เดือนไหนเที่ยวนอกคุ้มสุด? เปิดคู่มือจองตั๋วราคาถูก 10 ประเทศ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579730

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 06:05

 

คุณกำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศอยู่ใช่มั้ย? แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าประเทศไหนค่าเดินทางแพงมั้ย มีโปรตั๋วถูกรึเปล่า ลองเข้ามาอ่านข้อมูลดีๆ นี้ดู ก่อนตัดสินใจนะจ๊ะ

วันนี้ คู่มือเที่ยว ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปล้วงลึกผลการสำรวจจาก สกายสแกนเนอร์ (Skyscanner) เสิร์ชเอ็นจิ้นที่ให้บริการค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก และรถเช่าออนไลน์ ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลมาให้ดูว่า หากคุณอยากจะไปเที่ยวเมืองนอกยอดฮิต 10 ประเทศ คุณควรจะเลือกเดินทางช่วงไหน ถึงจะมีค่าใช้จ่ายน้อยและคุ้มค่าสุดๆ

โดยสกายสแกนเนอร์ได้วิเคราะห์ข้อมูลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการจองตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด และช่วงเวลาที่คาดว่าจะได้ตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดที่สุด คือช่วงเดือนไหนของปี

ถ้าพร้อมแล้ว ตามมาเช็กลิสต์ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพิชิตตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดกันเลย

1. มาเลเซีย 

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 3 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ กรกฎาคม
ประหยัดได้ 31.1%

เที่ยวมาเลเซีย ชมตึกแฝด Petronas Twin Towers

2. สิงคโปร์ 

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 16 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ กันยายน
ประหยัดได้ 17.4%

ธรรมชาติยิ่งใหญ่ น่าประทับใจ

3. เวียดนาม

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 13 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ ตุลาคม
ประหยัดได้ 22.0%

แต่ละประเทศ ต้องเดินทางเดือนไหนคุ้มสุด?

4. ฮ่องกง 

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 12 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ พฤศจิกายน
ประหยัดได้ 24.7%

เที่ยวดินแดนแห่งซากุระ

5. ญี่ปุ่น 

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 19 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ มิถุนายน
ประหยัดได้ 7.9%

6. เกาหลีใต้ 

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 17 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ พฤศจิกายน
ประหยัดได้ 11.8%

ใครจะไปญี่ปุ่น เข้ามาเช็กก่อน

7. ออสเตรเลีย

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 17 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ สิงหาคม
ประหยัดได้ 15.3%

8. จีน 

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 18 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ ธันวาคม
ประหยัดได้ 11.4%

เที่ยวอังกฤษกันมั้ยล่ะ?

9. สหราชอาณาจักร

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 16 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ ตุลาคม
ประหยัดได้ 16.2%

10. สหรัฐอเมริกา

ควรจองล่วงหน้าเพื่อตั๋วราคาถูกที่สุด คือ 20 สัปดาห์
เดือนที่เดินทางได้ถูกที่สุด คือ พฤศจิกายน
ประหยัดได้ 8.6%

ไปเมืองนอก ต้องวางแผนการเดินทางให้พร้อม

โดยสรุป พบว่า เดือนพฤศจิกายน เป็นเดือนที่เดินทางไปต่างประเทศได้ถูกที่สุด ส่วนช่วงเวลาที่ราคาตั๋วเครื่องบินในเมืองไทยถูกที่สุดอยู่ที่ 20 สัปดาห์ก่อนออกเดินทาง (โดยประมาณ) และยังมีรายละเอียดการวิเคราะห์ผลสำรวจดังนี้

– ช่วงเวลาที่ถูกที่สุดในการเดินทาง : สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน
– เดือนที่ถูกที่สุดในการเดินทาง : เดือนพฤศจิกายน
– ช่วงเวลาที่แพงที่สุดในการเดินทาง : สัปดาห์แรกของเดือนเมษายน
– เดือนที่แพงที่สุดในการเดินทาง : เดือนเมษายน

เที่ยวนอกสุดคุ้ม ต้องเช็กเดือนก่อนนะ

ปฏิทินเที่ยวเมืองนอก

หมู่บ้านน้ำตาลไอซิ่ง! เที่ยว ‘ชิราคาวาโกะ’ ชมหิมะฟูฟุ้งที่เกาะฮอนชู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577841

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2559 06:05

 

หิมะในเหมันต์ฤดูปกคลุมหมู่บ้าน ‘ชิราคาวาโกะ’ หมู่บ้านชาวนาเล็กๆ ที่สร้างสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ โอบล้อมด้วยภูเขา อยู่ในเขตจังหวัดกิฟุและโทยามา ทางตอนกลางของเกาะฮอนชู ขาวโพลนไปทุกตารางนิ้ว ดูเหมือนน้ำตาลไอซิ่งโรยไว้เต็มไปหมด

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปเที่ยวฝ่าดงความหนาวเย็น ท่ามกลางอุณหภูมิ -8 องศาเซลเซียส กันที่หมู่บ้านสุดคลาสสิกแห่งนี้ ไม่ใช่แค่สภาพอากาศที่หนาวเย็นจับขั้วหัวใจเท่านั้น แต่ยังมีลมหนาวที่โชยมาเอื่อยๆ กระทบกับผิวกาย

ความเย็นที่มาปะทะนั้น ขอบอกว่า มันหนาวเยือกลดลงไปอีกเหมือน -10 องศาเซลเซียส!

ขาวโพลนไปหมดเหมือนมีใครมาโรยน้ำตาลไอซิ่งจนทั่ว

-1-

ความหนาวเย็นและหิมะหนา ที่ปกคลุมอยู่บนพื้นถนน ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะฉุดสองเท้า ที่เริ่มชาไปด้วยความเย็น เพราะสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า คือความงดงามของหมู่บ้านในฝัน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สะพานแขวนทอดยาวข้ามแม่น้ำโชกาวะ เส้นทางที่จะต้องเดินผ่านไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะ เป็นมุมดีๆ ที่ไม่ควรพลาดต่อการเก็บภาพ คู่กับทิวทัศน์อันงดงามเบื้องหลัง

พอเข้ามาถึงภายใน ภาพบรรยากาศความคึกคักของนักท่องเที่ยวที่สนอกสนใจกับหิมะที่รายล้อมรอบๆ ตัว และพากันบันทึกภาพรัวๆ ทำให้ที่นี่ดูมีชีวิตชีวา

นักท่องเที่ยวไม่หวั่นอากาศหนาว ออกมาเดินเที่ยวชม

ทางเดินก็ขาวโพลนไปหมด

หมู่บ้านโบราณมรดกโลก

-2- 

มาเที่ยวถึงถิ่นแล้ว ก็ต้องแวะซื้อของที่ระลึกกันเสียหน่อย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาเยือนที่นี่ ของที่ระลึกมีทั้งขนม คุกกี้ แม็กเน็ต พวงกุญแจที่เป็นรูปบ้านหลังคาสูง ที่สำคัญการเข้ามาแวะพักที่ร้านขายของที่ระลึก ทำให้เราได้คลายความหนาวเย็นด้วย ‘ฮีตเตอร์’ ในร้าน เติมพลังให้เดินเที่ยวต่อได้นานขึ้น

ผังหมู่บ้านของชิราคาวาโกะไม่ซับซ้อน นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมหมู่บ้านได้ง่าย เอกลักษณ์ของที่นี่ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบ ‘กัสโช’ (Gassho-zukuri) หรือ ทรงพนมมือที่โดดเด่น หมู่บ้านนี้อายุมากกว่า 250 ปี มีบ้านสไตล์กัสโชมากถึง 113 หลัง และบ้านสไตล์ญี่ปุ่นอีกกว่า 300 หลัง

แถมสร้างด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้รับน้ำหนักหิมะในฤดูหนาว ด้วยหลังคาหน้าจั่ว หนาราว 1 เมตร ทำมุม 60 องศา มุงด้วยหญ้าคา ไม้ ดินเหนียว ยาวประมาณ 18 เมตร และกว้าง 10 เมตร ป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุหลังคาเข้ามาในบ้าน เพราะความชันและความหนาของหลังคา ช่วยให้น้ำฝนไม่เกาะค้างบนหลังคาเป็นเวลานาน และหลังคาก็ไม่ผุพังเร็วด้วย

สถาปัตยกรรมแบบกัสโช (Gassho-zukuri)

มุมนี้ สวยอีกแล้ว

เหมือนกระท่อมเล็กๆ ในนิทาน น่ารักจัง

-3-

บ้านแต่ละหลังต้องมุงหลังคาใหม่ทุก 25 – 35 ปี และต้องลงแขกเปลี่ยนหลังคาใช้คนกว่า 100 – 300 คน การเปลี่ยนหนึ่งครั้งจะช่วยถ่ายทอดวิธีมุงหลังคาจากรุ่นสู่รุ่นสืบทอดกันมาเป็นประจำทุกปี โดยใช้เวลาเพียงวันเดียวสำหรับบ้าน 1 หลัง แต่งบในการเปลี่ยนแต่ละครั้งร่วม 20 ล้านเยน

ที่นี่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังสามารถรักษาเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี หลังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น หมู่บ้านมรดกโลกด้านวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 1995 เพราะหลังคาบ้านแบบกัสโช มีเพียงไม่กี่ที่ในโลก

บ้านทรงโบราณท่ามกลางหิมะ ไม่ว่าจะถ่ายมุมไหน ก็สวยไปหมด ไม่เชื่อลองตามมาดู!

หิมะฟูหนาหลายนิ้วเคลือบคลุมผิวดิน

แชะภาพกลางสะพาน

มุมสวยอีกมุม ที่ไม่ควรพลาดชม

เดินชมวิวสวยๆ ท่ามกลางหิมะฟูๆ

บ้านริมน้ำ เดาว่าสระน้ำข้างหน้าคงกลายเป็นลานสเก็ตไปแล้ว

ที่มาภาพ : เขมิกา พรมพันใจ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐทีวี

ไปแล้วจะรัก…ทะเลดอกไม้ที่ “ดอยอ่างขาง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578674

โดย แบกกล้องเที่ยว 20 ก.พ. 2559 16:01

 

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ เจอกันอีกครั้งกับ “แบกกล้องเที่ยว” เสาร์นี้จะพาไปเที่ยวชมสิ่งสวยๆ งามๆ ในเดือนที่อบอวลไปด้วยความรักกันที่ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ท่านที่เคยไปเที่ยวแล้วน่าจะประทับใจกับความงามของดอกไม้เมืองหนาว ที่เบ่งบานแข่งกันบนถนนสายสีชมพูที่เต็มไปด้วย ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ที่ส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยบานตั้งแต่เดือนธันวามคมไปถึงกลางเดือนมกราคม แต่ด้วยปีนี้สภาพอากาศแปรปรวนอย่างที่ทราบกัน ถึงกระนั้นก็ยังมีมุมสวยๆให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันอีกหลายมุมครับ

ระหว่างทางก่อนถึงดอยอ่างขางแนะนำว่าให้จอดรถถ่ายรูปกันที่จุดชมวิวซุยถัง โชคดีมากได้เห็นทะเลหมอกลอยผ่านช่องเขา เป็นภาพที่สวยงามมาก ในขณะที่อีกฝั่งถนนพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น เช้านี้ก่อนขึ้นดอยก็ได้ภาพที่ประทับใจมาฝากทุกท่านแล้วครับ

จากนั้นเราก็ขับรถตรงขึ้นดอยอ่างขางกัน ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาที จากจุดชมวิวซุยถัง ก็ไปถึงที่ไร่ชา 2000 ครับ อากาศวันที่ผมไปหนาวมากครับถึงจะเป็นช่วงสายแล้ว

ที่นี่มีจุดถ่ายรูป สวยๆ อยู่หลายมุมครับ มีต้นชายามเช้า ที่มีละอองน้ำเกาะอยู่บนยอด มีสายหมอกจางๆ ไหลผ่านเป็นระยะๆ รอเวลาพระอาทิตย์ขึ้นลับเหลี่ยมเขา พอดีเลยครับ มีกระท่อมให้ถ่ายรูปสวยๆ ได้ด้วย

จากนั้นผมเดินทางต่อไปที่สถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง ซึ่งระหว่างทางจะมีต้นนางพญาเสือโคร่งต้นใหญ่บานอยู่สองข้างทางอยู่หลายจุดครับ เราสามารถถ่าย ให้เห็นเป็นอุโมงค์ต้นไม้สีชมพูได้ที่ตรงนี้เลย เวลาถ่ายก็ระวังรถด้วยนะครับ มีรถวิ่งค่อนข้างเยอะและเร็ว เนื่องจากเป็นทางโค้ง

สถานีฯนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนพื้นที่จากไร่ฝิ่นมาเป็นแปลงเกษตรเมืองหนาว ซึ่งจ่ายค่าเข้าชม คนละ 30 บาท ค่ารถคันละ 50 บาท ภายในมีดอกไม้สวยๆให้ชมกันทั้งวันไม่เชื่อเลย เหมาะสำหรับมากับครอบครัวและมากับคนรักมากๆ

สำหรับคนชอบถ่ายรูปครับ จุดที่น่าสนใจ ภายในก็จะเป็น สวน 80 เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาวตั้งอยู่ใจกลางสถานีเกษตร สร้างขึ้นในโอกาสที่หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวงมีพระชันษา 80 ปี เป็นแหล่งรวบรวมไม้ดอกเมืองหนาวปลูกลงแปลงไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชม และยังมีซากุระแท้ๆ จากญี่ปุ่นให้ชมด้วยซึ่งจะออกดอกสวยงามในช่วงฤดูหนาวของทุกปี

ส่วนไม้ดอกเมืองหนาวที่ปลูกลงแปลงชนิดอื่นที่ปลูกลงแปลงมีการปลูกสับเปลี่ยนให้มีดอกสวยงามตลอดทั้งปี สวนบ๊วย สวนแรกอยู่ริมถนนก่อนถึงสโมสรอ่างขาง และอีกจุดหนึ่งบริเวณฝั่งตรงข้ามกับโรงเรือนปลูกผัก บ๊วยสามารถปลูกได้ดีบนดอยอ่างขางเพราะมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ติดกับสวนบ๊วย จะเป็นทางถนนยาว ข้างทาง จะมีต้น ซากุระพันธุ์แท้ปลูกอยู่ ออกดอกสีชมพูบานสะพรั่ง สวยงามมากๆ เลยครับ

ตอนเย็นเราก็มากางเต็นท์กันที่ จุดชมวิวม่อนสน อช.ดอยผ้าห่มปก ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ เป็นลานกางเต็นท์ยอดนิยม เพราะมีวิวดีใกล้ชิดหมอกยามเช้ามากๆ ค่าเช่าเต็นท์ขนาด 3 คนนอน ราคา 225 บาท หรือใครมีเต็นท์ไปเองก็จ่ายค่าเช่าที่กางเต็นท์คนละ 30 บาทเองครับ

ช่วงกลางคืนอากาศหนาวแต่ดาวเต็มฟ้านอนดูกันเพลินแน่นอน เอาเป็นว่าใครที่ชอบดูดอกไม้พร้อมทั้งศึกษาธรรมชาติไปในตัวแนะนำให้ลองมาเที่ยวที่ดอยอ่างขางกันสักครั้งแล้วคุณจะรู้ว่าเมืองไทยของเราไม่แพ้ที่ไหนในโลกนะครับ…

แบกกล้องเที่ยว
www.itravelhip.com
www.facebook.com/baagklong

หนีความเครียด! สแกน 10 สิ่งรู้ก่อนไป พักวิลล่าส่วนตัวริมหาดสวยที่สุด ‘แคนทารี บีช เขาหลัก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572268

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2559 06:05

 

พักจากความเครียดในเมืองทั้งงาน ข่าวสารบ้านเมือง และสิ่งรบกวนจิตใจ สัปดาห์นี้ คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ พาคุณไปพักผ่อนที่ โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก บอกเลยว่าถ้าใครรักธรรมชาติและความสงบ ที่นี่ตอบโจทย์คุณแน่นอน ไม่เชื่อลองไปสแกนพร้อมๆ กันกับเรา กับ 10 ข้อที่คุณต้องรู้ก่อนไป…

1. โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก โดดเด่นในกลุ่มของโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นยอดครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศไทย แคนทารี คอลเลกชั่น ได้เนรมิตสถานที่พักผ่อนส่วนตัวที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง

โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก

บรรยากาศดี

2. บนชายหาดยุคเริ่มแรกของจังหวัดพังงาเหนือเกาะภูเก็ตเพียงเล็กน้อย โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก คือสถานที่น่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยห้องสวีทที่หรูหราทันสมัย วิลล่าที่เงียบสงบเป็นส่วนตัว ด้านหน้าของโรงแรมหันสู่หาดทรายขาวสุดตา รายล้อมไปด้วยพันธุ์ไม้เขตร้อนเขียวชอุ่ม ริมทะเลสาบอันเงียบสงบ เห็นแนวเขาทอดยาวอยู่ด้านหลัง

3. โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก มีที่พักแบบวิลล่าส่วนตัวและห้องสวีทที่โดดเด่นด้วยสไตล์ตกแต่งอย่างเรียบง่าย เน้นให้แสงสว่างจากแสงธรรมชาติ เพื่อให้คุณเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ชายหาดและท้องทะเลอย่างเต็มที่ ในห้องพักยังมีมุมประกอบอาหารและมุมพักผ่อนอย่างเป็นสัดส่วน เหมาะสำหรับครอบครัวและคู่รักที่ต้องการช่วงเวลาส่วนตัว

วิลล่าส่วนตัว

เงียบสงบ

ริมหาดสวยที่สุด

4. ทางโรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายไว้บริการ อาทิ โทรทัศน์สี LCD พร้อมเครื่องเล่น DVD สระว่ายน้ำริมทะเล ห้องออกกำลังกาย ห้องจัดประชุมสัมมนา มินิมาร์ท ร้านกาแฟ บาร์เครื่องดื่ม และห้องอาหารสิมิลันสำหรับมื้อค่ำสุดโรแมนติก ท่ามกลางบรรยากาศของเขาหลักที่ท่านจะไม่รู้ลืม

ห้องออกกำลังกาย

5. การผสมผสานการบริการอย่างลงตัวของพนักงานที่พร้อมให้การบริการและเป็นกันเอง สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นยอด รสนิยมชั้นเยี่ยมในการคัดสรรวัสดุมาตกแต่งที่พัก ทั้งหมดรวมอยู่ในทำเลที่สวยงามอย่างแท้จริง โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก จึงเป็นที่ที่จะพาคุณหลีกหนีจากความเครียดของชีวิตสมัยใหม่ มาดื่มด่ำความสุขและพักผ่อนไปกับเรา โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก ครอบคลุมทุกความต้องการของคุณ

6. ห้องพักหลากอารมณ์หรูหราทันสมัยถึง 156 ห้อง มีทั้งห้องพักแบบสวีท หรูหราทันสมัย แต่เรียบง่าย เน้นให้แสงสว่างจากแสงธรรมชาติเพื่อให้คุณเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ชายหาดและท้องทะเลอย่างเต็มที่

เงียบสงบ

ห้องพักสุดหรู

7. นอกจากนั้น สุดพิเศษในห้องพักยังมีทั้งมุมประกอบอาหาร และมุมพักผ่อนอย่างเป็นสัดส่วน เหมาะสำหรับครอบครัวและคู่รักที่ต้องการช่วงเวลาส่วนตัว หรือจะเลือกพักในห้องพักแบบวิลล่า ที่เงียบสงบเป็นส่วนตัว ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเช่นกัน

ครบครันสิ่งอำนวยความสะดวก

8. บริการและกิจกรรมเพื่อ Lifestyle ที่ลงตัว นอกจากห้องพักที่สะดวกสบายแล้ว แคนทารี บีช เขาหลักแห่งนี้ ยังมีบริการสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ 2 สระ สระหนึ่งอยู่ริมทะเล อีกสระหนึ่งอยู่ในท่ามกลางห้องพักแบบวิลล่า ทั้งสองสระมีสระสำหรับเด็กไว้บริการด้วย ห้องออกกำลังกาย ห้องจัดประชุมสัมมนา รูมเซอร์วิส 24 ชั่วโมง คอฟฟี่ช็อปสำหรับคอกาแฟ และบาร์เครื่องดื่มสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสนุกสนาน บริการรถรับส่งถึงสนามบินเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกท่าน ที่จอดรถกว้างขวาง มินิมาร์ท รวมถึงห้องกิจกรรมสำหรับคุณหนูๆ อย่าง Kids Club พร้อมสนามเด็กเล่น และบริการพี่เลี้ยงเด็ก ไว้ให้ผู้มาเยือนได้เพลิดเพลินกับทุกกิจกรรมที่สามารถตอบสนอง Lifestyle ได้อย่างลงตัว

บาร์น้ำ

Kids Club

มินิมาร์ท

9. นอกเหนือจากบรรยากาศท้องทะเลที่งดงาม และห้องพักที่หรูหรา คุณยังสามารถเติมเต็มความสุขสำหรับการมาพักผ่อนทริปนี้ให้ประทับใจมิรู้ลืมด้วยอาหารเลิศรส กับเครื่องดื่มชั้นยอดที่ห้องอาหาร หรือคาเฟ่และบาร์หลากสไตล์ไว้ให้คุณเลือกใช้บริการ เช่น ห้องอาหารสิมิลันสำหรับมื้อค่ำสุดโรแมนติก, ห้องอาหารคาเฟ่ อันดามันสำหรับความอิ่มเอมตลอดวัน, Garden Café สำหรับความอร่อยแบบง่ายๆ ช่วยเติมเต็มความหิวกระหาย สำหรับการออกกำลังกาย ในสระว่ายน้ำที่ Garden Café, Otter’s Bar สำหรับบริการเครื่องดื่มและค็อกเทลยามค่ำคืนหลังอาหารมื้อค่ำ

10. โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก เหมาะที่จะพาคุณหลีกหนีจากความเครียดของชีวิตสมัยใหม่ ให้มาดื่มด่ำความสุขและพักผ่อนเต็มอิ่มกับธรรมชาติชายทะเลอย่างที่คุณต้องการ

*ล้อมกรอบ**

Kantary Beach Hotel Villas and Suites, Khao Lak 64, 65, 72 หมู่ 2 ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 82190
 โทร: (66) 0-7658-4700 
www.kantarycollection.com

เปิดโลก…เมลเบิร์น เมืองหลวงแห่งรัฐวิกตอเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579611

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.พ. 2559 05:01

 

สวนพฤกษศาสตร์เมลเบิร์น

ขึ้นชื่อว่าการเรียนภาษาหรือซัมเมอร์ คอร์สในต่างประเทศแล้ว ออสเตรเลียน่าจะเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายของนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อย ล่าสุด เฟอร์เธอร์ เอ็ดดูเคชั่น ร่วมกับ Brighton Secondary College แนะนำการศึกษาต่อและเรียนภาษาอังกฤษในเมืองเมลเบิร์น ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก โดย The Economist Intelligent Unit ติดต่อกันถึง 5 ปี

สถานีรถไฟเก่า ฟลินเดอร์ส

อุ่นเครื่องในเมลเบิร์นกันที่ สถานีรถไฟเก่า ฟลินเดอร์ส (Flinders Street Station) ที่คล้ายกับหัวลำโพงบ้านเรา คือเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง แต่ก็มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เพราะเป็นสถานีรถไฟที่มีอายุยาวนานมากกว่า 150 ปี

ต้องบอกว่า เมลเบิร์นเป็นเมืองที่มีกลิ่นอายความเป็นยุโรปอยู่ค่อนข้างมาก แถมยังเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของออสเตรเลีย รองจากซิดนีย์ เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของรัฐวิกตอเรีย จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะและประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อย เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่จะได้ใช้โอกาสทั้งการเรียนภาษา หาความรู้รอบตัวและประสบการณ์ไปพร้อมๆกัน

ถนนในเมลเบิร์น..รถยนต์ รถราง จักรยานใช้ถนนเดียวกัน

อีกอย่างที่เป็นเสน่ห์ของเมลเบิร์น คือ การวางผังเมืองที่ช่วยให้ทุกการเดินทางท่องเที่ยวสะดวกสบาย เราซื้อบัตร myki card ราคา 6 เหรียญใช้สำหรับการเดินทางภายในเมลเบิร์น บัตรนี้เราสามารถใช้ขึ้นได้ทั้งรถไฟ รถราง และรถบัส เรียกว่าสะดวกมากๆ พอเงินใกล้หมดก็ใช้ระบบการเติมเงิน เหมือนเติมเงินในบัตรโทรศัพท์บ้านเรา

และอย่างที่เกริ่นไว้ในตอนแรก การวางผังเมืองที่ดี ทำให้ง่ายต่อการเดินทางโดยเฉพาะภายในเมือง ไม่ว่าจะอยู่ที่จุดไหนของเมืองก็สามารถที่จะเดินทางไปตามจุดต่างๆได้อย่างสะดวก ด้วยบริการคมนาคมที่ทั่วถึง อาจจะเรียกว่าทุกตารางนิ้วเลยก็ว่าได้ ขึ้นรถไฟ ต่อรถบัส นั่งรถรางชมเมือง ชีวิตดีๆ แบบนี้จะหาที่ไหนได้

กระท่อมกัปตันคุก ภายในสวนฟิตซ์รอย

เรานั่งรถรางไปลงที่ สวนฟิตซ์รอย (Fitzroy Gardens) ซึ่งเป็นสวน สาธารณะขนาดใหญ่ของเมือง ไฮไลต์ของสวนนี้ คือ กระท่อมกัปตันคุก (Cook’s Cottage) นักสำรวจชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบทวีปออสเตรเลีย และขั้วโลกใต้ กระท่อมที่ว่านี้ ไม่ใช่ของดั้งเดิมแท้ๆ แต่ถูกย้ายมาจาก Yorkshire ในอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1934 และนำมาสร้างให้เหมือนของเดิมในวาระการเฉลิมฉลองนครเมลเบิร์นครบรอบ 100 ปี ภายในกระท่อมกัปตันคุกจัดแสดงเครื่องใช้ เครื่องแต่งกายสมัยอังกฤษ เข้ามาในดินแดนออสเตรเลียยุคแรกๆ น่าสนใจไม่น้อย

มหาวิหารเซนต์แพทริกส์

จากสวนฟิตซ์รอยไปไม่ไกล เป็นที่ตั้งของ ST. Patrick’s Cathedral หรือมหาวิหารประจำเมือง ที่มีความสวยงาม ยิ่งใหญ่ ไม่ต่างกับมหาวิหารสวยๆในยุโรป ด้านในมหาวิหารโอ่อ่า ประดับด้วยกระจกสีงดงามมาก ถือเป็นมหาวิหารที่เก่าแก่ เพราะสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1858 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ตามแบบฉบับของนิกายโรมันคาทอลิก ถามคนเมลเบิร์นได้ความว่า ยังมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนานับตั้งแต่เริ่มสร้างมหาวิหารมาจนถึงปัจจุบันนานกว่า 150 ปี

ตกค่ำได้เวลารื่นรมย์กับสีสันยามค่ำคืนของเมลเบิร์น เพื่อนฝรั่งที่ถูกส่งมาดูแลพวกเราแนะนำให้ไปที่ถนน Brunswick Street ซึ่งเป็นย่านบันเทิงอีกย่านหนึ่งของชาวเมลเบิร์น มีร้านอาหาร บาร์ไวน์ ร้านเหล้า น่ารักๆอยู่หลายร้าน จิบไวน์ ออสซี่แกล้มกับแกะย่างรสเลิศที่แทบไม่ต้องปรุงหรือใส่ซอสใดๆเพิ่ม ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอีกที เลยเที่ยงคืนไปหลายนาทีแล้ว

อาคารอนุสรณ์ ทหารผ่านศึก

วันรุ่งขึ้น เรามีโปรแกรมไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์เมลเบิร์น (Melbourne Museum) ซึ่งเป็นที่รวบรวมวิวัฒนาการต่างๆของเมลเบิร์นและรัฐวิกตอเรีย ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นอาคารสูง 6 ชั้น ด้านตะวันออกของตัวอาคารเป็นที่รวบรวมศิลปวัฒนธรรมของชาวออสเตรเลีย ส่วนด้านตะวันตกเป็นผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, สิ่งแวดล้อมและพัฒนาการของมนุษย์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

อีกมุมหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เป็น พิพิธภัณฑ์ป่าไม้จำลอง ซึ่งประกอบด้วยพันธุ์ไม้กว่า 8,000 ชนิดในรัฐวิกตอเรีย การแสดงศิลปะและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองของรัฐวิกตอเรีย ที่ทำให้เราได้เรียนรู้อดีตของเมืองหลวงเก่าแห่งนี้อย่างละเอียดครบถ้วน

ภายในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ..เมลเบิร์น อควาเรียม

ต่อจากพิพิธภัณฑ์เมลเบิร์น ได้เวลาอาหารกลางวัน เจ้าภาพแนะนำร้านอาหารย่านถนนลียอง หรือ Lygon Street ที่มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ลิตเติ้ลอิตาลี” เพราะเป็นย่านที่ชาวอิตาเลียนอพยพกันมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลก ถนนสายเล็กๆ แต่มีทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ห้องเสื้อแฟชั่น และร้านขายสินค้าเล็กๆน้อยๆ น่าเดินดีเหมือนกัน แต่เพราะช่วงบ่ายเราต้องไปต่อกันที่ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (Melbourne Aquarium) ที่ต้องบอกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่มากๆอีกแห่งหนึ่ง ภายในพิพิธภัณฑ์ทำเป็นอุโมงค์โค้งแก้วใส ที่สามารถเดินลอดอุโมงค์ไปได้ และระหว่างทางก็จะได้ชื่นชมกับความงดงามของโลกใต้ทะเลและเหล่าสัตว์น้ำนานาชนิดทั้งปลาฉลาม ปลากระเบน รวมถึง Seadragon ที่ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยจะเรียกว่าอะไร เป็นสัตว์น้ำที่มีให้ชมเฉพาะในออสเตรเลีย เท่านั้น

ตึกวิกตอเรียน อาร์ต เซ็นเตอร์

ออกจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ รถแล่นผ่านตึกสูงรูปร่างคล้ายหอไอเฟล มันคือ Victorian Arts Centre เป็นสถานที่สำหรับการแสดงศิลปะทุกแขนงจากทั่วโลก เช่น ละครเวที บัลเล่ต์ คอนเสิร์ต คล้ายๆกับโอเปร่าเฮาส์ในซิดนีย์ ไปอีกไม่ไกลมากเป็นอาคารคล้ายๆ อาคารโบราณ เรียกว่า Shrine of Remembrance หรืออาคารอนุสรณ์สถานทหารผ่านศึก ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารชาวออสเตรเลียที่สละชีพเพื่อชาติในสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามมลายู สงครามเวียดนาม และสงครามอื่นๆ รูปร่างของอาคารคล้ายกับมอโซเลียมแห่งฮาลิคาร์นาสซุส ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณ

สวนพฤกษศาสตร์เมลเบิร์น

ปิดท้ายกันที่ Royal Botanic Gardens Melbourne ซึ่งถือว่าเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง พอๆกับสวนคิวการ์เด้นในอังกฤษ เมืองไทยเราไม่ค่อยมีสวนสวยๆ แบบนี้มากนัก เห็นแล้วเลยอดตื่นเต้นไม่ได้

ไบรท์ตัน คอลเลจ โรงเรียนชั้นนำในเมลเบิร์น

แต่ด้วยเวลาอันน้อยนิดแค่ไม่กี่วัน ทำให้ยังไม่ได้สัมผัสเมลเบิร์นอย่างเต็มที่ นี่ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กได้ จะสมัครมาเรียนซัมเมอร์ คอร์ส ที่นี่สักครั้ง เหมือนที่เด็กไทยหลายคนมีโอกาสมาเรียน ซึ่งถ้าใครสนใจเรียนภาษาหรือคอร์สต่างๆ ในเมลเบิร์น ลองเข้าไปหาข้อมูลกันได้ที่ www.FurtherEducation.co.th หรือที่อีเมล info@furthereducation.co.th เผื่อจะได้สัมผัสเมลเบิร์นในมุมที่หลากหลาย ที่อาจทำให้คุณหลงรักเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรมแห่งนี้จนถอนตัวไม่ขึ้นเลยละ…..!!!!!!

โปรเด็ด 7 งาน! อลังการกองทัพสินค้าสุดฮิปเพียบ ขาช็อปห้ามพลาด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579218

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 13:15

 

มาพบกันวันหยุดสุดสัปดาห์อีกแล้วจ้า! หายไป 7 วัน คิดถึงหนุ่มสาวขาช็อปมากๆ มาคราวนี้เลยอยากเอาใจนักช็อปกันเสียหน่อย และไม่ต้องห่วงนะ กระเป๋าไม่ฉีกแน่นอน เพราะเราคัดสรรงานจำหน่ายสินค้าดี แต่ราคาสุดประหยัดมาให้เลือกชมกัน

สำหรับสัปดาห์นี้ ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ ขอพาคุณไปชม ช็อป ชิล กับงานเทศกาลกาแฟ ตลาดใต้แสงนีออนสุดชิค งานอาหารแสนอร่อยกับครัวคุณต๋อย งานสินค้าลดราคาแบรนด์ดัง และอื่นๆ อีกมากมาย เอาล่ะ อย่ารอช้า ตามมาชมกันเลย

1. THAILAND COFFEE FEST 2016

ไปเที่ยวเทศกาลกาแฟกัน!

วันที่ 25-28 ก.พ. 2559 ชวนคอกาแฟมาเปิดประสบการณ์ดีๆ ในงาน “SCATH AND CP RETAILINK PRESENT THAILAND COFFEE FEST 2016” ภายในงานพบกับส่วนลดสุดพิเศษ 70% ต้อนรับมหกรรมกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 10.00-20.00 น.

ภายในงานพบกับร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์การทำกาแฟ นำมาลดสูงสุดถึง 70% ที่จะช่วยให้คุณประหยัดและสานฝันเป็นเจ้าของร้านกาแฟได้ไม่ยาก มีร้านเข้าร่วมกว่า 100 บูธ มีทั้งเครื่องคั่ว, อุปกรณ์, เมล็ดกาแฟคุณภาพชื่อดัง พร้อมกาแฟหอมอร่อย หลากหลายสไตล์ให้ลองชิม สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08-6338-9448

2. Neon Fest BKK

ตลาดสุดชิคสำหรับเหล่าฮิปสเตอร์

วันนี้ – 31 ก.ค. 2559 ชวนไปเที่ยวตลาดแนวไลฟ์สไตล์สุดชิค ที่เหล่าฮิปสเตอร์ห้ามพลาด ในงาน “Neon Fest BKK” ทุกวันพฤหัสฯ-อาทิตย์ เวลา 17.00-24.00 น. ณ ลุมพินีสแควร์ (สวนลุมไนท์เก่า) ติด MRT สวนลุมพินี ภายในงานพบกับสินค้าไอเดียหลากหลายสไตล์ เสื้อผ้าแฟชั่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ

ชวนเพื่อนมากิน ดื่ม เที่ยว ในสไตล์เรโทรย้อนยุค ท่ามกลางแสงสีของไฟนีออนสุดอลังการ พร้อมถ่ายรูปกับฉากย้อนยุคเก๋ๆ และยังมีดนตรีสดเล่นเพลงเพราะๆ มีโซนอาหารแสนอร่อย ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิล สอบถามเพิ่มเติม โทร. 09-8264-1726

3. ครัวคุณต๋อย EXPO

ไปหาของอร่อยๆ ชิมกัน

วันนี้ – 21 ก.พ. 2559 ชวนไปช็อป ชิม ชิล ในงาน “ครัวคุณต๋อย EXPO” เวลา 10.30-21.00 น. ณ ควอเทียร์ฮอลล์ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ภายในงานพบกับ บูธจำหน่ายอาหารรสเด็ด เมนูดังจากรายการครัวคุณต๋อยกว่า 90 ร้าน จากทั่วประเทศ พร้อมมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย แถมได้กระทบไหล่พิธีกรคนดัง งานนี้คนชอบชิมห้ามพลาด

4. Mega Sale

ช็อปของถูกๆ คุณภาพดี ต้องที่นี่

วันนี้ – 21 ก.พ. 2559 ชวนขาช็อปไปเลือกจับจ่ายสินค้าราคาสุดคุ้มในงาน “Mega Sale : MM Mega Market” เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ห้อง Meeting Room 3 – 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานพบกับขบวนสินค้าคุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำ มาลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ เช่น สินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าแฟชั่น และของใช้ภายในบ้าน สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2229-3000

5. TECH Life SHOWCASE @Gateway Ekamai 

ทางนี้ก็ลดกระหน่ำเช่นกันนะจ๊ะ

วันนี้ – 22 ก.พ. 2559 ชวนคนชอบสินค้าไอทีและเทคโนโลยีมาช็อปปิ้งในงาน “TECH Life SHOWCASE @Gateway Ekamai” ณ ลานกิจกรรมชั้น M ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย ภายในงานพบกับสินค้า IT, Mobile, Gadget หลากหลายแบรนด์ดังในราคาสุดพิเศษ เช่น IT City, Intel, Acer, WD, Epson, HP, Targus

มีไฮไลต์คือ การจัดแสดงโชว์ “ไซด์คาร์ Acer Predator Mobile” การผสานนวัตกรรมไอทีและยานยนต์ เปิดประสบการณ์ใหม่อันน่าตื่นเต้น เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมอย่างเต็มรูปแบบและสมจริง (วันที่ 20-22 ก.พ. 59) อัพเดตเทรนด์และแอพพลิเคชั่นชื่อดังจากกูรู จาก You Drink I Drive, Wongnai และ Primetime นอกจากนี้เพียงช็อปครบ 1,500 บาท และเช็กอินภายในงาน รับฟรีติดฟิล์มจอมือถือ (จำนวนจำกัด 10 ท่านแรกต่อวัน) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2108-2888

6. Hi-so Market EP.2

ช็อปของสวยๆ งามๆ

วันนี้ – 21 ก.พ. 2559 ชวนเที่ยวงาน “Hi-so Market EP.2” สำหรับคราวนี้มาในธีมงาน Circle of Love เริ่มเปิดตลาดเวลา 13.00-22.00 น. ณ The Circle ราชพฤกษ์ ภายในงานพบกับ สินค้าแบรนด์ดังจากร้านค้าออนไลน์ กว่า 30 ร้าน โดยสินค้าเด่นๆ มีทั้งเสื้อผ้าแฟชั่นแนวหรู ดูดี เครื่องประดับ กระเป๋า สินค้าแฮนด์เมด และโฮมเมดมากมาย และยังมีโซนอาหารรสเด็ด ขนม เบเกอรี่ และเครื่องดื่มน่าลองทานมากมาย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08-6662-7555

7. Bike Party Bangkok

สิงห์นักปั่น เชิญทางนี้

วันที่ 24 – 28 ก.พ. 2559 ชวนคนรักจักรยานเที่ยวงาน “Bike Party” เวลา 10.00-21.30 น. ณ ชั้น 3 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ภายในงานพบกับ มหกรรมสินค้าจักรยาน 70 กว่าบูธ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ร้าน Velotique, Bat Bike, Flow, Bunny, Let’go Bike เป็นต้น และยังมีโชว์ Fancy Bicycle พร้อมกิจกรรมอื่นๆ ที่ชั้น 1 อีกด้วย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08-1636-3007

ที่มาภาพ : neonfestbkkkruakhuntoiQueenSirikitgatewayekamai,

The.Circle.Ratchaprukbikepartybangkok

นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลา! เที่ยว 5 สิ่งเมืองเก่า ‘ตะกั่วป่า’ ชิลไปอีก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579340

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 06:05

 

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวชิลๆ อย่างการเดินชมศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ล่ะก็…ไม่อยากให้พลาด ถนนคนเดินสายวัฒนธรรม ที่เมืองตะกั่วป่า จ.พังงา ลองไปเที่ยวสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าทำไมคนที่เคยไปถึงประทับใจกันสุดๆ

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปเที่ยวถนนคนเดินเมืองเก่าตะกั่วป่า (เดิมชื่อเมืองตะโกลา) ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 5 เมืองเก่าของประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งที่นี่กำลังจะมีงานใหญ่เกิดขึ้น นั่นคือ เปิดเมืองตะโกลา วันทาพระศรีบรมธาตุ : จากตะโกลาถึงตะกั่วป่า ในวันที่ 19 – 21 ก.พ. 2559 บริเวณถนนศรีตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

คนที่ชอบเดินทอดน่องท่องเมือง น่าจะถูกจริตเป็นที่สุด ที่สำคัญคือ ที่นี่เป็นถนนสายวัฒนธรรมที่มี Street Art เก๋ๆ ฝีมือคนท้องถิ่น วาดลวดลายตามตึกรามบ้านช่อง ดูน่ารักและกลมกลืนกับวิถีชีวิตชุมชน แชะภาพเพลินดีทีเดียว

เอาเป็นว่าถ้าพร้อมแล้ว…ตามมาชมกันเลย

1. ชิมอาหารและขนมโบราณ

บนถนนระยะทางประมาณ 400 เมตร ถูกโอบล้อมเรียงรายไปด้วยร้านค้าเล็กๆ ทั้ง 2 ข้างทาง สิ่งแรกที่สะดุดตาคนชอบกินอย่างเรา คงหนีไม่พ้นขนมพื้นเมืองต่างๆ บนถนนสายวัฒนธรรมแห่งนี้ มีทั้งขนมเบื้องโบราณสูตรจีนฮกเกี้ยน เต้าส้อตะกั่วป่า ขนมต้ม ขนมเปียกหน้ามะพร้าว ส่วนของว่างทานเล่นแนะนำเป็น ไข่ปลาทอด เขานำไข่ปลามาผสมกับมะพร้าวขูด ทำเป็นแผ่นกลมๆ แบนๆ แล้วจี่ในกระทะ อร่อยดี และยังมีเมนูแปลกตาอื่นๆ เยอะแยะไปหมด

ขนมหน้าตาน่าทาน

ของว่างหน้าตาแปลก

ขนมเบื้องโบราณ ไส้ถั่วแดงกับมะพร้าวขูด

2. ปีนี้โดดเด่นที่การแสดงโขน

ส่วนในงาน ‘เปิดเมืองตะโกลาฯ’ ปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว ภายในงานนอกจากจะได้ชม ชิม ช็อป อาหารและสินค้าพื้นเมืองตะกั่วป่า ยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงโขนบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเมืองนี้ มีกิจกรรม ‘Selfie กับจุดเช็กอินเมืองตะโกลา’ บริเวณจวนเจ้าเมือง และกิจกรรม ‘นั่งสองแถว เหวนเมืองตะโกลา’ (เหวน ภาษาใต้ แปลว่า เที่ยว) ย้อนอดีตฟังเรื่องเล่าความหลังจากสมัยของตะโกลา จนมาเป็นตะกั่วป่าอย่างทุกวันนี้ จัดรถให้ทุกวัน วันละ 1 รอบ เวลา 13.30-15.00 น. ราคาเพียงคนละ 50 บาท สามารถจองรถได้ที่ชุมชนตลาดใหญ่ (อ.ตะกั่วป่า) โทร. 08-8535-4519

มีการแสดงโขนจากนักเรียนของที่นี่

3. แชะกับสตรีทอาร์ตเก๋ๆ 

ถนนศรีตะกั่วป่าแห่งนี้ ถูกริเริ่มวาดผลงานสตรีทอาร์ตมาตั้งแต่ 6 พ.ย. 2558 สืบทราบมาว่าเจ้าของไอเดีย คือ เกียรติศักดิ์ พฤกษ์รังษี รองประธานชุมชนตะกั่วป่า และศิลปินเขียนภาพ เอกชัย แซ่ตัน ได้ร่วมกันทำขึ้นครั้งแรก (วาดที่บ้านตัวเองก่อน) จากนั้นชาวบ้านมาเห็น ก็อยากมีภาพสวยๆ ตามกำแพงบ้านของตนบ้าง จึงได้ออกไปวาดตามฝาผนังบ้านเรือนต่างๆ ของคนในชุมชน

โดยเน้นเป็นภาพวิถีชีวิตของผู้คนตะกั่วป่า อาชีพดั้งเดิมต่างๆ เช่น อาชีพขับรถสองแถว อาชีพถลุงแร่ ภาพลวดลายจีนตามศาลเจ้า เป็นต้น ซ่อนอยู่ในย่านบ้านเรือนสไตล์ ชิโน-นิวคลาสสิก สามารถเก็บภาพเมืองในอดีต เที่ยวผ่อนคลายไปแบบสโลว์ไลฟ์ไปกับผู้คนที่นี่ได้ตลอดวัน

รถสองแถวของตะกั่วป่า

อาชีพดั้งเดิมเก่าแก่ ร่อนแร่ดีบุก

ศาลเจ้ากู่ใช่ติ๋ง ในชุมชน

4. ชุดบาบ๋า สะท้อนรากเหง้าต้นตระกูล

เนื่องจากผู้คนที่นี่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน มีบรรพบุรุษเป็นจีนฮกเกี้ยนล่องเรือมาจากปีนัง และได้มาก่อร่างสร้างตัวและแต่งงานผูกสัมพันธ์กับสาวไทยพื้นถิ่นที่ตะกั่วป่า ทำให้ลูกหลานที่นี่เรียกตัวเองว่าเป็นลูกหลาน ‘บาบ๋า’ เป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ และยังถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางสายเลือดไม่ให้สูญหายไป สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนของชาวบาบ๋าคือ การแต่งกาย มาเที่ยวที่นี่ก็จะได้เห็นผู้คนแต่งกายด้วยผ้าถุงบาติก และเสื้อแขนกระบอกสีสดใสแบบนี้กันอยู่ทั่วไป เป็นเรื่องปกติ

ชุดท้องถิ่นชาวบาบ๋า

5. ชมของที่ระลึกชิคๆ

ไม่ใช่มีแต่ความโบราณเก่าแก่เท่านั้น แต่ถนนคนเดินแห่งนี้ยังเอาใจนักท่องเที่ยวชาวฮิปสเตอร์ด้วย มีของที่ระลึกเก๋ๆ ชิคๆ ให้เลือกชมเลือกช็อปมากมาย เช่น แมกเนตพวงกุญแจ พวงกุญแจตุ๊กตาผ้า เสื้อสกรีน ของตกแต่งบ้าน การโชว์รถโบราณ เป็นต้น
ถนนคนเดินเปิดทุกวันอาทิตย์ ระหว่างช่วงปลายปีในเดือน พ.ย. – พ.ค. ของปีถัดไป (ระยะเวลาประมาณ 7 เดือน) เป็นประจำทุกปี

ร้านฮิปๆ ก็มีนะ

เสื้อสกรีนเท่ๆ

พวงกุญแจหมอน

เรียกว่าเมืองตะกั่วป่าในวันนี้ มีเสน่ห์ในแบบเฉพาะตัว ใครมาแล้วก็ต้องอยากกลับมาเยือนอีกเป็นครั้งที่สองแน่นอน ใครสนใจอยากมาเที่ยวบ้าง หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โทร. 0-7648-1900-2

นกน้อยบนกำแพงบ้าน

สะบัดฝีแปรงลวดลายสไตล์จีน

อาคารสไตล์ชิโน นิวคลาสสิก

นั่งทานด้วยกันมั้ยคะ

งอนแล้วนะ!

มาตัดผมร้านนี้ดู ฝีมือดีนะ

น่าร๊ากกกก…

รถเบนซ์โบราณ มุ่งสู่ถนนสายวัฒนธรรม

ม้าตัวใหญ่บนกำแพงหน้าบ้าน

ถนนคนเดิน บนถนนศรีตะกั่วป่า

ร้านซ่อมนาฬิกาเก่า อายุเกือบร้อยปี

มา มา มาจุ๊บทีนึง!

ดูแผนที่เพิ่มเติมได้ที่ ถนนศรีตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

ถนนศรีตะกั่วป่า มีงานถนนคนเดินสุดชิค

แม่น้ำคองโก “สายน้ำสายเลือด” 4,700 กิโลเมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575620

โดย National Geographic 18 ก.พ. 2559 16:01

 

เรือลำใหญ่ล่องไปภายใต้ผืนฟ้าระยิบระยับด้วยแสงดาว แหวกฝ่าท้องน้ำซึ่งบางช่วงแผ่ไพศาลราวมหาสมุทร บางช่วงเล็กแคบแทบไม่ต่างจากลำธารตื้นๆ เรือลำนี้แบกภาระหนักหน่วงอย่างน่าหวาดเสียว มันทำหน้าที่ขับดัน เรือท้องแบนสามลำข้างหน้าด้วยเครื่องยนต์ที่ออกแบบให้รับน้ำหนักได้ราว 750 ตัน แต่ระวางสินค้าที่บรรทุกมา ตั้งแต่เหล็กเส้น กระสอบปูนซีเมนต์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ กลับมีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 900 ตัน หลังคาที่ใช้ผ้าใบและผืนผ้าขึงต่อๆ กันพะเยิบพะยาบอยู่เหนือเรือท้องแบนทั้งสามลำ ข้างใต้มีผู้โดยสารเบียดเสียดกันอยู่ร่วม 600 ชีวิต

แสงอาทิตย์อัสดงอาบไล้เรือท้องแบนที่มีผู้โดยสารแออัดขณะแล่นทวนแม่น้ำคองโก

ผู้โดยสารจำนวนมากเป็นผู้พำนักอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งหวังจะได้ทำงานเก็บเกี่ยวข้าวโพดและถั่วลิสง ผู้หญิงสองสามคนนำเตาถ่านขนาดเล็กมาเสนอขายบริการทำอาหาร ขณะที่ผู้หญิงคนอื่นๆ เสนอขายเรือนร่าง ทุกคนล้วนต้องทำสิ่งที่จำเป็น บนเรือมีเสียงร้องเพลง เสียงทะเลาะเบาะแว้ง และเสียงสวดมนต์

เป้าหมายของเราอยู่ที่พยายามทำความเข้าใจตัวแปรหรือปัจจัยคงที่ข้อหนึ่งในประวัติศาสตร์อันระส่ำระสายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม่น้ำอันยิ่งใหญ่สายนี้ยังพอจะหยิบยื่นหนทางใหม่ๆ ให้ชาติที่รุมเร้าด้วยปัญหาความยากจนและการฉ้อราษฎร์บังหลวงมาช้านานแห่งนี้ได้หรือไม่ หรือแม่น้ำคองโกจะเป็นอีกจักรวาลหรือโลกที่อยู่อย่างเอกเทศ

แม่น้ำคองโกร้อยรัดเก้าประเทศในทวีปแอฟริกาเข้าด้วยกันตลอดเส้นทางการไหลราว 4,700 กิโลเมตร สู่มหาสมุทรแอตแลนติก แต่ตัวตนของแม่น้ำสายนี้กลับผูกร้อยอยู่กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (หรืออดีตประเทศซาอีร์) ชนิดไม่อาจแยกขาดจากกัน

ในมาลูกู ผู้โดยสารขึ้นจากเรือท้องแบนที่บรรทุกไม้ซุงเพียบแปล้อย่างน่าหวาดเสียว การทำไม้เป็นธุรกิจใหญ่ บนแม่น้ำคองโก และการตัดไม้ก็เป็นสาเหตุให้เกิดการพังทลายของตลิ่งซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

“แม่น้ำคองโกคือกระดูกสันหลังของประเทศเราครับ ถ้าไม่มีกระดูกสันหลัง คนเราก็ยืนไม่ได้” อีซีดอร์ อึนเดย์เวล อี อึนเซียม อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกินชาซา กล่าว ความที่ไม่มีหน่วยงานบริหารจัดการอย่างจริงจังทำให้แม่น้ำคองโกเป็นเหมือนผู้สร้างความเสมอภาคชั้นยอดของชาติ แต่ก็ส่งผลให้คุณค่าของแม่น้ำในฐานะแหล่งทรัพยากรลดลงมากไปด้วย หากคำนึงถึงศักยภาพมหาศาลด้านการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการเกษตรบนพื้นที่ลุ่มน้ำกว้างใหญ่ถึง 3,900,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งทวีปแอฟริกาจะเป็นหนี้บุญคุณแม่น้ำคองโก และย่อมเป็นหนี้ประเทศต้นน้ำไปโดยปริยาย แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าแม่น้ำคองโกยังคงไหลไปตามธรรมชาติ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกยังคงสั่นคลอนง่อนแง่นภายใต้แรงกดดันของจำนวนประชากรที่มากเกินพอดี ความยากจน และการทุจริต

แม่น้ำสายนี้และลำน้ำสาขาทำหน้าที่เป็นเส้นทางอพยพของมวลมนุษย์นับย้อนไปถึงยุคผู้ตั้งถิ่นฐานที่ใช้ภาษาบันตูเมื่อ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช สำหรับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในปัจจุบัน ทางน้ำเหล่านี้ทำหน้าที่ประหนึ่งเครือข่ายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน เมือง มหาสมุทร และโลกภายนอก แต่นั่นยังไม่อาจสะท้อนถึงความสำคัญทั้งมวลของแม่น้ำคองโกได้ มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มาช้านานว่า แม่น้ำคองโกใช่จะมีความสำคัญในฐานะสายน้ำอันไพศาลเท่านั้น แต่อาจเป็นแหล่งเพชร แร่ และขุมทรัพย์อื่นๆ ที่เป็นยอดปรารถนาของนานาอารยธรรม เป็นเวลาหลายทศวรรษที่สำนักงานการคมนาคมแห่งชาติ หรือโอนาตรา (Office National des Transports: ONATRA) มีอำนาจผูกขาดการบริหารการจราจรและการค้าทางน้ำทั้งหมด กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในทศวรรษ 1990 ในช่วงปีท้ายๆ ของการครองอำนาจของอดีตผู้นำเผด็จการ โมบูตู เซเซ เซโก ดังที่ซิลเวสเตร มานี ตรา ฮามานี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของโอนาตรา ยอมรับว่า “เครื่องยนต์เรือของเราเก่าและเริ่มเสีย ทำให้เกิดความล่าช้าครั้งละนานๆ และทำให้เราสูญเสียความน่าเชื่อถือครับ”

ถนนหนทางเป็นของหายากในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เรือสินค้าท้องแบนจึงมักเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทาง ผู้โดยสารหุงหาอาหาร นอนหลับ และพูดคุยกันท่ามกลางกองสินค้าที่โงนเงนไปมา

เพื่อเป็นการแก้ปัญหา เทียร์รี อองเดร มาเยเล จากองค์กรบริหารจัดการเส้นทางสัญจรทางน้ำ หรืออาร์วีเอฟ (Régie des Voies Fluviales: RVF) บอกว่า “นักการเมืองของเราตัดสินใจเปิดเสรีการคมนาคมบนแม่น้ำสายนี้ จุดประสงค์หลักก็เพื่อหาประโยชน์จากธุรกิจนี้เสียเองครับ” เจ้าหน้าที่รัฐคองโกออกกฎระเบียบและข้อกำหนดภาษีที่เปิดช่องให้หลีกเลี่ยงกันได้ง่ายๆ พวกเขาจ่ายเงินเดือนให้บรรดาผู้จัดการท่าเรือเพียงน้อยนิดจนการติดสินบนและการรีดไถมีชัยเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากนี้ยังปล่อยให้หน่วยงานอย่างโอนาตรา, อาร์วีเอฟ และองค์กรกำกับดูแลแม่น้ำอื่นๆ ทุกองค์กรขาดแคลนทรัพยากรในการบริหารงาน สถานการณ์ยังเป็นเช่นนั้นมาจนปัจจุบัน กล่าวคือ รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางให้มั่นใจว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่ทรงคุณค่าที่สุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลใดๆ ทั้งสิ้น

วิถีชีวิตบางอย่างยังดำเนินไปเฉกเช่นที่เคยเป็นมา ชาวประมงเผ่าวาเจเนียยังคงสานลอบขนาดมหึมาเพื่อจับปลาในแก่งน้ำเชี่ยวกรากนอกเมืองคีซานกานี

ผู้คนที่เดินทางขึ้นล่องแม่น้ำคองโกล้วนรู้เรื่องนี้ดีและตระหนักถึงความเสี่ยงที่รออยู่ การกอบโกยผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องจากการทำไม้ในบริเวณลุ่มน้ำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในท้องถิ่นและต่างชาติ ส่งผลให้ตลิ่งเกิดการพังทลายอย่างเห็นได้ชัด ความเป็นจริงข้อนี้ บวกกับความล้มเหลวของรัฐบาลในการขุดลอกแม่น้ำ การที่ลูกเรือติดสินบนเจ้าหน้าที่การท่าเรือให้เพิกเฉยต่อระวางบรรทุกส่วนเกินได้อย่างง่ายดาย และการหายไปของเรือฉุกเฉินในแม่น้ำ ทั้งหมดนี้หมายความว่า ผู้โดยสารต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงทุกครั้งที่ก้าวเท้าลงเรือ.

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์
ภาพถ่าย ปาสกาล แมตร์

ที่มา – National Geographic
www.ngthai.com

แพนด้าบุกไทยคืออะไร! เจาะ 10 ข้อที่คุณสนใจ และไม่รู้ ‘หมีสายแบ๊ว’ ปูพรมยึดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578736

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 06:05

 

เชื่อว่าหลายคนคงอดใจไม่ให้หลงรัก ‘เจ้าหมีขอบตาดำ’ เหล่านี้ไม่ได้แน่ๆ ขนาดมาตัวเดียวก็น่ารักน่ากอดแล้ว แต่เร็วๆ นี้ ใจกลางกรุงเทพฯ กำลังจะมีกองทัพ ‘แพนด้า’ มาโชว์ถึง 1,600 ตัว เพื่อสื่อถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาคุณไปรู้จัก 10 ข้อ ก่อนการไปชมงาน 1600 Pandas+ World Tour in Thailand (1600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์) เพราะนอกจากจะได้เที่ยวชมงานเพลินๆ แล้ว ยังจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสัตว์ป่าด้วย

พร้อมแล้ว ตามมาดูกัน

1. โครงการ ‘1600 Pandas+ World Tour in Thailand (1600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์)’ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด For the world we live in and the ones we love โดยร่วมกับ กองทุนสัตว์ป่าโลก สำนักงานประเทศไทย (WWF-Thailand) ในการเป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยอาสาเป็นเจ้าภาพพากองทัพแพนด้าสุดยอดงานศิลปะในรูปแบบเปเปอร์มาเช่ กว่า 1,600 ตัว ที่จะไปเยือน 10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต และสถานที่สำคัญของประเทศไทย

อยากไปแชะกับแพนด้า ห้ามพลาดงานนี้!

2. โครงการนี้ มีพันธมิตรเข้าร่วมสนับสนุนอีกมากมาย ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และ กรุงเทพมหานคร ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะ (เปเปอร์มาเช่) เชิงอนุรักษ์ระดับโลกสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในเมืองไทย

3. การทัวร์รอบโลกของแพนด้า 1,600 ตัว เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2551 โดยความร่วมมือระหว่างกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และศิลปินชาวฝรั่งเศส เปาโล กรองจีอง (Paulo Grangeon) ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแพนด้าน้อยที่ประดิษฐ์ขึ้นในรูปแบบเปเปอร์มาเช่ ด้วยกระดาษรีไซเคิล โดยเริ่มแรกเขาได้สร้างสรรค์แพนด้าขึ้นมาทั้งหมด 1,600 ตัว ซึ่งเท่ากับจำนวนแพนด้าที่ยังหลงเหลืออยู่ทั่วโลกในขณะนั้น

เด็กๆ เพลิดเพลินกับเจ้าแพนด้าน้อย

4. ตั้งแต่นั้นมา ก็ได้มีการพาแพนด้าน้อยเหล่านี้ เดินทางจัดแสดงและสร้างสีสันตามเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตและสถานที่สำคัญต่างๆ กว่า 100 แห่ง ในหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, อิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์, เยอรมนี, ไต้หวัน, ฮ่องกง, เกาหลี และมาเลเซีย เพื่อตอกย้ำความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

5. กิจกรรมของโครงการ 1600 Pandas+ World Tour in Thailand ที่จะจัดวันที่ 4 – 19 มีนาคม 2559 ประกอบไปด้วย กิจกรรมการจัดแสดงแฟลชม็อบ (flash mobs) ตามสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญต่างๆ ของประเทศไทย 10 แห่งด้วยกัน ได้แก่ สนามหลวง, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ลานกิจกรรมสถานีบีทีเอสช่องนนทรี, หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, สวนสันติชัยปราการ และป้อมพระสุเมรุ, เสาชิงช้า, สวนลุมพินี, สถานีรถไฟหัวลำโพง และวัดภูเขาทอง จ.อยุธยา

เหล่าแพนด้าจากเปเปอร์มาเช่

6. ทางโครงการ เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมได้ ด้วยการแนะนำสถานที่ที่คุณอยากให้แพนด้า 1,600 ตัว ไปจัดแสดงแฟลชม็อบได้ที่ facebook.com/1600pandasplusth

7. ส่วนวันที่ 24 มีนาคม – 10 เมษายน 2559 พบกับนิทรรศการจัดแสดงแพนด้าสุดอลังการ กว่า 1,600 ตัว ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดยภายในงานจะมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย ทั้งกิจกรรมเวิร์กช็อป และรับเลี้ยงแพนด้า (Adoption) ซึ่งการรับเลี้ยงแพนด้าจะมีเปิดลงทะเบียนจองผ่านทาง http://www.1600pandasplusth.com ในวันที่ 10-12 มีนาคม 2559

ขนมาให้ชมกันเพียบ

8. สำหรับในมุมการท่องเที่ยว โครงการนี้น่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผ่านกิจกรรมการทัวร์แพนด้าทั้ง 1,600 ตัว ไปตามสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ถือเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ชมความน่ารักของเหล่าแพนด้า พร้อมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ของประเทศไทยได้ในเวลาเดียวกัน

9. อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้ชาวไทยได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์มากขึ้น โดยเฉพาะการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่อยู่ในสถานภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เช่น ช้างป่าไทย และเสือโคร่ง โครงการนี้จึงถือเป็นกระบอกเสียงที่ดี ที่ช่วยสร้างการรับรู้และเข้าใจ รวมไปถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเข้าใจถึงความสำคัญของการช่วยเหลือและอนุรักษ์ โดยจะนำไปต่อยอดใน โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี, โครงการรณรงค์การต่อต้านการค้างาช้าง และโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง

น้องมะลิก็มาเล่นกับแพนด้า

10. งานนี้ กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 19 มีนาคม 2559 พร้อมปิดท้ายความประทับใจกับงานนิทรรศการแพนด้าสุดอลังการกว่า 1,600 ตัว เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่าง 24 มีนาคม – 10 เมษายน 2559 ณ บริเวณชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดยจะนำรายได้ทั้งหมดจากการจัดกิจกรรม มอบให้กับ WWF-ประเทศไทย ใช้ในการพัฒนาโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ อาทิ ช้างป่าไทยและเสือโคร่ง

งานกำลังจะเริ่มแล้ว เร็วๆ นี้

แผนที่การชมงาน

ที่มาภาพ : 1600pandasplusthcentralembassy

ไม่ต้องไปไกลถึงจอร์จทาวน์! ชม แชะ ชิล ‘บุกรุก’ สตรีทอาร์ตกลางกรุง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577788

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 14:05

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! กรุงเทพมหานครบ้านเราก็มี ‘สตรีทอาร์ต’ กับเขาด้วยแฮะ…ใครชอบแชะภาพเก๋ๆ ครีเอตแอ็กชั่นท่าทางถ่ายกับผลงานศิลปะบนกำแพง หรือ ชอบเสพงานศิลป์ แนะนำให้ไปชมงาน ‘บุกรุก’ ซึ่งเป็นเทศกาลเมืองศิลปะ ที่เหล่าศิลปินจากยุโรป เอเชีย และไทยแลนด์ของเรา ฝากผลงานเอาไว้บนกำแพงเก่าผืนใหญ่ ในย่านเจริญกรุง

แดดร่มลมตก สายลมหนาวโชยมาเบาๆ ไทยรัฐออนไลน์ ขอจูงมือเพื่อนๆ ผู้อ่าน ไปตระเวนถ่ายรูปเก๋ๆ กันในงาน บุกรุก เออร์เบิร์น อาร์ต เฟสติวัล ก่อนอื่นต้องกำหนดจุดหมายก่อน เพราะพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก เวลามีน้อยใช้สอยประหยัด ขอโฟกัสที่จุดเด่นๆ น่าจะเหมาะที่สุด

1. เริ่มกันที่ ถนนทรงวาด เด่นที่ช้างสองตัวในลีลาหยอกล้อกันบนผนังอาคาร 5 ชั้น ผลงานของศิลปิน สตรีทอาร์ต อาร์โอเอ จากเบลเยียม เลือกแชะแบบใกล้ชิด วาดลวดลายกับช้าง 2 ตัวได้เต็มที่ไปเลย

ลัดเลาะถนนเจริญกรุงกันต่อ เริ่มที่จุดตรงข้ามวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร Aitch จากโรมาเนีย ฝากเสือลายพาดกลอน ท่ามกลางดอกไม้และฝูงนกบนพื้นหลังสีชมพู สำหรับจุดที่มีผลงานของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศรวมกันมากที่สุด ได้แก่ ซอยเจริญกรุง 28, 30 และ 32

จุ๊บกับน้องช้างเล่นกายกรรม

หยิบดอกไม้ให้คุณ

2. ถัดมาอีกซอย กำแพงยาวจนถึงท่าเรือ เป็นเวทีโชว์ผลงานจากหลากหลายศิลปิน เป็นจุดที่เหมาะแก่การถ่ายภาพและครีเอตท่าถ่ายรูปที่เป็นตัวของตัวเอง กับ เด็กหน้าบึ้งในชุดกระต่าย คาแรกเตอร์ที่มาจากลูกสาวของ อเล็กซ์เฟซ, โฮมเลส ของโลเล และคูลท์ กลมกลืนไปกับวิถีชีวิตของชาวเจริญกรุง

ผลงานสไตล์อาร์ตๆ เหมาะกับคนอาร์ตๆ อย่างยิ่ง จะถ่ายเดี่ยวหรือถ่ายเป็นหมู่คณะ ก็กิ๊บเก๋กันไปคนละแบบ

สีสันสดใสมากๆ

อย่ากินผมเลย!!

3. บุกรุก เออร์เบิร์น อาร์ต เฟสติวัล จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 จากที่ครั้งแรกจัดเมื่อ 3 ปีก่อน ครั้งนี้ เพิ่มผลงานของศิลปินไทย ยุโรป และเอเชีย มากขึ้น โดยใช้ศิลปะในการพัฒนาพื้นที่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของกรุงเทพมหานคร ใครสนใจแชะภาพเก๋ๆ ไปได้เรื่อยๆ จะเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ หรือจะปั่นไปแชะ ก็ได้ตามใจชอบ

กรี๊ด! ตัวอะไรเนี่ย ปากกว้างมาก

ยอมแล้วจ้า แม่สาวเซ็กซี่

ขอคั่นกลางระหว่างเธอทั้งสอง…

สวยๆ สไตล์สาวๆ

ที่นี่คือที่ไหนกันเนี่ย…

ภาพวาดลายเส้นบนกำแพงตึก

เอ๊ะ! นั่นใครอะ

ภาพนี้ ช่างเพ้นท์รูปคนไทยแน่ๆ

ปั่น ปั่น จักรยานกัน!

มุมนี้ก็สวยเริ่ด

ที่มาภาพ : เขมิกา พรมพันใจ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐทีวี และ Sompob gingngoen