ความลับแห่งขุนเขาที่ “ดอยค้ำฟ้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568990

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2559 05:01

 

สวัสดีผู้อ่าน “ไทยรัฐออนไลน์” ทุกท่านครับ ผมนักเขียนหน้าใหม่ในนาม “แบกกล้องเที่ยว” จะพาไป ชิล ชิม ช็อป แบบฮิปๆ ไม่เหมือนใครทุกๆ วันเสาร์ โดยประเดิมต้นปีกันที่ “ดอยค้ำฟ้า” กันก่อนเลยครับ

ดอยค้ำฟ้า ชื่อนี้ ผมเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกในชีวิตจากน้องคนหนึ่งที่ผมรู้จักใน facebook ตอนนั้นผมอยู่ที่ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ ช่วงกลางเดือนมกราคมพอดี เลยค้นหาข้อมูลผ่าน google จึงรู้ว่า ดอยค้ำฟ้า ตั้งอยู่ที่ อ.เชียงดาว หลังจากนั้นผมก็ได้โทรติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยาน โชคดีที่วันนั้นที่พักยังว่างอยู่ครับ เจ้าหน้าที่นัดมารับพวกเราตอนบ่ายโมง

จากดอยอ่างขางขับรถมาที่เมืองงาย แนะนำให้ซื้อเสบียงก่อนเพราะหลังจากตรงนี้จะไม่มีร้านค้าอะไรแล้ว จากแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1322 มุ่งหน้าอำเภอเวียงแหง เส้นทางเริ่มคดเคี้ยว เราค่อยๆ ขับบนสันเขา ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ก็จะเจอ ป้ายขึ้นดอยค้ำฟ้าทางด้านขวามือ

ดอยค้ำฟ้า (หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย) ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ตรงปากทางเข้าจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ครับ พวกผมมานัดเจอเจ้าหน้าที่ตรงจุดนี้ เนื่องจากเราขับรถเก๋งกันมา ต้องเปลี่ยนรถเป็น 4wd เพื่อเข้าไปด้านในครับ ถ้าจะเอารถเข้าไปเองก็ได้นะครับ แต่ต้องเป็น 4wd ค่ารถโดยสารอยู่ที่ คนละ 300 บาท ไป-กลับ ถนนเส้นนี้เป็นดินลูกรังครับ ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที เพราะฝุ่นเยอะมาก ถ้ามากันหลายคนแนะนำให้เอาผ้าปิดจมูกติดมาด้วยเลย

ในที่สุดเราก็มาถึง จุดที่ 1 (แม่งาย) ที่ที่เราจะมานอนกันคืนนี้แล้วครับ วินาทีแรกที่มาถึงผมมองไปที่ลานกางเต็นท์ เบื้องหน้าจะเห็นดอยหลวงเชียงดาว ตั้งเด่นเป็นสง่า สวยงามมากเลย ซึ่งที่พักด้านบน มีสองแบบครับ นอนเต็นท์ กับ นอนบ้านพัก ถ้านำเต็นท์มาเองไม่เสียเงิน แต่จะให้ช่วยบำรุงค่าดูแลรักษาแล้วแต่จะให้ครับ หรือเต็นท์ให้เช่าคิดคนละ 200 บาท พร้อมเครื่องนอน ส่วนบ้านพัก มี 1 หลัง แบ่งเป็นสามห้อง นอนได้ประมาณ 15 – 20 คนได้เลย คิดคนละ 300 บาท เองครับ พวกเราเลือกที่จะนอนบ้านเนื่องจากดูแล้ว ลมที่นี่ค่อนข้างแรง กลัวจะทนความหนาวกันไม่ไหว ที่บ้านพักจะปั่นไฟให้ทุกคืนด้วยนะครับ เปิดประมาณ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน สามารถชาร์จแบตฯ มือถือได้ด้วย เรื่องอาหารการกินทางอุทยานมีเครื่องครัวให้ครบเลย

สำหรับอากาศที่นี่เนื่องจากอยู่สูง จึงทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แม้ช่วงเดือนเมษายนก็มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 25 องศาฯ หากเป็นช่วงหน้าฝน เดือนมิถุนายน – ตุลาคม อาจจะได้เจอทะเลหมอกสวยๆ แต่ถ้าเด็ดสุดก็ต้องช่วงนี้ล่ะครับ เพราะเดือน ธันวาคม – มกราคม จะมีวิวที่สวยงามที่สุด

เมื่อเก็บของเสร็จ พวกเราก็ออกมานั่งเล่น พักผ่อน ชมวิวรอบๆ กันครับ แนะนำให้ไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ลานหินด้านหลังครับ จากบ้านพักเดินไปประมาณ 400 เมตร ก็ถึงแล้ว ระหว่างทางมีดอกไม้ มากมายหลากหลายพันธ์ุ สวยงาม ส่งกลิ่นเต็มผืนป่าเลยครับ เบื้องหน้ามองไป เห็นทิวเขาเป็นแนวยาว พร้อมทั้งเห็นยอดดอยหลวงเชียงดาวด้วย ส่วนตอนกลางคืนดาวเยอะมาก เพราะอยู่ห่างจากตัวเมือง ทำให้ไม่มีแสงรบกวน เราเลยยิ่งเห็นแสงจากดวงดาวได้ชัดเจนถ่ายรูปสวยสุดๆ

ตอนเช้าผมตื่นมารอถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น เราดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงข้างหน้ากันเป็นชั่วโมงเลย เพราะธรรมชาติสร้างสรรค์มาอย่างงดงามจริงๆ ช่วงสายเราเดินทางเข้าไปลึกกว่าเดิมที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งายหน่วยเก่า ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีจากที่พัก เพื่อมาดู “ความลับ” ที่ผมบอกไว้แต่แรกนั่นก็คือ“ดอกนางพญาเสือโคร่งป่า” ที่เบ่งบานสวยงามท่ามกลางขุนเขาแบบที่ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะสุดจะบรรยายครับ

ดอกนางพญาเสือโคร่งที่นี่ สังเกตดีๆ ดอกจะเล็กกว่าที่อื่นและต้นจะสูง ยาว เนื่องจากอยู่ในป่าจริงๆ ทำให้ต้องคอยแย่งอาหาร แสงแดดกับต้นไม้อื่นๆ ครับ สำหรับช่างภาพทั้งหลายบนนี้มีจุดถ่ายรูป มุมสวยๆหลายจุดเลยครับ ที่สำคัญ ไม่มีคนเลย ไม่ต้องไปแย่งกับใคร บอกเลยว่าใครยังไม่เคยมาให้วางแผนกันดีๆ เพราะผมการันตีเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอนที่ “ดอยค้ำฟ้า”

ชม “ดอกนางพญาเสือโคร่งป่า” ที่ “ดอยค้ำฟ้า”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย โทร. 081 992 7346

ตอบทุกคำถาม เรื่องเที่ยว กิน ช็อป คุยกันเพลินๆ เชิญมาที่ แบกกล้องเที่ยวwww.itravelhip.com, www.facebook.com/baagklong

พิพิธภัณฑ์รำลึก “โตโยต้า” ความมุ่งมั่น…แห่งยนตรกรรมสายพันธุ์ปลาดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573168

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.พ. 2559 05:01

 

โตโยต้า เซลิก้า…สปอร์ตพันธ์ุแท้รุ่นแรกของโตโยต้า

โตโยต้า…เชื่อว่าเมื่อพูดชื่อนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก อย่างน้อยมากกว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราต่างต้องเคยนั่ง หรือขับรถยนต์ ยี่ห้อนี้กันมาบ้าง และวันนี้เราจะพาไปเที่ยว Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกชื่อสั้นๆว่า Toyota Techno Museum

การประกอบรถยนต์…

ในญี่ปุ่นมีพิพิธภัณฑ์โตโยต้าอยู่ 3 แห่ง คือ Toyota Automobile Museum หรือพิพิธภัณฑ์รถยนต์ ซึ่งจัดแสดงรถโมเดลหายากทั้งฝั่งยุโรปและเอเชียตั้งแต่ยุค 1800-1960, Plant Tour and Toyota Kaikan Museum หรือหอศิลป์โตโยต้า เป็นสถานที่จัดแสดงนวัตกรรมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และโรงงานผลิตรถยนต์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ แต่ต้องจองล่วงหน้า และ Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology หรือพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นอนุสรณ์และความภาคภูมิใจของโตโยต้า โดยใช้พื้นที่ซึ่งเป็นโรงงานเก่าที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของโตโยต้ากรุ๊ป จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อถ่ายทอดวิธีการผลิตและจิตวิญญาณของความมุ่งมั่น ผ่านประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของโตโยต้ามานับเป็นเวลามากกว่า 90 ปี

หุ่นจำลองแสดงการขึ้นรูปรถยนต์โตโยต้ายุคแรก

โตโยต้า เทค– โน มิวเซียม ตามชื่อเรียกของคนญี่ปุ่นแห่งนี้ ตั้งอยู่ในเมืองนาโกยา การเดินทางไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ต้องบอกว่าไม่ยากเลย แค่นั่งรถไฟของบริษัท Mietetsu จากสถานีนาโกยา ไปลงที่สถานีซาโก (Sako) แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 300 เมตร ก็จะถึงตัวพิพิธภัณฑ์ รูปร่างหน้าตาเป็นตึกอิฐแดงโบราณ ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่สมัยที่โตโยต้ายังไม่ได้เริ่มทำธุรกิจรถยนต์เหมือนทุกวันนี้

รถยนต์ A1…คันแรกของโตโยต้า

รถยนต์รุ่น AA

มีคำถามว่า แล้วก่อนที่จะมาผลิตรถยนต์ โตโยต้าทำอะไรมาก่อน คำตอบอยู่ที่ห้องโถงห้องแรกของพิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดง กี่ทอผ้าแบบวงกลมขนาดใหญ่ หรือเรียกอีกอย่างว่าเครื่องทอผ้าแบบหมุนเวียน ซึ่งถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของโตโยต้า เนื่องจากกี่ทอผ้าเครื่องนี้ คิดค้นและออกแบบโดย ซากิชิ โตโยดะ บิดาของ คีชิโร โตโยดะ ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์โตโยต้า ในปี ค.ศ.1906 ถือเป็นกี่ทอผ้ารุ่นแรกที่สามารถ ทอผ้าในลักษณะสามมิติทำให้ได้ผ้าผืนใหญ่ขึ้นโดยใช้เวลาทอเพียงไม่นาน

หุ่นยนต์ทำหน้าที่รีดเหล็กเพื่อขึ้นรูปประกอบรถยนต์

นอกจากนี้ กี่ทอผ้าเครื่องนี้ ยังมีความหมายเชิงปรัชญาว่าเป็นเสมือน “จิตวิญญาณแห่งการค้นคว้าและความคิดสร้างสรรค์” อันเป็นจุดเริ่มต้นของโตโยต้า

ด้านหลังกี่ทอผ้ายักษ์เป็นประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ โดยโซนแรกเป็นการแสดงวิวัฒนาการของการทอผ้า ปั่นด้าย เริ่มตั้งแต่เครื่องปั่นด้ายด้วยมือนำเข้าจากเมืองจีน พร้อมกับเกษตรกรรมการปลูกฝ้าย โซนนี้มีสาวญี่ปุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มคอยสาธิตวิธีการปั่นด้ายโดยใช้อุปกรณ์ทำมือเหมือนในยุคก่อน จากนั้นก็เริ่มสาธิตการปั่นด้ายสไตล์โตโยต้า ด้วยเครื่องทอผ้ามือเดียวที่ใช้งานได้ง่าย ผลิตโดย ซากิชิ โตโยดะ ว่ากันว่าเครื่องทอผ้ารุ่นนี้เป็นเครื่องแรกที่ได้รับการจดสิทธิบัตรในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

การทดลองผลิตรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าครั้งแรกของโตโยต้า

ซากิชิได้คิดค้นอุปกรณ์ทอผ้ามากมาย สิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือเครื่องทอไฟฟ้าอัตโนมัติซึ่งเขานำมาจากหลักการ จิโดกะ คือ เครื่องจะหยุดตัวเองเมื่อเกิดปัญหาขึ้น…ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตของโตโยต้า

ในโซนที่แสดงถึงอุตสาหกรรมทอผ้านี้ ได้จัดแสดงจุดเริ่มต้นในธุรกิจของโตโยต้าไว้อย่างละเอียด ไปจนถึงเครื่องทอผ้าอัตโนมัติรุ่น G ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเครื่องปั่นด้ายด้วยมือถึง 34 ปี โดย ซากิชิ ได้คิดค้นเครื่องทอผ้าอัตโนมัติโตโยดะ ที่เปลี่ยนกระสวยได้โดยไม่ต้องหยุดเดินเครื่อง

กี่ทอผ้าเครื่องแรกในห้องโถงของพิพิธภัณฑ์

จบจากโซนทอผ้า ก็จะเป็นโซนวิวัฒนาการอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ หรือที่เรียกว่า Automotive pavilion เรื่องราวในโซนนี้ แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของการผลิตรถยนต์โตโยต้าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เริ่มตั้งแต่การตีโป่งขึ้นรูปโลหะแผ่นให้เป็นโครงของรถ การเคาะ ดัด ตัด กลึง หล่อ เพื่อให้เป็นโครงรถยนต์ที่มีความสวยงาม และออกมาเป็นรถยนต์สุดคลาสสิก ขนาดสี่ที่นั่งคันแรก รุ่น A1 ในปี ค.ศ.1936 หรือที่ต่อมามีการผลิตเพื่อจำหน่ายเต็มรูปแบบโดยใช้ชื่อว่า โตโยต้า AA ทำให้โตโยต้าสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จากฟอร์ดที่เป็นรถยนต์นำเข้ารุ่นเดียวในสมัยนั้นได้

พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ที่วัดนิตไทจิ

ต่อไปก็เป็นโซนการผลิตรถยนต์รุ่นต่างๆของโตโยต้าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้ง Corolla รุ่นแรก, Celica รุ่นแรก, Corona รุ่นแรก Camry และ Prius ไปจนถึงรถยนต์ประหยัดพลังงานแห่งอนาคตที่ใช้กระแสไฟฟ้าแทนน้ำมันเชื้อเพลิง

ซึ่งก่อนจะถึงโซนจัดแสดงวิวัฒนาการของรถยนต์รุ่นต่างๆมีการจัดแสดงสมรรถนะของชิ้นส่วนรถยนต์แต่ละชิ้น ทั้งเกียร์ เพลา เสื้อสูบ เครื่องยนต์ โช้กอัพ ฯลฯ เรียกว่าเปลือยให้เห็นความแข็งแรง คงทนของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นเพื่อสร้างความมั่นใจในความเป็นโตโยต้าอย่างชัดเจน

หุ่นยนต์ดนตรี…

ที่น่าสนใจคือ เครื่องประกอบขึ้นรูปรถยนต์ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติ มีการสาธิตให้เห็นการประกอบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นกว่าจะเป็นรถยนต์คันหรูว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง ตรงจุดนี้ดูเหมือนจะเป็นที่สนใจของเด็กที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์มากกว่าจุดอื่นๆ เพราะทั้งสนุกและเพลิดเพลิน

บรรยากาศภายในโบสถ์วัดนิตไทจิ

ก่อนออกจากพิพิธภัณฑ์ ตรงประตูทางออก หุ่นยนต์โตโยต้า 2 ตัว บรรเลงดนตรีส่งทั้งสีไวโอลิน และเป่าทรัมเป็ต ดูน่ารักไปอีกแบบ สำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คิดค่าเข้าชม 500 เยน หรือประมาณ 100 กว่าบาท ถือว่าถูกมาก แถมเด็กเล็กและคนแก่อายุเกิน 65 ปี ให้เข้าชมฟรี เห็นแล้วอิจฉาคนญี่ปุ่นจริงๆจากพิพิธภัณฑ์โตโยต้า เราแวะไปเที่ยว วัดนิตไตจิ หรือ นิตไทจิ (Nittaiji) ซึ่งถือเป็นวัดแห่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ชื่อเต็มๆของวัดนี้ คือ คาคูโอ-ซาน นิตไตจิ เป็นวัดแรกที่เป็นศูนย์รวมของทุกนิกายในญี่ปุ่น และเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนที่ประดิษฐานอยู่ที่ภูเขาทอง วัดสระเกศ มาไว้ที่นี่ โดยเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานด้วยพระองค์เอง ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และได้พระราชทานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์อายุกว่าหนึ่งพันปีให้ด้วย

วัดนิตไทจิ

วัดนิตไทจิ เป็นวัดศิลปะสไตล์ญี่ปุ่น แต่ภายในอาคารตกแต่งสไตล์ไทยๆ มีบรรยากาศที่สงบเงียบ มีการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ในบริเวณวัดด้วย ซึ่งถ้ามีโอกาสไปเที่ยวนาโกยา ควรหาเวลาไปเที่ยววัดนิตไทจิ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นใกล้ชิดระหว่างไทยกับญี่ปุ่นรวมถึงความศรัทธาในฐานะชาวพุทธที่ไม่แตกต่างกัน

ฝาท่อน่ารักๆที่เมืองนาโกยา

สำหรับนาโกยา มีเที่ยวบินของสายการบินไทย (TG) บินตรงเครื่องออกประมาณเที่ยงคืน ไปถึงนาโกยาเช้าเที่ยวต่อได้ทันที ใครที่เบื่อโตเกียว โอซากา จะลองหันมาเที่ยวญี่ปุ่นแถบโชริวโด นาโกยาแทนก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว….

นึกว่าอยู่เมืองจีน! เที่ยว ‘วัดเล่งเน่ยยี่ 2’ ชมสถาปัตยกรรมไชนีสรับตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572247

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.พ. 2559 06:05

 

กลิ่นอายของเทศกาลตรุษจีนกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะที่วัดจีนแห่งต่างๆ มีประชาชนเดินทางไปแก้ดวงปีชง สะเดาะเคราะห์ เพื่อปัดเป่าสิ่งร้ายออกไป ต้อนรับสิ่งมงคลเข้ามาในชีวิต ว่ากันว่าถ้าอยากเสริมดวงให้อยู่หมัด ต้องไปที่วัดเล่งเน่ยยี่ 2

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปเที่ยวชมวัดจีนเอาฤกษ์เอาชัยรับตรุษจีนเสียหน่อย นั่นก็คือ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี เนื่องจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุง ที่ให้บรรยากาศแห่งความเป็นมงคล อบอวลไปด้วยแรงศรัทธาของผู้คนที่มาไหว้พระ ขอพร รวมถึงการแก้ชงด้วย

นอกจากนี้ ด้วยความที่วัดสวยงามอลังการสุดๆ มีหลายมุมที่ชวนให้นึกว่าเหมือนกำลังเที่ยวอยู่ในเมืองจีน ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นิยมมาเที่ยวที่นี่จำนวนมากในแต่ละปี

ผู้คนหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย

สาวสวยบูชาพระด้วยเทียนมงคล

-1-

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์ หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 เป็นวัดมหายานในความอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ 12 ไร่เศษ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2539

เดิมวัดแห่งนี้เป็นเพียงโรงเจขนาดเล็ก มีพื้นที่แค่ 2 ไร่เท่านั้น ต่อมาคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย โดยวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ได้เปิดให้พุทธบริษัทชาวไทย-ชาวจีนได้ร่วมบุญกันจัดสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมา โดยใช้ระยะเวลาสร้างกว่า 12 ปี

ภายในวิหาร สวยงามวิจิตรมากๆ

ภายในวัดประกอบด้วยวิหารต่างๆ ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมตามแนวปรัชญา และคติธรรมทางศาสนาพุทธจีนนิกายฝ่ายมหายาน ประกอบไปด้วย วิหารพระกวนอิมโพธิสัตว์, วิหารหมื่นพุทธเจ้า, วิหารบูรพาจารย์, ห้องปฏิบัติธรรม, ที่พำนักสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม ว่ากันว่าการออกแบบอาคารต่างๆ จำลองมาจากสถาปัตยกรรมจีนใน ‘พระราชวังต้องห้าม’ ของกรุงปักกิ่ง ในช่วงระหว่างยุคราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีสมโภชเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2551 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงตัดหวายลูกนิมิตพระอุโบสถ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2552

ยิ่งใหญ่อลังการ ไชนีสสุดๆ อะ

บรรยากาศเหมือนอยู่เมืองจีน

-2-

ไฮไลต์ของที่นี่ คงหนีไม่พ้นการแก้ชง ซึ่งทุกปีจะมีผู้คนเดินทางมาแก้ชงที่วัดนี้จำนวนมาก เนื่องจากตามความเชื่อของคนจีนส่วนใหญ่ มักจะไปแก้ชงที่วัดจีน เพื่อฝากดวงชะตาไว้กับเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย ให้คุ้มครองดวงชะตา เพื่อชีวิตที่รุ่งเรืองราบรื่นตลอดปี ซึ่งทางวัดก็มีการขึ้นป้ายบอกทางไปยังจุดที่จะทำพิธีแก้ชง และมีเจ้าหน้าที่คอยอธิบายขั้นตอนต่างๆ ในการแก้ชงให้ทราบ

คนที่ไปแก้ชงจะได้รับใบเขียนชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด และรายละเอียดอื่นๆ จากนั้นเดินไปจุดธูปเทียนไหว้สักการะองค์ไท้ส่วยเอี๊ย นำกระดาษทองมาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป ปัดตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า

สวดมนต์แก้ชง

ปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป

สวดมนต์ไหว้พระ แก้ชง

ส่วนใครที่ไม่ได้แก้ชง ก็ไปเดินเที่ยวชมรอบๆ จะเห็นว่าสถาปัตยกรรมอาคารจีนของที่นี่โดดเด่นไม่แพ้ใคร อย่างที่บอกไปว่า วัดนี้จำลองมาจากพระราชวังต้องห้าม ทุกอาคารจึงสวยงามวิจิตร มีรายละเอียดของการตกแต่งต่างๆ เช่น บานประตู หน้าต่างแกะสลัก โคมไฟหินอ่อนแกะสลัก และอื่นๆ ที่ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวเมืองจีนยังไงยังงั้น

ศิลปะบนฝาผนัง รวมถึงการตกแต่งเพดานของทุกห้อง ถูกออกแบบก่อสร้างในสไตล์จีนแท้ๆ มีการวางผังเมืองตามแบบวัดหลวง จุดเด่นคือ วิหารจตุโลกบาล ภายในวิหารมีพระศรีอริยเมตไตรยประดิษฐานอยู่ให้กราบไหว้บูชา ส่วนมุมทั้งสี่ประดิษฐานท้าวจตุโลกบาล นอกจากนี้ยังมี พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า, พระอมิตาภพุทธเจ้า, พระไภษ์คุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ

องค์พระสวยงามวิจิตร ตรึงตามากๆ

-3-

เดินเที่ยวชมท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่นเย็นสบาย เพราะรอบๆ มีต้นไม้น้อยใหญ่โอบล้อมทั่วบริเวณวัด แถมมีการเปิดบทสวดภาษาจีนคลอเคล้าไปด้วย ทำให้ได้บรรยากาศของเทศกาลตรุษจีนยิ่งขึ้นไปอีก มีทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารด้านหน้าและอาคารด้านหลัง มีร่มเงาตลอดทาง ไม่ร้อนอย่างที่คิด

ที่นี่เปิดให้เข้าชมในวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ส่วนวันเสาร์-วันอาทิตย์ เปิดเวลา 08.00 – 18.00 น.

บรรยากาศร่มรื่น

การเดินทาง หากมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว ให้ขับมาทางถนนงามวงศ์วาน ตรงมาจนถึงสี่แยกบางพลู เลี้ยวขวาเข้าเมืองบางบัวทอง จากนั้นจะมีป้ายบอกทางมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าวัด ส่วนถ้าจะเดินทางไปเอง สะดวกที่สุดคือไปขึ้นรถตู้ปรับอากาศ บางบัวทอง-จตุจักร มีรถตู้ให้บริการตลอดวัน

สักการะเจ้าแม่กวนอิม

มีคนใส่เสื้อจีนมาเที่ยวด้วย

ทำบุญทำทาน

ฝากดวงกับองค์ไท้ส่วยเอี๊ย (องค์ริมขวาสุด)

ไหว้พระขอพรเทศกาลปีใหม่จีน

เดินเที่ยวชมในวัด

สาวๆ มาไหว้พระ

ด้านหน้าวัด มีของไหว้เตรียมไว้พร้อม

ผู้คนหลั่งไหลมาแก้ชงที่นี่

ส่วนใครอยากดูแผนที่เพิ่มเติมจากกูเกิลแมพ สามารถดูได้ที่ แผนที่วัดเล่งเน่ยยี่ 2

แผนที่ไปวัดเล่งเน่ยยี่ 2

อยากไป ‘คิชฌกูฏ’ สักครั้ง ต้องทำไง? เปิด 10 คู่มือ ลุยเดี่ยว ‘ดินแดนลี้ลับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571149

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 06:05

อยากไป 'คิชฌกูฏ' สักครั้ง ต้องทำไง? เปิด 10 คู่มือ ลุยเดี่ยว ‘ดินแดนลี้ลับ'

อีกหนึ่งปรากฏการณ์คลื่นพลังศรัทธาของชาวไทย ที่เกิดขึ้นทุกปี คงหนีไม่พ้นการเดินทางขึ้น เขาคิชฌกูฏ เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ด้วยมีความเชื่อกันว่า สามารถขอพรใดๆ แล้ว ก็มักจะสมปรารถนากันทุกราย และปรากฏการณ์นี้ก็กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง!

งานนี้พ่อเมืองจันท์ ออกโรงเตรียมงานนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ ให้พุทธศาสนิกชน นักแสวงบุญ นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นเขาได้ตั้งแต่ 7 ก.พ. 2559 พร้อมตั้งหน่วยอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชม.

ที่นี่ถือเป็นรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดในไทย เอาล่ะ ปีนี้ใครอยากลองไปวัดพลังขา สักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และได้ท่องเที่ยวชมวิวบนเขาไปพร้อมกัน ต้องมาศึกษาข้อมูลกันหน่อย วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขอเปิดคู่มือท่องเที่ยว สำหรับการเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ มาฝากกัน ส่วนจะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

1. เดินทางไปเองได้โดย ขสมก.

สำหรับการเดินทางไปเขาคิชฌกูฏ ถ้าไม่มีรถ ก็สามารถเดินทางไปเองได้อย่างสะดวกสบายโดยรถบัสของ ขสมก. เป็นทัวร์ไหว้พระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏโดยเฉพาะ จากกรุงเทพฯ ไปถึงวัดกระทิง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี โดยคิดค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงค่ารถกระบะที่พาขึ้นเขา ค่าใช้จ่ายไป-กลับ ประมาณพันกว่าบาทเท่านั้น

อัตราค่าโดยสารอยู่ที่ 479 บาทต่อคน (ไม่รวมค่าบริการรถขึ้นเขาคิชฌกูฏ 200 บาทต่อคน) รถออกจากอู่บางเขนเวลา 06.30 น. ในวันอังคาร วันพฤหัสฯ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ แต่ก็สามารถขึ้นรถตามจุดต่างๆ ระหว่างทางได้ด้วย อันนี้ต้องสอบถามเพิ่มเติม ใครสนใจก็ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ เขตการเดินรถที่ 1 (อู่บางเขน ขสมก.) โทร. 0-2551-2492, 0-2552-0885-6 และ 08-1847-1403

คลื่นพลังแห่งศรัทธา ที่มีเกิดขึ้นทุกปี

2. ไม่ต้องกลัวร้อนแดดขนาดนั้น

บางคนอาจจะคิดว่าการเดินขึ้นเขาช่วงกลางวัน กลัวแดดร้อน ก็เลยเลือกเดินทางไปตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนหรือเช้ามืด ขอบอกตรงนี้เลยว่า อากาศไม่ได้ร้อนอบอ้าวขนาดนั้น แดดไม่แรง ระหว่างทางเดินขึ้นเขามีร่มไม้ตลอดทาง สามารถเดินขึ้นในช่วงเช้าหรือช่วงสายได้สบาย อากาศบนเขาลมพัดเย็นสบาย ไม่ได้หนาวมาก ออกจะร้อนด้วยซ้ำตอนเดินขึ้น ได้เหงื่อเลยทีเดียว โดยสรุป แนะนำว่าควรไปให้ถึงตีนเขาประมาณ 8-9 โมงเช้ากำลังดี

3. ใส่เสื้อผ้าสบายๆ ก็พอ

พอมาถึงวัด ก็จะต้องนั่งรถกระบะขึ้นเขาไปตามถนนระยะทาง 8 กิโลเมตร จากนั้นเดินเท้าขึ้นเขาต่อไปอีกประมาณ 1.2 กิโลเมตร หรือประมาณ 40 นาที สำหรับเสื้อผ้าแนะนำว่า ให้เลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่ต้องหนามาก เพราะตอนเดินขึ้นเขาจะเหงื่อออก และทางวัดมีกฎค่อนข้างเคร่งครัดคือ ห้ามใส่เสื้อสายเดี่ยว ชุดโป๊ๆ หรือกางเกงขาสั้น ห้ามใส่ขึ้นไป จะต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ข้างบนจุดไหว้สักการะ มีผ้าถุงให้เช่าสำหรับคนที่แต่งกายไม่เหมาะสม

ส่วนรองเท้าต้องเลือกให้ดี ควรเป็นรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าผ้าใบที่สวมแล้วกระชับ เหมาะสำหรับการเดินระยะไกล จะได้ไม่เมื่อยเท้า เพราะบางช่วงที่เดินขึ้นเขาก็ค่อนข้างชัน หรือบางครั้งจะเจอฝนปรอยเล็กน้อย อากาศชื้น การที่เราใส่รองเท้าไม่ดีก็อาจจะลื่นได้ ดังนั้นต้องเลือกรองเท้าที่ใส่เดินได้มั่นคง

อากาศข้างบนเย็น แต่ไม่ถึงกับหนาวมาก

4. มีเสลียงบริการ

ใครที่พาผู้สูงอายุไปเที่ยวด้วย เขาก็มีเสลียงบริการ สำหรับคนที่เดินขึ้นไม่ไหว แต่อยากไปไหว้ขอพร แต่ราคาสูงเหมือนกัน อยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ตลอดเส้นทางมีต้นไม้ให้ความร่มรื่น มีลมพัดมาเป็นระยะ ไม่ถึงกับร้อนอบอ้าว แต่พอเดินถึงข้างบนแล้วรับรองว่าอากาศเย็น มีลมพัดมาตลอด และก็จะมีน้ำชาและน้ำขิงให้ดื่ม เพื่อช่วยให้สดชื่นหลังจากที่เดินขึ้นเขามาเหนื่อยๆ

5. ซิกเนเจอร์คือรถกระบะ

หนึ่งสิ่งที่เป็นซิกเนเจอร์ของการเดินทาง คือ การนั่งรถกระบะขึ้นเขา เนื่องจากเส้นทางค่อนข้างทรหด ถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างของการมาเที่ยวที่นี่ เพราะจะได้เห็นและสัมผัสลีลาการขับรถของคนขับที่ชำนาญมาก เพราะมีบางช่วงรถต้องขับสลับเลนกันด้วย คนขับรถต้องใช้เวลาซ้อมขับรถในเส้นทางนี้กันเป็นเดือน

6. จุดไฮไลต์ที่ต้องสักการะ

จุดไฮไลต์ของที่นี่ แน่นอนว่าก็คือ รอยพระพุทธบาท และหินก้อนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา มีความเชื่อว่า การเดินจนมาถึงตำแหน่งนี้ได้ เป็นการวัดพลังศรัทธาอย่างหนึ่ง คนส่วนใหญ่ที่ไปสักการะที่นี่ ก็เพราะว่าขอพรแล้วพรนั้นสัมฤทธิ์ผล ก็เลยนิยมไปกันเยอะ โดยสามารถขอพรเรื่องอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน สุขภาพ ความรัก เงินทอง ลาภยศต่างๆ แต่ให้ขอพรได้แค่ 1 ข้อเท่านั้น โดยให้ขอพรตรงรอยพระพุทธบาท

ไหว้สักการะด้วยพลอย

7. วิธีไหว้สักการะ

การที่ขอพรแล้วได้สมปรารถนา ว่ากันว่าต้องสักการะให้ถูกวิธีด้วย มีกูรูแนะนำว่า ก่อนจะเดินไปถึงตรงที่รอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ ระหว่างทางจะมีพระพุทธรูปต่างๆ เต็มไปหมด ตลอดสองข้างทาง ก็ควรจุดธูปไหว้สักการะด้วย พรที่ขอถึงจะเป็นจริง

และพอเดินมาถึงที่ รอยพระพุทธบาท ต้องสักการะด้วยพลอยและดอกดาวเรือง โดยใช้พลอยประจำวันเกิด พลอยประจำปีเกิด หรือพลอยประจำเดือนเกิด ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีสีไม่เหมือนกัน แล้วก็จะมีกระดาษให้ปิดทอง สามารถซื้อได้จากด้านล่างตีนเขา หรือซื้อข้างบนก็มีขายเช่นกัน

8. หนุ่มสาวพลังเยอะ เดินต่อได้!

นอกจากนี้ ยังมีทางเดินต่อสูงขึ้นไปอีก ซึ่งทางเดินบางช่วงก็ค่อนข้างชันและอันตราย บางวันถ้าอากาศเย็นมากจะมีหมอกลง ตรงนั้นคือจุดที่เรียกว่า ผ้าแดงเหมาะสำหรับคนวัยหนุ่มสาวที่ยังมีกำลังวังชา (ไม่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ) สามารถเดินต่อขึ้นไปอีกประมาณ 1 กม. เพื่อชมวิว รวมถึงไปเขียนคำขอพรลงไว้ที่ผ้าแดง เชื่อกันว่า จะทำให้พรนั้นสมดั่งใจปรารถนา

แม้ว่าไฮไลต์ของการไปขอพร ต้องไปขอที่รอยพระพุทธบาท แต่ถ้าจะไปขอพรที่ผ้าแดงด้วยก็เป็นกิมมิกเสริมเล็กๆ ที่น่าสนใจเช่นกัน สรุปว่าใครเดินไหว ก็ไปไหว้ขอพรทั้งสองจุดได้เลยก็ได้ ไม่ผิดกติกาใดๆ

ไปสักการะรอยพระพุทธบาท

9. ช่วยกันรักษาความสะอาด

แนะนำว่าอย่าเอาพลาสติกจำพวกขวดน้ำ ห่อขนม ขึ้นไปข้างบนเขา เพราะจะเพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่ต้องขนขยะลงมาเป็นจำนวนมาก ถ้าขึ้นไปซื้อของกินข้างบนก็ต้องทิ้งขยะลงถัง ช่วยกันรักษาความสะอาด

10. ทำใจเรื่องรอรถขึ้นเขา และผู้คนเบียดเสียด

เนื่องจากว่า มีคนเดินทางขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทเยอะมากในแต่ละปี พื้นที่ด้านบนก็มีจำกัด ไม่สามารถรองรับผู้คนเรือนหมื่นได้ในคราวเดียว เจ้าหน้าที่จึงต้องมีการจัดการระบบการเดินขึ้นและลงในแต่ละรอบ ต้องค่อยๆ ทยอยปล่อยนักเดินทางขึ้นไปทีละกลุ่ม จุดนี้อาจจะต้องรอให้คนด้านบนไหว้เสร็จ แล้วเดินลงมาก่อน ชุดต่อไปถึงจะขึ้นไปได้ ต้องทำใจเรื่องรอรถนาน และการเดินขึ้นเขาที่เบียดกันมากๆ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

ล่าสุด เป็นที่น่าเสียดายว่า ได้มีประกาศเลื่อนงานนมัสการพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ ไม่มีกำหนดเนื่องจากสถานที่ไม่พร้อม (อ่านเพิ่ม : ด่วน! เลื่อนงานนมัสการพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ ไม่มีกำหนด-สถานที่ไม่พร้อม)

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เมืองจันท์เตรียมงาน ‘นมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง’

ชมพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) เที่ยวอุทยานหลวงราชพฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570415

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 31 ม.ค. 2559 05:01

 

หอคำหลวง.

จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีสถานที่เที่ยวที่น่า สนใจมากมายหลายแห่ง

สำหรับคราวนี้จะชวนขึ้นไปชม พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ที่อำเภอฝาง แล้วกลับลงมาชม อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่

ทางเดินไปยังหอคำหลวง มองเห็นวัดพระธาตุดอยคำอย่บนภูเขาด้านหลัง.

ทิวทัศน์บริเวณโครงการหลวงที่ 1 (ฝาง) และอาคารพิพิธภัณฑ์ มองจากจุดชมวิวบนศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน.

พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเผยแพร่พระราชอัจฉริยภาพของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการลดพื้นที่ปลูกพืชเสพติดโดยสันติวิธี และพระราชวิสัยทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขา รวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงภาคเหนืออย่างรอบด้าน ครบวงจร และยั่งยืน

พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) มีลักษณะเป็น พิพิธภัณฑ์พื้นที่ ที่มีชีวิต (living SITE MUSEUM) ประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ อาคารพิพิธภัณฑ์ อาคารโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) และ ชุมชนบ้านยาง

อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ วัตถุสะสม และข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิโครงการหลวง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) และบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด การเข้าชมภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์จะนำชมเป็นรอบทุกครึ่งชั่วโมง รอบแรกเริ่มตั้ง แต่ 09.00 น. รอบสุดท้ายของแต่ละวันคือ 16.00 น.

กล้วยไม้ ในเรือนกล้วยไม้.

กล้วยไม้ ในเรือนกล้วยไม้.

การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ ใช้รูปแบบการนำเสนอที่หลากหลาย ประกอบกับการนำชมโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดี ผู้เข้าชมจะได้รับความรู้และมีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการหลวงมากยิ่งขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดคือได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วัตถุสะสมในห้องจัดแสดงส่วนหนึ่งได้รับบริจาค และให้ยืมจากเจ้าของซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนบ้านยาง ของแต่ละชิ้นมีป้ายแสดงข้อมูลเกี่ยวกับที่มา ลักษณะการใช้งานและอายุการใช้งานที่ผ่านมา เช่น อานม้า แปรงขนม้า เกือกม้า กาน้ำทองแดง หม้อทองแดง เตารีด ไหเกลือ อ่างน้ำดื่ม ลูกคิด ตะเกียงเจ้าพายุ

อาคารโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) ตั้งอยู่ตรงข้ามกับอาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นพื้นที่จัดแสดงสายการผลิต การแปรรูปผลผลิตที่รับซื้อจากเกษตรกร โดยกระบวนการผลิต ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน หลวงฯ มีทั้งผลไม้อบแห้ง แยมผลไม้ เครื่องดื่ม ธัญพืชบรรจุกระป๋อง ผักและผลไม้บรรจุกระป๋อง ซอส และน้ำดื่มบรรจุขวด ตรา “ดอยคำ”

ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์”ดอยคำ” ในอาคารพิพิธภัณฑ์.

ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน.

ชุมชนบ้านยาง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เดิมเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวยาง หรือชาวกะเหรี่ยง ต่อมาชาวจีนยูนนานที่อพยพมาจากประเทศจีนได้มาตั้งหลักปักฐานอยู่ตรงนี้จนถึงปัจจุบัน เป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมความหลากหลายของเชื้อชาติและศาสนา นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปเที่ยวชมบรรยากาศชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชนได้อย่างใกล้ชิด

มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ชม น้ำตกบ้านยาง สถานีอนามัยพระราชทาน แปลงปลูกสมุนไพรพื้นบ้าน โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านยาง แปลงสาธิตปลูกพันธุ์พืชตัวอย่างวัตถุดิบที่ส่งเข้าโรงงานหลวงฯ

เส้นทางศึกษาวัฒนธรรม มี โรงเรียนสอนภาษาจีน ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน บ้านดิน มัสยิด ศาลเจ้าบ้านโบสถ์คริสต์ และตลาดสด

ส่วนแสดงกระบวนการผลิตผลไม้กระป๋อง.

สวนประเทศภูฏาน.

พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) อยู่ในความดูแลของ มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เปิดทำการวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) เวลา 08.30 น. ถึง 16.30 น. และมีวันหยุดประจำปีของพิพิธภัณฑ์ในวันที่ 15 ถึง 31 พฤษภาคม สถานศึกษา หน่วยราชการ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อสอบถาม แจ้งข้อมูลเพื่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1825-8511 และ 0-5305-1021

การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ มุ่งหน้าไปอำเภอฝาง โดยเส้นทางหลวงหมายเลข 107 ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ถึงแยกดอยอ่างขางแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 9 กิโลเมตร

สำหรับท่านที่ชอบชมสวน ชมดอกไม้สวยๆ ตอนนี้ อุทยานราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กำลังเปิดให้เข้าชมอีกครั้ง เรียกว่า “เทศกาลชมสวน 2558” เปิดตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ใครไปเชียงใหม่ช่วงนี้อย่าลืมจัดสรรเวลาเข้าไปชมความงามของไม้ดอกเมืองหนาวจากโครงการหลวง และโครงการขยายผลโครงการหลวงกว่า 20 แห่ง

ห้องจัดแสดงวัจถุสะสมที่ได้รับบริจาคและให้ยืมจากชาวชุมชนบ้านยาง.

ห้องจัดแสดงกำเนิดโครงการหลวง.

นิทรรศการหลักในงานนี้ชื่อว่า “นิทรรศการ 84 พรรณพฤกษาราชินี” เป็นการ จัดแสดงพรรณไม้เกี่ยวเนื่องในสมเด็จพระ นางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 84 ชนิด ทั้งพรรณไม้พระนาม พรรณไม้พระราชทานนาม และพรรณไม้ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริ

และยังมีจุดจัดแสดงที่น่าสนใจอีกหลายจุด เช่น เรือนกล้วยไม้ จัดแสดงกล้วยไม้ทั้งพันธุ์แท้ และพันธุ์ผสมกว่าหนึ่งหมื่นต้น เรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียง ณ สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ เรือนร่มไม้ จัดแสดงต้นไม้ในเขตร้อนชื้นกว่าสองพันชนิด อุโมงค์ไม้ดอกตกแต่งด้วยไม้ดอกเมืองหนาว เป็นอุโมงค์ยาว 70 เมตร

สำหรับท่านที่เคยไปชมงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อปี พ.ศ.2549 นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ไปรำลึกความหลัง หอคำหลวง สถาปัตยกรรมล้านนาอันงดงามตระการตา ยังเด่นเป็นสง่าสวยงามน่าชม ส่วนจัดแสดงสวนนานา ชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ของประเทศต่างๆ ยังมีให้ชมอยู่เหมือนเดิม

อุทยานหลวงราชพฤกษ์.

เจ้าหน้าที่นำชมพิพิธภัณฑ์ฯ

“เทศกาลชมสวน 2558” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง เชียงใหม่ เก็บค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็กและผู้สูงอายุ 25 บาท มีบริการรถรางชมสวน ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ซื้อบัตรครั้งเดียว นั่งเที่ยวชมรอบสวนได้ทั้งวัน ถ้าต้องการใช้บริการรถกอล์ฟ รถจักรยาน ก็มีจัดเตรียมไว้ให้เช่า

ในการเดินทางไปเชียงใหม่ครั้งนี้ ทีมงานได้รับการเอื้อเฟื้อที่พักจากเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ จัดให้พักที่โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ เชียงใหม่ ย่านถนนนิมมานเหมินทร์ ห้องพักสวย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาหารอร่อย ทำเลที่ตั้งเดินทางไปมาสะดวก

เครื่องจักรเก่าที่เคยถูกน้ำท่วมเสียหายเมื่อปี พ.ศ.2549.

สับปะรดและเคราฤาษีในเรือนร่มไม้.

เชียงใหม่เป็นเมืองที่ผมคุ้นเคยมานาน ไปมานับครั้งไม่ถ้วน ไปเมื่อไรก็ประทับใจทุกครั้ง และหวังว่าทุกท่านที่ไปเที่ยวเชียงใหม่จะประทับใจเช่นกัน

…..สวัสดี

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

นั่งชิลใกล้ท้องฟ้า อะลาดิน รูฟบาร์ ลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 117 ต้องลอง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568458

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ม.ค. 2559 06:05

 

ถ้าคนชอบอาหารอร่อยๆ ดนตรีไพเราะ และบรรยากาศดีๆ สไตล์ ‘รูฟบาร์’ แนะนำ อะลาดิน รูฟบาร์ ลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 117 ร้านที่วิวดี เอื้อมมือไปใกล้ท้องฟ้า ยิ่งดึกไฟ – ดวงดาวยิ่งส่องแสงงาม รับประกันว่านั่งแล้วคุณจะติดใจ…

จากปากซอยลาดพร้าว 117 เข้าไปราว 500 เมตร คุณจะเจอโรงแรมบารอน โซเทล กรุงเทพฯ ตกแต่งสีสันจัดยืนตระหง่านทักทายผู้มาเยือน และด้านบนสุดก็เป็นที่ตั้งของ อะลาดิน รูฟบาร์ ร้านอาหารวิวดี สไตล์ ‘รูฟบาร์’ ที่เท่ที่สุดร้านหนึ่งในย่านลาดพร้าว ทุ่งบางกะปิเลยทีเดียว

ควรมานั่งชิล

บรรยากาศด้านในติดแอร์

ที่มาของ ‘รูฟบาร์’ หนึ่งเดียวในย่านบางกะปิ

เบล หนึ่งในหุ้นส่วนบอกผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า ‘อะลาดิน รูฟบาร์’ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘โรงแรมบารอน โซเทล’ ความตั้งใจแรกอยากทำร้านอาหารเพื่อให้คนที่มาพัก จึงตัดสินใจออกแบบให้เป็น ‘รูฟบาร์’ เป็นร้านอาหารที่เน้นคอนเซปต์นั่งชิล นั่งคุย นั่งแฮงค์เอาต์ได้นานๆ เหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อน อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ และที่สำคัญมองเห็นวิวดีในมุมที่แตกต่างออกไป

“พื้นที่ทั้งหมดของ ‘อะลาดิน รูฟบาร์’ ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้า แบ่งเป็นทั้งหมด 3 โซน โซนแรกอินดอร์จุได้ทั้งหมด 60 ที่ โซนนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบความสบายๆ เหมาะกับกลุ่มครอบครัว โซนที่ 2 เอาต์ดอร์อยู่ใกล้กับเวทีเล่นดนตรี (ศุกร์-อาทิตย์จะมีเล่นดนตรีสด) จุคนได้ 40-50 คน เหมาะสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศเอาต์ดอร์ เช่นกลุ่มคนทำงาน และโซนที่ 3 โซนชั้นลอยมี ‘สกายบาร์’ จุคนได้ราว 50 คน เหมาะกับคนที่ชอบดื่ม หรือ มาสวีตกัน เพราะเวลากลางคืนแล้วตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่ขายดีมากที่สุด”

เล่นพลูกันไหม

บรรยากาศดีไร้ตึกสูงขวาง

5 เมนู มาแล้วห้ามพลาดจะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง…!

บรรยากาศดีแล้วอาหารที่นี่ก็เด็ดไม่แพ้ใคร โดยส่วนใหญ่เป็นอาหารสไตล์ อาหารไทย ฟิวชั่น และมีอาหารฝรั่งผสมนิดหน่อยเพื่อรองรับลูกค้าที่เป็นต่างชาติ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเชฟของที่นี่จะดัดแปลงเมนูเด็ดๆ รสชาติจัดจ้าน รับประกันว่าอร่อยเด็ดแน่นอน

เมนู ‘ผัดไทยอะลาดิน’

ที่อื่นอาจจะมีผัดไทยห่อไข่ แต่ อะลาดิน รูฟบาร์ เมินความจำเจเหมือนเดิม โดยพวกเขาดัดแปลงเปลี่ยนจากไข่มาใช้แผ่นโรตีแทน สิ่งที่ได้ก็คือความหอมของโรตี แถมไม่อมน้ำมันด้วย รสชาติหอมอร่อยมากมาย

เมนู ข้าวซอย 117 

คนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ข้าวซอยจะรู้ดีว่า ส่วนใหญ่จะเป็น ‘ข้าวซอยไก่’ แต่ที่นี่ธรรมดาซะที่ไหน เพราะข้าวซอย 117 เป็นทะเล โดนมีหอยนิวซีแลนด์ กุ้งตัวใหญ่ และปลาหมึก เป็นพระเอก เป็นอีกเมนูที่น่าทดลอง

เมนู แกงเผ็ดเป็ดย่าง สูตรเข้มข้นเสิร์ฟกับสปาเก็ตตี้ โรตี

เหมือนเป็นเมนูประจำชาติอีกหนึ่งอย่างที่ทุกร้านอาหารสไตล์นี้ต้องมี แต่วิธีทำของที่นี่เพิ่มความเข้มข้นลงไป สามารถกินได้กับสปาเก็ตตี้ หรือโรตีได้ พลาดจะเสียใจ

เมนู พล่าปลาแซลมอน

มันพิเศษตรงวิธีทำที่พิถีพิถัน โดยเชฟใช้เส้นหมี่กรอบรองพื้น ส่วนน้ำยำที่ถือว่าเป็นพระรองต่อจากปลาแซลมอนก็ใส่น้ำพริกเผาเติมเข้าไปด้วย เพื่อให้มีกลิ่นและรสชาติ พร้อมกับมีการโรยตะไคร้สดไปด้วยเพื่อกลิ่นความหอม

เมนู หอยแมลงภู่อบซี่โครงสมุนไพร

เช่นเคย เชฟสุดสร้างสรรค์ของ ‘อะลาดิน รูฟบาร์’ เปลี่ยนจากหมูที่เมนูร้านทั่วไปมี เป็น ‘หอยแมลงภู่’ กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟูดสูตรเด็ดของร้าน อร่อยรับประกัน

เป็นอีกหนึ่งร้านที่อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ และบรรยากาศดี ไม่ไปแล้วจะเสียดาย.

ท้องฟ้าใกล้พระอาทิตย์ตก

 ที่ตั้ง : ลาดพร้าวซอย 117 เข้าไปประมาณ 500 เมตร สามารถจอดรถได้ทั้งหมด 50 คัน เปิดทุกวัน เวลา 18.00-01.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ตาม https://www.facebook.com/aladdin.rooftopbar/

เที่ยว 1 วัน มหัศจรรย์เมือง…ตามพรลิงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569904

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ม.ค. 2559 05:01

 

นิทรรศการจำลองแสดงเมืองตามพรลิงค์ในอดีต

มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวเมืองนครศรีธรรมราชคราวนี้ บอกตามตรงว่า “ใจหาย” เพราะแม้จะได้รับการโปรโมตให้เป็นอีกเมืองต้องห้ามพลาด แต่ก็เชื่อว่ามีหลายคนที่มองข้ามผ่านเมืองแห่งความงดงามและมีเสน่ห์แห่งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

สายการบินนกแอร์มีเครื่องออกเดินทางไปนครศรีธรรมราชตั้งแต่เช้าตรู่ ไปถึงเมืองนครฯราว 8 โมงเช้า ได้เวลาหาของอร่อยๆ รองท้องกันก่อน และที่ถือว่าเป็นร้านอาหารเช้าชื่อดังของเมืองนี้ แน่นอนต้องร้านนี้เลย “โกปี๊” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นร้านกาแฟ แต่ก็มีอาหารขึ้นชื่ออีกหลายอย่างที่เห็นแล้วอดใจแทบไม่ไหว

หุ่นจำลองแสดงการค้าขายกับต่างชาติของตามพรลิงค์

สินค้านำเข้าที่สำคัญในพุทธศตวรรษที่ 18

จิบกาแฟขมรสเข้ม กับข้าวเหนียวหลากหลายหน้า เข้าตำรากาแฟขมต้องกินกับขนมหวาน ได้อารมณ์ฟินสุดๆ อย่างน้อยก็สลัดความง่วงที่ติดค้างมาตั้งแต่บนเครื่องให้หายวับไปได้ เปลี่ยนเป็นอาการตาสว่างขึ้นมาแทน แถมจิบกาแฟไป นั่งมองบรรยากาศเก่าๆ ของร้านเก่าแก่ที่อายุอานามมากกว่า 70 ปี ชวนให้คิดถึงหนังสือที่เคยอ่านเป็นหนังสือนอกเวลาตอนเด็กๆ อย่าง “อยู่กับก๋ง” ชะมัด ก็บรรยากาศมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

นอกจากกาแฟ แล้ว ร้านนี้ยังมีอาหารอร่อยอีกหลายอย่างทั้งหมั่นโถว บักกุ๊ดเต๋ แต่ที่เลือกสั่งคราวนี้เป็นข้าวขาหมู หน้าตาดูดีทีเดียว…

อิ่มแปล้!!แล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเคยได้ยินมาว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองนครศรีธรรมราชไว้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ต้องแปลกใจเล็กๆ ที่เมื่อไปถึง พิพิธภัณฑ์กลับดูวังเวง เงียบเหงา แทบไม่มีคน ไม่ต่างอะไรกับพิพิธภัณฑ์หลายแห่งที่ทำได้อย่างมีคุณภาพ แต่มีคนให้ความสนใจน้อยกว่าการเปิดห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ

พิพิธภัณฑ์เมืองนครศรีธรรมราช

ชั้นล่างของ พิพิธภัณฑ์เมืองนครศรีธรรมราช มีตัวหนังตะลุง ซึ่งถือว่าเป็นมหรสพที่เป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของภาคใต้ที่ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อเดินเข้าไปห้องด้านในของพิพิธภัณฑ์ จะเป็นการแสดงประวัติศาสตร์ของเมืองนครฯ ตั้งแต่สมัย พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ที่ยังเป็นอาณาจักรตามพรลิงค์ เรื่อยมาจนถึงสมัยของ พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช และเรื่องราวของการเป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ไปยังอาณาจักรสุโขทัยและดินแดนทั่วแหลมมลายู กระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรฟูนันและอาณาจักรศรีวิชัย และต่อมาได้รวมกับอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรอยุธยา

พระพุทธรูปเก่าแก่ในวิหาร…วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช

ที่น่าสนใจคือ วงกลม 12 นักษัตร ซึ่งใช้เป็นตัวแทนของอาณาจักรตามพรลิงค์ 12 เมือง และสัตว์ประจำแต่ละปีนักษัตรก็ถูกกำหนดให้เป็นตราประจำเมืองของแต่ละเมืองด้วย เช่น ม้า เป็นตราประจำเมืองตรัง แพะ เป็นตราประจำเมืองชุมพร หรือไก่ เป็นตราประจำเมืองสงขลา เป็นต้น

เมื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองคร่าวๆแล้ว ขึ้นบันไดไปชั้นบนของอาคารพิพิธภัณฑ์ส่วนหน้า จะเป็นการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาโดยเฉพาะการสร้างวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จากนั้นเป็นเรื่องของนิทรรศการการค้าขายในสมัยก่อนและการติดต่อกับชาวต่างชาติของเมืองตามพรลิงค์ มีการฉายวีดิทัศน์โดยจำลองเรือสมุทรโบราณเป็นที่นั่งชม ระหว่างชมวีดิทัศน์ก็จะมีน้ำและทำให้เรือโยกโคลงเหมือนกำลังล่องเรือไปยังเมืองท่าค้าขายทางทะเลที่สำคัญของอาณาจักรตามพรลิงค์ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19

หุ่นแสดงชาวต่างชาติที่มีทั้งแขก ฝรั่ง จีน

เรียกว่าทำได้ดีทีเดียว เสียดายที่คนไปชมน้อยมาก ก็คงต้องขอแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวเมืองนครศรีธรรมราช ก่อนจะไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ลองแวะมาที่พิพิธภัณฑ์เมือง เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองนครฯเสียก่อน รับรองว่าการท่องเที่ยวของคุณจะต้องสนุกแน่

จากพิพิธภัณฑ์เมือง เราไปต่อกันที่ วัด พระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์เมืองนครศรีธรรมราชที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ

คนนครฯเรียกวัดพระมหาธาตุแห่งนี้ว่า วัดพระธาตุ ถือเป็นโบราณสถานสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพระบรมธาตุเจดีย์ ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า กรมศิลปากรได้จดทะเบียนวัดพระมหาธาตุฯ เป็นโบราณสถาน นับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้

ขาหมูรสเลิศร้านโกปี๊

ขนมจีนร้านบ้านขนมจีนเมืองคอน

พิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งของที่นี่ ซึ่งเราได้เห็นการจำลองพิธีดังกล่าวมาแล้วจากพิพิธภัณฑ์เมืองนครศรีธรรมราช นั่นก็คือ “พิธีนำผ้าขึ้นพระธาตุ” ซึ่งเชื่อกันว่า หากใครได้นำผ้าขึ้นธาตุ และบนขอพรในเรื่องใดก็ตาม เช่น ขอให้หายเจ็บหายไข้ ขอให้ได้ลูก ขอเรื่องการงานการเรียน ก็มักจะสำเร็จสมหวัง

พิธีจัดงานแห่ผ้าขึ้นพระธาตุจะมีในช่วงวันมาฆบูชาซึ่งกำลังจะมาถึงในเดือน ก.พ.นี้ และวันวิสาขบูชา ในเดือน พ.ค.ของทุกปี ถือเป็นงานบุญใหญ่ที่จะมีผู้คนจากทุกสารทิศมาร่วมพิธีกันอย่างคับคั่ง

รอยพระพุทธบาทที่พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช

ความมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของพระบรมธาตุเจดีย์ที่นครศรีธรรมราช ก็คือ พระบรมธาตุแห่งนี้จะไม่มีเงาทอดลงพื้นไม่ว่าแสงอาทิตย์จะส่องกระทบไปทางใด…ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครหาคำตอบได้

รอบๆ องค์พระบรมธาตุเจดีย์ จะมีเจดีย์บริวาร เป็นเจดีย์เล็กๆ รายล้อม ทั้งหมด 149 องค์ เป็นเจดีย์ที่ลูกหลานบรรพบุรุษได้สร้างไว้สืบต่อกันมาเรื่อยๆ เพื่อบรรจุอัฐิของญาติ ผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยอธิษฐานว่าขอให้ญาติของตนได้มาเกิดในศาสนาของพระพุทธองค์อีกครั้งในภพหน้า ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่ง unseen ที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

ร้านโกปี๊…ตำนานร้านแตเตี้ยมเมืองนคร

กาแฟขมกับชาเย็น

ข้างๆ เจดีย์พระบรมธาตุมีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ และรอยพระพุทธบาท ที่เชื่อกันว่าเป็นรอยพระพุทธบาทของจริงที่พระพุทธองค์เคยเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ เนื่องจากที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ

นิทรรศการแสดงพิธีแห่ผ้าห่มพระธาตุ

กราบไหว้องค์พระบรมธาตุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาหาของอร่อยใส่ท้องอีกรอบ คนท้องถิ่นที่นี่แนะนำเมนูขนมจีน โดยเฉพาะ ร้านขนมจีนเมืองคอน ซึ่งถือเป็นอีกร้านที่ขึ้นชื่อ มีน้ำราดให้เลือกหลายอย่าง ทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาป่า น้ำพริก แกงไตปลา ซึ่งบอกได้เลยว่าแค่ยกมาก็น้ำลายสอเสียแล้ว และยังมีข้าวยำรสชาติจัดจ้านของเมืองใต้ให้ลิ้มลองด้วย

ตัวหนังตะลุง…สัญลักษณ์มหรสพของเมืองใต้

ก่อนกลับ ไม่ลืมแวะกราบศาลหลักเมือง ซึ่งนอกจากความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ที่นี่ยังก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัย ทรงเหมราชลีลา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศาลหลักเมืองที่มีอยู่แห่งเดียวในภาคใต้ด้วย

ป้ายเมืองนครศรีธรรมราช

ทริปนี้แค่หนึ่งวันก็ได้ทั้งอิ่มท้อง อิ่มบุญ อิ่มใจ…ให้รู้ว่าเมืองไทยยังมีที่เที่ยวที่น่าสนใจอีกมากที่คนไทยไม่ควรพลาด…!!!!!!

เห็นแล้วจัดไป! 3 อีเวนต์ดัง 5 โปรโมชั่นเด็ดส่งท้ายสิ้นเดือน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569551

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2559 11:05

 

สุดสัปดาห์ที่รักจ๋า…เรากลับมาเจอกันอีกแล้ว และแน่นอน เรามาพร้อมกับงานอีเวนต์ดีๆ และโปรโมชั่นสุดคุ้มที่ขนมาเสิร์ฟกันเช่นเคย

วันนี้ ปฏิทินไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปส่องงานสินค้าลดราคา โดยเฉพาะสินค้าสปอร์ต งานบิ๊กไบค์ครั้งใหญ่ของประเทศไทย และตลาดนัดแนวไลฟ์สไตล์สุดชิค เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีโปรโมชั่นห้องอาหารหรูต้อนรับวันวาเลนไทน์ แถมท้ายด้วยโปรตั๋วเครื่องบินถูกๆ มาเอาใจขาเที่ยวอีกต่างหาก

ส่วนรายละเอียดจะมีอะไรบ้าง ตามมาเช็กลิสต์ที่นี่เลยจ้า…

1. Amarin Brand Sale 60%

รองเท้ากีฬา ลดราคากระหน่ำมากๆ

วันนี้ – 3 ก.พ. 2559 ชวนขาช็อปไปจับจ่ายสินค้าลดราคาในงาน “Amarin Brand Sale : Supersport Sale up to 60%” ณ อีเวนต์ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า ภายในงานพบกับ รองเท้ากีฬา เสื้อผ้า กางเกง และอุปกรณ์กีฬามากมาย หลากหลายรุ่น คละแบบ คละสี จากแบรนด์ดัง ได้แก่ Nike, Adidas, New Balance, Skechers, K-Swiss, Fila, Crocs, Puma, Reebok, Vans และอื่นๆ อีกเพียบ สอบถามเพิ่มเติม โทร 0 2650 4704

2. Bangkok Motorbike Festival 2016

งานบิ๊กไบค์ หนุ่มนักบิดต้องไปชม

วันนี้ – 31 ม.ค. 2559 ชวนสิงห์นักบิดไปร่วมงาน “แบงค์ค็อก มอเตอร์ไบค์ เฟสติวัล 2016 (Bangkok Motorbike Festival 2016)” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ด้วยพื้นที่จัดงานกว่า 10,000 ตร.ม. ทั้งภายในและภายนอกบริเวณลานด้านหน้าศูนย์การค้าฯ

ภายในงานพบกับ รถจักรยานยนต์ชั้นนำระดับโลก เช่น BMW, Honda, Indian, Kawasaki, KTM, Scomadi, Suzuki, Ural, Vespa, Victory, Yamaha และ Zero Engineering ร้านจำหน่ายอะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง อุปกรณ์ป้องกัน เครื่องแต่งกาย และบริการต่างๆ มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย ปิดท้ายวันด้วยบรรยากาศลานเบียร์และดนตรีสด สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2320 0033

3. Urban Eatery 2016

ไปเที่ยว ชิม ช็อป ที่ตลาดนัดแห่งนี้

วันนี้ – 31 ม.ค. 2559 ชวนมาช็อป ชิม ชิล กับตลาดนัดแนวไลฟ์สไตล์ในงาน “Urban Eatery 2016” ณ K-Village สุขุมวิท 26 ภายในงานพบกับ เมนูเด็ดนับร้อยเมนู รวบรวมนำมาจัดงานขึ้นในธีม ‘Let’s meat’ สีสันงานอาหารใจกลางเมือง ไม่ได้มีแค่ความหลากหลายของชนิดอาหารเท่านั้น แต่ครบเครื่องเรื่องความอร่อยและมีประโยชน์ อินเทรนด์กับเมนูเด็ดรูปแบบใหม่แปลกตา ฟังดนตรีสดชิลๆ ในบรรยากาศ Pocket Garden ช็อปเพลินๆ กับสินค้า Handcraft หลากหลายดีไซน์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 09 9260 2026

4. เรเนซองส์ เติมเมนูรักรับวาเลนไทน์

เซ็ตอาหารมื้อค่ำ ต้อนรับวาเลนไทน์

วันที่ 14 ก.พ. 2559 โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ฉลองวาเลนไทน์ เทศกาลแห่งความรัก ด้วยอาหารมื้อพิเศษแสนอร่อยในบรรยากาศพิเศษ ร่วมมอบมื้อหรูสุดประทับใจเพื่อเซอร์ไพรส์คนพิเศษ เริ่มจาก ห้องอาหารอิตาเลียนลา ทาโวลา แอนด์ ไวน์ บาร์ จัดเมนูสุดพิเศษกับดินเนอร์เซ็ต อาหารอิตาเลียนรสชาติเยี่ยม ราคาเริ่มต้นที่ 3,888 บาทสำหรับ 2 ท่าน สามารถเลือกได้ทั้งพาสต้า เนื้อวากิว หรือปูนำเข้าพิเศษเฉพาะเทศกาลนี้

อาหารสื่อรัก

ต่อด้วย อาร์บาร์ เพลิดเพลินไปกับบุฟเฟ่ต์ช็อกโกแลตไฮที และช็อกโกแลตฟองดูหลากหลายให้ได้ลองชิม ด้วยวัตถุดิบเมล็ดช็อกโกแลตนำเข้าเกรดพรีเมียมจากแหล่งอเมริกาใต้ พร้อมผลไม้สด แยมหลากรส แซนด์วิช และสโคนหอมกรุ่น ในราคาเริ่มต้น 788 บาทต่อท่าน ทุกวันเสาร์ของเดือน ก.พ. 2559

นอกจากนี้ ยังมีห้องอาหารจีนเฟยยา จัดเซ็ตมื้อค่ำสุดหรู 5 คอร์ส ราคาเริ่มต้น 3,000 บาทต่อ 2 ท่าน ส่วนห้องอาหารนานาชาติเฟลเวอร์ จัดเซ็ตบุฟเฟ่ต์ราคาเริ่มต้น 2,100 บาทต่อท่าน ปิดท้ายด้วยร้านเบเกอรี่ เดอะ วัน บาย เรเนสซองส์ ที่มีเมนูจากสตรอเบอร์รี่คู่กับช็อกโกแลตมูส สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2125 5000

5. ดิ โอกุระ เพรสทีจ มอบเซ็ตวาเลนไทน์

มื้อสุดหรูแสนโรแมนติก

วันที่ 11-14 ก.พ. 2559 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ร่วมฉลองวาเลนไทน์ด้วยเมนูพิเศษสำหรับวันแห่งความรัก จากห้องอาหารญี่ปุ่น ยามาซาโตะ สำหรับอาหารชุดมื้อกลางวัน ราคาเริ่มต้นชุดละ 900 บาทต่อท่าน มีปลาแซลมอนย่าง ปลาไหลตุ๋นหัวไชเท้า และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนมื้อค่ำเป็นอาหารชุดไคเซกิสุดพิเศษ สำหรับช่วงวันแห่งความรัก ให้บริการตามแบบราชสำนักโบราณญี่ปุ่น ราคาเริ่มต้นชุดละ 3,000 บาท มื้อกลางวัน เวลา 11.30 – 14.30 น. ส่วนมื้อค่ำเวลา 18.00 – 22.30 น.

นอกจากนี้ยังมี ห้องอาหารอัพแอนด์อะบัฟ ให้บริการบุฟเฟ่ต์อาหารมื้อค่ำสำหรับวันแห่งความรัก ราคาเริ่มต้นท่านละ 2,500 บาท (เฉพาะวันที่ 14 ก.พ.) ส่วนห้องอาหารเอเลเมนท์ เสนอชุดมื้อค่ำสุดพิเศษ เป็นอาหารฝรั่งเศสกลิ่นอายญี่ปุ่น 5 คอร์ส พร้อมสปาร์คกลิ้งไวน์ 1 ขวด ราคาเริ่มต้น 7,900 บาทสำหรับสองท่าน สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2687 9000

6. นกแอร์มอบโปรคุ๊ม…คุ้ม! 

นกแอร์ มอบโปรตั๋วถูก

สายการบินนกแอร์ เสนอโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินสุดคุ้มกับ “โปรคุ๊ม…คุ้ม” ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 790 บาทต่อเที่ยวบินต่อ 1 ท่าน (รวมทุกอย่างแล้ว) สำหรับเส้นทาง พิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น สกลนคร กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครพนม นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต หาดใหญ่ น่าน ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ เลย ตรัง ชุมพร และลำปาง (เดินทางได้เฉพาะเดือน พ.ค.- เดือน ก.ย.) สำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ม.ค. 2559

และยังมีราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 990 บาทต่อเที่ยวบินสำหรับ 1 ท่าน (รวมทุกอย่างแล้ว) ในเส้นทาง แม่สอด เชียงใหม่-อุดรธานี แพร่ และ ระนอง สำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ม.ค. 2559 เพื่อเดินทางวันที่ 1 ก.พ. – 30 ก.ย. 2559 (สำรองที่นั่งก่อนเดินทางอย่างน้อย 7 วัน) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1318

7. แอร์เอเชีย บินฉลองตรุษจีน

บินถูกๆ ฉลองตรุษจีน

สายการบินแอร์เอเชีย มอบโปร “บินฉลองตรุษจีน” บินตรงจากกรุงเทพฯ ดอนเมือง สู่หลากหลายเส้นทางในราคาสุดคุ้ม ได้แก่ กระบี่ หาดใหญ่ เริ่มต้นที่ 788 บาท, ภูเก็ต เชียงใหม่ เริ่มต้นที่ 888 บาท, สิงคโปร์ เริ่มต้นที่ 1,290 บาท, มาเก๊า เริ่มต้นที่ 2,490 บาท, โฮจิมินห์ เริ่มต้นที่ 1,390 และ บาหลี เริ่มต้นที่ 2,990 บาท เป็นต้น (ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า และอาจไม่มีให้บริการในช่วงที่มีอัตราการเดินทางสูง) จองได้ตั้งแต่วันนี้ – 7 ก.พ. 2559 เพื่อเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้ – 28 เม.ย. 2559 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2515 9999

ที่มาภาพบางส่วน : AmarinBrandSalebangkokmotorbikekvillagebangkok

ทริปสุดประหยัด! เล่น 4 อย่าง ‘เกาะขาม’ เที่ยวไม่แพงแต่ฟินสุดยอด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563174

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2559 06:05

 

ช่วงต้นปีแบบนี้หลายคนยังคงแพลนไปเที่ยวตามยอดดอย สูดอากาศบริสุทธิ์ แต่ขอบอกว่าอากาศช่วงนี้ก็เหมาะกับการเที่ยวทะเลเหมือนกันนะ โดยเฉพาะทะเลสวยใสใกล้ๆ กรุงเทพฯ อย่าง เกาะขาม ชมท้องทะเลสีคราม หาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ เป็นความสุขที่ใกล้แค่เอื้อม สัมผัสความสวยที่ไม่เป็นสองรองใคร

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปชมหาดทรายขาว น้ำทะเลใส บรรยากาศเงียบสงบ สวรรค์ของการพักผ่อนช่วงสั้นๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณและครอบครัว หยุดเพียงวันเดียวก็เที่ยวได้ อยู่ใกล้ๆ แค่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีเท่านั้น

ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือไปยังเกาะเพียง 45 นาที ก็จะพบกับ อุทยานใต้ทะเลเกาะขาม อยู่ภายใต้การดูแลของกองเรือป้องกันฝั่ง ที่นี่แหละ…คุณจะได้สัมผัสกับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 4 อย่างบนเกาะที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ ส่วนจะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันดีกว่า

1. ชมวิวรอบเกาะ
เริ่มจากกิจกรรมง่ายๆ ชิลๆ อย่างการชมวิว 3 จุดรอบเกาะ มนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหลจนต้องหยิบกล้องมาบันทึกภาพความทรงจำ ทิวสันเขาของเกาะใกล้เคียงทอดตัวยาวไปกับท้องทะเลสีคราม สะท้อนแสงแดดเป็นประกายวิบวับดั่งอัญมณีน้ำงามแห่งทะเลอ่าวไทย

วิวสวย เหมือนทะเลใต้เลยอะ

ศาลาพักผ่อนริมหาด

ท่าเรือขึ้นเกาะขาม

2. ดำน้ำดูปะการัง ชมโลกใต้ทะเล

การดำน้ำของที่นี่ มีให้เลือกทั้งแบบผิวน้ำและแบบน้ำลึก เพลิดเพลินกับแนวปะการังที่คงความอุดมสมบูรณ์สอดแทรกไปกับฝูงปลาทะเลแหวกว่ายไปมาทั้งปลาผีเสื้อ ปลาสลิดหิน ปลากะรัง สัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น หอยมือเสือ ดอกไม้ทะเล กุ้ง ปู เม่นทะเล และปลิงทะเลที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี่ สวยงามเหมือนศิลปะที่ถูกรังสรรค์ไว้ในท้องทะเล

กิจกรรมดำน้ำ

ปลาน่ารักๆ มากมาย

3. พายเรือคายัค ออกกำลังแขน

เล่นน้ำและพายเรือคายัค คืนชีวิตชีวา ชื่นฉ่ำเย็นใจ และความรื่นรมย์ไปกับการเล่นน้ำทะเลใส ส่วนใครที่ชอบออกกำลังกายก็สนุกสนานไปกับการพายเรือคายัคออกไปกลางทะเล หายใจอย่างช้าๆ รับลมและอากาศบริสุทธิ์

พายเรือคายัคก็สนุกดีนะ อยากไปจัง!

4. แชะกับมุมมาสเตอร์พีซ

ถ่ายรูปสวยๆ ที่จุดไฮไลต์ของเกาะ นั่นก็คือ บนสะพานไม้เกาะขาม  หากคุณหลงรักการถ่ายรูป คุณจะหลงรักยิ่งกว่า เมื่อมาถึงสะพานไม้ที่เกาะขาม ซึ่งแทรกตัวผ่านโขดหิน ทอดตัวยาวเลียบชายหาดและน้ำทะเลใสๆ ที่มองเห็นทุกอย่างในน้ำอย่างชัดเจน เต็มอิ่มกับความสุขที่ใกล้ ไปง่ายๆ สบายกระเป๋าด้วยเงินเพียงหลักร้อย เปิดรับนักท่องเที่ยวเฉพาะเสาร์และอาทิตย์ เพียงวันละ 400 คนเท่านั้น ที่จะได้ไปสัมผัสกับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติบนเกาะขามที่ซ่อนตัวอยู่กลางทะเลอ่าวไทย

สวยเจิดจรัส ท่ามกลางวิวฟ้าสีคราม น้ำทะเลสวยใส

นอกจากนี้ ยังมีมุมอื่นๆ ที่สวยงามน่าประทับใจ ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะเก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันด้วย ชมกันต่อเลยจ้า…

นอนชิลๆ รับลมทะเล

น่าเที่ยวมากๆ ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง

เล่นน้ำชิลๆ ก็ได้ ไม่ต้องไปไกล

มีโต๊ะให้นั่งพักผ่อน ปาร์ตี้สนุกๆ

วิวดีมากๆ

ภาพโดย : ศิริวัฒน์ พลอยสังวาลย์ facebook : Siriwat Ploysungwal

ฟรุ้งฟริ้งเป็นเจ้าหญิงหิมะ! 10 ข้อเที่ยวห่มหนาว ปราสาทเทพนิยายแห่งเยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/564855

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ม.ค. 2559 06:05

 

เฮ้อ…ปีนี้บ้านเราหนาวแค่แป๊บเดียวเอง ยังไม่ทันได้รับลมเย็นๆ ให้ชุ่มปอด อากาศก็เริ่มร้อนอบอ้าวซะแล้ว ชักอยากไปเที่ยวต่างประเทศ ลุยเมืองหิมะหนาวๆ ให้สะใจ หนึ่งในสถานที่ที่น่าเที่ยวชมหิมะ คงหนีไม่พ้น เมืองโฮเฮ็นชวานเกา ประเทศเยอรมนี

สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปเที่ยวเมืองนอกแถบยุโรป และกำลังวางแผนจะไปเที่ยวสักครั้ง วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยเริดมาแนะนำกัน นั่นก็คือ‘ปราสาทนอยชวานชไตน์’ ที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์แถบแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี สร้างในสมัยพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย ในช่วง ค.ศ. 1845-1886

ส่วนจะสวยงามฟรุ้งฟริ้ง เหมือนปราสาทแห่งเทพนิยายแค่ไหน มาพิสูจน์กันเลยดีกว่า

1. ปราสาทนอยชวานชไตน์ (neuschwanstein castle) ถือเป็นต้นแบบของการสร้างปราสาทเทพนิยายเจ้าหญิงนิทรา ในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ และโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นปราสาทที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ปราสาทต้นแบบ ยิ่งใหญ่อลังการ

2. ช่วงนี้เป็นช่วงหิมะแรกของปีในประเทศเยอรมนี ละอองสีขาวจากฟากฟ้าโปรยปรายลงมาแบบไม่ขาดสาย ปุยหิมะค่อยๆ ปกคลุม ปราสาทนอยชวานชไตน์ ซึ่งอยู่ในเมืองระหว่างโฮเฮ็นชวานเกา (Hohenschwangau) และฟุสเซน (Fussen) พร้อมมองเห็นฉากหลังที่เป็น ‘เทือกเขาแอลป์’ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน

เทือกเขาในบรรยากาศหน้าหนาว

นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมไม่ขาดสาย

3. ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า สวยงามราวกับฉากในเทพนิยายเลยทีเดียว เสมือนว่าได้ไปปรากฏตัวในโลกแห่งจินตนาการจากเรื่อง ‘Frozen’ การ์ตูนแอนิเมชั่นขวัญใจเด็กๆ ในวันที่เราไปเยือนปราสาทนอยชวานชไตน์ อุณหภูมิรอบๆ ตัวติดลบถึง 5 องศาเซลเซียส คนเมืองร้อนอย่างเรา เลยขอแปลงร่างเป็น ‘เจ้าหญิงเอลซ่า’ ในฉากวันหิมะตก หมุนตัวไปรอบๆ รับหิมะที่โปรยปรายลงมา ได้อารมณ์ฟรุ้งฟริ้งสุดๆ

สัมผัสหิมะเต็มๆ

4. สำหรับคอหนังการ์ตูนดิสนีย์ คงจะคุ้นตาเป็นอย่างดีกับโลโก้ของ วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส ที่มีรูปปราสาทแสนสวยอยู่คู่กับโลโก้ ขอบอกว่าปราสาทที่เห็นก็คือ ปราสาทนอยชวานชไตน์ แห่งนี้นี่เอง เพราะ “วอลท์ ดิสนีย์” ผู้ก่อตั้งค่ายการ์ตูนระดับโลก ได้แรงบันดาลจากปราสาทนอยชวานชไตน์ในการออกแบบโลโก้ค่ายการ์ตูนของเขานั่นเอง ว้าว!

5. ครั้งแรกที่ได้สัมผัสหิมะ ขอลงไปนอนแช่เกล็ดน้ำแข็งที่หนาวเย็นสักหน่อย ว่าจะหนาวแค่ไหน (อิอิ) เมื่อมองไปรอบๆ ตัว เห็นแต่สีขาวโพลนทอดยาวราวกับโลกสีขาว งดงามจนแทบไม่อยากละสายตา สองเท้าค่อยๆ เดินขึ้นเขา ย่ำหิมะจนพื้นรองเท้าเปียกชุ่ม แทบจะก้าวขาไม่ออกเพราะหนาวมาก

นอนบนหิมะฟูๆ

ทางเดินขึ้นไปชมปราสาทด้านบน

6. นอกจากนี้ ในเมืองนี้เขายังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเอาไว้ด้วยนะ เป็นการอำนวยความสะดวกสำหรับคนที่ไม่อยากเดินฝ่าความหนาวเย็น ก็สามารถอาศัยนั่งรถม้า ที่เยื้องย่างอย่างสโลว์ไลฟ์แบบเนิบๆ นำพาเราไปสู่จุดหมายได้เช่นเดียวกัน

7. “ก๊อกแก๊ก…ก๊อกแก๊ก…” เสียงเกือกม้ากระทบกับพื้นหิน ฟังเพลินๆ ดูเข้ากับสไตล์ยุโรปโบราณมากๆ เจ้าม้า 2 ตัว ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี ส่วนเราแอบสงสัยว่าม้า 2 ตัวนี้ จะหนาวเหมือนเราไหมนะ?

มีรถม้าบริการด้วยนะ

8. ด้วยความที่อยากขึ้นไปสัมผัสความโรแมนติกของปราสาทแห่งนี้ จึงกลั้นใจสู้กับพายุหิมะที่พัดมากระทบผิวหน้า เดินจากเชิงเขาสู่ปราสาท ระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร

9. เมื่อถึงตัวปราสาท แทบจะลืมความหนาวเย็นไปเลยล่ะ เพราะตื่นเต้นกับความอลังการของปราสาทนอยชวานชไตน์ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์

ตัวปราสาทสูงหลายชั้น

10. นี่ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม…ที่นี่งดงามสมกับที่เป็นปราสาทต้นแบบจริงๆ มาเที่ยวคราวนี้ คงต้องบอกว่าเป็นทริปที่ประทับใจจนลืมไม่ลง

ทางเดินเที่ยวชม

เทือกเขาแอลป์

ขาวโพลนด้วยหิมะหนาเตอะ

ที่นั่งก็มีหิมะปกคลุม

อีกมุมธรรมชาติของที่นี่

เที่ยวหนาวๆ สั่นสู้มากๆ

หิมะตกลงมาคลุมทุกพื้นที่ เหมือนน้ำตาลไอซิ่ง

มุมนี้ก็สวย

หิมะแรกของปี

ขาวโพลนไปหมด

ทางเดินชมตัวปราสาท

ที่มาภาพ : กมลวรรณ การีพัฒน์ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐทีวี