จาก “โรงเหล้า” เตา โขมง สู่ “สวนหลวง พระราม 8”

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2805223

จาก “โรงเหล้า” เตา โขมง สู่ “สวนหลวง พระราม 8”

4 ส.ค. 2567 05:27 น.

จาก “โรงเหล้า” เตา โขมง สู่ “สวนหลวง พระราม 8”

เขียนถึง “สวนหลวง ร.10” ที่รัฐบาลปัจจุบันและกรุงเทพมหานครจะร่วมกันปรับปรุง “บึงหนองบอน” เพื่อถวายเป็นสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ยังมีอีก “สวนหลวง” หนึ่งที่สร้างเสร็จมานานแล้ว และประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์มากว่า 10 ปีแล้ว…แต่ “คอลัมน์” นี้ ยังมิได้เขียนถึงมาก่อนเลย

ได้แก่ “สวนหลวง พระราม 8” ซึ่งตั้งอยู่ ณ เชิงสะพาน พระราม 8 ฝั่งธนบุรี…สวนที่มีขนาด 35 ไร่ แม้จะไม่ใหญ่โตจนเกินไปนัก แต่ก็มีขนาดกว้างพอสมควร มีความร่มรื่น และมีบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม เพราะอยู่ริมฝั่งแม่นํ้าเจ้าพระยายาวไปทางทิศใต้ประมาณ 500 เมตร มีลมพัดโชยผ่านสวนอยู่ตลอดเวลา

อีกทั้งยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์ ในหลวงรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล ขนาด 3 เท่าของพระองค์จริง ใน พระอิริยาบถทรงยืนประดิษฐานบนแท่นสูง สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และโดดเด่นเป็นสง่า ขณะนั่งเรือล่องไปตามลำนํ้าเจ้าพระยาอีกด้วย

ที่สำคัญเมื่อย้อนอดีตไปสู่ยุคต้นๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของ “สวนหลวงพระราม 8” แห่งนี้ ซึ่งเรียกว่าย่าน “บางยี่ขัน” เคยเป็นที่ตั้งของ “โรงเหล้า” หรือโรงต้มกลั่นสุราของยุคโน้นที่ “สุนทรภู่” กวีเอก แต่งเป็นบทกลอนใน “นิราศภูเขาทอง” เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณนี้… และทุกวันนี้บทกลอนดังกล่าวก็ยังกึกก้องอยู่ในความทรงจำของคนไทย

ได้แก่บทที่ว่า “ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย” นั่นเอง

หลายตำนานกล่าวว่า บริเวณนี้เป็นที่ตั้งโรงงานต้มเหล้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ด้วยซ้ำ ก่อนที่ท่าน “สุนทรภู่” จะแต่งนิราศภูเขาทองในสมัยรัชกาลที่ 3 และก็ใช้เป็นที่ตั้งโรงกลั่นสุรามาทุกรัชกาลเคียงคู่กรุงรัตนโกสินทร์ตลอดมา รวมถึงล่าสุดก็คือ โรงงานสุราบางยี่ขัน เจ้าตำรับ สุรา “แม่โขง” นั่นเอง

จนถึงยุครัชกาลที่ 9 จึงมีการย้ายโรงงานออกไปตั้งใหม่ที่ตำบลบางคูวัด จังหวัดปทุมธานี และพื้นที่ ณ บริเวณ “บางยี่ขัน” ที่เคยมีควันไฟจากโรงเหล้าโขมงมาทุกยุคทุกสมัย ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเชิง สะพานพระราม 8 ในที่สุด

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริให้ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2538 เพื่อแก้ปัญหาการจราจร และก่อสร้างเสร็จเปิดใช้ได้เมื่อ พ.ศ.2545 เป็นต้นมา

พร้อมกับใช้เนื้อที่บริเวณสะพานพระราม 8 ด้านฝั่งธนบุรีที่เหลือในการจัดทำสวนสาธารณะแห่งใหม่ควบคู่ไปด้วย โดยเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการในเวลาใกล้เคียงกัน

ต่อมาได้มีการก่อสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์ของในหลวงรัชกาลที่ 8 ขึ้น ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในช่วงต้น และในวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2555 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราช ดำเนินไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมราธิบดินทร และ “สวนหลวง พระราม 8” อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้าใช้ บริการดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบมาจนถึงปัจจุบัน

จากความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ในประวัติ ศาสตร์มาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ดังกล่าวข้างต้น นับเป็นแรงบันดาลใจแก่ทีมงานซอกแซกที่จะหาโอกาสมาเยือนสวนแห่งนี้ตั้งแต่สร้างเสร็จใหม่ๆโน่นแล้ว

แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมิได้มาเยือนอย่างเป็นเรื่องราว…แม้จะมีโอกาสนั่งรถข้ามสะพาน พระราม 8 และมองเห็นสวนสาธารณะแห่งนี้จากสะพานไม่รู้กี่ร้อยครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เพิ่งมาได้โอกาสเหมาะเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2567 นี่เอง หัวหน้าทีมซอกแซกไม่รอช้าชวนทีมงานขับรถข้ามสะพานพระราม 8 อีกครั้งแล้วก็ไปลงก่อนถึงถนนอรุณอมรินทร์ย้อนกลับมาที่บริเวณเชิงสะพานอีกหน พร้อมกับหาที่จอดรถได้ในบริเวณเชิงสะพานหน้าสวนนั่นเอง

เพิ่งจะบ่าย 3 โมงเท่านั้น เริ่มมีพี่น้องประชาชนย่านฝั่งธนบุรีมาวิ่งออกกำลังกันแล้ว โดยวิ่งไปตามถนนรอบๆสวนไปสู่บริเวณริมนํ้าเจ้าพระยา และวิ่งต่อไปทางด้านใต้ จนถึงบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8

หัวหน้าทีมซอกแซกใช้วิธีเดินช้าๆ เลาะริมนํ้าไปเรื่อย เหนื่อยก็นั่งพัก เพราะมีศาลาริมนํ้า สร้างเป็นระยะๆติดต่อกันไปหลายหลัง และทุกหลังนั่งได้เลย เพราะมีลมโกรกเข้ามาเย็นฉํ่าพอๆกัน

มองข้ามฝั่งไปจะเห็นธนาคารแห่งประเทศไทย โรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย วัดสามพระยา จนถึงป้อมพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ และเมื่อมองกลับมาทางฝั่งสวนก็จะเห็นพระบรม ราชานุสาวรีย์ ร.8 โดดเด่นเป็นสง่า หน้าตึกอาคาร สำนักงานโครงการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีโอกาสใช้เนื้อที่ที่เคยเป็น “โรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง” ในอดีตแห่งนี้

ทีมงานซอกแซกใช้เวลาอยู่ที่ศาลาริมนํ้าเกือบครึ่งชั่วโมง นั่งรับลม และชมวิวรอบๆซํ้าแล้ว ซํ้าเล่า ก่อนจะลุกขึ้นอำลาด้วยความเสียดายอย่างยิ่ง เพราะยังมีนัดหมายอื่นๆรออยู่อีก

ก็ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนส่งท้ายว่า…มีเวลาว่างวันไหนไปถ่ายรูป “เช็กอิน” และนั่งกินลมชมวิว หรือจะวิ่งหรือเดินก็ได้ ที่ “สวนหลวง พระราม 8” เชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี กันสักครั้ง

ภาพที่สวยที่สุด ภาพหนึ่งที่ต้อง “เซลฟี่” ไว้ให้ได้คือ ภาพตัวเรากับ “ตัวสะพานพระราม 8” ที่ในทางวิศวกรรมศาสตร์ เขาเรียกสะพานที่สร้างในลักษณะนี้ว่า “สะพานแขวนแบบอสมมาตร” ยาวเป็นอันดับที่ 5 ของโลกเชียวนะครับ…จะบอกให้!

“ซูม”

Behind the Lens เบื้องหลังภาพสวย..ท่องเที่ยวไทย

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2805060

Behind the Lens เบื้องหลังภาพสวย..ท่องเที่ยวไทย

3 ส.ค. 2567 05:38 น.

Behind the Lens เบื้องหลังภาพสวย..ท่องเที่ยวไทย

28 สิงหาคมนี้ ภาพและวิดีโอของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจำนวน 2 ชิ้นงาน ได้รับรางวัล Gold Award Winner ประเภท Travel Photograph และ Culture ที่จัดโดย Pacific Asia Travel Association หรือ PATA โดยผลงาน 2 ชิ้นที่ว่า ประกอบไปด้วย ภาพนิ่งและวิดีโอ สำหรับภาพนิ่ง เป็นภาพการบิณฑบาตของพระสงฆ์ที่ใช้การล่องแพไม้ไผ่ไปในแม่น้ำ ที่ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนสวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเรื่องราววิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น และวิดีโอชุด The Diversity of Southern Border ที่นำเสนอเรื่องราวพหุวัฒนธรรมของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความหลากหลายของพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านชิ้นงานได้อย่างงดงาม

เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการกองวางแผนและผลิตสื่อ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานของทีมงานเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพและวิดีโออันเป็นเสมือนหน้าต่างบานใหญ่ที่เชื่อมให้นักท่องเที่ยวได้เห็นและเกิดแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ว่า ในการผลิตสื่อต่างๆ ของ ททท. เรามีทีมงานเล็กๆ ประกอบไปด้วย ทีมช่างภาพ ทีมถ่ายทำวิดีโอ และทีมนักออกแบบ ซึ่งทุกคนล้วนทำหน้าที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์ Content Creator และ Copy Writer ในการผลิตชิ้นงานต่างๆให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด แต่ที่เป็นความท้าทายมากที่สุดคือ เราต้องทำงานแข่งกับเวลา และทำงานแข่งกับธรรมชาติ โดยเฉพาะฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ

“เวลาทำงานเราต้องเจอกับอุปสรรคหน้างาน ทำให้การทำงานในแต่ละทริปอาจไม่บรรลุเป้าหมาย ด้วยสภาพอากาศ สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง อย่างเช่น เราอยากถ่ายพระอาทิตย์สวยๆ ที่ส่องลอดประตูโบราณสถาน แต่วันนั้นกลับมีเมฆมาก เราก็ถ่ายงานได้ไม่สวย หรือถ่ายไม่ได้เลยถ้ามีฝนตก บางครั้งก็เจอหมอกควันที่ส่งผลต่อการถ่ายภาพ เรียกว่าทุกทริปต้องได้เจอหรือได้แก้ไขปัญหากันตลอด และทีมงานยังต้องใช้ความอดทนอย่างมาก เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่สวยงาม สมบูรณ์แบบที่สุด บางครั้งต้องรอแสงเป็นวันๆเลยทีเดียว” ผอ.กองวางแผนและผลิตสื่อ เล่าถึงการทำงานของทีมที่เธอเรียกว่า ทีมอเวนเจอร์ของ ททท.

นอกจากนี้ ในการถ่ายทำวิดีโอ 1 ชิ้นงาน ยังมีเงื่อนไขปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่เป็นคนเดินเรื่องหรือแบบในเรื่องราวที่เราอยากนำเสนอ บางครั้งคนในชุมชนซึ่งไม่ใช่นักแสดงอาชีพ ก็ต้องเป็นผู้กำกับสร้างความคุ้นเคยให้กับกล้อง เพื่อให้การถ่ายทอดเรื่องราวในชิ้นงานออกมาสมบูรณ์ที่สุด และยังต้องคำนึงถึงการ research เนื้อหาเพื่อนำเสนอเรื่องราวที่ถูกต้องด้วย

“เราก็ต้องคอย support ทีมงานและให้เขามีอิสระในการสร้างสรรค์ผลงาน บางทีถ่ายไปเกือบเสร็จแล้ว แสงหมด หรือแสงไม่ได้ก็ต้องถ่ายใหม่อีกเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องให้โจทย์ที่ชัดเจนเพื่อให้ทีมทำงานง่ายที่สุด” เอิบลาภ บอกสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงาน คือ ต้องวางแผนและแผนต้องยืดหยุ่นได้ตลอด ควรมีแผนสำรองเสมอทุกครั้ง เพราะด้วยเวลา งบประมาณ และบุคลากรที่จำกัด

สำหรับรางวัลที่ได้ ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานที่สามารถถ่ายทอดมุมมองที่สวยงามของประเทศไทยให้ชาวโลกได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นภาพสถานีดอกนางพญาเสือโคร่งบนดอยอ่างขาง ที่เชียงใหม่ ที่ได้รับรางวัลเมื่อปีที่แล้ว และภาพพระออกบิณฑบาตบนแพ ที่หมู่บ้านโอ๊ะป่อย จ.ราชบุรี

เอิบลาภ บอกว่า ความยากอยู่ที่ ภาพ 1 ภาพ ต้องสามารถสื่อความหมายได้หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ฤดูกาล วิถีชีวิต วัฒนธรรม ชุมชน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของทีมผลิตสื่อ ททท.คือ การกระตุ้นความสนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางไปสัมผัสความสวยงามในประเทศไทย

เรามีทีมนักออกแบบ ที่ทำหน้าที่ออกแบบและสร้างสรรค์สื่อต่างๆของ ททท.เพื่อที่จะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ทั้งในแคมเปญการตลาด การประชาสัมพันธ์ไปจนถึงการสะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร และรวมถึงการสื่อสารแบรนด์ของประเทศไทยด้วย เมื่อรัฐบาลมีนโยบาย Ignite Tourism Thailand ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว นำเสน่ห์ไทย (Soft Power) มาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยว การผลิตสื่อของเราก็ต้องตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว และนำมาเป็นแนวทางการผลิตสื่อที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้เห็นเสน่ห์ของประเทศไทยและนำไปสู่การเดินทางได้จริงๆ

อย่างที่เพิ่งผลิตและเผยแพร่ไปก็คือ E-Poster “5 must do in Thailand” ซึ่งเชื่อว่าเป็นชิ้นงานที่รวบรวมไฮไลต์ที่ต้องห้ามพลาดของจังหวัดต่างๆไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งทีมผลิตสื่อจะต้องประสานกับทีมตลาดในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อผลิตสื่อต่างๆให้ตรงกับความต้องการสื่อสารในกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อให้ทีมด้านสื่อสารการตลาดนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่างๆต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ เรามีการให้บริการบุคคลภายนอกด้วย และทุกคนสามารถเข้าถึงชิ้นงานสื่อต่างๆที่ ททท.ผลิต โดยเข้าไปดูที่ www.tatmediaassets.com” ผอ.กองวางแผนและผลิตสื่อ ททท. ทิ้งท้ายและเชิญชวนให้มาใช้บริการสื่อของ ททท. กันมากขึ้น.

5 เคล็ดลับทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เอาชนะ ‘โรคกลัวการเดินทาง’ ให้กลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุข

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2804628

5 เคล็ดลับทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เอาชนะ 'โรคกลัวการเดินทาง' ให้กลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุข

1 ส.ค. 2567 19:12 น.

5 เคล็ดลับทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เอาชนะ ‘โรคกลัวการเดินทาง’ ให้กลับมาเที่ยวได้อย่างมีความสุข

รวมวิธีเอาชนะความวิตกกังวลก่อนการเดินทาง ด้วยจิตวิทยา ที่จะสามารถทำให้นักท่องเที่ยวได้ออกมาเดินทางท่องเที่ยวแบบมีความสุขอีกครั้ง

ความวิตกกังวล เป็นหนึ่งในปฏิกิริยาของมนุษย์ตามธรรมชาติ ที่มีผลมาจากความเครียดเป็นเรื่องสำคัญ โดยลักษณะของความกังวล ความตึงเครียด มักจะมีอาการทางกาย เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้น ใจสั่น เหงื่อออก เป็นต้น

ประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 19% มีผลกระทบด้านนี้ ซึ่งเกิดขึ้นจากความวิตกกังวลในการเดินทาง เนื่องจากความกลัวในการไปสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ความเครียดที่เกิดขึ้นกับการวางแผนการเดินทาง รวมถึงบุคคลที่ไม่มีนิสัยวิตกกังวล แต่ก็ยังพบว่าตนเองมีอาการทันทีหลังที่มีโอกาสที่จะก้าวออกจากเซฟโซนต่อตนเอง

ความวิตกกังวลในการเดินทางนี้อาจบั่นทอนความสามารถในการเพลิดเพลินกับวันหยุดเป็นอย่างมาก และสามารถเพิ่มความเครียดที่ไม่จำเป็นให้กับชีวิตได้ โดยมีสาเหตุ และแง่มุมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น โรคกลัวการบิน โรคกลัวที่แคบ และโรคกลัวท้องถนน บางคนอาจมีความรู้สึกไม่สบายที่ต้องอยู่ไกลบ้าน 

โรคเหล่านี้รุนแรงและแพร่หลายมากขึ้น โดยมีส่วนประกอบอื่นๆ มาร่วมด้วย เช่น การระบาดของโควิด-19 เรื่องราวการเดินทางที่น่าวิตก หรือความกังวลระหว่างการเดินทาง เช่น สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย เจ็ตแล็ก และความกังวลทางการเงิน 

โรควิตกกังวลต่อการท่องเที่ยว มีผลกระทบที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลียลง ไม่สบายหลังจากเดินทางท่องเที่ยว

ความวิตกกังวลในการเดินทางสามารถจัดการได้ด้วยกลยุทธ์ที่เหมาะสม และทั้งหมดนี้ คือแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ซึ่งครอบคลุมเทคนิคทางจิตวิทยา การเตรียมการปฏิบัติ การช่วยเหลือทางจิต และการฝึกสติ เพื่อช่วยคุณจัดการและเอาชนะความวิตกกังวลในการเดินทาง

  • ตัวอย่างภาพ รีวิว ก่อนการเดินทางในทิศทางบวก

เริ่มต้นการเดินทางของคุณในแง่บวก ด้วยการฝึกจินตนาการ วางแผน โดน Lauren Lauterbach และ Courtney Cunningham ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำให้สละเวลาสักสิบนาที เพื่อหาภาพตัวอย่างการเดินทางทั้งหมด ที่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่วินาทีแรกไปจนถึงช่วงเวลาที่คุณกลับ

มุ่งเน้นไปที่การมองเห็นภาพ และความรู้สึกเชิงบวก การฝึกซ้อมทางจิตนี้ไม่เพียงแต่เตรียมคุณให้พร้อมสำหรับการเดินทาง แต่ยังปรับความคาดหวังของคุณให้สอดคล้องกับผลลัพธ์เชิงบวก ซึ่งเป็นการปูทางสำหรับการเดินทางที่คุณต้องการ

  • รับรู้ถึงความวิตกกังวลของตัวเอง

นักจิตอายุรเวท Stephanie Manes แนะนำให้ค้นหาความวิตกกังวลในการเดินทางของตัวเอง และทำความเข้าใจว่าสิ่งที่คุณกำลังประสบอยู่คืออะไร 

สิ่งนี้จะช่วยให้ตัวเองทำความเข้าใจไปกับความกลัว สร้างหนทางป้องกัน เพื่อมองว่ามันเป็นความรู้สึกชั่วคราว และจัดการได้มากกว่าที่คิดไปในเชิงลบเสียทั้งหมด

  • ตั้งวัตถุประสงค์สำหรับการเดินทาง

ผู้เดินทางควรตั้งเป้าหมาย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดเจตนารมณ์ที่ชัดเจนสำหรับการเดินทาง ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อผ่อนคลาย สำรวจสิ่งที่สนใจ เยียวยาหัวใจ หรือตัดการเชื่อมต่อจากความเครียดในแต่ละวัน 

การกำหนดวัตถุประสงค์ของการเดินทางสามารถช่วยชี้นำการกระทำและความคิดของคุณ เพิ่มประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมาย และเติมเต็มมากขึ้น และทำให้ตนเองกลับมาพร้อมประสบการณ์ และความทรงจำดีๆ ตลอดทริป

  • การเตรียมตัว

วางแผน ขั้นตอน และเตรียมพร้อม ก่อนเดินทางเพื่อตอบสนองเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้สามารถบรรเทาความวิตกกังวลที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางได้ แนะนำให้วางแผนกิจกรรมในแต่ละวัน เลือกร้านอาหารล่วงหน้า และสร้างรายการต่างๆ โดยอิงจากประสบการณ์ตนเอง หรือข้อมูลที่ผ่านมา ทั้งจากตนเองและของผู้อื่น

นอกจากนี้การจัดวางสิ่งของสำคัญๆ เช่น หนังสือเดินทาง เสื้อผ้า และยารักษาโรค เพียงเท่านี้ก่อนวันออกเดินทางก็สามารถช่วยในเรื่องความพร้อมได้อย่างเห็นได้ชัด โดยลดความวิตกกังวลด้วยการตอกย้ำว่าคุณพร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง

  • เก็บความทรงจำดีๆ ชนะใจตนเอง และทำแบบนี้ซ้ำๆ

การเริ่มต้นแต่ละวันของการเดินทาง โดยมองเพียงแค่ความรู้สึกดีๆ ในสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเจอเท่านั้น โดยจินตนาการว่าวันของคุณเต็มไปด้วยความสุข 

รวมทั้งแสดงความขอบคุณ และยินดีทุกครั้งล่วงหน้า ก่อนการเดินทางที่จะนำพาตนเองไปพบกับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่คุณคาดหวัง 

เมื่อสิ้นสุดการเดินทาง ขอขอบคุณสถานที่ เจ้าของที่พัก และหมั่นให้กำลังใจตัวเอง การปฏิบัตินี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์การเดินทางของคุณในทางบวกเท่านั้น สามารถทำให้เกิดการผจญภัยที่ดีที่เป็นประสบการณ์ปูทางไปสู่การท่องเที่ยวที่สนุกสนานในอนาคต. 

ข้อมูล : Forbes

ภาพ : istock

รีวิว Universal Studios Japan ตะลุยเครื่องเล่นสนุกๆ ชมสีสันพาเหรดต้อนรับซัมเมอร์ที่ไม่ควรพลาด

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2802586

รีวิว Universal Studios Japan ตะลุยเครื่องเล่นสนุกๆ ชมสีสันพาเหรดต้อนรับซัมเมอร์ที่ไม่ควรพลาด

31 ก.ค. 2567 16:44 น.

รีวิว Universal Studios Japan ตะลุยเครื่องเล่นสนุกๆ ชมสีสันพาเหรดต้อนรับซัมเมอร์ที่ไม่ควรพลาด

หากพูดถึงสวนสนุกสุดยิ่งใหญ่ในฝันของใครหลายคน และยังเป็นสวนสนุกอันดับต้นๆ ในเอเชีย เชื่อว่าต้องมีชื่อของ Universal Studios Japan ในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ติดอันดับอยู่ด้วยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 1 

แม้จะเป็นช่วงฤดูร้อน ก็จะยังได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจไปกับเครื่องเล่นซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาดใน Universal Studios Japan พร้อมกับไฮไลต์ของสีสันพาเหรดอย่าง NO LIMIT! Summer Splash Parade ที่จะเปลี่ยนถนนสายธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเส้นทางขบวนพาเหรดที่เนรมิตให้ตัวการ์ตูนต่างๆ มีชีวิตชีวา พร้อมชุ่มฉ่ำไปกับสายน้ำแห่งฤดูร้อน… อย่าลืมเตรียมเสื้อกันฝนไว้ให้พร้อม!

ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสเดินทางไปสวนสนุก Universal Studios Japan โดยได้เก็บภาพบรรยากาศและความประทับใจมาฝากกัน มาดูกันว่ามีจุดแลนด์มาร์กท่องเที่ยวพิกัดไหนที่ไม่ควรพลาดชมบ้าง รวมไปถึงเครื่องเล่นแต่ละโซน มีไฮไลต์อะไรน่าสนใจบ้าง ติดตามกันได้เลย

เริ่มต้นความสนุกด้วยการเดินทางตรงสู่ Universal Studios Japan

ทริปนี้เราพักกันที่โรงแรม Candeo Hotels Osaka Shinsaibashi (จองผ่าน Klook) ซึ่งเป็นโรงแรมเปิดใหม่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 ตั้งอยู่ใจกลาง Shinsaibashi ย่านช็อปปิ้งชื่อดังของโอซากาที่สามารถเดินเท้าไปยังย่าน Namba และ Dontonburi ได้ 

หากเดินทางมาจากสนามบินนานาชาติคันไซ (Kansai Airport) พร้อมกระเป๋าสัมภาระ สามารถใช้บริการ “รถบัสลีมูซีน” โดยเลือกจุดขึ้นรถบัสที่สนามบินฯ ป้ายรถหมายเลข 11 และมาลงที่จุดหมายปลายทาง Namba (OCAT) แล้วเดินราว 10-15 นาที มายังโรงแรมได้เลย ข้อดีคือสะดวกรวดเร็ว มีพนักงานเก็บกระเป๋าสัมภาระให้ระหว่างเดินทาง ไม่ต้องพกติดตัวตลอดเวลา

ปัจจุบันสามารถซื้อตั๋วรถบัสลีมูซีนแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน Klook ได้เลยง่ายๆ แล้วนำ QR Code ไปสแกนรับตั๋วที่ตู้อัตโนมัติใกล้ป้ายรถ ก่อนขึ้นรถบัสลีมูซีนตามรอบเวลาที่กำหนด เพียงแค่นี้ก็เดินทางเข้าใจกลางเมืองได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องขนสัมภาระเบียดเสียดกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก 

ส่วนการเดินทางในโอซากา และแถบคันไซ แนะนำให้ใช้บัตร ICOCA (อิโคคะ) หรือที่เรียกว่า “IC Card” เพื่อเติมเงินในบัตร และใช้สำหรับเดินทางไป Universal Studios Japan ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงเดินทางด้วยรถไฟสาย JR สาย Yumesaki Line และไปลงที่สถานี Universal City 

เช็กอินจุดแรก Harry Potter and the Forbidden Journey™ พร้อมฉลองครบรอบ 10 ปี ด้วยเมนูพิเศษ

โซนสุดฮิตใน Universal Studios Japan ต้องยกให้ “The Wizarding World of Harry Potter™” หรือสวนสนุกแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่สร้างจากโลกจินตนาการของผู้ประพันธ์ J.K. Rowling ซึ่งถูกนำไปสร้างเป็นหนังสือวรรณกรรมขายดีระดับโลกและภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน โซนนี้เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2014 ในปีนี้จึงถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี แด่สวนสนุกแฮร์รี่ พอตเตอร์ นั่นเอง

ความพิเศษคือแฟนๆ สามารถไปลิ้มรสเมนูซิกเนเจอร์ ซึ่งก็คือเครื่องดื่มบัตเตอร์เบียร์ (ไม่มีแอลกอฮอล์) ที่มาพร้อมแก้วที่ระลึกฉลองครบรอบ 10 ปี และขนมชูร์โรส์ที่มีให้เลือกถึง 4 รสชาติ 4 สี ตามจำนวนบ้านในโรงเรียนฮอกวอตส์ มีจำหน่ายที่รถเข็น The Magic Neep™ และร้าน Three Broomsticks™ ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2024 

นอกจากนี้ ก็ยังมีกิจกรรมสร้างสีสันให้แฟนๆ ได้ร่วมสนุกตลอดทั้งปี โดยแบ่งออกเป็นกิจกรรมประจำฤดูร้อน, ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว เช่น เดินชมปราสาทฮอกวอตส์, เผชิญหน้ากับสัตว์มหัศจรรย์, ชมการต่อสู้กับผู้เสพความตาย รวมถึงชมปราสาทฮอกวอตส์ฤดูหนาวในช่วงปลายปี เป็นต้น

ส่วนเครื่องเล่นที่จะพลาดไม่ได้เลยก็คือ Harry Potter and the Forbidden Journey™ ตั้งอยู่ในปราสาทฮอกวอตส์ โดยจำลองให้เราเป็นสมาชิกควิดดิชทีมบ้านกริฟฟินดอร์ ระหว่างนั้นก็จะมีเอฟเฟกต์ต่างๆ ปรากฏขึ้น เช่น ขี่ไม้กวาดเหนือทะเลสาบ แย่งชิงลูกโกลเด้นสนิช หลบหลีกมังกร และเผชิญหน้ากับเหล่าผู้เสพความตาย เพื่อพาเราโลดแล่นผจญภัยไปกับโลกแห่งจินตนาการแบบ 360 องศา สัมผัสเรื่องราวที่แฟนๆ คุ้นเคยในโลกของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจ

เมื่อเล่นเครื่องเล่นเสร็จแล้ว ก็จะพบกับร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกมากมาย รับรองว่าถูกใจเหล่าสาวกพ่อมดน้อยแฮร์รี่ พอตเตอร์ เมื่อออกมาจากตัวปราสาทฮอกวอตส์ ก็จะมีอีกเครื่องเล่นกลางแจ้งอย่าง “Flight of the Hippogriff™” รอให้ไปทดลองขี่ฮิปโปกริฟฟ์สำรวจกระท่อมของแฮกริด ก่อนจะออกไปเดินเล่นสำรวจหมู่บ้านฮอกส์มี้ดส์ ถ่ายรูปกับรถไฟขบวนฮอกวอตส์ พร้อมเก็บเกี่ยวความประทับใจไม่รู้ลืมตามฉบับของแฟนๆ แฮร์รี่ พอตเตอร์

ตะลุยโลก Mario Kart: Koopa’s Challenge™ เล่นเกมแข่งรถในตำนาน

อีกโซนสวนสนุกธีมปาร์กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มา Universal Studios Japan ก็คือ “Super Nintendo World” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิดีโอเกมตัวละครมาริโอ้ โดดเด่นด้วยปราสาทบาวเซอร์ที่กลายเป็นแลนด์มาร์กของอาณาจักรเห็ด รายล้อมด้วยภูเขาเนินเล็กๆ ท่อสีเขียวขนาดใหญ่ และเหรียญทองมากมาย รอให้ผู้เข้าแข่งขันไปพิชิตเหรียญเพื่อเก็บแต้มคะแนน 

ในส่วนของเครื่องเล่นที่อยากแนะนำ ได้แก่ Mario Kart: Koopa’s Challenge™ ซึ่งตั้งอยู่ในอินดอร์ของปราสาทบาวเซอร์ ระหว่างเดินไปยังโซนเครื่องเล่น เราจะได้สัมผัสกับการตกแต่งทางเดินด้วยบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงความคลาสสิกของเกมมาริโอ้ โดยผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะได้รับหมวกมาริโอ้ และแว่นตา AR สำหรับสวมใส่

เมื่อเข้าไปนั่งในรถแข่งแล้ว บรรยากาศรอบๆ ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสนามแข่งขันจำลอง สมาชิกในทีมจะต้องช่วยกันเก็บไอเทมและเหรียญทองเพื่อสะสมคะแนนให้มากที่สุด พร้อมๆ กับบังคับรถแข่งให้ไปตามเส้นทางที่บังคับด้วย ความสนุกของเครื่องเล่นนี้อยู่ที่การจำลองสถานการณ์ให้สมจริง ราวกับเราหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งเกมของมาริโอ้และผองเพื่อนจริงๆ

บุกบ้านมินเนียนจอมแสบกับเครื่องเล่น Despicable Me: Minion Mayhem

ใครที่เป็นแฟนของแก๊งมินเนียนจอมแสบ จะต้องถูกใจกับธีมปาร์ก “Minion Park Despicable Me” เพราะทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามายังโซนนี้ ก็จะได้พบกับเหล่าตัวละครตัวโปรดจากแอนิเมชันเรื่อง Despicable Me ไม่ว่าจะเป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก อาหาร และเครื่องดื่ม รวมไปถึงสถานที่ต่างๆ ที่จำลองบรรยากาศโดยรอบให้สมจริง

เมื่อเดินเข้าไปยังโซนเครื่องเล่น “Despicable Me: Minion Mayhem” ที่ตั้งอยู่ภายในบ้านของตัวละครมิสเตอร์กรู ก็จะพบกับเหล่าพนักงานที่เตรียมพาเราไปพบกับวายร้ายสีเหลืองจอมป่วน โดยทุกคนจะต้องเข้าสู่กระบวนการทดลองเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นแก๊งมินเนียนตัวจิ๋ว ก่อนที่จะต้องเดินทางขึ้นยานพาหนะที่ทะยานขึ้น เพื่อจำลองสถานการณ์โดยรอบให้กลายเป็นภาพที่ฉายด้วยเทคนิค 4 มิติ

ความสมจริงของภาพและเสียงที่ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวสุดน่ารักของแก๊งมินเนียน หยิบจับโลกแอนิเมชันและโลกแห่งความจริงให้ได้มาพบกัน ตอบโจทย์จินตนาการของแฟนๆ มินเนียนให้ได้สัมผัสความน่ารักผ่านเครื่องเล่นสนุกๆ ใครที่แวะมาโซนนี้แล้ว อย่าลืมตระเวนถ่ายรูปคู่กับตัวละครมินเนียนสุดแสบที่ยืนรายล้อมตามพิกัดต่างๆ ด้วยนะ

พาเหรดหรรษา NO LIMIT! Summer Splash Parade ฤดูแห่งการสาดน้ำ เฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น

ไฮไลต์ความสนุกภายใน Universal Studios Japan ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เครื่องเล่นเท่านั้น แต่ยังมีขบวนพาเหรด “NO LIMIT! Summer Splash Parade” ที่กลายเป็นสีสันประจำหน้าร้อน เนื่องจากจัดขึ้นเฉพาะหน้าร้อนนี้เท่านั้น ความพิเศษคือการเปลี่ยนขบวนพาเหรดให้กลายเป็นเทศกาลแห่งการสาดน้ำเพื่อคลายร้อน 

โดยจะมีการเปิดโชว์ด้วยเหล่าตัวละครตัวโปรด เหล่าซุปเปอร์สตาร์ที่ออกมาทักทายแฟนๆ บนขบวนพาเหรด มีตั้งแต่ Super Mario, Pokémon, Minions (Despicable Me), Snoopy, Hello Kitty, SING และอีกมากมาย ที่พร้อมใจกันออกมาทักทายแฟนๆ ตลอดสองข้างทาง

เมื่อถึงจุดที่กำหนดไว้ก็จะเริ่มมีการฉีดน้ำและสาดน้ำ เพื่อเพิ่มความชุ่มฉ่ำให้กับนักท่องเที่ยวตลอดสองข้างทาง หลายคนสวมเสื้อกันฝน พร้อมกับพกไอเทมประจำตัว ซึ่งก็คือ Water Shooter หรือปืนฉีดน้ำของเล่น โดยเฉพาะบรรดาเด็กๆ ที่ดูจะมีความสุขเป็นพิเศษที่ได้ร่วมเล่นน้ำกับตัวการ์ตูนที่พวกเขาชื่นชอบ ท่ามกลางเสียงเพลงและการเต้นรำไปพร้อมๆ กันของขบวนพาเหรดแห่งความสุขนี้ อีกทั้งยังมีการจัดโซนพิเศษเป็นพื้นที่สำหรับเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ พร้อมผู้ปกครอง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับหนูๆ ตัวน้อยอย่างเต็มที่อีกด้วย 

ขบวนพาเหรด NO LIMIT! Summer Splash Parade จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้-1 กันยายน 2024 เริ่มเวลา 14.00 น. โดยมีระยะเวลาแสดงประมาณ 40 นาที สามารถเช็กเส้นทางขบวนพาเหรดได้ ที่นี่

Universal Studios Japan เปิดกี่โมง และซื้อบัตรเข้าชมได้ที่ไหน?

สวนสนุก Universal Studios Japan มีเวลาเปิดทำการแตกต่างกันไปในแต่ละวัน โดยสามารถเช็กข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.usj.co.jp

ส่วนบัตรเข้าสวนสนุก Universal Studios Japan สามารถซื้อบัตรออนไลน์ล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันของ Klook ได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาไปยืนเข้าคิวซื้อบัตรที่หน้าสวนสนุก

ทั้งนี้ สามารถเลือกซื้อแพ็กเกจออนไลน์ต่างๆ เพื่อเข้าชมสวนสนุกได้ตามที่ต้องการ โดยแต่ละแพ็กเกจก็อาจจะมีสิทธิพิเศษที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างดังนี้

สุดท้ายนี้ เชื่อว่า Universal Studios Japan จะยังคงเป็นสวนสนุกที่ตอบโจทย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีหัวใจหลงใหลในโลกแห่งจินตนาการ ซึ่งนอกจากจะมอบความสุขให้แล้ว ยังเป็นบ่อเกิดแห่งไอเดียสร้างสรรค์ เติมความฝัน เติมพลัง เป็นพิกัดที่ทุกคนจะได้ไปพักผ่อนและสัมผัสประสบการณ์กับตัวการ์ตูนสุดโปรดในดวงใจอย่างใกล้ชิด

เรื่องและภาพ : ตติยา แก้วจันทร์

โดราเอมอนบุกฮ่องกงในงาน “100% DORAEMON & FRIENDS” สีสันรับหน้าร้อนเอาใจเหล่าแฟนด้อม

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2804301

โดราเอมอนบุกฮ่องกงในงาน “100% DORAEMON & FRIENDS” สีสันรับหน้าร้อนเอาใจเหล่าแฟนด้อม

30 ก.ค. 2567 18:58 น.

โดราเอมอนบุกฮ่องกงในงาน “100% DORAEMON & FRIENDS” สีสันรับหน้าร้อนเอาใจเหล่าแฟนด้อม

โดราเอมอน คาแรกเตอร์จากมังงะชื่อดังในตำนานที่เป็นขวัญใจเหล่าแฟนด้อมทุกเพศทุกวัย จัดนิทรรศการ “100% DORAEMON & FRIENDS” ทั่วเกาะฮ่องกง เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 18 ส.ค. 2567

นิทรรศการ “100% DORAEMON & FRIENDS” เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้จัดงานอย่าง AllRightsReserved ได้สร้างสรรค์ธีมโดราเอมอนให้ทุกคนได้ตื่นตาตื่นใจไว้ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นการแปลงโฉมรถไฟ MTR และกระเช้านองปิงให้สะท้อนความสนุกสนานของการเดินทางในธีมโดราเอมอน ตลอดจนยกการแสดงโดรนโดราเอมอนมาให้ชมเป็นครั้งแรกของโลก ทำให้กระแส “โดราเอมอน” ถูกปลุกขึ้นจากการปรากฏตัวสุดเซอร์ไพรส์ดังกล่าว

  • ภายในงานจัดแสดงนั้นมีทั้งโซนที่สามารถเข้าชมได้ฟรี ซึ่งจัดแสดง ณ สถานที่ที่รู้จักกันดี อย่าง Avenue of Stars และบริเวณท่าเรือจิมซาจุ่ย ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. ไปจนถึง 11 ส.ค.
  • และโซนที่ต้องเสียค่าเข้าชม ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ชั้น 6 ของ K11 MUSEA ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. ไปจนถึง 18 ส.ค. ทั้งนี้ บัตรเข้าชมได้จำหน่ายหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้จัดงาน อย่าง AllRightsReserved ร่วมมือกับ Fujiko Pro ส่งมอบผลงานชิ้นโบแดงอย่าง ทัวร์นิทรรศการ “100% DORAEMON & FRIENDS” (ฮ่องกง) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในนิทรรศการโดราเอมอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อฉลองครบรอบ 90 ปีของผู้ให้กำเนิดตัวละครโดราเอมอนอย่าง ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ งานนี้ได้ยกโลกแห่งการ์ตูน และภาพยนตร์โดราเอมอนมาให้ได้ดื่มด่ำและเต็มอิ่ม พร้อมด้วยประติมากรรมหุ่นโดราเอมอนสีสันโดดเด่นที่จะมาแจกจ่ายความน่ารักให้กับทุกคนทั่วฮ่องกง

พร้อมยกทัพคอลเลกชันหุ่นโดราเอมอนขนาดเท่าตัวจริงมาจำนวน 135 ชุด ที่ส่วนใหญ่ยังไม่เคยนำไปจัดแสดงที่ไหนมาก่อน นอกจากนี้ ยังได้พบกับของวิเศษโดราเอมอนที่จะเผยโฉมเป็นครั้งแรก นั่นก็คือ “100% Friends-Calling Bell” ของวิเศษที่เพียงแค่สั่นกระดิ่ง เพื่อนๆ ก็จะมาหา เข้ากันได้ดีกับธีมของงานที่เชื่อว่า “เพื่อนแท้จะอยู่เคียงข้างเราเสมอ” เรียกเพื่อนๆ จากทั่วโลกมาพบกับโดราเอมอนที่ Avenue of Stars ในฮ่องกงกัน

นอกจากนี้ยังร่วมมือกับการท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board) นำเสนอประตูไปที่ไหนก็ได้ “100% DORAEMON & FRIENDS” Anywhere Door ทั่วฮ่องกง ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม ถึง 8 สิงหาคม ให้เหล่าแฟนๆ ได้พบกับการปรากฏตัวสุดเซอร์ไพรส์ของโดราเอมอนตามที่ต่างๆ

พร้อมยก “Anywhere Door” ขนาดเท่าของจริง ซึ่งใหญ่กว่าประตูปกติจำนวน 10 บาน มาตั้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง โดยประตูแต่ละบานจะฉายภาพสถานที่สำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของฮ่องกง เสมือนเป็นการเชื้อเชิญให้ผู้คนได้ออกเดินทางดื่มด่ำไปกับบรรยากาศ แฟนๆ สามารถเสิร์ชหาบานประตูสีชมพูที่แสนโดดเด่นเหล่านี้ ถ่ายภาพ หรือแม้แต่แลกของที่ระลึกแบบลิมิเต็ดอิดิชั่นด้วยการแชร์ประสบการณ์ของพวกเขาบนโซเชียลมีเดีย

จุดไฮไลต์ของพื้นที่จัดงาน

พื้นที่ฟรี

พื้นที่นิทรรศการ “100% Doraemon Outdoor Exhibited Area” ขนาดยักษ์ จัดแสดงตลอดเส้นทางริมอ่าวของ Avenue of Stars และบริเวณท่าเรือจิมซาจุ่ย โดดเด่นด้วยตุ๊กตาโดราเอมอนเป่าลมขนาดยักษ์ที่มีความสูงกว่า 12 เมตร ล้อมรอบด้วยหุ่นโดราเอมอนขนาดเท่าตัวจริง (1:1) จำนวน 34 ตัว ที่มาจากทั้งมังงะและซีรีส์แอนิเมชัน

พร้อมด้วยหุ่นตัวละครผองเพื่อนและครอบครัวอีก 10 ตัว ที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในการเดินทางครั้งนี้ ชิ้นงานประติมากรรมและพาเนลลายการ์ตูนขนาดมหึมาช่วยรังสรรค์ประสบการณ์อันน่าประทับใจ โดยมีฉากหลังเป็นฟ้าสวยจากมุมของอ่าววิคตอเรีย

พื้นที่เสียค่าเข้าชม

ส่วนพื้นที่นิทรรศการ “100% Avenue of Stars” ได้จัดขึ้นเพื่อยกย่องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของฮ่องกง โดราเอมอนและเพื่อนๆ รวมถึงโนบิตะต่างแต่งกายในชุดหรูหราและเป็นทางการ ยืนสง่าตลอดเส้น Avenue of Stars พร้อมกับสแตนดีสไตล์คอมิกของผู้ครองวงการภาพยนตร์ชาวฮ่องกง 13 ท่าน ที่ยืนยิ้มแย้มทักทายตลอด “พรมฟ้า” ตามธีมโดราเอมอนนี้

และเพื่อเป็นการจัดระเบียบผู้เข้าชมพื้นที่นิทรรศการ “100% Doraemon Outdoor Exhibited Area” ที่มาพร้อมกับหุ่นโดราเอมอนพองลมขนาดยักษ์สูง 12 เมตร จะไม่เปิดให้เข้าชมแบบวอล์กอิน (Walk-in) โดยจะต้องสำรองรอบเข้าชมล่วงหน้าบนช่องทางออนไลน์ ผ่าน Klook ซึ่งจะเปิดให้สำรองการเข้าชมทุกวันอังคาร เวลา 12.00 น.

รู้จัก “บึงหนองบอน” เฉลิมพระเกียรติ ร.10

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2803619

รู้จัก “บึงหนองบอน” เฉลิมพระเกียรติ ร.10

28 ก.ค. 2567 05:22 น.

รู้จัก “บึงหนองบอน” เฉลิมพระเกียรติ ร.10

ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองเป็นประจำ คงจะจำได้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้ออกมาแถลงข่าวด้วยตนเองว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ที่จะมาถึงนั้น ทางรัฐบาลได้จัดเตรียมโครงการไว้แล้ว 10 โครงการ เพื่อร่วม เฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยทั้ง 10 โครงการล้วนเป็นโครงการเกี่ยวกับ การพัฒนาสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีมีสุข และมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด อาทิ โครงการปลูกป่า 72 ล้านต้น, โครงการก่อสร้างแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ภัยแล้ง, โครงการ “10 คลองสวยน้ำใส คนไทยมีสุข”, โครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน, โครงการยกระดับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช โรงพยาบาล ชุมชนเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลชัยพัฒนา และหน่วยบริการปฐมภูมิ 72 แห่ง ฯลฯ

รวมทั้งโครงการ ยกระดับสวนสาธารณะบึงหนองบอน และ Pocket Park 72 แห่ง เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ด้วยการพัฒนาสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ สวนหลวง ร.9 ประมาณ 500 ไร่ และสวนสาธารณะบึงหนองบอนอีก 644 ไร่ รวมกันกว่า 1,144 ไร่ เป็น “ปอด” ใหญ่อีกปอดหนึ่ง

ทีมงานซอกแซกเห็นด้วยและขอขอบคุณรัฐบาลที่ประกาศความมุ่งมั่น และจัดหางบประมาณ ตลอดจนสั่งการให้กระทรวง กรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการในรายละเอียด ซึ่งทุกๆ หน่วยงานต่างก็รับทราบคำสั่งจากรัฐบาลแล้ว

ในส่วนของทีมงานซอกแซกมีโอกาสใกล้ชิด และเคยไปใช้ประโยชน์ในการพักผ่อนหย่อนใจอยู่เสมอๆ โครงการหนึ่ง…ได้แก่ สวนสาธารณะบึงหนองบอน แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานครนั่นเอง รู้สึกดีใจและปลาบปลื้มใจเป็นพิเศษ ที่ทราบว่ารัฐบาลเตรียมการที่จะปรับปรุงสวนสาธารณะแห่งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในหลวง ร.10 ในวาระอันเป็นมงคลของปวงชนชาวไทย

เพื่อให้ท่านผู้อ่านไทยรัฐทั่วประเทศ หรือแม้แต่ใน กทม.เอง แต่อยู่คนละมุมเมืองกับ สวนสาธารณะบึงหนองบอน แขวงหนองบอน เขต ประเวศ ได้รู้จักสวนสาธารณะแห่งนี้มากขึ้น ทีมงาน ซอกแซกขอใช้โอกาสใน “วันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” วันนี้นำท่านผู้อ่านที่เคารพเดินทางไปสู่สวนสาธารณะ ดังกล่าวตามเส้นทางและลายแทงที่สำคัญ ดังนี้

ท่านที่มีรถยนต์ส่วนตัวให้ปักหมุดคำว่า “สวนสาธารณะบึงหนองบอน” หรือแม้แต่คำว่า “บึงหนองบอน” ก็ได้ จากนั้นพี่ “กูเกิล” แสนรู้ก็จะตะโกนบอกทางให้เราขับไปสู่จุดหมาย ปลายทางได้อย่างไม่ยากเย็น

แต่ถ้าจะไปตามคำแนะนำ ที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ไปตั้งต้นที่ ถนนศรีนครินทร์ เอาไว้ก่อน เมื่อเจอแยกศรีอุดมให้เลี้ยวซ้ายไปทางถนน เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซึ่งเมื่อขับผ่าน สวนหลวง ร.9 ไปแล้ว ให้สังเกตด้านซ้ายมือ เจอซอย 43 ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปสุดซอยก็จะถึงส่วนสาธารณะบึงหนองบอน หรือหากไปทาง ถนนพัฒนาการ ก็ให้ตรงไปเรื่อยๆ จนถึงทางแยกซึ่งเชื่อมกับ ถนน เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ก็ให้เลี้ยวเข้าไปเลย สักครู่หนึ่งก็จะถึงซอย 43 เช่นกัน

เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ท่านจะพบ กับบึงน้ำและพื้นที่สวนสาธารณะที่มีเนื้อที่กว้างกว่า 600 ไร่ ซึ่งเมื่อปี 2539 นั้นเอง ในหลวง ร.9 ทรงมี พระราชดำริให้ กทม.ใช้ บึงหนองบอน เป็นแก้มลิง เพื่อเก็บน้ำในการแก้ปัญหาน้ำท่วม กรุงเทพฯ

ทาง กทม.จึงได้มีการพัฒนาเพื่อสนองพระราชดำริและนอกจากจะขุดลอกบึงให้รับน้ำเพิ่มขึ้นได้อีกมาก แล้วยังพัฒนาบริเวณโดยรอบ ให้มีถนนสำหรับปั่นจักรยาน และเส้นทางวิ่งออกกำลังสำหรับประชาชนควบคู่ไปด้วย

ต่อมาก็มีการพัฒนาอ่างน้ำจนกลายเป็นศูนย์ฝึก “กีฬาทางน้ำ” แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ มีทั้ง เรือพาย เรือใบ คายัค วินด์เซิร์ฟ และซัพบอร์ด ฯลฯ เปิดรับสมาชิกในราคาปีละ 40 บาทเท่านั้น สามารถเข้ามาใช้บริการกีฬาทางน้ำต่างๆได้ตลอดทั้งปี

ในส่วนของการขี่จักรยาน นั้น มีการปรับปรุงเส้นทางสำหรับขี่จักรยานเพิ่มเติม จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปี 2558 เป็นทางจักรยาน 2 เลนให้ปั่นได้รอบๆบึง จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนชอบปั่นจักรยาน ที่จะมาปั่นออกกำลัง และสูดอากาศบริสุทธิ์ไปด้วยที่สวนสาธารณะดังกล่าว

ทีมงานซอกแซก พบว่า ทุกวันนี้ถ้าจะให้ปั่นได้สบายๆ หรือวิ่งสบายๆ ต้องมาช่วงก่อนเที่ยงไปจนถึงบ่ายๆเพราะพอใกล้ 4 โมงเย็น ก็จะเริ่มแน่นแล้ว บางวันแทบไม่มีที่จอดรถด้วยซ้ำ

เสาร์อาทิตย์ก็เช่นกันจะแน่นในช่วงเย็นๆ จนถึงก่อนค่ำ เพราะที่นี่จะเปิดตั้งแต่ 06.00 จนถึง 18.00 น. อาจเกินเวลาได้เล็กน้อย

ตามสถิติที่ กทม.บันทึกไว้ มีผู้มาใช้บริการที่สวนสาธารณะบึงหนองบอนเดือนละประมาณ 42,000 คน นับว่าไม่น้อยเลย

รัฐบาลและ กทม. จะใช้งบประมาณ 150 ล้านบาท ในการปรับปรุงเพิ่มเติม เริ่มจากทางเข้าหลัก ทางเดินเท้า ทางวิ่ง ทางปั่นจักรยาน, สร้าง อาคารสุขา และศาลาพักคอยเพิ่มขึ้น, สร้างลานจอดรถ ลานกิจกรรมอเนกประสงค์ ปรับปรุงอาคารศูนย์กีฬาทางน้ำและระบบไฟฟ้าแสงสว่างต่างๆ

คาดว่าจะแล้วเสร็จ 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในเดือนธันวาคม 2567 นี้

เนื่องจากสวนสาธารณะแห่งนี้ มีพื้นที่ติดกับ สวนหลวง ร.9 อยู่แล้ว เมื่อสร้างทางเข้าออกเชื่อมกันแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่ถึง 1,144 ไร่ จะเป็น สวนสาธารณะที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะเส้นทางวิ่งในสวนหลวง ร.9 จะมีระยะทาง 5.8 กิโลเมตร มาเชื่อมต่อกับบึงหนองบอนอีก 4.7 กิโลเมตร จะเป็นระยะทางวิ่งถึง 10.5 กิโลเมตร

ในการปรับปรุง สวนสาธารณะบึงหนองบอน นี่เอง ที่นายกฯเศรษฐากล่าวกับนักข่าวว่าจะขอ พระราชทานใช้ชื่อว่า “สวนหลวง ร.10” อยู่เคียงข้าง “สวนหลวง ร.9” เปรียบประดุจหลักชัยของประเทศชาติ ซึ่งมีทั้ง 2 พระองค์ ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตราบเท่าทุกวันนี้.

“ซูม”

เจาะลึกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรถึงสามารถก้าวสู่ความสำเร็จของคำว่า ‘เที่ยวยั่งยืน’

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2801946

เจาะลึกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรถึงสามารถก้าวสู่ความสำเร็จของคำว่า ‘เที่ยวยั่งยืน’

24 ก.ค. 2567 18:53 น.

เจาะลึกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรถึงสามารถก้าวสู่ความสำเร็จของคำว่า ‘เที่ยวยั่งยืน’

เจาะลึกสถานการณ์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้ง 4 ประเภท ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันเข้ามาเป็นหนึ่งในเทรนด์การท่องเที่ยว และเป็นกุญแจสำคัญ แห่งความสำเร็จ ที่สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และทั่วโลก

ปัจจุบันต้องบอกว่าเทรนด์การท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย กำลังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีข้อมูลที่นำเสนอมากขึ้น มีผลกระทบของปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ เกิดขึ้นให้ประชากรบนโลกได้พบเจอกันบ้างแล้ว เรื่องเหล่านี้ไปกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยเริ่มรับรู้ เข้าใจ และใส่ใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงธุรกิจการท่องเที่ยวในประเภทต่างๆ เริ่มปรับตัว แก้ไข และหาแนวทางป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ภาครัฐอย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน จึงเริ่มมีกิจกรรมที่คอยส่งเสริม และเติมองค์ความรู้ให้แก่คนทั่วไปมากขึ้นกว่าก่อน ตัวอย่างเช่น ททท. เองก็สนับสนุนเรื่องนี้มาตลอด เริ่มจาก หนังสือ อสท. ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ในอดีต ก่อนที่คนจะรู้จักคำว่าการท่องเที่ยวยั่งยืนเสียด้วยซ้ำ จวบจนถึงปัจจุบันก็มีแคมเปญมากมาย เช่น 7 Green Concept หรือแม้แต่ STGs ที่ผลักดันให้ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะ การโรงแรมได้ผลักดันตัวเอง ปรับตัวเข้าสู่ความยั่งยืนโดยทั่วกัน ซึ่งนโยบายดังกล่าวของประเทศไทย มีความสอดคล้องกับนโยบายของโครงการจากสหประชาชาติอีกด้วย

สถานการณ์ปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย ปัญหาแรกอย่างมลพิษ PM 2.5 ส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวไทยในทุกๆ ภาคส่วนอย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ และการแก้ไขที่เป็นไปได้ยาก ลำดับสอง คือ วิกฤติโลกรวน เอลนีโญ ลานีญา รวมถึงอากาศหนาวที่สั้นลง ทำให้ฤดูกาลท่องเที่ยวต่างๆ เน้นขยับออกไป ไม่สามารถวางแผนได้แบบตายตัว อีกทั้งปะการังฟอกขาวที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สุดท้าย คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เห็นได้ชัดสุด ณ ขณะนี้ อย่างเอเลี่ยนสปีชีส์ที่มีมากขึ้นไปทำลายระบบนิเวศต่างๆ

ประเทศไทยในปีล่าสุด อยู่อันดับที่ 47 ของ เกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงาน และสิ่งแวดล้อมไทย (Thai Green Building Institute, TGBI) ซึ่งตกลงมาถึง 2 อันดับ รวมถึงตัวชี้วัดเรื่องความยั่งยืนของประเทศไทยในอันดับโลกตกไปอยู่ในกลุ่มบ๊วยอีกด้วย

สถานการณ์ทั้งหมดส่งผลให้อุตสาหกรรมในห่วงโซ่ความสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวไทยเริ่มมีการผลักดัน และพัฒนาอย่างจริงจัง ทำให้เกิดการตื่นตัว และมีการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นการท่องเที่ยวยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อลดผลกระทบของปัญหาสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้น และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบวงกว้าง 

ยิ่งมีคนตระหนักรู้มากเท่าไร เทรนด์การท่องเที่ยวยั่งยืนนี้ ก็จะส่งผลเชิงบวกและการท่องเที่ยวยั่งยืนยังถูกมองว่าคือ กุญแจสำคัญในโอกาสที่จะกอบกู้โลก เสน่ห์ของการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เกิดปัญหาอะไร และต้องปรับตัวให้ยั่งยืนอย่างไรบ้าง

  • การท่องเที่ยวเดินป่า

การท่องเที่ยวเดินป่า เป็นหนึ่งประเภทการท่องเที่ยวที่เห็นการเปลี่ยนแปลง และผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติมาโดยตลอด ทำให้การท่องเที่ยวแนวนี้เป็นการผลักดันให้นักท่องเที่ยว ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ให้เห็นถึงปัญหา และความสำคัญต่อการท่องเที่ยวยั่งยืนได้ดีอีกหนทางหนึ่ง 

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมท่องเที่ยวเดินป่า ยังคงเป็นกิจกรรมใหม่ที่เฉพาะกลุ่ม มีคนสนใจไม่มากนัก และยังคงมีปัญหาเรื่องของการไม่รักษากฎระเบียบ เช่น การก่อไฟ ส่งเสียงดัง ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ  

ดังนั้น การรณรงค์และเติมพลังให้กุญแจแห่งความยั่งยืนดอกนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากคนในเมืองหลวงที่สนใจเดินป่ายังมีไม่มากนัก เส้นทางเดินป่าที่มีให้บริการไม่ได้เยอะมากเท่าที่ควร รวมถึงยังขาดบุคลากรผู้ให้ความรู้ ความเข้าใจ ทำให้หากส่งเสริมการเติมสิ่งสำคัญที่กล่าวมาเหล่านี้ได้ให้กับการท่องเที่ยวเดินป่า จะทำให้กิจกรรมเดินป่านี้ทรงคุณภาพ และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

  • การท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล

แน่นอนว่าการท่องเที่ยวทางทะเล เป็นหนึ่งรายได้เศรษฐกิจหลักของประเทศไทย แต่ในภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นนี้เอง ทำให้ระดับน้ำในทะเลนั้นสูงขึ้น ณ ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้พบเจอปัญหามากนัก แต่ฝั่งทะเลทางด้านมัลดีฟส์ รวมไปถึงศรีลังกาเริ่มหาที่อพยพกันบ้างแล้ว และในอนาคตปัญหาเหล่านี้อาจมาถึงประเทศไทยได้ในที่สุด

เครือข่ายหมู่เกาะที่รวมตัวกันกว่า 30 กว่าเกาะ ต่างพบปัญหาโลกรวนเป็นหลัก บนการท่องเที่ยวทางทะเลไทย จึงต้องตื่นตัวอีกครั้งในขณะนี้ ทั้งคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยว ต้องพร้อมที่จะมองเห็นถึงสิ่งสำคัญที่จะต้องช่วยกันรักษา ป้องกัน และเตรียมตัวให้พร้อม เผื่อสักวันหนึ่งน้ำทะเลสูงขึ้น หรือมีปะการังฟอกขาวเพิ่มมากขึ้นจะได้มีการเตรียมตัว การผลักดันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บนการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งของประเทศไทย ในการเติมความรู้ ความเข้าใจให้ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว 

ปัจจุบันผู้ประกอบการต่างช่วยกันค้นหาการท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ และยั่งยืน ไม่ส่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเติมความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และแนวทางการยับยั้งป้องกันเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

  • อุตสาหกรรมโรงแรม

อุตสาหกรรมโรงแรมเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญอย่างมาก ต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวยั่งยืน เพราะเป็นหนึ่งในประตูบานใหญ่ที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท ทำให้อุตสาหกรรมโรงแรมเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญสู่การเริ่มต้นของความยั่งยืนอย่างเป็นแบบแผน ที่นักท่องเที่ยวสามารถซึมซับ พัฒนา รับประสบการณ์ดีๆ และเรียนรู้ได้

ส่วนใหญ่สิ่งที่โรงแรมทำจะเป็นโครงการจำพวกกิจกรรมคาร์บอนฟุตพรินต์ พลังงานทดแทน การจัดการขยะ (แยกขยะ) อาหารขยะ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นส่วนใหญ่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดกิจกรรมยั่งยืนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกภาคส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ค่อยๆ ขยับตามกันมา

นอกจากนี้ โรงแรม และที่พักในพื้นที่ชุมชนต่างๆ เริ่มมีการเรียนรู้มากขึ้น เริ่มใช้อาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์จากชุมชน กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และปลูกฝั่งความรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวบ้างแล้ว

ปัญหาหลักๆ จากอุตสาหกรรมโรงแรม และที่พักส่วนใหญ่ คือ การปรับตัวที่ไม่เท่ากัน ของโรงแรมที่พักขนาดกลาง-เล็ก รวมถึงผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก ขาดความรู้ ความเข้าใจในองค์ประกอบสำคัญ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ททท. เริ่มเข้ามาผลักดันช่วยประชาสัมพันธ์มากขึ้น มีจัดทำโครงการต่างๆ เช่น STGs เพื่อเป็นข่าวสาร และแหล่งประชาสัมพันธ์ที่ดีต่อการตื่นตัวของโรงแรม และที่พักเหล่านั้นให้หันมาสนใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์โลกไว้แล้ว ยังเป็นจุดขายที่ดีอย่างหนึ่งของธุรกิจโรงแรม และที่พักด้วยเช่นกัน

  • การท่องเที่ยวเชิงอาหาร

อาหาร คือ ปลายทางของความยั่งยืนที่ทุกคนได้พบเจอ ทำให้ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงอาหารนั้นมีมากมายหลากหลายมิติ ตัวอย่างแรก วัตถุดิบจำพวกเอเลี่ยนสปีชีส์ที่เชฟส่วนใหญ่ก็พยายามช่วยกันรังสรรค์ให้วัตถุดิบเรานี้มีมูลค่ามากขึ้น รสชาติดี กินได้ เพื่อช่วยให้วัตถุดิบเหล่านี้ ในธรรมชาตินั้นสมดุลมากที่สุด และสร้างรายได้ให้กับประเทศ 

นอกจากนี้ การที่ร้านอาหารต่างๆ เข้าไปช่วยสนับสนุนชุมชนในเรื่องของวัตถุดิบอาหารที่มีคุณภาพ มีกรรมวิธีที่แตกต่าง และยั่งยืน สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสร้างรายได้ให้กับชุมชน แรงผลักดันที่มีคุณค่าจากความยั่งยืนแล้ว ยังสามารถกลับมาสร้างมูลค่า เพิ่มกำไรให้กับตัวผู้ทำธุรกิจเองอย่างมหาศาล รวมถึงผู้บริโภคเองก็ได้รับประทานอาหารดีๆ ประสบการณ์ที่พิเศษโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากทำงานร่วมกันในลักษณะนี้ได้ ความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจในทุกอุตสาหกรรมจะมีคุณค่า และถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างไม่รู้จบอย่างแน่นอน

รวมถึงปัญหาหลักๆ ของอุตสาหกรรมอาหารนี้ยังคงเป็นปัญหาขยะ และอาหารเหลือทิ้งที่ขาดการจัดการที่ดีและใส่ใจ อย่างไรก็ตาม การช่วยกันปลูกฝัง การจัดการอาหารขยะให้ดี ไม่ว่าจะนำไปเป็นปุ๋ย พลังงาน เลี้ยงสัตว์ หรือทำน้ำหมัก เพียงเท่านี้ธุรกิจร้านอาหารในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความยั่งยืนได้อย่างง่ายดาย

ความสำคัญนี้ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ The Cloud (เดอะ คลาวด์) ได้ร่วมมือจัดงาน Amazing Green Fest 2024 หนึ่งในเทศกาลที่ชวนทุกคนมาเที่ยวดี กินดี ช็อปของดี จากธุรกิจท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วไทย เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ในมุมท่องเที่ยวยั่งยืนต่างๆ ให้แก่ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ค้าขาย และอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง

Amazing Green Fest 2024 ถูกจัดขึ้นภายใต้รูปแบบการจัดงานที่แบ่งเรื่องราวของความยั่งยืนออกเป็น 5 มิติ ประกอบด้วย การเที่ยวอย่างยั่งยืน การกิน-อยู่อย่างยั่งยืน การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้ความรู้กับเด็กเรื่องความยั่งยืน และการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน สร้างโอกาสทางธุรกิจให้พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน ตลอดจนถึงกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี และมีความหมายต่อทั้งห่วงโซ่อุปทานธุรกิจให้พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี และมีความหมายต่อทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนสามารถมาร่วมงาน Amazing Green Fest 2024 รวมถึงงาน The Hotelier 2024 ได้ตั้งแต่วันที่ 15-18 สิงหาคม 2567 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

ภาพ : iStock

ชวนปักหมุด 12 ที่เที่ยวฮ่องกงฉบับอันซีน พร้อมวิธีเดินทาง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2802696

ชวนปักหมุด 12 ที่เที่ยวฮ่องกงฉบับอันซีน พร้อมวิธีเดินทาง

23 ก.ค. 2567 16:54 น.

ชวนปักหมุด 12 ที่เที่ยวฮ่องกงฉบับอันซีน พร้อมวิธีเดินทาง

ฮ่องกง เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยเพราะเดินทางง่าย ใช้เวลาไม่นาน มีทั้งแหล่งท่องเที่ยว กิน ดื่ม ช็อปปิ้ง ไปจนถึงสายมู แต่ถ้าหากอยากเที่ยวฮ่องกงแบบอันซีน (Unseen) ให้ไม่ซ้ำใคร จะมีที่ไหนบ้าง และต้องเดินทางไปอย่างไร เรารวมข้อมูลมาให้แล้ว

การท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board: HKTB) เปิดตัวแคมเปญระดับภูมิภาคใหม่ล่าสุด “Summer Chill Hong Kong” โดยรวมรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส นอกจากตึกระฟ้าและถนนหนทางที่มีชีวิตชีวาแล้ว เมืองแห่งนี้ยังซ่อนขุมทรัพย์ไว้อีกมากมายรอให้ทุกคนมาค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นนักผจญภัย ผู้หลงใหลในวัฒนธรรม นักช็อป หรือนักชิม ฮ่องกงก็พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์สุดพิเศษที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว

แคมเปญนี้ HKTB ได้รวบรวมรายชื่อแหล่งอัญมณีที่ซ่อนอยู่ 12 แห่ง จัดและแบ่งกลุ่มตามความสนุก และลักษณะประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัส ประกอบไปด้วยธรรมชาติและการผจญภัย ศิลปะและวัฒนธรรม ช็อปปิ้งและกิจกรรม และอาหารและเครื่องดื่ม

1. ธรรมชาติและการผจญภัย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเดินป่าในฮ่องกงได้รับความนิยมมากขึ้น แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าฮ่องกงนั้นเชื่อมต่อกับเกาะมากถึง 263 เกาะ ซึ่งมีเส้นทางเดินป่า ปั่นจักรยาน และปั่นจักรยานเสือภูเขาถึง 535 เส้นทาง สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ เกาะบางแห่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยการขนส่งสาธารณะ ก็สามารถเดินทางมาสำรวจภูมิประเทศอันน่าทึ่งของฮ่องกง และหลีกหนีความวุ่นวายสู่สถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบ ที่ซึ่งความงดงามของธรรมชาติและความเงียบสงบ

1.1 เผิงเชา (Peng Chau)

หลีกหนีจากความวุ่นวายเร่งรีบของเมืองมาสู่เผิงเชา เกาะอันทรงเสน่ห์ที่ไม่มีการใช้รถยนต์ เกาะแห่งนี้มีเส้นทางเดินป่าที่สวยงาม คุณจะได้พบกับวัดโบราณและสัมผัสวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ของฮ่องกง เผิงเชาเคยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่มีโรงงานมากกว่า 100 แห่ง ปัจจุบัน โรงงานหนัง Fook Yuen ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตได้รับการฟื้นฟูโดยผู้คนบนเกาะเผิงเชาผู้หลงใหลในงานศิลปะเพื่อเนรมิตสถานที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเก็บชิ้นงานที่มีการจัดแสดงสุดชิคและกราฟฟิตีสีสันสดใส การจัดแสดงศิลปะเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่จำเจ

  • ที่ตั้ง: เผิงเชา ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: ขึ้นเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือเซ็นทรัลหมายเลข 6 โดยคุณสามารถเดินทางไปยังท่าเรือได้จากสถานี MTR Hong Kong การเดินทางใช้เวลาประมาณ 25 นาทีสำหรับเรือเฟอร์รี่แบบด่วน และ 40 นาทีสำหรับเรือเฟอร์รี่ธรรมดา ค่าโดยสารอยู่ที่ HKD 9.90 ถึง HKD 28.40 สำหรับเรือเฟอร์รี่ธรรมดา และ HKD 18.40 ถึง HKD 54.30 สำหรับเรือเฟอร์รี่แบบด่วน
  • กิจกรรมน่าลอง: ถ่ายรูปที่อดีตโรงงานเครื่องหนัง และชายหาดแสนสวย ซึ่งมองเห็นฮ่องกงดิสนีย์แลนด์อยู่อีกฟากฝั่ง และยังเป็นหาดที่นักแสดงชาวไทยอย่าง วิน เมธวิน และนักแสดงสาวชาวฟิลิปปินส์ จาเนลลา ซัลวาดอร์ ได้ใช้ถ่ายทำฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Under Parallel Skies นับเป็นสถานที่ยอดเยี่ยมที่จะดื่มด่ำไปกับผืนน้ำอันเงียบสงบและผ่อนคลาย

1.2 เกาะเฉิ่งเจ้า (Cheung Chau)

เกาะอันทรงเสน่ห์แห่งนี้ขึ้นชื่อจากเทศกาลซาลาเปาประจำปี อย่าง Bun Festival และซาลาเปานำโชค Ping An Bun ทั้งยังโอบล้อมด้วยชายหาดที่สวยงาม สถานที่ทางประวัติศาสตร์ เส้นทางเดินป่าที่เหมาะสำหรับครอบครัว และเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักชิม มาร่วมค้นพบการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความงามทางธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของเกาะเฉิ่งเจ้า สามารถเช่าจักรยานเพื่อเที่ยวชมเกาะ เยี่ยมชมถ้ำ Cheung Po Tsai หรือนั่งชิลบนหาด Tung Wan ได้ตามใจชอบ หลังจากสนุกกับกิจกรรมแบบจัดเต็มตลอดวัน ขอให้มาอิ่มอร่อยกับอาหารทะเลและอาหารท้องถิ่นที่ขายอยู่ตามริมทาง เช่น ลูกชิ้นปลาไซส์ยักษ์ราดซอสแกงกะหรี่ และโมจิเคี้ยวหนึบที่สอดไส้ผลไม้แท้ๆ

  • ที่ตั้ง: เฉิ่งเจ้า ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: ขึ้นเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือเซ็นทรัลหมายเลข 5 โดยคุณสามารถเดินทางไปยังท่าเรือได้จากสถานี MTR Hong Kong การเดินทางใช้เวลาประมาณ 25 นาทีสำหรับเรือเฟอร์รี่แบบด่วน และ 40 นาทีสำหรับเรือเฟอร์รี่ธรรมดา ค่าโดยสารอยู่ที่ HKD 7.40 ถึง HKD 22.00 สำหรับเรือเฟอร์รี่ธรรมดา และ HKD 14.50 ถึง HKD 42.30 สำหรับเรือเฟอร์รี่แบบด่วน
  • กิจกรรมน่าลอง: สำรวจถ้ำ Cheung Po Tsai ซึ่งเคยเป็นที่เก็บสมบัติของโจรสลัดชื่อดังที่ขนานนามตามชื่อถ้ำแห่งนี้ในศตวรรษที่ 19

1.3 ยอดเขา Red Incense Burner

สถานที่แห่งนี้รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Braemar Hill นับเป็นเส้นทางเดินป่าระยะสั้นที่เดินค่อนข้างง่าย โอบล้อมด้วยทิวทัศน์ของเกาะฮ่องกง เกาลูน และอ่าววิคตอเรีย จุดชมวิวนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตที่ผู้คนนิยมมาชมพระอาทิตย์ตกและทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันน่าหลงใหลของฮ่องกง ซึ่งรับรองได้ว่าคุณจะได้ภาพที่ตรึงตราอย่างแน่นอน หากท้องฟ้าโปร่งใสและเป็นใจ แนะนำให้เช็กเวลาพระอาทิตย์ตกกันก่อนออกเดินทางสู่ยอดเขา

  • ที่ตั้ง: นอร์ธพอยต์ เกาะฮ่องกง ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: หากต้องการเดินเขาแบบเต็มเส้นทาง ขอให้ออกเดินทางตั้งแต่ช่วงบ่าย หรือหากไม่อยากเดิน คุณสามารถขึ้นรถบัสไปยังสถานีขนส่ง Upper Braemar Hill แล้วเดินขึ้นเขาอีก 5 นาที
  • ข้อควรทราบ: ท้องฟ้าโปร่งจะให้ภาพที่สวยที่สุด ก่อนออกเดินทาง อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศและเวลาพระอาทิตย์ตก โปรดนำไฟฉายติดตัวไปด้วยหากต้องการไปช่วงเย็น

1.4 เขตอนุรักษ์ธรรมชาติไมโป (Mai Po Nature Reserve)

สวรรค์สำหรับนักส่องนก เขตพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีให้บริการทัวร์พร้อมไกด์ที่จะมาให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับความสำคัญทางนิเวศวิทยา ผู้รักธรรมชาติห้ามพลาดสถานที่แห่งนี้โดยเด็ดขาด มาร่วมค้นพบสัตว์ป่าหลากหลายพันธุ์ เรียนรู้เกี่ยวกับความทุ่มเทในการอนุรักษ์ และดื่มด่ำไปกับความงามอันเงียบสงบของ Mai Po

ภาพจาก iStock
  • ที่ตั้ง: Mai Po นิวเทอร์ริทอรี่ส์ ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: ขึ้นรถมินิบัส หรือรถบัสจาก Sheung Shui และ Yuen Long หรือนั่งแท็กซี่
  • กิจกรรมห้ามพลาด: เข้าร่วมทัวร์ดูนกที่มาพร้อมไกด์ซึ่งจะพาคุณไปชมฝูงนกอพยพหายาก

2. ศิลปะและวัฒนธรรม

ดื่มด่ำไปกับมรดกอันยาวนานและโลกแห่งศิลปะที่มีชีวิตชีวาของฮ่องกง สถานที่ที่ประวัติศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์มาบรรจบเพื่อพาทุกคนเดินทางผ่านกาลเวลาและวัฒนธรรม

2.1 อารามฉีซ่าน (Tsz Shan Monastery)

ตัวอารามตั้งอยู่บนเนินเขาเขียวชอุ่มของ Tai Po จึงเงียบสงบเหมาะสำหรับการทำสมาธิและสะท้อนตัวตน ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของอารามฉีซ่าน คือรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์สูง 70 เมตร ตั้งอยู่บนฐานหินแกรนิตขนาดความสูง 6 เมตร ใต้รูปปั้นเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของฮ่องกงที่จัดแสดงเกี่ยวกับพุทธศิลป์และพระธาตุโดยเฉพาะ อารามแห่งนี้เปิดให้เข้าชมในปี 2558 โดยนายลี กาชิง ซึ่งสร้างอารามฉีซ่าน ให้เป็นสถานปฏิบัติธรรมและสถาบันสำหรับเรียนรู้ทางพุทธศาสนา ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเจริญสติมากมาย ซึ่งรวมไปถึงการทำสมาธิด้วยชา การฝึกเขียนอักษรวิจิตรโดยใช้พู่กัน การเดินจงกรม และการกรวดน้ำ

  • ที่ตั้ง: 88 ถนนยูนิเวอร์เซิล เกต ไทโป ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: รถบัสหรือรถมินิบัสจากสถานี MTR Tai Po Market หรือแท็กซี่
  • ข้อควรทราบ: เข้าชมฟรี ทั้งนี้ จำเป็นต้องสำรองการเข้าชมล่วงหน้า ซึ่งสามารถดูกำหนดการได้ทุกต้นเดือน อารามฉีซ่านสามารถรองรับผู้เยี่ยมชมได้ 400 คนต่อวัน โปรดแต่งกายให้เหมาะสม เช่น เสื้อมีแขน กระโปรงหรือกางเกงยาวคลุมเข่า

2.2 ทัวร์อเบอร์ดีน (Aberdeen)

ร่วมทัวร์ท่าเทียบเรือชาวประมงและพิพิธภัณฑ์เรือ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมทางทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ของอเบอร์ดีน นั่งเรือชมหมู่บ้านลอยน้ำ ไปเยี่ยมชมตลาดปลาอเบอร์ดีน และเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวประมงในอดีต นับเป็นการบอกเล่าเรื่องราวมรดกของชีวิตชาวประมงและประเพณีการเดินเรือของฮ่องกงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างน่าทึ่ง

  • ที่ตั้ง: ทางเดินริมน้ำอเบอร์ดีน (Aberdeen Promenade) อเบอร์ดีน ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: ขึ้นเรือรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อไปลิ้มลองก๋วยเตี๋ยวเรือปรุงสดจากฝีมือชาวประมงแท้ๆ ด้วยวัตถุดิบสดใหม่

3. ช็อปปิ้งและกิจกรรม

ร่วมสนุกทำงานฝีมือท้องถิ่น และสนุกไปกับพื้นที่ทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่ถ่ายทอดความสร้างสรรค์อันมีชีวิตชีวาและจิตวิญญาณของร้านค้าต่างๆ ในฮ่องกง

3.1 เวิร์กช็อปไพ่นกกระจอก

เวิร์กช็อปนี้ริเริ่มโดยคาเรน อารูบา หลานสาวของหนึ่งในโรงงานไพ่นกกระจอกแห่งใหญ่ที่สุดในฮ่องกง คาเรนมีความมุ่งมั่นที่จะรักษางานฝีมือบนแผ่นไพ่นกกระจอกและมรดกทางวัฒนธรรมเอาไว้ เธอได้คิดค้นเวิร์กช็อปลงสีไพ่นกกระจอกโดยมีพ่อของเธอและผู้เชี่ยวชาญในการลงสีไพ่นกกระจอก อาจารย์ริคกี้ เฉิง เป็นผู้สอน ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการทำไพ่นกกระจอก ได้แกะสลักไพ่นกกระจอก และนำไพ่นกกระจอกทำมือที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองกลับบ้านเป็นที่ระลึก

  • ที่ตั้ง: คาเรน อารูบา สตูดิโอ L6-15, 30 Pak Tin Street, JCCAC, Shek Kip Mei เกาลูน ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: รังสรรค์ไพ่นกกระจอกในแบบของคุณด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์และการใช้สีเมทัลลิก
  • ข้อมูลเวิร์กช็อป: คาเรน อารูบา สตูดิโอ

3.2 เวิร์กช็อปป้ายไฟนีออน

หลายคนจดจำฮ่องกงจากภาพประทับใจของป้ายไฟนีออนสว่างไสว ซึ่งสร้างความสดใสและความตื่นตาตื่นใจให้กับท้องถนน รวมถึงใช้ในการโฆษณาของธุรกิจต่างๆ ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปสามารถมาเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การรังสรรค์ป้ายไฟนีออนด้วยตัวเอง แถมยังสามารถนำกลับไปเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วย

  • ที่ตั้ง: อเมซซิ่ง นีออน ฮ่องกง แฟลต 2 ชั้น 13 ลอเรลส์ อินดัสเทรียล เซ็นเตอร์ 32 Tai Yau Street San Po Kong เกาลูน ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: ออกแบบและรังสรรค์ป้ายไฟนีออนด้วยตัวคุณ พร้อมนำกลับบ้านไปเป็นของที่ระลึกที่ไม่ซ้ำใคร

3.3 The Mills

เดิมเคยเป็นโรงงานทอผ้า แต่ปัจจุบัน The Mills ได้รับการฟื้นฟูใหม่กลายเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรม ที่มาพร้อมร้านค้า แกลเลอรี และร้านอาหารมากมาย ให้ทุกคนได้ทำความรู้จักประวัติศาสตร์อันยาวนานของอุตสาหกรรมสิ่งทอของฮ่องกง ไปพร้อมกับพื้นที่สร้างสรรค์สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการออกแบบ

  • ที่ตั้ง: 45 Pak Tin Par Street Tsuen Wan ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: เข้าร่วมเวิร์กช็อปงานฝีมือและเรียนรู้เกี่ยวกับชิ้นงานทำมือจากศิลปินในท้องถิ่น

3.4 Upper Lascar Row

ถนนที่มีชีวิตชีวาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องร้านขายของเก่าและร้านขายของมือสองที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว คุณจะได้พบกับของหายากและสมบัติโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักช็อปที่กำลังมองหาสินค้าที่ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ แบบโบราณไปจนถึงของสะสมย้อนยุค

  • ที่อยู่: Upper Lascar Row, Sheung Wan ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: ตามล่าหาของเก่าและของสะสมหายากไปตลอดสองข้างทาง

4. อาหารและเครื่องดื่ม

ออกเดินทางสู่โลกแห่งอาหารที่หลากหลายของฮ่องกง ตั้งแต่ร้านกาแฟลับไปจนถึงร้านอาหารแบบดั้งเดิมที่ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสวรรค์ของนักชิมอย่างแท้จริง

4.1 Tai Ping Koon

หนึ่งในร้านอาหารแนวตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุด ที่เปิดให้บริการโดยชาวจีนที่อาศัยอยู่ในจีนและฮ่องกง Tai Ping Koon เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการผสมผสานระหว่างอาหารตะวันตกและอาหารจีน ส่งมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ชวนให้คิดถึงช่วงเวลาดีๆ จึงเป็นร้านที่ต้องห้ามพลาดสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสประวัติศาสตร์วงการอาหารฮ่องกง

  • ที่ตั้ง: มีหลายสาขา ได้แก่ เซ็นทรัล คอสเวย์เบย์ จิมซาจุ่ย เย่าหม่าเต่ย
  • เมนูห้ามพลาด: นกพิราบอบ ปีกไก่อบซอสสไตล์สวิส และซูเฟล่

4.2 Kinsman

อัญมณีที่ซ่อนเร้นแห่งนี้จะโอบกอดคุณด้วยบรรยากาศที่คุ้นเคยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์คลาสสิกของหว่อง กา ไว และเครื่องดื่มค็อกเทลสุดสร้างสรรค์ที่ผ่านการรังสรรค์มาอย่างน่าประทับใจ Kinsman เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการสังสรรค์ยามเย็นกับเพื่อนฝูง มอบบรรยากาศสบายๆ และให้คุณได้เต็มอิ่มไปกับสุรากวางตุ้งแบบดั้งเดิม บาร์แห่งนี้ยังเสิร์ฟของว่างและของหวานแบบโลคอลที่มีรสชาติที่น่าค้นหา เช่น ปลาหมึกซอสกะหรี่ และพุดดิ้งหยินหยางราดงาดำและวอลนัทบด

  • ที่ตั้ง: 27-33 ถนนคิมเบอร์ลีย์ จิมซาจุ่ย เกาลูน ฮ่องกง
  • เมนูห้ามพลาด: ลอง Kowloon Dairy ที่เสิร์ฟรสชาตินมพันช์แบบฮ่องกงผ่านการตีความใหม่ของร้าน

ทั้งนี้ แคมเปญ “Summer Chill Hong Kong” จากการท่องเที่ยวฮ่องกง มอบโปรโมชัน “Summer Triple Rewards” ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบค้างคืนจำนวน 500,000 ชุด พร้อมด้วยเวาเชอร์ที่สามารถใช้กับทั้งการเดินทาง/การเที่ยวชม ร้านอาหาร และช็อปปิ้ง มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวช่วงหน้าร้อนในฮ่องกงสำหรับกลุ่มประเทศเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัว ให้มาเพลิดเพลินไปกับวันหยุดช่วงหน้าร้อนในฮ่องกง

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ไปยังไง แจกพิกัด พร้อมประวัติและที่มา

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2802083

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ไปยังไง แจกพิกัด พร้อมประวัติและที่มา

20 ก.ค. 2567 15:36 น.

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ไปยังไง แจกพิกัด พร้อมประวัติและที่มา

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา สถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระพิฆเนศองค์ยืนที่มีขนาดสูงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า พระพิฆเนศปางยืน องค์สำริด สำเร็จ สมปรารถนา ให้ผู้ที่นับถือและศรัทธาได้เดินทางมากราบไหว้และขอพรกันได้ตลอดปี

ประวัติและที่มาอุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน

พระพิฆเนศมีต้นกำเนิดจากความเชื่อในศาสนาฮินดูมานานกว่า 4,000 ปี ก่อนความเชื่อเหล่านี้จะเข้ามาสู่ประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในเทพเจ้าแห่งความสำเร็จที่ชาวไทยสักการบูชา ขอพร เพื่อเสริมสิริมงคล และนำมาซึ่งความสำเร็จแก่ตนเอง 

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เป็นสถานที่รวบรวมประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว ที่สร้างความเจริญให้กับชุมชน

องค์พระพิฆเนศทำจากเนื้อโลหะสำริด มีความสูง 30 เมตร รวมฐานด้วย 39 เมตร กำลังประทับอยู่ในท่าที่กำลังก้าวขาไปข้างหน้า แสดงถึงความเจริญก้าวหน้า พระหัตถ์ถือขนุน กล้วย มะม่วง และอ้อย บริเวณด้านบนมีสัญลักษณ์ของโอม ส่วนบริเวณกำไลเท้ามีสัญลักษณ์ของดอกบัว แสดงถึงปัญหา ด้านข้างฝั่งขวามีหนูมุสิกะอยู่ด้วย

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ปิดกี่โมง

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน บริหารงานโดยมูลนิธิพระพิฆเนศคลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา เปิดให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ศรัทธาได้เดินทางมาสักการบูชาและกราบไหว้ ตามวันและเวลา ดังนี้

  • วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น.
  • วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น.

นอกจากนี้อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ยังมีการจัดงานพิธีพราหมณ์ในช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้งหมด 3 รอบ ได้แก่ รอบเวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 16.00 น. ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมอีกด้วย

แจกพิกัด “อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน” ไปยังไง

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ตั้งอยู่ถนน คสล. ม.4 ต.บางตลาด อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา หากเดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถปักหมุดพิกัดกูเกิล แม็ป https://goo.gl/maps/nkP12ejmbJKuHKrHA 

ส่วนใครที่เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง สามารถมาลงที่สถานีขนส่งแปดริ้ว และเรียกรถรับจ้างบริเวณนั้นเพื่อมายังอุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ได้เช่นกัน

ภายในอุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน นอกจากจะมีองค์พระพิฆเนศองค์ยืนขนาดใหญ่แล้ว ยังมีศาลท้าวมหาพรหม ศาลาพราหมณ์ พิพิธภัณฑ์ และองค์เทพอื่นๆ ให้กราบไหว้และสักการบูชา เพื่อเสริมสิริมงคลและดวงชะตาอีกด้วย

ที่มาภาพ : iStock

“ซีรีส์-MV-ภาพยนตร์” ยกกองถ่าย..บุกไทย เม็ดเงินสะพัด…หลายพันล้าน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2801894

“ซีรีส์-MV-ภาพยนตร์” ยกกองถ่าย..บุกไทย เม็ดเงินสะพัด...หลายพันล้าน

20 ก.ค. 2567 07:01 น.

“ซีรีส์-MV-ภาพยนตร์” ยกกองถ่าย..บุกไทย เม็ดเงินสะพัด…หลายพันล้าน

ปิดฉากอย่างสวยงามสำหรับมิวสิกวิดีโอเพลง “ROCKSTAR” ของศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก “LISA” ที่ทำให้ย่านไชน่าทาวน์อย่างเยาวราชในประเทศไทยดังเป็นพลุแตก แม้ว่าสถานที่ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอชุดนี้จะไม่ได้มีแค่เยาวราช แต่รวมถึงโรงหนังเก่าออสการ์ ถนนเพชรบุรี ตัดใหม่ และการถ่ายทำในสตูดิโอที่มนตรีสตูดิโอ เขตบางกะปิ ซึ่งเป็นสตูดิโอยอดนิยมของกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศด้วย

จะว่าไป จริงๆแล้วประเทศไทยเรามีชื่อเสียงในระดับโลกอยู่แล้ว เป็น Real Soft Power ที่ไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่ม โดยเฉพาะการเป็นสถานที่หรือ Location ในการถ่ายทำภาพยนตร์ ซีรีส์ มิวสิกวิดีโอ รวมทั้งหนังโฆษณาของต่างประเทศ ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

ที่เพิ่งตื่นเต้นกันไปหมาดๆ เห็นจะเป็นการยกกองถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์อย่างจูราสสิก เวิลด์ ภาค 4 มาปักหลักถ่ายทำกันที่จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่มีการ ยืนยันเป็นที่แน่นอนว่าดารานำของเรื่อง อย่าง สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) ที่เคยโด่งดังจากบท นาตาชา โรมานอฟ หรือแบล็กวิโดว์ จากภาพยนตร์มาร์เวล “The Avengers” จะเดินทางมาเข้าฉากด้วยหรือไม่ แต่แค่โหมโรงเริ่มต้นการถ่ายทำ ก็ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดกระบี่คึกคักขึ้นทันที โดยเฉพาะชาวบ้านจุดที่เป็น Location การถ่ายทำอย่างหมู่บ้านบากัน ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก คลองหรูด ต.หนองทะเล และน้ำตกห้วยโต้ ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่ ต่างได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้าทั้งจากการค้าขาย การให้บริการที่พัก รถเช่า ร้านอาหาร และยังมีบางส่วนที่ได้รับการว่าจ้างให้ร่วมเข้าฉากเป็นนักแสดงประกอบ รวมถึงการจ่ายชดเชยให้กับผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ถ่ายทำที่ต้องหยุดให้บริการในระหว่างการถ่ายทำด้วย ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่สำหรับการถ่ายทำครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

ยังไม่รวมการที่บรรดาชาวกระบี่ต่างพากันโพสต์ภาพไดโนเสาร์ที่ตัดต่อให้เข้ากับสถานที่ท่องเที่ยวกลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย ที่เชื่อว่าหลังจากภาพยนตร์ออกฉาย จะทำให้ นักท่องเที่ยวรู้จักสถานที่ถ่ายทำใน จ.กระบี่ และเดินทางตามรอยหนังเป็นจำนวนมาก ทุกพื้นที่ที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์จะกลายเป็น New Destination ของการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ เหมือนที่ภาพยนตร์ The Beach ได้ทำให้อ่าวมาหยากลายเป็น Attraction ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาแล้ว

จริงๆแล้วประเทศไทยเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เป็นหมุดหมายของการถ่ายทำภาพยนตร์ ซีรีส์ มิวสิกวิดีโอมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ King the Land จากเกาหลีใต้ที่พาเที่ยวกรุงเทพฯแบบจัดเต็ม ซีรีส์สายลับ The Sympathizer ที่เนรมิตเมืองหาดใหญ่เป็นไซ่ง่อนยุคสงครามเย็น มิวสิกวิดีโอ Super nova สุดปั่นจากสี่สาว aespa ที่มีผู้ชม MV ผ่านช่องทางยูทูบมากกว่า 80 ล้านวิว ซีรีส์ระดับโลก “The White Lotus Season 3” ที่เลือกเกาะสมุยเป็นสถานที่ถ่าย และที่เพิ่งเป็นข่าวไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็คือซีรีส์ระดับโลก “Alien” ที่มีเงินลงทุนมากกว่า 3,000 ล้านบาท ใช้เวลาถ่ายทำในประเทศไทยถึง 123 วัน โดย Alien มีการจ้างงานคนไทยมากถึง 1,600 คนในทุกแผนกของกองถ่าย โดยใช้สตูดิโอในการถ่ายทำถึง 13 แห่ง และโรงแรมที่พักกว่า 20 แห่ง โดยบางแห่งต้องปิดโรงแรมเพื่อใช้เป็นที่พักสำหรับทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์โดยเฉพาะด้วย

ข้อมูลจากกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (TFO Thailand Film Office) ระบุว่า ในช่วงครึ่งปี 2567 สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (มกราคม-มิถุนายน 2567) มีภาพยนตร์ต่างประเทศซึ่งได้รับอนุญาตถ่ายทำในประเทศไทยจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ จำนวน 238 เรื่อง งบประมาณการถ่ายทำในประเทศไทยมากกว่า 3,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี พ.ศ.2566 จำนวน 1,332 ล้านบาท หรือคิดเป็น 59.33% โดยมีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเดินทางมาจาก 31 ประเทศทั่วโลก 5 อันดับประเทศ/เขตบริหารพิเศษที่มีงบประมาณการถ่ายทำสูงสุด ได้แก่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โลเกชันยอดฮิตของกองถ่ายต่างชาติ 5 อันดับแรก ในปี 2566 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 282 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) วัดอรุณราชวรารามราชวร มหาวิหาร ชลบุรี 77 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น เกาะล้าน เกาะสีชัง ถนนเลียบชายหาดพัทยา สมุทรปราการ 60 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น เมืองโบราณ The Studio Park ท่าเรือศุภนาวา ปทุมธานี 52 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ACTS Studio ภูเก็ต 47 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น ย่านเมืองเก่าภูเก็ต หาดพาราไดซ์ พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี ที่เหลืออีก 5 อันดับก็มี นนทบุรี 41 เรื่อง เชียงใหม่ 39 เรื่อง นครปฐม 27 เรื่อง กระบี่ 26 เรื่อง ราชบุรี 25 เรื่อง

สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2567 5 อันดับสถานที่ถ่ายทำในประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 156 เรื่อง ปทุมธานี 45 เรื่อง ชลบุรี 33 เรื่อง นนทบุรี 22 เรื่อง สมุทรปราการ และภูเก็ต ที่ละ 21 เรื่อง ประเภทภาพยนตร์ต่างประเทศที่ยื่นขออนุญาตมากที่สุดคือโฆษณา 98 เรื่อง สารคดี 39 เรื่อง รายการท่องเที่ยว 33 เรื่อง และภาพยนตร์เรื่องยาว 23 เรื่อง เป็นต้น มีคณะถ่ายทำเดินทางมาจากต่างประเทศ จำนวน 4,591 คน และสร้างงานให้กับทีมงานชาวไทยกว่า 14,331 คน.