มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มิ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635287

 

กลับมาให้ตื่นตาตื่นใจกันอีกครั้งกับเทศกาลยิ่งใหญ่เพื่อคนรักกล้วยไม้ สยามพารากอนร่วมกับสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัดงาน “สยามพารากอน แบงค็อก รอยัล ออร์คิด พาราไดซ์ มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งแผ่นดิน ครั้งที่ 10 ใต้ร่มพระบารมี น้อมถวายภักดี องค์ราชันและองค์ราชินี” อลังการด้วยพญาอนันตนาคราช 7 เศียร พร้อมชมความงดงามของกล้วยไม้นานาพันธุ์หลากสกุลกว่า 700,000 ดอก ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 มิ.ย.59


ชฎาทิพ จูตระกูล -n ลักขณา นะวิโรจน์

ในฐานะแม่งานใหญ่ “ลักขณา นะวิโรจน์” บอกเล่าว่า งานปีนี้จัดภายใต้คอนเซปต์ใต้ร่มพระบารมี น้อมถวายภักดี องค์ราชันและองค์ราชินี เฉลิมพระเกียรติ 70 ปี จอมราชัน อภิวันท์ 84 พรรษา มหาราชินี คู่พระบารมี ปีมหามงคล เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา7 รอบ 12 สิงหาคม 2559

ไฮไลต์ยิ่งใหญ่ประจำปีนี้ ยกให้ผลงานประติมากรรมกล้วยไม้ “พญาอนันตนาคราช 7 เศียร” พญานาคเป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ จึงเป็นสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ ตามคตินิยมยังเชื่อว่า พญานาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเหมาะอย่างยิ่งในการเฉลิมพระเกียรติฯครั้งนี้ และเพื่อเพิ่มความโดดเด่นยังรายล้อมพญานาครอบๆ และประดับประดาด้วยกล้วยไม้ 9 สกุล เป็นสายธารน้ำที่พาดผ่าน เปรียบดังน้ำพระราชหฤทัยของล้นเกล้าฯทั้ง 2 พระองค์ ที่นำความอุดมสมบูรณ์ ความสุข ความเจริญไปยังทั่วทุกสารทิศของผืนแผ่นดินไทย



อีกหนึ่งโซนไม่น่าพลาดชมคือ โซนเทิดพระเกียรติฯ นำสัญลักษณ์ช้างเผือกประดับด้วยกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ รวมถึงกล้วยไม้พระราชทานนาม 14 สายพันธุ์ อาทิ กล้วยไม้แคทลียา “ควีนสิริกิติ์” กล้วยไม้พระราชทานนามในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, กล้วยไม้รองเท้านารี “พริ้นเซสสังวาลย์”, กล้วยไม้หวาย “ม่วงราชกุมารี” กล้วยไม้พระราชทานนามในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกล้วยไม้ฟาแลนนอพซิส “พริ้นเซสจุฬาภรณ์” กล้วยไม้พระราชทานนามในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี




นอกจากการจัดแสดงกล้วยไม้แล้ว ภายในงานยังมีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ โครงการ “ปลูกไทย…ในแบบพ่อ” เป็นการปลูกจิตสำนึกและปูรากฐานให้เยาวชนน้อมนำแนวทางที่ทรงสอนไปเป็นแบบอย่างดำรงชีวิต เพื่อสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน ประชาชนยังสามารถร่วมถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรูปแบบคลิปวีดิโอ นำขึ้นฉายบนจอ LED ขนาดใหญ่.


ชอบที่สูงเชิญทางนี้! กางคู่มือ 10 ข้อ มาชู ปิกชู สวรรค์ขาเที่ยวสายลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มิ.ย. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/633968

 

ใครเป็นขาเที่ยวสายลุย ยกมือขึ้น! ถ้าคุณมั่นใจว่าร่างกายฟิตมากพอ และชอบท่องเที่ยวแนวปีนเขาขึ้นไปชมวิวสวยๆ บนที่สูงล่ะก็ ต้องไม่พลาดการเดินทางไปชมนครสาบสูญแห่งอินคาอย่าง มาชู ปิกชู ให้ได้สักครั้งในชีวิต

อย่าคิดว่ามันไกลเกินเอื้อม เพราะมีแบ็กแพ็กเกอร์หนุ่มชาวไทย ไปพิชิตยอดเขาแห่งนี้มาแล้ว คู่มือเที่ยว ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้เราเลยคว้าตัว ปาวี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม แบ็กแพ็กเกอร์คนนี้มาพูดคุยและให้คำแนะนำในการเตรียมตัวไปเที่ยวชม มาชู ปิกชู เป็นของฝากขาเที่ยวชอบลุยกันสักหน่อย

ส่วนจะต้องทำยังไงบ้าง ตามมาดูทางนี้…

1. ที่ตั้งและอดีตอันรุ่งเรือง

มาชู ปิกชู (Machu Picchu) เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรู เรียกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ฮอตฮิตของบรรดาแบ็กแพ็กเกอร์จากทั่วโลก นอกจากได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโกแล้ว ยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่อีกด้วย


มาชู ปิกชู เมืองมรดกโลก

มาชู ปิกชู ตั้งอยู่ห่างจากเมืองคุซโค (Cusco) ประเทศเปรู ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 70 กม. บนยอดทิวเขาอยู่สูงประมาณ 2,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่นี่เป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญทางโบราณคดีของอเมริกาใต้ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาเยือนประเทศเปรูได้จำนวนมากในแต่ละปี

2. สกุลเงิน และอัตราค่าแลกเปลี่ยน

สกุลเงินของเปรูคือ เปรูเวียนโซเรส หรือ เปรูเวียล นีโว โซล (PEN) สำหรับอัตราค่าเงิน 1 PEN = 10 บาทไทยโดยประมาณ อาจจะแลกเงินไทยเป็นดอลลาร์ก่อน แล้วค่อยมาแลกเงินท้องถิ่นที่นี่ก็ได้ แต่ถ้าจะเอาสะดวกก็พกบัตรเอทีเอ็มไปด้วย สามารถกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้เช่นกัน โดยเสียค่าธรรมเนียม 300 บาท ต่อการกดเงินสด 1 ครั้ง กดได้ครั้งละ 10,000 – 15,000 บาท


แสงสวยๆ ที่สนามบิน

3. เที่ยวเปรู ไม่ต้องทำวีซ่า

แบ็กแพ็กเกอร์ชาวไทยสามารถไปเที่ยว มาชู ปิกชู ได้สะดวกสบาย เพราะการเดินทางเข้าประเทศเปรู ไม่ต้องทำวีซ่า แค่มีพาสปอร์ตไทยอย่างเดียวก็อยู่เที่ยวเปรูได้นาน 90 วัน


ระหว่างทาง…

4. การเดินทางสู่เปรู

จากเมืองไทยเลือกบินข้ามทวีปได้ 2 เส้นทาง คือ
– บินจากไทยไปเปลี่ยนเครื่องที่ยุโรป อันนี้ไม่ต้องใช้ Transit visa ราคาตั๋วประมาณ 60,000 บาท
– บินจากไทยไปลงที่ฮ่องกงหรือญี่ปุ่น แล้วไปเปลี่ยนเครื่องที่อเมริกา จากนั้นต่อเครื่องมาที่อเมริกาใต้อีกที ราคาตั๋วประมาณ 50,000 บาท (จุดนี้ ถ้าได้ตั๋วโปรจะดีมาก) รวมใช้เวลาเดินทางประมาณ 24 ชม.


รถบริการขึ้นเขา

5. เมืองหลวงลิมา สู่ คุซโค

เครื่องลงที่ ลิมา (Lima) เมืองหลวงของเปรู จากนั้นเดินทางต่อ เข้าสู่เมือง คุซโค (Cusco) แล้วนั่งรถไฟหรือรถบัสเข้ามาที่เมือง อากวัส คาเลียนเตส (Aguas Calientes) ตั๋วรถไฟแพงกว่าแต่ประหยัดเวลามากกว่า นั่งรถไฟใช้เวลา 4 ชม. รถบัส 6 ชม. พอถึงเมืองอากวัส คาเลียนเตส จะมีรถบัสให้บริการพาไปยังมาชู ปิกชู (Machu Picchu) ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาที


นักท่องเที่ยวเดินทางมาไม่ขาดสาย

6. ถึงแล้ว! มรดกโลก มาชู ปิกชู

สำหรับการเที่ยวชมมรดกโลก มาชู ปิกชู จะต้องซื้อตั๋วเข้าชมก่อน ซึ่งมีด้วยกัน 3 แบบ คือ
– ตั๋วเที่ยวชม มาชู ปิกชู อย่างเดียว ประมาณ 1,200 บาท
– ตั๋วแพ็กเกจ Machu Picchu + Mountain Machu Picchu ราคา 1,400 – 1,500 บาท
– ตั๋วแพ็กเกจ Machu Picchu + Wayna Picchu ราคา 1,400 – 1,500 บาท
(ไวนา ปิกชู เป็นยอดเขาอีกลูกหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน สูงกว่ามาชู ปิกชูประมาณ 360 เมตร เดินเท้าไปกลับประมาณ 2 ชั่วโมง ต้องจองตั๋วล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน)


ในที่สุดก็ถึงยอดเขา สวยตระหง่านอลังการ

7. ช่วงเวลาที่ควรไปเยือน

สภาพอากาศของประเทศเปรู จะสลับกันกับเมืองไทย คือช่วงกลางปีแบบนี้บ้านเราจะร้อนและมีฝนตก แต่เปรูช่วงนี้เป็นหน้าหนาว แต่ก็ไม่ได้หนาวถึงขั้นติดลบ อุณหภูมิช่วงกลางวันอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 5 องศาเซลเซียส


อากาศเย็นสบาย ชิลๆ กำลังดี

8. ค่าใช้จ่าย อาหาร และโรงแรม

สำหรับการเลือกที่พัก สามารถพักโรงแรมแบบโฮสเทลได้ในราคาถูก ประมาณ 250-350 บาท ส่วนค่าอาหารตามร้านอาหารท้องถิ่น แต่ละมื้อก็ตกประมาณ 80-100 บาท มื้อเย็นประมาณ 200 บาท ร้านอาหารมีอยู่ทั่วไป หาไม่ยาก

ถ้าอยากประหยัดกว่านั้น สามารถซื้อของมาทำกินเอง โฮสเทลที่นี่ส่วนใหญ่จะมีห้องครัวให้ แต่ถ้าอยากกินร้านหรูหน่อย ก็มีให้เลือกเช่นกัน ตกประมาณมื้อละ 400-500 บาท รวมๆ ก็ตกประมาณวันละ 1,000 บาท


Cuy หรือ Guinea pig อาหารท้องถิ่น

9. ภาษาในการสื่อสาร

คนที่นี่ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ เช่น พนักงานร้านอาหาร พนักงานโรงแรม พนักงานรถไฟ แต่ถ้าจะนั่งบัสหรือเข้าร้านอาหารท้องถิ่น เขาพูดอังกฤษไม่ได้ ต้องสื่อสารด้วยภาษาสเปน แนะนำให้ลองเรียนภาษาสเปนระดับพื้นฐานมาสักหน่อย ก็จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ง่ายขึ้นเยอะ อาจจะโหลดแอพพลิเคชั่นภาษาสเปนมาเป็นตัวช่วยลองฝึกดูก็ได้ (แบ็กแพ็กเกอร์หนุ่มใช้แอพนี้ : Duolingo)


แบ็กแพ็กเกอร์หนุ่มไทย ไปลุยมาแล้ว

10. เช็กร่างกายให้พร้อม

เนื่องจากภูมิประเทศของเปรู อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลหลายพันเมตร สำหรับบางคนการขึ้นที่สูงขนาดนี้ อาจทำให้เกิดอาการ Altitude Sickness หรือโรคแพ้ที่สูง มักจะมีอาการปวดหัว มึนหัว ต้องพักและให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว ในบางรายอาจมีอาการรุนแรง

ถ้าไม่มั่นใจสามารถไปตรวจเช็กร่างกายก่อนไปเที่ยวได้ที่ คลินิกท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน (อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ราชวิถี) ซึ่งมีหมอเฉพาะทาง คอยดูแลเรื่องอาการป่วยที่เกิดจากการท่องเที่ยวโดยตรง สามารถขอคำปรึกษาได้

เอาเป็นว่า…ใครอยากตามรอยไปชมนครสาบสูญอินคาอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ เก็บตังค์ตั้งแต่ตอนนี้เลย เริ่มค่ะ!

ที่มาภาพ : คุณหมอนักเดินทาง IG : shegotyouhighs

 

ซ่อนอยู่ไหนฉันก็ไปหา ปักหมุด 5 ร้านต้องสะดุด ตลาดบางน้ำผึ้ง (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มิ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/629276

 

ใกล้ถึงวันหยุดแล้ว! อดใจอีกแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ได้พักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์สักทีเนอะ ใครว่างๆ อยู่ ไปหาที่เที่ยวเล่นใกล้กรุงเทพฯ กันดีกว่า คราวที่แล้วเราไปลุยเดี่ยวกับทริปปั่นจักรยาน

(อ่านเพิ่ม  : แค่ 500 บาท! ปั่นลุยเดี่ยวเที่ยว บางกระเจ้า)

คราวนี้ I TOUR ALONE กับฮัมมิ่งเบิร์ด เลยจะชวนเที่ยวต่อที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ในย่านเดียวกัน พอปั่นจักรยานในช่วงเช้า กลับมาคืนจักรยานที่ร้านเช่าก็เที่ยงพอดี มื้อเช้าย่อยไปอย่างรวดเร็วด้วยสองขาที่ปั่นเอาๆ เกือบ 2 ชั่วโมง ท้องเริ่มร้องจ๊อกๆ แล้วสิ งั้นเราไปเดินหาของกินอร่อยๆ เติมพลังกันที่ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง กันดีกว่า

ตลาดน้ำแห่งนี้ยังคงรักษาเสน่ห์ของตลาดชุมชนเก่าแก่ไว้เป็นอย่างดี แม้ปัจจุบันจะมีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนนอกพื้นที่เข้ามาเช่าแผงค้าขายมากกว่ายุคอดีตที่เป็นคนในชุมชน แต่รูปแบบตลาดก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจนลืมเค้าเดิมไปนัก

แต่บอกก่อนว่า ตลาดน้ำแห่งนี้ไม่ได้มีภาพบรรยากาศแบบเรือขายของตามริมตลิ่งหรอกนะ มีเพียงคลองเล็กๆ ที่ขุดขึ้นเองเพื่อใช้สอยในอดีต (ตอนนี้ก็แทบมองไม่เห็นคลองแล้วด้วย) ใครที่คาดหวังแบบนั้น อาจจะผิดหวังกลับไป แต่ถ้าคุณ Don’t care ก็ตามมาเที่ยวต่อเลยจ้า


ร้านก๋วยเตี๋ยวติดริมคลอง

ที่นี่มีร้านก๋วยเตี๋ยว ข้าวหมูแดง ข้าวไก่อบ ข้าวมันไก่ อยู่หลายร้าน เราแวะไปเติมพลังที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่เจ้าหนึ่งในตลาด รสชาติโอเค ราคา 50 บาท จากนั้นก็เดินหาของทานเล่น มาตลาดต้องเดินเที่ยวและช็อปปิ้ง จริงป่ะ? งั้นมาอัพเดตของอร่อย 5 ร้านเด็ดของตลาดบางน้ำผึ้งดูหน่อยสิ มีอะไรน่าชิมมั่งน๊า?

1. ขนมตุ๊บตั๊บในตำนาน


ขนมตุ๊บตั๊บรสดี

มีแพ็กเล็ก ซื้อเป็นของฝากได้

มาเจอร้านนี้ ก็สะดุดตาตรงที่พ่อค้ากำลังเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ แผ่นกระดานไม้ ค้อนทุบ กระทะตั้งไฟร้อนๆ เราคิดในใจ “เฮ้ยๆ นี่กำลังจะปรุงของกินสักอย่างแน่ๆ” นี่ก็รีบปรี่เข้าไปเลย สอบถามได้ความว่า ชื่อร้าน ชนม์ณิชา ขายขนมตุ๊บตั๊บและถั่วตัดที่ทำสดใหม่กันหน้าร้านเลยทีเดียว สูตรขนมของทางร้านตกทอดสืบต่อมา 10 ปีแล้ว โห…คือรับรองความหอมอร่อย และก็เป็นตามคาด พอได้ลองชิมแล้ว แหม…มันใช่เลย นุ่มเนียน กรอบผิวด้านนอก หอมถั่ว ไม่เหม็นหืน จัดว่าเด็ด!

2. วุ้นเป็ดแฟนซี


วุ้นเป็ดแฟนซี

ถัดมาเราเดินไปเจอวุ้นเป็ดเข้า แต่ปกติจะเคยเห็นวุ้นเป็ดที่เป็นวุ้นกะทิสีขาวๆ อย่างเดียว แต่ร้านนี้เขาปรับสูตรเป็นวุ้นเป็ดแฟนซี แต่งแต้มสีสันตัวเป็ดให้น่ารักสดใสมากขึ้น ส่วนรสชาติก็หอม มัน อร่อย ไม่ทิ้งสูตรเดิม นอกจากนี้ยังมีวุ้นผลไม้ในถ้วยเล็ก น่าทานไม่แพ้กัน

3. หอยใหญ่ไข่อร่อย


อร่อยอะ

ร้านนี้ต้องลอง

ใกล้ๆ กันเราเจอเข้ากับร้าน หอยทอดครก เห็นพ่อค้ากำลังตั้งหน้าตั้งตาทอดบนเตาขนมครก พร้อมร้องขายด้วยสโลแกน “หอยใหญ่ไข่อร่อย” ติดหูมากอะ พอมองซูมเข้าไปใกล้ๆ เห็ดหอยแมลงภู่ตัวใหญ่พร้อมไข่ไก่ที่ใส่กันไปแบบตู้มๆ คำใหญ่มากอะ เห็นแล้วน้ำลายไหล เลยจัดมา 1 ชุด ชิมปุ๊บคือแบบ…มันเต็มปากเต็มคำมากอะเธอ ทอดกรอบแบบพอดีๆ ยิ่งกินกับน้ำจิ้มยิ่งอร่อยเด็ดไปอีก

4. ขนมหม้อแกงในหม้อดิน


ขนมหม้อแกงมาแล้วจ้า

อีกอย่างหนึ่งที่ไปเที่ยวตลาดแห่งนี้ทีไร ต้องเจอทุกทีนั่นคือ ขนมหม้อแกง มีอยู่หลายรสชาติให้เลือก เช่น หม้อแกงเผือก หม้อแกงไข่ และหม้อแกงถั่ว และยังมีข้าวเหนียวสังขยาในหม้อดินอีกด้วย มองดูละลานตาน่าทานอะ ซื้อมาลองชิม 1 หม้อเล็ก แอบหวานไปนิดนะ แต่ก็โอเค

5. ตะโก้สารพัดหน้า


สีสันน่าทาน

มีหลายไส้ให้เลือกชิม

มาจบที่ร้านขนมไทยๆ อีกหนึ่งร้าน เราเห็นฝรั่งมายืนรุมเต็มหน้าร้านเลยอะ พอเดินเข้าไปใกล้ๆ อ๋อ…ร้านขายขนมตะโก้ เป็นร้านใหญ่เลย ตะโก้ร้านนี้มีหลายไส้มากๆ ปกติจะเคยเห็นแค่ตะโก้เผือกกับตะโก้ข้าวโพด แต่ที่นี่มีทั้งตะโก้เนื้อสีฟ้าใสไส้มะพร้าวอ่อนโรยหน้าแปะก๊วย ตะโก้ถั่วแดง ตะโก้ธัญพืช ตะโก้ฝอยทอง แปลกดี หน้าตาสวยและรสชาติอร่อยด้วย

นอกจากนี้ยังมีหมูสะเต๊ะ ข้าวเกรียบว่าว ข้าวเกรียบปลาทู ปลาทูต้มเค็ม ทอดมันปลาหมึก ขนมไหมฝัน มีโซนขายเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน และโซนตลาดต้นไม้ งานนี้เราสอยต้นมะลิติดมือกลับบ้านไป 1 กระถาง โฮะๆ ฟินอะ…ตามประสาคนชอบต้นไม้


ข้าวเกรียบว่าว

ทอดมันปลาหมึก

สาวๆ มาเลือกต้นไม้ในโหลแก้ว

เอาเป็นว่าถ้าว่าง ก็แวะมาเที่ยวตลาดน้ำบางน้ำผึ้งกันได้ เพลินๆ ดี ของกินของใช้ไม่แพงเกินไปนัก ฮัมมิ่งเบิร์ดคอนเฟิร์ม ส่วนการเดินทางก็ไม่ยากเลย ย้อนไปอ่านในทริปปั่นจักรยานดูนะ บอกไว้แล้วเรียบร้อย อ้อ! อีกอย่าง ที่นี่เป็นตลาดเช้า เปิดตั้งแต่ 08.30-14.30 น. โดยประมาณ จริงๆ ช่วงบ่ายตลาดก็เริ่มวายแล้ว

อย่าเผลอมาช่วงเย็นล่ะ…เดี๋ยวอดฟิน!


เที่ยวตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

มีเมี่ยงคำน่าลองชิม

มีโซนให้นั่งพักผ่อน

ร้านรวงต่างๆ ริมทาง

จัดสวนในโหลแก้ว

 

เล่นสกียามค่ำคืน บนยอดเขาสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย National Geographic 8 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631392

 

จะทำอย่างไรให้ภูเขาเปล่งแสงเรืองรอง หิมะทอประกายกลางแสงไฟหลากสีสัน แล้วเล่นสกียามค่ำคืนสู่ยอดสูง ละลานตาในอีกระดับ

อย่างแรกที่คุณต้องทำคือ เสาะหาที่ลาดชันซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติบนผาสูงในผืนป่าอันห่างไกลของรัฐบริติชโคลัมเบียและอะแลสกา จากนั้นก็หาวิธีขนเครื่องไม้เครื่องมือหนัก 5,000 กิโลกรัม ได้แก่ หลอดไฟขนาด 4,000 วัตต์ ใหญ่เท่าเครื่องซักผ้า พร้อมเครื่องปั่นไฟเพื่อจ่ายไฟฟ้า นั่งร้าน สายไฟและเคเบิล ขึ้นไปบนยอดเขาสูงกว่า 2,000 เมตร จากนั้นใช้เวลาอีกหลายเดือนไปกับการคำนวณกำลังไฟฟ้าและความกว้างของลำแสงไฟ รวมถึงน้ำหนักสิ่งของ ปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ ระยะทาง และลักษณะภูมิประเทศ อีกทั้งจ้างช่างคุมไฟและช่างเทคนิคฝีมือดี แล้วเกณฑ์นักกีฬาระดับหัวแถวมาสักกลุ่ม จับสวมชุดติดหลอดไฟและใส่แบตเตอรี่ไว้ในกระเป๋า คาดแผงหลอดไฟแอลอีดีไว้บนหลัง เปิดกล้อง แล้วหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี


อีริก ฮจอร์ลิฟสัน แกะแถบกาวไนลอนสำหรับช่วยปีนเขาออกจากสกีก่อนการถ่ายทำในบริติชโคลัมเบีย

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นิก แวกกอนเนอร์ และหุ้นส่วนจากสวีตกราสส์โปรดักชันส์ทำในฤดูใบไม้ผลิปี 2014 เมื่องานถ่ายโฆษณาทำให้พวกเขามีเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อสร้างฝันที่รอมานานให้เป็นจริง นั่นคือถ่ายทำการเล่นสกียามค่ำคืน บนภูเขาลูกมหึมา พวกเขาพร้อมแล้วที่จะทำความฝันให้เป็นจริงโดยได้ช่างภาพสกีชาวสวีเดน ออสการ์ เอนานเดอร์ เป็นมือถ่ายภาพนิ่งระหว่างการถ่ายทำ


ช่างคุมไฟสวมรองเท้าลุยหิมะจัดแสงไฟ ณ บริเวณใกล้เมืองโกลเดน รัฐบริติชโคลัมเบีย ช่างภาพออสการ์ เอนันเดอร์ เล่าว่า “กว่าจะได้ภาพแต่ละภาพต้องจัดแสงกันเป็นชั่วโมง เราจึงต้องแน่ใจว่าทำได้อย่างที่ต้องการจริงๆ”

“ผมไม่ได้พูดเกินไปหรอกถ้าจะบอกว่างานนี้กดดันสุดๆ” แวกกอนเนอร์บอก “หลายสิ่งหลายอย่างอาจเกิดผิดพลาดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ”

แล้วเรื่องผิดพลาดบางเรื่องก็เกิดขึ้นจริงๆ หลังถ่ายทำในอะแลสกาไปได้ 11 วัน ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว แต่สายพ่วงที่สำคัญช่วงหนึ่งกลับหายไป แวกกอนเนอร์ต้องเกลี้ยกล่อมนักบินเฮลิคอปเตอร์ให้บินไกลถึง 30 กิโลเมตร ใต้ท้องฟ้าที่มืดลงเรื่อย ๆ เพื่อเอาสายพ่วงม้วนใหม่มาให้ เขาเล่าว่า “บางครั้งผมถึงกับเอามือกุมขมับ แล้วพูดว่า ‘ตายละ จบเห่แน่ๆ นี่เราโง่ถึงขั้นคิดว่าจะทำเรื่องนี้ได้เลยเหรอนี่’ ”


ช่วงที่เครื่องปั่นไฟไม่ได้ทำงานในบริติชโคลัมเบีย เอนานเดอร์จับภาพเส้นทางของนักสกี เป๊ป ฟูจา โดยใช้เทคนิคเปิดหน้ากล้องเป็นเวลานาน

เอนานเดอร์เองก็มีเรื่องท้าทาย เรื่องหนึ่งคือเขาใช้แฟลชไม่ได้ เพราะแสงแฟลชแค่เพียงเสี้ยววินาทีก็รบกวนการถ่ายทำวิดีโอแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้ภาพคมชัด เขาบอกว่า “อุปสรรคใหญ่ที่สุดของผมคือ ต้องเลิกคิดเรื่องการถ่ายภาพโดยใช้แสงตอนกลางวันไปเลย แล้วพุ่งความสนใจไปที่การถ่ายภาพตอนกลางคืนแทน”

แล้วความฝันก็กลายเป็นความจริงในที่สุด แวกกอนเนอร์ ทิ้งท้ายว่า “โครงการนี้เป็นสัญลักษณ์ของการกล้าคิดและกล้าทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเป็นได้ เราอยากให้คนเห็นโลกในมุมมองใหม่ๆ ครับ”


คริส เบนเชตเลอร์และแดรอน ราล์ฟส์ ในชุดติดหลอดไฟแอลอีดีส่องสว่างท่ามกลางความมืด ณ บริเวณใกล้เมืองแองคอริจ รัฐอะแลสกา

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน
ภาพถ่าย ออสการ์ เอนันเดอร์

ที่มา – National Geographic
www.ngthai.com

 

ท่องเที่ยวแบบมันๆ “ฮอยอัน” ฉันจะรักเธอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มิ.ย. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631367

 

มีโอกาสไปทำข่าวที่เมือง “ดานัง” เมืองชายฝั่งทะเล ตอนกลางของประเทศเวียดนามที่กำลังบูมการท่องเที่ยว และจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งฝั่งยุโรป และชาวเอเชียกระเป๋าหนัก เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เกือบๆ เทียบเท่าเมืองหลักอย่างโฮจิมินห์ และ ฮานอย

จากดานังไม่ถึง 1 ชั่วโมง เราจะไปชมเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่องค์การยูเนสโก ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก “ฮอยอัน” ที่มีอายุกว่า 400 ปี

เคยได้ยินชื่อเมือง “ฮอยอัน” จากละครดังเรื่องหนึ่ง ก็วาดหวังว่าที่นี่จะเป็นเมืองเล็กๆ แสนโรแมนติก บ้านเรือนหลังเล็กๆ ปกคลุมไปด้วยไม้เลื้อยตามกำแพงบ้าน




ก้าวแรกที่ได้สัมผัส “ย่านเก่าฮอยอัน” หรือฮอยอันโอลด์ทาวน์ ในช่วงบ่ายแก่ๆ ของฤดูฝน ฮอยอันไม่ได้ทำให้ผิดหวัง โดยเฉพาะใครที่ชื่นชอบสีสันของบ้านเก่าๆ ที่ตกแต่งแบบเรียบง่าย

ที่นี่เป็นถนนคนเดินสายเล็กๆ ทอดยาวเลียบแม่น้ำทรูโบน บ้านเรือน ร้านรวง ฉาบไปด้วยสีเหลือง และตกแต่งด้วยสีสันสดใส นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินกันขวักไขว่ บ้างก็ปั่นจักรยานชมเมือง

วิถีของชาวบ้านในฮอยอัน ค่อนข้างรักสงบและเปิดเผย บางบ้านเปิดกว้างเอาไว้ ให้คนมาชม มีอาร์ตแกลเลอรี่ ผสมผสานไปกับร้านขายสินค้าพื้นเมือง




บางบ้านเจ้าของนั่งจิบ ชา กาแฟยามบ่าย พูดคุยกันอย่างออกรส ขณะที่บางบ้านนั่งเล่นหมากรุกหน้าบ้านโดยไม่เหลียวมองผู้คนรอบๆ ตัว

เดินเรื่อยไปจนถึงแม่น้ำใหญ่ เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ตรงนี้ผู้คนคึกคัก เพราะแม่น้ำใหญ่มีเรือพายคอยบริการนักท่องเที่ยว และเรือโดยสารขนาดใหญ่แบบเปิดโล่ง พร้อมจะพาล่องไปตามแนวลำน้ำให้ชื่นใจกับสายลม สายน้ำ ในยามแดดร่มลมตก คลายความร้อนอบอ้าว




สนนราคาค่าบริการเรือพายแบบดั้งเดิม 30 นาทีคิดประมาณ 1 แสนดอง หรือประมาณ 100 กว่าบาทเมื่อคิดเป็นเงินไทย

ริมแม่น้ำมีวินสามล้อถีบที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ เหลือบไปเห็นภาพประทับใจพอดิบพอดี กับขบวนสามล้อที่พาเหรดนำนักท่องเที่ยวชมเมือง แลดูเหล่านักท่องเที่ยวต่างชาติตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศรอบๆ ตัว อาคารบ้านเรือนเก่าๆ คลาสสิกดีค่ะ




อีกหนึ่งไฮไลต์ของโอลด์ทาวน์ คือ สะพานวัด หรือสะพานญี่ปุ่น เชื่อมระหว่าง 2 ฝั่งคลอง ถือว่าเป็นแลนด์มาร์กสำหรับการแชะภาพเป็นที่ระลึกของนักท่องเที่ยวนานาชาติ

ที่จริงอีกฝั่งแม่น้ำ ยังมีอาคารบ้านเรือนเก่าๆ ให้ชมอีกเยอะทีเดียว เสียดายอากาศร้อนอบอ้าวไปหน่อยเลยไม่มีโอกาสข้ามไป ขอพักละเลียดดื่มน้ำผลไม้ปั่นในร้านเล็กๆ สุดชิคข้างทาง แล้วโบกมือลา ฮอยอัน เมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของความเก่าและเรียบง่าย



 

หยุดอยู่ตรงนั้น ‘สีชัง’ เกาะแห่งรัก ฉันจะไปหาเธอ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631839

 

บางคนรอให้สิ่งดีๆ ประสบการณ์ดีๆ เดินเข้ามาหา บางคนไม่ต้องรอให้สิ่งที่ว่าสะดุดขา แต่ทว่ากลับก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าเพื่อคว้ามันให้เป็นประสบการณ์และความประทับใจ

“เราเข้าข่ายอย่างหลังมากกว่า เพราะสถานที่ดีๆ ประสบการณ์ดีๆ เราต้องเดินไปค้นหา เหมือนอย่างอยากถ่ายรูปสวยๆ ต้องฝึกฝนกด ต้องฝึกคิดมองและสร้างสรรค์เป็น อยากเป็นนักเขียนก็ต้องออกกำลังกายปากกา เพราะมันก็เหมือนแขนขา ยิ่งเขียนคิดอ่านงานมากๆ ก็ยิ่งมากประสบการณ์ อยากเป็นทหาร ตำรวจ ก็ต้องฝึกฝน อดทน ซื่อสัตย์ ต้องมีใจรักในสิ่งที่ทำไม่คดโกงกิน”

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้เป็นภาพที่เราเดินทางไปเกาะสีชัง เพื่อไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปพักผ่อน และตามรอยเขาเล่าว่าบนเกาะแห่งรัก เรียกได้ว่าจากช่วงเวลาที่คุณลงจากเรือเฟอร์รี่ คุณสามารถบอกได้เลยว่าเกาะสีชังแห่งนี้มีบางสิ่งที่แตกต่างจากที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็กหลังน้อยตั้งกระจายอยู่ตามเนินเขาในระยะไกลๆ

เดินไปตามถนนสองข้างทางจะมีต้นไม้ขนาดใหญ่มโหฬารสะบัดก้านกิ่งไปตามกระแสลมโชยอ่อนๆ ให้ร่มเงาตลอดเส้นทาง และยิ่งสะดุดตามากขึ้นหากไปเที่ยวชมพระราชวังฤดูร้อนเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ซึ่งมีสวนพฤกษชาติขนาดใหญ่โอ่อ่าให้อากาศบริสุทธิ์ทั่วบริเวณ เป็นต้น

เอาภาพสวยๆ มาให้ชมกัน รับประกันว่าไปแล้วจะหลงรักและประทับใจ.




มุมนี้วิวดีลมเย็น

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรไป

ท้องฟ้าและต้นไม้สวย

มุมยอดฮิตที่คนแห่ไปถ่ายภาพ


รอยพระพุทธบาท



งดงามหายเหนื่อยเมื่อเดินไปถึง

ทางยาวมุมที่ทุกคนห้ามพลาด


ห้องพักตกแต่งสวยงาม


ร้านกาแฟยอดฮิตบนเกาะสีชัง

เสมือนลอดใต้ท้องมังกร




วัดอัษฎางคนิมิตร วัดงดงามสไตล์โกธิค


โรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชัง ต้องไปพักสักครั้ง

**รู้หรือไม่ว่า**

การเดินทางไปยังเกาะสีชัง /คุณสามารถนั่งแท็กซี่จากกรุงเทพไปที่ท่าเรือเกาะลอย ระยะทาง 100 กม.จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยอาจใช้ได้ทั้งเส้นทางมอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี หรือเส้นทางบางนา-ตราด หรืออาจขับรถยนต์ส่วนตัวไปจอดที่ท่าเรือเกาะลอยเพื่อขึ้นเรือเฟอร์รีไปยังเกาะสีชัง โดยเรือจะออกทุกๆ 1 ชม.ใช้เวลาในการเดินทางจากเกาะลอยไปถึงเกาะสีชังประมาณ 45 นาที เมื่อไปถึงท่าเรือเกาะสีชังสามารถต่อรถสาธารณะไปส่งถึงโรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชังได้

ขอบคุณที่พัก : โรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชัง โรงแรมหนึ่งในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ใน อ.ศรีราชา

 

ตามหาราชินียอดดอย ที่ “ภูสอยดาว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 4 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/630586

 

สวัสดีท่านผู้อ่านไทยรัฐอีกครั้งครับ ช่วงนี้ฝนเริ่มตกหลายพื้นที่แล้ว วันนี้แบกกล้องเที่ยว เลยจะพาไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งซึ่งเหมาะกับการเดินทางช่วงหน้าฝนอย่างมาก นั่นคือ ภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์

การเดินทางของแบกกล้องเที่ยวแบบประหยัดเริ่มต้นจากหมอชิตไปลง บขส.พิษณุโลก ค่ารถ 304 บาท เลือกเที่ยวรถ 22.30 – 23.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชม. จะไปถึงประมาณไม่เกินตี 4 ต่อรถไปอำเภอชาติตระการโดยรถเมล์โดยสาร รถเที่ยวแรกเวลา 05.00 น. ค่ารถ 95 บาท ใช้เวลาเดินทาง 2 – 3 ชม. จากนั้นนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปลงตลาดเทศบาลป่าแดง ค่ารถ 20 บาท หาข้าวเช้ากินและซื้อเสบียง จากนั้นนั่งรอรถสองแถวที่ข้างรถจะเขียนว่า ป่าแดง-ร่มเกล้า รถสองแถวสายนี้บางวันมี 2 คัน บางวันมีคันเดียว ค่ารถ 150 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. จะถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 13.00 – 13.30 น. ยังทันเวลาพอเดินขึ้นลานสน (ถ้ามาถึงเกินเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่จะไม่ให้ขึ้นลานสนนะครับ ต้องรอขึ้นวันต่อไป)




ภูสอยดาว เป็นอีกสถานที่ที่นักท่องเที่ยวหลายคนเคยไปพิชิตมาแล้ว ถึงแม้หนทางจะแสนลำบากแค่ไหน แต่ปลายทางที่รออยู่นั้นคุ้มค่าแน่นอน อีกทั้งระหว่างทางก็มีวิวสวยๆ ทั้งทุ่งดอกไม้ อากาศบริสุทธิ์ รวมถึงเพื่อนร่วมทางดีๆ ที่สำคัญมีอีกจุดหมายที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงนั่นก็คือ การไปเก็บภาพความงามอันอัศจรรย์ของ ทุ่งดอกหงอนนาค ราชินีแห่งดอกไม้ ที่ผลิดอกบานสะพรั่งห่มคลุมทั่วทุกทุ่งกว้าง รวมไปถึง เอื้องหมายนา ลิลลี่ป่า ลิ้นมังกร กระดุมเงิน ว่านไก่แดง และผืนหมอกที่ปกคลุมป่าสนสามใบ เรียงรายไปไกลสุดสายตา





“ดอกหงอนนาค” เปรียบเหมือนนางเอกของภูสอยดาวก็ว่าได้ ซึ่งหากใครต้องการมาเจอนางเอกคนนี้เบ่งบานเต็มลานสน ก็ต้องมาในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน หากมาช่วงปลาย ต.ค. ที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนก็จะเห็นบ้างแบบบางตา ดอกหงอนนาคมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า หญ้าหงอนเงือก หรือ น้ำค้างกลางเที่ยง เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่ออกดอกในฤดูฝน ดอกจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก ยามเช้าจะหุบดอก และจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง โดยที่ภูสอยดาวนี้เป็นจุดที่มีดอกหงอนนาคทุ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกจากนั้นก็ยังพบได้บ้างตามภูเขาอื่นๆ เช่น เขาสมอปูน ทุ่งโนนสน เขาใหญ่ เป็นต้น





ด้วยความสูงถึง 2,102 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ทำให้ภูสอยดาวมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี และยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เดินอีกหลายเส้นทางด้วยกัน เอาเป็นว่าหน้าฝนนี้ลองไปพิชิต ภูสอยดาว กันสักตั้งไหมครับ…





สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ และเรื่องที่อยากบอกต่อก็คือ 


1. ค่าเข้า อช.คนละ 40 บาท ค่ามัดจำขยะ 30 บาท ค่ามัดจำป้ายไม้ 50 บาท และค่าลูกหาบ กิโลกรัมละ 30 บาท

2. ร้านค้าด้านตรงข้ามศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจะเปิดแค่วันศุกร์-อาทิตย์

3. ผู้ที่ไม่ได้นำเต็นท์หรือถุงนอนมา สามารถเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศูนย์ล่าง เต็นท์ 300 บาท/ 1 คืน ถุงนอน 30 บาท/ 1 คืน ส่วนเตาถ่านสามารถหาเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสน ค่าเช่าเตาถ่าน 50 บาท/1 คืน แต่ต้องซื้อถ่านขึ้นไปเอง

4. ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสนมีน้ำฝนรองใส่ถังไว้ สามารถนำมาต้มดื่มได้ในฤดูฝน หรือใครไม่มั่นใจก็ซื้อขึ้นไปเองได้ ส่วนในฤดูแล้งต้องซื้อน้ำดื่มขึ้นไปเอง

5. การเดินทางไปภูสอยดาวอีกวิธีนึง คือ การติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานให้มารับที่ บขส.พิษณุโลกถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และส่งเรากลับถึง บขส.พิษณุโลก ราคาจะอยู่ที่ 4,200 – 4,500 บาท แล้วแต่จะต่อรอง เหมาะสำหรับกลุ่มที่มากันเองหลายๆ คน ลองโทรไปที่ 0-5543-6793

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.itravelhip.com
www.facebook.com/baagklong

 

ตามรอย…ชามกังไส 2 เขามรดกโลก…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/631194

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มิ.ย. 2559 05:01

 

ทิวทัศน์ซานซิงซาน

4 ชั่วโมงจากอู่ตะเภาเราก็มาถึงหนานชาง เมืองหลวงของมณฑลเจียงซี พูดถึงมณฑลเจียงซี หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่า ที่นี่คือแหล่งผลิตกระเบื้องเคลือบชั้นดีที่มีมาแต่โบราณกาล อาจจะพอนึกออกอยู่บ้าง

แน่นอนเรากำลังพูดถึง “กังไส” ที่คนไทยเรียกเครื่องเคลือบดินเผาที่มีมาตั้งแต่ครั้งอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ จนติดปากว่า “เบญจรงค์” ว่ากันว่าเป็นเครื่องถ้วยที่สั่งทำพิเศษจากจีนแผ่นดินใหญ่ ช่างไทยออกแบบ ให้ลาย ให้สี ส่งไปให้ช่างจีนผลิตในประเทศจีน โดยช่างไทยตามไปควบคุมการผลิตให้ออกมาได้รูปลักษณะงามอย่างศิลปะไทย กลายเป็นเครื่องถ้วยชามที่ใช้ในรั้วในวังจนถึงปัจจุบัน

จุดไฮไลต์ซานซิงซาน

ส่วนเมืองจีนเรียกเครื่องถ้วยชามชั้นสูงเหล่านี้ว่า “กังไส” ซึ่งน่าจะมาจากชื่อแคว้นกังไซ ในมณฑลเจียงซี ที่เรากำลังจะไปนี่เอง
รับเทียบเชิญจากสายการบิน ไทย แอร์เอเชีย ชวนร่วมทริปเยือนแหล่งท่องเที่ยวในมณฑลเจียงซี ที่ทางสายการบิน ร่วมกับ การท่องเที่ยวมณฑลเจียงซี (Jiangxi) จัดขึ้น นอกเหนือจากโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการเปิดตัวเส้นทางบินใหม่ อู่ตะเภา-หนานชาง โมกข์ พรหมมา พีอาร์หนุ่มหล่อ อัธยาศัยเยี่ยม ดูแลพี่ๆสื่อมวลชนตั้งแต่กรุงเทพฯถึงพัทยา อิ่มเอมอุรา 1 คืน จึงลัดฟ้าต่อไปยังหนานชาง โดยเที่ยวบินของสายการบินไทย แอร์เอเชีย ที่ FD 301

ทางเดินริมผาซานซิงซาน

เมืองที่ไปชื่อ เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ไกด์จีนบอกว่า เดิมเมืองนี้ชื่อว่า ชางหนาน เป็นเมืองที่มีดินขาว หรือดินเกาลินชั้นดี นำมาผสมดินเหนียวปั้นขึ้นรูปเป็นภาชนะ เขียนลวดลายด้วยสีน้ำเงิน แล้วอาบน้ำเคลือบสูตรลับ นำไปเผาที่อุณหภูมิสูง จะได้ถ้วยชามเนื้อบางละเอียด ปราชญ์จีนเปรียบว่ากระเบื้องเคลือบหนานชาง “บางราวกระดาษ ขาวเหมือนหยก เงาดุจกระจก เสียงใสกังวานดุจเครื่อง ดนตรี” ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นดังกล่าว พ่อค้าชาวเปอร์เซียบนเส้นทางสายไหม พากันซื้อถ้วยชามเหล่านี้ไปขายต่อในยุโรป กระทั่งชาวยุโรปรู้จักหนานชางว่าเป็นแหล่งผลิตเซรามิกชั้นเลิศ ต่อมาคำว่า “ชางหนาน” กร่อนเป็น “ไชน่า” (China) เชื่อกันว่า ชื่อที่ฝรั่งเรียกเมืองจีนว่า “ไชน่า” อาจเพี้ยนมาจาก “ชางหนาน” ก็เป็นได้ ส่วนคนไทยยุคเก่า มักเรียกถ้วยชามเขียนสีน้ำเงินจากเมืองจีนว่า “เครื่องลายคราม” ก่อนจะแพร่หลายกันในชื่อ “ชามกังไส”

หมู่บ้านโบราณหลี่เคิง

จาก จิ่งเต๋อเจิ้น เราเดินทางต่อไปยัง อำเภออู้หยวน เมืองซ่างเหรา ชุมชนชนบทโบราณที่สวยที่สุดของจีน หมู่บ้านส่วนใหญ่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี สร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุ่งนา ลำธาร และขุนเขา มีหมู่บ้านเก่าเปิดให้ชม 12 หมู่บ้าน ซื้อบัตรครั้งเดียวเที่ยวได้ครบ แต่ละหมู่บ้านจะมีเอกลักษณ์ ที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม จนได้รับการยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5 A ของจีน

หมู่บ้านท่องเที่ยวเด่นๆในเขตนี้มีหลายหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านชิงเฟิง ซึ่งมีไฮไลต์ คือ “เรนโบว์ บริดจ์” สะพานที่มีตอม่อเก่ากว่า 800 ปี ยืนหยัดต้านกระแสน้ำไหลแรงช่วงฤดูฝนมาหลายศตวรรษ โดยตอม่อฝั่งที่ต้องปะทะสายน้ำจะสร้างเป็นรูปแหลมคล้ายหัวเรือ ถือเป็นความชาญฉลาดของช่างท้องถิ่นโบราณ

ทะเลสาบหลูลิ่ง

อีกแห่งที่น่าสนใจคือ หมู่บ้านเสียวฉี่ ฟังแค่ชื่อก็ชวนขนลุก แต่พอเข้าไปเยือนยิ่งขนลุกเกรียวหนักขึ้นไปอีก เพราะทั่วหมู่บ้านจะหอมตลบอบอวลด้วยกลิ่นการบูร เพราะที่นี่มีต้นการบูรขึ้นเป็นป่ารกครึ้ม แต่ละต้นอายุหลายร้อยปี บางต้นเขาเล่าต่อกัน
มาว่ามีอายุมากกว่า 1 พัน

ปีด้วยซ้ำ ชาวบ้านจะเก็บกิ่งไม้การบูรที่แห้งตายมาทำเป็น หวี ลูกประคำ ตุ๊กตา และของใช้จิปาถะ กลายเป็นของใช้ที่มีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ เหมือนได้อยู่กับบรรยากาศอโรมาตลอดเวลา

สะพานเรนโบว์ บริดจ์

ไฮไลต์เด็ดต้องยกให้ หมู่บ้านหลี่เคิง หมู่บ้านเล็กๆที่มีลำน้ำใสสะอาดไหลผ่านกลางหมู่บ้าน โอบล้อมด้วยบ้านเรือนเก่างดงาม ทั้งบ้านของขุนนาง คหบดี และชาวบ้าน ตลอดแนวสองฝั่งของลำธารมีร้านอาหารให้นั่งชมบรรยากาศ หลายคนย่างเท้าเข้ามาอาจจะรู้สึกราวเป็นจอมยุทธ์เดินชมตลาด เหนื่อยนักก็แวะพักโรงเตี๊ยมจิบน้ำชาสักจอก ฟังสาวงามบรรเลงเพลงกู่เจิ้งพลิ้วไหว กำลังเคลิ้มๆต้องสะดุ้งตื่น เมื่อเสี่ยวเอ้อ เอ๊ย! อาแปะ มาสะกิดเก็บเงินค่าน้ำชา 20 หยวน!!!

เป็นเรื่องธรรมดาของการมาเที่ยวเมืองจีน…โดยแท้ ที่ของฟรีไม่มีในโลก…

เครื่องเคลือบกังไส

นอกจากหมู่บ้านโบราณแล้ว ทริปนี้เรายังมีโอกาสไปเที่ยวชม อุทยานแห่งชาติซานซิงซาน มรดกโลกอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในเมืองซ่างเหรา ที่ต้องนั่งกระเช้าไต่ระดับขึ้นไปยังยอดเขาสูงกว่า 1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ชมวิวทิวทัศน์เพลินๆของ เขาซานซิงซาน ที่สวยงามราวกับภาพเขียนพู่กันจีน จากนั้นจึงค่อยเดินลัดเลาะไปตามหน้าผาสูงชันที่ทางการจีนพยายามทำทางเดินให้ชมได้สะดวก แต่ก็มีบางช่วงที่แคบและลื่นอาจจะรู้สึกเสียวๆบ้าง ใครที่กลัวความสูงแนะนำว่าให้มองไปข้างหน้าอย่ามองลงไปข้างล่าง โดยรอบของอุทยานใช้เวลาเดินชมจริงๆประมาณ 3 ชั่วโมง ใครที่เดินไม่ไหว มีเสลี่ยงไว้บริการ ซึ่งแค่มองเผินๆ ตัดสินไม่ถูกว่า ระหว่างนั่งเสลี่ยงที่แกว่งไปแกว่งมา เพราะอาตี๋ร่างบึกบึนเร่งทำเวลาให้ทำงานได้หลายรอบ กับเดินธรรมดาๆอันไหนจะเสียวกว่ากัน…

จุดชมวิวหลูซาน

อีกที่ที่สวยงามไม่แพ้กัน คือ เมืองจิ่วเจียง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อุทยานแห่งชาติหลูซาน มรดกโลกทางธรรมชาติ “หลูซาน” เป็นเทือกเขาสูง ปกคลุมด้วยหมอกขาวเย็นฉ่ำทั้งปีจนได้ฉายา “อุทยานสวรรค์ในสายหมอก” สมัยอังกฤษรุกรานจีน ฝรั่งเลือกตำบลกูหลิ่ง บนเขาหลู เป็นเมืองตากอากาศคลายร้อน ต่อมาสมัยประธานเหมา เจ๋อตุง รัฐบาลจีนได้สร้างบ้านพักรับรองไว้ให้ท่าน ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เยี่ยมชม แหล่งท่องเที่ยวเด่นๆบนเขาหลู ยังมีทะเลสาบหลูลิ่ง สวนพฤกษชาติ วัดต้าหลิน หุบเขาจิ่งซิว ฯลฯ

ถ้วยโถโอชามกังไส

ไปจีนคราวนี้ ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ของการเที่ยวเมืองจีน โดยเฉพาะมณฑลเจียงซี ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวตระการตารอการไปพิสูจน์ แค่ลองเปิดใจแล้วพาตนเองก้าวออกไปสัมผัสสักครั้ง เชื่อแน่ว่าคุณจะหลงเสน่ห์ความงามของที่นี่ ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า คุ้มค่า กับการเดินทาง

ว่าแล้วจะรออะไรอีกเล่า แพ็กกระเป๋า จัดของ จองตั๋วเครื่องบิน แล้วไปพุ้ยข้าวสวยร้อนๆที่เสิร์ฟมาในชามกังไส ไต่เขา 2 มรดกโลก ในเจียงซี…กันดีกว่า!!!!

สาวๆ ตาลุกวาว! เสิร์ฟ 7 งานลดราคาจัดหนัก เตรียมกดตังค์ไปช็อปกันเหอะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630578

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มิ.ย. 2559 13:05

 

มหกรรมสินค้าลดราคา จัดมาต้อนรับต้นเดือนมิถุนายนกันแล้วจ้า ขาช็อปทั้งหลายเตรียมกระเป๋าสตางค์ไว้ให้ดี เพราะกลางปี 2559 นี้เข้าสู่ฤดูกาลที่เรียกกันว่าเป็น Mid Year Sale งานนี้มีสินค้าแบรนด์เนมขนมาลดแบบจัดเต็มแบบสุดสวิงริงโก้ ใครพลาดนะ เสียดายยันปีหน้า

ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้เราขอเสิร์ฟงานสินค้าลดราคาร้อนๆ ต้อนรับต้นเดือนกลางปี มีทั้งนาฬิกาหรูแบรนด์ดัง เสื้อผ้าแฟชั่น สินค้าออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ กล้องโปร DSLR รุ่นต่างๆ งานอาหารราคาถูก อุปกรณ์กีฬา รองเท้าแบรนด์ดังต่างๆ และอีกมากมาย โอว…บรรยายไม่หมด

ไม่ต้องอธิบายมากไปกว่านี้ ถ้าพร้อมแล้ว 3…2…1…เริ่มค่ะ!

1. The Greatest Grand Sale 2016

เครือเซ็นทรัลจัดหนัก Mid Year sale 2016

วันนี้-17 ก.ค. 2559 ชวนขาช็อปตบเท้ามาจับจ่ายในงาน “The Greatest Grand Sale 2016” ณ ห้างสรรพสินค้าในกลุ่มเซ็นทรัลทั่วประเทศ ซึ่งเป็นมหกรรมการลดราคากลางปีครั้งใหญ่สุดของไทย

ภายในงาน พบกับสินค้าคุณภาพราคาพิเศษ และโปรโมชั่นที่ดีที่สุด จากร้านค้ากว่า 10,000 แบรนด์ในห้างฯ และเซ็นทรัลออนไลน์ รวมทั้งหมด 64 สาขาทั่วประเทศ เซลยิ่งใหญ่ครั้งนี้ยาวนานถึง 45 วัน สินค้ามีตั้งแต่สินค้าแบรนด์เนม เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์กีฬา จัดมาลดสูงสุดถึง 80%

2. Bio Organic

ใครชอบสินค้าออร์แกนิก มาทางนี้

วันที่ 5 มิ.ย. 2559 ชวนคนรักสุขภาพไปร่วมงาน “Bio Organic ริทึ่ม สตรีท มาร์เกต” ณ ลานไนน์สแควร์ ศูนย์การค้า เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ภายในงานพบกับ การเสวนาเรื่องการปลูกเมล่อนในกระถาง การประกวดหนูน้อยออร์แกนิก พร้อมชม ชิม ช็อป ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากมาย และในวันที่ 8 มิ.ย. 2559 ชวนร่วมงานต่อเนื่องกับกิจกรรมสวนครัวคนเมือง

3. World Camera Clearance Sale

กล้องราคาพิเศษ ลดจัดหนัก

วันนี้ – 5 มิ.ย. 2559 ชวนคนเล่นกล้องและช่างภาพมือโปรมาสอยของดีราคาถูกในงาน “World Camera Clearance Sale” ณ World Camera Center สาขาลาดพร้าว (ตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว ติดปากทางเชื่อม ยูเนียน มอลล์) ภายในงานพบกับกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพราคาพิเศษ มีประกันศูนย์ทุกตัวจากหลากหลายค่าย มีทั้ง Nikon Canon Sony Fuji พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกชิงของรางวัลมากมาย

4. มหกรรมธงฟ้า อิ่มทั่วไทยไปกับหนูณิชย์

อาหารราคาถูก ธงฟ้า มาแล้วจ้า

วันนี้-5 มิ.ย. 2559 ชวนคนไทยไปอิ่มอร่อยคุ้มค่า คุ้มราคา ในงาน “มหกรรมธงฟ้า อิ่มทั่วไทยไปกับหนูณิชย์” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานพบกับ ร้านอาหารราคาย่อมเยาจากทั่วประเทศ 100 ร้าน และมีสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดอีก 600 บูธ มีการสาธิตทำอาหารเมนูใหม่โดยเชฟกระทะเหล็ก และมีการอบรมการบริหารร้านอาหารอีกด้วย

5. Central Watch Fest 2016

นาฬิกาข้อมือลดราคา

วันนี้-8 มิ.ย. 2559 ชวนคนรักนาฬิกาข้อมือสวยๆ มาช็อปกับโปรโมชั่นดีๆ ในงาน “Central Watch Fest 2016” ณ พื้นที่โปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว ภายในงานพบกับ นาฬิกาแบรนด์หรูสุดเลอค่า ที่นำมาลดราคา 10% – 30% สำหรับลูกค้า The1Card ลดเพิ่มสูงสุด 15% (เมื่อใช้คะแนนเท่ายอดช็อป) และลดเพิ่มอีกสูงสุด 15% เมื่อใช้คะแนนจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

6. Supersports Sale 70%

เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา ลดราคา

วันนี้-5 มิ.ย. 2559 ชวนคนรักการออกกำลังกายมาช็อปในงาน “Supersports Sale 70%” ณ ห้อง Lotus ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานพบกับสินค้าอุปกรณ์กีฬาแบรนด์ดังมากมาย ขนมาลดราคาสูงสุด 70% มีทั้ง เสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬา เริ่มเวลา 10.00-20.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ภายในงาน

7. Nine West Fashion & Accessories Sale up to 80%

รองเท้าของสาวๆ ก็ลดราคานะจ๊ะ

วันที่ 4-12 มิ.ย. 2559 ชวนสาวๆ ที่คลั่งรองเท้ามาช็อปในงาน “Amarin Brand Sale : Nine West Fashion & Accessories Sale up to 80%” ณ อีเวนต์ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า ภายในงานพบกับ สินค้าแฟชั่นคุณภาพจากแบรนด์ดังระดับโลก เช่น NINE WEST, JOAN&DAVID, KAREN MILLEN, ANNE KLEIN, Enzo Angiolini, STEVE MADDEN, Easyspirit, Cinzia และ Barbato

พิเศษ ผู้ถือบัตร Be Smart Member สะสมคะแนนครบทุก 400 คะแนนทุกยอดการช็อป สามารถนำมาแลกรับคูปองเงินสดมูลค่า 100 บาทได้ทันที เพื่อเป็นส่วนลดในครั้งถัดไป สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2650-4704

ที่มาภาพบางส่วน :worldcameraditcentralworldSupersportsstoreamarinplaza

เที่ยวถูกๆ ที่ไหนดี? ส่อง 5 ที่เที่ยวอินเทรนด์คนทำงาน ชิลได้ไม่มีเอาต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/618251

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มิ.ย. 2559 06:05

 

ฮัลโหลมนุษย์ออฟฟิศ! ยังคิดถึงช่วงวันหยุดยาวไปใช่ไหม สำหรับคนที่มีวันหยุดน้อย งบน้อย อยากเที่ยวเหมือนกันอะ ไปไหนดีน๊า? วันนี้เราเลยมีที่เที่ยวสุดคูล แถมราคาสบายกระเป๋ามาแนะนำกันจ้า

คู่มือเที่ยว ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปชมแหล่งท่องเที่ยวแนวสาระบันเทิง ก็คือว่า เที่ยวด้วยได้ความรู้ไปด้วย เพลินๆ ชิลๆ ไม่ต้องคิดมาก แถมเย็นสบาย ไม่ต้องออกแดดให้แสบตัว ใช่แล้ว…เราหมายถึง พิพิธภัณฑ์ไทยลุคใหม่ ที่กล้าบอกได้ว่าจะทำให้คุณลืมภาพจำเก่าๆ ของการเข้าพิพิธภัณฑ์ไปเลย ซึ่งตอนนี้มีให้เข้าชมมากถึง 40 แห่งทั่วไทย ยิ่งใช้บัตรมิวส์พาส (Muse Pass) ก็ยิ่งเที่ยวได้สะดวกสบายขึ้น

วันนี้ขอแนะนำพิพิธภัณฑ์ 5 แห่งก่อนก็แล้วกัน (40 แห่งก็แอบเยอะไปเนอะ!) จะมีที่ไหนโดนใจคุณบ้างหรือเปล่า ตามมาดู

1. ตูนนี่ ทอย มิวเซียม จ.นนทบุรี 

เริ่มต้นที่ ตูนนี่ ทอย มิวเซียม จ.นนทบุรี ที่ต้องเรียกว่าเป็นจักรวาลแห่งของเล่นจึงจะเห็นภาพ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์นั้นยกขโยงของสะสมจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 100,000 ชิ้น มารวมเอาไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นจากมาร์เวล (Marvel) ดีซี (DC) ดิสนีย์ (Disney) เลโก้ (Lego) บันได (Bandai) ฯลฯ ก็มีรวบรวมมาโชว์ไว้ให้ได้ดูกันจนสุดลูกหูลูกตา แถมยังมีคาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก ลิมิเต็ด อิดิชั่น ให้แฟนๆ ของเล่นได้นำติดไม้ติดมือกลับบ้านได้อีกด้วย

สวนสนุกสำหรับเด็กๆ ใกล้กรุงเทพฯ ด้วย ไปไม่ยาก

ตัวการ์ตูนน่ารักมากมาย น่าไปแชะภาพ

ใครชอบเรื่องทอย สตอรี่ ต้องมาชม

พิพิธภัณฑ์ตูนนี่ ทอย

สำหรับ ตูนนี่ ทอย มิวเซียม (Tooney Toy Museum) ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี (ลงทางด่วนศรีสมาน) ใกล้เมืองทองธานี เปิดวันศุกร์ – อาทิตย์ เวลา 10.00 – 21.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 0-2961-8597

2. พิพิธภัณฑ์สุขสะสม พุทธมณฑล-นครปฐม

ขยับมาที่เส้นทางพุทธมณฑล-นครปฐม ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ กันบ้าง กับพิพิธภัณฑ์สุขสะสม สถานที่ที่คุณจะได้ซึมซับเรื่องราวประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ผ่านสุดยอดคลังข้าวของเครื่องใช้โบราณที่รวบรวมไว้จำนวนกว่า 200,000 ชิ้น อาทิ เครื่องเล่นกระบอกเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ้าเช็ดหน้าสำหรับใช้หาเสียงในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลอตเตอรี่และเรียงเบอร์ฉบับแรกของสยาม ฯลฯ พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตจำลองในตลาดย้อนยุค ที่จะปลุกความทรงจำแห่งวันวานให้หวนคืนมาอีกครั้ง

พิพิธภัณฑ์ของเล่น ของสะสม

ห้องเรียนสมัยก่อน

มีของเล่นจิ๋วด้วยนะ

ตุ๊กตาหุ่นยนต์ ของสะสมเก๋ๆ

สำหรับ พิพิธภัณฑ์สุขสะสม ตั้งอยู่ที่ ถ.พุทธมณฑลสาย 2 (ระหว่างซอย 19 กับ 21) แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.30 – 18.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 08-6899-9208

3. พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! 

ส่วนใครที่วางแผนจะหนีร้อนไปเที่ยวทะเลที่พัทยา ก็สามารถแวะมาชมพิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นสถานที่ที่รวบรวมความมหัศจรรย์ ปนความลี้ลับพิสดารจากทั่วทุกมุมโลกมาให้คุณได้สัมผัสกัน พบกับของแปลกประหลาดกว่า 350 ประเภทที่คุณต้องตื่นตะลึง เช่น หน้ากากหนังมนุษย์ หัวคนย่อส่วนเหลือ 3 นิ้ว เรือจำลองไททานิคจากไม้ขีดไฟมากกว่า 1,000,000 ก้าน ชายผู้มีลูกตาดำ 4 ลูกตา และอื่นๆ อีกมากมาย อันเป็นประสบการณ์ที่คุณจะไม่มีวันลืม

ไปดูของแปลกๆ ได้ที่นี่

ชมเรือไททานิคจำลอง

ภายในริบลีส์

สำหรับ พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! ตั้งอยู่ที่ ศูนย์การค้ารอยัลการ์เด้นพลาซ่า พัทยาใต้ ถ.เลียบชายหาด ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เปิดทุกวัน เวลา 11.00 – 23.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 0-3871-0294-8

4. พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว 

ขอพาลงใต้กันบ้าง ใครที่คิดจะหนีร้อนลงไปเที่ยวถึงทะเลใต้ นอกจากพักผ่อนริมชายหาดแล้ว ก็ต้องไม่พลาด พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ที่จัดแสดงนิทรรศการสุดตระการตา ผ่าน 13 ห้องอาคาร ภายใต้สถาปัตยกรรมโบราณที่บูรณะมาจากโรงเรียนสอนภาษาจีนที่เก่าแก่ที่สุดของภูเก็ต โดยนำเสนอเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากยังเกาะแห่งนี้ การก่อร่างสร้างตัว ประเพณีวิถีชน อาชีพ และภูมิปัญญา ประวัติของปูชนียบุคคล และโรงเรียนจีนที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของเมืองภูเก็ตจวบจนปัจจุบัน

ชุมชนคนจีนในภูเก็ต

ภาพเก่าๆ สมัยก่อน ยังมีให้ชม

ไปเที่ยวภูเก็ตกันมั้ย

สำหรับ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 0-7621-1224

5. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จ.พิษณุโลก

ส่วนใครชอบไปเที่ยวทางเหนือ ต้องลองเผื่อเวลาไป พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จ.พิษณุโลก ที่จัดแสดงขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ และถ่ายทอดภูมิปัญญาไทย ผ่านข้าวของเครื่องใช้นับ 10,000 ชิ้น ที่สะท้อนวิถีพื้นบ้านของชาวเมืองพิษณุโลก และภาคเหนือตอนล่าง โดยมี “จ่าสิบเอก ดร.ทวี บูรณเขตต์” เป็นผู้ที่สะสมรวบรวมมากว่า 30 ปี อาทิ เครื่องจักสาน เครื่องมือจับปลา กระต่ายขูดมะพร้าว ตะเกียง สุ่ม ไห ไซ โอ่ง รวมไปถึงงานพุทธศิลป์อันประเมินค่ามิได้ ตลอดจนมีการจำลองบ้านเรือนในอดีตให้ได้ดูกันอีกด้วย

ชมของเก่าในพิพิธภัณฑ์

ของสมัยก่อน เด็กสมัยนี้อาจจะไม่เคยเห็น

รถเข็นหมึกย่างสมัยก่อน

สำหรับ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ตั้งอยู่ที่ ถ.วิสุทธิกษัตริย์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เปิดทุกวัน เวลา 08.30 – 16.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ 0-5521-2749

ผู้ที่สนใจการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ สามารถใช้บัตรมิวส์พาส (Muse Pass) ในการเข้าชมฟรีทั้ง 5 พิพิธภัณฑ์แนะนำ รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ รวมถึง 40 แห่งทั่วประเทศไทย โดยบัตรจำหน่ายในราคาเพียง 199 บาท หาซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2559 ณ พิพิธภัณฑ์เครือข่าย 31 แห่ง KTC Touch 23 สาขา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2225-2777 ต่อ 525 หรือ http://www.facebook.com/musepass