SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

‘คิวชู-คะโงะชิมะ’ โรแมนติกแห่งเกาะใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/640912

 

มุมมองจากห้องพักในโรงแรม.

เพียง 4 ชั่วโมงเศษ บนเครื่องแอร์บัส 330 ของการบินไทย เราก็มาถึงสนามบินฟูกุโอกะ บนเกาะคิวชู เกาะที่อยู่ตอนใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ถ้าจำกันได้ ฝันร้ายของผู้คนบนเกาะนี้เพิ่งผ่านไปหมาดๆ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แต่ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่น ไม่ว่าจะผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายสักเพียงใด พวกเขาจะพร้อมใจกันฟื้นฟูประเทศที่เป็นแผ่นดินเกิดของพวกเขาให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ทำให้ภาพของฟูกุโอกะที่เราเห็นวันนี้ จึงเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ผู้คนใช้ชีวิตเหมือนปกติ มีเจ้าหมีคุมะมง หรือคุมะม่อน (Kuma-mon) มาสคอตประจำเกาะคิวชู ทำหน้าที่โปรโมตเชิญชวนให้ผู้คนมาเที่ยวเกาะคิวชูและเมืองคุมาโมโตะ….!!


แหลมนางาซากิมองจากศาลเจ้าริวกู.

จากสนามบินฟูกุโอกะ เรานั่งรถ คิวชูชินคันเซน ต่อไปยังเมือง คะโงะชิมะ หรือ คาโกชิมา(Kagoshima) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของเกาะ คิวชู จุดหมายแรกของการท่องเที่ยวคราวนี้ คือ ภูเขาไฟซากุระจิมะ (Sakurajima) หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคงปะทุมากที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองคะโงะชิมะ หรือคาโกชิมา มองจากที่ไกลๆจะเห็นควันลอยอยู่ที่ปากปล่องของภูเขาไฟตลอดเวลา ถือเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าตื่นเต้น สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ไม่เคยเห็นภูเขาไฟคุกรุ่นอย่างเราๆ และด้วยความเป็นทริปออกจะวีไอพี เล็กน้อย ทันทีที่ไปถึงคะโงะชิมะ ท่านนายกเทศมนตรีของเมืองมารอต้อนรับคณะของเราด้วยตนเอง พร้อมกับไกด์สาวหน้าตาน่าเอ็นดูอีก 2 คน ที่พร้อมพาพวกเราตะลุยเที่ยวเมืองนี้กันแบบอะเมซซิ่ง…คะโงชิมะกันเลยทีเดียว…


ร้านเทมปุระเก่าแก่.

ร้านน้ำแข็งไสเก่าแก่.

อาหารมื้อแรกในคะโงะชิมะ เป็นทงคัตสึ เจ้าดังของเมือง ชื่อ Meat&Meet KAREN ที่เจ้าบ้านยืนยันว่าเป็นร้านดัง 1 ใน 10 ของเมือง ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะรสชาติของเนื้อนุ่มๆกินกับซอสทงคัตสึสไตล์ของร้าน อร่อยอย่าบอกใคร…และเพื่อให้รู้จักความน่ารักอย่างมีสไตล์ของเมือง 2 ไกด์สาว จึงพาพวกเราไปตบท้ายด้วยของหวาน เป็นน้ำแข็งไสร้านเก่าแก่ของเมืองที่เกิดมานานกว่า 70 ปี ที่ย่าน เทนโมคัง (Tenmonkan) ที่หน้าร้านมีหมีอีกตัวชื่อเจ้า มูจากิโกะ (Mujakikko) เป็นหมีขาวเรียกลูกค้าของร้าน หลังอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเราก็เดินไปต่อกันที่ศาลเจ้า เทรุกูนิ (Terukuni) ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่ชาวเมืองให้ความเคารพ เลยต้องแวะเข้าไปสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลสักหน่อย…


การชงชาแบบญี่ปุ่น.

ช่วงเย็น นักธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของเกาะ คิวชู จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะอย่างเป็นทางการ ดูเจ้าภาพจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เพราะแม้แต่ป้ายและโบรชัวร์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวยังพิมพ์เป็นภาษาไทย อีกอย่างที่ควรรู้สำหรับการไปเที่ยวคะโงะชิมะ คือ ที่นี่เป็นเมืองหลวงของแหล่งออนเซนที่ดีที่สุด ซึ่งต้องบอกว่า เวลาที่นอนแช่น้ำแร่ที่ร้อนกำลังดี พร้อมชมทัศนียภาพของภูเขาไฟซากุระจิมะไปด้วย…เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมละ…งานนี้…!!

คืนแรกในคะโงะชิมะ เรานอนหลับอย่างสบายรวดเดียว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะออนเซนหรือเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง อาจจะผสมๆกันอยู่ รุ่งขึ้น การบินไทยเจ้าภาพใหญ่ และ JTB บริษัทจัดการด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น พาพวกเราไปชมสวน เซงกาเงน (Senganen) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักผ่อนของเหล่าโชกุน แต่ยังคงความสวยงามด้วยสไตล์การจัดสวนญี่ปุ่น…แบบดั้งเดิม ที่นี่เราได้รับการต้อนรับด้วยพิธีชงชา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่แบบญี่ปุ่น ถือเป็นการให้เกียรติผู้มาเยือน และตามสูตรก็ต้องแวะชิมช็อปร้านขายของที่ระลึก ชิมโมจิหวานกับโซยุซอส ที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากัน แต่ขอบอกเลยว่า มันอร่อยมว้าก…


ไคมองดาเคะ.

จาก คะโงะชิมะ เราเดินทางต่อไปยังเมืองอิบุซึกิ (Ibusuki) ด้วยรถไฟขบวนพิเศษจากสถานี Kagoshima Chuo ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อ ของรถไฟหัวจรวดชิงคันเซนจากฟูกุโอกะ

ที่ต้องบอกว่ารถไฟขบวนพิเศษ เพราะรถขบวนนี้ จัดบรรยากาศเป็นธีมนิยายปรัมปรา เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งช่วยชีวิตเต่าทะเลเอาไว้จากพวกเด็กเกเร เต่าจึงตอบแทนด้วยการพาไปเที่ยวเมืองใต้ทะเล เพลิดเพลินอยู่ถึง 3 ปี จึงกลับขึ้นมาที่เมืองมนุษย์ พร้อมกล่องใบหนึ่ง พอเปิดกล่องออกก็มีควันพวยพุ่ง แล้วร่างเด็กน้อยก็กลายเป็นชายชรา เพราะช่วง 3 ปีในเมืองบาดาล เท่ากับ 700 ปีในโลกมนุษย์….เพิ่งรู้ว่าญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าแบบนี้เหมือนกัน…


หมีคุมาม่อน..สัญลักษณ์เกาะคิวชู.

ถึงอิบุซึกิ แวะทานมื้อเที่ยงกันที่ Ibusuki Iwasaki Hotel โรงแรมริมทะเล ที่มีหาดทรายร้อนจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ ไว้ให้นักท่องเที่ยวมาใช้บริการอบตัวเป็นไฮไลต์ของเมืองนี้เลยทีเดียว และยังมีสนามกอล์ฟสุดอลังให้นักกอล์ฟทั้งหลายได้ขยับวงสวิงกันด้วย โดยมีเจ้าของโรงแรมและนายกเทศมนตรีอิบุซึกิให้การต้อนรับอย่างดี เรามีโอกาสได้เข้าไปนมัสการศาลเจ้าริวกู ที่แหลมนางาซากิ (Nagasaki) แผ่นดินที่อยู่ใต้สุดของญี่ปุ่น และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่โรแมนติกที่สุดด้วย หากมองจากแหลมไป จะเห็น ไคมองดาเคะ ภูเขาทรงกรวย สูง 924 เมตร โดดเด่นเป็นสง่า สวยงามเฉกเช่น ฟูจิซัง จึงได้รับการขนานนามว่า “ซัตซึมะฟูจิ”


ไกด์สาวในชุดซามูไรยุคเอโดะประยุกต์.

คืนนี้พวกเราพักที่โรงแรม Ibusuki Ha– kusuikan เป็นโรงแรมแบบเรียวกัง และแน่นอนสิ่งที่พลาดไม่ได้ คือการอบตัวในทรายร้อนจากบ่อทรายที่เป็นเถ้าถ่านของภูเขาไฟ ที่คนญี่ปุ่นเชื่อว่าทำให้สุขภาพดี


ธารน้ำในอุทยาน Shiratani.

รุ่งเช้าเรามีนัดลงเรือสปีดโบ๊ต เพื่อไปยัง เกาะยัคคุ (Yakushima) ที่พื้นที่กว่า 40% ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติ Shiratani Unsuikyo ที่คนสูงอายุนิยมมาที่นี่ หลายคนสะพายเป้ใส่หลัง มี เบนโตะ หรือข้าวกล่องแบบญี่ปุ่น ขึ้นไปทานกลางวันกันบนเขา ตลอดเส้นทางมีน้ำตกและแหล่งน้ำซึม ต้นไม้ใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยมอส-เฟิร์น ที่นี่เป็นแรงบันดาล ใจที่นำมาเป็นโลเกชั่นอนิเมะชื่อดังในหมู่วัยรุ่น เรื่อง Princess Monnoke


ศาลเจ้า Terukuni.

ห้องอบทรายร้อน.

หลังตระเวนเที่ยวเกาะ คิวชูจนเต็มอิ่ม ก็ได้เวลากลับสู่ฟูกุโอกะ เมืองแห่งสีสันของเกาะใต้สุด รวบรวมแหล่งช็อปปิ้งเอาไว้ หลายย่าน โดยเฉพาะย่านเท็นจิน (Tenjin) แหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนม และ อันซีนฟูกุโอกะ ที่พลาดไม่ได้เห็นจะเป็นเทมปุระร้านเก่าแก่เปิดมากว่า 60 ปี สไตล์เจ้าของร้านรุ่นเก๋าละเมียดละไมกับการทอดเทมปุระทีละชิ้นๆอย่างใจเย็น เสิร์ฟลูกค้าให้กินกันร้อนๆ

ปิดทริปกันด้วยอาหารเทียบชั้นภัตตาคารบนเครื่องการบินไทย ที่ภูมิใจนำเสนอเมนูไก่ย่าง ราดซอสฟองเดอโว หรือคนชอบทานปลา ก็เลือกเมนูปลาบรีมทะเลรมควัน ราดซอสเนยขาวจากภัตตาคาร “HANA-NKI” ร้านอาหารฝรั่งเศสในฟูกุโอกะ…ที่หากินที่ไหนไม่ได้นอกจากไฟลท์บินตรงฟูกุโอกะ-กรุงเทพฯ

สำหรับคนที่ไปญี่ปุ่นมาหลายรอบ อาจจะไม่เคยได้ สัมผัสญี่ปุ่นแบบที่เล่ามา ทั้งหมดนี้ เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www. thai airways. com บอกได้เลยว่า เส้นทางสายนี้โรแมนติกแบบญี่ปุ่นจริงๆ.

 

ป้าว่า…มันก็สีสันชีวิต! ป้าแบ็กแพ็กวัย 63 เมื่อการเที่ยวไม่เกี่ยวกับอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มิ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/636194

 

มีแฟนคลับท่วมท้นชั่วข้ามคืน สำหรับเจ้าของเพจ ป้าแบ็กแพ็ก หรือ ป้าแป๋ว กาญจนา พันธุเตชะ อดีตข้าราชการ c9 ป้าแป๋วเป็นแบ็กแพ็กเกอร์หน้าใหม่วัย 63 ปี ที่เมื่อให้สัมภาษณ์ออกสื่อต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ทั้งในและต่างประเทศกับช่วงชีวิตหลังเกษียณแล้ว ก็มีนักเดินทางด้วยกันเข้ามาชื่นชมล้นหลาม

มาแรงขนาดนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ติดต่อหาคิวสัมภาษณ์คุณป้าทันที และในที่สุดก็ได้นั่งคุยกันยาวๆ เกี่ยวกับประสบการณ์การเดินทาง และการเป็นแบ็กแพ็กเกอร์ ที่วางแผนเอง เดินทางเอง เที่ยวเอง หาที่พักเอง มาสายฮิปสเตอร์แบบนี้ได้ใจวัยรุ่นไปอีก…!

“ถ้าป้าแป๋วไม่ไปไหน อยู่บ้านสบ๊ายสบาย ทานข้าวเช้า ดูข่าวไป แล้วก็จะหลับ ตื่นมากินข้าวกลางวัน แล้วก็ดูโทรทัศน์ต่อ ชีวิตก็จะมีอยู่แค่นี้ แต่พอเดินทาง ป้ารู้สึกว่าตัวเอง Alert นะ เหมือนชีวิตเรามีสีสัน รู้สึกได้ใช้สมอง ไปเที่ยวทีก็เหมือนออกกำลังกายไปในตัว เดินทั้งวัน เดินจนขาเมื่อยเลย (หัวเราะ)” ป้าแป๋วบอกกับเราอย่างอารมณ์ดี

และนี่คือบทสัมภาษณ์สดๆ ร้อนๆ ของนักเดินทางท่องโลกหน้าใหม่คนนี้ ที่มาเล่าเรื่องราวสนุกระหว่างทางให้เราฟัง และยังขยายไปเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางคนอื่นด้วย อย่ารอช้า มาทำความรู้จักกับป้าแป๋วและกำลังใจดีๆ ทางนี้เลยจ้า


ป้าแป๋ว แบ็กแพ็กเกอร์ฮิปสเตอร์

Q : ล่าสุดได้ยินว่าคุณป้าไปเที่ยวญี่ปุ่นมา เป็นอย่างไรบ้างคะ?
อ้อ ป้าเพิ่งกลับจากญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 18-19 นี่เองค่ะ คราวนี้ป้าแป๋วไปเที่ยวเขตคันโต แถวๆ โตเกียว แล้วขึ้นไปทางเหนือหน่อย แล้วก็ลงมาเที่ยวต่อที่ ภูเขาไฟฟูจิ พักที่โตเกียว แล้วก็ไปเที่ยวนิกโก้ คามาคุระ ฮาโกเนะ แล้วก็โยโกฮามา แถวนี้อะค่ะ ก็ดีนะคะ คราวที่แล้วป้าไป เกียวโต ก็คนละบรรยากาศ ก็สนุกดีค่ะ


ได้เพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่น

Q : ขอย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นสักนิด ทำไมเลือกเดินทางคนเดียวล่ะคะ?
ป้าก็เคยไปเที่ยวกับทัวร์นะ แต่ป้าว่าเวลาไปแบบนั้น มันเป็นช่วงสั้นๆ ไม่ค่อยจุใจเรา เราไปที ก็อยากเที่ยวแบบยาวเลย ไม่ต้องไปเสียค่าเครื่องบินหลายรอบ อย่างอื่นก็ไม่มีปัญหา พอไปคนเดียวแล้วมันรู้สึกว่าชอบมากกว่า ตั๋วเครื่องบิน ที่พักจะจองที่ไหนก็ได้ สะดวกกว่าค่ะ แล้วก็มีเวลาเที่ยวได้จุใจ แล้วก็ประหยัดด้วยนะ ถูกกว่าไปกับบริษัททัวร์

ถ้าไม่ไปเอง เราก็ต้องรอคนนั้นคนนี้ แล้วที่ผ่านมาเห็นว่าทุกคนไม่ค่อยว่าง อย่างเก่งคนอื่นก็ไปกับเราได้แค่ 5 วัน แต่เราเองอยากอยู่ยาวกว่านั้น เราก็เลยต้องไปเองค่ะ (หัวเราะ) เพราะเราจะไปกี่วันก็ได้ เราไม่ต้องทำงานแล้ว จริงๆ อยากจะอยู่เที่ยวเป็นเดือนเลย แต่ว่าเราก็แอบห่วงที่บ้านด้วย ไปไม่นานเท่าไรก็ต้องกลับมาบ้านก่อน ค่อยว่ากันใหม่


ฟูจิซัง

Q : ครั้งแรกที่ตัดสินใจแบ็กแพ็กเที่ยวคนเดียว กลัวไหม?
ไม่กลัวค่ะ ยิ่งครั้งแรกเราเที่ยวในเมืองไทยยิ่งไม่กลัวเลยค่ะ เพราะเรารู้ว่าต้องพักที่ไหน อะไร อย่างไร คือยังไงคนไทยก็ไม่หลอกกันอยู่แล้ว ภาษาก็คุยกันรู้เรื่อง เราเลือกให้ดีว่าที่พักที่ไหนปลอดภัย แค่นั้นเอง ก็มีบ้างเหมือนกัน เวลาเรานั่งมอเตอร์ไซค์ไปที่โรงแรมแล้วเขาพาไปผิด เราเห็นก็บอกว่าไม่ใช่ที่นี่ ก็ต้องพยายามสื่อสารกับคนรอบข้างเยอะๆ เราบอกอยากได้ที่พักที่มันปลอดภัย บางทีเขาก็ช่วยหาให้ ช่วยพาเราไป ซึ่งมันอยู่ที่ตัวเราด้วยในการตัดสินใจว่าจะเที่ยวที่ไหน พักที่ไหน ก็ต้องหาข้อมูล

Q : แสดงว่าก่อนไปเที่ยวแต่ละทริป ป้าแป๋วเตรียมตัวดีมากๆ?
ก็ถ้าไปต่างประเทศ เราต้องหาข้อมูลเยอะเลยค่ะ อย่างไปเที่ยวต่างประเทศก็ต้องเอาหนังสือไปด้วย เราก็จะอ่านและหาข้อมูลจากตรงนั้น


เดินๆ อยู่ในสนามบิน การเดินทางคือความสุข

Q : แล้ว Backpacker สไตล์ป้าแป๋วต้องเตรียมตัวอย่างไร ในเป้มีอะไรบ้าง
ในเป้ก็มีของจำเป็นที่ต้องใช้นะคะ แล้วก็มีติดยาไปด้วยหน่อยนึง แล้วมีพวกปลั๊ก ของใช้ส่วนตัวต่างๆ ถึงแม้ไปในที่ที่เขตเมืองที่เจริญ เขาจะมีร้านค้าสะดวกซื้อ แต่เราก็ต้องพกติดตัวไว้ก่อนค่ะ ก็ไม่มีอะไรมาก มันถูกบังคับด้วยน้ำหนักกระเป๋า เขาให้ 20 กิโลกรัม แต่เราก็ไม่ถึง 20 กิโลหรอก เพราะเราแบกไม่ไหว

Q : เวลาไปเที่ยวแบบนี้ มีอุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ
ปัญหาส่วนใหญ่คือ เรื่องการหาที่พัก อยากให้สถานที่ท่องเที่ยวมีการพัฒนาเรื่องเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากขึ้น คือถ้าเสิร์ชข้อมูลจากที่บ้านแล้วปริ้นออกมา จะเห็นว่าต้องไปที่ถนนนี้ มีป้ายแบบนี้ แต่พอเวลาจริงๆ มันหายาก ถ้าเราสามารถลงตรงนั้นปุ๊บแล้วมีอินเทอร์เน็ตใช้จีพีเอสนำทางเนี่ย มันจะง่ายมากสำหรับป้าแป๋ว แต่บางทีพอเราไปเนี่ย บางทีอินเทอร์เน็ตมันใช้ไม่ได้


เที่ยวที่เวียดนาม

Q : แล้วพอหาโรงแรมไม่เจอ ป้าแป๋วแก้ปัญหายังไงคะ?
อย่างตอนที่ป้าไปญี่ปุ่น ป้าหาโรงแรมไม่เจอ ป้าก็มองหาว่าตรงไหนมี information ก็จะเข้าไปถามว่าตรงนี้อยู่ที่ไหนๆ เขาก็จะบอกเรา แต่เบื้องต้นก็ต้องเดินหาก่อน แต่ถ้าเดินแล้วไม่เจอ ก็ต้องถามคนแถวนั้นแล้วเค้าก็จะเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชให้เรา ที่ผ่านมาก็จะใช้วิธีแบบนี้มาตลอด อย่างตอนไปมาเก๊าเขาก็จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พอไปถึงจุดนี้แล้วเนี่ยเราก็จะไปหาโรงแรมใหญ่ๆ ตรงไปที่ล็อบบี้เลย เพราะเรารู้ว่าเขาพูดภาษาอังกฤษได้แน่ๆ

Q : แล้วเรื่องการกินการอยู่ล่ะคะ?
เรื่องเล็กเลยค่ะ เรื่องที่พัก ป้าแป๋วเน้นพักเป็นโฮสเทลห้องรวมหญิง แต่ถ้าไม่มี ก็พักห้องรวมชายหญิง การพักห้องรวมรู้สึกปลอดภัยกว่าพักโรงแรมแบบโดดเดี่ยว เวลาเข้าออกก็จะเจอเจ้าของบ้านอะไรประมาณนี้ ก็เน้นเรื่องปลอดภัยไว้ก่อน


ชามนี้ได้ทานตอนไปเที่ยวฮ่องกง

ส่วนเรื่องกินก็ไม่มีปัญหาเลย ช่วงที่อยู่ญี่ปุ่นบางทีก็กินร้านใกล้ๆ ที่พัก บางทีก็เข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตซื้อของมาทำทานที่โฮสเทล เรื่องกินเรื่องเล็กอะค่ะ กินอะไรก็ได้ ข้าวปั้นก็ได้ ถ้าตรงไหนมีร้านเราก็นั่งทานตรงนั้น หรือว่าเอาของแห้งติดกระเป๋าไปอะไรอย่างนี้อะค่ะ อย่างข้าวปั้นนี่ป้าเอาติดกระเป๋าไปได้ พอถึงเวลาเหนื่อยก็นั่งทานตรงที่เที่ยวนั่นแหละค่ะ ไม่มีปัญหาเลย (หัวเราะ)

Q : บางคนอยากเดินทาง แต่ติดว่าไม่มีตังค์ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ป้าแป๋วมีคำแนะนำดีๆ ไหมคะ

1. ปัญหาเรื่องเงิน : ป้าว่าก็ต้องมีการบริหารจัดการเงิน อยากเที่ยวก็ต้องรู้จักเก็บออมไว้บ้างบางส่วน

2. รู้จักประมาณค่าใช้จ่าย : ถามจากคนอื่นก็ได้ที่เขาเคยไปเที่ยวมา แล้วอาจจะเตรียมเงินไปมากกว่านั้นนิดหน่อย ให้อุ่นใจ อย่างป้าแป๋วก็จะแลกเงินให้อุ่นใจว่าเรามีตังค์สำรองไว้พอสมควร ไม่ใช่ว่าพอจํากัดจําเขี่ยจะทำให้เราวิตกกังวลมากในการเดินทาง


พร้อมเที่ยวแล้วจ้า

ทะเลทรายสวยๆ ที่เวียดนาม

สถาปัตยกรรมทรงจีน

3. ต้องขจัดความกลัว : ในเรื่องของการเดินทาง ถ้าจะขจัดความกลัวไปได้เนี่ย ป้าแป๋วว่าการเตรียมข้อมูลจะทำให้เรามั่นใจมากขึ้น แต่ทีนี้เราก็ต้องมีเวลาพอสมควรในการหาข้อมูลให้ครบถ้วน อย่างป้าแป๋วก็จะเหมาะ เพราะป้าแป๋วมีเวลา แต่คนทำงานก็คงต้องแบ่งเวลา ถ้าจะเดินทางเอง ต้องเตรียมข้อมูลพอสมควร จะไปไหน อะไร ยังไง เดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมืองยังไง ที่พักอยู่ตรงไหน พอเข้าที่พักได้จะโล่งมาก สบายใจไปแล้วเปลาะหนึ่ง

4. วางแผนเที่ยวในแต่ละวัน : การเดินทางด้วยตนเอง ต้องวางแผนการเดินทางพอสมควร ไม่งั้นพอถึงตรงนั้นแล้ว ถ้าไม่มีแผนก็จะเคว้งว่าจะไปยังไงดี แนะนำให้สอบถามกับเจ้าของเกสต์เฮาส์ เขาจะแนะนำเราได้ว่าควรไปรถไฟ หรือรถใต้ดิน แล้วอีกอย่างหนึ่งคืออ่านจากหนังสือ Lonely Planet ก็ช่วยได้ หรือการรีวิวในอินเทอร์เน็ตจากคนที่ไปมาแล้ว ก็ช่วยได้เหมือนกัน

5. ภาษา : จริงๆ เราก็พอจะสื่อสารกันได้ ถามทางหรือว่าพูดคุยกันธรรมดา ถ้าผ่านมัธยมมาได้ ป้าแป๋วคิดว่าน่าจะสื่อสารได้นะ อยู่ที่ว่าจะกล้าพูดหรือเปล่า ป้าแป๋วก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ไม่เก่งหรอก เป็นเด็กบ้านนอกด้วยซ้ำ ต้องออกไปเจอเองแล้วจะรู้


ลูกชายมาส่งที่สนามบิน

Q : เจอเพื่อนใหม่ที่เป็นแบ็กแพ็กเกอร์ด้วยกัน เยอะไหมคะ
ป้าแป๋วเจอนะคะ เวลาไปเกสต์เฮาส์เจอเยอะมาก อย่างไปญี่ปุ่นครั้งล่าสุดเนี่ย ก็ไปเจอคนเยอรมัน เขาเป็นทหาร ก็คุยกับเขา เขาก็ให้คำแนะนำว่าลองไปที่นี่ไปที่โน่นนะ มันก็ช่วยเราได้เหมือนกันนะ เพราะเขาเพิ่งมาจากฮาโกเนะ เขาก็แนะนำเราได้ดีค่ะ

Q : ปักหมุดจุดหมายต่อไป จะเที่ยวที่ไหนต่อคะ
ป้าแป๋วกำลังจะไปรัสเซียเดือนหน้าค่ะ ไปรัสเซียคราวนี้เป็นห่วงเหมือนกัน เพราะเห็นว่าคนเขาไม่ค่อยยิ้มไม่ค่อยคุย (หัวเราะ) แต่ก็ต้องลองไปสัมผัสดูค่ะว่าที่เขาหน้าตาบึ้งตึงนี่จิตใจเขาเป็นยังไง คราวนี้ป้าไป 17 วัน


เที่ยวพิพิธภัณฑ์

Q : ป้าแป๋วมองว่าการเดินทางให้อะไรกับเราในวัย 63 ปีบ้างคะ?
ป้าแป๋วเชื่อว่า ถ้าป้าแป๋วไม่ไปไหน อยู่บ้าน สบ๊ายสบาย รับประทานอาหารตามเวลา แล้วก็ดูโทรทัศน์ดูข่าวไปนะ แล้วป้าแป๋วก็จะหลับ ตื่นมากินข้าวกลางวัน แล้วก็ดูโทรทัศน์ต่อ เย็นก็ไปออกกำลังกาย แล้วก็กินข้าวเย็น ชีวิตก็จะมีอยู่แค่นี้ แต่พอป้าแป๋วเดินทาง รู้สึกว่าเรา Alert นะ ต้องมีการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ต้องเตรียมการจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก มันไม่มีช่วงว่างเลย ปกติป้าแป๋วจะไปประมาณเดือนเว้นเดือนนะ หาข้อมูลเดือนนึงก่อน แล้วก็เดินทางเดือนถัดไป


เที่ยวญี่ปุ่น 13 วัน ฟินมากๆ

ป้าว่า มันเหมือนชีวิตเรามีสีสัน รู้สึกได้ใช้สมองด้วย ไปเที่ยวทีก็เหมือนได้ออกกำลังกาย เดินทั้งวัน ขาเมื่อยเลยแต่ละวัน เราก็จะได้ครบหมด ถ้าเทียบกับนอนอยู่บ้านเฉยๆ มันก็มีอะไรกระตุ้นเราน่ะ ทั้งสายตาด้วย สมองด้วย ช่วงนี้มีแรงต้องรีบไป เดี๋ยวอีกหน่อยไปไม่ไหว ก็นะตามสภาพร่างกาย ตอนนี้เรายังไปไหวก็รีบไปค่ะ

เราได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ ในตอนที่ยังทำงานอยู่ ก็มีความสุขทุกทริป แต่ละแห่งที่ได้ไปสัมผัสเอง มันไม่เหมือนกับที่เราอ่านหนังสือนะ ป้าแป๋วอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ตรงนี้กับสิ่งที่ชอบ ไปในเมืองไหนป้าแป๋วก็มีความสุขนะ ได้เห็นวิถีชีวิต กินอาหารอร่อยของแต่ละแห่ง แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว

…มีความสุขกว่าอยู่บ้านเป็นไหนๆ ป้าแป๋วทิ้งท้าย


สวนสวยของญี่ปุ่น

ที่มาภาพ : hipsterkanjana

 

เซเชลส์ หมู่เกาะแดนสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย National Geographic 15 มิ.ย. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635406

 

บทแรกของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเซเชลส์เขียนไว้ว่า “พวกเราชาวเซเชลส์สำนึกในพระคุณของพระผู้เป็นเจ้าที่ให้เราพำนักอยู่ในประเทศที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เราตระหนักเสมอถึงความพิเศษและความเปราะบางของหมู่เกาะเซเชลส์…”

ถ้าข้อความข้างต้นฟังดูคล้ายแถลงการณ์ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติก็สมควรอยู่หรอก เพราะหมู่เกาะเซเชลส์มีอะไรให้ปกปักรักษามากเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเกาะหินแกรนิตทางตะวันออกของหมู่เกาะเซเชลส์ เกาะเหล่านี้ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรส่วนใหญ่จากทั้งหมด 93,000 คนของเซเชลส์ คือส่วนยอดเขาของมวลแผ่นดินที่จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งแยกตัวออกจากมหาทวีปกอนด์วานาพร้อมกับอินเดียและมาดากัสการ์เมื่อ 125 ล้านปีก่อน


ฝูงฉลามครีบดำหรือฉลามหูดำลอยตัวอ้อยอิ่งอยู่ในท้องน้ำอุ่นตื้นๆ รอให้กระแสน้ำขึ้นเติมน้ำในลากูนบนเกาะปะการัง วงแหวนอัลดาบราอันห่างไกลให้เต็มปริ่มอีกครั้ง

การแยกตัวทางวิวัฒนาการอันยาวนาน กอปรกับการเพิ่มเติมขุมทรัพย์ทางชีวภาพใหม่ๆ ได้สร้างสิ่งน่าสนใจขึ้นมากมาย ซึ่งรวมถึงกบขนาดเล็กกว่าเล็บมือ เต่ายักษ์น้ำหนักมากถึง 250 กิโลกรัม ต้นปาล์มที่มีผลใหญ่มากจนหากตกใส่อาจทำให้กะโหลกศีรษะแตกร้าวได้


เต่าบกยักษ์หลบอากาศร้อนระอุช่วงกลางวันอยู่ในโพรงหินปะการังบนเกาะกรองด์แตร์ พวกมันเดินทางไปมาอย่างเชื่องช้าและงุ่มง่ามระหว่างโพรงหินกับทุ่งหญ้าซึ่งเป็นแหล่งอาหาร

ด้านปลายสุดทางทิศตะวันออกของหมู่เกาะหินแกรนิตนี้เป็นที่ตั้งของเกาะเฟรกาต เกาะส่วนบุคคลที่มีรีสอร์ตหรู และเป็นที่หลบภัยแห่งสุดท้ายของสัตว์หลายชนิด หนึ่งในนั้นคือนกกางเขนหมู่เกาะเซเชลส์ นกชนิดนี้เคยแพร่หลายไปทั่ว แต่พอถึงกลางทศวรรษ 1960 กลับเหลือไม่ถึง 15 ตัวบนเกาะ ซึ่งมีพื้นที่เพียงสองตารางกิโลเมตรเศษแห่งนี้ นักอนุรักษ์ธรรมชาติจึงเริ่มโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศขึ้น แมวจรจัดถูกกำจัดจนหมดสิ้น พวกเขาจัดหาบ้านหรือรังให้พวกมันและให้อาหารเสริม เมื่อจำนวนนกกางเขนเพิ่มขึ้น จึงมีการขนย้ายไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์บนเกาะอื่นๆ ที่ปราศจากนักล่า เพื่อกระจายความเสี่ยงในการอยู่รอด และทุกวันนี้ประชากรนกกางเขนหมู่เกาะเซเชลส์ก็ค่อยๆ ทวีจำนวนขึ้นเป็นหลายร้อยตัวแล้ว


เกาะปะการังวงแหวนเซนต์โจเซฟเคยเป็นแหล่งจับปลาและเก็บมะพร้าว แต่ปัจจุบันกลายเป็นดินแดนล้ำค่าเพราะความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อปี 2014 เกาะนี้ได้รับการจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติโดยมีมูลนิธิเซฟอาวร์ซีส์ (Save Our Seas Foundation) เป็นผู้บริหารจัดการ

ผู้สืบทอดเชื้อสายจากบรรพบุรุษยุคอดีตบนเกาะเฟรกาตที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือกิ้งกือยักษ์เซเชลส์ สัตว์ขาปล้องตัวสีดำขลับขนาดเท่านิ้วมือ ลำตัวยาว 15 เซนติเมตร สัตว์เลื้อยคลานสีสันสวยงามเหล่านี้มักคึกคักที่สุดหลังฟ้ามืด “ไม่มีหมู่เกาะอื่นใดมีสิ่งที่เซเชลส์มีอีกแล้วครับ” คริสโตเฟอร์ ไคเซอร์-บันเบอร์รี นักนิเวศวิทยา บอกและเสริมว่า “หมู่เกาะกาลาปากอสโด่งดังเพราะดาร์วิน แต่เซเชลส์ก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยสักนิด”


นกแก้วคอแหวนที่นำเข้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงหลุดหนีเข้าป่า ทุกวันนี้ พวกมันคุกคามนกประจำชาติของหมู่เกาะเซเชลส์ นั่นคือนกแก้วสีดำเซเชลส์ พรานล่านกที่ได้รับการว่าจ้างมา กำลังพยายามกำจัดผู้บุกรุกเหล่านี้ให้หมดสิ้น

อี. โอ. วิลสัน นักชีววิทยาผู้เป็น “บิดาแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” ทำนายไว้เมื่อเกือบ 25 ปีก่อนว่า ศตวรรษนี้ จะเป็น “ยุคแห่งการฟื้นฟูด้านนิเวศวิทยา” ความคิดนี้เป็นที่สนใจของชาวเซเชลส์เช่นกัน เมื่อพวกเขาตระหนักถึงความรุ่มรวยทางชีวภาพของประเทศ จึงเกิดความกระตือรือร้นที่จะปกปักรักษาความอุดมสมบูรณ์นี้ไว้ มีชมรมอนุรักษ์พืชและสัตว์ป่าเกิดขึ้นในหลายโรงเรียน “คนรุ่นใหม่ตื่นตัวในเรื่องนี้กันใหญ่เลยครับ” เทอเรนซ์ เวล ผู้ประสานงานของชมรม บอก “ยี่สิบปีเชียวนะครับที่เราทำงานร่วมกับโรงเรียนต่างๆ เพื่อสื่อสารข้อมูลเหล่านั้นไปยังนักเรียน เราพาพวกเขาไปดำน้ำและทัศนศึกษานอกโรงเรียนเพื่อให้เห็นว่า เรามีระบบนิเวศอันเปราะบางและเราต้องปกปักรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง”


กิ้งกือยักษ์เป็นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกคุกคามเมื่อหนูมาถึงเกาะรีสอร์ตเฟรกาตในช่วงกลางทศวรรษ 1990 กระทั่งนานาชาติ ร่วมมือกันฟื้นฟูสภาพเกาะให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ที่ปราศจากหนูได้ในที่สุด

บนลาดเขาในกรุงวิกตอเรีย เมืองหลวงของเซเชลส์ เป็นที่ตั้งของนาฬิกาประจำโบสถ์เรือนหนึ่ง มันจะตีบอกเวลา ซ้ำสองครั้ง ครั้งแรกตีบอกชั่วโมง หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีก็ตีซ้ำอีกครั้ง ผมคิดว่านาฬิกานี้เปรียบเสมือนเซเชลส์นั่นเอง กล่าวคือ เสียงตีบอกเวลาหนที่สองหมายถึงโอกาสครั้งที่สอง ซึ่งประกาศให้รู้ถึงการเฉลิมฉลองของธรรมชาติที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เรื่อง เคนเนดี วอร์น
ภาพถ่าย ทอมัส พี. เพสแชก

ที่มา – National Geographic
www.ngthai.com

 

ครื้นเครง สายน้ำมีชีวิตชีวา! ไปมาเก๊าเชียร์ทีมไทย ชมเทศกาลแข่งเรือมังกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มิ.ย. 2559 14:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/637962

 

‘มาเก๊า’ ประเทศเล็กๆ ไม่ใหญ่มากแต่มีอะไรน่าสนใจมากมาย รวมไปถึง ‘เทศกาลการแข่งเรือมังกร’ ซึ่งถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดมาจากจีนซึ่งจัดขึ้นเพื่อระลึกถึง Wat Yuen กวีผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณ…

เทศกาลนี้เป็นการแข่งเรือมังกรในมาเก๊า ซึ่งจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน บริเวณทะเลสาบนัมวาน งานนี้เต็มไปด้วยสีสันของเรือจากทั่วสารทิศหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, ฟิลิปปินส์, จีน, ไทย, สิงคโปร์, เกาหลี, ออสเตรเลีย และยุโรป ที่เข้าร่วมการแข่งขันเพิ่มสีสันให้สายน้ำดูมีชีวิตชีวา มองแล้วสนุกสนานครื้นเครงอยู่ไม่น้อย


Macao International Dragon Boat Races 2016



ทีมไทยนำรางวัลเหรียญเงินกลับบ้านมาได้


สำหรับในปีนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสไปเยือนเทศกาลนี้เป็นครั้งแรกกับการท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย สารภาพว่าการไปเยือนในครั้งนี้ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เราได้ร่วมชมการแข่งเรือมังกรแบบใกล้ชิดด้วยแบล็กกราวน์ข้างหลังที่มีตึกสูงสวยๆ อยู่ล้อมรอบบริเวณทะเลสาบนัมวาน ทั้งยังได้เดินดูสีสันของเทศกาลนี้ซึ่งมีทั้งกองเชียร์ และเชียร์ลีดเดอร์ของทีมต่างๆ มาสร้างความสนุกให้กับงานนี้ได้ไม่น้อย

พิเศษสุดๆ ที่ปีนี้ ทีม Dragon Boat Thailand ได้เข้าร่วมการแข่งขัน “Macao International Dragon Boat Races 2016” และสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ ‘เหรียญเงิน’ มาครอบครองไว้ได้ บอกเลยครั้งนี้มีคู่แข่งถึง 36 ทีมด้วยกัน และคุณรู้หรือไม่ว่าทีมไทยใช้เวลากับการฝึกซ้อมเพียงแค่ 18 วันเท่านั้น ได้เหรียญเงินมาแบบนี้ เราขอปรบมือให้รัวๆ ส่วนผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ ประเทศจีน บอกเลยว่าสองทีมนี้สูสีกันแบบสุดๆ





สาวๆ มาเก๊าเซ็กซี่สู้สาวไทยได้มั้ยเอ่ย




ทีมนี้เชียร์กันแบบเต็มที่

ไทยแลนด์สู้ๆ

Dragon Boat Thailand
 

เกาะเชจู เกาหลีในแบบที่คุณไม่เคยเห็น​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 12 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/632428

 

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อินกับเทรนด์เกาหลี ไม่สนใจนักร้องเกาหลี ไม่เคยเสพติดซีรีส์เกาหลี ก็เลยไม่คิดว่าเกาหลีจะมีอะไรน่าสนใจพอที่คุณจะไปเที่ยว เราไม่ต่างกันเลย แต่บังเอิญผู้เขียนดันมีคู่ชีวิตเป็นคนเกาหลี ก็เลยมีโอกาสให้ได้ไปมากกว่าคนอื่น ผู้เขียนไปมาแล้วทั้งเดสติเนชั่นแบบซุปเปอร์แมสอย่างนามิ เมียงดง ปูซาน ที่เดินไปไหนก็เจอแต่คนไทย ร้านอาหารไทย กรุ๊ปทัวร์ทั่วไปหมด แต่เมื่อปลายปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยือนเกาะเล็กๆ กลางทะเลตอนใต้ของเกาหลีที่ชื่อว่า ‘เชจู’ ขอคอนเฟิร์มกับผู้อ่าน GQ Thailand ตรงนี้เลยว่า เกาะเชจูไม่ใช่เกาหลีแบบที่คุณเคยเห็นแน่นอน มันคือเดสติเนชั่นที่พิเศษแม้กระทั่งสำหรับคนเกาหลีเอง

จากกรุงเทพฯ นั่งไปลงปูซาน แล้วนั่งสายการบินท้องถิ่นต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงก็ถึงเกาะเชจู นอกจากเป็นเมืองที่คนเกาหลีเขาถือกันว่ามีไว้ ‘ฮันนีมูน’ แล้ว เกาะเชจูยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย เพราะธรรมชาติที่นั่นบริสุทธิ์มาก สภาพภูมิประเทศสวยแปลกตา เพราะเป็นเกาะที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทำให้ดินมีแร่ธาตุพิเศษไม่เหมือนที่อื่น ลองนึกภาพเกาะสวยสุดโรแมนติกแบบภูเก็ตบ้านเรา แต่นอกจากจะมีชายหาดเล่นน้ำได้แล้ว ยังมีถ้ำลาวา มีน้ำตก มีภูเขา มีทุ่งหญ้า และมีบ้านเรือนซึ่งยังรักษาวิถีโบราณไว้ได้มาก


บอกอย่างนี้คงไม่แปลกใจถ้าจะบอกว่าคนที่นี่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ป้ายบอกทางแม้จะเขียนชื่อสถานที่ท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นแบบภาษาคาราโอเกะ คือเขียนเป็นคำเกาหลีที่เราอ่านไม่ออกและไม่รู้ความหมายอยู่ดี นักท่องเที่ยวส่วนมากของที่นั่นก็คือคนเกาหลีจากที่ต่างๆ ผู้เขียนไม่เห็นคนไทยสักคนเดียว ขนส่งสาธารณะก็ยังไม่ได้แพร่หลายทั่วถึงเหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะลุยเป้เที่ยวเอง ต้องเตรียมตัวทำการบ้านหนักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ เพราะเคยอ่านเจอว่ามีคนไทยเคยทำอย่างนั้นแล้วก็กลับมาเล่าเรื่องราวน่าประทับใจมากมาย หรือคุณจะซื้อทัวร์ของเกาหลีก็ได้ เกาะเชจูเป็นสถานที่ปลอดภัยมาก นั่นคือข้อดี ไปที่ไหนไม่มีอันตราย เต็มที่ก็แค่หลงทาง อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยนี้มีแอพการแปลภาษาดีๆ ตั้งเยอะแยะที่น่าจะทำให้เราพาตัวเองกลับที่พักได้

เชจูเป็นสถานที่ซึ่งขึ้นชื่อว่าเที่ยวได้ทุกฤดู อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15 องศาเซลเซียสในหน้าหนาว และ 22-26 องศาเซลเซียสในหน้าร้อน แต่ผู้เขียนกระซิบว่าถ้ามีหิมะก็หนาวโหดเอาเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมามีหิมะถล่ม ทำให้ต้องปิดสนามบิน แต่ก็เกิดไม่บ่อย ตอนผู้เขียนไปในเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิกำลังสบายอยู่ที่ 17-18 องศาเซลเซียส


ตะลุยไร่ส้ม-เดินป่ามหัศจรรย์

เหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ทำให้เกาะเชจูยังคงความพิเศษไว้ได้ คือความที่ทุกอย่างบนนั้นแพงมาก สถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งมีค่าเข้าหมดเลย บางแห่งเป็นแค่สวนก็มีค่าเข้า และค่าเข้านี่ก็ระดับ 1,000 บาทขึ้นไป แต่ข้อดีที่แลกกันคือมีระบบการดูแลดีมาก เพราะเขาใช้เงินไปกับการบำรุงรักษา (Maintenance) เป็นอย่างดี สวนที่นี่มีเยอะ แต่ที่พลาดไม่ได้ต้องแวะสักแห่งคือสวนส้ม

ส้มเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเกาะเชจู แน่นอนว่าต้องตามด้วยผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับส้มอีกมาก ทั้งของที่ระลึกรูปส้ม ช็อกโกแลตรสส้ม ฯลฯ โชคดีที่ผู้เขียนมาตอนกำลังเข้าฤดูหนาว ซึ่งเป็นหน้าที่ส้มออกผลพอดี ส้มของที่นี่เป็นส้มแทงเจอรีน คนที่นี่เรียกว่า Gamgyul อ่านออกเสียงยากเหมือนคำเกาหลีคำอื่นทั่วไป ขณะขับรถไปเรื่อยๆ สองข้างทางจะเต็มไปด้วยไร่ส้มและป้ายเชิญชวน (ภาษาเกาหลี) ให้เราเข้าไปเก็บส้ม จ่ายคนละประมาณ 300 บาท ได้ตะกร้าเล็กๆ เก็บไปกินไปตามใจต้องการ ส่วนรสชาตินั้นค่อนไปทางจืดๆ ไม่จัดจ้าน ผู้เขียนขอพูดอย่างตรงไปตรงมาที่สุดคือ สู้ส้มเขียวหวานบ้านเราไม่ได้ เสียใจด้วยนะเจ้ากัมกิวยุน

เหตุเพราะเด่นเรื่องธรรมชาติ หนึ่งใน ‘Can’t Miss Destination’ ที่ว่ากันว่าเป็นไฮไลต์ของเกาะเชจู คืออุทยานแห่งชาติฮัลลาซาน (Hallasan National Park) ซึ่งคนเกาหลีถือเป็นดินแดนแห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่กว่าหนึ่งร้อยตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศแบบภูเขาไฟ มีทั้งป่าเขา ทุ่งหญ้า และทะเลสาบ สภาพภูมิอากาศครอบคลุมตั้งแต่กึ่งเขตร้อน ปานกลาง ไปจนถึงเย็นเยือกแบบแนวป่าอัลไพน์ หากเป็นยอดเขาก็จะหนาวเหน็บและมีหิมะปกคลุม เพราะสูงถึง 1,950 เมตรจากระดับน้ำทะเล ธรรมชาติที่ไม่ธรรมดาของพื้นที่แถบนี้จึงได้รับการอนุรักษ์เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1970 และในปี 2002 ยูเนสโกประกาศให้เป็นป่าอนุรักษ์ในแง่ความหลากหลายทางชีวภาพ และถูกจัดเป็นมรดกโลกในปี 2007 ในที่สุด

เมื่อผู้เขียนไปเยือน ก็บอกได้เลยว่าสวยจนลืมหายใจ และอย่างที่บอกว่าเขาดูแลสถานที่ดี (ค่าเข้าประมาณ 800 บาท) เขาจึงมีทางให้เราเดินขึ้นเขากันสบายๆ มีเส้นทางให้เลือกถึง 7 เส้นทาง และบอกระดับความยากง่ายไว้เสร็จสรรพ ทุ่งกว้างโล่งบริสุทธิ์เหมือนภาพเขียน ไม่มีร้านขายของจุกจิก ไม่มีเพิงให้รกรุงรังสายตา


ดิ่งสมุทร 40 เมตร และอิ่มซีฟู้ดที่อาจุมม่า

ขึ้นเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่าพันเมตรแล้ว ก็ลองดำดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเลกันบ้าง เกาะเชจูมีสถานที่นั่งเรือดำน้ำชื่อดังชื่อ Seogwipo Submarine ซึ่งให้บริการนั่งเรือดำน้ำชมโลกใต้สมุทรเป็นแห่งแรกในเอเชีย และเป็นหนึ่งในสามของโลก แต่ที่น่าปลื้มคือเขาเป็นที่เดียวที่ไม่มีประวัติเกิดอุบัติเหตุหรือสิ่งไม่คาดฝันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในเรือดำน้ำเล็กๆ จะนั่งกันเป็นแถวรวมประมาณ 40 คน แล้วก็จะค่อยๆ พาเราดิ่งลงไป และประกาศเป็นระยะๆ ว่า 20 เมตรแล้วนะ 30 เมตรแล้วนะ จนถึงก้นทะเลลึก 40 เมตร ฟังเหมือนไม่ลึก แต่พอลงไปจริงๆ ก็รู้สึกลึกมากทีเดียว เราได้เห็นสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตหน้าตาแปลกๆ ที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ เวลาอยู่ในเขตระดับน้ำตื้น และที่ชวนให้ตื่นเต้นเหมือนในหนังก็คือได้เห็นซากเรือเดินสมุทรเก่าแก่ที่อับปางและจมลงอยู่ก้นสมุทร ซึ่งบัดนี้กลายเป็นแหล่งนิเวศชั้นดีให้กับเหล่าสัตว์ทะเลมากมาย


ถ้าใครได้มาดำน้ำ อย่าพลาดแวะกินอาหารทะเลสดแถบนี้ด้วย เพราะบริเวณนี้เป็นหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งคนที่นี่จะเรียกกันว่า ‘บ้านแม่บ้าน’ หรืออาจุมม่า ตำนานมีอยู่ว่าเมื่อก่อนสามีจะออกไปหาปูหาปลากัน แล้วเจอพายุบ้างอะไรบ้าง ก็เอาชีวิตไปทิ้งทะเลกันเป็นแถว ทำให้หมู่บ้านนี้เหลือแต่ภรรยา พวกผู้หญิงก็เลยหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นชาวประมงเรื่อยมา กลายเป็นหมู่บ้านที่มีแต่อาจุมม่า ซึ่งเป็นคำที่เขาเอาไว้เรียกคุณป้านั่นเอง ถามว่าทำไมผู้ชายออกเรือแล้วตาย แต่อาจุมม่ารอด อันนี้ผู้เขียนก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน ยังสงสัยอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือของทะเลทุกอย่างที่อาจุมม่านั้นสดแท้แน่นอนและราคาไม่แพงซะด้วย ไข่หอยเม่นเสิร์ฟมาในจานใหญ่ กินให้หายอยากไปเลย หมึกยักษ์ กุ้ง หอย ปู ปลา สาหร่าย เห็ดเป๋าฮื้อ พรีเมียมมาก ทั้งหมดตกแล้วแค่ประมาณ 2,500 บาท นับว่าถูกสุดๆ

แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ มาเกาะเชจูต้องกินหมูดำ ซึ่งเขามีสายพันธุ์เฉพาะของเกาะ รสชาติว่ากันว่าต่างจากหมูดำที่อื่น แต่ผู้เขียนไม่ใช่นักชิมเลยไม่ค่อยรู้สึกถึงความแตกต่าง หมูดำที่ไหนก็อร่อยเหมือนกันหมด


เจ็ดนางฟ้าในสระของเทพเจ้า

พูดในเชิงวัฒนธรรมแล้ว โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเกาหลีคล้ายทั้งจีนและญี่ปุ่นผสมผสานกัน ถ้าเป็นตำนานน้ำตกชื่อดัง Cheonjeyeon Falls แล้วต้องยกให้ว่าคล้ายจีน น้ำตกดังแห่งนี้มีฉายาว่าน้ำตกมังกร โดยตำนานโบราณเชื่อว่าถ้ำน้ำตกแห่งนี้มีมังกรอาศัยอยู่ และน้ำที่รองจากน้ำตกแห่งนี้ก็มีความศักดิ์สิทธิ์ ใช้รักษาโรคร้ายต่างๆ นานา บ้างจึงเรียกว่าสระน้ำของเทพเจ้า จริงเท็จเรื่องนี้ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ๆ ข้อเท็จจริงสุดพิเศษคือเป็นน้ำตกแห่งเดียวในเอเชียที่ทางน้ำของมันไหลลงสู่มหาสมุทรโดยตรง น้ำใสสะอาดน่าเล่นมาก แต่เนื่องจากอากาศเย็นเกินจะลงเล่นน้ำ และอีกเหตุผลสำคัญคือ ภายในบริเวณน้ำตกมังกรมีน้ำตกขนาดเล็กล้อมรอบอยู่มากมาย จึงเป็นแหล่งที่อยู่และที่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของปลาไหล การว่ายน้ำกับปลาไหลอาจเป็นไอเดียที่ไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่นัก

นักท่องเที่ยวส่วนมากจะไปเดินเล่นที่สะพานข้ามน้ำตกที่ชื่อ Seonimgyo Bridge ผู้เขียนไปในช่วงปลายปี น้ำไม่ค่อยเยอะมาก ถ้าใครชอบน้ำตก แนะนำให้มาช่วงพฤษภาคมของทุกปี เพราะจะมีเทศกาลเกี่ยวเนื่องกับตำนานของน้ำตกแห่งนี้ เขาเรียกกันว่าเทศกาลเจ็ดนางฟ้า (ไม่เกี่ยวกับแก๊งคุณเจนี่แต่อย่างใด) ซึ่งเชื่อกันว่าทุกคืนจะมีนางฟ้าเจ็ดองค์มาเล่นน้ำในสระเทพเจ้าแห่งนี้ ใครจะเลียนแบบ หรืออยากเล่นน้ำกับนางฟ้า ผู้เขียนไม่แนะนำ เพราะสระลึก จุดที่ตื้นอย่างเบาะๆ ก็ 21 เมตรเข้าไปแล้ว

GQ Recommends
– Kasan Tobang Hanok บ้านแบบเกาหลีโบราณ อยู่นอกเมืองย่าน Seogwipo ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ราคา 1,900++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
– Lotte City Hotel โรงแรมใจกลางเมือง สะดวกสบายสุดๆ ราคา 4,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
-Kim’s Cabin ลอดจ์สำหรับครอบครัว และดอร์มสำหรับแบ็กแพ็กเกอร์ อยู่ใกล้ Sunrise Peak ราคา 2,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
– Doldam Guesthouse ห้องพักสไตล์โมเดิร์น ย่าน Seogwipo ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ราคาประมาณ 2,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
• The Shilla Jeju โรงแรมห้าดาวอารมณ์รีสอร์ต ใกล้แหลมหิน Jungmun-Daepo Jusangjeolli Cliff ราคาประมาณ 9,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

ชื่อน่ากลัว แต่ตัวงดงาม วนอุทยาน ‘แพะเมืองผี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/636575

ชื่อน่ากลัว แต่ตัวงดงาม วนอุทยาน 'แพะเมืองผี'

ชื่อน่ากลัว แต่ตัวงดงาม วนอุทยาน ‘แพะเมืองผี’

ของทุกๆ อย่างมีเสน่ห์ในตัวมัน แล้วแต่คุณจะมอง คล้ายกับคน สัตว์ สิ่งของ ไม่มีอะไรที่ไม่มีมุมงาม ถ้าหากเปิดใจให้กว้าง แล้วเฟ้นหามุมนั้นให้เจอ

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้ Thairath Drone เก็บมาจาก วนอุทยานแพะเมืองผี อยู่ในท้องที่ตำบลแม่หล่าย ตำบลน้ำชำ ตำบลทุ่งทุ่งโฮ่ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2524 วนอุทยานแพะเมืองผี ไม่มีที่พักบริการแก่นักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะเดินทางไปพักแรมต้องนำเต็นท์ไป กางเองแล้วไปติดต่อขออนุญาตกับหัวหน้าวนอุทยานแพะเมืองผีโดยตรงสามารถท่องเที่ยววนอุทยานแพะเมืองผีได้ตลอดทั้งปี แต่ฤดูหนาวนั้นเหมาะสมที่สุด เพราะอากาศเย็นสบาย

แพะเมืองผี นักธรณีวิทยาได้ประมาณค่าอายุของดินแห่งนี้เกิดขึ้นประมาณไม่เกิน 2 ล้านปีซึ่งเป็นยุคค่อนข้างใหม่ลักษณะการเกิด ของเสาดิน เกิดจากกรวด หิน ดิน ทราย เกาะจับตัวยังไม่แน่นเต็ม เมื่อถูกนำ้ฝนกัดเซาะตามธรรมชาติเป็นเวลานาน ทำให้พื้นที่บางส่วนเป็นที่สูงต่ำสลับกันไป หน้าผาและเสาดินมีรูปทรงแตกต่างกัน ก่อให้เกิดความสวยงามมากยิ่งขึ้น

เป็นภาพที่สวยงามท่ามกลางแดดแรงที่สปอร์ตไลน์เจิดจ้าเป็นพยาน.

**รู้ไว้ใช่ว่า**

การเดินทางไปวนอุทยานแพะเมืองผีนับว่าสะดวกมากหากมีรถไปเอง เดินทางจากจังหวัดแพร่ ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ระหว่างแพร่-น่าน ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปประมาณ 7 กม. จะมีทางแยกขวามือไปวนอุทยานแพะเมืองผีอีก 3 กม. ถนนลาดยางตลอด รวมระยะทางประมาณ 10 กม. สามารถติดต่อสอบถาม สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) โทร. 0-5351-1162 หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายจัดการวนอุทยาน สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาตสัตว์ป่าิ และพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 10900 โทร.0-2561-4292-3 ต่อ 719 ในวันและเวลาราชการ แหล่งท่องเที่ยว

ตื่นตากับถ้ำเขาวังทอง อันซีนหนึ่งเดียวในขนอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 11 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635311

 

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน มาพบกับผม “แบกกล้องเที่ยว” อีกครั้ง สัปดาห์นี้ผมจะพาไปเที่ยวแบบตื่นเต้นเร้าใจ ก็ใครจะไปคิดว่า… ที่อำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช นอกจากชายหาดสวยๆ กับน้องๆ แล้ว จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และยิ่งใหญ่อลังการซ่อนอยู่




ถ้ำเขาวังทอง ตั้งอยู่ที่ ต.ควนทอง การเดินทางให้เริ่มจากตลาดสี่แยกในเมืองขนอมไปตามถนนหมายเลข 4014 ซึ่งเป็นสายเข้าเมือง ไปประมาณ 1.8 กม. ถึงสามแยกครูวิงให้เลี้ยวขวาเข้าถนนทางไปอำเภอดอนสัก บนเส้น 4142 ให้ตรงไปประมาณ 6 กม. จะเจอกับทางแยก เลี้ยวซ้ายเข้าไปถนนสายหน้าควน-ต้นเหรียง ปากทางมีป้ายท่องเที่ยวถ้ำเขาวังทอง ตรงเข้าไปประมาณ 3 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามซอยห้วยอโศก ก็จะถึงถ้ำเขาวังทอง สามารถจอดรถได้ที่เชิงเขาใกล้กับทางขึ้นถ้ำเขาวังทอง




“ถ้ำเขาวังทอง” ถือว่าเป็นอันซีนหนึ่งเดียวในขนอม มีความสวยงามอย่างมาก บริเวณปากถ้ำเป็นจุดชมวิวที่เห็นทิวทัศน์ของ ตำบลควนทอง ภายในถ้ำเป็นหินปูนผสมแร่เหล็ก ที่มีหินงอกหินย้อยรูปร่างสวยงามมากมาย แผนผังของถ้ำแห่งนี้มีไม่มาก แค่เดินขึ้นตามบันไดปูนจากเชิงเขาขึ้นไปราว 300 ขั้น ก็จะถึงศาลาปากทางเข้า จากศาลาแห่งนี้จะมองเห็นทะเลทางฝั่งขนอม วันฟ้าใสอาจจะเห็นไปไกลถึงสมุยด้วยซ้ำ





ปากทางเข้าถ้ำวังทอง เป็นปล่องแคบๆ มีการติดไฟให้แสงสว่างไว้ตามจำเป็น ทางเดินเป็นอุโมงค์ยาวๆ เดินไปราว 50 เมตร ก็ต้องไต่บันไดขึ้นไปราว 8 ขั้น แล้วจะต้องเบียดแทรกตัวเข้าไปตามช่องแคบๆ จากนั้นจึงไปโผล่ที่ห้องโถงขนาดใหญ่ ตรงกลางห้องโถงเป็นกองหินกองดิน มีหินงอกตั้งเป็นแท่งอยู่เรียงราย บางอันสูงเกือบจรดเพดานถ้ำ





ห้องโถงใหญ่ที่สุดมีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ตามพื้นถ้ำ ผนังถ้ำ และเพดานถ้ำ ประดับประดาด้วยหินงอก หินย้อย เสาหิน รูปร่างต่างๆ บ้างก็คล้ายเจดีย์ น้ำตก หนังปลา น้อยหน่า อ่างน้ำ ตามแต่จะจินตนาการกันไป เมื่อต้องแสงไฟจะดูระยิบระยับ แต่ละห้องในถ้ำมีความต่างระดับพอสมควร การเข้าชมอาจจะต้องปีนป่าย หรือก้มต่ำจนเกือบคลาน บางช่วงก็ลื่นจากความชื้น จึงควรสวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสม เพื่อจะได้ชมธรรมชาติที่สวยงามได้อย่างสนุกสนาน





อีกปรากฏการณ์หนึ่งคือ น้ำตกถ้ำ ที่เกิดจากหินปูนที่ละลายมากับน้ำ แล้วน้ำนั้นก็ไหลลงที่ต่ำ นานเข้าหินปูนเหล่านั้นก็ค่อยๆ เกาะกันเป็นคลื่นเล็กๆ ดูคล้ายกับชั้นน้ำตกที่ลดหลั่นกันลงมา บางแห่งละเอียดมากจนดูเหมือนเกล็ดปลา ถ้าหินปูนเกาะกันจนกลายเป็นขอบขนาดใหญ่ ดูเหมือนอ่างน้ำบางแห่งอาจจะมีน้ำขัง บางแห่งอาจจะแห้ง เรียกว่าสวยงามสมกับการเดินทางเข้ามาจริงๆ ครับ

ใครที่ชอบท่องเที่ยวแนวผจญภัยและไปดูของหายากแบบนี้ แพ็กกระเป๋าแล้วไปเห็นด้วยตาตัวเองเลยครับ บอกเลยว่ามาที่นี่ไม่เสียเที่ยวแน่นอน…

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.itravelhip.com
www.facebook.com/baagklong

 

วิถีคน…วิถีคิด โมเดลชีวิต…เมืองสามน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635874

 

วิถีชุมชนลุ่มน้ำแม่กลอง.

“เจื้อยแจ้วแว่วเสียงสำเนียงขับร้อง ดังเพลงมนต์รักแม่กลอง ล่องลอยพลิ้วหวานซ่านมา กล่อมสาวงามบ้านอัมพวา มนต์รักแม่กลองแว่วมา เหมือนสายธาราแม่กลองรำพัน…”

บทเพลงจากปลายปากกาของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่ส่งผ่านมาตามเสียงหวานของ ศรคีรี ศรีประจวบ และนักร้องลูกทุ่งรุ่นหลังๆอีกหลายคนดังแว่วในความทรงจำ ก่อนที่จะขับรถมุ่งหน้าสู่อัมพวาเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน

น้องเก๋ กาญจนา บงกชรัตน์ และ น้องปลา ชลธิดา ภู่ระหงษ์ พีอาร์สาวสวยจากฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมเดินทางมาด้วยเพื่อเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ความเป็นชุมชนเข้มแข็งของที่นี่


ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่..หนึ่งในผลไม้เลื่องชื่อของอัมพวา

จุดหมายของเรา คือ บ้านสวนแสงตะวันของ ครูสมทรง แสงตะวัน หนึ่งในครูภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวิถีการเกษตรพื้นบ้าน จนเกิดเป็น “ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น” จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านบางพลับ อ.บางคนที ไม่ไกลจากตลาดน้ำอัมพวามากนัก

บางพลับ ชุมชนเล็กๆแต่กลับมีเสน่ห์แพรวพรายด้วยผลหมากรากไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ยิ่งเมื่อบวกรวมเข้ากับภูมิปัญญาของชุมชนแล้ว ยิ่งทำให้ทุกอย่างที่นี่มีทั้งคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นมาทันที


ครูสมทรง แสงตะวัน

อาจกล่าวได้ว่า ครูสมทรง เป็นคนหนึ่งที่ปลุกวิถีการท่องเที่ยวชุมชนให้แข็งแรงในพื้นที่แห่งนี้ จากเดิมที่ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับร่องสวนและลำคลอง ที่แทบจะไหลผ่านไปทุกซอกทุกมุมของสมุทรสงคราม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองสามน้ำ คือ มีทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด และมีคลองที่แตกแขนงจากแม่น้ำแม่กลองเข้าสู่อำเภอ ตำบลต่างๆอีกมากกว่า 366 คลอง


ผลไม้รอกลับชาติ.

และนั่นจึงเป็นที่มาของความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะผลไม้ขึ้นชื่อ อย่างส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ รสชาติหวาน หอม อร่อย

ครูสมทรง เล่าว่า อาชีพส่วนใหญ่ของที่นี่คือชาวสวน โดยเฉพาะสวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็น มะพร้าว ส้มโอ ลิ้นจี่ มะละกอ ที่อุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวแถบนี้ ที่สำคัญคือ เกษตรที่นี่เป็นเกษตรปลอดสารเคมี มั่นใจได้ 100%

นอกจากผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ในชุมชนบ้านบางพลับ ยังมีของขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ น้ำตาลมะพร้าว ทำจากน้ำตาลสดแท้ โดยชาวสวนจะขึ้นเก็บน้ำตาลสดวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าตรู่และช่วงบ่าย ในวันที่พวกเราไปถึง ครูสมทรง ลงทุนเป็นพรีเซ็นเตอร์สาธิตการขึ้นเก็บน้ำตาลมะพร้าว และเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวแบบสดๆให้ดูกันเลย

ซึ่งการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวของที่นี่ยังเป็นแบบดั้งเดิม คือ เคี่ยวด้วยเตาถ่านและวันหนึ่งทำไม่มากแค่พอออกขายนักท่องเที่ยว และ บางทีก็ให้นักท่องเที่ยวได้ลองหยอดน้ำตาลมะพร้าวเองด้วย


ที่ตากผลไม้กลับชาติ…ภูมิปัญญาท้องถิ่น.

หลังเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวเสร็จ พวกเราเลือกจักรยานกันคนละคันขี่ตัดถนนเข้าไปในสวน ผ่านวัดและบ้านเรือนของชาวบ้านที่อยู่กันอย่างเรียบง่าย เป้าหมายของเราอยู่ที่บ้านของ ป้าแดง ฉวีวรรณ หัตถกรรม ซึ่งเป็นแกนนำการรวมตัวกันในชื่อกลุ่มสตรีเกษตรพัฒนา เป็นการรวมตัวของชาวบ้านแปรรูปผักผลไม้ที่มีอยู่ในสวนของหมู่บ้าน ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้ พร้อมกับคิดชื่อเก๋ไก๋ว่า “ผลไม้กลับชาติ”

ป้าแดง บอกว่า ที่เรียกแบบนี้ เพราะผลไม้ที่นำมากลับชาติส่วนใหญ่เป็นผลไม้และพืชที่มีรสฝาดขม อย่างเช่น บอระเพ็ด มะระขี้นก ตะลิงปลิง ลูกมะนาว ผลส้มโออ่อน มะละกอ ลูกตำลึง นำมาแปรรูปในรูปแบบต่างๆจนมีรสชาติหวานอร่อยเหมือน กับว่าไม่เคยขมมาก่อนยังไงยังงั้น


กลุ่มสตรีกับการทำผลไม้กลับชาติ.

เธอบอกว่า การแปรรูปผลไม้จากขมให้เป็นหวานนี้ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ตกทอดกันมานานกว่า 150 ปี

ไอเดียผลไม้กลับชาติของกลุ่มสตรีที่นี่ กลายเป็นเอกลักษณ์ของการแปรรูปพืช ผลไม้ สมุนไพรต่างๆ ที่สำคัญคือ ถึงแม้ว่าจะผ่านการแปรรูปแล้วแต่ยังคงสรรพคุณทางยาไว้ จนกลายมาเป็นของขึ้นชั้นของสมุทรสงคราม ในนามของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ

นอกจากผลไม้กลับชาติแล้ว บรรดาแม่บ้านยังแปรรูปอาหารอื่นๆมาจำหน่ายด้วย เช่น ไข่เค็มพอกดินเหนียว ทองม้วน เป็นการสร้างรายได้ให้กับทั้งครัวเรือนและชุมชนอีกทางหนึ่ง

ทั้งชิม ทั้งช็อปกับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสตรีจนจุใจแล้ว ก็ไปต่อกันที่บ้านของพี่ สถาพร ตะวันขึ้น ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนเอาถ่าน ก็จะไม่ให้เอาถ่านได้อย่างไร ในเมื่อถ่านทำเงินเข้ากระเป๋าพี่แกทุกวัน วันละมากกว่า 1,000 บาท ทั้งจากถ่านที่เผาได้ น้ำส้มควันไม้ที่เป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่าน และยังมีไอเดียเก๋ๆเอาผลไม้ที่ทิ้งขว้างไว้ตามสวนมาใส่ปี๊บปิดด้วยใบตอง แล้วเผาพร้อมๆกับการเผาถ่าน ทำให้ได้ผลไม้ถ่านที่คงรูปร่างเหมือนเดิมเปี๊ยบ ประมาณว่า เงาะก็ยังมีขนปุยๆเหมือนตอนที่ยังไม่ถูกเผา เธอบอกว่า ถ่านผลไม้เหล่านี้คนนิยมซื้อไปวางในรถบ้าง ในตู้เย็น ตู้เสื้อผ้าบ้าง ดูดกลิ่นได้ชะงัด….!!


การทำน้ำตาลมะพร้าว.

เที่ยวครึ่งวันอัดแน่นทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน แถมยังได้รู้จักกับภูมิปัญญาดั้งเดิมในชุมชนที่ไม่ไกลกรุงเทพฯแบบนี้ ใครที่ไปอัมพวาแล้วนึกว่ามีแค่ตลาดน้ำ คงต้องเปลี่ยนใจขับรถเลยไปอีกนิด แวะเยี่ยมชุมชนบ้านบางพลับที่อยู่ห่างจากอุทยาน ร.2ไปแค่ 3 กิโลเมตรเท่านั้น ไปไม่ยาก จะได้ทั้งของสด ใหม่ จากสวนจริงๆไม่ใช่ซื้อจากกรุงเทพฯไปขายสวนแน่นอน

หลังรองท้องด้วยแกงส้มผักบ้านๆกับปลาทอด และยำผักกรูด รสบ้านแท้ๆแล้วก็ได้เวลากลับสู่โหมดคนทำงานออฟฟิศ เปิดซีดีที่ซื้อจากตลาดน้ำมาฟังต่อในรถ…

พี่ต้องจากลาขวัญตานิ่มน้อง ไม่ลืมลาสาวแม่กลอง ต้องครวญหวนมาสักวัน

สัญญากับตัวเองอีกครั้ง ถ้ามีเวลาจะกลับมาร้องเพลงชมจันทร์ให้ลั่นลุ่มน้ำแม่กลอง…เลยทีเดียว…

บ้านพระยาจ่าแสน : ตกแต่งเท่มีสไตล์ บริการแสนอบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Health & Cuisine 10 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631456

 

เหตุเกิดจากการที่สามีฝรั่งของมาดามสอบถามมายังจวง ว่ารู้จักโรงแรมสุดเก๋ที่ชื่อว่า THE HOUSE OF PHRAYA JASAEN (บ้านพระยาจ่าแสน) หรือเปล่า เขาโด่งดังมากมายในหมู่ชาวต่างชาติ ว่าเป็นที่พักสวยเท่ตกแต่งด้วยคอนเซปต์แปลกตาไม่เหมือนใคร สะดวกสบายใกล้รถไฟฟ้า บริการอบอุ่นประทับใจ และที่สำคัญคุ้มค่าราคาไม่แพง เมื่อได้ฟังดังนั้น จวงในฐานะคนสนิทที่มาดามวางใจ จึงต้องลงพื้นที่สำรวจโรงแรมเปิดใหม่แห่งนี้ให้รู้แจ้ง เพื่อนำความจริงมาบอกเล่าแด่มาดามและสามีฝรั่งของนาง รวมถึงแฟนคอลัมน์ H&C อันเป็นที่รักของจวงเสียหน่อย




จวงเลือกเดินทางโดยเรือด่วนเจ้าพระยา ยลทิวทัศน์ริมน้ำจนเพลินตาอยู่ครู่ใหญ่ ก็มาขึ้นที่ท่าสะพานตากสิน (ซึ่งอยู่ใกล้กับ bts สาทร) จากท่าเรือเดินไม่ไกลนักก็ถึงโรงแรม เมื่อมาถึงจวงพบกับ คุณอู๋-ชาตยะ วงศ์ไพบูลย์ เจ้าของโรงแรมซึ่งมักจะอยู่ดูแลลูกค้าด้วยตัวเองเสมอเล่าให้จวงฟังว่า ความคิดแรกเริ่มที่อยากทำโรงแรมนั้น มาจากการที่ตัวเองมีเพื่อนชาวต่างชาติเยอะ เมื่อเพื่อนมาหาที่เมืองไทยก็อยากจะหาที่พักดีๆ เอาไว้ให้เหล่าเพื่อนฝูงได้พักผ่อน จึงดัดแปลงตึกแถว 7 คูหาที่เป็นสมบัติของคุณทวด (พระยาจ่าแสนยบดีศรีบริบาล) มาสร้างเป็นโรงแรมแห่งนี้ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบถ้วน แถมเน้นย้ำให้พนักงานดูแลผู้มาพักเสมือนเพื่อนสนิท ทำให้แขกชาวต่างชาติที่มา (ลูกค้ากว่า 95% ของโรงแรมเป็นชาวต่างชาติ) ต่างประทับใจบอกต่อกันทั้งในหมู่เพื่อนฝูง และในสังคมออนไลน์




โรงแรมขนาดกะทัดรัดแห่งนี้มี 30 ห้อง มีทั้งห้องพักแบบเตียงเดี่ยว เตียงคู่ ห้องรวม 4 คนเหมาะกับแก๊งเพื่อนที่มาด้วยกันหรือนักเที่ยว Backpacker ที่อยากนอนห้องรวมสไตล์โฮสเทล ห้องแบบ Connecting rooms ที่สองห้องนอนเชื่อมต่อกันได้ (และใช้ห้องน้ำเดียวกัน) เหมาะกับแขกที่มาพักเป็นครอบครัว ด้านคอนเซปต์การตกแต่งสวยงามแปลกตา แต่ละห้องมีชื่อเรียกที่ต่างกันไปทั้ง ห้องคุก ที่นำผนังสีเข้มดูดุดันมาตกแต่งให้เข้ากับโซ่และลูกกรงสีดำ ให้ความรู้สึกดิบ เท่ (และถ่ายรูปสวยมาก) ห้อง Bottle room นำขวดรูปแบบต่างๆ มาตกแต่งไว้โดยรอบ ห้องสลัม นำสังกะสีและแผ่นไม้มาตกแต่งเพื่อให้ได้กลิ่นอายของชุมชนแออัด พร้อมห้อยข้าวของระโยงระยาง ติดภาพถ่ายและโปสเตอร์เก่าไว้ที่ผนัง ดูมีเสน่ห์แปลกตาไปอีกแบบ ห้อง Thai relax ตกแต่งด้วยศิลปะแบบไทย Circle room ห้องที่นำรูปทรงวงกลมมาผสานเข้ากับการตกแต่งได้อย่างลงตัว รวมถึง Car room ที่น่าจะถูกใจผู้ชื่นชอบรถเป็นอย่างมาก ทั่วพื้นที่โรงแรมมี Free Wi-fi พร้อมน้ำดื่มบริการฟรีไม่อั้น หมดเมื่อไหร่ขอพนักงานได้ตลอด ส่วนข้าวของเครื่องใช้ในห้องมีทั้ง เครื่องปรับอากาศ ทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น ไดร์เป่าผม รวมถึงมีชุดนอนผ้าไทยใส่สบายเอาไว้ให้เปลี่ยนด้วย


ด้วยความที่คุณอู๋ทำงานด้านตกแต่งภายในมากว่า 25 ปี แถมมีงานศิลปะรวมถึงของสะสมส่วนตัวมากมาย ทั่วทุกตารางนิ้วในโรงแรม เราจึงได้เห็นการตกแต่งสุดเก๋มองไปทางไหนก็สวยงาม มีของสะสมหาดูยากอยู่เต็มไปหมด จนรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมเลยค่ะ และแม้ไม่ใช่โรงแรมหรูแต่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็มีมาให้ครบ ทั้งห้องสปาที่มีทั้งนวดแผนไทยและอโรม่า ห้องซักผ้า-อบผ้า (ด้วยเครื่องแบบหยอดเหรียญ) จักรยานให้ยืมปั่นฟรี อีกสิ่งที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีสุดๆ คือบริการรับฝากของและห้องรับรองหลังเช็กเอาต์ ที่มีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องอาบน้ำและห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไว้บริการ ดังนั้นหากเช็กเอาต์ออกจากห้องพักแล้วยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน (เช่น ต้องรออีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเครื่องบินออก) ก็สามารถฝากสัมภาระเพื่อออกไปเที่ยวเตร็ดเตร่ได้อย่างสบายใจ แล้วค่อยกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้สบายตัวก่อนเดินทาง ซึ่งบริการนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ


ส่วนเรื่องอาหารการกินก็หายห่วง ที่นี่มี Koffie House คาเฟ่ต์สุดชิคที่ตั้งอยู่ชั้น 1 ของโรงแรม จำหน่าย ชา กาแฟ เครื่องดื่มร้อน – เย็น รวมถึงเบเกอรีแสนอร่อย แอบกระซิบว่าคุณอู๋เดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ไปคราใดก็มักซื้อเค้กชั้นดีมาขายที่ร้านนี้ด้วย วันที่จวงมาเลยได้ชิมเค้กร้านดังจากฝรั่งเศสในราคาสบายกระเป๋า (เพราะคุณอู๋ไม่คิดค่าขนส่งข้ามน้ำข้ามทะเลเลยสักบาท ถือเป็นอีกหนึ่งบริการเสริมดีๆ ที่จวงปลื้มมาก)


ส่วนร้านอาหารหลักของโรงแรมชื่อ THAPAN เปิดบริการ 7.00 น. – 20.00 น. ปรุงอาหารสดใหม่จากในครัวแล้วเสิร์ฟ ที่ห้องชั้นล่างซึ่งอยู่ใกล้ล็อบบี้ (หรือจะนั่งกินที่คาเฟ่ต์ก็ได้ไม่ว่ากัน) มีทั้งอาหารอิตาเลียน อาหารไทยแท้รสชาติต้นตำรับ รวมถึงเมนูฟิวชั่น จานแนะนำเริ่มจาก เกี๊ยวทอดห่อชีส กรุบกรอบเคี้ยวเพลิน ปีกไก่ลาบ แซ่บซี้ดโดนใจ Chicken Breast Salad เนื้อไก่นุ่มน้ำสลัดกลมกล่อม สปาเกตตีเบคอน รสนุ่มละมุน ข้าวผัด THAPAN ข้าวผัดกระเทียมสไตล์ญี่ปุ่นเสิร์ฟกับต้มยำกุ้งและกิมจิ รสชาติแปลกใหม่แต่อร่อยจนอยากขอเบิ้ล


หลังสำรวจจนทั่วแถมชิมอาหารเสียพุงกาง ขอสรุปเลยว่ามาที่นี่แล้วปลื้มมาก คนกรุงเทพฯ จะมานอนเปลี่ยนบรรยากาศในห้องพักตกแต่งเก๋ๆ ก็เข้าที ส่วนพี่น้องต่างจังหวัดมาเที่ยวหรือทำธุระก็แวะพักกันได้ เพราะเดินทางสะดวกดีจริงๆ ยิ่งถ้าใครมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการพักในโรงแรมสวยราคาสบายกระเป๋า แถมได้รับบริการที่อบอุ่นปลอดภัย เดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่สำคัญต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แนะนำให้รีบบอกต่อเลยค่ะ

House of Phraya Jasaen (บ้านพระยาจ่าแสน) 168 ซอยเจริญกรุง 57 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ โทร.0-2675-9198-9, 09-4482-0085 www.phrayajasaen.com

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

 

ของถูกมาอีกแล้ว! ส่อง 9 โปรเด็ดน่าโดน อาหาร ช็อปปิ้ง ฟิตเนส มาเพียบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มิ.ย. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635300

 

สดชื่นเย็นฉ่ำกับอากาศช่วงนี้จริงๆ ฝนตกโปรยปรายช่วยให้คลายร้อนไปได้บ้าง อากาศชิลๆ แบบนี้ มาส่องโปรโมชั่นเด็ด เพิ่มความฟินต้อนรับวันหยุดสุดสัปดาห์กันหน่อยดีกว่า

ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้มีโปรโมชั่นฟิตเนสสำหรับคนรักสุขภาพมาฝากกัน นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นมื้ออาหารสุดพิเศษ ส่วนลดการท่องเที่ยว นิทรรศการดีๆ น่าเดินเที่ยว และปิดท้ายด้วยงานสินค้าลดราคาแบบจัดหนักเหมือนเช่นเคย

เอ้า…รอไร ตามมาเช็กลิสต์ทางนี้ด่วนๆ จ้า

1. เที่ยววันธรรมดา…ราคาพิเศษ


เที่ยวถูกๆ วันธรรมดาราคาสุดคุ้ม

วันนี้เป็นต้นไป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “วันธรรมดาน่าเที่ยว” เอาใจนักท่องเที่ยวและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ชวนมาเที่ยว กิน พัก กับส่วนลดพิเศษมากมายจากพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เช่น แหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร รายการนำเที่ยว สามารถดาวน์โหลดคูปองส่วนลด และตรวจสอบเงื่อนไขของโปรโมชั่นต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/weekdayspecial สอบถามเพิ่มเติม โทร. 09-9262-0505 หรือ 1672

2. ส่วนลด 50% เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ฟิตเนส


ฟิตเนสสุดล้ำ คุ้มค่าไปอีก

วันนี้-30 มิ.ย. 2559 ชวนคนรักสุขภาพไปสมัครฟิตเนสราคาสุดคุ้ม “เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ฟิตเนส ส่วนลด 50% สำหรับค่าธรรมเนียมแรกเข้า” พร้อมรับฟรี กระเป๋า Under Armour มูลค่าสูงสุด 2,190 บาท

ที่นี่เป็นฟิตเนสคลับระดับพรีเมียมจากเกาะอังกฤษ ตอบโจทย์การออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น พัลส์ คลาสเต้นสุดฮิต, พิลาทีส (Pilates) รวมถึงผู้ชื่นชอบการปั่นจักรยาน สนุกไปกับห้องปั่นจักรยานสุดไฮเทคที่น่าตื่นเต้นกว่าที่เคย มี 3 สาขา ได้แก่

– เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ คลับ ชั้น M อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ โทร. 0-2770-9772
– เอ็มควอเทียร์ คลับ ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ โทร. 0-2770-9797
– เวสต์เกต คลับ ชั้น 4 เซ็นทรัล เวสต์เกต โทร. 0-2017-9703

3. ชมฟรี ไทยเท่…เท่อย่างไทย


นิทรรศการดีๆ ก็มีนะจ๊ะ

วันที่ 15 มิ.ย. 2559 ชวนคนรักงานออกแบบ มาชมผลงานเด็กรุ่นใหม่ในนิทรรศการ “ไทยเท่…เท่อย่างไทย” ณ ลานสานฝัน สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเคปาร์ค) ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานพบกับผลงานสร้างสรรค์ของผู้เข้าประกวด 10 ทีมสุดท้าย ในงานประกาศผล “การประกวดนักพิพิธภัณฑ์สายพันธุ์สยาม ครั้งที่ 6 (Young Muse Project #6)” พบกับ 10 ไอเดียการทำแคมเปญออนไลน์ฝีมือเด็กยุคใหม่ เปิดให้ชม เวลา 13.00-16.30 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2225-2777

4. อิ่มหรู เดอะ ไดน์นิ่ง รูม


อาหารมื้อหรู

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชวนไปชิมเมนูใหม่ของห้องอาหาร เดอะ ไดน์นิ่ง รูม จาก เดอะ เฮ้าส์ ออนสาทร (The House on Sathorn) ให้บริการสำหรับมื้อเย็น ตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น. มีเมนูต่างๆ ได้แก่


เดอะ ไดน์นิ่ง รูม

– เจอร์นีย์ (Journey) : เซตเมนูอาหาร 9 คอร์ส ราคาเริ่มต้น 3,800 บาทต่อท่าน ทานคู่กับไวน์เพิ่มอีก 2,200 บาทต่อท่าน
– โวยาจ (Voyage) : เซตเมนูอาหาร 6 คอร์ส ราคาเริ่มต้น 2,600 บาทต่อท่าน ทานคู่กับไวน์เพิ่มอีก 1,700 บาทต่อท่าน
– โวยาจ (มังสวิรัติ) : เซตเมนูอาหารมังสวิรัติ 6 คอร์ส ราคาเริ่มต้น 2,100 บาทต่อท่าน ทานคู่กับไวน์เพิ่มอีก 1,700 บาทต่อท่าน สอบถามเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร. 0-2344-4000

5. อร่อยหรูสไตล์เจแปน


ไคเซกิ เพื่อสุขภาพ

วันที่ 1-10 ก.ค. 2559 ชวนคนชอบอาหารญี่ปุ่นไปอร่อยที่ “ห้องอาหาร ยามาซาโตะ” โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมฉลองตำนานรักวันทานาบาตะ เทศกาลเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น ให้บริการอาหารมื้อกลางวันเวลา 11.30-14.30 น. มื้อค่ำเวลา 18.00-22.30 น. สำหรับเมนูที่รังสรรค์ขึ้นใหม่ ได้แก่

– อาหารชุดพิเศษมื้อกลางวัน ราคาเริ่มต้น 900 บาท เสิร์ฟเนื้อเป็ดตุ๋นในน้ำส้ม ซุปข้าวโพดใส่หอยเชลล์ ปลาทูน่าและปลาหางเหลืองซาซิมิ ปลาแซลมอนย่างซอสมิโซะเผ็ด เทมปุระกุ้งและผักรวม ข้าวอบสาหร่ายฮิจิกิ สาคูน้ำกะทิ และผลไม้สด

– อาหารมื้อค่ำ ไคเซกิ เริ่มต้นราคาท่านละ 3,000 บาท เสิร์ฟซีฟู้ดซุปปลาโบนิโต้และน้ำส้ม ซุปใสปลาไหลและเห็ดชิเมะจิ และปลาดิบ ท้องปลาทูน่า กุ้งนางฟ้า ปลาชิมะอะจิ และหอยเชลล์ เป็ดและปลาดาบเงินย่างซอสมิโซะเผ็ด ปลากระพงแดงซอสมะเขือเทศและเห็ดญี่ปุ่น เส้นหมี่เย็นญี่ปุ่น ซุปเย็น เนื้อปูและปลาไหล ข้าวห่อสาหร่ายสอดไส้ทูน่า สาคูน้ำกะทิ และผลไม้สด สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02 687 9000

6. Shop & Sales 2016


เสื้อผ้าแบรนด์ คุณภาพส่งออกราคาถูก

วันนี้ – 12 มิ.ย 2559 ชวนสายช็อปมาละลายทรัพย์ในงาน “Shop & Sales 2016” ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก ภายในงานพบกับ สินค้ามากมายคุณภาพระดับส่งออก เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ อัญมณี สินค้าสุขภาพและความงาม และอื่นๆ อีกมากมายในราคาสุดพิเศษ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08-6548-4514, 08-8585-1168

7. น้ำหอมเครื่องสำอาง 80%


ใครชอบน้ำหอม จัดไปอย่าให้เสีย

วันนี้-16 มิ.ย. 2559 ชวนสาวๆ มาช็อปสินค้าความงามในงาน “FRAGRANCE & COSMETICS WAREHOUSE SALE UP TO 80%” ณ ลานชั้น 1 ศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า ภายในงานพบกับน้ำหอมแท้แบรนด์ดังจากต่างประเทศ ขนมาลดจัดหนักมสูงสุด 80% เช่น CK , DAVIDOFF, BVLGARI, PHILOSOPHY, STRIVECTIN, ELIZABETH ARDEN, LANVIN, SLEEK, MONTBLANC, JIMMI CHOO, HUGO BOSS, ANNA SUI และอื่นๆ อีกมากมาย

8. Fashion Brand Name Sale


นี่ก็ลดจัดหนัก 50%

วันที่ 14-26 มิ.ย. 2559 ชวนแฟชั่นนิสต้าทั้งหลายไปช็อปในงาน “Fashion Brand Name Sale” ณ บริเวณ Chess area & Victoria Hall ที่ The Crystal เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ภายในงานพบกับ ขบวนสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดัง ขนมาลดสูงสุดถึง 50% เช่น Playboy, Kyra, Sabina, Guy Laroche และ Triumph เป็นต้น และยังมีสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

9. สมุดภาพลายรดน้ำ เล่ม ๑


สมุดภาพทรงคุณค่า

หนังสือ “สมุดภาพลายรดน้ำ เล่ม ๑” จัดทำโดยอาจารย์ สิปปวิชญ์ บุณยพรภวิษย์ โดยใช้นามปากกาแฝงว่า “ผนังเก่าเล่าเรื่อง” อาจารย์เป็นผู้คร่ำหวอดกับงานศิลปะไทยและถ่ายภาพงานศิลปะไทยแขนงต่างๆ มากว่า 30 ปี มีความรู้ความเชี่ยวชาญในศิลปะไทยเป็นอย่างมาก

สมุดภาพลายรดน้ำ เล่ม ๑ เป็นการสานต่องานศิลปะชั้นสูง ให้คนภายนอกได้รับรู้ถึงงานฝีมือของครูช่างโบราณ ที่ได้รังสรรค์งานลายรดน้ำโดยเริ่มจาก ตู้พระธรรม หีบพระธรรม ผนังตามปราสาท ราชวัง บานประตูโบสถ์ วิหาร ฯลฯ จัดพิมพ์เป็นภาพสีทั้งเล่มหนากว่า 300 หน้า ปกแข็ง อย่างดี จำหน่ายในราคาเล่มละ 1,000 บาท เห็นหนังสือแล้วราคาบอกได้เลยว่าห้ามพลาดจับจองเร็วๆ


ลายรดน้ำโบราณเก่าแก่

สนใจสามารถสั่งซื้อ ได้ที่อาจารย์ สิปปวิชญ์ บุณยพรภวิษย์ เบอร์โทรติดต่อ 095 8496327 , 087 9707575 หรือติตต่อได้ที่เฟซบุ๊กของอาจารย์ คือ สิปปวิชญ์ บุณยพรภวิษย์ และ Sippavish Boonpapornpaviz และอีกช่องทางหนึ่งคือทาง Line:ID oldwall


ไม่มีจำหน่ายตามร้านทั่วไป ต้องสั่งซื้อ

ที่มาภาพบางส่วน : กรมส่งเสริมการส่งออกรัชดาAmarinBrandSalethecrystalshoppingmall