทะเลทราย First Time ที่อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 9 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737487


หลังจากที่ผมเคยผ่านประสบการณ์เที่ยวเมืองปีนัง, เสียมเรียบ, เวียงจันทน์, สิงคโปร์ ในช่วงหน้าร้อน ซึ่งแดดแผดเผาในระดับที่ถ้าไฟจะไหม้ลุกท่วมตัวก็ไม่แปลกใจ ทำให้ผมตั้งปณิธานว่าจะไม่เที่ยวเมืองร้อนๆ ในช่วงหน้าร้อนอีกแล้ว (โว้ย!!!)

ตัดภาพมาหน้าร้อนปีนี้ สถานที่ที่ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวก็คือ ทะเลทราย (ร้องไห้แป๊บ..)

จุดหมายปลายทางของผมคือ การได้มาขี่อูฐที่ทะเลทรายธาร์ เมืองจัยซัลแมร์ (Jaisalmer) แคว้นราชาสถาน ประเทศอินเดีย ซึ่งผมอยากมาตั้งแต่ตอนที่ได้อ่านหนังสือ “ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย” ของบินหลา สันกาลาคีรี ซึ่งเขียนถึงเมืองนี้ ส่วนเหตุผลที่เลือกมาช่วงหน้าร้อนก็คือค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมถูกมาก ด้วยความเป็นช่วงโลว์ซีซั่นแบบสุดขีด (Lonely planet เขียนไว้ว่าการเที่ยวจัยซัลแมร์ในช่วงหน้าร้อนถือเป็นการกระทำที่ crazy) อีกทั้งมิตรสหาย 2 คนของผมที่กำลังแบกเป้เที่ยวอินเดียหลายเดือนก็มีโปรแกรมที่จะมาเมืองดังกล่าวช่วงนั้นพอดี พอมีคนเที่ยวด้วยก็เลยต้องรีบคว้าโอกาสไว้ เพราะรู้ดีว่าอินเดียเป็นประเทศที่ชวนเพื่อนแบกเป้เที่ยวด้วยยากขนาดไหน จะเที่ยวคนเดียวก็จะรู้สึกว่าเลเวลตัวเองยังไม่แข็งแกร่งพอ

จัยซัลแมร์มีความน่าสนใจตรงไหน? ที่เห็นได้ชัดมีอยู่สามข้อ คือ 1.อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ในเมืองถูกสร้างขึ้นด้วยหินทรายสีเหลืองทอง ทำให้เวลามองจากระยะไกลเราจะเห็นทั้งเมืองเป็นสีทองอร่ามจนได้รับฉายาว่า Golden City 2.ป้อมปราการยักษ์สีทองอายุ 900 ปีอย่าง Jaisalmer Fort ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ความคัลท์คือในป้อมมีชาวบ้านอาศัยอยู่มากมาย (ต่างจากป้อมอื่นๆ ในอินเดียที่ถือเป็นโบราณสถานและมีการสงวนพื้นที่ไม่ให้ประชาชนขึ้นมาอยู่อาศัย) เรียกได้ว่าตากผ้าขายของกันแบบไม่แคร์ความเป็นมรดกโลกกันเลย 3.ทะเลทรายขนาดใหญ่ สำหรับผู้ที่ฝันอยากขี่อูฐหรือนอนในกระโจมแต่ไม่มีเงินถุงเงินถังไปที่แอฟริกาหรืออาหรับ ที่นี่ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

แต่การเดินทางมาเมืองนี้ก็ใช่ว่าจะสบาย เนื่องจากมันอยู่ติดชายขอบทางซ้ายของอินเดีย ห่างจากปากีสถานไม่ถึง 100 กิโลเมตร และไม่ใช่เมืองทางผ่าน คนที่มาต้องตั้งใจมาจริงๆ สำหรับการเดินทางมีทั้งรถไฟและรถบัส ส่วนเครื่องบินนั้นถึงในเมืองจะมีสนามบิน แต่ก็ปิดใช้งาน เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องชายแดนระหว่างอินเดีย – ปากีสถานที่ยังไม่จบสิ้น

เราเลือกที่จะไปจัยซัลแมร์จากเมืองจ๊อดปูร์ (Jodhpur หรือคนไทยชอบเรียกกันว่าโยธปุระ) ด้วยรถไฟรอบตี 5 เพื่อจะไปถึงที่หมายก่อนเที่ยง จะได้มีเวลาเที่ยวทะเลทรายตลอดช่วงบ่าย แผนการอันเพอร์เฟกต์ของเรามีช่องโหว่อย่างหนึ่งคือ มันเป็นเวลาที่เช้าเกินกว่าจะตื่นไหว ยิ่งคืนก่อนหน้านั้นเราซัดเบียร์ร่วมกับเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่นจนเมามาย ทำให้พอถึงเวลาที่ควรจะตื่น เราก็เลยกดปิดนาฬิกาปลุกในมือถือของเราอย่างไม่ใยดี (พร้อมเสียงด่าขึ้นมาลอยๆ ของมิตรสหายว่าใครแมร่งเป็นต้นคิดในการซื้อตั๋วรอบตีห้าวะ)

เราจึงต้องเปลี่ยนแผนมานั่งรถบัสท้องถิ่นช่วงสายๆ แทน ซึ่งทำให้เราได้พบกับประสบการณ์การผจญภัยแบบเต็มอิ่ม เพราะรถบัสนั้นสภาพเก่า ไม่มีแอร์ เบาะเล็กแคบ ทุกที่นั่งอัดแน่นไปด้วยคนท้องถิ่นและข้าวของพะรุงพะรัง จอดแวะบ่อย แถมสภาพอากาศภายนอกก็เป็นทะเลทรายที่ร้อนสุดขีดและเต็มไปด้วยฝุ่น

ผลคือ ตอนที่รถพาเราไปถึงที่หมายตอน 3 โมง พวกเราหิวและเหนื่อยจนอยากเข้าไปนอนในห้องแอร์แบบกูไม่สนใจอะไรแล้ว แต่พอเช็กอินปุ๊บพนักงานก็ถามเราว่า สนใจไปทะเลทรายไหม ยังทัน

“ต้องขึ้นรถไปตอนไหนครับ” พวกเราถาม

“ตอนนี้เลย เก็บกระเป๋าในห้องแล้วขึ้นรถทันที” พนักงานตอบ

จริงอยู่ที่ว่าการขี่อูฐทะเลทรายคือจุดหมายที่เราต้องการ แต่การที่อยู่ดีๆ ก็ต้องนั่งรถไปในทันทีโดยไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และไม่ทันได้อาบน้ำกินข้าวเลยนั้น ก็ดูเป็นการกระทำที่ระห่ำไปหน่อย ใครมันจะบ้าไปวะ

ตัดภาพเป็นอีก 5 นาทีต่อมา เราก็ได้นั่งอยู่บนรถที่ซิ่งไปทะเลทรายอย่างรวดเร็วเพื่อให้เรากลับเข้าเมืองทันก่อนมืด (ความบ้านี่มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ)

ทัวร์ทะเลทรายหรือ Desert Safari Tour มีแพ็กเกจให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ครึ่งวันไปจนถึง 3 วัน (พี่กะจะขี่อูฐทะลุเส้นทางสายไหมเลยหรือ) ตอนแรกเราวางแผนจะนอนค้างกระโจม 1 คืน แต่คุยไปคุยมาสรุปว่าขอเป็นทัวร์ครึ่งวันพอ เพราะจะได้เอาเวลาวันอื่นไปเที่ยวในเมือง และเพื่อถนอมร่างกายเอาไว้เที่ยวเมืองอื่นต่อ สำหรับการนอนกระโจมถ้ามีวาสนาได้กลับมาคราวหน้าค่อยว่ากัน

รถพาเราออกนอกเมืองไปทางปากีสถานมากขึ้นทุกที ระหว่างทางเราเห็นทหารถือปืนประปราย สองข้างทางนั้นมีแต่ความเวิ้งว้าง มีพื้นทรายที่แทรกด้วยต้นไม้แห้งๆ เพียงไม่กี่ต้น ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเรากำลังอยู่ในหนังเรื่อง Mad Max ต่างกันที่ไม่ต้องรอให้มีคนมาไล่ยิงเหมือนในหนัง แค่เพียงรถเสียหรือยางแตกกลางทางพวกเราก็คงตายกันหมดแล้ว เพราะสองข้างทางแทบไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตอยู่

รถพาเรามาส่งยังที่หมาย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ทะเลทรายเสียทีเดียว แต่เป็น Sam Sand Dunes หรือเนินทรายขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านนอกของทะเลทรายอีกที แต่เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความใหญ่โตอลังการของเนินทรายที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา

เราเดินไปที่จุดนำเที่ยว คนขับรถแท็กซี่ของโรงแรมและเจ้าของทัวร์ได้เชิญชวนให้เรานั่งรถจี๊ปซิ่งข้ามทะเลทรายเพื่อเข้าไปยังจุดขี่อูฐโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เราเลยทักท้วงว่า อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า เพราะว่าตอนจ่ายเงินค่าทัวร์ที่โรงแรม พนักงานเขาบอกว่ารวมทุกอย่างเสร็จสรรพแล้วไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่สุดท้ายเราก็ตกลงกันว่ายอมจ่ายก็ได้ เพราะที่นี่มันจัยซัลแมร์นะเว้ยไม่ใช่สมุทรปราการ จะได้มีโอกาสมาได้บ่อยๆ

รถได้พาเราทั้งสามคนยืนอยู่หลังกระบะรถโดยไม่มีการใส่เครื่องป้องกันใดๆ ซิ่งกระโดดข้ามเนินทรายอย่างรวดเร็วจนเราโคตรเสียวว่าสุดท้ายถ้าไม่ลงเอยที่รถคว่ำก็เป็นพวกเรากระเด็นตกรถ แต่พอมองไปที่สีหน้าท่าทางของพี่คนขับ พวกเราก็รู้สึกอุ่นใจว่าคงปลอดภัยเพราะพี่แกดูชิลมาก มีท่าทีไม่ต่างจากการขับรถออกไปหน้าปากซอย

สักพักพี่เขาก็พาเรามาส่งที่จุดปล่อยอูฐโดยสวัสดิภาพ รอบตัวเรามีอูฐยืนอยู่เรียงราย รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งแน่นอนว่าเป็นทัวร์จีน (หนีพวกเขาไม่พ้นจริงๆ) นอกจากนั้นยังมีร้านค้าที่เอาโค้ก น้ำ และเบียร์แช่น้ำแข็งเย็นๆ วางขายกันกลางทะเลทรายเลย (เห็นแล้วยอมใจในระบบทุนนิยม)

“เอาให้เต็มที่เว้ย นี่อาจเป็นครั้งเดียวในชีวิตของเราที่จะได้ขี่อูฐนะ” เพื่อนของผมบอกก่อนขึ้นอูฐซึ่งมีคนเลี้ยงอูฐคอยจูงให้

การขี่อูฐนั้นให้ความรู้สึกแปลกประหลาดดี เพราะมันไม่เหมือนกับการขี่ม้าที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่อูฐมันเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า และมีการส่ายตัวขึ้นลงซ้ายขวาตลอดเวลา ทำให้ตอนขี่รู้สึกเกร็งและเมื่อยมาก (ยิ่งอูฐที่เราขี่เป็นพันธุ์โหนกเดียวก็ยิ่งทำให้เมื่อยเป็นพิเศษ) ตอนขี่แรกๆ ก็รู้สึกสนุกดีอยู่หรอก แต่พอนั่งไปได้สัก 5 นาทีก็เริ่มเบื่อ คิดว่าเมื่อไรจะหมดรอบสักที จะมีตื่นเต้นเป็นพิเศษก็เวลาขึ้นลงจากตัวอูฐ เพราะมันจะขยับตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็วจนให้ความรู้สึกวูบไม่ต่างจากเครื่องเล่นสวนสนุก

จากตอนแรกที่เราหวั่นๆ ว่าขนาดในเมืองยังร้อนทะลุปรอทขนาดนี้ กลางทะเลทรายจะร้อนฉิบหายวายป่วงขนาดไหน แต่เอาเข้าจริงแล้วในทะเลทรายนั้นไม่ร้อนและเต็มไปด้วยฝุ่นอย่างที่คิด (หรือเราจะโชคดีที่มาตอนอากาศเย็นพอดี)

ขี่อูฐเสร็จแล้ว พี่คนขับรถจี๊ปก็พาเรากลับไปยังแท็กซี่โรงแรมที่ถนนใหญ่ พี่คนขับถามเราว่ามาจากไหน พอเราตอบว่าเมืองไทย พี่แกก็บอกว่า โอ้ ไอเลิฟเมืองไทย เคยไปเที่ยวพัทยามา ชอบมาก (เป็นคำตอบที่เราได้รับกลับมาประมาณ 50% เวลาบอกกับพ่อค้าหรือแท็กซี่อินเดียว่ามาจากเมืองไทย) เดี๋ยวไอขับรถแถมให้พวกยูคนไทยสัก 4 – 5 เนิน แม้เราจะบอกว่าไม่เอาแล้ว แต่พี่เขาคงไม่ใส่ใจ เราก็เลยได้กระเด้งกระดอนที่หลังรถกันอีกหลายรอบ

พอถึงที่หมาย เราเอ่ยปากขอบคุณพี่รถจี๊ปพร้อมให้ทิปไปหลายรูปีแล้วเดินขึ้นรถแท็กซี่ของโรงแรม กะว่าจะกลับเข้าเมืองไปกินข้าวและนั่งจิบเบียร์บนดาดฟ้าโรงแรมให้สะใจ แต่แท็กซี่โรงแรมกลับพาเราไปตรงข้ามกับทางกลับเข้าเมือง

“พี่จะพาเราไปไหนครับ” เราถามออกไป แต่คนขับน่าจะฟังภาษาอังกฤษไม่ออก ก็เลยยิ้มให้เราแทนคำตอบ

คนขับรถพาเรามายังจุดขี่อูฐอีกจุดหนึ่ง ระหว่างที่เรากำลังงงๆ เขาก็ชี้บอกเราว่าให้ขึ้นอูฐได้ พอเราถามเจ้าของอูฐ เขาก็บอกว่ายูจ่ายเงินที่โรงแรมแล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่มอีก เอาเว้ย ขึ้นก็ขึ้นวะ

พวกเราพากันวิเคราะห์ในขณะที่นั่งอยู่บนหลังอูฐว่า ที่จริงแล้วทัวร์ที่เราซื้อจากโรงแรมนั้นคือการขี่อูฐครั้งที่สองตอนนี้นี่แหละ แต่การขี่อูฐครั้งแรกคือ คนขับแท็กซี่มั่วนิ่มพาไปเองเพื่อเอาค่าคอมมิชชั่น สรุปคือกูโดนหลอกจ้า (ถือเป็นการโดนหลอกครั้งที่ 3,317 ของเราในอินเดีย) ทำให้เราได้ขี่อูฐสองรอบติดกันภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงโดยไม่ได้ร้องขอ แต่เราก็ไม่ได้โวยวายอะไร เพราะเบ็ดเสร็จทั้งหมดเราเสียเงินไปแค่คนละ 1,000 กว่าบาท ซึ่งถือว่าถูกเมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับ

อูฐพาเรามาถึงเนินทรายขนาดใหญ่ตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี ภาพดวงอาทิตย์ตกโคตรสวยงามจนเกิดเป็นความรู้สึกฟินถึงขีดสุดจนสามารถกลับเมืองไทยพรุ่งนี้เลยก็ได้ ลุงที่จูงอูฐถามเราด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดียว่า Are you happy? เรายิ้มให้แทนคำตอบ

เรานั่งรถออกจากทะเลทรายด้วยความหวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสกลับมาที่นี่ใหม่ บวกกับความหวังที่ว่าจะไปถึงร้านอาหารในเมืองไวๆ เพราะหิวจนจะเป็นลมแล้ว (โว้ย!)

หมายเหตุ

1. วิธีการไปจัยซัลแมร์จากประเทศไทยที่ง่ายที่สุดคือ นั่งเครื่องบินไปลงที่นิวเดลี จากนั้นนั่งรถไฟหรือรถบัสสายตรงไปที่เมืองจัยซัลแมร์ หรือสามารถนั่งจากเมืองต่างๆ ในแคว้นราชาสถานไปก็ได้ (นักท่องเที่ยวนิยมไปที่เมืองใหญ่ เช่น ไจปูร์, จ๊อดปูร์ก่อนแล้วค่อยไปจัยซัลแมร์ต่อ)

2. ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการไปจัยซัลแมร์หรือเมืองอื่นๆ ในแคว้นราชาสถานคือ พฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ เพราะอากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนมาก

3. เนื่องจากทะเลทรายถือเป็นจุดขายของเมือง ทำให้มีการขายแพ็กเกจ Desert Safari ในเมืองมากมาย ตั้งแต่โรงแรมยันบริษัททัวร์ ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ปุบปับเอาเลย (สรุปคืออย่าทำแบบผู้เขียน)

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

เกาะโลมา Dolphin ดูฟินมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ต.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747472


จู่ๆ ก็เห็นรอยยิ้ม เห็นความสุขจาก ใบหน้า และแววตาของพวกเขาในระยะประชิด, ยิ่งเวลาเขาได้รับรางวัลเป็น ‘ปลาแฮริ่ง ปลาเคปลิน’ ตัวใหญ่จ้ำม่ำที่นอนยิ้ม ‘พลีกาย’ อยู่ในถังที่ภายนอกมีหยดน้ำเม็ดใส ต่างขนาดเกาะก่าย ภายในมีน้ำแข็งทรงกลม ทรงมน ใกล้ชิดเย็นชื่นใจแล้วกิริยา ‘ยิ้มตาหยี’ ของมันยิ่งนอกหน้าเป็นเท่าทวีคูณ

‘กินปลาเย็นๆ ในน้ำเย็นๆ มันจะหนาวฟันกันไปใหญ่ไหม…’ ผมสงสัยแต่ไม่ได้เปล่งเสียงถามออกไป แต่ดูอากัปกิริยาไม่ว่าจะเย็นฟันหรือไม่ เชื่อได้ว่าหลังกลืนปลาแช่เย็นตัวอวบลงท้อง เขาคงมีความสุขมากเหลือคณา ภาษามนุษย์วัยรุ่นเรียกได้ว่า ‘ฟิน’ โคตร

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้เก็บมาจาก เกาะโลมาที่รีสอร์ตเวิลด์เซ็นโตซ่า เป็นภาพที่แสนรู้ เป็นภาพที่น่ารัก เป็นภาพที่ผมแอบเห็นว่า ไม่ใช่แค่รอยยิ้มของโลมา ผมแอบเห็นความสุขบนใบหน้าพี่เลี้ยงของมันเปล่งประกายวิบวับ มีความสุขเพราะเพื่อนต่างสายพันธุ์กระโดดโลดเต้นได้อย่างมีความสุข

ป็นภาพที่ทำให้ทั้งปลา คนฝึก และคนดูใกล้ๆ อมยิ้มได้จนเมื่อยแก้มเลยทีเดียว.

อ่านเพิ่ม : รีวิว! ความสนุก สุดสยอง ฮาโลวีน ฮอร์เรอร์ ไนท์ ยูนิเวอร์แซล สิงคโปร์

**
รู้หรือไม่ว่า**

1. เกาะโลมาที่รีสอร์ตเวิลด์เซ็นโตซ่าประกอบด้วยลากูนขนาดใหญ่ 11 แห่งที่เชื่อมต่อกันที่นี่ เป็นที่อยู่อาศัยของโลมาพันธ์ุปากขวดอินโดแปซิฟิกกว่า 20 ตัว หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 2013 โลมาแสนน่ารักมีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนับหลายพันคน ที่นี่ทุกคนจะรู้จักโลมามากขึ้น ผ่านกิจกรรมแบบ Interactive ที่ทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตใต้น้ำ

2. การดูแลโลมาที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล ที่เกาะโลมาเรามีทีมสัตวแพทย์สัตว์น้ำผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำและผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธุ์ และการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ได้รับการฝึกฝนและมีประสบการณ์ระดับโลกด้านการดูแลสัตว์ เพื่อให้มั่นใจว่าโลมาได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ดีที่สุด ปัจจุบันมีผู้ฝึก 35 คน จาก 10 ประเทศทั่วโลกที่คอยดูแลโลมาตลอด 24 ชั่วโมง

3. ครูฝึกเหล่านี้ให้การดูแลโลมาอย่างพิถีพิถันผ่านองค์ความรู้ในหลากหลายรูปแบบ ผ่านการเรียนการสอน การสำรวจ และการเล่น เพื่อกระตุ้นพัฒนาการ ทั้งด้านสมอง ร่างกาย และจิตใจ อาทิ การสัมผัสทางกายกับครูฝึก และนักท่องเที่ยว การกระตุ้น พัฒนาการผ่านสื่อการเรียนการสอน เช่น โยนของ หรือทำให้จม การมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับครูฝึกให้โลมามีสุขภาพกาย และใจที่ดี

4. โลมาจะได้รับอาหารที่มีคุณภาพ เพื่อโภชนาการที่ดี ซึ่งเป็นปลาแฮริ่ง ปลาเคปลิน และหมึกคุณภาพดีที่สุด ที่นำเข้ามาจากประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา และไอซ์แลนด์ โลมาสามารถกินอาหาร ได้มากกว่า 160 กิโลกรัมต่อวัน

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมพิเศษสำหรับแพ็กเกจวีไอพี ที่จะได้สัมผัสกับโลมาเป็นการส่วนตัว โดยสามารถเลือกน้ำตื้น-ลึกได้

สามารถพาครอบครัว และเพื่อนๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมได้ด้วย

 ทั้งนี้ รอบละ 1.30 ชั่วโมง (30 นาทีในน้ำ) ราคาทั่วไป 288 เหรียญสิงคโปร์ ราคาเด็ก /ผู้อาวุโส 278 เหรียญสิงคโปร์ 
ลองเข้าไปชมข้อมูลได้ที่ http://www.rwsentosa.com/th

เรื่อง : raydo_trnews / ภาพ : ปิยะวรรณ แสงอรุณ

 

วัดความกล้า ท้าความเสียว ที่ “เขาช้างเผือก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 8 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744476


สวัสดีท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่านครับ สัปดาห์นี้ แบกกล้องเที่ยวจะพาเพื่อนๆ ไปขึ้นเขาที่ขึ้นยากอันดับต้นๆ แห่งหนึ่งในประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าทางขึ้นเขาลำบาก หรือยากนะครับ แต่หมายถึงกว่าจะจองแล้วได้ขึ้นเนี่ยยากมาก ทั้งนี้เพราะพื้นที่มีจำกัดและคนสนใจจะไปกันเยอะครับ ซึ่งเขาที่ว่าก็คือ เขาช้างเผือก นั่นเอง

เขาช้างเผือก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี บนยอดเขามีลักษณะเป็นภูเขาหญ้า มีหินบ้างตามสันเขา การเดินทางไปยังยอดเขาช้างเผือกนั้น จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เพื่อลงทะเบียนรายชื่อคนที่ขึ้นเขา ในแต่ละวันทางอุทยานฯ มีการจำกัดคนบนเขาไว้ที่ 60 คน เพราะพื้นที่กางเต็นท์บริเวณยอดเขามีพื้นที่จำกัด ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนิยมมาแบบ 2 วัน 1 คืน ปกติช่วงที่เปิดให้ขึ้นจะอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงมกราคม ซึ่งปีนี้ยังไม่รู้ว่าจะเปิดหรือไม่ต้องลุ้นกันครับ

การเดินขึ้นสู่เขาช้างเผือกจะเริ่มจากบริเวณหลังหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในการเดินขึ้นไปจนถึงจุดกางเต็นท์ เดินช่วงแรกจะผ่านป่าโปร่งๆ เป็นเนินเขาเตี้ยบ้าง สูงบ้าง เป็นเนินทุ่งหญ้าที่มีวิวสวยๆ เป็นจุดที่เหมาะกับการถ่ายรูปมาก จากนั้นก็จะเป็นการเดินตามเชิงเขาบ้าง สันเขาบ้าง ช่วงนี้จะเป็นทุ่งหญ้าความสูงพอท่วมหัว แล้วจึงจะถึงจุดตั้งแคมป์

การเดินทางให้ถึงบริเวณยอดเขาช้างเผือก จะต้องเดินไปจากจุดตั้งแคมป์อีกประมาณ 500-600 เมตร และจะต้องผ่านจุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของเขาช้างเผือก คือช่วงที่เรียกว่า “สันคมมีด” หรือ “สันวัดใจ” ที่ท้าทายผู้กล้าทั้งหลาย เพราะจะเป็นช่วงสันเขาบางๆ แคบๆ ช่วงนี้สันเขาจะมีก้อนหินใหญ่บ้างเล็กบ้าง ต้องเดินแถวเรียงเดี่ยวปีนผาหินขึ้นไป ถึงจะเป็นผาไม่สูงมาก แต่ก็ทำเอาหลายคนใจสั่น หน้ามืด ถึงกับก้าวขากันไม่ออก หรือบางคนถึงกับยอมถอดใจไม่ขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะเป็นการปีนอยู่บนยอดสันเขาเปิดโล่ง ทั้งสองข้างเป็นไหล่เขาลาดลึกลงไปเป็นเหว ทางเดินสอบแคบขนาดไม่เกินเมตร ทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนคมมีด ที่น่าหวาดเสียว เรียกได้ว่าพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ และมีเชือกให้คอยจับพยุงตัวขึ้นไปยังยอดเขา บางคนถึงกับเสียน้ำตา และอีกหลายคนยอมที่จะคลานไปตามพื้นสันเขาที่กว้างไม่ถึงเมตรนี้ เพื่อไม่ให้มองเห็นความลึกของเหวสองข้างทาง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ การปีนสันคมมีด ทำได้ง่ายขึ้นมากแล้ว เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการขึงเชือกให้นักท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นไปได้ง่ายขึ้น

เมื่อพ้นช่วงสันคมมีด จะเป็นเนินเขาที่ให้เดินต่อไปจนถึงจุดสูงสุดของเขาช้างเผือก ที่ความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดนี้จะเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวได้รอบตัวแบบ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบังทิวทัศน์ ใครที่ได้มาถึงจุดนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมถ่ายรูปคู่กับป้ายพิชิตยอดเขา เพื่อเป็นที่ระลึกว่าได้ผ่านการทดสอบการเดินทางสู่เขาช้างเผือก สันคมมีด มาแล้ว

การเดินทางขึ้นเขาช้างเผือก ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน จึงไม่สามารถเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับได้ บนเขาไม่มีร้านค้า ร้านอาหาร หรือที่พัก นักท่องเที่ยวต้องนำเสบียงอาหารไปทำกินเอง โดยจ้างลูกหาบขนสัมภาระขึ้นไปตั้งแคมป์ค้างคืนบนยอดเขา และควรเตรียมอาหารระหว่างทาง และน้ำดื่มให้เพียงพอด้วย นอกจากนี้ บนเขายังไม่มีแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ด้วย

ค่าใช้จ่าย

1. ค่าลูกหาบอยู่ที่ 700-900 บาทต่อคน จำกัดน้ำหนักที่ 30 กิโลกรัม ต่อลูกหาบ 1 คน
2. ค่าที่พัก หนึ่งคืนจะตกอยู่ไม่เกิน 700 บาทครับ ค่าเต็นท์และถุงนอน ถ้าไม่ได้เตรียมมาก็ไปเช่าเอาได้ รวมกันไม่เกิน 300 บาท
3. ค่ารถ บขส.ประมาณ 200 บาท

รวมค่าใช้จ่ายต่อหัวในการมาเที่ยวเขาช้างเผือก 3 คืน 2 วัน จะตกหัวละประมาณ 1,500-2,000 บาท

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. เต็นท์ ถุงนอน แผ่นปูนอน
2. เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว(ยีนส์) เพราะเดินฝ่าดงหญ้าจะได้ไม่คันและบาดตัว ยังมีหมวกปิดหัวคอ รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ (ไม่ค่อยได้ใช้)

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

ไม่สดไม่ขาย! อลังการอาหารทะเลชั้นเลิศ ไม่ลองไม่รู้ ‘The Raw Bar’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ต.ค. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737362


เป็นอีกครั้งที่เราเอาใจสาวก Oysters และอาหารทะเลชั้นเลิศ มามุงทางนี้กันเร็ว คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ มีนัดกันที่ร้านอาหารทะเล The Raw Bar  เริดจริงค่ะคุณเราลองมาแล้ว…

อาหารทะเลขึ้นชื่อเรื่องมีรสชาติชัดเจนเฉพาะตัวและความสดก็คือหัวใจหลักสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาปรุงโดยผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญนั้นคงจะยิ่งเสริมรสชาติของวัตถุดิบให้ดีขึ้นอีกหลายเท่าตัว ซึ่ง ‘เดอะ รอว์ บาร์’ (The Raw Bar) นับว่าเป็นร้านอาหารที่ขึ้นชื่อระดับต้นในด้านนี้

ถ้าคุณอยากกินหอยนางรมสดสายพันธุ์ดี, กุ้งล็อบสเตอร์ที่มีตั้งแต่ขนาดปานกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ และหอยแมลงภู่รสชาติหวานหอมละมุนลิ้น ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้วจากทั่วทุกมุมโลก นำมาปรุงด้วยขั้นตอนพิเศษเพื่อคงรสชาติความสดของวัตถุดิบหลักเอาไว้ที่นี่ ‘เดอะ รอว์ บาร์’ (The Raw Bar) พร้อมสร้างสรรค์เมนูพิเศษให้คนรักอาหารทะเลเพลิดเพลินได้ไม่รู้จบ ทั้งยังมีบรรยากาศร้านสไตล์ลอฟต์ที่กว้างขวางจำลองกลิ่นอายอู่ต่อเรือในสมัยโบราณที่ดูเป็นเอกลักษณ์

ทดสอบเมนูเด่นของร้านที่ขาดไม่ได้

เมนูแรก : หอยนางรมสด (Oysters)

หอยนางรมสดนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, ไอร์แลนด์, ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ซึ่งที่ร้านมีให้เลือกถึง 16 สายพันธุ์ด้วยกัน หอยนางรมสดจะถูกจัดวางเป็นดิสเพลย์อยู่ตรงบริเวณบาร์ โดยลูกค้าสามารถเลือกสายพันธุ์ให้พนักงานแกะให้ทานกันแบบสดๆ เสิร์ฟพร้อมมะนาวเหลือง และน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้าน ทั้งน้ำจิ้มซีฟู้ดและไวน์แดง (Red Wine Vinaigrette) โดยการทานหอยนางรมสดนั้นแนะนำให้ทานน้ำที่อยู่ในฝาหอยด้วย เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุจากน้ำทะเลของแหล่งที่มาจากประเทศนั้นๆ

เมนูที่ 2 : ‘Beyond Oysters’

เมนูสุดล้ำ ซึ่งวัตถุดิบที่ดีสุดซึ่งประกอบไปด้วย ไข่หอยเม่น, ไข่ปลาคาเวียร์ และไข่นกกระทา นำมารับประทานคู่กับหอยนางรมสดในหนึ่งคำเดียวกัน จะสัมผัสได้ถึงรสชาติความสด หอมหวานของวัตถุดิบแต่ละชนิดได้เป็นอย่างดี

เมนูที่ 3 : Grilled Garlic Herbs Butter

ถือเป็นเมนูยอดฮิตวัตถุดิบที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุกตัวที่นำเข้ามายังคงความสดและถูกส่งตรงมาที่บ่อพักของทางร้าน เมื่อลูกค้าสั่งเมนูล็อบสเตอร์ (Lobster) ก็จะได้วัตถุดิบที่สดใหม่ผ่านการปรุงที่ไม่ทำให้อาหารทะเลเสียรสชาติ ด้วยการย่างหรือนึ่งกับซอสเนย Clarified Butter สูตรพิเศษของทางร้านที่มีความหอมและเผ็ดเล็กน้อย เพิ่มความจัดจ้านด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ถูกปากคนไทย”

เมนูที่ 4 : KAGOSHIMA Wagya Striploin

ใครรักการกินเนื้อต้องไม่พลาด เพราะเมนูนี้เป็นเนื้อคาโกชิมาที่มีมันแทรกอยู่ อร่อย เป็นเมนูที่ทำให้สุกแค่ด้านนอก แล่บางๆ ทางกับซอสสุดพิเศษที่ทางร้านทำเอง อธิบายไปคุณอาจจะไม่ค่อยมั่นใจต้องลองแล้วคุณจะติดใจ

เมนูที่ 5 : เส้นแองเจิลแฮร์ผัดไข่ปลาคอด และหอยเชลล์ฮอกโกไดย่าง

เมนูนี้อร่อยเด็ด เส้นแองเจิลแฮร์เป็นเส้นเล็กๆ ไม่ใหญ่เกินเมื่อคลุกเข้ากับไข่ปลาจะเข้ากันได้ดี ทานกับหอยเชลล์ฮอกไกโดที่ทั้งสดและอร่อย มีวิธีการปรุงที่เรียบง่ายมากเลย ให้มันพอดูไม่ได้เน้นความปรุงแต่งมากเกินไปให้เสียรสชาติธรรมชาติของมัน บอกเลยว่าได้ทานแล้วมีความฟิน มัน นุ่มลิ้น อย่างบอกไม่ถูก

เมนูที่ 6 : Lobster Roll

เป็นเมนูคลาสสิกอีกหนึ่งเมนู ตัวขนามปังนุ่มอร่อยไม่เหมือนร้านอื่นที่เราเคยลองมา เป็นขนมปังที่ทำเองจากเนยฝรั่งเศส ล็อปสเตอร์ก็จะมีความสดทุกตัว และมีให้เลือกหลายเยอะมากมายถึง 5 เมนู

*ล้อมกรอบ*

ลิ้มรสอาหารทะเลที่ถูกรังสรรค์ผ่านกรรมวิธีการปรุงอันพิถีพิถันโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญที่สามารถรักษารสชาติของอาหารทะเลสดเอาไว้ได้เป็นอย่างดี พร้อมกันได้แล้ววันนี้ 4 สาขา ‘เดอะ รอว์ บาร์’ (The Raw Bar) สาขาทองหล่อ อยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 14-16 , The Raw Bar ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ชั้น 1 ,The Raw Bar ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ชั้น 4 และ บีลอน ออยสเตอร์ แอนด์ รอว์บาร์’ (Belon Oyster & Raw Bar) สาขาซีนสเปซ ทองหล่อ 13 ชั้น 1

 

“ฮาโลวีน” ตะลุย..บริษัทกำจัดผี..ที่โอเชียน พาร์ค ในฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746232


โกสต์บัสเตอร์ไลฟ์..บริษัทกำจัดผี โดย Yahoo ฮ่องกง.

เริ่มแล้วกับเทศกาลฮาโลวีนสุดฮิป ที่จัดขึ้นที่โอเชียนพาร์ค ฮ่องกง ธีมงานปีนี้ “วิเวียน ลี” ผอ.การบริหาร ฝ่ายการตลาด บอกว่าปีนี้โอเชียน พาร์ค ได้รับอนุญาตจากฮอลลีวูดให้นำหนังผีทำเงิน ล่าสุด Ghostbusters มาเป็นส่วนหนึ่งของงาน เพื่อทำให้เทศกาลฮาโลวีนปีนี้เป็นเทศกาลแห่งความสุขที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง…ลั่นเกาะฮ่องกงเลยทีเดียว

ก่อนที่เทศกาลเขย่าขวัญจะเริ่มต้น เรามีโอกาสเดินทางไปสัมผัส การเตรียมงาน ฮาโลวีนเฟส 2016 ที่โอเชียน พาร์ค ร่วมกับนักข่าวอาเซียนอีกหลายชาติ โดยมี ลอ หมิง เว่ย ผู้ช่วยประธานโอเชียน พาร์ค นำชมแบบเจาะลึก กับประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร จาก 8 เครื่องเล่น และ 10 ชุดการแสดง

และก่อนที่จะเข้าสู่เทศกาลฮาโลวีนเฟส 2016 ของโอเชียน พาร์ค วิเวียน ลี บอกเราว่า ให้ดาวน์โหลดแอพฯฮาโลวีน เฟส ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นใหม่ล่าสุดสำหรับสมาร์ทโฟน ชื่อ Halloween Ghost Hunt ที่จะช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้กับบรรดาสาวกผี ที่สามารถไล่ตามจับผีภายในสวนสนุกเพื่อล่าของรางวัลสุดพิเศษ โดยหนึ่งในโมดูลของแอพฯที่ชื่อ Ghost Detector จะเหมือนเรดาร์ตรวจจับผีในระยะรัศมี 3 เมตร ทำให้รู้ว่ามีผีอยู่ตรงจุดไหนบ้าง…แค่เริ่มต้นก็สนุกละ!!

และอย่างที่บอก ปีนี้ ด้วยธีมหนัง Ghostbusters ทำให้ภายในโอเชียน พาร์ค ถูกเนรมิตให้เป็นฉากหนัง ที่ผู้ที่เข้าไปร่วมงานสามารถร่วมแสดงในฉากใหม่ล่าสุดของหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น ฉากอีรี่แมนชั่น ฉากรถใต้ดินหลอน จนถึงฉากนิวยอร์ก ไทม์ สแควร์ รวมถึงทดสอบยิงปืนโปรตรอนในสนามฝึกยิงผีที่เตรียมไว้ได้ด้วย

อีวา โอ เหยิง ผอ.ฝ่ายการจัดงานและบันเทิงโอเชียน พาร์ค โหมโรงความขนลุกของพวกเราด้วยโซน 16 + ซึ่งนำเสนอความกลัวเกินขีดสุด ยิ่งกว่าความเชื่อในพลังเหนือธรรมชาติ ที่มีทั้ง คลับสี เลือด หรือ Club Blood ซึ่งจำลองประสบการณ์ฮาโลวีนที่ฮิปและเย้ายวนใจ ที่สุด โดยการจัดงานปาร์ตี้ ในคฤหาสน์สุดหรูที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับการต้อนรับจากท่านลอร์ดแวมไพร์และเหล่าสมุนผ่านระบบ 3 D…เจ๋งสุดๆจริงๆ

จากนั้นไปต่อกันที่ พระราชวังแห่งตำนาน หรือ พระราชวังมรณะ ซึ่งผู้จัดงานเนรมิต ปราสาทสุดอลังการอันงดงามในเวลากลางวัน ที่เต็มไปด้วยเหล่าเอลฟ์ขี้อายและภูตพรายขี้เล่น ที่เราสามารถจะถ่ายเซลฟี่ที่ไม่ธรรมดาได้ด้วยแอพพลิเคชั่น Halloween Ghost Detector โดยสิ่งมีชีวิตที่ไร้ตัวตนเหล่านี้จะโบยบินไปทั่วพื้นที่ และซ่อนตัวอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ที่สามารถมองเห็นได้จากสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงในพื้นที่เฉพาะเท่านั้น

ที่น่าตื่นเต้นก็คือ พอตกกลางคืนปราสาทแห่งนี้ก็จะกลายเป็นกับดักแห่งความตาย ที่เหล่าปีศาจและก๊อบลินจะพากันออกมาเพ่นพ่านและเปลี่ยนให้พระราชวังแห่งตำนานกลายเป็นพระราชวังมรณะขึ้นมาทันที ถึงตอนนั้นบรรดาปีศาจงู และแมงมุมจะคืบคลานออกมาจากเงามืดและที่ซ่อนของพวกมันเพื่อลักพาตัวมนุษย์ทุกคนที่พวกมันพบเจอ…เรียกว่าสยองได้ใจจริงๆ

ต่อด้วยโซน โรงเรียนหลอนซ่อนวิญญาณ ที่จำลองโรงเรียนร้างซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ชวนขวัญผวา…ของเหล่าครู นักเรียน ภารโรง ที่ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่คน

อีกจุดของบ้านผีสิงที่กิ๊บเก๋ เห็นจะเป็น หมู่บ้านขนมหวานขนหัวลุก ที่จัดเป็นทางเดินสำหรับการเล่น Trick or Treat ที่ยาวที่สุดในฮ่องกง ความสนุกของการผจญภัยในหมู่บ้านแห่งนี้ คือการให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สะสมอมยิ้ม Chupa Chups ลูกอมเมนทอส หรือช็อกโกแลตบิสกิตทิม แทม ในถุงที่เตรียมมาได้เลย เป็นอีกหนึ่งของขวัญในเทศกาลสุดพิเศษนี้

จะว่าไปบ้านผีสิงในเทศกาลฮาโลวีน เฟส สุดอลังการครั้งนี้ ดูเผินๆบางครั้งหน้าตาก็ออกจะเป็นฝรั่ง แต่บางทีก็มีความน่ารักแบบหมวยๆเรียกว่าเป็นงานผีสิงที่ผสมผสานความน่ากลัวทั้งแบบของจีนและตะวันตกเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

หลังผจญภัยในบ้านผีสิงแล้ว ปีนี้ เทศกาลฮาโลวีน เฟส ยังเตรียมกิจกรรมที่จะทำให้ผู้เข้าชมทั้งขวัญผวาและจดจำบรรยากาศไปตลอด โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ Project Deathway ที่จะนำนางแบบชื่อดังมาร่วมเดินแบบในลุคหลังความตาย ประมาณว่าเพิ่งขึ้นมาจากนรกเพื่อมาร่วมเดินแบบ ลองจินตนาการดูเอาเองละกันว่า นางแบบที่ว่าจะสวยหรือจะ …………………!!!

สำหรับเทศกาลฮาโลวีน เฟส 2016 จะมีไปจนถึงวันที่ 31 ต.ค.นี้ สนใจก็จับจองตั๋วเครื่องบินและตั๋วเข้างานกันได้ บอกเลยว่าไม่แพงเลย อย่างบัตรพรีเมียมผู้ใหญ่ราคาอยู่ที่ 140 ดอลลาร์ฮ่องกง ส่วนของเด็กถูกกว่าครึ่งหนึ่ง…. รายละเอียดเข้าไปดูกันได้ที่ http://halloween.oceanpark.com.hk

ส่วนเราเห็นทีต้องขอกลับไปเอาใบทับทิมแช่น้ำล้างหน้าให้หายกลัว ก่อนจะเปิดไฟทั้งห้องนอนของโรงแรม L’Hotel ให้สว่างไสว…นัยว่า ประดาผีทั้งหลายจะได้ไม่ตามมาหลอกหลอน……!!!!!

 

ไปหาพี่มิกกี้! ลุยเดี่ยวเที่ยว ‘ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์’ ชิลเพลินเดินทั้งวัน (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744116


ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมานานว่า ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ น่าเที่ยว น่าดึงดูด สนุก ฟิน น่าประทับใจ เครื่องเล่นก็เยอะ โอ๊ย…จะรออะไรล่ะคะ? จัดไปให้ไวเลยค่ะ

I TOUR ALONE คราวนี้ ฮัมมิ่งเบิร์ดควักกระเป๋าตังค์ตัวเอง จัดทริปเดินทางเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่ฮ่องกง เหตุผลที่เลือกไปเที่ยวฮ่องกงก็ไม่มีอะไรมาก คือช่วงนี้ตั๋วมันถูกค่ะคุณ! มีโปรโมชั่นออกมาเพียบ โดยเฉพาะค่ายหางแดง เขามีโปรโมชั่นตั๋วราคาถูกปล่อยออกมาบ่อยๆ เราก็เลยได้ไปต่างประเทศในราคาสุดคุ้มแบบนี้ คือดีงามไปอีก…

-1-

ทริปนี้เราแพลนเที่ยว 3 วัน ซึ่งเราเทใจไปให้ ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ เป็นเวลา 1 วันเต็มๆ บางคนอาจจะบอกว่า เห้ย…บ้าว่ะ แบบนี้ก็ไปเที่ยวที่อื่นได้น้อยน่ะสิ แต่สำหรับเรา เราโตมากับการ์ตูนดิสนีย์ ตั้งแต่อายุได้ 5-6 ขวบก็รู้จักโฉมงามกับเจ้าชายอสูรเป็นเรื่องแรก มันเป็นความประทับใจสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างเรามาก ในสมัยนั้นที่บ้านยังใช้ทีวีแบบขาวดำ แต่คุณพ่อเราก็อุตส่าห์ไปหยิบยืมวิดีโอการ์ตูนพร้อมเครื่องเล่น มาให้ลูกๆ ได้ดู (สมัยก่อนจะเป็นวิดีโอม้วนใหญ่ๆ เด็กสมัยนี้คงไม่เคยเห็น)

นั่นล่ะค่ะ…ที่มาของความคลั่งไคล้การ์ตูนดิสนีย์ เพราะงั้นทริปนี้เราขอเถอะ! สำหรับการเดินทางมาฮ่องกง เราว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดนะ ขนาดเรามาเองเป็นครั้งแรก ก็ยังรู้สึกว่ามันเดินทางค่อนข้างสะดวก อยากรู้อะไรก็ถามเจ้าหน้าที่ในสนามบินไปเรื่อยๆ เขาเต็มใจช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดีค่ะ

เรามาถึงฮ่องกงประมาณ 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น กว่าจะทำพิธีผ่าน ตม. กว่าจะนั่งรถไฟมาถึงที่พักย่านมงก๊กก็เกือบๆ เที่ยง (สนามบินฮ่องกงอยู่ไกลจากตัวเมืองมาก ควรกะเวลาเดินทางให้ดีนะจ๊ะ) เนื่องจากไม่ได้ทานมื้อเช้า พอมาถึงที่พักบอกเลยว่าหิวโซตาลายมากๆ เลยรีบเข้าไปเช็กอินที่โรงแรม เราพักที่ Mei Mei Motel ตั้งอยู่ที่ตึก Sincere House ถนน Argyle Street เจ้าของโรงแรมอัธยาศัยดี เป็นกันเองมากๆ

หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อยก็ออกไปหาของกิน เดินเที่ยวนิดหน่อยในย่านมงก๊กรอบๆ โรงแรม แล้วกลับมาพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวไปลุยในวันถัดไป

-2-

เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นมาทำภารกิจส่วนตัวเรียบร้อยก็ประมาณ 10 โมงนิดๆ เราลงไปเติมพลังด้วยโจ๊กฮ่องกง เนื้อเนียน น้ำซุปกลมกล่อม พร้อมปลาท่องโก๋ตัวใหญ่ยักษ์ ราคาไม่แพงประมาณ 25-30 ดอลลาร์ฮ่องกง จากนั้นก็ไปเดินเที่ยวและช็อปปิ้งนิดๆ หน่อยๆ หลังทานมื้อกลางวันเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปที่ ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ จุดหมายปลายฝันของเราในทริปนี้

ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า ผู้คนที่นี่เขานิยมสัญจรด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินหรือ MTR (บ้านเราเรียก MRT ต่างกันนิดหน่อย) เพราะสถานที่แต่ละแห่งห่างกันมาก ถ้านั่งรถเมล์มันเสียเวลาเป็นชั่วโมง ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเวลาลงมาใต้ดิน เห็นคนเดินกันขวักไขว่ไปหมด อ้อ! อีกอย่างรถไฟฟ้าใต้ดินที่นี่มีหลายสาย ต้องดูแผนที่ให้ดีๆ เราเองก็ไม่ได้คล่องอะไรมาก หลงอยู่หลายรอบเหมือนกันกว่าจะชินกับเส้นทางรถไฟใต้ดิน

ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง (หักเวลาที่หลงทางออกไปก่อนนะ) เราก็มาถึงฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ จุดเด่นที่ประทับใจคือ เขามีรถไฟพิเศษสายสีชมพู เพื่อตรงมาที่ดิสนีย์แลนด์โดยเฉพาะ ขบวนรถไฟออกแบบเป็นพิเศษ มีสัญลักษณ์มิกกี้เม้าส์เต็มไปหมด ทั้งหน้าต่างรถไฟ ห่วงมือจับระหว่างขบวน เบาะนั่งก็สวยหรู เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทพนิยาย

พอมาถึงเราก็ถ่ายรูปกับป้ายทางเข้าซะหน่อย จากนั้นก็เดินตรงไปที่ลานน้ำพุแล้วเลี้ยวขวา เพื่อไปแสดงบัตรเข้าชม จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้เราสแกนนิ้ว เพื่อผ่านประตูเข้าสู่ด้านใน สำหรับบัตรดิสนีย์แลนด์ เราซื้อบัตรผ่านออนไลน์ตั้งแต่อยู่ที่ไทย (เขาบริการส่งบัตรทาง EMS มาให้ที่บ้านเลย) ราคา 2,000 บาท สามารถเที่ยวดิสนีย์แลนด์ได้ 2 วัน เล่นเครื่องเล่นได้ทุกอย่าง เที่ยวได้ทุกโซน ได้แก่

– โซน Main Street เป็นถนนยาวทอดไปยังปราสาท สองข้างทางเป็นร้านรวงต่างๆ เรามารอชมขบวนพาเหรดของพี่มิกกี้กับพี่มินนี่ที่โซนนี้ ขบวนสวยงามอลังการสุดๆ
– โซน Tomorrowland โซนนี้มีโชว์เกี่ยวกับอวกาศ มีเครื่องเล่นและตัวละครจากเรื่องสตาร์วอร์ส
– โซน Fantasyland โซนนี้มีปราสาท และเครื่องเล่นน่ารักๆ เช่น ม้าหมุน ถ้วยหรรษา
– โซน Adventureland เน้นความตื่นเต้นผจญภัย ได้นั่งเรือเที่ยวชมบรรยากาศป่าอเมซอน
– โซน Toy Story Land, Grizzly Gulch มีเครื่องเล่นสนุกๆ มีมุมถ่ายรูปเพียบ

-3-

เราเริ่มเที่ยวใน Tomorrowland เป็นโซนแรก ได้ลองนั่งเครื่องเล่นที่เป็นยานอวกาศ หมุนๆ ไปรอบๆ ไม่น่ากลัวเท่าไร ถัดมาก็ไปเล่นรถรางที่มีฉากจำลองจากเรื่องสตาร์วอร์ส อันนี้หวาดเสียวมาก รถเหวี่ยงไปมาในอุโมงค์มืดๆ ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่หลับตากรี๊ดอย่างเดียว พอเกมจบเดินออกมาแทบลมจับ มือไม้สั่นกันทีเดียว พอละ…ไม่เอาแล้วแบบนี้!

จากนั้นก็ไปที่โซน Fantasyland ไปเล่นม้าหมุน กับถ้วยหรรษา แบบนี้ค่อยเหมาะกับเราหน่อย สนุกแบบเบาๆ ชิลๆ เพลิดเพลินเป็นที่สุด ถัดมาเราเดินไปที่ Adventureland โซนนี้มีไฮไลต์คือการล่องเรือชมบรรยากาศป่าดงดิบ อันนี้เราก็ชอบ ระหว่างล่องเรือจะมีไกด์บรรยายเป็นภาษาจีน (ฮา…) แม้จะฟังไม่ออกว่าเขาพูดอะไร แต่ก็สนุกสนานเพราะแต่ละจุดที่เรือผ่าน จะมีรูปปั้นสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่เขาใส่กลไกให้มันขยับได้ ส่งเสียงร้องอยู่ตลอด บางจุดก็มีชนเผ่าส่งเสียงโห่ บางจุดก็มีถ้ำไฟ จุดไฟของจริงโชว์ ตื่นเต้นดี

ถัดมาเราไปเที่ยวที่โซน Toy Story Land, Grizzly Gulch โซนนี้มีเครื่องเล่นไม่กี่อย่าง แต่เขาออกแบบตกแต่งได้สวยดี ใครเป็นแฟนตัวยงของทอยสตอรี่คงชอบมากแน่ๆ ระหว่างเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แสงยามเย็นก็เริ่มลาลับขอบฟ้า เราเดินทะลุออกมาเพื่อไปยัง Main Street อีกครั้งเพื่อรอชมการแสดงพลุไฟที่หน้าปราสาท ประมาณ 3 ทุ่ม เขาจัดแสดงได้ยิ่งใหญ่อลังการ สมกับเป็นดิสนีย์แลนด์จริงๆ พลุหลากสี สวย ฟินได้อารมณ์สุดๆ

ถามว่าทริปนี้เริดมั้ย? ส่วนตัวแล้ว ขอบอกว่าเราประทับใจมาก แม้ว่าจะเดินเยอะจนเมื่อยน่อง แต่ก็เรียกว่าเป็น First Impression at First Flight ในฮ่องกงเลยทีเดียว ใครอยากเที่ยวแบบนี้บ้าง ตามรอยมากันได้เลยนะจ๊ะ

การเดินทาง
ขออธิบายการเดินทางจากย่านมงก๊กก็แล้วกัน จากย่านมงก๊กสามารถเดินทางไปดิสนีย์แลนด์ได้ง่ายๆ ด้วยรถไฟใต้ดิน โดยขึ้นรถไฟสายสีแดงที่สถานี Mong Kok เพื่อไปลงที่สถานี Lai King ถึงตรงนี้ต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟ ไปเป็นรถไฟฟ้าสายสีเหลือง แล้วนั่งรถไฟต่อไปยังสถานี Sunny Bay จากนั้นเดินข้ามฝั่งเพื่อไปรอขึ้นรถไฟสายสีชมพู เพื่อไปยัง Disneyland Resort

แผนที่ ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ คลิกที่นี่

น้ำตกพลิ้วของดีจันทบุรีที่ห้ามพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 1 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737022

 

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน เมื่อเดือนที่แล้วแบกกล้องเที่ยว ได้มีโอกาสไปพักผ่อนที่จังหวัด “จันทบุรี” มา ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย นอกเหนือจากทะเลสวยๆ น้ำใสๆ แล้ว ยังมีธรรมชาติที่ร่มรื่นเย็นสบาย ชุ่มชื้นไปด้วยลำธารและป่าเขาอีกด้วย

คราวนี้เราตั้งใจไปที่ น้ำตกพลิ้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวจันทบุรี ที่แบกกล้องเที่ยวอยากจะแนะนำครับ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในจังหวัดจันทบุรี




การเดินทางก็ไม่ยากครับ อยู่ห่างจากจังหวัดจันทบุรีประมาณ 14 กิโลเมตร ถนนลาดยางตลอดสาย สามารถใช้เส้นทางสายกรุงเทพฯ-ตราด เลี้ยวซ้ายที่ทางแยกตรงหลักกิโลเมตรที่ 347 ไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วประมาณ 2 กิโลเมตร อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท




ส่วนคำว่า “พลิ้ว” มาจากภาษาชอง (ใช้พูดในหมู่ชาวชองในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด) ซึ่งแปลว่าทราย หรือหาดทรายนั่นเอง น้ำตกพลิ้ว ประกอบด้วยสายธาร 2 สาย สายหนึ่งไหลลดหลั่นผ่านซอกหินผา อีกสายหนึ่งมีขนาดเล็กกว่า แต่ทิ้งตัวลงมาจากผาสูง 20 เมตร โดยสายน้ำทั้งสองสายจะไหลลงสู่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ชั้นล่างสุด ซึ่งแอ่งน้ำสีเขียวมรกตใสสะอาด ทำให้สามารถมองเห็นพื้นล่างซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินและทราย พร้อมด้วยฝูงปลาน้อยใหญ่หลากหลายชนิด โดยเฉพาะปลาพลวงหินที่มีจำนวนมาก




นอกจากมาเล่นน้ำตกแล้ว ยังมีทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นอยู่ตรงข้ามกับที่ทำการอุทยานฯ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเดินศึกษาธรรมชาติในเส้นทางด้วยตนเอง ในเส้นทางมีจุดศึกษาธรรมชาติ 11 จุด ซึ่งในแต่ละจุดจะมีป้ายสื่อความหมายธรรมชาติติดตั้งไว้



ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ยังมีความเชื่อมโยงด้านประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อีกมากมาย เช่น สถูปที่บรรจุพระอังคารของพระนางเรือล่ม อนุสรณ์สถานแห่งความรักของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งเคยเสด็จประพาสน้ำตกพลิ้ว เมื่อ พ.ศ. 2417 อีกด้วย


ด้วยความที่ยังเป็นป่าสมบูรณ์ จึงทำให้มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 26 – 30 องศาฯ แต่ช่วงหน้านี้ฝนน้ำจะเยอะเป็นพิเศษ เหมาะกับการไปเที่ยวมากๆ ใครที่เบื่อทะเล ลองไปเล่นน้ำตกกันบ้างก็ไม่เลวเลยครับ…

ที่มา-แบกกล้องเที่ยว
www.facebook.com/baagklong