Amazing Green Fest 2024 ชวนเที่ยวแบบคุณภาพ กิน ช็อปดี เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2801697

Amazing Green Fest 2024 ชวนเที่ยวแบบคุณภาพ กิน ช็อปดี เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืน

18 ก.ค. 2567 18:42 น.

Amazing Green Fest 2024 ชวนเที่ยวแบบคุณภาพ กิน ช็อปดี เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืน

เทศกาล Amazing Green Fest 2024 โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับ The Cloud กิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยการชวนคนออกเดินทางท่องเที่ยวและสนับสนุนพันธมิตร ที่ดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความเข้าใจเรื่องการกิน-อยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล และยั่งยืน โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 สิงหาคม 2567 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ท่องเที่ยวแบบคุณภาพ เข้ามาเป็นหนึ่งในเทรนด์การท่องเที่ยวที่ถูกจับตาทั่วโลก และไม่ใช่พฤติกรรมการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจเรื่องของความยั่งยืน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเป็นมิตรต่อสังคมนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทยพร้อมผลักดัน และส่งเสริมอย่างเต็มที่ เพราะการท่องเที่ยวยั่งยืนนี้ นอกจากจะช่วยเหลือโลกให้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นแหล่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญอีกด้วย 

ความสำคัญนี้ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ The Cloud (เดอะ คลาวด์) ได้ร่วมมือจัดงาน Amazing Green Fest 2024 หนึ่งในเทศกาลที่ชวนทุกคนมาเที่ยวดี กินดี ช็อปของดี จากธุรกิจท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วไทย เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ในมุมท่องเที่ยวยั่งยืนต่างๆ ให้แก่ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ค้าขาย และอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง

Amazing Green Fest 2024 ถูกจัดขึ้นภายใต้รูปแบบการจัดงานที่แบ่งเรื่องราวของความยั่งยืนออกเป็น 5 มิติ ประกอบด้วย การเที่ยวอย่างยั่งยืน การกิน-อยู่อย่างยั่งยืน การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้ความรู้กับเด็กเรื่องความยั่งยืน และการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน สร้างโอกาสทางธุรกิจให้พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน ตลอดจนถึงกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี และมีความหมายต่อทั้งห่วงโซ่อุปทานธุรกิจให้พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี และมีความหมายต่อทั้งห่วงโซ่อุปทาน

กิจกรรมภายในงาน Amazing Green Fest 2024 

  • โซน Green Tourism : พื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลักของการท่องเที่ยวทั่วโลกผ่านโครงการที่ ททท. ริเริ่มทำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
  • โซน Green Business : รวบรวมธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืน ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก กิจกรรม DIY ร้านอาหาร ข้าวของเครื่องใช้สำหรับการเดินทาง รวมไปถึงแพ็กเกจท่องเที่ยวที่คัดสรรมาแล้วว่าเป็นมิตรกับสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ที่นักเดินทาง และผู้ประกอบการ จะได้พูดคุย แลกเปลี่ยนแนวคิด และประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน
  • โซน Green Learning : พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ว่าด้วยเรื่องของธรรมชาติ การเดินทาง แนวคิดการทำธุรกิจ ที่มีความหมาย ผ่านเวทีสัมมนา และ Workshop ตลอด 4 วัน 
  • โซน Green Food : ชิมอาหารจากวัตถุดิบที่ดี ปรุงโดยเชฟที่มีแนวคิดดีๆ เพื่อส่งต่อความยั่งยืนจากร้านดีๆ ทั่วไทย 
  • โซน Green Playground : มุมที่จะชวนเด็กๆ มาเล่นสนุก พร้อมกับการเรียนรู้ ที่จะทำให้อยากใกล้ชิดธรรมชาติ และปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืน ผ่านกิจกรรมที่คัดสรรโดย Rain Tree Resident Hotel ที่จะขนทั้งกล้องดูดาว หนังสือ พร้อมนักเล่านิทานมาเล่าเรื่องเรื่องสนุกๆ  
  • โซน The Cloud Sharing Space : มุมสงบ สำหรับแบ่งปันความฝันเกี่ยวกับการเดินทาง

นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนา The Hotelier 2024 พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากองค์ความรู้ด้านการจัดการโรงแรม การท่องเที่ยวยั่งยืนจากตัวจริง ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนโรงแรมชั้นนำมากมาย เช่น ดุสิตธานี, ชีวาศรม, CROSSROADS Maldives, Eastin Grand Hotel Phayathai, THANN Wellness, Trisala, Sela, Thai Fight Hotel ฯลฯ เพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตั้งแต่ขนาดกลาง ถึงขนาดเล็ก ให้ยกระดับตนเองในการดูแลนักท่องเที่ยว หรือผู้เข้าพักอย่างไร ให้ครองใจ และเกิดการประสบการณ์ดีๆ ที่มีความหมาย

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ภายในงานแถลงข่าว ณ โรงแรมศิวาเทล วันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการท่องเที่ยวยั่งยืนว่า “ปัจจุบันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ หรือการท่องเที่ยวของคนเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ และภูมิคุ้มกันระยะยาวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ ททท. มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาแบรนด์ Amazing Thailand ให้เป็นแบรนด์ท่องเที่ยวไทยที่มุ่งสู่ความยั่งยืนบนรากฐานของเสน่ห์ไทยอันเป็นเอกลักษณ์ สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”

“เบื้องหลังของความสำเร็จ คือ การให้ความรู้ และผลักดันห่วงโซ่การท่องเที่ยวยั่งยืนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วย การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยไปสู่การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน (High Value and Sustainability), ให้ความสำคัญกับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ใช้จ่ายสูง มีระยะพำนักนาน และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Shape Supply) ให้มีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว และผลักดันเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืน ตลอดจนการส่งเสริมเมืองน่าเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง จึงจะนำไปสู่ปลายทางความสำเร็จของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุล” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวปิด

โดยคาดหวังว่า การจัดงาน Amazing Green Fest 2024 จะจุดประกายให้ผู้คนที่มีส่วนได้เสียทั้งในและนอกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งนักท่องเที่ยว ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาต้นทุนทางการท่องเที่ยว เข้าใจและสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนและธรรมชาติเพื่อใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสมดุล ททท.เอง จะใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นกระบวนการ 

การดำเนินงานของ ททท. ที่มีเป้าหมายความยั่งยืนอย่างเข้มข้น จะถูกรับรองด้วยสัญลักษณ์ Amazing Thailand ที่มีใบไม้รูปหัวใจ ที่บอกถึงความใส่ใจ ในสามเหลี่ยมแห่งความยั่งยืน (สังคม-เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม) และเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่เป็น Carbon Neutral Event ตรารับรองการแสดงความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรืองานปลอดคาร์บอน 

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด เปิดเผยว่า งาน Amazing Green Fest 2024 เป็นงานที่ตั้งใจสร้างชุมชนสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ร่วมกัน โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวเล่าเรื่องที่จะนำพาผู้คนไปค้นพบความหมายใหม่ๆ ของการท่องเที่ยวยั่งยืน ว่าเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัว สามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตจริง ซึ่งภายในงานจะได้พบกับกิจกรรมพิเศษมากมาย       

ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนสามารถมาร่วมงาน Amazing Green Fest 2024 รวมถึงงาน The Hotelier 2024 ตั้งแต่วันที่ 15-18 สิงหาคม 2567 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

รวม 7 จุดเช็กอินท่องเที่ยวหน้าฝน ในภาคเหนือ ชวนชุ่มฉ่ำหัวใจ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2801045

รวม 7 จุดเช็กอินท่องเที่ยวหน้าฝน ในภาคเหนือ ชวนชุ่มฉ่ำหัวใจ

16 ก.ค. 2567 15:13 น.

รวม 7 จุดเช็กอินท่องเที่ยวหน้าฝน ในภาคเหนือ ชวนชุ่มฉ่ำหัวใจ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยไฮไลต์แหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือที่น่าสนใจ และสวยงามอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน เพื่อผลักดันช่วง Green Season ของประเทศไทยให้กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง

ภาคเหนือ ประเทศไทย หนึ่งในภูมิภาคที่มีอากาศเย็นสบาย จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว และฤดูหนาว แต่ถ้านักท่องเที่ยวได้มาเยือนภาคเหนือในช่วง Green Season หรือฤดูฝนแล้ว บรรยากาศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบใหม่ ทิวทัศน์ที่แปลกตา โดยมีฝนผนวกกับไอหมอกที่สวยงาม เคล้าไปด้วยไปด้วยธรรมชาติ ชวนผ่อนคลาย แถมยังมีสถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมที่น่าสนใจในช่วงนี้อยู่ไม่น้อย

ถือได้ว่าแหล่งท่องเที่ยวทางภาคเหนือของประเทศไทยนั้นสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดู และมีไฮไลต์โดดเด่น ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศให้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ทุกฤดูอย่างไม่ขาดสาย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่กำลังผลักดันช่วง Green Season เพื่อเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง โดยได้แนะนำ 7 จุดท่องเที่ยว จาก 7 จังหวัดที่เป็นจุดหมายปลายทางที่จะทำให้การเดินทางใน Green Season นี้แตกต่างและฉ่ำใจกว่าที่เคย

7 จุดไฮไลต์ท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน ภาคเหนือ ประเทศไทย 

  • บ้านป่าบงเปียง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง เป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชุมชมที่น่าสนใจอีกหนึ่งหมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ โดยหมู่บ้านเล็กๆ นี้ก่อตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันเขียวขจี ที่ชวนนักท่องเที่ยวได้เดินทางไปสัมผัสวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวปกาเกอะญอ รวมถึงศึกษาความรู้ และวัฒนธรรมต่างๆ ของคนที่นี่

ฤดูกาลท่องเที่ยวของบ้านป่าบงเปียงนั้นจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม โดยไฮไลต์ที่พบเห็นได้บ่อยคือ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะถ่ายรูปเช็กอินกับทุ่งนาขั้นบันไดสีเขียวขจี ซึ่งช่วงเดือนเหล่านี้นักท่องเที่ยวจะมองเห็นนาขั้นบันไดสีเขียวขจีได้สวยที่สุด แถมบรรยากาศดี และต้นข้าวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองที่พร้อมเก็บเกี่ยว ซึ่งเหมาะแก่การสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง

  • ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

ดอยแม่สลอง แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่แฝงกลิ่นอายของแหล่งท่องเที่ยวชุมชนไว้ในที่เดียว การได้มาที่นี่นอกจากจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงามกับบรรยากาศที่สดชื่นในช่วงฤดูฝนแล้ว นักท่องเที่ยวเองยังมีกิจกรรมเชิงประสบการณ์ให้ทำอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น การชมทิวทัศน์ เลือกซื้อสินค้าพืชผักและผลไม้เมืองหนาวของพื้นเมือง พร้อมชมหลากหลายวิถีชีวิตชนเผ่ากับบรรยากาศสดชื่นยามเช้าใน “ตลาดสดหมู่บ้านสันติคีรี”

ชมวัฒนธรรมและทำกิจกรรมรอบๆ หมู่บ้านเจียงจาใส รวมทั้งได้ยังทำกิจกรรมชมชา ผลิตชา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชนบนดอยแม่สลอง 

  • บ้านห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน

บ้านห้วยห้อม สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดสำคัญ ที่มีวิวหมู่บ้านเล็กๆ รายล้อมด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงามในจังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกและผลิตกาแฟที่มีคุณภาพสำคัญที่มากไปด้วยคุณภาพ รวมถึงวิถีชีวิตพื้นบ้าน ชมการถักทอผ้าจากขนแกะซึ่งหาชมได้ยากแล้ว แถมที่นี่ยังเที่ยวได้ทุกฤดู ซึ่งช่วงหน้าฝนนั้นก็สวยงามไปอีกแบบ

  • บ้านนาคูหา อ.เมือง จ.แพร่

บ้านนาคูหา ถือเป็นแหล่งชุมชนอันเป็นแหล่งโอโซนที่ ติด 1 ใน 7 แห่งของไทยที่อยากชวนนักท่องเที่ยวมาสัมผัส พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ด้วยการเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติ เช่น การเก็บเตา หรือสาหร่ายน้ำจืด การเก็บใบเมี่ยงการนึ่งเมี่ยง การทำชาใบเมี่ยง ซึ่งถือเป็นอาชีพดั้งเดิมที่สืบทอดกันมานับร้อยปี และเดินเล่นชมความสวยงามของธรรมชาติบนสะพานไม้ไผ่กลางทุ่งนาอันเขียวขจี

นอกจากนี้ที่นี่ยังมี พระพุทธรูปปางฉันสมอสีทองอร่าม ที่ประดิษฐานอยู่ท่ามกลางทุ่งนา พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้สักการะและชมวิหารแบบล้านนาดั้งเดิมในวัดนาคูหา พร้อมกิจกรรมทำผ้ามัดย้อม โดยใช้ฮ้อมในแบบต้นตำรับ

  • ดอยสกาด อ.ปัว จ.น่าน

น่าน เป็นหนึ่งในจังหวัดที่น่าเดินทางอย่างมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งนอกจากถนนลอยฟ้าที่สวยงามและขึ้นชื่อแล้ว การที่ได้เดินทางขับรถชมวิวในช่วงนี้ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนอารมณ์การเดินทางได้เป็นอย่างดี 

ซึ่งดอยสกาดเป็นสถานที่หนึ่งที่ควรลิสต์ไว้ในจุดหมายปลายทาง เพราะการเดินทางไปพักผ่อนในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาดอยภูคา ชมธรรมชาติผ่านไอน้ำและละอองฝน พร้อมปล่อยใจไปกับความเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ถือว่าเป็นหนึ่งสถานที่ฮีลใจได้เป็นอย่างดี โดยช่วงเวลาที่แนะนำในการท่องเที่ยวคือ ปลายเดือนตุลาคม-กลางเดือนพฤศจิกายน จะเป็นช่วงหน้าฝนที่ฝนตกไม่หนักมาก นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความสดชื่นไปกับธรรมชาติและสายหมอกบางๆ ได้เส้นทาง

  • บ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

บ้านนาต้นจั่น เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีวิถีชีวิตแบบชาวบ้านแห่งล้านนา โดยที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมีโฮมสเตย์ให้ไปนอนพักผ่อนสบายๆ ชื่นชมธรรมชาติที่สวยงาม ยังมีจุดชมวิวที่สวยงาม และขึ้นชื่อเรื่องการชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกอย่างห้วยต้นไฮ

บ้านนาต้นจั่น สามารถเที่ยวได้ตลอดปี แถมยังมีกิจกรรมที่สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมนั่งรถอีแต๊กชมวิถีชีวิตในหมู่บ้าน พร้อมมีเมนูอาหารพื้นบ้าน และผลไม้ตามฤดูกาลให้ลองซื้อลองชิมในตลาดฮิมห้วย ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงชุมชน

  • เขาหน่อ-เขาแก้ว อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์

เขาหน่อ-เขาแก้ว เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยวอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือมาชมความสวยงามของสถาปัตยกรรม ซึ่งเขาหน่อ-เขาแก้วเป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่นักท่องเที่ยวสามารถพิชิตยอดเขาเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามได้ 

โดยจะมี วัดเขาหน่อ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาที่เด่นตระการตา พร้อมที่เที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมผสมผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นจุดเด่นของการมาเที่ยวเขาหน่อ โดยบริเวณปากถ้ำทางขึ้นเขาประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ให้นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนได้สักการะ.

ภาพ : istock

ข้อมูล : ททท.

ไทย ติดอันดับ 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2800569

ไทย ติดอันดับ 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม

14 ก.ค. 2567 15:35 น.

ไทย ติดอันดับ 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม

ประเทศไทยติดอันดับ 32 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม และอยู่ใน 5 อันดับแรก สำหรับในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมตามรายงาน GMTI 2024 (Global Muslim Tourism Index)

ผลการสำรวจดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลกประจำปี 2024 จาก The Mastercard-Crescent Rating Global Muslim Travel Index หรือ GMTI 2024 ระบุว่า ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งในการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม โดยจัดอยู่ในอันดับที่ห้าในหมวดหมู่ประเทศสำหรับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม (Non-OIC) และอันดับ 32 จากจุดหมายปลายทางทั้งหมด

GMTI 2024 เผยว่า ประเทศไทยได้รับคะแนนดัชนีโดยรวมอยู่ที่ 52 คะแนน ตามหลังสิงคโปร์ที่มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับที่หนึ่งอยู่ 14 คะแนน และต่ำกว่าฮ่องกงที่รั้งอยู่ในอันดับที่สองเพียง 2 คะแนน ในหมวดหมู่ Non-OIC ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาประเทศเพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิม 

ทั้งหมดเผยถึงแนวโน้มการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวมุสลิมอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมระหว่างประเทศถึง 168 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนการเกิดวิกฤติโควิด-19 ถึง 5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิม อันเนื่องมากจากการเติบโตของประชากร และเศรษฐกิจ การพัฒนาบริการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวฮาลาล 

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการออกแบบขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมโดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชันต่างๆ ที่ใช้ค้นหาร้านอาหารฮาลาล ค้นหาทิศทางละหมาดหรือกิบลัต (Qibla) และแจ้งเตือนเวลาละหมาด 

การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยออกแบบประสบการณ์การเดินทางให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงปฏิบัติตามหลักความเชื่อทางศาสนา สำหรับรายงาน GMTI นับเป็นการจัดทำขึ้นเป็นปีที่เก้าแล้ว จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากจุดหมายปลายทาง 145 จุดหมาย โดยใช้เกณฑ์ชี้วัด ทั้ง 4 ได้แก่ 

1. Access: การเข้าถึงหรือการเดินทางเข้าประเทศ 

2. Communications: การสื่อสารหรือการเข้าถึงกลุ่มตลาดและการสื่อสารไปยังตลาดกลุ่มเป้าหมาย 

3. Environment: สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว

4. Service: บริการหรือการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางชาวมุสลิม 

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป หลักเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ได้พัฒนาไปตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวมุสลิม ซึ่งปีนี้เองก็ได้มีการเพิ่มเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคนพิการในตัวชี้วัด

โดยประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีอาหารเยอะแยะมากมาย รวมถึงยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์ฮาลาล เพื่อการเพิ่มตัวเลือกต่างๆ ให้แก่ชาวมุสลิม นั้นเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยประกอบไปด้วยชุมชนมุสลิมจึงมีความเข้าใจในวัฒนธรรม มีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม รวมถึงการบูรณาการสิ่งอำนวย เช่น ห้องละหมาดตามสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งตรงตามแผนของยุทธศาสตร์  5 ปี ของกรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางฮาลาล” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี พ.ศ. 2570 

โดยแผนดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การขยายอุตสาหกรรมฮาลาลของประเทศในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงอาหาร เครื่องแต่งกาย การบริการ และการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงาน และสนับสนุนชุมชนมุสลิมในท้องถิ่น ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเดินทางชาวมุสลิมทั่วโลกในการจัดอันดับ GMTI

รายงานยังระบุอีกว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่ได้รับความนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม โดยมาเลเซีย และอินโดนีเซียนั้นครองอันดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศมุสลิม และประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้รับความนิยมที่สุดในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม

ฟาซาล บาฮาร์ดีน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เครสเซนต์เรตติ้ง กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นว่ากลุ่มประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรักษาอันดับของตนไว้ได้ในรายงาน GMTI ปีนี้ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มคะแนนโดยรวมของแต่ละประเทศ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มในการให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวมุสลิม เห็นได้จากคะแนนเฉลี่ยในดัชนีที่เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์” 

ภาพ : istock

เผยพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโซนเอเชียแปซิฟิก

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2799395

เผยพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโซนเอเชียแปซิฟิก

9 ก.ค. 2567 17:04 น.

เผยพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโซนเอเชียแปซิฟิก

ลักชัวรี กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยรายงานที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนไปของพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ในการท่องเที่ยวระดับหรู ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) 

ผลวิจัยกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง ในตลาดท่องเที่ยวฉบับล่าสุดของ ลักชัวรี กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางท่องเที่ยวการท่องเที่ยวระดับหรู ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) 

โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้ประมาณ 68% มีการใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อน โดยส่วนใหญ่วางแผนที่จะท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นจำนวนถึง 74% ของทั้งหมด ทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นเครื่องจักรแห่งการเติบโตสำหรับการท่องเที่ยวระดับหรู

จุดหมายปลายทางส่วนใหญ่สำหรับในอีก 12 เดือนข้างหน้า คือ ออสเตรเลีย เป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 46% ตามด้วยญี่ปุ่น 42% ส่วนฮ่องกง และประเทศจีนอยู่ที่ 27% 

กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth หรือ HNW) ในเอเชียแปซิฟิกจากทั่วทั้งภูมิภาค 68% วางแผนที่จะใช้จ่ายมากขึ้น โดย 89% เป็นความเห็นจากผู้ตอบแบบสอบถามในหมู่ชาวอินเดีย ซึ่ง 74% วางแผนที่จะเดินทางภายในเอเชียแปซิฟิก และ 88% ระบุว่าประสบการณ์เรื่องอาหารเป็นเหตุผลสำคัญลำดับต้นในการเดินทาง และ 1 ใน 4 ของวันหยุดทั้งหมดที่วางแผนไว้ (25%) เป็นไปเพื่อการเฉลิมฉลอง 

กลุ่มนักท่องเที่ยว HNW ทั้งหมด 69% เป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่มีฐานะมั่งคั่ง รองมาคือ นักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ทำให้ตอนนี้ ชาวอินเดียเป็นผู้ที่มีการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระดับหรูมากที่สุด โดยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารระดับไฮเอนด์ ซึ่งถูกมาว่าจะเข้ากลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สำหรับการท่องเที่ยวระดับหรู

โดยพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในอาหารนี้ส่วนใหญ่ 88% เลือกจุดหมายปลายทางสำหรับวันหยุดของพวกเขาจากการค้นพบเมนูอาหารหรือประสบการณ์ด้านอาหารใหม่ๆ และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม 49% อธิบายว่าประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับหรูเป็นการท่องเที่ยวในอุดมคติ 

เพื่อเน้นย้ำประเด็นนี้ 83% จะเลือกจุดหมายปลายทางเพื่อที่จะไปเยือนร้านอาหารที่ได้รับรางวัล และ 35% เห็นด้วยว่าพวกเขาจะใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับประสบการณ์ด้านอาหารที่ไม่เหมือนใคร 

การเลือกโรงแรม 81% ของนักท่องเที่ยวที่มีฐานะมั่งคั่ง ยังคงทำการเลือกโดยอิงจากตัวเลือกอาหารระดับหรู และ 83% เลือกจุดหมายปลายทางที่พวกเขาจะได้ไปยังร้านอาหารที่มีชื่อเสียงได้สะดวก

ปัจจุบันมีการกำหนดลักษณะของนักท่องเที่ยวระดับหรู 3 กลุ่มใหม่ ดังต่อไปนี้

1. Venture Travelist คือ นักท่องเที่ยวประเภทที่ผสมผสานการทำงานเข้ากับการพักผ่อน โดยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทางวันหยุดที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ ในขณะที่พวกเขาเพลิดเพลินกับวันหยุดกับครอบครัวและคนที่รัก 

พวกเขามักมองหาโอกาสที่จะทำธุรกิจเสมอ ด้วยจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ โดยจะมีพฤติกรรมชอบสำรวจสถานที่ ซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และของโบราณ และมองหาการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับสมาชิกในชุมชนท้องถิ่น

2. Experience Connoisseur ส่วนใหญ่เป็นชาวมิลเลนเนียลที่เดินทางเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ซึ่งพวกเขาจะชอบเดินทางไปทั่วทุกมุมโลก และมองว่าประสบการณ์เป็นการลงทุนเพื่อสร้างสุขภาวะทั้งทางจิตใจ และร่างกาย โดยมักจะมองหาประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เหมือนใครอย่างจริงจัง (exclusive one-of-a-kind experience) สำหรับแหล่งท่องเที่ยวจุดหมายปลายทาง

3. Timeless Adventurer ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีที่ออกแบบแผนการเดินทางของตัวเอง และสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ก่อนที่จะได้รับความนิยมในอนาคต พวกเขาเป็นนักสำรวจที่กระตือรือร้น ต้องการดื่มด่ำกับจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง พวกเขาสนใจสถานที่ท่องเที่ยวน้อยลง และสนใจสิ่งที่ทำให้จุดหมายปลายทางนั้นเป็นสถานที่ที่มีความหมายซึ่งที่ไม่เหมือนใคร และเป็นที่น่าจดจำ

อริออล มอนทัล กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจระดับหรู ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบประสบการณ์ด้านอาหารใหม่ๆ การเดินทางกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง หรือการมองหาการสานสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น งานวิจัยของเราได้ระบุลักษณะของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่และสร้างความเข้าใจใหม่ๆ แก่ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในการให้บริการแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีรสนิยมและฉลาดเลือกเหล่านี้”

รายงาน New Luxe Landscapes ให้ข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมและแรงจูงใจ เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงจากเอเชีย และแปซิฟิก ส่วนใหญ่เน้นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง และยาวนานขึ้นกับกลุ่มคนที่พวกเขารัก

การวิจัยในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีฐานะมั่งคั่งในออสเตรเลีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และอินเดีย เผยให้เห็นว่าพวกเขาเดินทางบ่อยขึ้นและมีวัน หยุดที่ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

โดยเฉลี่ยมีการวางแผนการท่องเที่ยวพักผ่อน 6 ครั้งภายในอีก 12 เดือนข้างหน้า ในขณะที่ 33% ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะใช้วันหยุดอย่างน้อย 7 ครั้งในปีนี้ โดยเฉลี่ยแล้วเป็นการพักแบบระยะสั้น 3 คืน ขณะที่การพักระยะยาว คือ 1-2 สัปดาห์ขึ้น โดยมากกว่า 70% เลือกที่จะเดินทางกับครอบครัว เพื่อน หรือคนใกล้ชิด

เริ่มแล้ว งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 จัดหนักท่องเที่ยว 5 ภาค ดันกิจกรรมเที่ยวฤดูฝน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2796811

เริ่มแล้ว งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 จัดหนักท่องเที่ยว 5 ภาค ดันกิจกรรมเที่ยวฤดูฝน

28 มิ.ย. 2567 15:09 น.

เริ่มแล้ว งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 จัดหนักท่องเที่ยว 5 ภาค ดันกิจกรรมเที่ยวฤดูฝน

งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 มาในคอนเซปต์ “อยากเที่ยวต้องได้เที่ยว” ที่ถูกจัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะชวนทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์เที่ยวครั้งใหม่ ทั้งทะเล ภูเขา น้ำตก เส้นทางธรรมชาติ ที่จะทำให้การเดินทางหน้าฝนครั้งนี้ แตกต่าง และฉ่ำใจกว่าที่เคย โดยงานจะมีตลอด 4 วัน ในวันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

เริ่มแล้ววันนี้ สำหรับ งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 ในคอนเซปต์งาน “อยากเที่ยวต้องได้เที่ยว” พร้อมผลักดันประสบการณ์เที่ยวใหม่ที่ทาง ททท. ผลักดัน และโปรโมตอย่าง สุขทันที ที่เที่ยวหน้าฝน ทั้งการท่องเที่ยวทางทะเล ภูเขา น้ำตก และเส้นทางธรรมชาติ ที่จะเปลี่ยนมุมมองหน้าฝนแตกต่างกว่าเคย พร้อมทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อการฟื้นฟูและการผ่อนคลาย (Wellness Tourism) ที่รวมอยู่อย่างมากมายในงาน

โดยงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 จะเต็มไปด้วยโปรโมชันต่างๆ จากผู้ประกอบการท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมกิจกรรม และของรางวัลมากมาย โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 – 21.00 น. ที่ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ไฮไลต์งานงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 มีอะไรบ้าง

ไฮไลต์ของงานในครั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดบูธของการท่องเที่ยวทั้ง 5 ภูมิภาคหลักๆ ดังต่อไปนี้

  • ภาคกลาง 

ส่วนของภาคกลางมาในแนวคิด “Pet Café & Fun : สี่ขาพาตะลุยภาคกลาง” ที่จะนำความน่ารักสดใสในธีมคาเฟ่ มาผสมผสานรวมเข้ากับความเป็นเอกลักษณ์ และความโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวในภาคกลาง ได้แก่ โซน Pet Café and Fun ที่จะนำพาไปรู้จักกับโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้รักสัตว์ 

นอกจากนี้ ยังมีโซน Outdoor Activities : แนะนำประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบผจญภัย ร่วมสัมผัสธรรมชาติไปกับกิจกรรม และสถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้ง

โซน Deal and Promotion : รวมโปรโมชันท่องเที่ยวคุ้มๆ ส่วนลด และข้อเสนอพิเศษสำหรับแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก และสินค้าอื่นๆ รวมทั้งโซนหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ เช่น ททท., อสท., โครงการ CF Hotel, TAT Sustainability ให้นักท่องเที่ยวได้นำเสื้อผ้ามาบริจาคเพื่อเข้าสู่กระบวนการ Upcycling สร้างคุณค่าใหม่ 

  • ภาคเหนือ 

มาในคอนเซปต์ “แอ่วเหนือให้ฉ่ำ” ที่รวมแพ็กเกจที่เที่ยว ทางภาคเหนือ ที่เป็นไฮไลต์ในฤดูฝน พร้อมแพ็กเกจ และโปรโมชันจากที่พัก สปา กอล์ฟ หรือจะเป็นการท่องเที่ยวสายธรรมชาติ สายศรัทธา สายสุขภาพ ฯลฯ

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ชวนเที่ยว “อีสานเขียว เที่ยวหน้าฝน” ยังคงผลักดันการท่องเที่ยวฤดูฝน โดยการนำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว จาก 20 จังหวัด มารวมตัวกันอย่างมากมาย เช่น โรงแรม บริษัทนำเที่ยว และ สมาคมท่องเที่ยว จากจังหวัดต่างๆ มาร่วมผลักดันการท่องเที่ยวในฤดูฝนนี้ เช่น เที่ยวหน้าฝนกับคนเมืองหนาว จ.เลย คาราวานขับรถเที่ยว กินเงาะ เลาะโขง ไหว้พระจตุธาตุ จ.หนองคาย, สัมผัสวิถีคนเลี้ยงช้าง โปรแกรมทัวร์กินนอนป้อนช้าง จ.สุรินทร์ และที่พักราคาพิเศษจากโรงแรม ในจังหวัดอื่นๆ อีกมากมาย 

  • ภาคตะวันออก

ภาคตะวันออกกับธีมงานชวนเที่ยว “สีสันแห่งสายฝน@ตะวันออก” รวบรวมแพ็กเกจท่องเที่ยวต่างๆ จาก โรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร พร้อมกิจกรรมล่องแก่ง ATV ดำน้ำ เที่ยวเกาะ กิจกรรมรักสุขภาพ สปา โปรปังพลังบุญเที่ยวหน้าฝน 

  • ภาคใต้ 

“เที่ยวใต้ เที่ยวง่าย ได้ประสบการณ์ระดับโลก” นำเสนอการท่องเที่ยว 3 แบบ 3 สไตล์ แบบแรก คือ ‘เที่ยวใต้…เที่ยวง่าย สายพรีเมี่ยม’ นำเสนอขายสินค้า และบริการทางการท่องเที่ยวแบบ Luxury พักหรูระดับ Premium ยกทัพโรงแรมดังระดับ 5-6 ดาว Spa จาก จ.ภูเก็ต พังงา กระบี่ และเกาะสมุย แบบที่สอง คือ ‘เที่ยวใต้…เที่ยวง่าย ข้ามพรมแดน’ นำเสนอขายเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดภาคใต้ตอนล่างและประเทศเพื่อนบ้านร่วมกับพันธมิตร, บริษัททัวร์, สมาคมฯ จากหาดใหญ่ และสตูล แบบที่สาม ‘เที่ยวใต้…เที่ยวง่าย สไตล์คุณ’ นำเสนอขายเส้นทางท่องเที่ยว กิจกรรมสำหรับกลุ่มความสนใจพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมลุ้นรางวัลได้อีกมากมายภายในงานกว่า 200 รายการ พร้อมกับการแสดงมินิคอนเสิร์ตในแต่ละวัน อาทิ วงดนตรี Acoustic วงดนตรี Folk Song การบรรเลงเพลงวง Trio

โดยงานนี้ ททท. มั่นใจว่าการบูรณาการการทำงานร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในการออกบูธภายในงานครั้งนี้ จะกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติ ในช่วงไตรมาส 3 ไปจนถึง 4 ได้เป็นอย่างดี โดยคาดว่างาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70” จะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

ภาพ : istock

เปิด 5 ห้องบำบัดเติมพลังหัวใจใน “พาใจกลับบ้าน” Homecoming นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ที่ MMAD

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2796047

เปิด 5 ห้องบำบัดเติมพลังหัวใจใน “พาใจกลับบ้าน” Homecoming นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ที่ MMAD

25 มิ.ย. 2567 18:05 น.

เปิด 5 ห้องบำบัดเติมพลังหัวใจใน “พาใจกลับบ้าน” Homecoming นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ที่ MMAD

นิทรรศการ “พาใจกลับบ้าน” Homecoming Therapeutic Space By Eyedropper Fill at MMAD – MunMun Art Destination พื้นที่ที่จะชวนทุกคนไปชาร์จแบตและฮีลใจ ภายใต้นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์และ Therapeutic Space (พื้นที่เชิงบำบัด) ให้เวลาตัวเอง ได้ชาร์จแบตใจ ผ่านห้องต่างๆ ทั้ง 5 แบบ

กลับมาอีกครั้ง หลังจากมีกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม สำหรับงานนิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ และพื้นที่เชิงบำบัดที่น่าสนใจอย่าง “พาใจกลับบ้าน” นิทรรศการเชิงประสบการณ์ที่นำเอาศิลปะ และการดูแลสุขภาพจิตมาผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยในปี 2566 นิทรรศการดังกล่าว ได้ติดเทรนด์โซเชียลจนกลายเป็นกระแสไวรัลที่มียอดวิวรวมสูงกว่า 10 ล้านครั้ง และมียอดผู้เข้าชมทะลุกว่า 40,000 คน

ในปี 2567 การกลับมาของนิทรรศการพาใจกลับบ้านในครั้งนี้ จะมีการเพิ่มเติมลูกเล่น และมิติใหม่ๆ อย่างเต็มรูปแบบ และอบอุ่นกว่าที่เคย โดยในนิทรรศการได้จัดพื้นที่ที่จะทำให้ทุกคนได้ชาร์จแบต และฮีลใจไปพร้อมๆ กันใน Therapeutic Space หรือพื้นที่เชิงบำบัด เพื่อให้เวลาตัวเองได้ชาร์จแบตหัวใจ ผ่าน 5 ห้องต่างๆ ดังต่อไปนี้

5 ห้องบำบัดเติมพลังหัวใจในงาน นิทรรศการ “พาใจกลับบ้าน” Homecoming 

  • ห้อง “สำรวจ” : ห้องที่ให้ทุกคนได้มานั่งทบทวนความรู้สึกของตัวเอง
  • ห้อง “โอบรับ” : ห้องที่เปิดโอกาสให้ทุกคนก้าวอย่างช้าๆ จัดระเบียบตัวเองเพื่อเอื้อมมือเข้าไปหาความรู้สึกในใจ
  • ห้อง “เฝ้าดู” : ห้องที่ให้เอนกายลงนอนช้าๆ เพื่อซึมซับกับบรรยากาศ แล้วหลับตาลง ทบทวน เฝ้าดู รับรู้ ความคิดที่ไหลผ่านตัวเรา
  • ห้อง “ข้ามผ่าน” : ห้องที่มีเสียงสะท้อนแผ่วเบาดังอยู่รอบตัว ให้เอนตัวลงบนหมอน ซึ่งห้องนี้เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ผู้ร่วมงานรับฟังเรื่องราวของคนอื่น ในขณะที่ตั้งใจฟังเสียงในใจของตัวเองไปพร้อมกัน
  • ห้อง “ตกผลึก” ห้องที่ให้ผู้เข้าชมเขียน 1 คำลงบนหิน ที่เปิดเผยให้เห็นถึงเสียงภายในอันหนักแน่นและเป็นจริง

นิทรรศการ “พาใจกลับบ้าน” Homecoming Therapeutic Space by Eyedropper Fill at MunMun Art Destination (MMAD) เปิดตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2567-12 กรกฎาคม 2568 ทุกวันเวลา 11.00 น.-20.00 น. บริเวณชั้น 2 ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์

พิกัดที่เที่ยวหน้าฝน 2567 ภาคอีสาน เคล้าบรรยากาศธรรมชาติอันเขียวขจี

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2795983

พิกัดที่เที่ยวหน้าฝน 2567 ภาคอีสาน เคล้าบรรยากาศธรรมชาติอันเขียวขจี

25 มิ.ย. 2567 16:44 น.

พิกัดที่เที่ยวหน้าฝน 2567 ภาคอีสาน เคล้าบรรยากาศธรรมชาติอันเขียวขจี

รวมที่เที่ยวฤดูฝน 2567 ที่เป็นไฮไลต์ มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ของจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย

ฤดูฝน ถือเป็นอีกช่วงเวลาดีๆ ในการสัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ต่างไปจากเดิม แม้ว่าจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น (Low Season) แต่ธรรมชาติในช่วงหน้าฝนนั้นถือว่ามีความสวยงาม และโดดเด่นมากจนบางสถานที่ พลิกโฉมกลับกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวไฮซีซั่น (High Season) ได้เลย

ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลจาก ททท. ภาคอีสาน ที่ร่วมแนะนำพิกัดแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลต์ในจังหวัดต่างๆ ที่มีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนที่คอยเติมพลัง และสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางได้เป็นอย่างดี

โดยสถานที่ทั้งหมดจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามธรรมชาติ ทุ่งดอกไม้หลากสีสัน และจุดชมวิวพร้อมวิวหมอกของช่วงฤดูฝนที่สวยงาม 

1. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม จ.ชัยภูมิ 

หนึ่งในอุทยานยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมากันในช่วงฤดูฝน เพราะเป็นหนึ่งในฤดูแห่งการท่องเที่ยวที่สามารถพบทุ่งดอกกระเจียวที่สวยงามได้ในช่วงมิถุนายน-สิงหาคม พร้อมกับวิวสุดอลังการจากผาสุดแผ่นดิน พร้อมสัมผัสลมอันเย็นสบายได้ตลอดตั้งแต่ช่วงฤดูฝน-ช่วงฤดูหนาว

2. อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี 

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ถือได้ชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พร้อมยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มากมายไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรม โดยในช่วงฤดูฝนธรรมชาติในพื้นที่จะมีเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ และดอกไม้ป่านานาพรรณ บางพื้นที่เราอาจได้เห็นดอกไม้ป่านานาพรรณเติบโตเรียงรายอย่างสวยงาม

3. ภูป่าเปาะ (ฟูจิเมืองเลย) จ.เลย 

ภูป่าเปาะ จะมีความสวยงาม และเขียวขจีในช่วงฤดูฝนที่มากไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ยิ่งไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จากตีนภูเขาถึงจุดชมวิว นักท่องเที่ยวก็จะได้พบความสวยงามที่เสมือนภูเขาไฟฟูจิ จึงได้รับฉายาว่า ภูหอ หรือฟูจิเมืองเลย 

บรรยากาศในช่วงฤดูฝนนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวที่นอกจากจะได้กลิ่นอายของฝนแล้ว ยังจะได้เห็นธรรมชาติ และภาพเมฆสีขาวราวกับปุภาพที่ถูกวาดไว้อย่างสวยงาม 

4. ถ้ำนาคา (อุทยานแห่งชาติภูลังกา) จ.บึงกาฬ 

ถ้ำนาคา เป็นถ้ำที่ถูกค้นพบใหม่ ภายในอุทยานแห่งชาติภูลังกา ซึ่งมีความสวยงามโดดเด่นจากความมหัศจรรย์ และซับซ้อนของธรรมชาติที่ทำให้หินบริเวณถ้ำนาคามีลักษณะคล้ายเกล็ดงู ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยศรัทธาได้เป็นอย่างดี 

ถ้ำนาคานอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามความเชื่อ และศรัทธาแล้ว ที่นี่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่น และธรรมชาติที่สวยงามแปลกตาให้ค้นหาอีกมากมายในช่วงฤดูฝนนี้

5. ถ้ำนาคี (อุทยานแห่งชาติภูลังกา) จ.นครพนม

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตอีกที่หนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสายธรรรมชาติ พร้อมทั้งมีแรงศรัทธาไปควบคู่กัน โดยฤดูฝนนี้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 จะเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว 

นอกจากแหล่งท่องเที่ยว และจุดแวะชมสายศรัทธาอย่างถ้ำนาคีแล้ว ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ควรมาในช่วงฤดูฝนอย่างมากมาย เช่น น้ำตกตาดโพธิ์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สามารถเดินเรียบน้ำตก พร้อมชมกับธรรมชาติอันสมบูรณ์ได้

6. จุดชมวิวหนองสมอ จ.ขอนแก่น 

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และสามารถเที่ยวได้ทุกฤดูในบริเวณจุดชมวิวหนองสมอ อ.ภูผาม่าน ซึ่งเป็นหนองน้ำที่สะท้อนกับวิวภูเขาอย่างสวยงาม และสามารถมาได้ในทุกฤดูกาลที่มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

ทั้งนี้แล้วนอกจากจุดชมวิวหนองสมอ อ.ภูผาม่าน ยังมีกิจกรรมมากมาย และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่น่าสนใจ พร้อมกิจกรรมให้ทำอีกมากมาย เช่น ล่องเรือ ดริปกาแฟ หรือไปกางเต็นท์พักผ่อนหย่อนใจรับอากาศดีๆ ได้เช่นกัน

7. อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ผามออีแดง จ.ศรีสะเกษ 

จุดชมวิวที่สวยงาม และทอดยาวกับปราสาทเขาพระวิหาร ของผามออีแดง จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ

โดยในช่วงฤดูฝน นักท่องเที่ยวก็ยังสามารถไปกางเต็นท์ ชมธรรมชาติ และสัมผัสกับบรรยากาศที่แปลกใหม่ และหนาวได้

8.  อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จ.บุรีรัมย์

อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวสายชิลล์ที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใน ในการมากางเต็นท์ ปิกนิก หรือสูดอากาศสดชื่นได้อย่างเต็มปอด เพราะที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพของธรรมชาติ มีต้นไม้หลากหลายชนิด ยิ่งในช่วงฤดูฝนจะมีความร่มรื่นเย็นสบายอย่างมาก 

ข้อมูล : ททท.

ภาพ : istock

เปิดเรือยอชต์หรู De Antonio Yachts D50 Coupe พร้อมโลดแล่นเจ้าพระยา ราคาเอื้อมถึง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2795772

เปิดเรือยอชต์หรู De Antonio Yachts D50 Coupe พร้อมโลดแล่นเจ้าพระยา ราคาเอื้อมถึง

24 มิ.ย. 2567 20:29 น.

เปิดเรือยอชต์หรู De Antonio Yachts D50 Coupe พร้อมโลดแล่นเจ้าพระยา ราคาเอื้อมถึง

เรือยอชต์หรู De Antonio Yachts D50 Coupe ได้เข้าสู่น่านน้ำประเทศไทย ซึ่งเป็นลำแรกของเอเชีย นำเข้ามาบริการโดย โฟลว์ ยอร์ช คลับ พร้อมทั้งนำ Flow Yacht Experience Centre คลับ และคอมมูนิตี้สำหรับคนรักเรือยอชต์ เข้ามาให้ได้สัมผัสประสบการณ์ธุรกิจเรือยอชต์ครบวงจร ที่เทอร์มินอล 21 พระราม 3

โฟลว์ ยอร์ช คลับ (Flow Yacht Club) ได้นำเข้าเรือยอชต์สุดหรู ที่เป็นยนตรกรรมทางน้ำระดับไฮเอนด์ มาให้คนไทยได้สัมผัสเป็นที่แรก และเป็นเจ้าเดียวในเอเชีย พร้อมประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ ด้วยราคาที่จับต้องได้ บนน่านน้ำเจ้าพระยา โดยเรือลำนี้มีชื่อว่า ‘De Antonio Yachts D50 Coupe’ เรือยอชต์ฟังก์ชันสุดทันสมัยจากประเทศสเปน

De Antonio Yachts เป็นแบรนด์เรือยอชต์หนึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนรักเรือยอชต์ทั่วโลก ซึ่งทาง โฟลว์ ยอร์ช คลับ มีหลายไซส์ให้ได้สัมผัส ทั้งรุ่น E23, รุ่น D28, รุ่น D32, รุ่น D36, รุ่น D42 และรุ่นใหม่ลำล่าสุดอย่าง De Antonio Yachts D50 Coupe ซึ่งเป็นเรือยอชต์ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัย และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า 

เรือลำนี้มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง โดยมีฟังก์ชันภายในให้เลือกเริ่มต้น ตั้งแต่ห้องนอนในโถงเรือ ซึ่งสามารถปรับได้มากสุดถึงสามห้องนอน และห้องน้ำปรับได้ทั้งหนึ่งและสองห้องน้ำ รวมถึงครัวในและนอก อ่างจากุซซี ที่นั่งต่างๆ โดยจะปรับได้ตามความต้องการใช้งาน

เครื่องยนต์ของเรือ มีทั้งหมด 4 เครื่องยนต์ บนแรงม้ารวม 1,600 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 45-47 นอต และสามารถรองรับแขกได้ถึง 10 คน (ไม่รวมบริการและคนขับ) ราคาเช่าเหมาลำ เริ่มต้นที่ 48,000 บาท และราคาสุทธิที่ 50 ล้านบาท 

การมาของ De Antonio Yachts D50 Coupe เรือยอชต์แบบ 4 เครื่องยนต์ ลำใหญ่ มักจะไม่ค่อยเห็นมากบนแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านอุปสรรคทางน้ำ เช่น จำนวนขยะเยอะกว่าในทะเล แต่ความพิเศษของเรือยอชต์ลำนี้ คือ การเป็นเครื่องยนต์เอาต์บอร์ด ซึ่งเปิดจัดการเครื่องเคลียร์ขยะได้ทันทีจากบนบก ซึ่งตอบโจทย์มากๆ สำหรับการสัญจรเดินทางบนแม่น้ำเจ้าพระยา

เส้นทางท่องเที่ยวบน De Antonio Yachts D50 Coupe

รูปแบบแรก คือ Private Sunset Cruise ครึ่งวัน ซึ่งสามารถเลือกเป็นกิจกรรมชมพระอาทิตย์ตก ล่องชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางคืน หรือเดินทางชมบรรยากาศบนเส้นทางบางกระเจ้า แลเมืองเก่าติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาในตอนกลางวัน

รูปแบบที่สอง ทริปเต็มวัน ซึ่งจะสามารถเดินทางไปยังอยุธยา ทริปไหว้พระ หรือจะทำกิจกรรมไปท่องเที่ยวบนเส้นทางทะเลจากพัทยา จ.ชลบุรี ได้

นอกจากเรือยอชต์สวยๆ ที่มีให้บริการท่องเที่ยวแล้ว ทาง โฟลว์ ยอร์ช คลับ ยังได้เปิดตัว Flow Yacht Experience Centre ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พระราม 3

โดย Flow Yacht Experience Centre จะเป็นศูนย์บริการเรือยอชต์ครบวงจร สำหรับให้คำปรึกษา และผู้ที่กำลังสนใจจะมีเรือยอชต์เป็นของตัวเอง เพื่อทำธุรกิจต่างๆ โดยทาง Flow Yacht Experience Centre นี้ จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ผู้ดูแล และให้คำแนะนำ ตลอดจนถึงการวางแผนการตลาดเพื่อให้เรือยอชต์ของลูกค้าเกิดผลประโยชน์สูงสุด ทำให้ไม่จอดไว้เสียเปล่า ได้เป็นเจ้าของเรือยอชต์ และสามารถสร้างรายได้เพิ่มได้ด้วย

นฤมล ยงสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฟลว์ ยอร์ช คลับ จำกัด

นฤมล ยงสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฟลว์ ยอร์ช คลับ จำกัด กล่าวว่า “บริษัทของเราในปีนี้ มาในคอนเซปต์ 3-I ซึ่งมาจาก Inspiration, Innovation และ Infinite” เราก่อตั้ง Flow Yacht Experience Centre จากแรงบันดาลใจที่ต้องการให้ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับผู้ที่สนใจในเรือยอชต์ หรือผู้ที่ชื่นชอบอยู่แล้วได้เข้ามาสอบถามข้อมูล และปรึกษาปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับเรือ ซึ่งนับว่าเป็นการมอบประสบการณ์รูปแบบใหม่แก่คนรักเรือยอชต์ แบบที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

“Flow Yacht Club ยังคงความมุ่งมั่นที่จะสร้าง Community เพื่อคนรักเรือยอชต์ เราอยากเป็นมากกว่าผู้ให้บริการในการซื้อ ขาย และเช่าเรือยอชต์ สิ่งที่เราอยากมอบให้กับทุกท่าน คือประสบการณ์สุดพิเศษที่ท่านจะได้สัมผัสจาก Flow Yacht Club เพียงที่เดียว ทั้งบริการดูแลเรือ ดูแลลูกค้า ตั้งแต่ก่อนและหลังการขาย พร้อมเอกสิทธิ์พิเศษเหนือระดับด้วยค่ะ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฟลว์ ยอร์ช คลับ กล่าว

ภาพ : deantonioyachts

เปิด 5 ทริกเที่ยวหน้าฝนให้ใจฟู พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2795441

เปิด 5 ทริกเที่ยวหน้าฝนให้ใจฟู พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

23 มิ.ย. 2567 14:24 น.

เปิด 5 ทริกเที่ยวหน้าฝนให้ใจฟู พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

หน้าฝน อาจเป็นฤดูที่หลายคนไม่อยากไปท่องเที่ยว เพราะกลัวความชื้นแฉะและเปียกปอนทำให้ไม่สะดวกต่อการท่องเที่ยวและเดินทาง แต่ความจริงแล้วเสน่ห์ของการเที่ยวหน้าฝนมาพร้อมความสวยงามแห่งธรรมชาติที่ชุ่มฉ่ำ เขียวขจี สบายตา สบายใจ คุ้มค่ากับการเปิดประตูบ้าน สะพายกระเป๋า และก้าวออกไปสู่โลกของการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝนจะต้องวางแผนให้ดีทั้งเรื่องความปลอดภัยและความพร้อมในด้านต่างๆ ก่อนจะเก็บกระเป๋าออกเดินทาง ซึ่งเว็บไซต์ Airpaz แนะนำ 5 ทริกเตรียมตัวเที่ยวหน้าฝนให้ใจฟู เพื่อให้ทุกการเดินทางสนุกแบบไม่มีสะดุด ประหยัดงบประมาณแบบสบายกระเป๋า ได้เปิดประสบการณ์สุดพิเศษ และยังปลอดภัยอย่างไร้กังวลอีกด้วย

1. ตรวจเช็กสภาพอากาศ

หน้าฝนเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติฟื้นคืนความสดชื่น ต้นไม้เขียวขจี น้ำตกและลำธารเปี่ยมไปด้วยน้ำใสไหลเย็น ทำให้ทัศนียภาพรอบกายล้วนสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น ทว่าท่ามกลางความงดงามของภูเขาใหญ่ที่มีหมอกบางๆ ปกคลุม หรือสายน้ำใสที่สาดกระเซ็นในป่าสีเขียวขจีของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ สิ่งหนึ่งที่เราต้องเช็กเพื่อชัวร์ก่อนไปคือ สภาพอากาศในช่วงเดินทาง เพราะหลายสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอาจมีข้อกำหนดเพื่อความปลอดภัยตามแต่ละฤดูกาล และจะทำให้เตรียมแผนสำรองได้หากมีฝนตกหนักจนไม่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว

ภาพจาก iStock

2. ตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้สมบูรณ์

ถนนลื่นถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งในฤดูฝน เพราะฉะนั้นผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว หรือเช่ารถเพื่อเดินทางจากสนามบิน ควรตรวจสอบรถยนต์ให้ดีทุกครั้งก่อนออกเดินทาง ทั้งยางรถยนต์ที่ต้องมีดอกยางพร้อมเกาะถนน ที่ปัดน้ำฝนที่ใช้งานได้ดี รวมถึงเช็กสภาพเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์

3. วางแผนที่พักและวิธีการเดินทาง

จากสถิติการท่องเที่ยวของประเทศไทย พบว่า จำนวนผู้เยี่ยมชมในช่วงฤดูฝนลดลงถึง 30% เมื่อเทียบกับฤดูท่องเที่ยวหลัก เช่น ช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ทำให้การเดินทางในช่วงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการแออัด แต่ยังได้รับประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

ภาพจาก iStock

ซึ่งการเลือกที่พักและวิธีเดินทางในช่วงหน้าฝน ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้การเดินทางราบรื่น และเป็นฤดูที่ราคาของพักและค่าบริการต่างๆ ลดลง การเดินทางครั้งนี้จึงสบายกระเป๋าสตางค์มากขึ้น โดยสามารถค้นหาตั๋วเครื่องบินและที่พักราคาประหยัดได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ในการจองตั๋วและที่พัก ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายเจ้า เช่น Airpaz ที่ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาและจองตั๋วเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศจากสายการบินพันธมิตรมากกว่า 395 สายการบินชั้นนำทั่วโลก และมีโรงแรมให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ระดับ 3 ดาว ถึง 5 ดาว มากกว่า 3.4 ล้านแห่งทั่วโลก ครอบคลุมพื้นที่ในเมืองและท้องถิ่นตามจุดหมายปลายทางของนักเดินทาง 

4. ค้นหากิจกรรมพิเศษ สุด Exclusive เฉพาะหน้าฝน

หน้าฝน เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับกิจกรรมที่มีเอกลักษณ์และเฉพาะตัว หลายกิจกรรมที่เหมาะสำหรับการทำในช่วงฤดูนี้ยิ่งทำให้การเดินทางท่องเที่ยวมีเสน่ห์และน่าจดจำมากขึ้น หนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมคือการนั่งเรือในเขื่อน เช่น เขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลสาบที่ล้อมรอบด้วยภูเขาหินปูนและหมอกบางๆ ที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ

ภาพจาก iStock

รวมถึงการชมดอกไม้ที่บานในช่วงหน้าฝน อาทิ ทุ่งดอกกระเจียวที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ ดอกกระเจียวสีชมพูสดจะบานสะพรั่งเต็มทุ่งหญ้าในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม สร้างทิวทัศน์ที่งดงามและมีชีวิตชีวา การทำกิจกรรมเหล่านี้ในช่วงหน้าฝนไม่เพียงแค่ให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามและสดชื่น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้ประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใครและเต็มไปด้วยความทรงจำที่น่าประทับใจอีกด้วย

5. เตรียมไอเทมให้พร้อมทุกสถานการณ์

ถึงจะเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ก็ห้ามมองข้ามเด็ดขาด เพราะสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นเลย จะไปเที่ยวช่วงฤดูฝนทั้งทีต้องอย่าลืมเช็กลิสต์ ร่ม กระเป๋ากันน้ำ เสื้อกันฝน เสื้อผ้าสำรอง ยารักษาโรค ยาทาป้องกันแมลงต่างๆ จะได้เที่ยวกันแบบไร้กังวล

ภาพจาก iStock

การเที่ยวหน้าฝนในเมืองไทยมีข้อดีมากมายที่เราอาจนึกไม่ถึง ลองเปิดใจให้กว้างกับหน้าฝน เตรียมตัวให้พร้อมแล้วออกเดินทางกันเลย เสน่ห์สุดพิเศษของฤดูแห่งความเขียวขจีรอคุณอยู่ ให้ใจฟูไปด้วยกัน.

เทศกาลดูผีเสื้อ 2567 ณ อุทยานแห่งชาติปางสีดา ปีนี้จัดเต็มกิจกรรม และอีเวนต์เพียบ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2795278

เทศกาลดูผีเสื้อ 2567 ณ อุทยานแห่งชาติปางสีดา ปีนี้จัดเต็มกิจกรรม และอีเวนต์เพียบ

22 มิ.ย. 2567 14:33 น.

เทศกาลดูผีเสื้อ 2567 ณ อุทยานแห่งชาติปางสีดา ปีนี้จัดเต็มกิจกรรม และอีเวนต์เพียบ

เทศกาลดูผีเสื้อ เป็นหนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวต่างรอคอย เพราะในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยในปี 2567 ได้ขนกิจกรรม และอีเวนต์มาให้ทำเพียบ งานจะจัดขึ้นในวันที่ 28–30 มิถุนายน 2567 บริเวณด้านหน้าทางเข้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา ตั้งแต่ เวลา 16.30 น. ถึงเวลา 23.00 น. ตลอดท้ัง 3 วัน

กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่น่าสนใจ และสามารถท่องเที่ยวได้ทุกเพศทุกวัย เป็นหนึ่งในกิจกรรมเรียนรู้ที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และมีคุณค่าที่สามารถค้นพบได้ด้วยตนเองจากผืนป่าธรรมชาติมรดกโลก เขาใหญ่–ดงพญาเย็น “อุทยานแห่งชาติปางสีดา-ตาพระยา” ช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม ของทุกปี ซึ่งนั่นก็คือ “กิจกรรมดูผีเสื้อ” ที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวเท่านั้น

เทศกาลดูผีเสื้อ ปี 2567 นี้ จัดเต็มกิจกรรม และอีเวนต์ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในเรื่องของแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ต้นทุนทรัพยากรทางการท่องเที่ยวในประเทศไทยล้วนมาจากธรรมชาติ ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงให้ความสำคัญและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เพื่อให้ทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

โดยกิจกรรมดูผีเสื้อ ปี 2567 นี้ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัส และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านกิจกรรม และอีเวนต์ เพื่อเชื่อมโยงอยู่กับธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ของพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ที่ล้วนเป็นเสน่ห์ และอัตลักษณ์ที่สวยงาม 

กิจกรรมดูผีเสื้อ ปี 2567 จัดขึ้นในวันที่ 28–30 มิถุนายน 2567 บริเวณด้านหน้าทางเข้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา ตั้งแต่ เวลา 16.30 น. ถึงเวลา 23.00 น. ตลอดท้ัง 3 วัน ซึ่งมีกิจกรรมดังต่อไปนี้

  • กิจกรรมงาน Butterfly Night Market 

งานตลาดกลางคืนที่รวบรวมร้านค้า และสินค้า OTOP มากมาย พร้อมกับการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง รวมทั้งการแสดงการประกวดภาพถ่ายผีเสื้อซึ่งเป็นผลงานจากนักเรียนและนักศึกษา

  • กิจกรรมการประกวดภาพถ่ายผีเสื้อปางสีดา ในเทศกาลดูผีเสื้อปางสีดา จังหวัดสระแก้ว ครั้งที่ 19 ประจําปี 2567

งานประกวดถ่ายภาพผีเสื้อ ของอุทยานแห่งชาติปางสีดา ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เมืองผีเสื้อของผืนป่าตะวันออก” ที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาชมผีเสื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้จังหวัดสระแก้วได้จัดเทศกาลดูผีเสื้อปางสีดา มาตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา 

การจัดงานฯ ทุกปีจะมีกิจกรรมประกวดภาพถ่ายผีเสื้อเป็นเวทีของการนําเสนอความสวยงามของผีเสื้อสายพันธุ์ต่างๆ ที่พบในแต่ละปีผ่าน ความพยายามของช่างภาพที่เฝ้าสังเกตและถ่ายภาพมา แล้วยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการค้นพบผีเสื้อชนิดสายพันธุ์ใหม่ๆ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองการถ่ายภาพผีเสื้อทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน โดยการแข่งขันนี้จะจัดในหลายระดับไม่ว่าจะเป็นประเภทรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี, ประเภททั่วไป (กล้อง Digital และ กล้อง Smart Phone ทุกรูปแบบ) 

นักท่องเที่ยวที่สนใจ หรือผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรมสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก สํานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระแก้ว 

ภาพ : iStock