แฉอาคารริมคลองแสนแสบก่อมลพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670372


นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยในการสัมมนาเรื่อง แนวทางปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อคืนน้ำใสให้คลองแสนแสบ ประจำปีงบประมาณ 2559 ว่า คพ.ได้กำหนดแผนปฏิบัติการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2536 ในพื้นที่ริมคลองแสนแสบและคลองสาขาขึ้น โดยให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ มีศักยภาพการระบายสูง และอยู่ริมคลองแสนแสบและคลองสาขา ได้แก่ แหล่งกำเนิดมลพิษประเภทอาคาร ได้แก่ โรงแรม อาคารชุด ห้างสรรพสินค้า ตลาด และร้านอาหาร และที่ดินจัดสรร ครอบคลุมพื้นที่ 21 เขตในกรุงเทพมหานคร จำนวน 631 แห่ง

อธิบดี คพ.กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2558-มี.ค. 2559 จำนวน 128 แห่ง ในพื้นที่ริมคลองแสนแสบ 7 เขต ได้แก่ เขตปทุมวัน ราชเทวี ห้วยขวาง วัฒนา สวนหลวง วังทองหลาง และบางกะปิ พบว่า มีแหล่งกำเนิดมลพิษที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 88 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 70.4 ดังนั้น จากนี้ จะมีการส่งเสริมให้ความรู้แก่เจ้าของในพื้นที่ริมคลองแสนแสบเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจสอบ การดูแลและปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียให้สามารถบำบัดน้ำทิ้งให้เป็นไปตามมาตรฐาน.

 

สส.ลุยหนุน “สินค้าสิ่งแวดล้อม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668466


น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สส.ได้นำผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ตัว G หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาร่วมงานออกร้านต่างๆ เพราะว่า เมื่อ สส.เข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้วก็สนับสนุนการหาช่องทางการตลาดและจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการอื่นๆเข้ามาร่วมโครงการให้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่น่าดีใจว่า ร้านค้าที่มีตราสัญลักษณ์ตัว G สามารถทำยอดจำหน่ายได้มากซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น ดังนั้น สส.จะเข้าไปพัฒนายกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการที่ได้รับตรารับรองดังกล่าว ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับดีเยี่ยม เป็นโล่ตัว G สีทอง ระดับดีมาก เป็นโล่ตัว G สีเงิน และระดับดี เป็นโล่ตัว G สีทองแดง เป็นผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง.

 

นายกฯเตือนคนไทยหยุดบริโภคสัตว์ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667772


แนะเลิกความเชื่อผิดๆ สั่ง ทส.หาวิธีให้ “สัตว์ป่า-คน” อยู่ร่วมกันได้

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์คุกคามสัตว์ป่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจการค้า เช่น การฆ่าช้างเอางา การฆ่าเสือ ฆ่ากระทิง การล่าสัตว์สงวนและสัตว์คุ้มครอง ทั้งเพื่อนำไปทำอาหาร ยาอายุวัฒนะ นำไปทำเครื่องประดับ หรือนำไปเลี้ยงประดับบารมี ได้ขยายตัวรุนแรงมากขึ้น จนทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดต้องตกอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังแพร่ลามสร้างปัญหาให้กับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งจากความรุนแรงของสถานการณ์ ทส.จึงได้รณรงค์ให้มีการ “หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์” เพื่อเตือนประชาชนให้ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการป้องกันและปราบปรามขบวนการค้าสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด

รมว.ทส.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์สัตว์ป่า ว่า โลกนี้ประกอบด้วยคน สัตว์ และพืช ซึ่งทั้ง 3 อย่างต้องอยู่คู่กัน ไม่เบียดเบียนกันและกัน แต่การพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราละเลยเรื่องของสิ่งแวดล้อม จนขาดความสมดุลทางธรรมชาติ เกิดเป็นปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ตามมา ซึ่งการแก้ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผ่านมา จะเป็นการแก้ที่ปลายทาง คือ การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสะท้อนถึงการขาดจิตสำนึก ดังนั้นต้องเริ่มแก้ไขที่ตัวเอง ด้วยการระเบิดจากข้างใน ต้องร่วมกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้ และไม่คิดที่จะเบียดเบียนธรรมชาติเกินความจำเป็น ขอให้เลิกความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับการรับประทานอวัยวะของสัตว์ป่า เพราะมันคือการฆ่าชีวิตโดยไม่จำเป็น

“นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า วันนี้เบียดเบียนเฉพาะคนก็แย่พอแล้วขออย่าไปเบียดเบียนสัตว์ โดยเราต้องรู้อะไรคือต้นเหตุ กลางทาง ปลายทาง แต่วันนี้เป็นการแก้ปัญหาปลายทางทั้งสิ้น ทั้งนี้ ทส.และทุกฝ่ายต้องหาวิธีการให้สัตว์ป่าและมนุษย์อยู่ร่วมกันได้ และขอให้คนไทยร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าปัญหาการค้าสัตว์ป่า พื้นที่ป่าที่ลดน้อยลง ทุกคนต้องช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา โลกเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนลืมคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม วันหน้าจะเกิดปัญหามากขึ้น จึงต้องเตรียมการรับความเสี่ยงและเรียนรู้ เพราะทุกเรื่องเกี่ยวพันกันหมด” พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว.

 

“แอ๊ด-คาราบาว” รณรงค์ลดขอทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662332


เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.เปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 พร้อมรับมอบเพลงรณรงค์ให้ทานถูกวิธี ลดวิถีการขอทาน จากนายยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาว ซึ่งเป็นผู้แต่งคำร้องและขับร้องเพลง โดย พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้จะบังคับใช้วันที่ 28 ก.ค.นี้ สาระสำคัญ คือ แยกผู้แสดงความสามารถออกจากผู้ทำการขอทาน โดยให้แจ้งต่อพนักงานท้องถิ่น มุ่งเน้นคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ขอทานไม่ให้กลับมาขอทานอีก กำหนดความผิดทางอาญาแก่ผู้แสวงหาผลประโยชน์จากการขอทาน โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำต่อหญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนวิกลจริต คนพิการหรือทุพพลภาพหรือเจ็บป่วย โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พบเห็นคนขอทานหรือคนไร้ที่พึ่งโทร.1300 ได้ 24 ชั่วโมง.

 

“ชลธิศ” ตั้งเพื่อน วน.43 ใกล้เกษียณขึ้นซี 8

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/654839


นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธานสรรหาข้าราชการระดับ 9 (รองอธิบดี) เปิดเผยว่า ทส.จะประกาศรับสมัครข้าราชการระดับ 9 ตำแหน่งรองอธิบดี ซึ่งขณะนี้มีว่างอยู่ 7 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รองอธิบดีกรมป่าไม้ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รองเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) และรองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2 คน ภายในอาทิตย์นี้ ส่วนหลักเกณฑ์ในการสรรหาต้องดูทุกองค์ประกอบ เช่น การแสดงวิสัยทัศน์ ความรู้ สมรรถนะหลักทางการบริหารจัดการที่ดี ประวัติการทำงาน ประสบการณ์ เป็นต้น

ขณะที่นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 8 (อำนวยการสูง) 7 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1.นายฐิติ ตระกูลเลิศรัตน์ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) 2.นายสยาม ช้างเนียม กองการอนุญาต 3.นายสมศักดิ์ โคตะมะ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) 4.นายกรต์ มนัสศรีสุขใส สำนักจัดการที่ดินป่าไม้ 5.นายสมภพ อุ่นใจ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า 6.นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ สำนักแผนงานและสารสนเทศ โดยทั้ง 6 คนจะไปสังกัดสำนักวิจัยฯ และ 7.นายวิชิต เชียร-วิทยาคุณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ไปสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 (ตาก)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีคำสั่งปรากฏออกไป มีการวิพากษ์วิจารณ์จากข้าราชการในกรมป่าไม้อย่างหนัก โดยเฉพาะการแต่งตั้งนายวิชิต เชียรวิทยาคุณ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะวนศาสตร์รุ่น 43 กับนายชลธิศ ว่าไม่มีความเหมาะสมเนื่องจากนายวิชิต จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้.

 

สส.ปลื้มโรงเรียนสิ่งแวดล้อม-นำร่องเพิ่ม 4 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/652734


น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สส. ได้ขับเคลื่อนกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียน ผ่านโครงการโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ อีโคสคูล (Eco-School) โดยนำหลักการจัดการโรงเรียนทั้งระบบ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้และฝึกทักษะการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการบูรณาการประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นเข้าสู่หลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการขยะและมลพิษ เป็นต้น

ขณะนี้ มีโรงเรียนเข้าร่วมมากกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินงานระยะที่ 3 คือ การขยายผลไปสู่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้โรงเรียนอีโคสคูล 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเมืองกระบี่ จ.กระบี่ โรงเรียนบ้านท่าขาม จ.ประจวบคีรีขันธ์ โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ กทม. และโรงเรียนบ้านน้ำมิน จ.พะเยา เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานให้กับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป.

 

นายกฯสั่งแก้ ก.ม.ขยะทำมา 2 ปีสุดอืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/650972


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไข พ.ร.บ.ขยะ เพื่อทำให้เกิดกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบและสอดคล้องกัน เพราะการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเร่งมา 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังได้ผลไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งทำให้รู้สึกเป็นกังวลมาก ขณะที่กระบวนการกำจัดขยะตกค้างของหลายท้องถิ่นก็เป็นไปอย่างขาดประสิทธิภาพ ไร้ทิศทาง สาเหตุเพราะปัญหาการจัดการขยะขาดความเชื่อมโยงกัน กฎหมายขาดความชัดเจน ทำให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบกันคนละส่วน เกิดปัญหาต่างคนต่างทำ จนขาดเอกภาพในการทำงาน ดังนั้นได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกระทรวงมหาดไทย เป็นแม่งานหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ โดยวางกรอบดำเนินงานระยะเวลา 1 ปี คือ ระหว่างเดือน มิ.ย. 2559 ถึง มิ.ย. 2560 พร้อมกับวางเป้าหมายต้องลดปริมาณขยะมูลฝอยในภาพรวมของประเทศให้ได้ร้อยละ 5 จากการเกิดขยะมูลฝอยอัตราเฉลี่ยประมาณ 23 ล้านตันต่อปี โดยยึดหลักการสำคัญ คือ การใช้หลัก “3R” ประกอบด้วย 1.Reduce หรือ การลดการใช้หรือบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง 2.Reuse หรือ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และ 3.Recycle หรือ การแปรรูปขยะหรือสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้

ด้าน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส.กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะการนำหลัก 3R มาใช้เพื่อลดการเกิดขยะโดยไม่จำเป็น เช่น ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ใช้แก้วน้ำแทนแก้วกระดาษที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เป็นต้น.

 

ร้อง “เขาใหญ่” ขโมยไม้-ทุจริตเงินบริจาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/648926


เอ็นจีโอเสนอ “ปิดอุทยานฯ” ช่วงฤดูแล้ง อธิบดีสวนกลับแก้ปัญหาได้

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สมาคมเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าเขาใหญ่ดงพญาเย็น นำโดยนายกฤษติชัย สุขมังสา นายกสมาคมฯ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. เพื่อขอให้มีการปิดอุทยานฯเขาใหญ่ในช่วงฤดูแล้ง มีนายสากล ฐินะกุล ผู้ตรวจราชการ ทส. รับเรื่องไว้ โดยนายกฤษติชัยกล่าวว่า สมาคมขอเสนอให้มีการปิด อุทยานฯ เขาใหญ่ในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่เดือน มี.ค-พ.ค.เพื่อให้อุทยานฯเขาใหญ่ได้ฟื้นฟูทั้งด้านผืนป่าและสัตว์ป่า รวมทั้งมีเหตุผล 5 ข้อที่สมควรจะปิด ได้แก่ 1.ปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูง มีทั้งการลักลอบตัดไม้และการขโมยไม้ของกลางซึ่งอยู่บริเวณพื้นที่ทำการของอุทยานฯ คาดการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ต้องรู้เห็นและทำกันเป็นขบวนการอย่างแน่นอน 2.สัตว์ป่าออกหากินนอกอุทยานฯ เนื่องจากภัยแล้งขาดแหล่งอาหาร น้ำ 3.สัตว์ป่าในอุทยานฯ เขาใหญ่ถูกรถชนตาย 4.การบริหารและใช้เงินศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาทิ นำไปซื้อรถพยาบาลราคา 1.5 ล้านบาท แต่ไม่มีใครกล้าเซ็นรับรถคันดังกล่าวและเกือบ 2 ปีแล้วที่ไม่สามารถต่อทะเบียนรถได้ ขณะที่วัตถุประสงค์เงินบริจาคศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่มีไว้เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ เป็นทุนการศึกษาของบุตรหลานเจ้าหน้าที่ เป็นต้น และ 5.การแต่งตั้งคณะกรรมการอุทยานฯเขาใหญ่ ปัจจุบันไม่มีรายชื่อในส่วนของภาคประชาชนเลย

นายกฤษติชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้สมาคม ทราบว่ามีนักท่องเที่ยวพบงาช้างและได้ส่งคืนให้กับอุทยานฯเขาใหญ่ แต่หัวหน้าอุทยานฯเขาใหญ่กลับนำเอาไปถวายให้กับพระชั้นผู้ใหญ่องค์หนึ่ง ปัญหาทั้งหมดนี้จึงอยากเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมา

ด้านนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯกล่าวว่า ตรวจสอบแล้ว บางเรื่องอุทยานฯ เขาใหญ่อาจจะมีปัญหาจริง แต่อยู่ในวิสัยที่แก้ปัญหาได้ เช่น เรื่องไม้พะยูง แต่คงไม่ถึงขั้นต้องปิดอุทยานฯ ตามที่เสนอมา.

 

งาน “วันสิ่งแวดล้อมโลก” ปลุกสำนึกคนไทยร่วมแก้ปัญหา “สัตว์ป่า” สูญพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/648454


“หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์”

คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2559 ที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(United Nations Environment Programme) หรือ UNEP กำหนดให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความหนักหน่วงของสถานการณ์การ “ล่า-ค้า” สัตว์ป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก

โดยในส่วนของประเทศไทย สถานการณ์สัตว์ป่ายังน่าเป็นห่วง แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น แต่ขบวนการค้าสัตว์ป่ากลับไม่ได้เกรงกลัว การล่าสัตว์ป่ายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

คดีการลักลอบค้าสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นทุกปี ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เฉพาะที่จับได้ตั้งแต่ 1 ต.ค.2557–30 ก.ย.2558 มีถึง 534 คดี

เพราะการลักลอบล่า-ค้าสัตว์ป่า ถือเป็นขบวนการธุรกิจข้ามชาติที่ทำกำไรมหาศาลส่งผลให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แล้วนำออกมาขายให้กับขบวนการค้าสัตว์ป่าทั้งในและต่างประเทศ

ผลกระทบจากการค้าผนวกกับการสูญเสียพื้นที่ป่า ส่งผลให้สัตว์ป่าหลายชนิดอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์

ปัจจุบันประเทศไทยมีสัตว์ป่าทั้งสิ้น 1,932 ชนิด แยกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย 1.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 335 ชนิด 2.นก 1,012ชนิด 3.สัตว์เลื้อยคลาน 413 ชนิด และ 4.สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 172 ชนิด

โดยสถานภาพของสัตว์ป่าประเภทเลี้ยงลูกด้วยนมได้สูญพันธุ์ไปแล้ว 1 ชนิด คือ สมัน ขณะที่ 4 ชนิด อยู่ในสถานภาพสูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติ คงเหลือเฉพาะในศูนย์เพาะเลี้ยงเท่านั้น ได้แก่ แรด กูปรี กระซู่ และละมั่ง นอกจากนี้ยังมี 12 ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง อาทิ ค้างคาวคุณกิตติวัวแดงกวางผา พะยูนและมี 35 ชนิดอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์ ขณะที่อีก 69 ชนิด มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

สำหรับประเภทนก สูญพันธุ์ไปแล้ว 2 ชนิด คือ นกช้อนหอยใหญ่และนกพงหญ้า สูญพันธุ์จากธรรมชาติ 2 ชนิด คือ นกกระเรียนพันธุ์ไทยและนกช้อนหอยดำ และมีอีก 43 ชนิดที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง อาทิ นกตะกราม นกแต้วแล้วท้องดำ และเป็ดก่า ขณะที่อีก 66 ชนิดใกล้สูญพันธุ์ และ 71 ชนิดมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

ประเภทสัตว์เลื้อยคลาน สูญพันธุ์จากธรรมชาติไปแล้ว 1 ชนิด คือ ตะโขง และอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง 11 ชนิด เช่น จระเข้น้ำจืด เต่าตนุ เต่าลายตีนเป็ด ตะพาบม่านลาย ขณะที่ 5 ชนิดใกล้สูญพันธุ์ และอีก 16 ชนิดมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ส่วนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี 5 ชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์ป่าต้องตกอยู่ในสถานภาพดังกล่าว เพราะการบุกรุกทำลายป่าทำให้สัตว์ป่าสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร แต่ที่ร้ายไปกว่าก็คือการคุกคามสัตว์ป่าเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ทั้งการฆ่าช้างเอางา การฆ่าเสือ ฆ่ากระทิง การล่าสัตว์สงวนและสัตว์คุ้มครอง” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงสาเหตุของปัญหา

ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเข้มข้นและสอดรับกับการรณรงค์ของ UNEP ที่เริ่มรณรงค์ “หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า” ใน “วันสิ่งแวดล้อมโลก” 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรฯ ได้มอบให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ บังคับใช้กฎหมายด้านการคุ้มครองสัตว์ป่าของไทยอย่างจริงจัง

“นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมส่ง เสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิด ได้แก่ กระซู่ เลียงผา สมัน นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร กูปรี นกกระเรียน นกแต้วแล้วท้องดำ ควายป่า แมวลายหินอ่อน กวาง ผา เก้งหม้อ สมเสร็จ แรด พะยูน ละมั่ง และสัตว์ป่าคุ้มครอง 1,292 ชนิด เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำใดๆที่เอื้อให้เกิดการล่าหรือคุกคามสัตว์ป่าจนอาจทำให้สูญพันธุ์ได้” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว

และ ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ กระทรวงทรัพยากรฯ จะจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อเปิดการรณรงค์ “หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์” ที่ห้างสยามพารากอน เพื่อปลุกจิตสำนึกคนไทยให้เห็นถึงคุณค่าของสัตว์ป่ารวมทั้งเกิดความตระหนักต่อสถานการณ์การคุกคามสัตว์ป่า

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” เห็นด้วยที่จะต้องหยุดวงจรอันเลวร้ายที่เกิดขึ้น นั่นคือต้องหยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า ตลอดจนหยุดพฤติกรรมทุกๆอย่างที่จะนำมาซึ่งการคุกคามล่าสัตว์ป่าไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงเป็นสาเหตุทำให้สัตว์ป่าต้องสูญพันธุ์ไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างผลกระทบต่อความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่จะต้องได้รับผลพวงจากปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ คือ ผู้ล่า ผู้ฆ่า และผู้ซื้อ นั่นเอง

ที่น่าเศร้าใจกว่านั้นคือเมื่อธรรมชาติขาดสมดุล มนุษย์ทุกคนย่อมหนีไม่พ้นตกเป็นเหยื่อเองบ้าง!

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

 

ทส.เข้ม 5 เดือนลดถุงพลาสติก 88 ล้านใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มิ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/647937


ชงสัปดาห์ห้ามใช้ -รุกขจัดร้อยละ 5 ต่อปี รณรงค์วินัยจัดการแต่ต้นทาง

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการให้ ทส.ยกระดับโรดแม็ป การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายเนื่องจากปัญหาขยะล้นเมืองมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น ทส.จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ มีกรอบดำเนินงานปี 2559-2560 ตั้งเป้าหมายลดการเกิดขยะมูลฝอยภาพรวมของประเทศให้ได้ร้อยละ 5 จากอัตราการเกิดเฉลี่ย 23 ล้านตันต่อปี เบื้องต้น ทส.จะรณรงค์ให้ประชาชนลดใช้ถุงพลาสติก ตั้งเป้าหมายให้ได้ 88 ล้านใบ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา ภายในวันที่ 5 ธ.ค. 2559 ขณะนี้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และร้านสะดวกซื้อ 16 หน่วยงานลดใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน ทุกวันพุธของสัปดาห์ ต่อไปจะกำหนดสัปดาห์ห้ามใช้โดยเด็ดขาด จึงขอเรียกร้องให้คนไทยปฏิเสธการรับถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้า

รมว.ทส.กล่าวอีกว่า อีกประเด็นสำคัญ คือ เวลาไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อยากขอความร่วมมือทุกคนมีวินัยในการทิ้งขยะ โดยเฉพาะขยะประเภทถุงพลาสติกและโฟมต่างๆ ให้นำติดตัวออกมาทิ้งข้างนอก อย่าทิ้งไว้ในป่าหรือในทะเล เพราะนอกจากจะทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังอาจทำให้สัตว์เข้าใจว่าเป็นอาหาร เมื่อกินเข้าไปก็ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งบทเรียนเช่นนี้มีเกิดขึ้นให้เห็นหลายต่อหลายครั้งแล้ว

ด้าน น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ ทส.กล่าวว่า ขณะนี้ ทส.อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อร่วมรณรงค์ให้คนไทยลดการใช้ถุงพลาสติก รวมทั้งเดินหน้ารณรงค์สร้างวินัยให้คนไทยจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเข้มข้นมากขึ้น.