ทวงคืนผืนป่าชายเลน!
ส่วนหนึ่งของนโยบายหลักรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อแก้ไขปัญหา “บุกรุกป่า” จากกลุ่มนายทุน ด้วยการเดินหน้าใช้มาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดโดยเฉียบขาด
เพราะป่าชายเลน ถือว่าเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่ามหาศาล และมีความสำคัญต่อมนุษย์หลายรูปแบบ แต่กลับถูกบุกรุกตัดโค่นทำลายเพื่อทำเป็นนากุ้ง สวนปาล์มน้ำมัน รีสอร์ต เป็นต้น จนสถานการณ์ของป่าชายเลนอยู่ในขั้นวิกฤติ
จากข้อมูลของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าจังหวัดที่มีการบุกรุกป่าชายเลนมากที่สุด คือ สมุทรสาคร 126,000 ไร่ รองลงมาคือ เพชรบุรี 35,200 ไร่ สมุทรสงคราม 14,600ไร่ พังงา 3,680 ไร่ ฯลฯ โดยมีการนำพื้นที่ป่าชายเลนไปใช้ประโยชน์ในรูปการทำเกษตรกรรม ส่วนจังหวัดที่มีการบุกรุกเพื่อประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย คือ สมุทรสาคร มากที่สุด 5,070 ไร่ ชลบุรี 3,350 ไร่ เพชรบุรี 1,860 ไร่ พังงา 852 ไร่ ปัตตานี 527 ไร่ ขณะที่จังหวัดที่มีการบุกรุกเพื่อนำพื้นที่ป่าชายเลนไปเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คือ จันทบุรี มากที่สุด 96,000 ไร่ นครศรีธรรมราช 47,100 ไร่ เพชรบุรี 20,300 ไร่ ระยอง 13,300 ไร่ เป็นต้น
ขณะที่ภาพรวมการบุกรุกป่าชายเลน น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดี ทช.กล่าวว่า แม้จะมีกฎหมายหลายฉบับคุ้มครอง แต่ป่าชายเลนก็ยังถูกบุกรุกทำลายอย่างต่อเนื่อง จากปี 2504 ซึ่งมีอยู่กว่า 2.29 ล้านไร่ ใน 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล ขณะที่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 1.53 ล้านไร่ ในปี 2557 โดยแบ่งเป็นรายภาคจะพบว่า ภาคกลาง เหลือ 68,145.49 ไร่ ภาคตะวันออก เหลือ 164,649.66 ไร่ ภาคใต้ฝั่งตะวันออก เหลือ 200,858.93 ไร่ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก เหลือ 1,100,927.40 ไร่ ทั้งหมดถูกบุกรุกทำลายโดยนายทุน ผู้มีอิทธิพล รวมทั้งประชาชน โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้นายศักดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดี ทช.รับผิดชอบการทวงคืนพื้นที่ป่าชายเลน
ปีนี้มีเป้าหมายในการทวงคืนใน 23 จังหวัด พื้นที่ 2 หมื่นไร่จากที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงทรัพยากรฯ 1.5 หมื่นไร่
“จากการบินสำรวจพบว่าผืนป่าชายเลนตลอดแนวชายฝั่งทะเลทั้ง 23 จังหวัด ยังถูกบุกรุกอย่างรุนแรง โดยมีพื้นที่อ้างการถือครองที่ดินป่าชายเลน ทั้งแบบมีเอกสารสิทธิ และไม่มีเอกสารสิทธิ รวมทั้งสิ้น 6 แสนไร่เศษ แต่ถ้าแบ่งตามเอกสารสิทธิ จะพบว่า เป็นที่ดินมีโฉนดที่ดิน 3.31 แสนไร่ หรือ 51.60% ของพื้นที่ทั้งหมด หนังสือ รับรองการทำประโยชน์ ประเภท น.ส.3 และ น.ส.3 ก. 7.75 หมื่นไร่ หรือ 12.09% และใบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) 9.82 พันไร่ หรือ 1.53% ขณะที่ไม่มีเอกสารสิทธิ มี 1.88 แสนไร่ หรือ 29.3% นอกนั้น ถือเอกสารอื่นๆ อาทิ ภ.บ.ท.5, ส.ป.ก.เนื้อที่ 3.48 หมื่นไร่ หรือ 5.43% ซึ่งทั้งหมดจะเร่งพิสูจน์เอกสารสิทธิว่าถูกต้องหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันที่ดำเนินการไปพร้อมๆกันคือการเปิดปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดที่มีการบุกรุกรุนแรง เช่น จันทบุรี ระนอง ตราด สมุทรสงคราม ภูเก็ต” นายศักดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดี ทช.ระบุ
จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าชายเลน ในป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 169 ป่า โดยในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาสามารถทวงคืนพื้นที่ได้มากกว่า 9 พันไร่
“การตรวจยึดทวงคืนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรอบคอบรัดกุม เพราะปัญหาการออกเอกสารสิทธิในการครอบครองพื้นที่ที่เจ้าของพื้นที่นำมาแสดงจะต้องมีการตรวจสอบแปลงที่ดินที่ได้ทำการตรวจยึด ตรวจสอบเอกสารหลักฐานการครอบครองที่ดินที่ราษฎรนำมาแสดง รวมทั้งต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานแปลงที่ดินกับกรมที่ดินว่าได้มาโดยชอบหรือไม่ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาด เพราะอย่าลืมว่า ปัญหาการบุกรุกทำลายป่าชายเลนส่วนหนึ่งมาจากการออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยเฉพาะแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ซึ่งผู้ครอบครองมักกล่าวอ้างอาณาเขตติดต่อและลักษณะการทำประโยชน์ ยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการจัดที่ดินโดยการปฏิรูปที่ดินในเขตป่าชายเลน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการซื้อสิทธิครอบครอง และการกล่าวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินโดยระบุว่ามีการทำเกษตร หรือปลูกพืช เป็นต้น” นายศักดา กล่าวถึงสภาพปัญหา
แต่ท่ามกลางอุปสรรค ปัญหา ก็ยังนับว่ามีโชคดี เมื่อ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทราบเรื่องทั้งเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจึงได้กำหนดให้มี การปลูกป่าชายเลนในโครงการพลิกฟื้นคืนผืนป่าชายเลนสู่ธรรมชาติ ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติ พระ บาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในท้องที่หมู่ 3 ต.บางชัน อ.ขลุง จ.จันทบุรี จำนวน 707 ไร่ขึ้นมา
นับเป็นการ “ยึดคืน” และ “ฟื้นฟู” สภาพพื้นที่ป่าชายเลนให้กลับคืนมาในเวลาเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ทช.ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน โดยหนึ่งในมาตรการ คือ กำหนดให้ป่าชายเลนเป็น “พื้นที่คุ้มครองอนุรักษ์” ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2558 โดยให้สิทธิเจ้าหน้าที่ “รื้อถอน” สิ่งปลูกสร้างได้ทันที ถ้าพบว่าบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนที่ประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองแล้ว
“การทวงคืนผืนป่าชายเลนไม่ได้มีเดิมพันแค่เพื่อรักษาฐานทรัพยากรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทวงคืนระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนมาด้วย” นายศักดาระบุ
“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” ขอยกมือสนับสนุนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าชายเลนที่ถูกบุกรุกทำลาย ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันกลับคืนมา
เพราะเราตระหนักดีว่าป่าชายเลนที่ถือเป็นแหล่งระบบนิเวศที่อยู่คู่กับทะเลไทยมานาน แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันเหลือพื้นที่แค่ 1.53 ล้านไร่เท่านั้น ซ้ำร้ายมีแนวโน้มที่ยิ่งนับวันยิ่งจะลดจำนวนลงไปหากไม่มีการดูแลอย่างจริงใจและจริงจังจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ถึงเวลาต่อลมหายใจระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมคืนแผ่นดินแล้ว…
ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม