กะเทาะฝัน เนวิน ชิดชอบ ผู้ชายนักสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586427

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2559 13:05

 

จังหวัดบุรีรัมย์ จากอดีตที่ใครๆ ก็เดินผ่าน แต่วันนี้กลายเป็นจังหวัดที่ใครๆ ก็รู้จัก ในนามเมืองแห่งกีฬา /บุรีรัมย์ ถูกเปลี่ยนโฉมภายใน 4 ปี ด้วยการขับเคลื่อนของคุณเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ฝันจะให้บ้านเกิดกลายเป็น “เฮลท์แอนด์เวลเนส ซิตี้” ภายใน 5 ปี ติดตามหลักคิดก้าวสู่ฝันของคุณเนวิน ชิดชอบ

พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ถูกต่อเติมทีละเล็กทีละน้อย ตามฝันของเนวิน ชิดชอบ ผู้ชายนักสร้าง ที่ต้ังเป้าหมายให้ทั้งหมดนี้กลายเป็นอาณาจักร “เฮลท์แอนด์เวลเนส ซิตี้” หรือเมืองสุขภาพดี ของคนบุรีรัมย์ และเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเลือกบุรีรัมย์ เป็น 1 ใน 5 จุดหมายปลายทาง ภายใน 5 ปีข้างหน้า

และก้าวสำคัญต่อไปของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลที่เขาสร้างขึ้น จะต้องติดหนึ่ง 1 ใน 5 ของเอเชีย ภายใน 3 ปี แม้ว่าครั้งหนึ่งจะเคยเสียประตูให้คู่แข่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่เริ่มทำทีมนี้มา 6 ปี

ภารกิจฝันนี้ นอกจากจะมีแฟนบอลบุรีรัมย์อยู่เคียงข้าง กำลังใจสำคัญก็คือ ครอบครัวชิดชอบ ที่เดินไปด้วยลมหายใจเดียวกัน เพราะทุกวันชีวิตของครอบครัวชิดชอบ แทบจะแยกไม่ออกระหว่างคำว่า ชีวิตส่วนตัว กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
จากอดีตสู่ปัจจุบัน ในมาดใหม่กับชุดเสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และรองเท้าผ้าใบ ลบภาพนักการเมืองที่น่าเกรงขาม การใช้ชีวิตที่สบายๆ ในลุคแบบนี้ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เชื่อ และภูมิใจ ที่ทำให้ทุกคนรักและศรัทธาเขาในนามนายเนวิน หรือลุงเนวิน มากกว่าวันที่มีตำแหน่งทางการเมือง
ใครจะรู้ว่าผู้ชายสูงใหญ่ ที่ขลุกตัวเองอยู่แต่ในสนามกีฬา ตากแดด ตากลม จะมีมุมใส่ใจเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ คุมแป้ง นะคะ

ฝันให้ไกล และต้องไปให้ถึง ความสำเร็จนี้ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ใช้ความรัก และใส่ใจ แม้จะหมดแรงกาย แต่ก็ยังมีแรงคิด ส่งต่อให้ลูกหลานเมืองบุรีรัมย์ช่วยกันสานฝันสร้างอาณาจักรบุรีรัมย์ เพราะที่นี่คือลมหายใจของผู้ชายนักสร้าง “นายเนวิน ชิดชอบ”

ติดตามรายการถอดสูท ทางไทยรัฐทีวี HD 32 เวลา 20.00 น. ทุกวันอาทิตย์ ห้ามพลาด

ชมคลิป

ความเงางามของ ‘ราก’ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586481

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2559 06:05

 

‘เงา’ กับ ‘เหงา’ บางทีภาพที่ถ่ายออกมาก็คล้ายจะเป็น ‘คนละเรื่อง’ แต่ทว่าหลายครั้งสิ่งที่ว่าก็กลับกลายตาลปัตร ‘เป็นเดียวกัน’ 

รวมๆ แล้วองค์ประกอบความเหงา หรือ สิ่งประกอบของแสงเงาที่ตกกระทบ ‘ใจ’ ตกกระทบสิ่งรอบๆ กาย ภาพที่สื่อสารออกมาหลายหลากให้สนุกกับการตีความ น่าจะอยู่ที่ ‘บรรยากาศ’ อยู่ที่ ‘ช่างภาพ’

กระทั่งอยู่ที่ ‘ธรรมชาติ’ จะผายมืออนุญาตให้คนเก็บและตีความโมเม้นต์นั้นๆ ออกก็เป็นได้ เรียกว่าหลายปัจจัย หลายองค์ประกอบมากมายแล้วแต่จะว่ากันไปตามความหมายส่วนตัว อะไรทำนองนั้น

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้เอามาจากเปิ้ล ดนิตา นักท่องสาวพาไปชมความงดงามของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แม้สิ่งที่เราเห็นมองผ่านๆ จะคล้ายซากปรักหักพัง แต่ลึกลงในนั้นมีเรื่องราว ที่เล่าขานถึง ‘ราก’ ของการเป็นปึกแผ่นของคนไทย ที่งดงามและชวนไปชม

อดีตความงาม

แสงและเงา

ความร่มที่เย็นกาย

เจ้าของภาพ

**รู้ไว้ใช่ว่า**

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ครอบคลุมพื้นที่โบราณสถานกรุงสุโขทัย ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งมีอำนาจอยู่บริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า (เขตเทศบาลตำบลเมืองเก่า) อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยปัจจุบัน (เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี) ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนจรดวิถีถ่อง)

ผังเมืองสุโขทัยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร กว้างประมาณ 1.6 กิโลเมตร มีประตูเมืองอยู่ตรงกลางกำแพงเมืองแต่ละด้าน ภายในยังเหลือร่องรอยพระราชวังและวัดอีก 26 แห่ง วัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดมหาธาตุ อุทยานแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากร ด้วยความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโก มีผู้เยี่ยมชมหลายแสนคนต่อปี ซึ่งสามารถเดินเท้าหรือขี่จักรยานเที่ยวชมได้

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้รับการประกาศคุ้มครองครั้งแรกตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 112 ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 โครงการฟื้นฟูอุทยานแห่งนี้ก็ได้รับการอนุมัติ และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ที่กำแพงเพชรและศรีสัชนาลัย ภายใต้ชื่อว่า “เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร”

ที่ตั้ง : อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย โทรศัพท์ : 0-5569-7241

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 06.00-21.00 น. (ปิดจำหน่ายบัตรเวลา 18.00 น.) ค่าธรรมเนียมการเข้าชม : นักท่องเที่ยวชาวไทย 20 บาท

น้ำใส-ทรายขาว “หมู่เกาะกำ” ทะเลที่ถูกลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585499

โดย แบกกล้องเที่ยว 5 มี.ค. 2559 16:01

 

สวัสดีครับท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน เดือนมีนาฯเป็นต้นฤดูร้อนของไทย เพราะงั้นรออะไรครับ ไปเที่ยวทะเลกันเลย! “แบกกล้องเที่ยว” ขอเริ่มต้นด้วยทะเลสีมรกต หาดทรายขาวๆ ที่ “หมู่เกาะกำ” จ.ระนอง ถ้าคุณคิดว่าที่นี่เป็นแค่ทางผ่านหรือทางเลือกท้ายๆ ขอบอกเลยว่าคุณคิดผิด เพราะทะเลระนองก็สวยไม่แพ้ที่ใดในประเทศไทยแน่นอน

หมู่เกาะกำเป็นหมู่เกาะที่อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแหลมสน มีเกาะกำใหญ่เป็นเกาะศูนย์กลางและรายล้อมด้วย เกาะกำนุ้ย เกาะกำกลาง เกาะกำตก เกาะค้างคาว เกาะล้าน เกาะกำหนุ่ย พื้นที่ของหมู่เกาะส่วนใหญ่อยู่ในแนวน้ำตื้น น้ำทะเลลึกไม่เกิน 7 เมตร มีเพียงเกาะค้างคาวที่อยู่ในแนวน้ำลึก ทะเลรอบเกาะมีความลึกประมาณ 10 เมตร ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวหมู่เกาะกำ คือ เดือนธันวาคม – เมษายน

การท่องเที่ยวในแถบหมู่เกาะกำต้องเที่ยวแบบวันเดียวจบ เนื่องจากไม่มีที่พักและไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวค้างด้วย โดยการเช่าเรือราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 250 บาทต่อคน แต่บังเอิญว่าทริปนี้เราได้รับคำชวนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยสตาร์ตกันที่ท่าเทียบเรือบางเบน อำเภอกะเปอร์ จากตัวเมืองระนอง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที บริเวณท่าเรือ มีเกาะเล็กๆ สวยงาม น้ำค่อนข้างใส บรรยากาศป่าชายเลน

ตรงหาดบางเบนเราจะมองเห็นเกาะเรียงจากซ้ายไปขวา เรียงกันไปเริ่มจากหมู่เกาะกำนุ้ยอยู่ด้านซ้ายสุด ถัดมาเป็นหมู่เกาะญี่ปุ่น หมู่เกาะกำใหญ่อยู่ถัดต่อเนื่องกัน ตรงกลางเป็นเกาะค้างคาวและเกาะพยามทางด้านขวามือครับ

จากท่าเรือใช้เวลาเดินทางไปยังเกาะกำตกด้วยเรือหางยาวของชาวบ้านครับ ใช้เวลาเดินทางอีก 45 นาที เมื่อมาถึงเราก็อ้อมเกาะเข้ามาสู่อ่าว ก็ต้องตะลึงกับความสวยงามเบื้องหน้าของ “อ่าวเขาควาย” ที่แม้ในวันคลื่นแรง มีลม มีฝน แต่ภายในอ่าวน้ำยังใส สีเขียวมรกต นิ่งสงบมาก เนื่องจากถูกโอบล้อมไปด้วยชายหาดสีขาวและภูเขาที่ช่วยบังลมเป็นกำแพงธรรมชาติ ขอบอกว่าที่นี่เป็นไฮไลต์ในการถ่ายภาพของแบกกล้องเที่ยวเลยครับ คุณจะได้ภาพในมุมที่สวยสุดๆ แน่นอน

เมื่อมาถึงชายหาด ปลายเท้าสัมผัสกับผืนทราย มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมาก ทรายที่เกาะ นุ่มมากๆ ไม่รู้สึกเจ็บเลย เราสามารถเดินโดยไม่ต้องใส่รองเท้าได้อย่างสบาย ที่นี่จะมีจุดชมวิวอยู่สองจุด จุดแรกจะเป็นจุดชมวิวที่อยู่ตรงปลายเกาะที่ยื่นออกไปกลางทะเลครับ แต่อีกที่นึงจะเป็นจุดชมวิวที่อยู่บนเขา ผมเลือกที่จะเดินขึ้นเขาครับ ทางเดินค่อนข้างลำบาก ระยะทางไม่ไกลเลยครับ ประมาณ 400 เมตร แต่ทางชันมากๆ แต่เจ้าหน้าที่ทำเชือกไว้ให้เกาะ ขึ้นมาจะมองเห็นวิวได้โดยรอบ มีหมู่เกาะต่างๆ เป็นฉากหลัง เป็นอีกมุมที่ต้องมาเก็บความประทับใจ

ครั้งนี้น่าเสียดายที่ไม่ได้แวะดำน้ำที่เกาะค้างคาว และชมหาดทรายขาวๆ ที่เกาะญี่ปุ่น เนื่องจากลมค่อนข้างแรง แต่ขอบอกว่าเสน่ห์ของทะเลระนองยังไม่หมดแค่นี้ ติดตามอ่านได้ในสัปดาห์หน้าครับ…

ตอบทุกคำถาม เรื่องเที่ยว กิน ช็อป คุยกันเพลินๆ เชิญมาที่ แบกกล้องเที่ยวwww.itravelhip.com, www.facebook.com/baagklong

**ภาพมุมสูงจาก ธีรศักดิ์ ศักดิ์ศรีทวี

10 สิ่งแจ่มว้าวต้องไปดู! Dinosaur Planet ทีเร็กซ์บุกกลางกรุง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586089

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2559 06:05

 

ตกอกตกใจชาวกรุงอยู่ไม่น้อย ที่จู่ๆ ไดโนเสาร์ ‘ทีเร็กซ์’ ขนาดยาว 13 เมตร สูง 4 เมตร น้ำหนักราวๆ 1 ตัน ถูกจับมัดไว้กับท้ายรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทั้งขยับเขยื้อนทั้งร้องคำรามโชว์ฟันแหลมคมน่าหวาดเสียว วิ่งไปทั่วเมือง กลายเป็น Talk of the town ในช่วง 2-3 วันมานี้

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขอพาไปตะลุยดินแดนจูราสสิกแห่งนี้กันเสียหน่อย ทักทายเจ้าทีเร็กซ์ ไดโนเสาร์พันธุ์ดุ ที่ถูกนำเข้าไปอยู่ใน ‘Dinosaur Planet’ ย่านสุขุมวิท ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์ น่าสนใจขนาดนี้ เราเลยไม่พลาดที่จะไปล้วง 10 ข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง

พร้อมแล้ว ตามมาดูได้เลย

1. Dinosaur Planet มีพื้นที่ขนาด 12,000 ตารางเมตร บนพื้นที่ “ดิ เอ็มสเฟียร์” ของดิเอ็มดิสทริค ระหว่าง ซอยสุขุมวิท 22 และสุขุมวิท 24 นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีพร้อมพงษ์ก็ถึงแล้ว

แดนจูราสสิกกลางกรุง

2. มีทั้งหมด 8 โซน ได้แก่

– Dinosaur District เรียนรู้ไดโนเสาร์ตั้งแต่เริ่มฟักไข่ ไปจนถึงโครงกระดูกไดโนเสาร์ ที่ใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดีย

– Dino Eye แคปซูลคริสตัลลอยฟ้า ครั้งแรกของโลก สูงกว่า 50 เมตร ชมความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโลกล้านปี ตั้งแต่ใต้ท้องทะเล พื้นดินสุดกว้างใหญ่ จนเหนือเมฆสุดขอบฟ้า

– Stars of Dino บุกดินแดนไดโนเสาร์ทั้ง 3 ยุค และการผจญภัยท่ามกลางฝูงไดโนเสาร์

– 4D Deep World ดำดิ่งสู่ใต้พื้นโลกล้านปี ด้วย 4D Simulator ครบรสการสัมผัสทั้งภาพและการเคลื่อนไหว

ตัวนี้เพิ่งออกจากไข่


- The Great Volcano & the extinction live show เทคนิคแสง สี เสียง ที่จะได้ตื่นตากับภูเขาไฟระเบิดใจกลางเมือง และเรื่องราวการดิ้นรนต่อสู้ของไดโนเสาร์เพื่อการอยู่รอดจากการสูญพันธุ์

– Rapter X-treme โซนสุดระทึกกับภารกิจเสี่ยงตาย ที่ต้องฝ่าด่านแข่งความเร็วชิงไหวชิงพริบกับฝูงไดโนเสาร์

– Dino Farm คงเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน กับการได้ขี่หลังไดโนเสาร์ โซนนี้จะได้นั่งกันทั้งครอบครัว พร้อมสวมบทบาทเป็นนักสำรวจ ขุดค้นฟอสซิลของเหล่าไดโนเสาร์

– Dino Square กิจกรรมและเกม ร้านอาหาร ของที่ระลึกติดไม้ติดมือ

ลายแทง กิจกรรมต่างๆ ทั้ง 8 โซน

ตัวนี้น่ารักน่าอุ้ม

3. “Dinosaur Planet” มีไดโนเสาร์กว่า 200 ชีวิต ขนาด 1:1 หรือเท่าขนาดจริง ฉะนั้นเราจะได้เห็น ตั้งแต่ไข่ไดโนเสาร์ จนกระทั่งโตเต็มวัย อย่าง “ทีเร็กซ์” ขนาดใหญ่ สูง 4 เมตร ยาว 13 เมตร แบบใกล้ชิดจริงจัง

4. ไดโนเสาร์ทั้งหมด ไม่ได้จำกัดสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย แต่มาจากทั่วโลก รวมถึง อาร์เจนติโนซอรัส ไดโนเสาร์ซอโรพอด กลุ่มไททันโนซอร์ที่ใหญ่ที่สุด ยาวถึง 30 เมตร

สร้างในขนาดสมจริง

ลองนั่งบนหลังไดโนเสาร์ก็ได้

5. ที่ปรึกษาโครงการ “Dinosaur Planet” คือ ดร.วราวุธ สุธีธร นักบรรพชีวินวิทยาที่มีชื่อเสียง ที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานสำรวจซากฟอสซิลไดโนเสาร์ในประเทศไทย ดังนั้น ไดโนเสาร์ทุกตัวสามารถขยับได้เหมือนชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ทุกประการ

6. สิ่งที่ทำให้ไดโนเสาร์ใน “Dinosaur Planet” เคลื่อนไหวได้ คือ 1. มัลติมีเดีย คอมพิวเตอร์กราฟิก 2. โรบอต 3. แมสคอต

7. นอกจากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวแล้ว ผิวหนังภายนอกก็เสมือนจริง ซึ่งทำมาจาก “ซิลิโคน”

หนังไดโนเสาร์ก็สมจริง ทำจากซิลิโคน

8. ทั้งหมดผลิตจากโรงงานในประเทศจีน ที่มีคุณภาพการผลิตระดับพรีเมียม

9. ที่นี่แตกต่างจากจูราสสิกเวิลด์ในยูนิเวอร์แซล คือ เรื่องราวการเรียนรู้ ควบคู่กับความบันเทิง

10. โปรดักชั่นในการทำ เป็นแบบเดียวกันกับ Dinosaur Planet ในยุโรปและอเมริกา

เจ้าตัวเล็กออกมาเรียกแขก

สวนสนุกแห่งนี้อยู่ที่ ดิเอ็มสเฟียร์

ลูกไดโนเสาร์ กำลังน่ารัก

ลองแวะไปเที่ยวกันนะเด็กๆ

เตรียมย้อนอดีตไปพบกับเหล่านักล่า และไดโนเสาร์ยุคดึกดำบรรพ์ ในวันที่ 25 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป เป็นเวลา 10 เดือน เวลา 10.00-22.00 น. ราคาบัตร ผู้ใหญ่ 600 บาท เด็ก 400 บาท เด็กความสูงต่ำกว่า 90 เซนติเมตรเข้าฟรี หรือรายละเอียดเพิ่มเติม www.dinosaurplanet.net

เที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี อลังการน้ำพุดนตรี..สีสันแห่งรัตติกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585956

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 มี.ค. 2559 05:01

 

ทะเลสาบเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี.

ลมหนาวโบกโบยมาทักทายขนาดนี้ ไม่รีบขึ้นเหนือไปสัมผัสอากาศเย็นๆ ก็ดูจะเป็นการปล่อยโอกาสดีๆให้ผ่านเลยไปแบบน่าเสียดาย ว่าแล้ว ทีมเที่ยวตามตะวัน ก็แบกเป้ขึ้นหลัง มุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการสนับสนุนของ สายการบินแอร์เอเชีย สายการบินราคาประหยัดที่ดีที่สุดในโลก จากความเห็นของนักเดินทางมากกว่า 18 ล้านคนทั่วโลก

เชียงใหม่มีอะไรน่าเที่ยว คำตอบคือ เยอะแยะไปหมด จนเลือกไม่ถูก แต่คราวนี้เราจะไปสัมผัสบรรยากาศเก่าๆ สมัยวัยเด็กที่เคยร้องไห้กระจองอแงขอพ่อแม่ไปเที่ยวเขาดิน วันเสาร์-อาทิตย์นั่นละ…

แสง สี เสียง น้ำพุดนตรี…เทคโนโลยีจากเยอรมนี.

แน่นอนที่สุด ทริปนี้เราจะไปเที่ยว…เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี หลังจากที่ไม่เคยไปเยือนสวนสัตว์กลางคืนแห่งแรกของประเทศไทยมาหลายปี

และเมื่อไปถึงจึงรู้ว่าเราเชยมาเสียนาน เพราะวันนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เขาปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งกลางวัน กลางคืน แม้จะยังคงคอนเซปต์การเป็นสวนสัตว์กลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม

“พ่อเพชร” เสือโคร่งขาว ตัวแรกของไนท์ซาฟารี.

ดร.ศราวุฒิ ศรีศกุน ผอ.สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ซึ่งดูแลเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เปิดบ้านภายในสวนสัตว์ต้อนรับคณะของเราอย่างอบอุ่น พร้อมกับให้ความมั่นใจว่าการมาเที่ยวที่นี่ของเราเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว เพราะเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของไนท์ซาฟารีสิงคโปร์ เน้นความเป็น Nature Theme Park ซึ่งจะแตกต่างจากสวนสัตว์ทั่วๆไป แม้แต่ซาฟารีในแอฟริกา เพราะที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ป่าได้อย่างใกล้ชิด ที่แม้แต่ในแอฟริกาก็อาจจะดูพฤติกรรมของสัตว์ป่าได้ยากกว่าที่นี่

เริ่มทักทายกันตั้งแต่ทางเข้าสวนสัตว์ ที่จัดเป็นลานสัตว์ป่าหิมพานต์ ปลุกเร้าอารมณ์ความสนใจของนักท่องเที่ยวให้ฮึกเหิมประหนึ่งนายพรานกำลังจะเข้าป่าล่าสัตว์ยังไงยังงั้น

กวาง…สัตว์ฝูงใหญ่ที่สุด ที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว.

โซนแรกของการสัมผัสบรรยากาศความเป็นซาฟารี เริ่มกันที่โซนที่เรียกว่า สะวันนา ซาฟารี (Savanna Safari) การเข้าชมใช้การนั่งรถลาก (Tram) เปิดโล่งขนาด 50 ที่นั่ง ซึ่งประดับด้วยลวดลายสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ซึ่งพอรถเริ่มขยับเราก็เริ่มเห็นเจ้ากวางน้อยเป็นร้อยๆตัววิ่งไล่กันอยู่ใกล้ๆ ไม่กลัวคน

ไปอีกสักพัก ก็เจอทั้งยีราฟ ม้าลาย เดินเข้ามาทักทายแบบเป็นมิตร รวมทั้งเจ้าจิงโจ้แดง จิงโจ้ถือกำเนิดในออสเตรเลียมานานกว่า 1 ล้านปี ถือเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบันที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ มันสามารถกระโดดได้ไกลถึง 2 เมตร

วัววาตูซี่..วัวที่มีเขาใหญ่ที่สุดในโลกจากแอฟริกา.

และแล้วก็เข้าสู่โซนที่สอง เรียกว่า Predator Prowl เป็นโซนของสัตว์นักล่าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่งขาว สิงโต ไฮยีน่าลายจุด ซึ่งหลังจากที่พวกเราเดินทางกลับมาไม่นานก็ได้ทราบข่าวร้ายว่า “พ่อเพชร” เสือโคร่งขาวตัวแรกของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ที่ออกมาอวดโฉมให้พวกเราเห็นในวันนั้นได้จากไปแล้ว จากการป่วยด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ถือเป็นการสูญเสียสัตว์ที่มีคุณค่าของสวนสัตว์ไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากเสือโคร่งขาวแล้ว ในโซนนี้ยังมีเสือจากัวร์ซึ่งถือว่าเป็นเสือที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก เสือลายเมฆ ที่ ผอ.ศราวุฒิ บอกว่า เหลืออยู่ไม่กี่ตัวในโลกเพราะใกล้สูญพันธุ์เต็มทีแล้ว

เสือลายเมฆ..สัตว์อีกชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์.

เสร็จจากกิจกรรมนั่งรถชมสัตว์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่บ่ายสามโมงเย็นไปจนถึงสี่โมงครึ่งแล้ว ก็ได้เวลาแว่บไปพักผ่อนอาบน้ำอาบท่า เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่บรรยากาศของการเที่ยวสวนสัตว์ในเวลากลางคืน สมกับชื่อไนท์ซาฟารี ซึ่งพฤติกรรมของสัตว์ในเวลากลางวันและกลางคืนจะต่างกัน โดย เฉพาะเจ้านักล่าทั้งหลาย ที่มักจะกระฉับกระเฉงในช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน ซึ่งนอกจากจะชมสัตว์แล้ว ในวัน พระจันทร์เต็มดวง เรายังสามารถ “ชมจันทร์” ได้อย่างสวยงามในบริเวณนี้ด้วย

เราเลือกที่จะชมไนท์ซาฟารีในช่วงหัวค่ำ เพราะต้องการจะกลับมาให้ทันการแสดงน้ำพุดนตรี ที่จะมีทุกวันในช่วงสองทุ่ม และสามทุ่ม ที่ ผอ.เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี การันตีว่าเป็นแสง สี เสียง ของน้ำพุดนตรี (Musical Fountain&amp ; Water Screen) ที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

คินคาจู…สัตว์เล็กๆที่น่ารัก.

ซึ่งก่อนที่จะไปชมน้ำพุดนตรี ใครที่อยากถ่ายรูปกับลูกสัตว์ ทางสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี ก็มี Photo corner ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกับลูกสัตว์ที่เกิดใหม่ โดยเฉพาะสัตว์นักล่าอย่างลูกเสือโคร่งขาว, ลูกสิงโต, ลูกเสือโคร่งอินโดจีน โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

และแล้วก็ถึงเวลาชมการแสดงน้ำพุดนตรี ที่ต้องบอกว่ายิ่งใหญ่อลังการสมกับที่รอคอย โดย เฉพาะน้ำพุที่พุ่งขึ้นสูงถึง 12 เมตร แผ่ขยายวงกว้างออกไปถึง 20 เมตร โดยเป็นเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนี ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดสำหรับการท่องเที่ยวที่นี่

ลานสัตว์ป่าหิมพานต์..ทางเข้าไนท์ซาฟารี.

คืนนี้พวกเราเลือกที่จะพักในรีสอร์ตของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เพื่อสัมผัสบรรยากาศของการนอนในสวนสัตว์จริงๆ ซึ่งบ้านพักที่นี่ก็สะดวกสบาย เป็นลักษณะของบ้านตากอากาศชั้นเดียว แต่ละหลังตกแต่งสไตล์ซาฟารี สวยงามแปลกตา ที่เห็นแล้วให้ความรู้สึกของการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจริงๆ

น่าเสียดายที่เรามีเวลาไม่มากสำหรับการพักผ่อนคราวนี้ เพราะต้องเดินทางต่อไปยังที่อื่นๆที่สวยงามของจังหวัดเชียงใหม่ต่อ เพื่อสัมผัสอากาศหนาวเย็นให้คุ้มค่า

ยีราฟ..ทักทายนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด.

เสือจากัวร์..เสือที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก.

ตอนขับรถกลับออกมาเห็นทะเลสาบใหญ่ มีคนปั่นเรือจักรยาน ที่เรียกว่า Paddle Boat ยิ่งถ้าคนที่เป็นคู่รักด้วยแล้ว การได้ปั่นเรือจักรยานล่องไปตามสายน้ำ ที่มีทั้งฝูงหงส์ขาวและหงส์ดำ ดูแล้วโรแมนติกชะมัด

นี่ถ้าอากาศเย็นกว่านี้อีกนิด ฮัลสตัทท์ก็ฮัลสตัทท์เถอะ รับรองไม่ได้เงินเราแน่ เห็นแล้วก็อด ภูมิใจแทนคนเชียงใหม่ไม่ได้ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวดีๆแบบนี้อยู่ใกล้บ้าน

ไม่ต้องนั่งเครื่องบินมาไกลจากกรุงเทพฯ ถึงกว่า 800 กิโลเมตร…กว่าจะได้สัมผัสบรรยากาศดีๆแบบนี้!

ไม่อ่านจะเสียใจ ยกทัพมาเพียบ! 7 โปรโมชั่นต้องส่อง คุ้มค่าฟินไปอีก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585549

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2559 13:05

 

เย้! ไม่ทันไรก็ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์กันอีกแล้ว หวังว่าทุกคนคงจะได้พักผ่อนชาร์จแบตให้ตัวเองอย่างเต็มที่ ส่วนใครอยากไปเที่ยว ชิล ช็อป ในช่วงวันหยุดต้นเดือนแบบนี้ เพื่อส่องดูของดีราคาถูกและโปรโมชั่นเด็ด งานนี้ตามเช็กด่วนๆ

วันนี้ ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมเอางานสินค้าลดราคาและโปรโมชั่นเกี่ยวกับเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว มาฝากกันเช่นเคย ส่วนจะมีงานไหนตรงใจคุณบ้างหรือเปล่า? เข้ามาเช็กลิสต์ได้เลย

1. โปรฯ ดินเนอร์สุดหรู

โปรฯ ดินเนอร์สุดหรู

ตลอดเดือน มี.ค. – เม.ย. 2559 โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ มอบโปรโมชั่นมื้อเย็นสุดหรูจากห้องอาหารต่างๆ ได้แก่
– บุฟเฟ่ต์หอยนางรม ห้องอาหารนานาชาติ เฟลเวอร์ ชั้น M มื้อเย็นวันศุกร์ – เสาร์ ราคาเริ่มต้นที่ 2,100 บาทต่อคน
– บุฟเฟ่ต์แทสมาเนียนแซลมอน ห้องอาหารเฟลเวอร์เช่นกัน มื้อเย็นวันอาทิตย์ – พฤหัสบดี ราคาเริ่มต้นที่ 1,590 บาทต่อคน
– อิตาเลียน-ไทยสไตล์ฟิวชั่น ห้องอาหารลา ทาโวล่า แอนด์ ไวน์ บาร์ มื้อกลางวัน-มื้อเย็น วันอังคาร-วันอาทิตย์ ราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท

– อาหารเพื่อสุขภาพ ห้องอาหารเฟยยา มื้อกลางวันและมื้อเย็น ราคาเริ่มต้นที่ 280 บาท
– เครื่องดื่มและของว่าง อาร์ บาร์ ให้บริการเวลา 07.00 – 01.00 น. ราคาเริ่มต้นที่ 200 บาท
– ทาร์ตมะพร้าว เค้กมะพร้าว ร้านเดอะ วัน บาย เรเนซองส์ บริการเวลา 07.00 – 20.00 น. ราคาเริ่มต้นเพียง 150 บาท
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2125-5000

2. ปาร์ตี้บนเรือ Victory Day

สายปาร์ตี้ เชิญทางนี้

วันที่ 26 มี.ค. 2559 ชวนขาแดนซ์สายปาร์ตี้ มาเที่ยวชิลๆ ในงาน “WOOBAR® GOES ON TOUR – BOAT PARTY” กับโรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ ณ The Jam Factory (ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา) มอบโปรโมชั่นบัตรเออร์รี่ เบิร์ด (Early Bird) ราคา 600 บาทสุทธิ (บัตรปกติราคา 900 บาทสุทธิ) บัตรทั้ง 2 ราคา มาพร้อมเครื่องดื่มฟรี 2 แก้ว

ภายในงานพบกับ ปาร์ตี้ธีม Victory Day ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 1945 ที่ทุกคนเฉลิมฉลองให้กับความสันติ ความรัก และความเท่าเทียม ดื่มด่ำกับค็อกเทลในบรรยากาศสบายๆ ในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมดนตรีสุดชิลจาก ดีเจ อรวรรณมิวสิค คูเรเตอร์ (Music Curator) ที่ The Jam Factory ตั้งแต่เวลา 17.00 – 19.30 น. และออกเดินทางจากท่าเรือบนเรือครูซ Victory Day ตั้งแต่เวลา 19.30 – 24.00 น.

นอกจากนี้ยังมีดีเจคนอื่นๆ อีก เช่น DJ Goodenough, DJ Cleo P, Aim & Booslur, The Panlert Twins, Dookie และ Mae Happy Air และมีกิจกรรมสนุก ได้แก่ กลิตเตอร์แทททู, ทำเล็บ และบูธถ่ายรูปธีมทหารเรือและธีมฮิปปี้ ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ http://www.ticketmelon.com/event/w-victoryday สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2344-4000

3. โปรฯ อิ่มอร่อยรับซัมเมอร์

ชิมข้าวแช่อร่อย สูตรชาววัง

โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ มอบโปรโมชั่นต้อนรับหน้าร้อนกับ “ข้าวแช่หอมอร่อยสูตรชาววัง” ให้บริการพิเศษ ณ ห้องอาหาร อัพแอนด์อะบัฟ ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เม.ย. 2559 เวลา 12.00 – 14.30 น. มีข้าวหอมลอยน้ำดอกมะลิและกุหลาบ เสิร์ฟคู่กับเครื่องเคียงตำรับชาววัง เช่น กะปิทอด ปลายี่สนผัดน้ำตาล ไชโป๊ผัด เนื้อหรือหมูหวานฝอย ปลาช่อนแห้งในหอมทอด และพริกหยวกสอดไส้หมูและกุ้งสับ พร้อมต้นหอมและกระชาย ราคาเริ่มต้นชุดละ 499 บาท

ห้องอาหารญี่ปุ่น ยามาซาโตะ มอบโปรโมชั่นอาหารชุดพิเศษทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ให้บริการระหว่างวันที่ 13 – 17 เม.ย. 2559 ในเซ็ตนี้มีซุปใสเกี๊ยวกุ้งซากุระ ซาซิมิ ปลาแซลมอนย่าง ข้าวห่อสาหร่ายไส้ผักออสมัน เต้าหู้ ปลาแฮริ่ง แครอท ข้าวอบหอยอะซะริเทมปุระ (กุ้ง ปลาไหล มันหวานญี่ปุ่น เห็ดชิทะเกะ และหน่อไม้ฝรั่ง) โมจิรสกะทิ และสตรอเบอร์รี่ญี่ปุ่น ราคาเริ่มต้นชุดละ 900 บาท

ส่วนมื้อค่ำเป็นชุด ‘ไคเซกิ ชุดเมนูปูหม้อไฟ’ มีซาซิมิชั้นดี 2 ชนิด เทมปุระ (กุ้ง ปลาไหล และผักรวม) ปูยักษ์ และปูหิมะหม้อไฟ โจ๊กญี่ปุ่น พุดดิ้งชาเขียวและผลไม้ตามฤดูกาล ราคาเริ่มต้นชุดละ 3,500 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2687-9000

4. ART@PROM ครั้งที่ 3

ชมงานอาร์ตเก๋ๆ พร้อมไฮไลต์ Body Paint กำแพงมนุษย์

วันที่ 10 มี.ค. – 10 เม.ย. 2559 ชวนคนรักงานศิลป์ ไปเที่ยวชมศิลปะไร้ขอบเขตในงาน “ART@PROM ครั้งที่ 3” ณ ศูนย์การค้าพรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่ ภายในงานพบกับ งานศิลปะแนว Contemporary Art รวบรวมมาในหลากหลายแขนง พร้อมจัดแสดงผลงานของศิลปินผู้มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศ เช่น ศิลปะสำหรับเด็ก การวาดภาพสีน้ำ Expressionist Art Workshop การสร้างภาพ Mono Print เทคนิคการเพ้นท์ร่างกายด้วย Air Brush (Body Paint) และร่วมชมกิจกรรมไฮไลต์พิเศษ Body Paint on Wallpaper Show กำแพงบอดี้เพ้นท์มนุษย์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08-5796-0976

5. Robinson Expo Sale 80%

สาวๆ อยากได้เสื้อผ้า น้ำหอม เครื่องสำอางลดราคากระหน่ำ ต้องที่นี่!

วันนี้ – 8 มี.ค. 2559 ชวนขาช็อปไปซื้อของดีราคาสุดคุ้มกันในงาน “Robinson Expo Sale Up to 80%” ณ โซนโรบินสัน ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ภายในงานพบกับสินค้าแบรนด์ดังมากมาย ยกทัพมาลดจัดหนักสูงสุดถึง 80% มีทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง ของแต่งบ้าน ของใช้ในครัวเรือนต่างๆ มากมาย

6. Super Sale 70%

ขาช็อปสายสปอร์ต ต้องมา!

วันนี้ – 6 มี.ค. 2559 ชวนขาช็อปสายสปอร์ตไปช็อปสินค้าแบรนด์ดังในงาน “Supersports Sale 70%” ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Meeting Room 1-2 ภายในงานพบกับ รองเท้ากีฬา เสื้อผ้าสปอร์ตแวร์มากมายหลายแบรนด์ดัง ที่ขนกันมาลดกระหน่ำมากถึง 70% ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าวิ่ง รองเท้าเทรนนิ่ง เสื้อกีฬา เสื้อและกางเกงโยคะ และอุปกรณ์กีฬาต่างๆ งานนี้ห้ามพลาด

7. 100 ปี ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ฟังบรรยายความรู้ฟรีๆ กันบ้างดีกว่า

วันที่ 9 มี.ค. 2559 ชวนไปบริหารสมอง ฟังเสวนาฟรีๆ กันในงาน “100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายในงานจะได้ฟังบรรยายความรู้เกี่ยวกับ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ‘บุคคลสำคัญของโลก’ จากยูเนสโก พบกันได้เวลา 08.30-17.30 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2613-2045, 0-2613-3030
ที่มาภาพบางส่วน : Supersportsstorefuturepark

มากกว่าอร่อย บรรยากาศดี๊ดี! บีชคาเฟ่ใกล้กรุง ชิลริมทะเล ‘ลาแมร์ บางแสน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578858

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2559 06:05

 

วันหยุดสบายๆ หาร้านอาหารดีๆ ชิลๆ ใกล้กรุงเทพฯ ไปที่ไหนดี วันนี้ คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ พาคุณไปร้านนั่งแฮงก์เอาต์ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แถมยังติดทะเลอีกด้วย กับร้าน “ลาแมร์ บางแสน” เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่าที่นี่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนรักตั้งแต่วัยเด็ก ที่เป็นคนบางแสน และอยากเห็นบางแสนมีร้านที่ดี เป็นจุดแฮงก์เอาต์ และพบปะสังสรรค์กันได้อย่างสะดวก สบาย ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่…

“ลาแมร์ บางแสน” ตั้งอยู่ที่ ริมหาดวอนนภา มีทำเลที่ตั้งที่สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกสบาย หากเทียบจากการเดินทางเพื่อมาผ่อนคลาย จากกรุงเทพมหานครมายังบางแสน ใช้เวลาเดินทางจากถนนเส้นบางนาเพียง 45 นาที และเป็นทะเลที่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด

ลาแมร์ บางแสน

ร้านติดหาดวอนนภา

ตกแต่งเริด หรู “Beach Café Restaurant”

“ลาแมร์ บางแสน” ร้านในสไตล์ บีช คาเฟ่ แห่งใหม่ และกำลังได้รับความสนใจ รวมถึงความนิยมอย่างมากของลูกค้าทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เข้ามาท่องเที่ยวที่บางแสน พัทยา มีคอนเซปต์ในการออกแบบและตกแต่งภายใต้ไอเดีย “Beach Café Restaurant” ที่เน้นความเรียบ หรู ดูโก้ แต่อบอุ่น การออกแบบมีแรงบันดาลใจมาจาก Yacht Club สีที่ใช้สำหรับการตกแต่งจึงเป็นโทนสีที่ดูขรึม อย่างกรมท่า แต่ก็แมตช์ด้วยสีขาว ที่เพิ่มความสว่างให้ดูหรู และคลาสสิกด้วย ร้านถูกออกแบบเป็น 2 ชั้น 3 โซน มีความจุ 118 ที่นั่งโดยประมาณ ชั้นแรก เน้นบรรยากาศการตกแต่งและออกแบบเหมือนคลับที่ต่างประเทศ ส่วนชั้นที่ 2 เปิดเป็นโอเพ่น แอร์ หันหน้าเข้าทะเล เพื่อได้สัมผัสบรรยากาศโปร่ง สบาย ชิลรับลมเย็น ได้กลิ่นอายของไอทะเล ถือเป็นอรรถรสของความผ่อนคลาย ที่ครั้งหนึ่งจะต้องมาสัมผัสด้วยตนเอง ทั้งนี้ ยังบริการที่จอดรถสำหรับลูกค้ารองรับรถได้มากถึง 48 คัน

อาหารถูกปาก ราคาถูกใจ ห้ามพลาด

“ลาแมร์ บางแสน” มีความโดดเด่นในเรื่องเมนูอาหารและเครื่องดื่ม เมนู Signature ทั้งหมดถูกออกแบบและคัดสรรเป็นอย่างดี ทั้งวัตถุดิบและการปรุงรสชาติให้ไม่เหมือนใคร และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ ลาแมร์ บางแสน เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเมนูเครื่องดื่มต่างๆ ที่สุดแสนจะครีเอต เช่น Cororita, I See You, La Mer LAB

เครื่องดื่มมากมาย

La Mer LAB

ใครรักการดื่มต้องลอง

เมนูแรก : แซลมอนแซ่บ (ราคา 160 บาท)

แซลมอนแซ่บ

ทดสอบ : สด อร่อย แซ่บ ใครที่ชอบเมนูยำๆ ต้องลองเมนูนี้ ความสดของแซลมอนไม่ต้องกังวลเลย เพราะที่นี่คัดสรรวัตถุดิบออกมาอย่างดี เสิร์ฟสดใหม่กันทุกวัน ทั้งผักและน้ำยำก็อร่อยแซ่บฟิน ทั้งยังมีวาซาบิผสมลงไปเล็กน้อย ทำให้เมนูนี้อร่อยฟินจนต้องจูงมือเพื่อนมากินที่ร้าน

เมนูที่ 2 : ทูน่า ซัลซ่า (ราคา 195 บาท)

ทูน่า ซัลซ่า

ทดสอบ :  มัดกล้ามเนื้อบนของแอตแลนติกทูน่า ทูน่ากล้ามเนื้อทรงกระบอก หั่นเต๋า เอาไปกริลล์กับน้ำมันมะกอกในกระทะ พอสะดุ้งไฟ และเอาขึ้นเสิร์ฟ เสิร์ฟด้วยซัลซ่ากับซอสงา ได้รสชาติเปรี้ยวนำจากซัลซ่า กลิ่นหอมของน้ำมันมะกอกเข้ากับความสดของเนื้อทูน่าเป็นอย่างมาก ทานตัดกับผักกรีนโอ๊คหรือเรดโอ๊ค จุดเด่นอยู่ที่ความสดของเนื้อทูน่า บอกเลยว่าเนื้อเด้งๆ กินแล้วรู้สึกหนุบหนับ อร่อยจนอยากจะกินอีกหลายๆ ชิ้น

เมนูที่ 3 : หมูกรอบทอดน้ำปลา (ราคา 160 บาท)

หมูกรอบทอดน้ำปลา

ทดสอบ : เมนูนี้เราขอกาดอกจันสิบดอก สำหรับใครที่หลงรักหมูกรอบบอกเลยว่าที่นี่อร่อยจนคุณต้องเดินทางมากินถึงบางแสน หมูกรอบของที่นี่ใช้เทคโนโลยีทำอาหารจากยุโรปมาอแดปเข้ากับประเทศไทยแบบบ้านๆ หนังหมูจะกรอบมากๆ ส่วนเนื้อหมูก็นุ่มมากเช่นกัน ทั้งยังทอดด้วยน้ำปลา รสชาติเข้ากันลงตัวสุดๆ ด้วยน้ำจิ้มสุดแซ่บ แค่คิดถึงเมนูนี้ก็น้ำลายสออีกครั้ง

เมนูที่ 4 : เนื้อแกะย่างน้ำจิ้มแจ่วลาแมร์ (ราคา 300 บาท)

ทดสอบ : เมนูนี้พิเศษสุดๆ ใช้ลูกแกะอายุประมาณหกถึงแปดเดือน กลิ่นของแกะยังไม่แรงมาก หอมกำลังดี เนื้ออร่อย เชื่อว่าต้องถูกปากใครหลายๆ คน นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับน้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บ อร่อย เข้ากันเป็นอย่างดี

เมนูที่ 5 : พิซซ่า 4 หน้าอร่อย (ราคา 370 บาท)

พิซซ่า 4 หน้าอร่อย

ทดสอบ : แป้งบาง กรอบ อร่อย เป็นเมนูที่เราอยากให้คุณได้ลองกับพิซซ่า 4 หน้า ถาดนึงมี 8 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็น แฮมเบคอน, พาร์มาแฮม, แซลมอนไข่กุ้ง, ผักโขม ยิ่งถ้ามากับเพื่อนหรือครอบครัวบอกเลยว่าคุณจะได้กินกันแบบไม่เหมือนกัน ใครชอบหน้าไหนกินหน้านั้น ฟินกันสุดๆ

เครื่องดื่มสุดพิเศษ

 

นอกจากนี้ พิเศษกันทุกเทศกาลต่างๆ เชฟแห่ง ลาแมร์ บางแสน ก็ได้รังสรรค์เมนูใหม่ๆ มานำเสนอให้ลูกค้าได้ลิ้มชิมรสในเกือบจะทุกเทศกาล เพื่อสร้างความสนุก สร้างเรื่องเล่าแห่งความสุขในมื้ออาหารนั้นๆ พร้อมนำความประทับใจกับการมาเยือนที่นี่กลับบ้านทุกครั้ง!

** ล้อมกรอบ **

“ลาแมร์ บางแสน” Beach Café Restaurant เวลาเปิด-ปิด: 11.00 – 24.00 น.
สถานที่ตั้ง: ณ ริมหาดวอนนภา อำเภอบางแสน จังหวัดชลบุรี โทรศัพท์: 038 111 030
Facebook fanpage: La Mer Bangsaen – ลาแมร์ บางแสน
Instagram: La Mer Bangsaen

กางคู่มือเที่ยวญี่ปุ่น! 7 ข้อต้องรู้ ก่อนเหินฟ้าไปเจแปนครั้งแรก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582901

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2559 06:05

 

ปีนี้ใครจะไปญี่ปุ่นยกมือขึ้น! ต้นปีแบบนี้เชื่อว่าหลายคนคงแพลนจะไปเที่ยวแดนปลาดิบ ชมดอกซากุระบาน แต่ถ้าเป็นการเดินทางครั้งแรก คงยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ไม่เป็นไร วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากขาเที่ยวสายคาวาอิ

วันนี้ คู่มือเที่ยว ไทยรัฐออนไลน์ มีคำแนะนำมาฝากขาเที่ยวซึ่งจะเดินทางเป็นครั้งแรกมาบอกต่อ หวังว่าคงช่วยให้เตรียมตัวได้มั่นใจมากขึ้น ส่วนจะต้องทำยังไงบ้าง ตามมาดูกันเลย

1. เลือกสถานที่

ประเทศญี่ปุ่นเป็นดินแดนแสนมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะเมืองไหนๆ ก็น่าเที่ยว มีสถานที่น่าสนใจเยอะแยะไปหมด ใครที่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ลองแพลนรูทท่องเที่ยวเพื่อชมดอกซากุระดูก่อน น่าจะง่ายที่สุด

สำหรับการไปเที่ยวชมดอกซากุระบาน ขอแนะนำเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นนี่แหละเริ่ดที่สุด บรรยากาศเมืองเก่าสวยๆ คลาสสิก และมีดอกซากุระบานเต็มเมือง ฟินสุดๆ นอกจากนี้ยังมีที่ โตเกียว, นาโกย่า, โอซาก้า, ฮิโรชิมะ, ฟุกุโอกะ, นางาซากิ เป็นต้น

เที่ยวชมซากุระบาน

2. เลือกเวลาที่เหมาะสม

แต่ถ้าอยากไปเที่ยวในช่วงอากาศดีๆ แนะนำให้ไปในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน อากาศเย็นกำลังดี ไม่หนาวมาก ไม่มีหิมะตก ส่วนใครที่อยากชมเมืองท่ามกลางหิมะขาวโพลนก็ต้องไปช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์

สำหรับสาวๆ หรือคู่รักที่อยากไปชมซากุระบาน ต้องไปช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน และเดือนที่ไม่แนะนำให้ไปเที่ยวเลย เพราะพายุเข้า ฝนตกตลอด คือมันเที่ยวไม่สนุกอะ ก็คือตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน

สาวๆ ญี่ปุ่น

3. การสื่อสาร

ชาวญี่ปุ่นไม่ถนัดภาษาอังกฤษเลย ฉะนั้นการศึกษาภาษาญี่ปุ่นพวกคำพื้นฐานต่างๆ ไว้บ้าง ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวคุณเอง เช่น
สวัสดี พูดว่า โคนนิจิวะ, ขอบคุณ พูดว่า อะริกะโตะ, ขอบคุณมาก พูดว่า อะริกะโตะ โกะไซอิมัส, ขอโทษ (Excuse me) พูดว่า ซึมิมาเซน, ขอโทษ (Sorry) พูดว่า โกเมนนาไซ, ใช่ พูดว่า ไฮ (hai), ไม่ พูดว่า ไอ่ (iie), แล้วเจอกันใหม่ พูดว่า มาตะไอมาโช่, ลาก่อน พูดว่า ซาโยนาระ

4. การให้ทิป

เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น เมื่อเราใช้บริการต่างๆ เช่นการเดินทาง ร้านอาหาร บางคนก็จะกังวลเกี่ยวกับการให้ทิปพนักงาน แต่ขอบอกว่าที่ญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องให้ทิปเลย เช่น ร้านอาหารไม่ต้องให้ทิปพนักงานเสิร์ฟ ไปเที่ยวบาร์ไม่ต้องทิปบาร์เทนเดอร์ ไปทัวร์กับไกด์ไม่ต้องทิปไกด์ พักโรงแรมไม่ต้องทิปพนักงานขนกระเป๋า หรือแม้แต่แท็กซี่ ก็ไม่ต้องให้ทิปเช่นกัน

ใช้บริการแท็กซี่ญี่ปุ่นไม่ต้องให้ทิป

5. มารยาทต่างๆ

การตรงต่อเวลา : ประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นระเบียบสูงมาก ตารางเวลาต่างๆ จะตรงเป๊ะ! อย่างรถไฟในญี่ปุ่น ขบวนรถไฟจะมาตรงเวลา (บนรถไฟห้ามคุยกันเสียงดัง เตือนตัวเองนะว่าเราไม่ใช่ทัวร์จีน!) การนัดเวลากับไกด์นำเที่ยวเขาก็จะตรงเวลามากๆ ฉะนั้น ไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องรักษาเวลาด้วยนะจ๊ะ

การทักทาย : การกล่าวสวัสดีให้โค้งศีรษะลงพร้อมกล่าวทักทาย ถ้าอยากขอบคุณเขาสำหรับการช่วยเหลือ ก็สามารถจับมือเชคแฮนด์ได้ แต่อย่าไปจ้องตา มองหน้าได้และควรค้อมศีรษะลงแต่พองาม จับมือกันสั้นๆ พอเป็นพิธี

บนโต๊ะอาหาร : เช็ดมือด้วยผ้าร้อนบนโต๊ะก่อนทานอาหารทุกครั้ง ถ้าอาหารชิ้นใหญ่ให้ใช้ตะเกียบตัดแบ่งอาหาร แล้วค่อยคีบอาหารเข้าปากคำเล็กๆ อย่าใช้มือทานเด็ดขนาด (ยกเว้นร้านซูชินะ ใช้มือกินจ้า) เวลาทานซุป ให้ยกถ้วยซุปขึ้นมาซดได้เลย และเพื่อส่งสัญญาณว่าคุณอิ่มแล้ว ให้วางตะเกียบไว้บนที่วางตะเกียบ พนักงานก็จะรู้ว่าเข้ามาเก็บจานไปได้

บนโต๊ะอาหารแบบไคเซกิ

กินร้านข้างทาง : คนญี่ปุ่นไม่เดินกิน เวลาซื้อพวกขนมหรือของกินสตรีทฟู้ดข้างทาง เขาจะยืนกินหน้าร้านให้หมดก่อน ถึงเดินเที่ยวต่อ ยกเว้นน้ำเปล่ากับไอศกรีมโคนคงมีอนุโลมบ้าง เพราะเห็นวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็มักถือไอติมเดินกินไปด้วย

เวลาพูดคุย : ถ้าเข้าไปถามทางกับชาวญี่ปุ่น เขาจะเต็มใจช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติมากๆ แต่เวลาเขาพูดกับเรา เราควรพยักหน้าไปด้วยตลอดการสนทนา เพื่อบอกให้รู้ว่าเราตั้งใจฟัง และถือเป็นมารยาทที่ดี

การถอดรองเท้า : ถ้าเข้าไปเที่ยวอาคารหรือบ้านที่ต้องเข้าชมด้านใน ส่วนใหญ่ให้ถอดรองเท้า โดยหันปลายรองเท้าออกจากตัวบ้าน แม้แต่ในโรงแรมบางแห่งก็เข้มงวด ตรงทางเดินถ้าสังเกตเห็นว่ามีพรมปูอยู่ ห้ามใส่รองเท้าไปเดินเหยียบบนพรม ต้องถอดรองเท้าก่อนทุกครั้ง

เวลาเดินอยู่ อย่ากินอาหารไปด้วย

6. อาหารที่ต้องลอง

น่าโดนที่สุดเลยก็คือ ราเมนญี่ปุ่น จะบอกว่ากินราเมนเมืองไทยมันไม่อร่อยเหมือนกินที่ญี่ปุ่นจริงๆ นะ ไม่รู้ทำไม อยากให้ไปลองกันแล้วจะรู้! นอกจากนี้ก็มีพวกซูชิ ซาซิมิต่างๆ ซึ่งสด อร่อย และราคาถูกกว่าเมืองไทยซะอีก แล้วก็มีชาบู นาเบะ ข้าวแกงกะหรี่ เหล้าบ๊วย และสาเก

7. สิ่งที่ห้ามพลาดเด็ดขาด

ปิดท้ายที่สิ่งห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น ก็ต้องออนเซ็นสิ รออะไร! แก้ผ้าลงออนเซ็นเลยจ้า แบบว่ามันฟินสุดๆ น้ำร้อนแต่พอลงไปแช่สักพักจะอุ่นกำลังดี พอขึ้นจากน้ำก็ไม่หนาวอย่างที่คิด ขอให้ไปโดนจริงๆ เอาเป็นว่าถ้าเตรียมตัวพร้อมแบบนี้แล้ว ก็ขอให้ไปเที่ยวอย่างมีความสุขกันนะจ๊ะ

เที่ยวช็อปตลาดญี่ปุ่น

10 สุดยอดบ่อน้ำพุร้อนที่ควรหย่อนกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582268

โดย GQ Thailand 29 ก.พ. 2559 16:01

 

เพราะชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินและไม่อาจแยกจากกัน พวกเขาจึงเป็นชนชาติที่รู้จักร่างกายตนเองและใช้ประโยชน์จากดินแดนของตัวเองได้ยอดเยี่ยมที่สุด หนึ่งในพิธีกรรม ‘ปรนเปรอร่างกาย’ ที่ฮอตฮิตตลอดกาลของเมืองหนาวอย่างญี่ปุ่น คือการลงแช่ในน้ำร้อนจัดๆ ที่ผุดขึ้นมาจากใต้ผืนดิน อุดมด้วยแร่ธาตุอันทรงคุณค่าและแสนบริสุทธิ์ กระตุ้นให้เลือดลมสูบฉีด สมองปลอดโปร่ง ชีวิตดีทันตาเห็น

ทั้งประเทศญี่ปุ่นมีแหล่งน้ำพุร้อนอยู่ถึง 27,000 แห่ง และบ่อน้ำร้อนที่มีการสร้างให้เป็นที่พักด้วย ก็มีแล้วกว่า 3,000 แห่ง เยอะขนาดนี้จะไปที่ไหนดี GQ จัดอันดับมาให้แล้ว

1. โฮชิออนเซ็น โชจุกัง จังหวัดกุนมะ

http://www.hoshi-onsen.jp

กล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่ง Kobo Daishi ผู้เผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบระหว่างออกเดินทางเพื่อเผยแผ่ศาสนา เอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือน้ำพุร้อนที่ไหลผ่านหินที่อยู่ก้นบ่อพร้อมกับอัญมณีต่างๆ ห้องอาบน้ำที่เรียงรายกัน 4 ห้องมีอายุร่วมศตวรรษ ห้องบ่อใหญ่จะเป็นบ่อรวม อุณหภูมิของน้ำจะแตกต่างกันในแต่ละบ่อเนื่องจากขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ อาคารเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ปี 1875 (ปีเมจิที่ 8) ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับเข้าไปอยู่ในยุคโบราณ ราวกับว่าเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่แอบซ่อนอยู่อย่างลึกลับ

GQ Tips

น้ำพุร้อนของที่นี่ทั้งใสและนุ่มนวล ทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่อนคลายได้แบบที่การนวดก็ทำไม่ได้ แนะนำให้ใช้เวลาอ้อยอิ่งในโถงโฮริว ซึ่งสร้างขึ้นในยุคสมัยที่แตกต่างกัน เตาผิงที่อยู่ทางด้านขวาของประตูทางเข้าเป็นสถานที่ที่แขกผู้มาพักจะได้พบปะพูดคุยกันท่ามกลางเสียงไม้เผาในเตาผิงและบทสนทนาที่อบอุ่น

2. อาโซะ จังหวัดคุมาโมโตะ

http://kai-aso.jp

อยู่ในรีสอร์ตโฮชิโนะ ไค อาโซะ ทุกห้องออกแบบโดยอิจิโร่ ซาโต้ ดึงความอุ่นของไม้และหินมาใช้เพื่อให้เกิดบรรยากาศแบบโมเดิร์นอย่างเป็นธรรมชาติ เพดานสูงถึง 4 เมตร และหน้าต่างบานใหญ่ทำให้รู้สึกโล่งสบาย มีแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ห้องพักทุกห้องถูกออกแบบจัดวางให้รู้สึกราวกับว่าถูกล้อมรอบด้วยป่า เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องสายตาจากภายนอกมารบกวน บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสในแต่ละห้องพักมีขนาดยาวด้านละ 2 เมตร และยื่นออกไปท่ามกลางแมกไม้ ทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติ

GQ Tips

หากได้ลองแช่น้ำพุร้อนไปพร้อมกับจ้องมองทิวทัศน์ที่มีแสงแดดส่องเข้ามานั้นจะทำให้ลืมเวลาไปได้เลย ไม่ควรพลาดโปรแกรม “BAR แอ่งภูเขาไฟ” ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ส่วนหนึ่งของที่นี่

3. อามากุสะ จังหวัดคุมาโมโตะ

www.rikyu5.jp

โรงแรมอิชิยามะริคิว โกโซะโนะคุซึ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดคุมาโมโตะ ผสมผสานความเป็นตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ที่พักจะแบ่งเป็นวิลล่า A, B และ C ผสมผสานทั้งความเก่าและใหม่ของอามะกุสะเอาไว้ ส่วนวิลล่า C ที่อยู่บนภูเขานั้นได้แรงบันดาลใจมาจากยุคกลาง แขกผู้มาพักจึงได้สัมผัสกับดีไซน์การออกแบบของหลากหลายเชื้อชาติผสมผสานกันอยู่ และที่ขาดไม่ได้ก็คือบ่อน้ำพุร้อนที่มากับทุกห้องพัก บ่อน้ำพุร้อนจากแหล่งน้ำธรรมชาติแห่งชิโมดะที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปี นั้นมีผลต่อระบบไหลเวียนของเลือดและระบบประสาท

GQ Tips

วิวพระอาทิตย์ตกดินที่ทะเลจีนตะวันออกมันคือที่สุดแล้ว แนะนำให้ลองมาพักสักสองคืนจะได้ลองห้องทั้งสองแบบ

4. ยูฮิงะอุระออนเซ็น จังหวัดเกียวโต

www.ama-yadori.com

ยูฮิงะอุระออนเซ็นอยู่ภายในที่พักอุโจ โซอัน ซึ่งอยู่ใกล้กับอ่าวคุมิฮามะ ห้องพักทุกห้องแยกออกจากกันเพื่อความเป็นส่วนตัว บ้านของต้นตระกูลที่อยู่ด้านในนั้นมีอายุถึง 150 ปี บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งในแต่ละห้องใช้เพดานเป็นกระจกทำให้รู้สึกเปิดโล่ง คุณภาพของน้ำพุร้อนมีค่าความเป็นด่างต่ำ ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คืออาหารท้องถิ่นของแถบคันไซที่ใช้วัตถุดิบอันหลากหลายตามฤดูกาล โดยเฉพาะที่ห้องอาหารส่วนตัว “อามะซึมิสุ” ที่ใช้วัตถุดิบในพื้นที่ สดใหม่ อิ่มกายสบายท้อง

GQ Tips

– แนะนำให้เลือกแพลนแบบ “Daizagani” รับรองว่าฤดูหนาวในทังโกะจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

– เห็ดมัสซึทาเกะในช่วงนี้มีกลิ่นหอมแบบที่คุณจะไม่มีวันลืม

5. โอซาวะออนเซ็น จังหวัดอิวาเตะ

www.oosawaonsen.com

โอซาวะออนเซ็น จิซุยบุ โทจิยะ มีทั้งบ่อน้ำพุร้อนเพื่อรักษาโรคเหมือนในสมัยโบราณและครัวรวมที่แขกสามารถทำอาหารได้ด้วยตัวเอง มีระบบจัดการที่เข้าใจง่าย ให้แขกผู้เข้าพักจ่ายเฉพาะสิ่งของที่ใช้ไปเท่านั้น เช่น เครื่องนอน ชุดยูกาตะ และวัตถุดิบทำอาหาร ใครอยากเอามาเองก็ได้เช่นกัน ผู้ที่มาพักสามารถเลือกใช้บริการโปรแกรมต่างๆ รวม 5 แบบ มาเป็นกลุ่มก็เข้าท่า มาเดี่ยวก็เข้าที มาคู่ก็โรแมนติก

GQ Tips

แม้จะมีอุปกรณ์ให้แขกทำอาหารเอง แต่ถ้าขี้เกียจก็สามารถสั่งอาหารมาจากที่พักในเครือเดียวกันอีกสองแห่งได้ บ่อน้ำพุร้อนรวมที่อยู่ขนาบข้างแม่น้ำ เหมาะกับคู่รักจะลงแช่ด้วยกัน ส่วน “น้ำพุร้อนรักษาโรค” ในโรงอาบน้ำรวมนั้นเป็นน้ำพุร้อนธรรมดาที่มีสีใสและมีค่าเป็นด่าง มีผลทั้งช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ช่วยรักษาโรคระบบทางเดินอาหารแบบเรื้อรัง อาการปวดข้อต่อและประสาทต่างๆ

6. นิวโตะออนเซ็น จังหวัดอาคิตะ

www.tsurunoyu.com

จุดเด่นของนิวโตะออนเซ็นในเรียวกังซึรุโนะยุ คือควันสีขาวที่ลอยคลุ้งเหนือน้ำพร้อมกับกลิ่นของกำมะถัน กล่าวกันว่ามีผลต่อการรักษาโรคความดันเลือดสูงและเส้นเลือดแดงแข็งตัว สามารถเข้ามาใช้บริการเฉพาะแค่บ่อน้ำพุร้อนก็ได้ (ทุกวันจันทร์จะใช้ได้เฉพาะบ่อด้านใน) เรียวกังซึรุโนะยุออนเซ็นอยู่ในหมู่บ้านน้ำพุร้อนในเขานิวโตะ จังหวัดอาคิตะ ที่มีประวัติเก่าแก่ที่สุด คุณภาพของน้ำพุร้อนนั้นมีหลากหลาย ทางเดินไปสู่ที่พักยังเป็นเส้นทางตามธรรมชาติที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาลึก

GQ Tips

จองที่พักได้ผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น (0187-46-2139) นอกจากที่พักหลังที่2และ 3แล้วทุกห้องมีบริการเสิร์ฟอาหารที่ห้องพัก หม้อไฟเสิร์ฟแบบญี่ปุ่นในภาชนะทาสีแบบ Kawatsura-nuri อร่อยล้ำ แนะนำให้พักช่วงฤดูหนาว ภาพของบ่อน้ำพุร้อนท่ามกลางหิมะที่ทุกคนเคยจินตนาการไว้จะกลายเป็นความจริง อีกทั้งยังมีเตาผิงและหลังคาใบจาก ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

7. ชิโอะบาระออนเซ็น จังหวัดโทจิกิ

www.myogaya.com

ออนเซ็นในที่พักเมียวกะยะฮอนกังจะทำให้เรารู้สึกได้ถึงแรงดันจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ นี่เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่เพิ่งผุดขึ้นมาเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 2012 นี่เอง จุดเด่นคือน้ำที่ปนสีดำเหมือนน้ำหมึก น้ำในบ่ออาบน้ำทุกบ่อรวมถึงของที่พักในเครือเดียวกันล้วนมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหมด ทีเด็ดของที่นี่ก็คือบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งริมแม่น้ำกลางหุบเขาที่ให้คุณนั่งมองวิวแม่น้ำและฟังเสียงคลื่นกระทบหินไปด้วย มีบ่อออนเซ็นหลากหลายชนิดรวม 10 แบบให้เลือก ทั้งบ่อน้ำด้านในที่มีน้ำสองสีแบบที่เรียกว่า ‘นิโกะริยุ’

GQ Tips

พลาดไม่ได้คือศาลาโบราณซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์เรโทร ผสมผสานความเป็นตะวันออกกับตะวันตกเอาไว้ ซึ่งออกแบบโดยคุณเก็นอิจิโระ ซูซูกิ ลูกศิษย์ของ Frank Lloyd Wright

น้ำพุร้อนของที่นี่คือน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นค่อนข้างสูง สามารถทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ถึงภายใน จึงทำให้เวลาที่ลุกออกมาจากบ่อน้ำพุแล้วเหงื่อก็ยังไหลไม่หยุด อย่าตกใจ

8. บ่อน้ำพุร้อนอาราชิยามะ จังหวัดเกียวโต

www.suirankyoto.com

ส่วนหนึ่งของซุยรัน ลักชัวรี่ คอลเล็กชั่น โฮเทล เกียวโต คือบ่อน้ำพุร้อนในพื้นที่อาราชิยามะแห่งนี้ ซึ่งเพิ่งจะเกิดใหม่ในปี 2015 นี้เอง ห้องพักทั้งหมด 35 ห้อง มี 17 ห้องที่มีบ่อน้ำพุร้อนในตัว คุณภาพของน้ำพุที่อาราชิยามะเป็นน้ำพุร้อนธรรมดาที่มีค่าความเป็นด่างต่ำ ห้องอาหาร “เคียว ซุยรัน” ของเขาพิเศษมาก ตรงที่เคยเป็นบ้านพักตากอากาศของโชโซ คาวาซากิ หรือผู้ให้กำเนิดตำนานแบรนด์คาวาซากินั่นเอง

GQ Tips

– อย่าลืมจองที่นั่งสำหรับร้านเทปันยากิ “คันซัง” ของที่นี่กันด้วย

– ช่วงที่แนะนำคือฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะสามารถมองเห็นวิวของใบไม้เปลี่ยนสีบนภูเขาอาราชิยามะได้จากห้องพัก

– บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้ง “ราคุ” ที่จำกัดให้ใช้บริการได้เฉพาะแขกที่มาพักและต้องจองไว้เท่านั้น

9. อุระบังได จังหวัดฟุกุชิมะ

www.hotelliaalto.com

อยู่ในโฮเตลลิ อารุโตะ โรงแรมบนภูเขาคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ผสมผสานเรียวกังแบบญี่ปุ่นเข้ากับไลฟ์สไตล์แบบยุโรปตอนเหนือ โดยสถาปนิก 3 คนได้ร่วมกันแปลงโฉมบ้านพักบนภูเขาที่มีอายุราว 40 ปี ใหม่ทั้งหมด ให้กลายเป็นห้องพักทั้ง 13 ห้อง ที่ให้บรรยากาศโมเดิร์นแบบยุโรปตอนเหนือ ในห้องพักเดี่ยวมีเตาผิงฝังพื้น ระเบียง และบ่อน้ำพุร้อนส่วนตัว

GQ Tips

ช่วงกลางฤดูหนาวบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งจะสวยงาม เป็นเหมือนถ้ำหิมะเลยทีเดียว

10. บ่อน้ำพุร้อนฮิงาชินารุโกะ จังหวัดมิยะงิ

www.ohnuma.co.jp

อยู่ในที่พักฮาคุเน็น ยูยาโดะ เรียวกัง โอนุมะ โด่งดังในเรื่องน้ำพุร้อนเกลือโซเดียม ไฮโดรเจน คาร์บอเนต จากแหล่งน้ำพุส่วนตัว ช่วยให้ผิวสวยนุ่มลื่นเพราะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าออกไป ห้องพักทุกห้องเป็นห้องแบบญี่ปุ่น มีโรงอาบน้ำพุร้อนเพื่อรักษาโรคให้เลือกได้อีก4แบบ ไฮไลต์คือบ่อน้ำพุร้อนนารุโกะ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบ่อน้ำพุร้อนอันเก่าแก่มีประวัติยาวนานถึง 1,200 ปี

GQ Tips

– ใครมีปัญหาสุขภาพ แนะนำบ่อรวม “Yakushi Senri Furo” เพราะใส่หินช่วยรักษาโรคลงไปในน้ำอย่าง “อินโนะยุ” หรือบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้ง “โมริโนะยุ” ที่อยู่ด้านหลังภูเขาซึ่งให้ความรู้สึกที่พิเศษมาก (ต้องจองก่อนและเสียค่าบริการเพิ่ม)
– เด่นเรื่องอาหารมังสวิรัติกับข้าวกล้องหอมๆ

ที่มา – http://www.gqthailand.com/life/view/?url=10-hotttest-onsen-of-japan

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

“ชมผลงานศิลปะ บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583202

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 28 ก.พ. 2559 05:01

 

อาคารหอศิลป์ Palazzo Pavone.

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2310 เป็นวันพระราชสมภพของพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ทรงเป็นอัครศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ทรงมีพระอัจฉริยภาพในงานศิลปะหลายสาขา

ทางด้านประติมากรรมทรงร่วมกับช่างประติมากรรมฝีมือเยี่ยมในสมัยนั้น แกะสลักบานประตูไม้พระวิหารวัดสุทัศน์วราราม เป็นลายเครือเถารูปป่าหิมพานต์ ทางด้านวรรณกรรม ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้หลายเรื่อง เช่น อิเหนา ซึ่งเป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ว่าเป็นยอดของกลอนบทละครรำ นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกไว้ถึง 5 เรื่อง ได้แก่ ไกรนอก พระไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง และ มณีพิชัย

คำประกาศเกียรติคุณศิลปินแห่งชาติ.

ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในด้านวรรณกรรม ทรงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาวรรณกรรม

คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนศิลปินให้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท

ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ.

เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะของชาติให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบรางวัลให้แก่ศิลปินที่มีผลงานดีเด่นในด้านต่างๆ โดยดำเนินการเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 เป็นต้นมา

ในเดือนนี้จึงขอเล่าถึง ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) ปี พ.ศ.2541 ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จักและคุ้นเคยกับอาจารย์ประหยัดมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ก่อนที่อาจารย์ประหยัดจะ จากไปเมื่อเดือนกันยายน 2557

ชื่อภาพ ครอบครัวม้า.

เมื่อครั้งที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2557 ผู้เขียนก็ได้ไปร่วมแสดงความยินดีและเยี่ยมชมแกลเลอรี่ของอาจารย์ประหยัดด้วย

ในครั้งนั้นอาจารย์ประหยัดเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่มาทำแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะอยู่ที่เขาใหญ่ เกิดจากช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.2554 ครอบครัวของอาจารย์ประหยัดย้ายออกจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปเช่า รีสอร์ตที่ชลบุรีอยู่นานเป็นเดือน ระหว่างนั้นอาจารย์ประหยัดยังทำงานศิลปะ และรู้สึกว่ามีสมาธิกับการทำงานเป็นอย่างดี จึงคิดอยากหาสถานที่เหมาะๆในต่างจังหวัด สร้างบ้านพัก สตูดิโอ และแกลเลอรี่สำหรับแสดงงานศิลปะ

ชื่อภาพ ม้าสามตัว.

หลังจากที่ไปดูที่ดินหลายแห่ง ไปพบทำเลที่ถูกใจที่เขาใหญ่ และได้เริ่มปรับพื้นที่ก่อสร้างอาคารต่างๆมาเรื่อยๆ จนสำเร็จเป็น บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ และหอศิลป์ Palazzo Pavone

ส่วนที่เป็นแกลเลอรี่เปิดให้เข้าชมโดยไม่เก็บค่าผ่านประตู ตามเจตนารมณ์ของอาจารย์ประหยัดที่อยากให้เยาวชนและผู้ที่สนใจงานศิลปะได้ชมเพื่อการศึกษา ภายในอาคารจัดแสดงงานศิลปะ โดยรวบรวมผลงานของอาจารย์ ประหยัด ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา มีงานศิลปะหลายรูปแบบทั้งภาพเขียนสีน้ำมัน ภาพเขียนสีน้ำ ภาพพิมพ์สีน้ำมัน ภาพพิมพ์สีน้ำ งานประติมากรรม งานแกะสลัก

บรรยากาศภายในหอศิลป์.

อาจารย์ประหยัดเคยกล่าวไว้ว่า อยากให้งานศิลปะดีๆอยู่ในประเทศไทย ชาวต่างชาติที่ไหนอยากจะดู ต้องมาดูที่เมืองไทย แต่ในความเป็นจริง เมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันต่อๆไป ก็ยากที่จะควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้ เท่าที่ทราบปัจจุบันมีผลงานบางชิ้นอยู่ที่อิตาลี บางชิ้นอยู่ที่ญี่ปุ่น ถ้ามองในแง่ดีก็นับว่าเป็นการเผยแพร่ฝีมือศิลปินชาวไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ

ส่วนผลงานที่ยังอยู่ในความดูแลของครอบครัว ลูกๆของอาจารย์ตั้งใจว่าจะเก็บรักษางานของอาจารย์อย่างดีที่สุด หากมีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนมือไป ก็อยากให้อยู่กับหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันศิลปะในประเทศไทย

อาจารย์ประหยัดมีความสนใจในศิลปะตั้งแต่ยังเด็ก ชอบวาดรูป ชอบเรียนวิชาศิลปะ เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง เรียนอยู่ได้สองปีก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรได้ เมื่อเรียนอยู่ชั้นปีที่ 5 ได้รับความไว้ใจจากศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ให้ช่วยสอนวิชาพื้นฐานทางศิลปะ เมื่อจบการศึกษาแล้วได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยศิลปากร

ชื่อภาพ เทียน 72 ดวง.

หลังจากเป็นอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง อาจารย์ประหยัดสอบชิงทุนไปศึกษาศิลปะที่ประเทศอิตาลี และเมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2504 ก็กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรต่อเนื่องมาจนเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.2538
ผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต คือการได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนภาพประกอบในหนังสือพระมหาชนก และได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ออกแบบ ลวดลายพื้น และเขียนภาพเพดานพระวิหารใหม่ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัด ฉะเชิงเทรา ซึ่งนอกจากออกแบบแล้วอาจารย์ประหยัดยังปีนนั่งร้านขึ้นไปเขียนภาพเพดานบางส่วนเอง โดยมีทีมงานช่างฝีมือช่วยกันเขียนตามที่อาจารย์ได้ออกแบบไว้

หากไปชมแกลเลอรี่ที่เขาใหญ่ ก็จะได้เห็นภาพเขียนที่จำลองมาจากงานออกแบบลวดลายพื้น และลวดลายเพดานวิหารวัดโสธรวรารามวรวิหาร ซึ่งได้นำมาจัดแสดงไว้ด้วย

บรรยากาศบริเวณรีสอร์ต.

ผลงานศิลปะของอาจารย์ประหยัดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างภาพสัตว์ต่างๆ เช่น ไก่ แมว ม้า นกเค้าแมว อาจารย์ประหยัดมีเทคนิคพิเศษในการสร้างสรรค์ให้ดวงตาของสัตว์ในภาพเป็นสีทองแวววาว แม้ว่าบางภาพผ่านกาลเวลามาร่วมสี่สิบปีแล้วสีทองยังสวยสุกใส

ผู้ที่รักและสนใจงานศิลปะ สามารถไปชมผลงานฝีมือศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ ได้ที่หอศิลป์ Palazzo Pavone ตั้งอยู่ที่ถนนธนะรัชต์ กม.12 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลข โทรศัพท์ 08-1427-8907

บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียริคุณประหยัด พงษ์ดำ.

มีร้านอาหารและกาแฟ ร้าน จำหน่ายของที่ระลึก เช่น แก้วกาแฟ เสือยืด ผ้าพันคอ ปลอกหมอนอิง เปิดบริการเวลา 09.00 น. ถึง 16.30 น. (หยุดวันพุธ) และถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปพักผ่อนในบรรยากาศสบายๆท่ามกลางธรรมชาติ ก็มีบริการห้องพักและบ้านพักซึ่งเป็นกิจการเล็กๆของครอบครัวศิลปินแห่งชาติ ที่ทำเพื่อนำรายได้มาใช้ในการดูแลรักษาหอศิลป์ Palazzo Pavone ให้คงอยู่เพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาศิลปะได้ตลอดไป

แม้ว่าศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ จะจากไปแล้ว ผลงานอันทรงคุณค่าของท่านจะปรากฏอยู่ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชมไปอีกนาน

ดังคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

…..สวัสดี

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์