มีหนึ่งพันนอนไหนดี? 7 สิ่งต้องเยือน โรงแรมหรูสอดแทรกวิถีไทย ‘ณ เวลา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615516

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2559 14:05

 

เย่ๆๆๆ ฉันรักเดือนนี้ เพราะเดือนนี้วันหยุดเยอะเหลือเกิน สำหรับใครที่เตรียมจะไปพักผ่อนสบายๆ แต่ไม่อยากไปไกลกรุงมากนัก คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ ขอพาคุณไปสแกนโรงแรมเปิดใหม่ แค่ชื่อก็สะดุดหูกับ ‘โรงแรม ณ เวลา’ โรงแรมหรูสุดคลาสสิกสไตล์ไทยโมเดิร์นในจังหวัดราชบุรี โดย ‘เกรซ พรพิไลสวัสดิ์’ กรรมการผู้จัดการ และ ‘นวรัญ พรพิไลสวัสดิ์’ กรรมการบริหาร ‘บริษัท ณาเวล่า ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด’…

บอกเลยว่าใครต้องการห้องพักหรู เปิดใหม่ เดินทางสะดวก ณ เวลา เป็นคำตอบของคุณ ด้วยห้องพักราคาเริ่มต้นไม่ถึงหนึ่งพันบาท ในช่วงเปิดใหม่แบบนี้ ถือเป็นโรงแรมหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นโรงแรมที่นำเอาศิลปะ วิถีชีวิตของชาวบ้าน มาผสมผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมการออกแบบอย่างไทยร่วมสมัย และยังพร้อมสรรพด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอันครบครัน

ก่อนเยือน เราไปส่อง 7 ข้อที่คุณต้องรู้ก่อนไป ณ เวลา มาบอกกัน!

โรงแรม ณ เวลา

เกรซ พรพิไลสวัสดิ์, นวรัญ พรพิไลสวัสดิ์

1. ซึมซับความเป็นไทย ดื่มด่ำธรรมชาติ

‘ณ เวลา’ โรงแรมหรูตั้งอยู่ใจกลางเมืองราชบุรี แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศโอโซนจากธรรมชาติ โอบล้อมด้วยวิวทุ่งนา และภูเขา กับการออกแบบของโรงแรมที่ตั้งใจให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ ตึกทั้งหมดจึงถูกออกแบบให้อยู่ในแนวราบ เพื่อทำให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสถึงความผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเน้นการออกแบบและตกแต่งอย่างไทยร่วมสมัย ด้วยการใช้เทคนิคแสงและเงา ลวดลายของผ้าพื้นเมือง นำมาสะท้อนลงบนสถาปัตยกรรมของโรงแรมได้อย่างลงตัว

สัมผัสธรรมชาติ

ตกแต่งสไตล์ไทยโมเดิร์น

2. ห้องพัก 3 แบบ 3 สไตล์ ราคาเบา คุณภาพอัดแน่น

มีห้องพักทั้งหมด 46 ห้อง ผู้มาเยือนสามารถเลือกได้ 3 แบบด้วยกัน

ห้องพักซูพีเรีย ถูกสุดช่วงโปรโมชั่นเพียง 990 บาท

‘ซูพีเรีย’ (Superior) ห้องพักแบบมาตรฐานสำหรับการเข้าพักที่เรียบง่าย จำนวน 30 ห้อง ในราคาเพียง 1,500 บาท ราคาโปรโมชั่นวันอาทิตย์-วันพฤหัสบดี 990บาท วันศุกร์-วันเสาร์ 1,300 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึงกลางปี 2559

ห้องพัก ซูพีเรีย วิท บัลโคนี

ระเบียงห้องพัก

‘ซูพีเรีย วิท บัลโคนี’ (Superior with Balcony) ห้องพักแบบมาตรฐานที่เพิ่มระเบียงในห้องพักให้ผู้มาเยือนได้ชมวิวทิวทัศน์ที่โอบล้อมโรงแรมได้แบบเป็นส่วนตัว จำนวน 8 ห้อง ในราคาเพียง 1,800 บาท ราคาโปรโมชั่น วันอาทิตย์-วันพฤหัสบดี 1,300 บาท วันศุกร์-วันเสาร์ 1,500 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึงกลางปี 2559

สวีท วิท บัลโคนี

ห้องพัก

สวีท วิท บัลโคนี’ (Suite with Balcony) ห้องพักที่มีทั้งห้องนอน และห้องรับแขกแบบส่วนตัว พร้อมระเบียงภายในห้อง จำนวน 7 ห้อง ในราคาเพียง 3,500 บาท ราคาโปรโมชั่น วันอาทิตย์-วันพฤหัสบดี 2,500 บาท วันศุกร์-วันเสาร์ 3,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึงกลางปี 2559

3. ตกแต่งห้องแบบศิลปะท้องถิ่น ราชบุรี

บอกเลยว่าคุณต้องประทับใจการตกแต่งภายในจะเป็นการผสมผสานศิลปะท้องถิ่น โดยได้หยิบยกเอาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของราชบุรี ไม่ว่าจะเป็นผ้าทอพื้นเมือง, โอ่งมังกร,  ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน รวมไปถึงหวาย นำมาดัดแปลงเป็นข้าวของเครื่องใช้สำหรับการตกแต่งภายในห้องพัก ช่วยเสริมบรรยากาศให้ห้องดูน่าสนใจและอบอุ่นยิ่งขึ้น

ภายในห้องก็มีความเป็นไทย

ภาพบรรยากาศภายในโรงแรม ณ เวลา

4. ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก

โรงแรม ‘ณ เวลา’ ยังครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่ห้อมล้อมด้วยวิวแมกไม้สุดผ่อนคลาย สวนสวยบริเวณกว้างที่สามารถเช่าจัดงานเลี้ยงได้ถึง 200 โต๊ะ รวมถึงอาคารประชุมสัมมนาขนาดใหญ่รองรับได้กว่า 1,200 คน และการบริการที่จะทำให้ประทับใจมิรู้ลืม

สระว่ายน้ำขนาดใหญ่

5. ‘ศาลาทอข้าว’ จำลองโรงทอผ้าโบราณ เสิร์ฟอาหารไทย

‘ณ เวลา’ ยังไม่ลืมที่จะใส่ใจในเรื่องอาหารการกินของผู้มาเยือน กับร้านอาหารที่อยู่ท่ามกลางสนามหญ้าที่ชื่อว่า ‘ศาลาทอข้าว’ ที่จะทำให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันอบอุ่นแต่โปร่งสบาย กับการจำลองโรงทอผ้าโบราณที่ประดับประดาด้วยกี่ทอผ้าทั่วร้านในบรรยากาศแบบไทยๆ ที่เข้ากับการเสิร์ฟอาหารแต่ละเมนูที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการปรุงด้วยวัตถุดิบอันสดใหม่ อาทิ เมนูจานเด็ดของทางร้านอย่าง น้ำพริกลงเรือ, หมูมะกรูด, ห่อหมกมะพร้าวอ่อน, ปลากะพงทอดน้ำปลา อาหารไทยรสจัดจ้านตามสไตล์ของคนไทย ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00 น.-22.00 น.

ชุดน้ำพริกกะปิ

เต้าเจี้ยวหลน

6. ติดถนนบายพาส ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวราชบุรี

‘ณ เวลา’ ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนตะโก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี บนถนนบายพาส ติดกับถนนเพชรเกษม และยังใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ โรงงานเซรามิก ‘เถ้า ฮง ไถ่’ โรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาเก่าแก่คู่เมืองราชบุรี, ‘จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว’ แหล่งรวมวิถีชีวิตและเรื่องราวของคนโบราณในจังหวัดราชบุรีสามารถเข้าชมฟรีได้ในวันพุธ-วันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น.-16.00 น., ‘วัดมหาธาตุวรวิหาร’ วัดเก่าแก่ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี เป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีพระปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงสูง 12 วา ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่พระปรางค์ เป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และนอกจากนี้ในจังหวัดราชบุรียังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย

จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว

วัดมหาธาตุวรวิหาร

โรงงานเซรามิก ‘เถ้า ฮง ไถ่’

7. อยากพัก ห้ามช้า 

เมื่อคุณต้องการการพักผ่อนได้ง่ายๆ ไม่ไกลจากเมือง จังหวัดราชบุรีถือเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ท่านจะได้ชาร์จพลังไม่ว่าจะวันหยุดยาว หรือเพียงแค่คืนเดียว โรงแรม ‘ณ เวลา’ โรงแรมหรู สุดคลาสสิกสไตล์ไทยโมเดิร์นในจังหวัดราชบุรี สามารถตอบสนองการพักผ่อนสุดผ่อนคลายที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้และภูเขาให้กับวันพักผ่อนของท่านได้อย่างแท้จริง ติดต่อจองห้องพักได้ที่ โทร. 032 206 599, 099 162 9795

เสียวใหม่ถอดด้าม! ลุย 5 สวนน้ำ ‘ใหม่กิ๊ก’ ร้องกรี๊ดรับรอง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/617773

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2559 06:05

 

ใครที่เดินออกนอกอาคารช่วงนี้ คงรู้สึกไม่ต่างกันว่ามันร้อนรุ่ม ร้อนแรง ร้อนจนแสบตัวไปหมด เหมือนกำลังถูกย่างสดยังไงยังงั้น เฮ้อ…ทำไงดี? อย่างนี้ต้องหนีร้อนไปเล่นน้ำดีกว่า แม้จะผ่านช่วงสงกรานต์มาแล้ว แต่เราก็ไปเล่นน้ำที่สวนน้ำกันก็ได้ เนอะ!

โดยเฉพาะช่วงเดือนที่ผ่านมามีสวนน้ำเปิดใหม่หลายแห่ง มีทั้งแบบไฮเอนด์และแบบราคาประหยัดสำหรับครอบครัว ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมมาให้คุณดูซิว่า จะมีที่ไหนถูกตาต้องใจคุณบ้างหรือเปล่า พร้อมแล้วตามมาทางนี้

1. เวสท์ วันเดอร์ วอเตอร์พาร์ค

เริ่มจากสวนน้ำน้องใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ฝั่งตะวันตกของไทย อย่าง West Wonder Waterpark จ.กาญจนบุรี กันก่อนเลย เปิดตัวมาวันแรกก็ดังเปรี้ยง เพราะเขาให้เข้าไปเล่นฟรีฉลองวันเปิดตัวน่ะสิ กรี๊ด! ใครไปทันช่วงนั้นคงจะฟินน่าดู ส่วนใครที่ยังไม่เคยไป ลองเวลาว่างแวะไปเล่นน้ำคลายร้อนกันได้

กรี๊ดดด..สนุกเย็นฉ่ำใจ

ที่นี่โดดเด่นด้วยเครื่องสไลด์เดอร์ที่คดเคี้ยว หวาดเสียว สนุกสนาน มีสระน้ำวนขนาดใหญ่ พร้อมเครื่องเล่นอื่นๆ อีกมากมาย บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ที่ตั้งก็อยู่ไม่ไกลจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว ส่วนการเข้าใช้บริการต่างๆ เขาใช้ระบบริสต์แบนด์แสนไฮเทค มีบริการชุดให้เช่า และโซนอาหารเครื่องดื่มอีกด้วย

บัตรเข้าสวนน้ำ ผู้ใหญ่ราคา 300 บาท เด็ก (สูงไม่เกิน 130 ซม.) ราคา 100 บาท ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ราคา 150 บาท และเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ เข้าฟรี (ค่ามัดจำริสต์แบนด์ เส้นละ 100 บาท) เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-18.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-19.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร.08-6469-3355

2. สวนน้ำรามายณะ พัทยา

มาถึงฝั่งตะวันออกกันบ้าง เป็นที่ตั้งของสวนน้ำเปิดใหม่แห่งล่าสุด แถมเป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย นั่นคือ สวนน้ำรามายณะ พัทยา ภายใต้พื้นที่ใช้สอยมากถึง 184,000 ตารางเมตร หรือเทียบเท่าสนามเทนนิส 700 สนามเลยทีเดียว ที่นี่มีเครื่องเล่นสไลเดอร์ที่มีคุณภาพระดับพรีเมียม รับรองความปลอดภัย จำนวน 50 เครื่องเล่น มีศูนย์อาหารบริการอาหารไทย และอาหารนานาชาติ ใช้การชำระเงินด้วยริสต์แบนด์

เสียววาบ เด็ดจริงๆ ที่รามายณะ

ส่วนไฮไลต์สำคัญคือ คุณภาพของน้ำในสวนน้ำนี้สะอาดมากๆ ว่ากันว่าเทียบเท่าน้ำดื่ม นำมาจากน้ำใต้ดิน ผ่านการกรองโดยเครื่องกรองน้ำคุณภาพสูง ทุกคนจะได้เล่นน้ำที่สะอาดปลอดภัยท่ามกลางวิวสวยๆ ของขุนเขา นอกจากเครื่องเล่นเจ๋งๆ แล้ว ยังมีโซนเวฟพูล คลื่นยักษ์ในสระขนาดใหญ่ โซนล่องลำธารท้าคลื่นในถ้ำและน้ำตก โซนตลาดน้ำ โซนป้อนอาหารช้าง โซนนวดแผนไทย และคิดส์โซนสำหรับเด็กๆ

โซนสำหรับเด็กๆ ที่รามายณะ

บัตรเข้าสวนน้ำ ผู้ใหญ่ราคา 990 บาท เด็กราคา 790 บาท และเด็กความสูงน้อยกว่า 90 ซม. เข้าเล่นได้ฟรีๆ จ้า เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 18.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร.0-3300-5929

3. เดอะ รีสอร์ท วอเตอร์พาร์ค

มาแถวๆ ภาคกลางกันบ้างนะจ๊ะ เราจะพาไปที่สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ใครว่าที่นี่มีแต่ฟาร์มแกะ ฟาร์มเมล่อน บ้านหอมเทียน เชยไปแล้วเจ้าค่ะ! ถ้าจะให้อินเทรนด์จริงๆ ต้องไปเล่นสวนน้ำ The Resort Waterpark มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 100 ไร่ ส่วนวิวทิวทัศน์ไม่ต้องพูดถึง สวยเหมือนเมืองในนิยาย สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกยามเย็นได้ด้วย

สนุกสนาน เย็นฉ่ำกันไปอีก

จุดเด่นของที่นี่ ไม่ได้มีแต่เครื่องเล่นสนุกๆ ในสวนน้ำเท่านั้นนะ แต่เขายังมีสวนสัตว์ สวนดอกไม้ และรีสอร์ตเก๋ๆ อย่าง เดอะ รีสอร์ท แอท สวนผึ้ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันไว้บริการอีกด้วย อ้อ! สำหรับการเข้าเล่นสวนน้ำแห่งนี้ ต้องสวมใส่ชุดว่ายน้ำเท่านั้น ซึ่งในสวนน้ำมีชุดให้เช่า ผู้หญิง 60 บาท ผู้ชาย 40 บาท (มีค่ามัดจำแยกต่างหาก)

เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-19.00 น. สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวนน้ำหรือสำรองห้องพัก โทร.08-1763-9031, 08-1763-9336

4. ทุ่งสง วอเตอร์พาร์ค

เดินทางมาถึงภาคใต้กันบ้าง หลายคนอาจคิดว่าทางใต้มีทะเลสวยๆ ตั้งเยอะแยะ ไม่เห็นต้องมีสวนน้ำเลย แต่เดี๋ยวก่อน! เล่นน้ำทะเลกับเล่นสวนน้ำมันไม่เหมือนกันนะเออ! เอาเป็นว่าใครชอบแนวไหนก็จัดไปจ้า ส่วนสวนน้ำแห่งนี้จะบอกว่าดีงามมากๆ เพราะเป็นสวนน้ำน้องใหม่ของ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ที่สวยงาม สดใหม่ เครื่องเล่นเจ๋งๆ เพียบ

ชมคลิปที่นี่

โห…สวย อลังการงานสร้างไปอีก

การเข้าเล่นสวนน้ำแห่งนี้ ควรสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น เลคกิ้ง หรือชุดว่ายน้ำก็ได้ แต่ห้ามใส่กางเกงยีนส์ และห้ามชุดมีกระดุม ซิป หมุด และสีไม่ตกนะจ๊ะ แถมมีร้านอาหารอยู่ด้านหน้าสวนน้ำด้วย สะดวกสบายไปอีก ช่วงนี้เขามีโปรโมชั่นด้วยนะ นั่นคือ โปรโมชั่นยกก๊วน มา 5 จ่าย 4 เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 2559 โดยโปรนี้ไม่นับรวมเด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 90 ซม. และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เพราะเข้าฟรีอยู่แล้ว และสามารถใช้ร่วมกับบัตรสมาชิกได้ส่วนลดเพิ่มอีก 10%

เครื่องเล่นแจ่มแจ๋วสุดๆ อะ

บัตรผู้ใหญ่ราคา 299 บาท เด็กสูง 91-140 ซม. ราคา 199 บาท ส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และเด็กส่วนสูงต่ำกว่า 90 ซม. เข้าฟรี เปิดบริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00 – 19.00 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30-19.30 น. (จ่ายครั้งเดียวเล่นได้ทุกอย่าง ไม่จำกัดเวลา)

5. จูราสสิค วอเตอร์ พาร์ค

ปิดท้ายกันที่สวนน้ำใกล้ๆ กรุงเทพฯ อีกหนึ่งแห่ง นั่นคือ Jurassic Water Park จ.นครปฐม เป็นสวนน้ำผสมผสานกับธีมพาร์คไดโนเสาร์ เหมาะสำหรับเด็กๆ และทุกคนในครอบครัว มีไดโนเสาร์ให้ชม 23 ตัว กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ของสวนน้ำ

พาเด็กๆ มาคลายร้อน

นอกจากนี้ก็มีเครื่องเล่นต่างๆ ที่เน้นความปลอดภัย เหมาะสำหรับเด็กๆ เพราะไม่ค่อยมีเครื่องเล่นที่ผาดโผนมากเกินไป สนนราคาสำหรับผู้ใหญ่ 299 บาท ส่วนเด็กความสูง 91-140 ซม. ราคา 200 บาท เด็กที่ต่ำกว่า 90 ซม. เข้าฟรี ให้บริการทุกวัน วันจันทร์-วันพฤหัสบดี เวลา 11.00-20.00 น. วันศุกร์-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-21.00 น.

เป็นไงบ้าง หวังว่าสวนน้ำเหล่านี้คงเป็นทางเลือกดับร้อนให้คุณและครอบครัวได้ไม่มากก็น้อย แต่ที่สำคัญก่อนออกกลางแจ้งอย่าลืมทาครีมกันแดด และหลังเล่นน้ำเสร็จก็อาบน้ำให้สะอาด เช็ดตัวและผมให้แห้ง รักษาสุขภาพกันด้วยนะจ๊ะ.
ที่มาภาพบางส่วน : ramayanawaterpark, ทุ่งสงวอเตอร์พาร์ค

คุ้มค่า ‘เสี่ยงตาย’ เส้นทาง ‘รถไฟสายมรณะ’ กาญจนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/617116

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ค. 2559 06:05

 

นานๆ จะออกนอกเมืองสักที เธอบอกผมแบบนั้น จุดมุ่งหมาย คือ การชมวิว เส้นทางรถไฟสายมรณะ จริงๆ คือ สถานีถ้ำกระแซ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ทางรถไฟเก๋ตรงที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำ คล้ายสะพานแขวน เลียบกับชะง่อนเขา 

เธอเล่าอย่างออกรสว่า คนพื้นที่เล่าว่ารถไฟจะมาวันละ 2 รอบ เช้า-เที่ยง นาฬิกาข้อมือบอกเวลา 11 นาฬิกา รถไฟยังไม่มา จึงตัดสินใจเดินไต่รางรถไฟหวังจะไปถ่ายรูปสวยๆ แต่แล้ววินาทีหวาดเสียวก็เริ่มขึ้น เมื่อสองเท้าต้องก้าวไปตามร่องไม้หมอนที่เว้นระยะห่างๆ พอที่ตัวคนจะลอดหล่นไปได้ 2 ตาต้องจ้องเป้าหมายอย่าให้พลาด บางช่วงมีแผ่นเหล็กรองไว้ให้แต่ไร้หมุดใดๆ ตรึง ระยะทาง 400 เมตร

“ระหว่างที่กำลังลุ้นให้เดินถึงปลายทางอย่างใจจดใจจ่อ จู่ๆ คนงานตะโกน ‘รถไฟมา’ ตอนนั้นตกใจและหันไปถามย้ำเพราะยังไม่ถึงเวลา จึงรีบเดินแต่ก็อยากได้ภาพสวยๆ สุดท้ายเดินหาที่หลบรถไฟได้ แถมยังคว้ามือถือขึ้นมากดรัวๆ เก็บภาพรถไฟที่วิ่งเข้ามาใกล้ๆ ก่อนเข้าไปกราบพระในถ้ำกระแซ ขากลับมีให้ลุ้นอีกรอบ จู่ๆ รถไฟก็มาอีกครั้ง คราวนี้เราอยู่ในที่ปลอดภัย ถ่ายภาพรัวๆ”

ถ่ายให้คุ้มกับเหงื่อที่เสียไป เธอบอกแบบนั้น ก่อนเดินฝ่าเปลวแดด ลุ้นกับการก้าวข้ามไม้หมอนกลับอีกรอบ แต่ก็สนุกและตื่นเต้นมากมาย

ภาพเล่าเรื่องสัปดาห์นี้ ‘กาญจนา ปลื้มจิตต์’ สาวเก่งจากไทยรัฐทีวี เก็บภาพและเรื่องราวน่ารักมาฝากกัน เป็นภาพสวยงามและน่าเดินทางไปเก็บประสบการณ์ เก็บภาพเป็นเรื่องราวความประทับใจเก็บใส่กระเป๋า เก็บลงหัวใจของใครของมันกัน.

รถไฟแล่นช้าๆ เมื่อถึงจุดที่จะข้ามสะพานเลียบหน้าผา ค่อยๆ ลอดพุ่มไม้ออกมา

ขบวนยาวแล่นเลียบเขา ด้านล่างเป็นแม่น้ำแคว อันกว้างใหญ่

ทางรถไฟมองจากด้านล่าง

ความสูงประมาณนี้

รู้ไว้ใช่ว่า

เส้นทางรถไฟสายมรณะเริ่มต้นจากสถานีชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านจังหวัดกาญจนบุรีข้ามแม่น้ำแควใหญ่ โดยสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไปทางทิศตะวันตกจนถึงด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อให้ถึงปลายทางที่ประเทศพม่า ทางรถไฟสายมรณะมีความยาวราวๆ 415 กิโลเมตร เป็นทางรถไฟอยู่ในเขตประเทศไทยประมาณ 303.95 กิโลเมตร และอยู่ในเขตพม่า 111.05 กิโลเมตร มีสถานีจำนวน 37 สถานี

ทางรถไฟสายนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรและกรรมกรชาวเอเชียที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้าง เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า ปัจจุบันเส้นทางนี้ไปสุดปลายทางที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตก ระยะทางจากสถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตก เป็นระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดเดินรถบนเส้นทางนี้ทุกวัน และจัดรถไฟขบวนพิเศษสายกรุงเทพฯ – น้ำตก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ จุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากคือ ช่วงสะพานข้ามแม่น้ำแคว และช่วงโค้งมรณะหรือถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นสะพานโค้งเลียบแม่น้ำแควน้อย ยาวประมาณ 400 เมตร

 

มนตร์เสน่ห์แห่งศิลปะที่อบอวลไปทั่วเกาะนาโอชิมะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616407

โดย GQ Thailand 15 พ.ค. 2559 16:01

 

หลังจากที่เสิร์ชหาข้อมูลของนาโอชิมะ (Naoshima) เกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่นที่มีความโดดเด่นด้านศิลปะ ผลงานประติมากรรมฟักทองอันเลื่องชื่อของยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusama) ตัวแม่ของศิลปะแนวป๊อปอาร์ต ซึ่งเป็นศิลปินคนโปรดของเรา ก็ผุดขึ้นมาตามเว็บต่างๆ มากมาย ไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน เรากดจองตั๋วเครื่องบิน และเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า พร้อมกับใจที่ออกทะยานไปสู่น่านฟ้าของโอซาก้าแล้วในวินาทีนั้น

อันที่จริงแล้วเรากับนาโอชิมะทำความรู้จักกันอย่างผิวเผินผ่านปากต่อปากของคนที่เคยไปเยือนเกาะศิลปะแห่งนี้มาก่อน เราเริ่มมาทำความรู้จักกันอย่างจริงจังหลังจากที่จะเตรียมเดินทางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ยิ่งทำการบ้านอย่างหนักกับทริปที่ถูกครีเอทขึ้นมาสำหรับชมงานศิลปะโดยเฉพาะ ก็ค้นพบว่าเกาะนาโอชิมะตั้งอยู่ในเขตจังหวัดคางาวะ (Kagawa) ภูมิภาคชิโกะคุ (Shikoku) เคยเป็นเกาะที่มีหมู่บ้านของชาวประมงและทำนาเกลือมาก่อน แต่หลังๆ มาถูกนายทุนใหญ่ใช้เป็นแหล่งทำอุตสาหกรรมขนาดหนักจนเกิดเหตุการณ์สารเคมีรั่วไหลลงทะเล ทำให้ระบบนิเวศรอบด้านทรุดโทรมมาก ชาวบ้านอพยพออกจากเกาะกลายเป็นเกาะร้างอยู่หลายปี

ในที่สุด Benesse Corporation องค์กรเอกชนที่เชี่ยวชาญในการดูแลพิพิธภัณฑ์ศิลปะได้เข้ามาพลิกโฉมให้เกาะที่เคยเสื่อมโทรมในอดีตกลับมามีชีวิตที่เต็มไปพลังแห่งศิลปะ โดยการสร้างโมเดิร์นอาร์ตมิวเซียม มีงานประติมากรรมที่เป็นพับลิกอาร์ตอยู่รอบๆ เกาะ รวมไปถึงโรงแรมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิดที่ให้งานศิลปะ ชุมชน และธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ทำให้มวลของศิลปะปกคลุมไปทั่วทั้งเกาะนาโอชิมะ

สำหรับการเดินทางที่แสนสะดวกและรวดเร็วที่สุด เราขอแนะนำให้เลือกมาลงที่สนามบินคันไซ ค้างหนึ่งคืนแล้วค่อยนั่งชินกันเซ็งจาก Osaka Station ต่อมายัง Okayama-shi จากนั้นให้เปลี่ยนสายรถไฟเป็นโลคัลไลน์ต่อมายังท่าเรือ Uno จากท่าเรือใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาที เฟอร์รี่ลายโพลก้าดอทก็พาเราเทียบท่าสู่เกาะนาโอชิมะ พร้อมๆ กับประติมากรรมฟักทองสีแดง ผลงานของยาโยอิ ศิลปินตัวแม่ที่ทำให้ลาย Dot Infinity โด่งดังไปทั่วโลก (ขนาดที่ว่าแบรนด์ระดับท็อปอย่างหลุยส์ วิตตอง ที่ตอนนั้นอยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของครีเอทีฟไดเรคเตอร์สุดจีเนียส มาร์ค จาคอบส์ ยังชวนเธอมา Collaboration คอลเลกชั่นเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่ รวมไปถึงดิสเพลย์ร้านสุดน่าทึ่งมาแล้ว)

ต้องบอกเลยว่าแม้นาโอชิมะเป็นเกาะที่อยู่บริเวณทะเลในเซโตะ ซึ่งถูกขนานนามว่ามีบรรยากาศไม่ต่างไปจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยหาดทรายสีขาวที่ทอดยาวไปจนสุดสายตาและน้ำทะเลใสแจ๋ว แต่อากาศในช่วงหน้าหนาวก็เรียกว่าเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ใครที่คิดจะจัดเอาเสื้อผ้าบางเบาไปนั้นควรเช็กสภาพอากาศตอนไปให้ดี ถ้าคิดจะหาซื้อบนเกาะถือเป็นความผิดอย่างมหันต์ เราแนะนำให้เตรียมแจ็กเก็ตบอมเบอร์ บีนนี่ ผ้าพันคอ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะช่วยปกป้องคุณจากความหนาวมาด้วย เพราะบนเกาะนอกจาก 7-Eleven จะปิดทำการในเวลาสี่ทุ่มตรงแล้ว ของกินอย่างอื่นบนเกาะยังเรียกได้ว่าหายากสุดๆ เนื่องจากร้านอาหารและคาเฟ่มีน้อย ทั้งยังมีช่วงเวลาการเปิด-ปิดที่แตกต่างกันออกไป

การคมนาคมบนเกาะนาโอชิมะ นิยมใช้จักรยานเป็นพาหนะในการปั่นไปชมงานศิลปะ และอาร์ตมิวเซียมรอบๆ เกาะเป็นหลัก แต่เนื่องจากเรามีเวลาไม่มาก จึงตัดสินใจขึ้นรถบัสมุ่งหน้าไปที่ Benesse House Museum ก่อนเป็นที่แรก ซึ่งนอกจากจะทำให้เราเต็มอิ่มและเพลิดเพลินไปกับศิลปะการจัดวาง งานเพ้นท์ติ้ง แสงเงาธรรมชาติที่ช่วยสร้างมิติให้กับพื้นที่ภายในได้อย่างลงตัว ไปจนถึงไฮไลต์อย่างงาน 100 Live and Die ของ Bruce Nauman งานไลท์ติ้งสีนีออนที่ว่าด้วยการมีชีวิตอยู่และการตาย

ส่วนที่ฟินที่สุดต้องยกให้กับงานสถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบให้อยู่ร่วมกับบริบทรอบด้านได้อย่างเหมาะเจาะ ด้วยรูปแบบของตึกคอนกรีตเปลือยที่แฝงตัวอยู่กับธรรมชาติอันเงียบสงบ และมีการใช้แสงธรรมชาติมาช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับสเปซ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็น ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) สถาปนิกมือฉมังคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนออกแบบสถาปัตยกรรมนี้ และอีกหลายๆ มิวเซียม โรงแรม และโรงเรียนบนเกาะ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ห้ามถ่ายรูปตามธรรมเนียมของญี่ปุ่น!!

หลังจากที่ใช้เวลาในวันแรกหมดไปกับการดื่มด่ำผลงานศิลปะใน Benesse House Museum เรารีบตื่นเช้าในวันที่สอง เพื่อไปต่อที่ Chichu Art Museum พิพิธภัณฑ์ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่ง ด้วยความที่ภายใน Chichu เต็มไปด้วยผลงานของศิลปินตัวท็อปของโลกอย่าง Claude Monet จิตรกรแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ Walter de Maria ศิลปินซูปเปอร์สตาร์ที่โดดเด่นในเรื่องผลงานแบบมินิมัลลิสต์ และ James Turrell ศิลปินชาวอเมริกันที่เจนจัดในเรื่องการแสดงงานที่ใช้แสง สี และสเปซมาเชื่อมโยงถึงกัน ทำให้ที่นี่มีคนต่อคิวเพื่อซื้อตั๋วเข้าไปชมงานด้านในเป็นจำนวนมาก และถึงแม้ว่าจะได้เข้าไปข้างในแล้ว พื้นที่แสดงงานของศิลปินแต่ละคนก็ยังต้องต่อคิวเข้าไปชมด้วย

โดยทางมิวเซียมจะกำหนดให้เข้าชมได้รอบละ 6-7 คนเท่านั้น ใครที่อยากมาที่นี่จริงๆ จึงอยากแนะนำว่าให้มาตั้งแต่เช้า ยิ่งมาก่อนเวลามิวเซียมเปิดได้ยิ่งดี สำหรับคนที่ชอบงานของทาดาโอะรับประกันเลยว่าที่นี่จะทำให้คุณเต็มอิ่มกับซิกเนเจอร์ของเขาอย่างแน่นอน

หลังจากเสียเวลาพักใหญ่ เดินเล่นและดำดิ่งไปกับมวลแห่งศิลปะอยู่ภายใน Chichu Art Museum โดยปราศจากเสียงแชะของกล้องถ่ายรูปมารบกวนให้ระคายหู เราเริ่มคิดว่าการห้ามถ่ายรูปมันดีตรงที่ทำให้คนโฟกัสกับงานศิลปะที่อยู่ตรงหน้าได้จริงๆ ทั้งยังสร้างเสน่ห์และมูลค่าให้กับงานศิลปะได้อย่างมหาศาล

หลังจาก Chichu Art Museum แล้วเรามุ่งหน้าต่อไปที่ Ando Museum โดยภายในพิพิธภัณฑ์เป็นการนำเอาบ้านเก่ามาดัดแปลงให้เป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงงานหลายๆ ชิ้นของทาดาโอะมีทั้งแปลน โมเดล และภาพถ่าย ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ในการเชื่อมโยงองค์ประกอบของธรรมชาติ พื้นที่ว่าง แสงสว่าง และรูปทรงเรขาคณิตได้อย่างลงตัว นอกจากผลงานในสไตล์ Less Is More จะทำให้เราทึ่งได้ การยกเอาผนังปูนเปลือย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในงานออกแบบของสถาปนิกระดับโลกมาอยู่ในบ้านเก่า ทำให้เกิดการคอนทราสต์ระหว่างวัสดุเก่ากับใหม่ที่ตัดกันอย่างสุดขั้วแต่เข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะ Ando Museum จึงเป็นอีกสถานที่ที่คนเรียนสถาปัตย์ หรือคนที่หลงใหลในงานดีไซน์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เสร็จจาก Ando Museum เราใช้เวลาที่เหลือนั่งรถไปชมประติมากรรมฟักทองสีเหลือง ซึ่งเป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งของยาโยอิที่อยู่บริเวณท้ายเกาะ งานนี้บอกเลยว่าต้องใช้ความสามารถในการถ่ายภาพเป็นอย่างมากที่จะไม่ให้ติดผู้คน เพราะเสมือนเป็นอีกแลนด์มาร์คที่มีคนพลุกพล่านและไปชมอยู่ตลอดเวลา

วันสุดท้ายก่อนกลับโอซาก้า เราตัดสินใจข้ามเรือไปที่เทชิมะ (Teshima) เกาะศิลปะอีกหนึ่งเกาะที่อยู่ใกล้กับนาโอชิมะ ซึ่งเต็มไปด้วยอาร์ตมิวเซียมไม่ต่างกันเลย ที่ไม่ควรพลาดคือ IL Vento เป็นที่ใช้แสดงผลงานของ Tobias Rehberger ศิลปินคอนเทมโพรารี และนักออกแบบอินสตอลเลชั่นอาร์ตชาวเยอรมัน ที่มีเอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยแนวคิดที่ไม่หยุดนิ่งของรูปทรง โดยเล่นกับลวดลายกราฟิกทั้งลายเส้นและลายโพลก้าดอท สีสันและเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกนำมาจัดวาง ทำให้สเปซไม่หยุดนิ่งและดูไม่น่าเบื่อ (คอแฟชั่นเองคงเคยได้ยินหรือคุ้นๆ กับชื่อของ Tobias มากันบ้างแล้ว เพราะเขาได้ Collaboration คอลเลกชั่นพิเศษ MCM x Tobias Rehberger Limited Edition Collection ในโอกาสครบรอบ 40 ปีของแบรนด์กระเป๋า MCM และยังเปิด POP Up Art Space ที่หน้าร้าน MCM ในห้าง ดิ เอ็มควอเทียร์)

เพื่อให้คนได้สัมผัสกับงานของเขากันอย่างใกล้ชิดด้วย IL Vento ไม่เพียงมีส่วนที่เป็นงานของอาร์ติสต์ตัวท็อปแต่พื้นที่ด้านหลังได้ถูกแบ่งสเปซให้เป็นคาเฟ่เท่ๆ ซึ่งน่าเสียดายมากในวันที่เราไปนั้นส่วนของคาเฟ่ปิด สำหรับไฮไลต์ของเกาะเทชิมะ อีกที่หนึ่ง ต้องยกให้พิพิธภัณฑ์หยดน้ำ หรือ Teshima Art Museum ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Ryue Nishizawa ที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของหยดน้ำที่ถูกตึงรูปให้ไหลไปตามแนวพื้นด้วยแรงตึงผิว ซึ่งเชื่อมโยงถึงงาน Rei Naito ได้อย่างเหมาะเจาะที่สุด ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่ใช้แสดงงาน ซึ่งต้องต่อคิวเข้าชมในจำนวนจำกัดและงดการใช้เสียงเพื่อให้คนได้ดื่มด่ำกับงานศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์ให้กลมกลืนกับธรรมชาติ ไปจนถึงพื้นที่ส่วนคาเฟ่ที่รังสรรค์ขึ้นมาในคอนเซปต์เดียวกัน

เรายังใช้เวลาเดินเล่นอยู่บนเกาะเทชิมะอีกพักใหญ่ และตัดสินใจขึ้นเรือเที่ยวสุดท้ายกลับมาเอากระเป๋าที่นาโอชิมะแล้วขึ้นรถไฟต่อไปทำภารกิจช็อปปิ้งที่โอซาก้า ถ้าเป็นคนที่ชอบแต่งตัวสไตล์สตรีทแวร์แล้ว บอกเลยว่า Kindle Store ร้านขายเสื้อผ้ามือสองที่อยู่บริเวณย่านนัมบะ คือขุมทรัพย์ที่เต็มไปด้วยไฮสตรีทแบรนด์มือสองสภาพใหม่เอี่ยมไม่ว่าจะเป็น Supreme, Undercover, Wtaps, Neighborhood, United Arrows, Visvim, Deus ex Machina และ A Bathing Ape

ส่วนคนที่ชอบไฮแบรนด์ก็ไม่ต้องผิดหวังเพราะมีแบรนด์อย่าง MMM, Balmain, Raf Simons, Dior และ Barbour ให้คุณได้ช็อปอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะใครเป็นไบเกอร์สายสตรีทแล้ว รับรองเลยว่าคุณจะต้องใช้เวลาอยู่ในร้านพักใหญ่ เพราะทั้งแจ็กเก็ตไบเกอร์และบอมเบอร์ที่ราคาดีเหลือเชื่อนั้น เป็นแม่เหล็กดึงดูดชั้นดีทีเดียว ส่วนของดีอีกอย่างแถวนัมบะที่คนรักสนีกเกอร์ห้ามพลาดคือร้าน Nike ที่มีความพิเศษตรงที่เราสามารถคัสตอมรองเท้าได้เอง และรองเท้าคู่นั้นก็จะมีแค่คู่เดียวบนโลกด้วย

วันสุดท้ายก่อนกลับ เราใช้เวลาที่เหลือไปกับการดูปลาที่ Osaka Aquarium Kaiyukan ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รวบรวมสิ่งมีชีวิตกว่า 600 สายพันธุ์ให้มาอยู่รวมตัวกันภายใต้การจัดตู้ดิสเพลย์ขนาดใหญ่ ทั้งเพนกวิน ฉลามวาฬ แมวน้ำ ปลากระเบน โลมา แมงกะพรุน และอื่นๆ ที่พร้อมจะทำให้หัวใจคุณพองโตขึ้นไม่แพ้เด็กๆ Aquarium Kaiyukan เป็นสถานที่ที่ทำให้เราปิดทริปการเดินทางครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราพร้อมจากโอซาก้ากลับมายังกรุงเทพฯ ด้วยพลังงานและแรงบันดาลใจมหาศาล!!!

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

หนีร้อนไปดำน้ำดูวาฬที่ เกาะทะลุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/619330

โดย แบกกล้องเที่ยว 14 พ.ค. 2559 16:02

 

สวัสดีท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่านอีกครั้งครับ ช่วงนี้อากาศบ้านเราก็ยิ่งร้อนขึ้นๆ วันนี้ก็เลยจะพาทุกๆ ท่านไปคลายร้อนกันที่ เกาะทะลุ อยู่ไม่ไกลจาก กทม. แค่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เองครับ อยู่ฝั่งอ่าวไทย แต่เกาะนี้สวยงามไม่แพ้เกาะฝั่งอันดามันเลย

การเดินทาง เราเริ่มต้นจากเส้นทางถนนสายเพชรเกษม 4 เลน จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่สุดเขตภาคกลาง ณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากถนนเพชรเกษมเลี้ยวซ้ายไป 10 กิโลเมตร เจอตลาดสด พอเห็นสัญญาณไฟจราจร เลี้ยวขวาไปอีก 10 กิโลเมตร ก็จะถึงท่าเรือ

เมื่อขับมาถึงบริเวณท่าเรือแล้ว เราก็ขนของลงจากรถ แล้วจอดรถทิ้งไว้บริเวณท่าเรือบ้านมะพร้าว พร้อมเดินทางต่อกับบริการเรือเร็วของบ้านมะพร้าว – เกาะทะลุ เพียง 20 นาที จากฝั่งทะเล ก็จะได้สัมผัส “เกาะทะลุ” ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และความเขียวขจีของป่าดิบชื้น ความร่มรื่นของทิวมะพร้าวทอดแนวความยาว 2 กิโลเมตร บนพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ แถมด้วยหาดทรายละเอียดสีขาว น้ำทะเลสีเขียวมรกตใส และยังเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลอีกด้วยครับ

เกาะทะลุเป็นเกาะขนาดเล็กอยู่กลางอ่าวไทย มีเนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ ลักษณะสัณฐานคล้ายรูปวาฬตัวมหึมา หันด้านหน้าชายหาดเข้าหาฝั่งแผ่นดิน ด้านหลังเป็นหน้าผาสูง แนวสันเขาทอดยาวจากทิศเหนือจรดใต้ มีหาดทรายขาวสะอาด 3 อ่าว ได้แก่ อ่าวใหญ่ อ่าวมุก และอ่าวเทียน ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ทำการเกษตรสวนมะพร้าว และบริเวณรอบๆ เกาะทะลุยังเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรทางทะเลสูง

แนวปะการังที่เคยเสื่อมโทรมจากการทำประมงโดยใช้ระเบิดกลับฟื้นคืนชีวิต สร้างสีสันดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาชื่นชมความสวยงามของโลกใต้ท้องทะเลอ่าวไทย

ส่วนเรื่องที่พักนั้นราคาก็มีให้เลือกหลากหลาย ลองหากันตามความชอบจากในอินเทอร์เน็ตได้เลย แต่ที่ห้ามพลาดก็คือการดำน้ำเพราะที่นี่เป็นแหล่งดำน้ำสวยระดับต้นๆ ของประเทศเลยทีเดียว และที่สำคัญเกาะทะลุสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปีเลย ใครโชคดีก็จะได้เห็นโลมากับวาฬบรูด้า โผล่มาทักทายก็ได้นะ…แล้วไปแบกกล้องเที่ยวกันอีกสัปดาห์หน้าครับ

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.itravelhip.com
www.facebook.com/baagklong

ราคาเบาๆ กระเป๋าไม่ฉีก! เสิร์ฟ 9 โปรโมชั่นดี๊ดี Sale จัดหนักอย่าพลาด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/619314

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ค. 2559 06:05

 

ร้อนๆ อย่างนี้ ไปเดินเล่นตากแอร์เย็นฉ่ำในห้างดีกว่า! พร้อมกับต้อนรับสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม 2559 ด้วยงานสินค้าลดราคาอีกแล้วจ้า มาเจอกันคราวนี้ เราสรรหาโปรโมชั่นเด็ดๆ มาเสิร์ฟเช่นเคย

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปชม 9 โปรโมชั่นเด็ด ทั้งงานลดราคาสินค้า แพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้ม ราคาเบาๆ กระเป๋าไม่ฉีก และยังมีโปรตั๋วเครื่องบินสุดคุ้มด้วยนะ ใครพร้อมที่จะเที่ยวแบบประหยัดงบ เชิญทางนี้!

1. โปรตั๋วแอร์เอเชีย ลดสูงสุด 50%

ตั๋วบิน แอร์เอเชีย ลดราคาสุดๆ

วันนี้ – 15 พ.ค. 2559 สายการบินไทยแอร์เอเชีย ร่วมส่งเสริมแคมเปญ วันธรรมดาน่าเที่ยว จัดโปรโมชั่นพิเศษลดราคาตั๋วเครื่องบินสูงสุด 50% สำหรับเส้นทางบินในประเทศ โดยสามารถจองได้แล้วตั้งแต่วันนี้ และเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. – 30 ก.ย. 2559 (เฉพาะเดินทางในวันจันทร์-พฤหัสบดีเท่านั้น) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.airasia.com

2. HUMAN RUN 2016

ไปวิ่งกัน!

วันนี้ ชวนคนรักการวิ่งเข้าร่วมงานมหกรรมวิ่ง ที่นักวิ่งตั้งตารอคอย “Tigerplast Presents HUMAN RUN 2016” ณ สนามฟุตบอล ม.ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โดยเปิดให้ลงสมัครเข้าร่วมแล้ววันนี้ และ ร่วมงานวันจริงได้ในวันอาทิตย์ที่ 28 ส.ค. 2559 ปล่อยตัว ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

มี 3 ระยะทางให้เลือก ฟันรัน 5 กิโลเมตร, มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร วิ่งท่ามกลางสถาปัตยกรรมที่งดงามของเกาะรัตนโกสินทร์ ผ่านสถานที่สวยงามมากมาย อย่าง สนามหลวง วัดพระแก้ว สะพานพระปิ่นเกล้า เสาชิงช้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนพระอาทิตย์ สะพานพระราม 8 ฯลฯ สมัครที่ www.gotorace.com

3. วันธรรมดาน่าเที่ยว

ไปช็อปแพ็กเกจเที่ยวถูกๆ กัน

วันนี้ – 15 พ.ค. 2559 ชวนคนชอบเที่ยวราคาประหยัด มาซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวถูกๆ สุดคุ้มในงาน “วันธรรมดาน่าเที่ยว” ณ อาคาร ซี ชั้น 1-2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 10.00 – 20.00 น. ภายในงานพบกับ แพ็กเกจท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน สนามกอล์ฟ ที่พัก โรงแรม รีสอร์ต สปา ทรีตเมนต์ ร้านอาหาร มาร่วมกันมอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้เข้าร่วมงาน ด้วยส่วนลด 30-50% และสิทธิพิเศษสำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจ

มีไฮไลต์สำคัญคือ “Outdoor Fest 2016” กับแคมเปญ “ร้อยเดียว ก็เที่ยวได้” โดยมีกติกาง่ายๆ เพียงผู้เข้าร่วมงานซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวภายในงานครบ 5,000 บาท/วัน/คน/1 ใบเสร็จ รับสิทธิลุ้นแลกซื้อที่พัก หรือตั๋วเครื่องบินสายการบินในประเทศ หรือสินค้าและบริการอื่นๆ ได้ในราคา 100 บาท (1 ใบเสร็จ ต่อ 1 สิทธิ ต่อคน ต่อวัน) วันละ 500 รายการ

4. Summer Sale

กระเป๋าเดินทางลดราคาจ้า

วันนี้ – 17 พ.ค. 2559 ชวนไปช้อปสินค้าลดราคาในงาน “Summer Sale” ณ ลานเบลสแควร์ The Paseo Park กาญจนาภิเษก ภายในงานพบกับ สินค้ากระเป๋าเดินทางราคาพิเศษ แบรนด์ Christsiano หลายรุ่นหลายขนาด ขนมาเลือกกันแบบจุใจ ใครกำลังมองหากระเป๋าเดินทางคุณภาพดีระดับแบรนด์เนมอย่างนี้ ห้ามพลาด

5. ซิกซอนสปอร์ต ลด 80%

สินค้ากีฬาเชิญทางนี้

วันนี้ – 14 พ.ค. 2559 ชวนมาช็อปสินค้ากีฬาต่างๆ ในงาน “ซิกซอนสปอร์ต” ณ ห้าง Thaniya Plaza ชั้น G
 ภายในงานพบกับ สินค้าพิเศษของบริษัท ซิกซอน สปอร์ต (ประเทศไทย) ขนมาลดราคาพิเศษสุดๆ พบกับส่วนลด ON TOP และสินค้าอื่นๆ ลดสูงสุดถึง 80% รวมถึงสินค้าราคาพิเศษอีกมากมาย เช่น XXIO8 ลด 50% จากราคาปกติ, เสื้อผ้า รองเท้าในราคาพิเศษ อีกทั้ง ยังมีโปรโมชั่นมากมายเฉพาะในงานเท่านั้น สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2631-1441

6. Central Watch Fest 30%

กรี๊ด! นาฬิกาหรู ราคาสุดคุ้ม

วันนี้ – 15 พ.ค. 2559 คนรักนาฬิกาข้อมืออย่าพลาดงาน “Central Watch Fest” ณ พื้นที่โปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ภายในงานพบกับ การรวบรวมนาฬิกาแบรนด์ดังเลอค่า ขนมาลดราคาจัดเต็ม 10% – 30% (สินค้าราคาปกติ) และลดเพิ่มสูงสุด 12.5% เมื่อใช้คะแนนบัตร The1Card พร้อมรับสิทธิผ่อน 0% เมื่อช็อปตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2101-0000

7. Bulldog Jeans Amfine & Becco 80%

ช็อปเสื้อผ้าสวยๆ สาวๆ ห้ามพลาด

วันนี้ – 18 พ.ค. 2559 ชวนขาช็อปสายยีนส์ มาช็อปกระจายในงาน “Bulldog Jeans Amfine & Becco” ณ บริเวณ V-Square ชั้น 1 พบกับเสื้อผ้าแฟชั่น และเสื้อผ้ายีนส์ ในราคาลดสูงสุดถึง 80% พิเศษ ช็อปครบ 2,000 บาท รับฟรีทันทีเสื้อ Bulldog Jeans มูลค่า 590 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2756-8217-9

8. โยเกิร์ตสดเพื่อสุขภาพ

มาชิมของใหม่ได้สุขภาพดี

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชวนคนรักสุขภาพมาลองชิม “LAC Yoghurt” โยเกิร์ตสด ผลิตจากน้ำนมโคสด 95.99% ผ่านกระบวนการหมักและผลิตที่ดี ไม่ผ่านความร้อนสูง น้ำตาลน้อย รสชาติอร่อยเข้มข้น มีกรด Lactic ช่วยย่อยโปรตีนและแคลเซียมในนม มีจุลินทรีย์พรีไบโอติกช่วยปรับความสมดุลในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ วิตามินบีสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มภูมิต้านทานโรค ลดไขมันในเส้นเลือด

วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ ฟู้ดแลนด์, แมกซ์แวลู, กูร์เมต์มาร์เก็ต, โฮมเฟรชมาร์ท, แฟมมิลี่มาร์ท, ร้านโกลเด้นเพลส ,เลมอนฟาร์ม, ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต, ยูเอฟเอ็ม ฟูจิ และร้านเพื่อสุขภาพชั้นนำทั่วประเทศ ราคา 25 บาท อยากทราบโปรโมชั่นช่วงนี้สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08-6349-2436

9. มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ Archive by Alexa

เสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ สวยหรูดูดี

วันนี้ – 15 พ.ค. 2559 ชวนสาวกมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ มาช็อปเสื้อผ้าแฟชั่นเรียบหรูดูดี กับคอลเลกชั่นพิเศษ “Archive by Alexa” ในงาน “Marks & Spencer Archive by Alexa Chung Collection” โดยมีการออกแบบพิเศษที่นำเอกลักษณ์ดั้งเดิมของแบรนด์มาออกแบบให้ร่วมสมัยมากขึ้น

สำหรับแฟนพันธุ์แท้มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ ที่อยากสนุกกับการแต่งตัวตามแฟชั่นไอคอน สามารถพบเสื้อผ้าคอลเลกชั่นพิเศษ “อาร์ไคฟ์ บาย อเล็กซา ชัง” สามารถช็อปออนไลน์ก่อนใคร ได้ที่ http://www.central.co.th/list/marks-and-spencer-by-alexa-chung?page=1 แล้วยังสามารถมาช็อปกันต่อเนื่องอีกรอบได้ที่ ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ และศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า ชั้น 1

งานวันเปิดตัว อลังการ!

ที่มาภาพบางส่วน :wonderfulthailandthepaseobytbnsrixonsportsthailand

CentralPlazaChaengwattanaImperialWorldSamrong

 

จิบเบียร์ “ชิงเต่า” เคล้ากลิ่นอายเยอรมัน ในวันเริ่มต้นแห่งมิตรภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/619701

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ค. 2559 05:01

 

แกรนด์เมอร์เคียว ชิงเต่า…โรงแรมที่มีวิวทะเลทุกห้อง

โบอิ้ง 777-200 ของสายการบินนกสกู๊ต เที่ยวบินที่ XW086 นำเราสู่ท่าอากาศยานชิงเต่าหลิ่วถิง อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์พอร์ต (Qingdao Liuting International Airport) ในช่วงค่ำคืนของฤดูหนาว หลังจากที่หลับสบายกับที่นั่งชั้นธุรกิจ อันกว้างขวางห่างพอยืดแขนเหยียดขาได้สบายๆนานกว่า 5 ชั่วโมง

อาคารพิพิธภัณฑ์โรงเบียร์ชิงเต่า

เรามีกำหนดการเยือนชิงเต่า 3 คืน 4 วัน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในเมืองที่ได้ชื่อว่ามีอ่าวที่สวยงามที่สุดในโลก แถมยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องกว่า 90% เป็นแบบยุโรปเกือบทั้งหมดเหตุเพราะที่นี่เป็นดินแดนซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเยอรมันนานหลายปี เลยทำให้เมืองนี้ดูแตกต่างจากเมืองอื่นๆของจีน

อลังการอาหารเมืองชิงเต่า

ด้วยเพราะเวลาที่เรามาถึงชิงเต่าราวสามทุ่ม ของเวลาในเมืองจีนที่เร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง ทำให้ต้องรีบเดินทางเข้าที่พักเพื่อเก็บแรงเอาไว้ตะลุยเมืองสวยๆในวันรุ่งขึ้น

แต่ก่อนที่จะเข้านอน มารู้จักชิงเต่ากันสักนิดก่อนดีกว่า……!!

เมืองชิงเต่า ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจีน ถ้าดูในแผนที่จะเห็นว่าไปอีกนิดก็จะถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้และเป็นเมืองชายทะเล ในเขตมณฑลชานตง เมืองนี้มีความน่าสนใจหลายอย่างทั้งในแง่ภูมิประเทศที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำฮวงโหบริเวณที่ไหลลงสู่ทะเลป๋อไห่ มีอาณาเขตติดต่อกับมณฑล เหอเป่ย เหอหนัน อันฮุย และเจียงซู มีภูเขาเหลาซานซึ่งเป็นภูเขาที่มีน้ำแร่บริสุทธิ์จากธรรมชาติเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญนอกเหนือจากที่อื่นๆอีกมาก มายแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมเยอรมนีถึงเลือกที่จะยึดครองเมืองนี้ แถมยังทิ้งมรดกการทำเบียร์ชั้นเลิศไว้ให้กับจีน จนกลายมาเป็นเบียร์ชิงเต่า เบียร์แบรนด์ดังที่ส่งออกไปขายยังต่างประเทศถึง 80 ประเทศทั่วโลก

เบียร์ชิงเต่า..รสละมุน

3 คืนในเมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเยอรมัน โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ชิงเต่า หนานชาง รีสอร์ต เปิดห้องสวีตสุดหรูให้พัก ถึงแม้โรงแรมจะอยู่ไกลจากตัวเมืองที่ต้องนั่งรถราว 1 ชั่วโมง แต่ความสวยงามของห้องพักที่มีวิวติดทะเลทุกห้องก็ดูจะคุ้มค่ากับการนั่งรถยาวๆไป-กลับทุกวัน เพราะพอขึ้นห้องพัก ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆ ความเหนื่อยล้าก็ดูจะหายเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว

ผัดเป๋าฮื้อ..ที่ภัตตาคาร Chuangeyushuijiao

เกี๊ยวปลาหมึกซิกเนอเจอร์ของเมือง

หลับสบายแบบไม่ทันได้ฝันแล้วก็เริ่มออกไปตะลุยชิงเต่ากันดีกว่า เริ่มที่ วัดจ้านซาน ซึ่งแม้จะไม่ใช่วัดเก่าแก่ เพราะอายุแค่ 70 ปี แต่ก็เป็นวัดแห่งเดียวในตัวเมืองชิงเต่า ภายในวัดมีเจดีย์ 7 ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ริมเขา ทางด้านใต้ของวัดมีทะเลสาบเล็กๆที่มีทางเดินรอบทะเลสาบ อากาศค่อนข้างหนาว เย็น ซึ่งก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเดินเที่ยวชมและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายมหายาน โดยเฉพาะพระโพธิสัตว์ปางต่างๆ ทั้ง พระโพธิสัตว์สมันตภัทร พระโพธิสัตว์มัญชุสี พระโพธิสัตว์กวนอิม 11 พระเศียร ที่เรียกว่า เอกะทศมุขี ซึ่งไม่ค่อยเห็นในที่อื่นๆมากนัก

จะด้วยเหตุผลที่เมืองนี้มีประชากรน้อยเพียงแค่ 7 ล้านคน หรือเพราะยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวมากนัก หรือเป็นเพราะตัวเมืองตั้งอยู่ในเขตมรสุมมีฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงที่สั้นแต่มีฤดูหนาวที่ยาวนาน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 11-14 องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูร้อนอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 25 องศา–เซลเซียส ซึ่งถ้าเทียบกับเมืองไทยตอนนี้ก็น่าที่จะย้ายไปอยู่ไม่น้อย

อาคารพิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าประเทศเยอรมนี

หลังจากเที่ยวชมวัดจ้านซาน อธิษฐานขอพรแล้ว ก็ได้เวลาไปลิ้มรสอาหารของเมืองชิงเต่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของจีน

อย่างที่บอกชิงเต่าเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลชานตง อาหารของชานตง เป็นอาหารที่อยู่ใน 8 ตระกูลอาหารที่สำคัญที่สุดของจีน เรียกว่า อาหารหลู่ ซึ่งไปเมืองอื่นๆก็อาจจะไม่ได้กินอาหารแบบนี้ งานนี้นกสกู๊ตเลยเลือกภัตตาคารที่ขึ้นชื่อในการปรุงอาหารหลู่ อย่าง Chuangeyushuijiao ให้พวกเราได้ไปลิ้มรสอาหารกันแบบอลังการงานสร้าง ทั้งออร์เดิร์ฟและจานหลัก นับแบบรีบๆก็ได้ถึง 19 เมนู ทั้ง หอยยำผัดผักโขม ยำสาหร่าย สลัดผักราดซอสถั่ว ยำแมงกะพรุน ปลาหมึกผัดต้นหอม กระดูกหมูทอดพริก กุ้งลวก ปูผัดพริกเสฉวน ซุปหอยนางรมและเต้าหู้ ปลานึ่งซีอิ๊ว และที่ต้องลองคือ อาหารขึ้นชื่ออย่างเกี๊ยวสารพัดชนิด ทั้ง เกี๊ยวปลาเหลือง เกี๊ยวปลาหมึก เกี๊ยวหอย เกี๊ยวผักกาดขาว ส่วนจานที่พลาดไม่ได้เห็นจะเป็น ผัดเป๋าฮื้อ ที่ใช้หอยเป๋าฮื้อสดๆมาผัดกับซอสสไตล์ชานตง อร่อยอย่าบอกใครจริงๆ

ตราสัญลักษณ์เบียชิงเต่าบ่งบอกอายุของเบียร์คุณภาพอายุ 113 ปี

อิ่มจนท้องแทบแตกแล้ว ก็ได้เวลาไปชมสถานที่สำคัญๆในเมืองกันต่อ โปรแกรมตอนบ่าย เริ่มที่ “พิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าประเทศเยอรมนี” (Site Museum of the Former German Governor’s Residence) เป็นอาคารที่สร้างคล้าย ปราสาทสไตล์ยุโรปสร้างด้วยหินแกรนิต ชนิดพิเศษของชิงเต่า เป็นหินแกรนิตจากเขาเหลาซาน ตัวอาคารเป็นสีเหลืองสด หลังคาสีแดง ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน มองทีแรก…อ๊ะ! นี่มันตึกทรงเยอรมันชัดๆ อาคารแห่งนี้ใช้เวลาสร้าง ถึง 3 ปี เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1908 และหลังจากที่เยอรมันคืนชิงเต่าให้กับจีนแล้ว ที่นี่ยังเคยใช้เป็นที่พักของผู้นำจีนและบุคคลสำคัญๆอีกหลายคน อย่างเช่น ประธานเหมา เจอ ตุง ก็เคยมาพักและใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ทำงานในวันพักผ่อนด้วย

ถนนในเมืองชิงเต่า

ออกจากพิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าเยอรมันก็มาถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการไปชมโรงงานผลิตเบียร์ชื่อดังอย่าง “TSINGTAO” ซึ่งเป็นเบียร์แห่งชาติยี่ห้อเดียวของจีน อักษรที่ขวดจะเขียนต่างจากชื่อเมืองที่ใช้ตัว “Q” หรือ QINGDAO อย่างไรก็ตาม บรรดากูรูเบียร์ยืนยันว่า เบียร์ชิงเต่าที่อร่อยที่สุดต้องดื่มที่ชิงเต่าเท่านั้น เพราะเป็นเบียร์ที่ผลิตจากน้ำแร่ซึ่งมาจากภูเขาเหลาซาน ถือเป็นเบียร์ชิงเต่า…ออริจินัล ถ้าดื่มที่อื่นรสชาติอาจจะผิดเพี้ยน เพราะปัจจุบันมีโรงเบียร์ชิงเต่าถึง 70 โรงงานทั่วประเทศจีน แต่ถ้าจะดื่มชิงเต่าแบบอร่อยสุดๆต้องเป็นโรงงานที่ 1 และ 6 ซึ่งจะดูได้จากตัวเลขเล็กๆใต้ฝาและด้านล่างของกระป๋องเบียร์

ถังเบียร์โบราณที่พิพิธภัณฑ์โรงเบียร์ชิงเต่า

โรงเบียร์แห่งนี้เริ่มต้นจากชาวเยอรมันร่วมกับพ่อค้าชาวอังกฤษก่อตั้งขึ้นในปี 1903 ใช้เทคโนโลยีการหมักบ่มและวัตถุดิบจากประเทศเยอรมนี หลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 โรงงานแห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของทหารญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม โรงงานก็ตกอยู่ในมือของพรรคก๊กมินตั๋งและกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในเดือน มิ.ย. ปี 1949 เมื่อทหารกองทัพปลดปล่อยแห่งพรรคคอมมิวนิสต์มีชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋งในเมืองชิงเต่า และยึดโรงเบียร์แห่งนี้เป็นวิสาหกิจของรัฐอย่างเต็มตัว

ดูโรงงานผลิตแล้วก็ต้องจิบเบียร์กันซักเล็กน้อยละ ซึ่งต้องบอกเลยว่า นุ่มมากๆ ยิ่งอากาศหนาวเย็นติดระดับ 6 องศา รสชาติของเบียร์ชิงเต่าก็ยิ่งละมุนมากขึ้น…

แต่ที่ชวนให้หัวใจหายหนาวน่าจะเป็นบรรยากาศของการดื่มเบียร์…และมิตรภาพครั้งใหม่ที่กำลังเริ่มต้น..!!

ท้าชน! คาบาเรต์ VS มายากล 10 ข้อทำไมต้องไปดูติดขอบเวที?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615827

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 พ.ค. 2559 06:05

 

พูดถึงคาบาเรต์โชว์สุดตระการตา ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา หลายคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี ใครมาเที่ยวพัทยาก็มักจะไม่พลาดชม ยิ่งถ้าใครไปช่วงนี้ล่ะก็…คุณจะได้ดูโชว์ที่อลังการงานสร้างมากกว่าเดิม เพราะเป็น ‘ครั้งแรกของโลก’ ที่มีการนำ 2 การแสดงระดับเวิลด์คลาสอย่าง คาบาเรต์และมายากลระดับโลก Joe Labero มาฟีเจอริ่งบนเวทีเดียวกัน

สำหรับ ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา หลายคนทราบอยู่แล้วว่า เป็นโชว์สาวประเภทสองสุดอลังการ มีโปรดักชั่นระดับเวิลด์คลาส สร้างชื่อเสียงให้เมืองพัทยาและประเทศไทยมาเป็นเวลาถึง 40 ปี ส่วน โจ ลาเบโร (Joe Labero) เป็นนักมายากล Illusionist ระดับโลกชาวสวีเดนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพอย่างสูง ได้รับการชื่นชมจากบุคคลระดับโลกอย่าง บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ, สเวน-โกรัน อีริคส์สัน และสมาชิกในตระกูลเคนเนดี้

อลังการเว่อร์วังขนาดนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดที่จะไปเก็บภาพบรรยากาศของการแสดงนี้มาให้ชม กับการแสดงชุด “The World’s First Magic In Fantasy featuring Joe Labero and Tiffany’s Show” ขอบอกก่อนว่า การแสดงชุดนี้ เขาไม่ได้แสดงแยกกันระหว่างทิฟฟานี่กับมายากลนะ แต่เป็นการสลับฉากการแสดงของทั้ง 2 โชว์ ให้ออกมาสอดคล้องกันตั้งแต่ต้นจนจบ

นักท่องเที่ยวมาซื้อตั๋วเข้าชมการแสดง

บรรยากาศหน้าโรงละคร คนมารอชมเพียบ

เซเลบมากันเพียบ

แต่เราขอพาไปชมในส่วนของทิฟฟานี่โชว์ก่อนก็แล้วกัน…

1. ทิฟฟานี่โชว์ มิสมาร์เซลโล่ โอไฮโอ ร่วมแจม

ในการแสดงชุดนี้ มีไฮไลต์พิเศษสุดๆ เพราะทีมงานคว้าตัวสาวประเภทสองที่สวยที่สุดในโลกอย่าง มิส มาร์เซลโล่ โอไฮโอ สาวงามจากบราซิล ผู้คว้ามงกุฎ มิส อินเตอร์เนชั่นแนล ควีน ปี 2013 (Miss International Queen 2013) มาครอง ซึ่งเธอได้มาร่วมแสดงโชว์ชุดเปิดการแสดง พร้อมกับ โจ ลาเบโร มีลีลาในการเต้นที่เป็นเลิศไม่แพ้ทีมนักแสดงของไทยเลย

มิส มาร์เซลโล่ โอไฮโอ (มิส อินเตอร์เนชั่นแนล ควีน 2013)

โชว์จาก มิส อินเตอร์เนชั่นแนล ควีน ปี 2013

2. Costume ออกแบบใหม่หมด

เป็นครั้งแรกที่ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ได้รับเกียรติจากดีไซเนอร์ระดับแนวหน้าของไทยอย่าง จ๋อม ศิริชัย ทหรานนท์ เจ้าของห้องเสื้อ Theatre มาออกแบบและร่วมผลิตเครื่องแต่งกายนักแสดงสำหรับโชว์ระดับโลกครั้งนี้โดยเฉพาะ โดยผสมผสานกลิ่นอายของดนตรียุคดิสโก้เข้าไปในการแสดงชุด Finale มีทั้งหมด 3 เพลง เพลงละ 10 ชุด ไม่ซ้ำกันเลย

ทีมนักแสดงเตรียมพร้อมที่หลังเวที

3. มีร้องเพลงสด Live Singing on state ครั้งแรก

ความพิเศษอีกอย่างที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นั่นคือ โชว์ครั้งนี้ไม่ได้มีแต่การแสดงร้องเพลงลิปซิงค์นะ แต่ยังสอดแทรกการร้องเพลงสดครั้งแรกของเวทีทิฟฟานี่โชว์ พัทยา โดย นภาดา สุขกฤต สาวเสียงทรงพลังจากเวที The Winner Is ที่มาเพิ่มความสดใหม่ให้กับโชว์ครั้งนี้ โดยเธอปรากฏตัวในโชว์ชุดเปิดเวที และโชว์ชุด Finale ในตอนท้าย ขับร้องสดหลายเพลงฮิตตลอดกาล เช่น เพลง La Vie En Rose, เพลง I Will Survive และเพลง Your Disco Needs You

ร้องเพลงสดๆ บนเวที

4. ตระการตา โชว์ชุดแสงสีแห่งพัทยา

ฉากใหญ่ที่น่าประทับใจ และทำให้คนทั่วโลกรู้จัก พัทยา ประเทศไทย ได้เป็นอย่างดี ก็คือโชว์ในครึ่งแรก ที่มีการทำฉาก จัดระบบแสง สี เสียง และชุดแต่งกายของนักแสดงที่สะท้อนให้เห็นถึงสีสันอลังการของเมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวที่ไม่เคยหลับใหล พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกด้วยมิตรไมตรี

สีสันแห่งพัทยา

5. รวมโชว์ใหญ่หลากหลายเชื้อชาติ

ส่วนครึ่งหลัง เป็นการรวมโชว์ยิ่งใหญ่ในหลากหลายภาษาและเชื้อชาติ ผ่านการออกแบบเวที เสื้อผ้านักแสดง เพลง และระบบแสงสีเสียง ได้แก่ ยุโรป จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เป็นต้น

เจ้าหญิงและแม่มด ในฉากกระจกวิเศษ

การเต้น การแสดง มาตรฐานเวิลด์คลาส

การแสดงชุดดินแดนมังกร

สาวสวยออกมาเต้นโชว์ ลีลาน่ารักกินขาด

การแสดงในชุดดินแดนภารตะ

มาดูในส่วนของการแสดงมายากลจาก โจ ลาเบโร กันบ้าง จะน่าสนใจแค่ไหน ตามมาเลย…

6. ปรากฏตัวในตู้กระจกที่ว่างเปล่า

โจ ลาเบโร เป็นนักมายากลชาวสวีเดนผู้เริ่มต้นเส้นทางอาชีพนี้ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี เขาคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดการแสดงมายากลระดับเยาวชนของสวีเดนบ้านเกิด ก่อนจะก้าวไปเป็นนักมายากลอาชีพ แสดงมายากลที่แปลกใหม่ น่าตื่นเต้น และเซอร์ไพรส์ผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ก็ปรากฏตัวแบบสุดตะลึงออกมาจากตู้กระจกที่ว่างเปล่า

เปิดตัว โจ ลาเบโร สุดตะลึง

7. หั่นร่างกาย 9 ท่อน

จากนั้นนำเสนอโชว์การหั่นร่างของผู้ช่วยสาวสวยในตู้ไม้ ออกเป็น 9 ท่อนด้วยแผ่นโลหะ พร้อมแยกส่วนยืดออกจากกันอย่างน่าตกใจ แต่ท้ายที่สุด เมื่อรวมชิ้นส่วนดังกล่าวให้มาประกบติดกันอีกครั้ง แล้วเปิดบานประตูของตู้ไม้ หญิงสาวคนดังกล่าวกลับก้าวออกมาเดินโชว์ผู้ชม พร้อมรอยยิ้มสวยได้อย่างน่าตะลึง

เปิดตัวสาวสวยล่องหน อยู่ดีๆ ก็โผล่มาบนเวที

โชว์ตัดแยกชิ้นส่วนมนุษย์

8. ทะลุกระจก

ต่อมาเป็นโชว์มายากล กระจกที่สามารถเสกให้ผืนผ้าสีขาว หายทะลุเข้าไปในกระจกแล้วโผล่ออกมาอีกด้านได้อย่างง่ายดาย พร้อมไฮไลต์การแสดงด้วยการนำกระจกขนาดใหญ่ขนาดเท่าตัวคน มาตั้งบนเวที จากนั้นโจ ลาเบโร ก็เสกให้ตัวเองหายเข้าไปในกระจกซะงั้น!

โชว์เสกของทะลุกระจก

9. สลับตัวขณะที่โดนมัดด้วยโซ่

อีกโชว์ที่น่าตื่นตะลึง ก็คือ นักมายากลมือฉมังถูกสาวสวยพร้อมแก๊งหน้ากากหนุ่ม พาร่างของเขาขึ้นไปบนแท่น แล้วนำโซ่ตรวนมาพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา ล็อกกุญแจเรียบร้อย แต่ทันใดนั้น เมื่อปิดผ้าคลุมไว้เพียงไม่กี่วินาที พอเปิดผ้าคลุมออก โจ ลาเบโร กลับหายตัวไปจากแท่น กลายเป็นหญิงสาวที่ถูกจองจำในโซ่ตรวนนั้นเสียเอง

เขาถูกพันธนาการด้วยโซ่อย่างแน่นหนา

กลายเป็นสาวสวยถูกขังในโซ่ตรวน

10. แก้พันธนาการใน 60 วินาที

โชว์ชุด Finale ของ โจ ลาเบโร เป็นโชว์เด็ดที่สุดที่ต้องอาศัยการฝึกฝนมาอย่างชำนาญ นั่นคือ การแก้มัดพันธนาการให้ตัวเองหลุดออกมาใน 60 วินาที โดยบนฉากหลังจะมีนาฬิกาตัวเลขนับถอยหลังไปเรื่อยๆ สร้างความตื่นเต้นให้ผู้ชมอย่างมาก

การแสดงชุดที่เด็ดที่สุดของ โจ ลาเบโร

ที่นำมาให้ชมกันเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีโชว์เด็ดๆ อีกหลายโชว์บนเวที ที่อยากให้ไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง โดยการแสดงชุดนี้จะทำการแสดงเพียง 4 เดือนเท่านั้น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2559 เฉพาะรอบเวลา 21.00 น. ตั้งแต่วันอังคาร-เสาร์ บัตรราคา 3,000, 2,500, และ 1,500 บาท สามารถจองบัตรได้ที่ Thai Ticket Major และที่เว็บไซต์ www.tiffany-show.co.th

โชว์ชุดนี้มีให้ชมแค่ 4 เดือนเท่านั้น

เหล่าบรรดานักแสดง ดีไซเนอร์ พร้อมด้วย โจ ลาเบโร

เก่าแก่ 100 ปี! ชมเสน่ห์บ้านพื้นถิ่น โฮงเจ้าฟองคำ จ.น่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615897

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2559 14:05

 

อากาศแบบนี้ แวะไปไหว้พระที่จังหวัดน่าน ให้ชุ่มเย็นใจ แล้วลองนุ่งซิ่น ใส่เสื้อปั๊ด กางจ้องเดินตามรอยเสน่ห์เมืองเก่าแก่ที่มีชีวิต ชมเสน่ห์บ้านพื้นถิ่น “โฮงเจ้าฟองคำ” บ้านเจ้านายล้านนาในอดีต…

“คงความเก่าแก่” ด้วยอายุราว 100 ปี สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ตัวโฮง เป็นไม้สักผ่าประกอบตัวเรือนด้วยวิธีสลักไม้ ไม่ใช้ตะปู มีลานเชื่อมต่อหากันทุกหลัง ทั้งห้องนอน ครัว ห้องน้ำ และยุ้งข้าว โดยบริเวณบ้านร่มรื่นไปด้วยเงาไม้

โฮงเจ้าฟองคำ

“รักษาความเป็นเอกลักษณ์” ตามแบบฉบับบ้านเจ้านายล้านนาในอดีต จนได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทบ้านพักอาศัย (คุ้มเจ้า) ประจำปี 2555 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

บ้านเจ้านายล้านนาในอดีต

“ฟื้นฟูเป็นแหล่งเรียนรู้” เรื่องการทอผ้าพื้นเมืองน่าน มีช่างทอสาธิตตั้งแต่การปั่นฝ้ายเป็นเส้นด้าย ไปจนถึงขั้นตอนการทอ ที่ต้องใช้ความละเอียดและประณีต โดยเฉพาะ “ผ้าซิ่นลายน้ำไหล” สุดยอดราชินีแห่งความงามของลายผ้าเมืองเหนือ ที่มีเพียงจังหวัดน่านแห่งเดียวเท่านั้น

เยี่ยมชม “โฮงเจ้าฟองคำ” เหมือนได้ย้อนไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวน่านในอดีต เรียนรู้การทอผ้าที่หาชมได้ยาก และหลงใหลไปกับเสน่ห์ความเก่าแก่

ปังไม่ปัง! สแกน 8 ข้อรู้ก่อนเปิด สยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ อลังการงานสี่พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599076

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2559 06:05

 

ใครที่ผ่านไปผ่านมา เห็นเขาเปิดผ้าออกโชว์วับๆ แวมๆ บอกได้ว่าอยากไปแล้วอะ! หลังจากสยามดิสคัฟเวอรี่ปิดปรับปรุงไปใน 6 พฤษภาคมปีที่แล้ว หลายคนอดใจรอแทบไม่ไหวว่าโฉมใหม่จะเป็นอย่างไร เปิดให้ช็อปได้เมื่อไหร่ และจะอลังการสมการรอคอยมั้ย ไทยรัฐออนไลน์ นำ 8 ข้อรู้ก่อนไปสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ จะรออะไรไปอ่านกันได้เลย…

1. ข้อแรกอยากให้ทุกคนได้รู้ก่อนเลยว่าสยามดิสคัฟเวอรี่ ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ได้ปรับปรุงครั้งใหญ่ เนรมิตโฉมเป็น “สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม” ด้วยงบกว่า 4,000 ล้านบาท โอ้ววววววว งบขนาดนี้รอดูการเปลี่ยนแปลงแบบอลังการได้เลย

2. รู้หรือไม่? เมื่อสามปีที่แล้ว สยามพิวรรธน์ได้ทุ่มงบประมาณ 1,800 ล้านบาทในการปรับปรุงโฉมสยามเซ็นเตอร์ ครั้งนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยดีไซน์ของสยามเซ็นเตอร์โฉมใหม่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติจำนวน 8 รางวัล รวมทั้งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 5 ศูนย์การค้าที่ออกแบบดีที่สุดในโลก จากสมาคมชั้นนำของโลกทางด้านธุรกิจค้าปลีก คือ สมาคมศูนย์การค้าระหว่างประเทศ มารอดูกันว่าครั้งนี้ปรับปรุงสยามดิสคัฟเวอรี่จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

ชฎาทิพ จูตระกูล บอสหญิงสยามพิวรรธน์ และ โอกิ ซาโตะ นักออกแบบ

3. สาวกหลายคนที่รอคอยเตรียมตัวได้เลย สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เรามั่นใจว่าจะต้องเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อย่างแน่นอน

4. นอกจากนั้นบอสหญิงคนเก่งแห่งสยามพิวรรธน์ “ชฎาทิพ จูตระกูล” บอกอีกว่าบริษัทได้ปรับรูปแบบการบริหารพื้นที่ จากการปล่อยเช่าเป็นบริหารพื้นที่ขายด้วยตัวเอง 100% เพื่อความคล่องตัวในการเปลี่ยนสินค้า รอดูกันได้เลยว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

5. ปรับโฉมใหม่ถูกใจใครหลายคนแน่นอน ผู้บริหารมีความมั่นใจว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนคนต่อวัน จากเดิมก่อนปรับปรุงจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยต่อวันประมาณ 6-7 หมื่นคนต่อวัน

ภาพจำลองสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่

6. โฉมใหม่ สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม เป็นศูนย์การค้าในรูปแบบไฮบริดรีเทลแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไลฟ์สไตล์สเปเชียลตี้สโตร์” ซึ่งทุกมิติของการนำเสนอได้ถูกเนรมิตขึ้นให้เข้าถึงใจลูกค้ามากที่สุด แค่เอ่ยชื่อคอนเซ็ปต์ก็อยากไปกันแล้วใช่มั้ยล่ะ

7. บอกเลยว่าลุคใหม่ไฉไลกว่าเดิม รับรองว่าคุณจะได้ช็อปอย่างจุใจมากยิ่งขึ้น สินค้ามากกว่า 5,000 แบรนด์มาให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเอาใจไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่, สินค้านำเทรนด์ก้าวล้ำทุกกระแสโลก, สินค้านวัตกรรมล่าสุดที่มีดีไซน์แปลกใหม่, สินค้าที่ผลิตสร้างสรรค์จากแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเพื่อความยั่งยืน ตลอดจนสินค้าในรูปแบบคอลลาโบเรชั่น ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ดังกับศิลปินข้ามสายพันธุ์

8. สยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ไม่ได้ปรับปรุงแบบไก่กาอย่างแน่นอน เพราะการเนรมิตรูปแบบสถาปัตยกรรมโฉมใหม่ในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัท เออร์เบิ้น อาร์คิเทค จำกัด และบริษัทเนนโดะผู้รับออกแบบชื่อดังระดับโลกจากญี่ปุ่น ภายใต้การนำของ “โอกิ ซาโตะ” หัวหน้าที่ปรึกษางานออกแบบอาคารและงานออกแบบตกแต่งภายใน และเป็นโครงการแรกของเนนโดะในประเทศไทย

อ่านไปแล้วถึง 8 ข้อ เชื่อว่าขาช็อปหลายคนคงต้องอยากไปกันแล้ว แต่อดใจรอสักนิด เปิดเมื่อไหร่เราไม่พลาดไปเก็บบรรยากาศมาให้คุณได้รู้ก่อนใครอย่างแน่นอน!