สมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก 2024 พร้อม 6 รางวัลในประเภทสาขาต่างๆ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2794397

สมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก 2024 พร้อม 6 รางวัลในประเภทสาขาต่างๆ

19 มิ.ย. 2567 12:02 น.

สมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก 2024 พร้อม 6 รางวัลในประเภทสาขาต่างๆ

เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี หนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับชาวไทย และชาวต่างประเทศ ได้รับรางวัลเกาะที่ดีที่สุดในโซนเอเชียแปซิฟิก พร้อมทั้งรางวัลในสาขาต่างๆ จากผู้ประกอบการ

T+L Luxury Awards Asia Pacific 2024 เป็นรางวัลที่จัดขึ้นโดยนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังของเอเชียอย่าง Travel + Leisure Southeast Asia, Hong Kong and Macau เพื่อจัดอันดับให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในสาขา และหมวดหมู่ต่างๆ ของโซนเอเชียแปซิฟิก 

การจัดอันดับดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นจากการโหวต โดยนับคะแนนจากผู้อ่านที่เข้าร่วมโหวตกว่า 200,000 คะแนน โดยมีการเก็บคะแนนเป็นระยะเวลา 3 เดือน ในช่วงมกราคม-มีนาคม 2024 ที่ผ่านมา

ผลปรากฏว่า “เกาะสมุย” ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คว้าชัยเป็นอันดับที่ 1 ของรางวัล “เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก (Best Island Destination)” จากการประกาศรางวัลในครั้งนี้ (T+L Luxury Awards Asia Pacific 2024) 

รวมถึงยังมีรายชื่อสถานประกอบการในเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่ได้รับรางวัลตามประเภทสาขาต่างๆ ในปี 2024 อีกมากมายรวม 6 รายการ ดังนี้

รางวัล Beach Island Resorts (Thailand) ในเกาะสมุย 4 อันดับ 

  • อันดับที่ 2 : Cape Fahn Hotel 
  • อันดับที่ 3 : Four Seasons Resort Koh Samui 
  • อันดับที่ 5 : Silavadee Pool Spa Resort 
  • อันดับที่ 7 : Centara Reserve Samui 

โดยมีอันดับที่ 1 เป็น JW Marriott Khao Lak Resort & Spa จ.พังงา นอกจากนี้ในอันดับดังกล่าวยังมีสถานประกอบการใน จ.ภูเก็ต และ จ.กระบี่ ที่คว้าอันดับ 4, 6, 8, 9 และ 10 ในรายการดังกล่าว

รวมทั้งยังคว้า อันดับที่ 9 ในประเภท Best Hotel Spas Six Senses Samui และ ท่าอากาศยานนานาชาติ เกาะสมุย ยังได้อันดับที่ 4 ในประเภท Transportation “Best Airports” 

แน่นอนว่า เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ตบเท้าเข้ามาติดอันดับมากมายในหลายรายการ ด้วยอันดับรางวัลที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้เกาะสมุยนั้นกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเที่ยว และน่าพักผ่อนที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก จนคว้ารางวัลอันดับหนึ่งเกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิกในที่สุด.

ข้อมูล : travelandleisure

ภาพ : istock

ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ภาคตะวันออก ไทย กัมพูชา เวียดนาม

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2793200

ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ภาคตะวันออก ไทย กัมพูชา เวียดนาม

14 มิ.ย. 2567 13:44 น.

ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ภาคตะวันออก ไทย กัมพูชา เวียดนาม

รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนเส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล CVTEC (Cambodia Vietnam Thailand Economic Corridor) เส้นทางที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ในปี 2568 บนภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่ทำงานร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้างอย่าง กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของทั้ง 3 ประเทศอย่างยั่งยืน

CVTEC (Cambodia Vietnam Thailand Economic Corridor) เส้นทางเชื่อมโยงกันทางชายฝั่งทะเลทั้ง 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เวียดนาม และกัมพูชาในเส้นทางการเดินเรือ เป็นหนึ่งในโครงการที่มีความน่าสนใจที่ทางทีเส็บ หรือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย มองว่ามีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวประชุมธุรกิจ การท่องเที่ยวสัมมนา หรือแม้แต่การเดินทางสัญจร สิ่งเหล่านี้จะเป็นประตูเศรษฐกิจที่ต้องการสนับสนุน เพื่อส่งเสริมให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2568 บนเส้นทาง เกาะฟู้โกว๊ก-สีหนุวิลล์-ตราด (ท่าเทียบเรือคลองใหญ่)

โดยการเดินทางในเส้นทางเชื่อมโยงนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากท่าเรือคลองใหญ่ จ.ตราด เชื่อมต่อไปที่ สีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา และสามารถต่อเรือได้อีก 1 ชั่วโมง เพื่อเดินทางไป เกาะฟู้โกว๊ก โดยในอนาคตอาจมีแผนต่อยอดทางฝั่งทะเลไทย จาก จ.ตราด ลงไปที่ จ.ระยอง จ.จันทบุรี และ จ.ชลบุรี ได้อีกด้วย

แน่นอนว่าหากเส้นทางเชื่อมโยงนี้เกิดขึ้นในปี 2568 จะทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือแม้แต่กระทั่งนักท่องเที่ยวชาวเขมร ชาวเวียดนาม รวมไปถึงนักท่องชาวต่างชาติอื่นๆ มีทางเลือกในจุดหมายปลายทางเพิ่ม มีเส้นทางการเดินทางที่สะดวก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถดึงดูดและเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว รวมถึงการเดินทางหมุนเวียนยัง 3 เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเลให้เติบโตไปอย่างพร้อมเพรียงกันและยั่งยืน

ไทยรัฐออนไลน์ จึงได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ในเส้นทางเชื่อมโยงของทั้ง 3 ประเทศ (ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม) พันธมิตรในฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย 

ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเลภาคตะวันออก (ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม)

  • เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ประเทศไทย

พื้นที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในเส้นทางนำร่องนี้จะอยู่ใน “จ.ตราด” ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญที่มีชื่อเสียงอย่างมากในประเทศไทย เดินทางไม่ไกลมากจากเมืองหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล อาทิ เกาะช้าง เกาะหมาก เกาะกูด เกาะขาม ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โดยทะเลใน จ.ตราด และภาคตะวันออกนี้ โดยส่วนใหญ่จะสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เกือบทั้งปี มีชายหาดและน้ำทะเลที่สวยงาม เหมาะอย่างมากกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดำน้ำ หรือแม้แต่กระทั่งการพักผ่อนริมชายหาดที่เป็นที่นิยม 

นอกจากทะเลแล้ว จ.ตราด ยังมีสิ่งที่น่าสนใจในการท่องเที่ยวอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสวนผลไม้ต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยววิสาหกิจชุมชน เช่น สวนผลไม้อำไพ หนึ่งในสวนที่มีอายุกว่า 50 ปี มีการเรียนรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ สวนเกษตรแปลงใหญ่ ท่ากุ่ม-เนินทราย สวนไพฑูรย์ และสวนสละสมโภชน์ ที่ผลไม้ขึ้นชื่อมีให้เลือกรับประทานอย่างมากมายในจังหวัดในช่วงฤดูกาล

แหล่งท่องเที่ยวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่อยู่คู่ จ.ตราด ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น วัดโยธานิมิต, วัดบุปผาราม (วัดปลายคลอง), วัดสลักเพชร, วัดท่าโสม, วัดไผ่ล้อม ศาลเจ้าแม่ทับทิบ, ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด เป็นต้น สถานที่เหล่านี้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะทางอาเซียน มักเดินทางเข้ามาเพื่อขอพร กราบสักการะกันอย่างล้นหลาม หรือแม้แต่กระทั่งแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เช่น ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ชุมชนบ้านแหลมกัด ชุมชนบ้านไม้รูด และชุมชมบ้านสลักคอก (เกาะช้าง) โดยแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะพาไปรู้จักกับวิธีชาวประมง การใช้ชีวิตติดชายฝั่งทะเล นั่งเรือชมบรรยากาศอันเงียบสงบไปกับธรรมชาติที่สวยงาม

  • เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ประเทศกัมพูชา

เส้นทางเชื่อมชายฝั่งทะเลไปยังประเทศกัมพูชา จะอยู่ใน ‘พื้นที่สีหนุวิลล์’ เป็นเมืองติดทะเลท่าสำคัญของประเทศกัมพูชา ที่เป็นท่าเรือที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศ ติดฝั่งทะเลอ่าวไทย และมีความเงียบสงบ บรรยากาศสวยงาม แถมยังติดอันดับชายหาดสวยจากการจัดอันดับในหลายสำนักข่าว 

โดยหาดที่เป็นไฮไลต์ ได้แก่ หาด Serendipity, หาด Otres และหาด Ochheuteal ที่เหล่านักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาพักผ่อนริมชายหาด ทำกิจกรรมทางทะเล รวมถึงการเดินทางออกไปดำน้ำตื้นตามเกาะต่างๆ

นอกจากนี้ในเมืองสีหนุวิลล์ ยังมีความเจริญมากในด้านอาคาร บ้านเรือน รวมทั้งยังเป็นแหล่งรวม Entertainment Complex อีกมากมาย

  • เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ประเทศเวียดนาม

หนึ่งในเกาะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะสวรรค์ของประเทศเวียดนามอย่าง เกาะฟู้โกว๊ก ที่น่าสนใจ และนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบชายหาดและทะเลต้องไปสักครั้ง 

เกาะฟู้โกว๊ก ติดอยู่กับฝั่งทะเลอ่าวไทย และสามารถเดินทางได้ไม่ยาก ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนที่ขึ้นชื่ออีกหนึ่งที่ในฝั่งทะเลอาเซียน พร้อมทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย แกรนด์เวิลด์ฟู้โกว๊ก อุทยานธรรมชาติซันเวิลด์ฮอนเทิม ซานาโต บีชคลับ ส่วนหาดที่ขึ้นชื่อจะเป็น หาดปลาดาว หรือหาดไบ่สาว (Bai Sao Beach)

3 สถานที่ท่องเที่ยวที่กล่าวไปข้างต้น นอกจากจะสามารถเดินทางได้โดยสายการบินต่างๆ ที่ให้บริการอย่างสะดวกสบาย ในอนาคตต้องรอติดตามกับเส้นทางเชื่อมโยงกันทางชายฝั่งทะเลทั้ง 3 ประเทศ ที่ประกอบด้วย ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ในเส้นทางการเดินเรือที่กำลังทำงานร่วมกันเพื่อเปิดพื้นที่น่านน้ำให้เดินทางกันได้สะดวกมากยิ่งขึ้นจากฝั่งตะวันออกไทย คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวน่าจะได้ใช้บริการในปี 2568 ที่จะถึงนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของทั้ง 3 ประเทศให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

ภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ

ภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวถึงการประชุมในโครงการ CVTEC หรือ 3 เส้นทางเชื่อมโยงว่า “เป็นการประชุมร่วมกันระหว่างพื้นที่ 3 ประเทศ ที่มีแผนจะให้ภาคตะวันออกของประเทศไทยเกิดการเดินทางเชื่อมโยงทางทะเลอย่างสมบูรณ์ ในเส้นทางเริ่มต้นจากแหลมฉบัง ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ไปยังในส่วนของประเทศกัมพูชาในเส้นทางสีหนุวิลล์ กัมโพช แกบ และพื้นที่เวียดนามอย่าง เปียงยาง กาเมา และเกาะฟู้โกว๊ก โดย 3 ประเทศได้ยินดีที่จะทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรือท่องเที่ยว หรือเรือส่วนตัว”

“ความพร้อมในปัจจุบันในพื้นที่ของ จ.ตราด ที่จะเริ่มเดินทางออกไป สีหนุวิลล์ และเกาะฟู้โกว๊ก ทางภาครัฐก็พร้อมเต็มที่ที่จะสนับสนุน แต่แน่นอนว่า 3 ประเทศยังต้องทำงานร่วมกันอย่างหนัก เพื่อที่จะให้เกิดการเดินทางที่สะดวกสบายและง่ายที่สุด ซึ่งความพร้อมในปัจจุบันได้ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่ง และปีหน้าคาดว่าน่าจะสมบูรณ์และสามารถเดินทางได้” ภูริพันธ์ บุนนาค กล่าวทิ้งท้าย

Love Pride Parade 2024 ฉลองส่งท้ายเดือนไพรด์สุดยิ่งใหญ่ เตรียมจัดขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชีย

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2792668

Love Pride Parade 2024 ฉลองส่งท้ายเดือนไพรด์สุดยิ่งใหญ่ เตรียมจัดขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชีย

12 มิ.ย. 2567 17:10 น.

Love Pride Parade 2024 ฉลองส่งท้ายเดือนไพรด์สุดยิ่งใหญ่ เตรียมจัดขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชีย

Love Pride Parade 2024 เตรียมจัดขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชีย 6 กิโลเมตรอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อฉลองส่งท้ายเดือนแห่งเทศกาลไพรด์ โชว์ศักยภาพความกลมเกลียว รวมทั้งการแสดงออกเพื่อความเท่าเทียม ความเสมอภาค และความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มเพศทางเลือกของคนไทย

วันที่ 12 มิถุนายน 2567 ในงานแถลงข่าวเทศกาล Love Pride Parade 2024 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ หนึ่งในงานเทศกาลที่มีทางภาครัฐ ประกอบด้วยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม, คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ, กรุงเทพมหานคร, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และการกีฬาแห่งประเทศไทย จับมือกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนธุรกิจชั้นนำมากกว่า 100 องค์กร ประเทศไทย เพื่อเฉลิมฉลองส่งท้ายเดือนแห่งเทศกาลไพรด์ สุดยิ่งใหญ่ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย  

Love Pride Parade 2024 มาในแนวคิด Love Equality Peace ที่แสดงออกถึง ความรัก ความกลมเกลียว ความเท่าเทียม และความเสมอภาค ด้วยอีเวนต์การเดินขบวนพาเหรด ที่มีการตั้งขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชียด้วยระยะทาง 6 กิโลเมตร ตั้งแต่สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย ไปจนถึงอุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท 

ถือได้ว่างาน Love Pride Parade 2024 เป็นอีกหนึ่งในคอนเทนต์ปิดท้ายเดือน เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลไพรด์ ของประเทศไทย ในกรุงเทพมหานคร แถมยังเป็นการแสดงศักยภาพ และปักหมุด Pride Festival Destination ที่พร้อมต่อยอดผลักดันกรุงเทพฯ ขึ้นแท่นเมืองหลวงแห่งกิจกรรม และความบันเทิง หรือ Entertainment Hub of Asia ภายใต้ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ 

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน กล่าวในงานแถลงข่าว Love Pride Parade 2024 ในฐานะผู้แทนภาคีภาคเอกชน

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน กล่าวในงานแถลงข่าว ฐานะผู้แทนภาคีภาคเอกชนว่า “สำหรับงาน Pride Month ซึ่งผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญ และจัดกิจกรรมในเมืองสำคัญต่างๆ โดย Love Pride Parade 2024 จะเป็นหนึ่งในคอนเทนต์เทศกาลไพรด์ ของประเทศไทย ที่จะช่วยปักหมุด Pride Festival Destination สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIAN+ อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะผลักดันกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย สำหรับการก้าวสู่ Entertainment Hub of Asia เมืองหลวงแห่งกิจกรรมและความบันเทิงของเอเชีย เพื่อบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในการเป็น LGBTQIAN+ Friendly ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่ม LGBTQIAN+ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลกทุกปี” 

“Love Pride Parade 2024 ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะเป็นการร่วมสนับสนุนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจสีรุ้ง บนเทศกาลไพรด์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Creative Economy โดยใช้ขบวนพาเหรดของ Love Pride Parade 2024 แสดงถึงความรัก ความเท่าเทียม และความเสมอภาคอันเป็นเสน่ห์ของสังคมไทย เพื่อให้เป็นภาพปรากฏแก่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดงานส่งท้ายเทศกาลด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมไทย นับเป็นการแสดงพลังสร้างสรรค์ครั้งสำคัญ อันนำมาซึ่งประโยชน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจ และสังคม” รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน กล่าว

แพทองธาร ชินวัตร คณะทำงานยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เดินทางร่วมงานแถลงข่าว Love Pride Parade 2024

ภายในงานยังมี แพทองธาร ชินวัตร คณะทำงานยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่ได้เข้าร่วม และกล่าวเปิดงานแถลงว่า “ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการร่วมแสดงพลังในการเป็นส่วนหนึ่งในงานเทศกาลไพรด์ 2024 ในกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงออก ซึ่งการเปิดรับความหลากหลายทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัด Love Pride Parade 2024 ที่จะขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะเป็นขบวนพาเหรดฉลองเทศกาลไพรด์ที่ยิ่งใหญ่ และยาวที่สุดในเอเชีย”

แพทองธาร ชินวัตร คณะทำงานยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กล่าวแถลงในงาน Love Pride Parade 2024

“นี่จะเป็นหนึ่งในครีเอทีฟอีเวนต์ที่มีส่วนผลักดันแนวคิด Soft Power ให้เกิดประสิทธิผล ด้วยการแสดงออก ให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIAN+ เห็นว่า สังคมไทยมีความเป็นมิตร กับความหลากหลาย โดยเฉพาะธุรกิจบันเทิง แฟชั่น ร้านอาหาร เป็นธุรกิจที่ช่วยผลักดัน เศรษฐกิจสีรุ้ง Soft Power ที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับประเทศ ซึ่งคอนเทนต์ในธุรกิจบันเทิง เป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างรายได้เชิงเศรษฐกิจ การนำเทศกาลไพรด์ มาร่วมต่อยอด ผลักดันธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ กิน ดื่ม เที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIAN+ จะช่วยเพิ่มมิติของหมุดหมายการท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มีอยู่แล้วสู่หมุดหมายใหม่ คือ Hub Of Entertainment ที่จะเป็นเสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น และสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในการเชื้อเชิญกิจกรรมด้านเอนเตอร์เทนเมนต์สำคัญๆ ให้เข้ามาจัดในประเทศไทยเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่นำมาซึ่งความสำเร็จของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยว ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศโดยรวมให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” แพทองธาร กล่าวทิ้งท้าย

แน่นอนว่างาน Love Pride Parade 2024 จะกลายเป็นหนึ่งในพลังสำคัญ ต่อยอดจาก Bangkok Pride 2024 ที่เป็นตัวช่วยในการดันกรุงเทพฯ ในการเป็นเจ้าภาพจัด World Pride ในปี 2030 ภายใต้ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ โดยนำเสน่ห์กรุงเทพฯ ร่วมเชื้อเชิญนักท่องเที่ยว มาปักหมุดวางแผนท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลระดับโลกนอกเหนือจากเทศกาลสงกรานต์ 

นักท่องเที่ยวสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 5 วัน ถึง 2.8 พันล้านบาท สำหรับเทศกาลไพรด์ รัฐบาลคาดการณ์ว่า จะมีเม็ดเงินไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โดยงาน Love Pride Parade 2024 ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้  จะเป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจของเทศกาลไพรด์ ได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากคาดว่า จะมีประชาชนทั่วไป ชาวต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก เข้าร่วมชมงานตลอดเส้นทางขบวน 6 กิโลเมตรกว่า 1,000,000 คน ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ การค้า การบริการ การพยาบาล วัฒนธรรม การศึกษา การทูต และศูนย์การค้าชั้นนำ ตั้งแต่ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย ไปตามถนนพระราม 1 ผ่านย่านปทุมวัน ย่านสยาม ย่านราชประสงค์ ย่านเพลินจิต ย่านอโศก ย่านสุขุมวิท สิ้นสุดที่อุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท 

รูปแบบขบวน Love Pride Parade 2024 จะประกอบด้วยขบวนรถเทรลเลอร์ที่ตกแต่งนำเสนอธีมแห่งความภาคภูมิใจ หลากหลายรูปแบบ ภายใต้การนำเสนอของภาคีเครือข่ายธุรกิจที่ร่วมจัดงาน ได้แก่ ธุรกิจการเงิน การท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม กีฬา แฟชั่น เอนเตอร์เทนเมนต์ ไลฟ์สไตล์ รถซุปเปอร์คาร์ รถเปิดประทุน รถมอเตอร์ไซค์ และรถตุ๊กๆ ซึ่งเป็นสีสันของหนึ่งในอัตลักษณ์ไทยที่ทั่วโลกรู้จัก 

โดยภายในขบวนพาเหรดนี้จะมีการตกแต่ง สีรุ้งหลากหลายรูปแบบ นำเสนอคอนเทนต์ที่แสดงออกถึงความรักความเท่าเทียมและความเสมอภาค นอกจากนี้ยังมีศิลปิน ดารา นักแสดง นางงาม กลุ่มคนรักสัตว์ คู่สมรสเท่าเทียม เซเลบริตี้จากทุกแวดวงสังคม ร่วมนำเสนอคอนเทนต์ตลอดระยะทาง 

นักท่องเที่ยว ผู้ที่สนใจร่วมงาน และผู้ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกถึงความเท่าเทียมและความเสมอภาค ส่งท้ายเทศกาลไพรด์ เดือนแห่งความภาคภูมิใจหรือ Pride Month ของกลุ่ม ผู้มีความหลากหลายทางเพศ สามารถเข้าร่วมขบวนได้ตลอดเส้นทาง

ขบวนจะเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00-18.30 น. โดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เป็นประธานในการปล่อยขบวน Love Pride Parade 2024 บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย ในวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567 นี้ โดยตลอดเส้นทางขบวนพาเหรดในจุดสำคัญ จะมีการอำนวยความสะดวกประชาชนที่เข้าร่วมชมขบวนด้วยอาหาร เครื่องดื่ม เป็นต้น  

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน และ ธนวลัย วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานคอนเทนต์ออนไลน์ ไทยรัฐกรุ๊ป

ภายในงานแถลงข่าว Love Pride Parade 2024 ทาง ไทยรัฐกรุ๊ป นำโดย ธนวลัย วัชรพล เจ้าหน้าที่บริหารสายงานคอนเทนต์ออนไลน์ ได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภาคีเครือข่ายภาคเอกชนของกิจกรรมนี้ ซึ่งทางไทยรัฐกรุ๊ป พร้อมแสดงจุดยืนที่จะสนับสนุนความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มที่ โดยยืนหยัดในการช่วยเสริมสร้างความเท่าเทียมระดับองค์กร ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความเท่าเทียม และเคารพความแตกต่างในระดับสังคมของประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน (ขวา) และ ธนวลัย วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานคอนเทนต์ออนไลน์ ไทยรัฐกรุ๊ป (ซ้าย) ถ่ายภาพร่วมกัน

นอกจากนี้หากท่านใดสนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร พร้อมรับชมผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ในเพจ The Mall, Emporium Emquartier และ Emsphere หรือ YouTube ของ The Mall พร้อมร่วมกิจกรรมบันเทิง คอนเสิร์ตเฉลิมฉลองส่งท้ายเดือนแห่งเทศกาลไพรด์ ภายในอุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป 

ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย

“ฉลามวาฬ” ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอันดามัน ต้นแบบ..การท่องเที่ยวยั่งยืน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2791416

"ฉลามวาฬ" ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอันดามัน ต้นแบบ..การท่องเที่ยวยั่งยืน

8 มิ.ย. 2567 05:32 น.

“ฉลามวาฬ” ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอันดามัน ต้นแบบ..การท่องเที่ยวยั่งยืน

โลกในปัจจุบันกำลังถูกคุกคามด้วยภัยพิบัติ ภาวะโลกร้อน และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยจึงหันมาสนใจกับการทำธุรกิจภายใต้แนวคิด Sustainability ที่เน้นความยั่งยืนของระบบนิเวศและธรรมชาติ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ

ล่าสุด เพลินพิศ โกศลยุทธสาร ผอ.ส่วนส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวและพันธมิตร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ต่อพงษ์ วงเสถียรชัย ประธานกรรมการผู้จัดการ เลิฟอันดามัน และบริษัทบัตรเครดิต เคทีซี นำเสนอการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ภายใต้แฮชแท็ก #GLOรักษ์โลก #GLOZerowaste

เปิดตัวทริปแรกกับ “เรือฉลามวาฬ” ซึ่งเป็นเรือ Speed Catamaran ขนาด 2 ท้อง 4 เครื่องยนต์ ที่ปรับขนาดความจุจาก 75 ที่นั่งให้เหลือ 44 ที่นั่ง เพื่อความสะดวกสบายกว่าเดิม

สตางค์-ต่อพงษ์ วงเสถียรชัย ผู้เปิดตำนานเกาะตาชัยให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามติดอันดับต้นๆของเอเชียมาแล้ว เล่าถึงแนวคิดในการออกแบบเรือฉลามวาฬ ว่า เราเลือกฉลามวาฬเพราะว่าน้องคือสัตว์ทะเลยักษ์ใหญ่ใจดีของท้องทะเลอันดามันและเรือลำนี้ก็เป็นเรือสองชั้นลำใหญ่ลำแรกของบริษัทเลิฟอันดามัน ก็เลยอยากให้ฉลามวาฬเป็นตัวแทนของการสื่อสารถึงความรักที่เรามีต่อสัตว์ทะเล และทะเลอันดามันไปพร้อมๆกัน เพื่อให้คนที่ได้พบเห็นตระหนักถึง การท่องเที่ยวทางทะเล ยังมีสัตว์ทะเลที่อยู่ใต้น้ำอีกเป็นล้านล้านชีวิต ที่เราเองก็ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบทุกครั้งเมื่อออกมาท่องเที่ยวด้วยกัน

ประธานกรรมการผู้จัดการ เลิฟอันดามัน บอกว่า เราอยากให้การล่องเรือกับฉลามวาฬเป็นการท่องเที่ยวแนวรักษ์โลก ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม การที่เราทำคอลเลกชันเรือออกมาให้เป็นลายสัตว์ทะเล ก็เพื่อให้ทุกคนได้มีความผูกพันกับสัตว์ทะเลมากขึ้น เมื่อรู้จักกันแล้ว ก็จะมีความรักและความหวงแหน

“ในทริปท่องเที่ยวกับฉลามวาฬ เราจะสื่อสารให้นักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยให้ข้อมูลว่า ในแต่ละปีถ้าเราทิ้งขยะลงในทะเลจะใช้เวลาย่อยสลายกี่ปี โดยมีข้อความติดที่ด้านหลังยูนิฟอร์มของพนักงานเลย” สตางค์บอกพร้อมกับบอกว่า ใครที่เคยท่องเที่ยวกับเลิฟอันดามันจะรู้ว่าไกด์และลูกเรือของเราจะได้รับการเทรนด์มาอย่างดีในการให้ข้อมูลเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คราวนี้ก็จะได้รู้เรื่องราวของเจ้าฉลามวาฬยักษ์ใหญ่ใจดี ที่ในแต่ละปีมีจำนวนลดน้อยลงมาก และมีโอกาสเสียชีวิตสูงจากการกินเศษพลาสติกหรือขยะที่ตกค้างอยู่ในทะเล

สำหรับเรือฉลามวาฬ ถือเป็นเรือน้องใหม่ล่าสุดของเลิฟอันดามัน ที่ทุกอย่างเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ท้องทะเล ตั้งแต่สีและลายเส้นที่ถ่ายทอดเป็นลายเรือสัตว์ทะเล ซึ่งเลิฟอันดามันเป็นตัวแทนที่ใช้การออกแบบเพื่อสื่อสารให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้มาพบเห็นและเข้าใจถึงเรื่องราวเหล่านี้ นอกจากนี้ ท้ายเรือยังมีแพนท้ายเรือ เพื่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นลงเรืออย่างสะดวกและปลอดภัย ซึ่งเป็นบริษัทแรกๆที่เลือกใช้เรือที่มีแพนท้าย และสำคัญที่สุดคือ เลือกใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ ที่ไม่ทิ้งคราบน้ำมันลงทะเลด้วย

เราเดินทางกับทริปฉลามวาฬด้วยความอิ่มเอมใจ นอกจากตัวเรือและคอนเซปต์ที่ชัดเจนแล้ว ทั้งก่อนและระหว่างการเดินทาง น้องๆไกด์ และทีมงานจะคอยให้ข้อมูลถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งปะการัง ปลานกแก้ว ไปจนถึงการเลือกใช้ครีมกันแดด

เอมมี่…ไกด์ร่างใหญ่หัวใจสาวงาม บอกกับพวกเราว่า ปลานกแก้ว 1 ตัว สามารถสร้างหาดทรายและผืนทรายใต้ท้องทะเลได้ถึงปีละ 9 กิโลกรัม จากการขับถ่ายออกมาเป็นทราย ไม่รวมการที่น้องๆปลานกแก้วจะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของสาหร่ายบนแนวปะการัง ที่มีส่วนทำให้แสงแดดส่องไม่ถึงและอาจทำให้ปะการังตายได้ นอกเหนือจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่แล้ว

ส่วนครีมกันแดด เธอบอกว่า บริษัทของเธอเน้นมากที่จะไม่ให้มีการใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารที่ทำลายปะการัง เช่น Oxybenzone หรือ Benzophenon, Octinoxate หรือง่ายๆก็คือ แนะนำนักท่องเที่ยวให้ใช้ครีมกันแดดที่มีคำว่า “reef-safe”, “Ocean Friendly”, หรือมีตราสัญลักษณ์ “Protect Land & Sea” ที่ข้างขวดเท่านั้น

ทั้งนี้ เรื่องนี้เคยมีงานวิจัยโดย Downs และคณะ เพื่อองค์กร National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) และองค์กรอื่นๆในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าปะการังอ่อนที่สัมผัสกับสาร Oxybenzone และ Octinoxate ที่มีในสารกันแดดแสดงออกถึงภาวะเครียด โดยมีสีซีดจางลง ทำให้ปะการังติดเชื้อได้ง่ายและไม่สามารถได้รับสารอาหารได้เต็มที่อย่างที่เคย อีกทั้งสารทั้งสองชนิดยังสร้างความเสียหายต่อดีเอ็นเอ แถมทำให้โครงสร้างปะการังเจริญเติบโตผิดปกติด้วย และในแต่ละปีแทบไม่น่าเชื่อว่ามีครีมกันแดดถึง 6,000 ตันตกค้างอยู่ในทะเลทั่วโลก โดยจะกระจุกตัวอยู่ในบริเวณที่นักท่องเที่ยวมาว่ายน้ำหรือดำน้ำดูปะการังเป็นส่วนใหญ่

สุดท้าย การเที่ยวทางทะเลไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำอาหารหรือขนมปังไปให้ปลา เพราะจะทำให้ระบบนิเวศทางทะเลเสียหาย ส่งผลถึงชีวิตของทั้งสัตว์และสิ่งมีชีวิตที่ควรจะอยู่คู่กับทะเลเพื่อเป็นความสวยงามของโลกต่อไปนานๆ.

Airbnb เผยนักท่องเที่ยวอินเดีย กลุ่ม Gen Z และ Millennium นิยมเดินทางในไทยเพิ่มขึ้น 80%

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2789552

Airbnb เผยนักท่องเที่ยวอินเดีย กลุ่ม Gen Z และ Millennium นิยมเดินทางในไทยเพิ่มขึ้น 80%

4 มิ.ย. 2567 14:12 น.

Airbnb เผยนักท่องเที่ยวอินเดีย กลุ่ม Gen Z และ Millennium นิยมเดินทางในไทยเพิ่มขึ้น 80%

กระแสการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังฟื้นตัว และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ล่าสุด Airbnb เผยถึงเทรนด์การท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย โดยมีสัดส่วนมากถึง 80% โดยส่วนใหญ่เป็นนักเดินทางกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล (Millennials) ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียทั้งหมด

Airbnb (แอร์บีเอ็นบี) ได้เผยข้อมูลนักท่องเที่ยวระหว่างปี 2565-2566 พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจองที่พักผ่าน Airbnb ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว

ความร้อนแรงของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว เช่น เทศกาลโฮลี และเทศกาลอีสเตอร์ พบว่าชาวอินเดียได้เข้ามาค้นหาที่พักในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 200%

ข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ประเทศอินเดีย รั้งอันดับ 5 (เป็นรองประเทศจีน ประเทศมาเลเซีย ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศรัสเซียของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยมากที่สุด ทำให้รัฐบาลได้ใช้นโยบายสนับสนุน และประกาศขยายระยะเวลาฟรีวีซ่าเพิ่มอีก 6 เดือน ไปจนถึง 11 พฤศจิกายน 2567 นี้

อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ฮ่องกง และไต้หวัน ของ Airbnb เปิดเผยว่า “นักเดินทาง Airbnb ชาวอินเดียยังคงชื่นชอบและสนใจที่จะท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น และยังพบว่านักท่องเที่ยวชาวอินเดียเริ่มเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ซึ่งนับเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น และยังเป็นการช่วยกระจายเศรษฐกิจไปยังชุมชนต่างๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่เมืองใหญ่เท่านั้น”

“นอกจากนี้การที่รัฐบาลไทยขยายระยะเวลาฟรีวีซ่าทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและอินเดียเป็นการสนับสนุนและช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง และยังส่งผลให้ความต้องการในการเดินทางมายังประเทศไทยสูงขึ้น ซึ่ง Airbnb พร้อมสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในประเทศไทย และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในดวงใจของนักเดินทางชาวอินเดีย” ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Airbnb กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบันได้มีกระแสความนิยมในการเดินทางเที่ยวเมืองไทยของกลุ่มนิวเจนชาวอินเดียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่นักเดินทางชาวอินเดียจะเป็นกลุ่มเจนซี (Gen Z) และมิลเลนเนียล (Millennials) ที่เข้ามาจองที่พัก ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 80% ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียทั้งหมด จากการรายงานของ Airbnb

ทั้งหมดมาจากที่ประเทศอินเดียมีประชากรกลุ่มเจนซีและมิลเลนเนียลมากที่สุดในโลก โดยเทรนด์และจุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศไทยของนักเดินทางชาวอินเดีย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, เชียงใหม่, กระบี่ และเกาะสมุย ตามลำดับ

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย

ส่วนใหญ่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อพักผ่อนในบริเวณชายหาดและในเมือง ส่วนประเภทที่พักในไทยที่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียเลือกจองมากที่สุด ได้แก่ ที่พักที่มีสระว่ายน้ำ, มีสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ชายหาด อุทยานแห่งชาติ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในจังหวัดดัง

โดยนักท่องเที่ยวชาวอินเดียส่วนใหญ่จะเดินทางเป็นคู่และเดินทางคนเดียว ในขณะที่การเดินทางแบบกลุ่มเล็ก (3-5 คน) และการเดินทางแบบกลุ่มขนาดกลาง (5 คนขึ้นไป) มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กเพิ่มขึ้น 67% และแบบกลุ่มขนาดกลางเพิ่มขึ้น 68% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน

พาชมงานศิลป์ เช็กอินที่ Antibes เมืองเก่าที่น่าหลงใหลของฝรั่งเศส

https://www.thairath.co.th/news/local/2790017

พาชมงานศิลป์ เช็กอินที่ Antibes เมืองเก่าที่น่าหลงใหลของฝรั่งเศส

2 มิ.ย. 2567 05:17 น.

พาชมงานศิลป์ เช็กอินที่ Antibes เมืองเก่าที่น่าหลงใหลของฝรั่งเศส

“พี่ม้ามังกร” ลัดฟ้าไปเกาะติดพรมแดง เทศกาลหนังเมืองคานส์ ร่วมกับคณะของ กระทรวงวัฒนธรรม มีโอกาสชะแว้บไปเสพงานศิลป์ และเช็กอินที่ เมือง Antibes (อานทีบส์) เมืองเก่าที่น่าหลงใหลของประเทศฝรั่งเศสตอนใต้ จึงนำความประทับใจมาบอกเล่าแก่น้องๆครับ

เริ่มจากที่แรกเข้าชม พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ หรือ Musee Picasso สถานที่เก็บรวบรวมผลงานที่หาชมได้ยากของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ จิตรกรเอกของโลกชาวสเปน ตั้งอยู่ในปราสาท Chateau Grimaldi เป็นปราสาทหินตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเล็กๆ มีห้องจัดแสดง 2 ชั้น นำเสนอผลงานจิตรกรรม ภาพเขียน ภาพพิมพ์ งานแกะสลัก ประติมากรรม และเซรามิก บอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตอยู่ในอานทีบส์เป็นระยะเวลาสั้นๆในปี 1946 โดย ปิกัสโซ ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของปราสาทจัดทำเป็นสตูดิโอสร้างสรรค์ผลงาน

ขณะเดินชมนิทรรศการ จะสัมผัสได้ถึงความน่าทึ่งในความสามารถและพรสวรรค์ของศิลปินผู้นี้ ที่ผลิตผลงานได้หลากสไตล์ หลายแนวคิด ที่มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการนำรูปทรงทางด้านเรขาคณิตมาเป็นพื้นฐานของผลงานศิลปะ

ผลงานของ ปิกัสโซ แบ่งออกเป็นหลายยุคหลักๆ คือ ยุค Blue Period นำเสนอออกมาในแนวเศร้าหม่นหมอง ตามสภาวะของชีวิตและจิตใจในช่วงนั้นที่ต้องสูญเสียเพื่อนรัก จึงถ่ายทอดออกมาด้วยความรู้สึกเศร้าหมอง ไร้ชีวิตชีวา ใช้สีโทนฟ้าและน้ำเงินเป็นหลัก ขณะที่ ยุค Rose Period ถ่ายทอดความรู้สึกถึงความเบ่งบานในใจ เมื่อได้พบรักกับ แฟร์น็องด์ ออลิวีเย ซึ่งเป็นรักแรก จึงสร้างผลงานที่มีความสุข มีชีวิตชีวา เน้นสีแดง ชมพู ส้ม

ส่วน ยุค Cubism Period มีการใช้เทคนิคที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ลงในผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิวัฒนาการความเจริญทางวิทยาศาสตร์ รูปแบบหน้ากากของชนเผ่าดั้งเดิมในแอฟริกา ส่งผลให้งานศิลปะมีการนำเอารูปทรงเรขาคณิตมาประกอบกันเป็นภาพคนหรือสิ่งของต่างๆ และมีการนำหนังสือพิมพ์หรือเศษกระดาษมาตัดแปะกลายเป็นภาพศิลปะด้วย

นอกจากผลงานของ ปิกัสโซ แล้ว ยังมีคอลเลกชันศิลปะร่วมสมัยของศิลปินระดับโลก เช่น Nicolas de Stael ที่เคยอาศัยอยู่ในอานทีบส์, Hans Hartung, Anna–Eva Bergman และ Joan Miro รวมทั้งมีประติมากรรมยอดเยี่ยมจาก Joan Miro, Germaine Richier, Bernard Pages และศิลปินคนอื่นๆบนลานระเบียงปราสาท ส่วนด้านนอกอาคารยังสามารถชมวิวทิวทัศน์อันน่าประทับใจของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีกด้วย

ออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วก็แวะเดินเล่นที่ Marche Provencal ตลาดในร่มขายสินค้ามากมาย ทั้งดอกไม้ ผลไม้ ผักสด ชีส เครื่องหอม เครื่องเทศ อาหารสด สินค้าหัตถกรรม ส่วนด้านนอกเป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึกให้เลือกซื้อกันเต็มที่เลยครับ.

รวมที่เที่ยว เทศกาล และงานประเพณี ประจำเดือนมิถุนายน 2567

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2789764

รวมที่เที่ยว เทศกาล และงานประเพณี ประจำเดือนมิถุนายน 2567

31 พ.ค. 2567 14:26 น.

รวมที่เที่ยว เทศกาล และงานประเพณี ประจำเดือนมิถุนายน 2567

เปิดปฏิทินงานเทศกาล และประเพณีเดือนมิถุนายน 2567 เป็นข้อมูลให้แก่นักท่องเที่ยวได้เตรียมตัว และวางแผนเดินทางท่องเที่ยว ทำกิจกรรมในวันงานเทศกาล และประเพณีที่กำลังจะมาถึงในเดือนนี้

รวมเทศกาล และงานประเพณี ประจำเดือนมิถุนายน 2567 ให้นักท่องเที่ยวได้วางแผนเดินทาง ซึ่งในเดือนนี้มีงานประเพณี งานเทศกาล และงานเฟสติวัล ที่มีกิจกรรมน่าสนให้ทุกคนได้ติดตาม ทั้งงานเฉลิมฉลองเทศกาล Pride Month ของกลุ่ม LGBTQIAN+ หรือว่าจะเป็นงานประเพณีบุญบั้งไฟภาคอีสาน และกิจกรรมต่างๆ ทุกภูมิภาคของไทยมากมายทั่วประเทศไทย 

ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวมงานเทศกาล และกิจกรรมท่องเที่ยว จากข่าวสารท่องเที่ยว (ททท.) มาร่วมแชร์ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เตรียมเดินทางในเดือนมิถุนายน 2567 นี้

งานเทศกาล และงานประเพณี ประจำเดือนมิถุนายน 2567

  • งานประเพณีบุญบั้งไฟแพรวา กาฬสินธุ์ 

วันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : ลานตลาดสดเทศบาลตำบลโพน จังหวัดกาฬสินธุ์ 

  • แพลน บี มีเดีย บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ ประจำปี 2567 

วันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ 

  • เทศกาลบางกอกไพรด์ 2024 

วันที่ 31 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : ขบวนพาเหรด 1 มิถุนายน 2567 จากสนามกีฬาแห่งชาติถึงสี่แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ 

  • ศรีมโหสถ มินิมาราธอน ประจำปี 2567 

วันที่ 2 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : บริเวณโบราณสถานเมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี 

  • สมุย นีออนรัน 2024 

วันที่ 2 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : เซ็นทรัลสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

  • กระบี่ มิวสิค คอฟฟี่ แอนด์ คราฟท์ ครั้งที่ 3

วันที่ 1-3 และ 8-9 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : ริมเขื่อนหน้าเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ 

  • กิจกรรมเที่ยวท่าหิน กินปลามิหลัง นั่งเรือแลบัวชมพู เรียนรู้วิถีโหนดนาเล

วันที่ 7-9 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : ศูนย์เรียนรู้วิถีโหนดนาเล จังหวัดสงขลา 

  • ลากูน่า ภูเก็ต มาราธอน 2024 

วันที่ 8-9 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : ลากูน่า ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

  • เทศกาลสตูลเซิร์ฟ 

วันที่ 8-9 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : ชายหาดบ่อเจ็ดลูก จังหวัดสตูล

  • งานเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ 

วันที่ 12-18 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : สนามหญ้าศาลากลาง จังหวัดศรีสะเกษ

  • เขาประทับช้างเทรล ปีที่ 35 

วันที่ 15-16 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : สวนป่าเขาบิน และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาประทับช้าง จังหวัดราชบุรี

  • HATYAi21 Run Awakening 2024 

วันที่ 16 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จังหวัดสงขลา 

  • เทศกาลพัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล ไพรด์ 2024

21-23 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : ขบวนพาเหรด 22 มิถุนายน 2567 จากเซ็นทรัล มารีนา ถึง เซ็นทรัล พัทยา จังหวัดชลบุรี 

  • ดอยช้างเทรล 2024 

22-23 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : โรงงานกาแฟดอยช้าง จังหวัดเชียงราย 

  • บางกอกแอร์เวย์ส สมุย ฮาล์ฟ มาราธอน 2024 

23 มิถุนายน 2567

สถานที่ : ลานพรุเฉวง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎ์ธานี

  • Pride Nation Samui International Festival 

24-29 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : ขบวนพาเหรดและเทศกาล 29 มิถุนายน 2567 ณ หาดเฉวง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

  • เมืองไทยไตรกีฬา @ห้วยไม้เต็ง 2024 

29-30 มิถุนายน 2567 

สถานที่ : บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสำนักไม้เต็ง จังหวัดราชบุรี

พระอุโบสถ “ไม้ตาล” หนึ่งเดียวในสยาม!

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2788357

พระอุโบสถ “ไม้ตาล” หนึ่งเดียวในสยาม!

26 พ.ค. 2567 05:48 น.

พระอุโบสถ “ไม้ตาล” หนึ่งเดียวในสยาม!

ทุกๆครั้งที่ทีมงานซอกแซกไปพักค้างที่ “หาดทรายแก้ว รีสอร์ต” รีสอร์ตชายทะเลบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของ คุณประกิต อภิสารธนรักษ์ เพื่อนรักร่วมรุ่นเศรษฐศาสตร์ 2503 มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์นั้น…กิจกรรมหนึ่งที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำ คือ การขึ้นไปไหว้ “พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ” ณ วัดทางสาย ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักของเราเพียง 2–3 กิโลเมตรเท่านั้น

เคยเขียนไว้บ่อยๆครั้ง ว่าเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี

เป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่สวยมาก สวยทั้งองค์พระเจดีย์เอง และสวยเมื่อมองด้วยสายตาจากองค์พระเจดีย์ไปรอบๆ โดยเฉพาะทางด้านที่เป็นชายหาดบ้านกรูด และท้องทะเลอ่าวไทย

สวยถึงขนาดได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “อันซีน” ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และดูเหมือนจะติดอันดับต้นๆของ “อันซีน” ในพื้นที่ภาคกลางเอาด้วยซ้ำ

ไปเที่ยวนี้ หัวหน้าทีมซอกแซกก็ชวนคณะพรรค ขึ้นไปกราบพระธาตุเจดีย์และนั่งอธิษฐาน ทำใจให้สงบ ณ มุมสงบมุมหนึ่ง ที่มองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของชายหาดบ้านกรูดด้านล่าง อยู่หลายๆนาทีเช่นที่เคยปฏิบัติมา

ก็พอดีนึกขึ้นมาได้ว่ารอบๆ ชายหาดบ้านกรูดนี้ ยังมีวัดที่ฟังๆ ดูก็เหมือนเป็นวัดของชาวบ้านโดยทั่วไปอยู่วัดหนึ่ง แต่เป็นที่กล่าวขวัญถึงในแวดวงท่องเที่ยวระดับชาติจำนวนมาก

ได้แก่ วัด “โบสถ์ไม้ตาล” หรือ “วัดอ่างสุวรรณ” (วัดหนองหอย) ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เช่นกัน

จากที่พักของเราไปก็ราวๆ 30 กิโลเมตร เท่านั้น ขับรถแพล็บเดียวก็ถึง แต่เนื่องจากเมื่อไปที่ถนนใหญ่คือ ถนนเพชรเกษม แล้ว จะต้องซอกแซกลึกเข้าไปอีก ทำให้คณะของเราซึ่งครั้งก่อนมักจะมาแบบรีบๆ นอนแค่ 2 คืน ยังไม่มีจังหวะที่จะแวะเข้าไปสักการะเยี่ยมชมได้

ดังนั้น ในการไปครั้งนี้ซึ่งจะใช้เวลานอนค้าง ถึง 3 คืน มีเวลาเหลือเฟือ เราจึงตกลงใจกันว่าจะขึ้นไปกราบพระมหาธาตุเจดีย์เสียก่อนแล้วก็มุ่งหน้าไปที่วัดอ่างสุวรรณ เพื่อสักการะและเยี่ยมชม โบสถ์ไม้ตาล ให้สมกับที่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาหลายปีแล้ว

ว่าแล้วคณะของเราก็มุ่งหน้าไปสู่ วัดอ่างสุวรรณ หรือ วัดหนองหอย ในทันทีที่ลงมาจากวัดทางสาย ตำบลธงชัย โดยใช้บริการของ “กูเกิล” เช่นเคย

หลังจาก Turn Right, Turn Left ตามคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษของ “กูไกด์” พักใหญ่ๆ เราก็ไปถึงวัดอ่างสุวรรณ ซึ่งอยู่ลึกและห่างจากถนนเพชรเกษมพอสมควร แต่ถนนหนทางราบ เรียบดีไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ

เมื่อเข้าไปในบริเวณวัดแล้ว คณะของเราก็เดินตามลูกศรแนะนำไปอีกระยะหนึ่ง ผ่านเข้าไปในอาคารสร้างแบบตึกโบราณคล้ายๆตึกศิลาแลง และยังมีทางเดินเข้าที่ค่อนข้างลึกลับชวนให้ตื่นตาตื่นใจและตื่นเต้นระคนกัน

ในที่สุดเราก็ไปโผล่ที่ประตูหนึ่ง และก็ต้องอุทานออกมาดังๆ เมื่อพบ “พระอุโบสถ” ที่เราตั้งใจมากราบ ตั้งตระหง่านอยู่ ณ บริเวณลานที่กว้างพอสมควร…ด้านนอกของตึกหรืออาคารที่เราเดินทะลุมานั้นเอง

หัวหน้าทีมซอกแซกยกมือประนมไหว้ตั้งแต่ข้างนอกเอาไว้ก่อน…จากนั้นก็เดินเข้าไปในพระอุโบสถเพื่อไปไหว้พระพุทธรูปองค์ประธานและชื่นชมความงดงามของ “โบสถ์ไม้ตาล” ซึ่งขอยอมรับว่างามสมคำร่ำลือจริงๆ

“ไม้ตาล” คือไม้จาก ต้นตาล นี่แหละครับ ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะมีความแข็งแกร่งเหมือนไม้กระดานอื่นๆ แต่ พระครูผาสุกวิหารการ หรือพระอาจารย์ สมพงษ์ อัคคปัญโญ ที่ชาวบ้าน ละแวกนี้นิมนต์มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสหลังจากวัดหนองหอย แทบจะกลายเป็นวัดร้างไปก่อนหน้านี้ ท่านมีความรู้ว่า “ไม้ตาล” สามารถเลื่อยออกมาเป็นแผ่นๆได้ และมีความแข็งแกร่งทนทานนับ 80 หรือ 100 ปีเลยทีเดียว

เมื่อท่านมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสประมาณปี 2521 จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะขอสร้างโบสถ์ไม้ตาลสักหลังหนึ่ง พร้อมกับแจ้งความจำนงให้แก่มรรคนายกและผู้นำชุมชนว่าจะดำเนินการตามที่อธิษฐานไว้ ซึ่งแรกๆใครก็ไม่เชื่อว่าจะทำได้

แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลองดำเนินการดู ขอบริจาคไม้ตาลมาเป็นจำนวนมากนับหมื่นต้น และใช้เวลาในการเลื่อยอยู่นานมาก ก่อนจะลงมือสร้างเมื่อปี 2547 จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปี 2556-2557 ราวๆ 10 ปีผ่านมา

พระอุโบสถทั้งหลังจะใช้ไม้ตาลเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงคานล่าง คานบน และบางส่วนที่จะต้องรับน้ำหนักเท่านั้นที่จะใช้ไม้ตะเคียนบานประตูก็ดี หน้าต่างก็ดี ตลอดจนผนังพระอุโบสถก็ดี ล้วนแกะสลักลวดลายไว้อย่างสวยงามยิ่ง

สำหรับองค์พระประธานนั้น เป็นพระพุทธชินราชจำลอง และใกล้ๆกันจะเป็นพระพุทธรูป หลวงปู่ไทร ที่แกะสลักมาจากไม้ไทรต้นใหญ่อายุกว่า 200 ปี ซึ่งเคยเป็นที่สักการะของชาวบ้านในบริเวณนี้ กลายเป็นหลวงปู่ไทรในปัจจุบัน

ทีมงานซอกแซกใช้เวลานั่งสงบจิตสงบใจด้วยการชมความงดงามภายในพระอุโบสถอยู่พักใหญ่ ก่อนจะออกมาเดินชมบรรยากาศรอบๆ นอกอีกพักใหญ่เช่นกัน

ขอแนะนำว่าท่านที่มีโอกาสผ่านอำเภอทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ หรือไปพักค้างที่บ้านกรูด ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวในบริเวณนั้นอย่าลืมหาโอกาสไปชมและสักการะสักครั้งหนึ่ง

จะได้ทั้งความอิ่มบุญ และอิ่มใจที่ได้มากราบพระอุโบสถที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของท่านเจ้าอาวาสวัดนี้ ที่ลงเอยด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ดูขลังและสวยงามอย่างคาดไม่ถึงดังกล่าว

นี่คือ “โบสถ์ไม้ตาล” หนึ่งเดียวใน ประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งเดียวในประเทศไทย หรืออาจจะหนึ่งเดียวในโลกก็ได้กระมัง?

“ซูม”

เอเชียมาแรง เผย 10 อันดับจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ประจำไตรมาสแรกปี 2024

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2788076

เอเชียมาแรง เผย 10 อันดับจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ประจำไตรมาสแรกปี 2024

24 พ.ค. 2567 14:18 น.

เอเชียมาแรง เผย 10 อันดับจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ประจำไตรมาสแรกปี 2024

ปักหมุด 10 จุดหมายท่องเที่ยวมาแรงประจำไตรมาสแรกปี 2024 ที่เก็บสถิติโดยสถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มาสเตอร์การ์ด (Mastercard Economics Institute: MEI) ทางด้านทวีปเอเชียแปซิฟิกมาแรงอย่างต่อเนื่อง ติดอันดับมากกว่าครึ่ง

ปัจจุบันการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังฟื้นตัวต่ออย่างเนื่องในปี 2567 เห็นได้จากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่ยังคงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเมื่อไม่นานมานี้ มาสเตอร์การ์ดได้เผยแพร่รายงานประจำปีหัวข้อ “Travel Trends 2024: Breaking Boundaries” ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด (ฉบับที่ 5) โดยสถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มาสเตอร์การ์ด (Mastercard Economics Institute: MEI) ที่เผยให้เห็นถึงข้อมูลเชิงลึกที่เปลี่ยนแปลงไปของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใน 74 ประเทศทั่วโลก รวมถึง 13 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยทาง สถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มาสเตอร์การ์ด มองว่า แม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศจะมีความผันผวน และระดับความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคนั้นมีความแตกต่างกัน แต่กลับพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง และกระแสการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังค่อยๆ เติบโตขึ้น 

รายงาน MEI ระบุว่า จากข้อมูลการใช้จ่ายถึงไตรมาสแรกของปี 2567 อุตสาหกรรมเรือสำราญ และสายการบินครองสถิติยอดการใช้จ่ายสูงสุดถึง 9 วัน เมื่อเทียบจากจำนวนวันที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด 10 วันล่าสุด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวที่จะยังคงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความหมาย และมีการจัดสรรงบประมาณที่มากขึ้นสำหรับการเดินทาง

MEI ยังมีการอ้างอิงถึงการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกรรมของมาสเตอร์การ์ดที่ถูกรวบรวมโดยไม่ระบุชื่อ โดยรายงานฉบับนี้ ได้เจาะลึกไปถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวที่สำคัญในปี 2567 และแนวโน้มในอนาคต โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่โดดเด่นตามเนื้อหาดังต่อไปนี้

จุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โดยเห็นได้จากครึ่งหนึ่งของจุดหมายปลายทางยอดนิยม 10 อันดับแรกอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตอกย้ำให้เห็นถึงความนิยมในหมู่นักเดินทาง การวัดผล และจัดอันดับดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งธุรกรรมการท่องเที่ยวในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2567

10 จุดหมายปลายทางยอดนิยม ประจำไตรมาสแรกปี 2024

อันดับ 1 : ญี่ปุ่น

อันดับ 2 : ไอร์แลนด์

อันดับ 3 : โรมาเนีย

อันดับ 4 : อิตาลี

อันดับ 5 : สเปน

อันดับ 6 : มาเลเซีย

อันดับ 7 : ออสเตรเลีย

อันดับ 8 : เกาหลีใต้

อันดับ 9 : สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อันดับ 10 : อินโดนีเซีย

โดยครึ่งหนึ่งของอันดับดังกล่าวของจุดหมายปลายทางยอดนิยมนั้นมาจากทวีปเอเชียแปซิฟิก ประกอบไปด้วย ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

ความน่าสนใจจากประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลก (อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 0.9% เทียบกับ ไอร์แลนด์ที่ 0.4%) ประเทศญี่ปุ่นได้ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ ถึง 3,081,600 คนในเดือนมีนาคม 2567 นับเป็นสถิติสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้กระทั่งในช่วงก่อนไฮซีซั่นจะเริ่มต้นขึ้นก็ตาม ด้วยแรงหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัว (ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2533) โดยคาดว่าอัตราการแลกเปลี่ยนที่ดีของญี่ปุ่นนี้ จะช่วยให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวตลอดปี 2567 ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจของญี่ปุ่นที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในท้องถิ่นโดยรวม

พฤติกรรมการเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะการเดินทางภายในภูมิภาคไปยังประเทศใกล้เคียง ตัวอย่างเช่น จุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงฤดูร้อนนี้สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และเพิร์ธ

พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ‘การท่องเที่ยวของไทย’ กำลังจะฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2567 จากข้อมูลของสถาบันวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มาสเตอร์การ์ด (MEI) พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนทั้งหมดขณะนี้ต่ำกว่าปี 2562 เพียง 7% ซึ่งเป็นระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปริมาณเที่ยวบินขาเข้าจากเอเชียใต้ และภูมิภาคอาเซียนนั้นสูงกว่าช่วงปี 2562 เกือบ 20%

ภาพ : istock

บุ๊คกิ้งดอทคอม เผย นักท่องเที่ยวไทย 94% ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน จนมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2787366

บุ๊คกิ้งดอทคอม เผย นักท่องเที่ยวไทย 94% ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน จนมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น

24 พ.ค. 2567 12:46 น.

บุ๊คกิ้งดอทคอม เผย นักท่องเที่ยวไทย 94% ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน จนมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น

รายงานจาก Booking.com เผยถึงโอกาสเติบโตของการเดินทางอย่างยั่งยืนในปี 2567 โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยมีพฤติกรรม และจุดมุ่งหมายในการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนให้จุดหมายปลายทางที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนกว่าที่เคย

ปัจจุบันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ และดึงดูดในการเดินทางกันมากขึ้น ทำให้สิ่งนี้เข้ามาอยู่ในกระแสของการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นพฤติกรรมเดินทางรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ และผลักดันให้ผู้ประกอบการหันมาลงทุนกับกิจกรรมที่ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพิ่มขึ้น เช่น อุตสาหกรรมการบิน การฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศทางทะเล และการปรับปรุงระบบทำความร้อนและเย็นในโรงแรม เป็นต้น

Booking.com (บุ๊คกิ้งดอทคอม) ได้เผยข้อมูลสำคัญจากรายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนประจำปี 2567 ซึ่งรวบรวม ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เดินทางกว่า 31,000 คน จาก 34 ประเทศ โดยรายงานฉบับนี้เผยถึงทัศนคติ สิ่งที่ผู้เดินทางให้ความสำคัญ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางอย่างยั่งยืนของผู้คนทั่วโลก รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทย 

แม้ผลการสำรวจประจำปีนี้ยังคงสะท้อนถึงความต้องการในการออกเดินทางอย่างยั่งยืน และความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นในหมู่ผู้เดินทางทั่วโลกเหมือนเช่นเคย แต่ข้อมูลใหม่นี้แสดงให้เห็นว่า “ผู้เดินทางอาจมีภาวะเหนื่อยหน่ายต่อประเด็นความยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก” เพราะนักท่องเที่ยวยังคงต้องพบเจอกับความท้าทายในการเลือกและวางแผนการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่นที่หาได้ยาก

ความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับความยั่งยืนในปัจจุบัน ทำให้ผู้เดินทางรู้สึกว่าการเดินทางอย่างยั่งยืนไม่ใช่ความรับผิดชอบของพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่พวกเขาเชื่อว่าการสนับสนุนจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการเดินทาง จะทำให้พวกเขามองเห็นบทบาท และมีส่วนร่วมในการแก้ไขผลกระทบจากการเดินทางได้ดีมากยิ่งขึ้น

พฤติกรรมการท่องเที่ยวยั่งยืนของนักท่องเที่ยวชาวไทย

  • 84% ของผู้เดินทางชาวไทย ระบุว่า พวกเขาต้องการทำให้จุดหมายปลายทางที่พวกเขาไปเยือนดีขึ้นกว่าเดิมหลังจากที่เดินทางกลับ (เพิ่มขึ้นจาก 81% ในปีที่แล้ว) 
  • 50% ของผู้เดินทางชาวไทย คิดว่าตัวเองมีศักยภาพในการแก้ไขผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อสังคม และชุมชนท้องถิ่นที่พวกเขาเดินทางไปเยือน 
  • ผู้เดินทางชาวไทย 39% มองว่า รัฐบาลมีบทบาท และศักยภาพมากที่สุดในการแก้ไขผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ขณะที่ 46% เชื่อว่าผู้ให้บริการด้านการเดินทางเป็นฟันเฟือง และกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม 
  • 42% ของผู้เดินทางชาวไทยมองว่า รัฐบาลมีหน้าที่ในการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของการเดินทางและการท่องเที่ยว 
  • ที่พักที่ได้รับการรับรองว่ามีแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ดึงดูดผู้เดินทางชาวไทยถึง 63% และความสม่ำเสมอในการตรวจสอบมาตรฐานความยั่งยืนถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลือกตัวเลือกที่พักที่ได้รับการรับรองเหล่านี้ 
  • 78% ของผู้เดินทางชาวไทยเห็นพ้องกันว่าเว็บไซต์การจองที่พัก และการเดินทางทั้งหมดควรมอบป้ายสัญลักษณ์สำหรับรับรองที่พักที่มีแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนในมาตรฐานเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เดินทางที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมที่พักต่างๆ ได้รับการรับรองว่าเป็นที่พักรักษ์โลก หรือที่พักที่มีแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนลดลงจนเหลือ 56% (ลดลงจากปีที่แล้ว 26%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการในการสื่อสารที่เรียบง่าย ชัดเจน ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายโดยไม่คำนึงถึงลำดับความสำคัญในประเด็นอื่น

การเดินทางอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย

รายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนประจำปี 2567 ระบุว่า ผู้เดินทางชาวไทยถึง 94% ยืนยันว่าการเดินทางอย่างยั่งยืนมีความสำคัญต่อพวกเขา ขณะที่ 30% รู้สึกว่าการเดินทางอย่างยั่งยืนนั้นสำคัญ แต่ไม่ใช่สิ่งที่พิจารณาเป็นอันดับแรก เมื่อวางแผนหรือจองทริปการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางชาวไทยจำนวน 46% รู้สึกเบื่อหน่ายกับการรับรู้เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อนอยู่ตลอดเวลา

เหตุนี้ทำให้เกิดการร่วมมือกันของผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงมีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย เพราะการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนมากขึ้นยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่

  • 85% ของผู้เดินทางชาวไทยระบุว่า พวกเขาต้องการเดินทางอย่างยั่งยืนมากขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า และ 58% จะรู้สึกผิดเมื่อตัดสินใจเลือกการเดินทางที่ยั่งยืนน้อยกว่า
  • แรงจูงใจของผู้ที่ต้องการเดินทางอย่างยั่งยืนมากขึ้น 18% ของผู้เดินทางชาวไทยจะเดินทางอย่างยั่งยืน เพราะพวกเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำ

ทางกลับกันความรู้สึกผิดหวังที่เกิดขึ้นในการเลือกเดินทางอย่างยั่งยืนอาจค้านกับความตั้งใจอันดีเหล่านั้น แง่มุมใหม่ที่ Booking.com ได้จากสำรวจเป็นครั้งแรกในปีนี้ เผยให้เห็นว่า “ผู้เดินทางบางกลุ่มไม่ตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของพวกเขา”

  • 57% ของผู้เดินทางชาวไทยรู้สึกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้นไม่อาจย้อนกลับคืนได้ และการตัดสินใจเลือกการเดินทางของพวกเขาไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
  • 46% ของผู้เดินทางชาวไทยรู้สึกว่าช่วงเวลาที่ได้ไปท่องเที่ยวมีค่าเกินกว่าจะให้ความสำคัญกับการเดินทางอย่างยั่งยืนเป็นอันดับแรก
  • ผู้เดินทางชาวไทยเกินกว่าครึ่ง 56% เชื่อว่าแม้พวกเขาจะเลือกเดินทางอย่างยั่งยืน แต่หากจุดหมายปลายทางหรือสถานที่ต่างๆ ที่พวกเขาไปเยือนไม่ได้นำแนวทางด้านความยั่งยืนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง สิ่งที่พวกเขาเลือกก็ไร้ซึ่งประโยชน์

แนวโน้มเติบโต ที่เป็นความหวังของการเดินทางอย่างยั่งยืน

แม้ความกังวลในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้เดินทางที่เลือกเดินทางอย่างมีความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อสังคม จะรู้สึกว่าประสบการณ์การเดินทางเพื่อความยั่งยืน ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับการเดินทาง

  • ผู้เดินทางชาวไทย 79% ยอมรับว่าพวกเขาเป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุดเมื่อได้เดินทางอย่างยั่งยืนมากขึ้น ส่งผลให้พวกเขานำแนวทางเหล่านี้กลับมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย
  • ในขณะที่ผู้เดินทางชาวไทย 80% รู้สึกว่าการได้พบเห็นและเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนระหว่างการเดินทางจุดประกายให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนมากขึ้นในชีวิตประจำวัน
  • ผู้เดินทางชาวไทยได้นำแนวทางการปฏิบัติเพื่อความยั่งยืนเข้ามาปรับใช้ในการเดินทาง โดย 96% เลือกเข้าร่วมทัวร์หรือกิจกรรมเพื่อสัมผัสประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่น และวิถีชุมชนที่แท้จริง และ 97% เลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าขนาดเล็กหรือร้านค้าอิสระ อีกทั้ง 95% วางแผนการเดินทางเพื่อให้สามารถเดิน ปั่นจักรยาน หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้

Danielle D’Silva ผู้ดำรงตำแหน่ง Head of Sustainability ของ Booking.com กล่าว “ในปัจจุบันสิ่งที่สำคัญสำหรับการเดินทางอย่างยั่งยืน คือ การทำให้ผู้เดินทางมั่นใจอยู่เสมอว่าตัวเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลือกที่สามารถเข้าถึง และเลือกสรรได้อย่างง่ายดาย แต่ต้องเข้าใจง่ายและน่าเชื่อถือด้วย เราจึงเชื่อว่าการให้ข้อมูลความรู้ การแสดง และตรวจสอบมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ” 

“รวมถึงการรับรองที่เชื่อถือได้จากพาร์ตเนอร์ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเพื่อความยั่งยืนที่ถูกต้องจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เดินทางอย่างแท้จริง แม้ว่าสัญญาณของความเบื่อหน่ายในหมู่ผู้เดินทางจะเป็นสิ่งที่น่ากังวล แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องเตือนให้เราเดินหน้าไปสู่เป้าหมายสูงสุดของเราในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนท้องถิ่น และจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้ในท้ายที่สุดผู้เดินทางสามารถร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงการเดินทางสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง” Danielle D’Silva กล่าวเสริม.