ออกกำลังพิชิต มลพิษทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 พ.ค. 2559 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/619306


นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า การออกกำลังเป็นประจำ ด้วยการขี่จักรยานและเดิน จะช่วยให้รอดพ้นภัยจากอากาศเสียได้

เจ้าหน้าที่ของอังกฤษเองได้ตรวจวัดได้ว่า มลพิษทางอากาศทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มากถึงปีละ 4 หมื่นราย และยิ่งตอนที่เราออกกำลัง เราก็ยิ่งหายใจมันเข้าไปมากขึ้น แต่การออกกำลังเป็นประจำ ก็จะได้ช่วยลดภัยของโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งอีกหลายชนิด มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ศึกษาพบว่า การออกกำลังแม้แต่ในเมืองซึ่งมีมลพิษสูง ก็ยังให้คุณประโยชน์มากเกินกว่าการเสี่ยงอันตรายกับมลพิษ พวกเขาได้ศึกษาที่กรุงนิวเดลี ซึ่งเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง สูงกว่าที่กรุงลอนดอนถึง 10 เท่า แต่ถ้าหากใครออกกำลังด้วยการขี่จักรยานให้ได้อาทิตย์ละ 5 ชั่วโมง ก็ยังเอาตัวรอดจากมลพิษได้

องค์การอนามัยโลกเคยแจ้งว่า ระดับอากาศเสียของทั่วโลก เฉลี่ยจะอยู่ในปริมาณ 22 ไมโครกรัมต่ออากาศหนึ่งลูกบาศก์เมตร

ดร.เจมส์ วูดค็อก ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ได้กล่าวแสดงความเห็นด้วยว่า วิธีที่จะแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ก็คือจะต้องออกแบบระบบการขนส่ง ที่จะทำให้ผู้คนทิ้งรถและเดินทางด้วยรถจักรยาน หรือเดินเท้า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดระดับมลพิษลงไปแล้ว ยังได้ออกกำลังไปด้วย.

 

ห้ามใช้เจลอาบน้ำ เป็นภัยกับสัตว์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 พ.ค. 2559 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/618745


รัฐบาลอังกฤษแจ้งว่า จะประกาศห้ามใช้ลูกกลมพลาสติก ที่ละเอียด มีอยู่ในเจลอาบน้ำ และครีมเช็ดถูล้างหน้า เหมือนกับอเมริกา เนื่องจากมันเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ

เจลเหล่านี้ จะใช้ถูเพื่อขัดผิวหนังให้ลอกออก แต่ที่มันจะเป็นอันตราย เพราะว่ามันจะบวมโตขึ้น กลายเป็นขยะพลาสติก เมื่อลงอยู่ในน้ำ

ลูกปัดฝอยเหล่านี้ มีขนาดเล็กเสียจนหลุดรอดจากโรงงานบำบัดน้ำเสียออกมาได้ และไหลลงสู่มหาสมุทร ซึ่งพวกปลาสัตว์น้ำอื่นๆ จะพากันกินมันเข้าไป ไปตกค้างอยู่ในกระเพาะ และเมื่อสะสมอยู่มากขึ้น ก็จะเป็นอันตรายได้

ศาสตราจารย์ริชาร์ด ทอมสัน มหาวิทยาลัยพลีมัธ ได้เปิดเผยผลของการทดสอบปลา ที่จับได้ในบริเวณช่องแคบอังกฤษ 504 ตัว ล้วนแต่มีฝอยพลาสติกนี้ในระบบย่อย แม้ว่าจะยังเพียงเล็กน้อย เฉลี่ยแล้วตัวละไม่เกิน 2 ชิ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังมีความรู้ในเรื่องพิษของขยะพลาสติกต่อสัตว์น้ำ แค่เล็กน้อยด้วย.

 

กรมทะเลฯ เปิดปฏิบัติการทวงผืนป่าชายเลน 23 จังหวัด 2 หมื่นไร่คืนแผ่นดิน : ต่อลมหายใจระบบนิเวศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/617655

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2559 05:15

 

ทวงคืนผืนป่าชายเลน!

ส่วนหนึ่งของนโยบายหลักรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อแก้ไขปัญหา “บุกรุกป่า” จากกลุ่มนายทุน ด้วยการเดินหน้าใช้มาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดโดยเฉียบขาด

เพราะป่าชายเลน ถือว่าเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่ามหาศาล และมีความสำคัญต่อมนุษย์หลายรูปแบบ แต่กลับถูกบุกรุกตัดโค่นทำลายเพื่อทำเป็นนากุ้ง สวนปาล์มน้ำมัน รีสอร์ต เป็นต้น จนสถานการณ์ของป่าชายเลนอยู่ในขั้นวิกฤติ

จากข้อมูลของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าจังหวัดที่มีการบุกรุกป่าชายเลนมากที่สุด คือ สมุทรสาคร 126,000 ไร่ รองลงมาคือ เพชรบุรี 35,200 ไร่ สมุทรสงคราม 14,600ไร่ พังงา 3,680 ไร่ ฯลฯ โดยมีการนำพื้นที่ป่าชายเลนไปใช้ประโยชน์ในรูปการทำเกษตรกรรม ส่วนจังหวัดที่มีการบุกรุกเพื่อประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย คือ สมุทรสาคร มากที่สุด 5,070 ไร่ ชลบุรี 3,350 ไร่ เพชรบุรี 1,860 ไร่ พังงา 852 ไร่ ปัตตานี 527 ไร่ ขณะที่จังหวัดที่มีการบุกรุกเพื่อนำพื้นที่ป่าชายเลนไปเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คือ จันทบุรี มากที่สุด 96,000 ไร่ นครศรีธรรมราช 47,100 ไร่ เพชรบุรี 20,300 ไร่ ระยอง 13,300 ไร่ เป็นต้น

ขณะที่ภาพรวมการบุกรุกป่าชายเลน น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดี ทช.กล่าวว่า แม้จะมีกฎหมายหลายฉบับคุ้มครอง แต่ป่าชายเลนก็ยังถูกบุกรุกทำลายอย่างต่อเนื่อง จากปี 2504 ซึ่งมีอยู่กว่า 2.29 ล้านไร่ ใน 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล ขณะที่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 1.53 ล้านไร่ ในปี 2557 โดยแบ่งเป็นรายภาคจะพบว่า ภาคกลาง เหลือ 68,145.49 ไร่ ภาคตะวันออก เหลือ 164,649.66 ไร่ ภาคใต้ฝั่งตะวันออก เหลือ 200,858.93 ไร่ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก เหลือ 1,100,927.40 ไร่ ทั้งหมดถูกบุกรุกทำลายโดยนายทุน ผู้มีอิทธิพล รวมทั้งประชาชน โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้นายศักดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดี ทช.รับผิดชอบการทวงคืนพื้นที่ป่าชายเลน

ปีนี้มีเป้าหมายในการทวงคืนใน 23 จังหวัด พื้นที่ 2 หมื่นไร่จากที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงทรัพยากรฯ 1.5 หมื่นไร่

“จากการบินสำรวจพบว่าผืนป่าชายเลนตลอดแนวชายฝั่งทะเลทั้ง 23 จังหวัด ยังถูกบุกรุกอย่างรุนแรง โดยมีพื้นที่อ้างการถือครองที่ดินป่าชายเลน ทั้งแบบมีเอกสารสิทธิ และไม่มีเอกสารสิทธิ รวมทั้งสิ้น 6 แสนไร่เศษ แต่ถ้าแบ่งตามเอกสารสิทธิ จะพบว่า เป็นที่ดินมีโฉนดที่ดิน 3.31 แสนไร่ หรือ 51.60% ของพื้นที่ทั้งหมด หนังสือ รับรองการทำประโยชน์ ประเภท น.ส.3 และ น.ส.3 ก. 7.75 หมื่นไร่ หรือ 12.09% และใบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) 9.82 พันไร่ หรือ 1.53% ขณะที่ไม่มีเอกสารสิทธิ มี 1.88 แสนไร่ หรือ 29.3% นอกนั้น ถือเอกสารอื่นๆ อาทิ ภ.บ.ท.5, ส.ป.ก.เนื้อที่ 3.48 หมื่นไร่ หรือ 5.43% ซึ่งทั้งหมดจะเร่งพิสูจน์เอกสารสิทธิว่าถูกต้องหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันที่ดำเนินการไปพร้อมๆกันคือการเปิดปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดที่มีการบุกรุกรุนแรง เช่น จันทบุรี ระนอง ตราด สมุทรสงคราม ภูเก็ต” นายศักดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดี ทช.ระบุ

จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าชายเลน ในป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 169 ป่า โดยในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาสามารถทวงคืนพื้นที่ได้มากกว่า 9 พันไร่

“การตรวจยึดทวงคืนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรอบคอบรัดกุม เพราะปัญหาการออกเอกสารสิทธิในการครอบครองพื้นที่ที่เจ้าของพื้นที่นำมาแสดงจะต้องมีการตรวจสอบแปลงที่ดินที่ได้ทำการตรวจยึด ตรวจสอบเอกสารหลักฐานการครอบครองที่ดินที่ราษฎรนำมาแสดง รวมทั้งต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานแปลงที่ดินกับกรมที่ดินว่าได้มาโดยชอบหรือไม่ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาด เพราะอย่าลืมว่า ปัญหาการบุกรุกทำลายป่าชายเลนส่วนหนึ่งมาจากการออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยเฉพาะแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ซึ่งผู้ครอบครองมักกล่าวอ้างอาณาเขตติดต่อและลักษณะการทำประโยชน์ ยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการจัดที่ดินโดยการปฏิรูปที่ดินในเขตป่าชายเลน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการซื้อสิทธิครอบครอง และการกล่าวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินโดยระบุว่ามีการทำเกษตร หรือปลูกพืช เป็นต้น” นายศักดา กล่าวถึงสภาพปัญหา

แต่ท่ามกลางอุปสรรค ปัญหา ก็ยังนับว่ามีโชคดี เมื่อ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทราบเรื่องทั้งเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจึงได้กำหนดให้มี การปลูกป่าชายเลนในโครงการพลิกฟื้นคืนผืนป่าชายเลนสู่ธรรมชาติ ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติ พระ บาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในท้องที่หมู่ 3 ต.บางชัน อ.ขลุง จ.จันทบุรี จำนวน 707 ไร่ขึ้นมา

นับเป็นการ “ยึดคืน” และ “ฟื้นฟู” สภาพพื้นที่ป่าชายเลนให้กลับคืนมาในเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ทช.ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน โดยหนึ่งในมาตรการ คือ กำหนดให้ป่าชายเลนเป็น “พื้นที่คุ้มครองอนุรักษ์” ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2558 โดยให้สิทธิเจ้าหน้าที่ “รื้อถอน” สิ่งปลูกสร้างได้ทันที ถ้าพบว่าบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนที่ประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองแล้ว

“การทวงคืนผืนป่าชายเลนไม่ได้มีเดิมพันแค่เพื่อรักษาฐานทรัพยากรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทวงคืนระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนมาด้วย” นายศักดาระบุ

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” ขอยกมือสนับสนุนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าชายเลนที่ถูกบุกรุกทำลาย ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันกลับคืนมา

เพราะเราตระหนักดีว่าป่าชายเลนที่ถือเป็นแหล่งระบบนิเวศที่อยู่คู่กับทะเลไทยมานาน แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันเหลือพื้นที่แค่ 1.53 ล้านไร่เท่านั้น ซ้ำร้ายมีแนวโน้มที่ยิ่งนับวันยิ่งจะลดจำนวนลงไปหากไม่มีการดูแลอย่างจริงใจและจริงจังจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ถึงเวลาต่อลมหายใจระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมคืนแผ่นดินแล้ว…

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทส.จัด “ทิพยธารา จากฟ้าสู่ดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616550

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ค. 2559 05:01

 

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ทส.จะจัดงาน “ทิพยธารา จากฟ้าสู่ดิน” เนื่องในโอกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี วันที่ 9 มิ.ย. 2559 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ วันที่ 12 ส.ค. 2559 ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ ที่โรงละครแห่งชาติ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการเผยแพร่พระราชกรณียกิจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่ประจักษ์ รวมทั้งให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยในงานจะมีการจัดแสดงวีดิทัศน์เฉลิมพระเกียรติเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว จะมีพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติแก่บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชาติ การแสดงของนักร้องผู้พิการจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นต้น.

เตือนเอเชียโดน “ลา นีญา” ถล่มซ้ำสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616026

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 พ.ค. 2559 12:01

 

(ภาพ : REUTERS)

ขณะที่ฝนก็แล้ง อากาศก็ร้อนอบอ้าว ด้วยฤทธิ์เดชของปรากฏการณ์ “เอล นีโญ” ทำให้ทั้งอาหารและน้ำขาดแคลน ตามไร่นาทั่วทั้งทวีปเอเชีย วงการผู้เชี่ยวชาญยังได้เตือนให้ระวังภัยของปรากฏการณ์ “ลา นีญา” ซึ่งเป็นพี่น้องกันด้วย กำลังจะเข้ามาซ้ำเติมอีกอย่างหนึ่ง

ปรากฏการณ์ “เอล นีโญ”เกิดมาตั้งแต่ปีกลาย ลากยาวมาจนป่านนี้ เป็นครั้งที่รุนแรงสุด แม้กระทั่งแม่น้ำโขงยังเหลือระดับตื้นที่สุดในรอบหลายสิบปี แต่ที่ฟิลิปปินส์กลับมีอุทกภัย กับคลื่นความร้อนอุณหภูมิขึ้นเกิน 40 องศาเซลเซียสด้วย วงการผู้เชี่ยวชาญได้ประมาณว่า บริเวณเอเชียอาคเนย์ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 330 พันล้านบาท ประชาชนในดินแดนที่ได้รับทุกข์เหล่านั้น ยังพากันหวาดผวาจะโดนภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์ “ลา นีญา” ที่ร้ายกาจไม่แพ้กันตามมาซ้ำเข้าอีก

สำนักกิจกรรมมนุษยธรรมและบรรเทาทุกข์ แห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปอีก หากปรากฏการณ์ลานี ญา ซ้ำเข้าอีกตอนปลายปีนี้ ตัว “เอลนีโญ” เคยทำให้ประชากรโดยเฉพาะในแอฟริกา จำนวนไม่ต่ำกว่า 60 ล้านคน สิ้นเนื้อประดาตัว หาก “ลานี ญา” มาทำลายล้างเอเชียเข้าอีก ชาวทวีปเอเชียส่วนใหญ่กำลังถูกทรมานด้วยคลื่นความร้อนก็คงจะต้องทอดอาลัยในชีวิตไปตามๆกัน.

กินเจสร้างบุญ คุ้มรักษาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615408

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 พ.ค. 2559 12:01

 

วารสารของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีการศึกษาพบว่า การกินเจให้มากขึ้นจะช่วยป้องกันอุณหภูมิให้โลกร้อนลงได้ หากมีผู้ประพฤติกันเป็นเรือนล้าน จะสามารถช่วยลดอุณหภูมิลงได้ ภายใน พ.ศ.2593 นี้

เพราะการลดการกินเนื้อสัตว์ทั่วโลก จะสามารถพิทักษ์จากแก๊ส ที่ทำให้โลกร้อนได้ถึง 2 ใน 3 และยังจะลดงบประมาณ ที่จะใช้ในการรักษาความเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ และสุขภาพลงได้ไม่ต่ำกว่า 33 พันล้านบาท

ดร.มาร์โก สปริงมาน ผู้ร่วมศึกษาโครงการอาหารอนาคตของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้กล่าวว่า การกินอยู่ของคนจะเป็นผลให้โลกต้องแบกภาระใหญ่ที่สุดจากสุขภาพและเกือบจะทั่วอาณาบริเวณ เท่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ระบบอาหารมีส่วนทำให้เกิดแก๊สที่ทำให้โลกร้อน ไม่ต่ำกว่า 1 ใน 4 ดังนั้น จึงเป็นตัวการใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศ 257,300,000 บาท.

ไม้สักพิทักษ์โลก ดับร้อนผ่อนเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615394

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 พ.ค. 2559 08:01

 

สำนักวิจัยและศึกษาสิ่งแวดล้อมของแคว้นคชราช แห่งอินเดีย ค้นพบว่าไม้สักเป็นต้นไม้ที่สามารถดูดซึมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด ยิ่งกว่าต้นไม้อื่นใดหมดในอินเดีย

ในขณะที่ไม้สักสามารถที่จะดูดเก็บแก๊ส ได้มากประมาณ 3.7 ตันต่อปี ต้นยูคาลิปตัสจะดูดได้เพียง 2.47 เท่านั้น

ต้นไม้ที่ดูดเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะสามารถเก็บดูดเอาจากบรรยากาศ เก็บเอาไว้ อยู่ได้เป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่น ต้นสักที่โตขนาด 10-30 เซนติเมตร สามารถที่จะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศได้เป็นปริมาณมาก.

สหประชาชาติเตือน โลกจะร้อนเต็มท่ี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614899

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2559 08:01

 

สหประชาชาติไม่อาจจะทนเฉยอยู่ต่อไปได้ รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ให้มารวม หัวกัน หาหนทางที่จะจำกัดอุณหภูมิของโลก ไม่ให้ร้อนรุนแรงไปกว่านี้ ด้วยเกรงว่า หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอีกแม้แต่เพียงเล็กน้อย อาจจะเป็นความพินาศได้

คณะนักวิทยาศาสตร์จะค้นหาหนทางเพื่อที่จะจำกัดอุณหภูมิเพื่อไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า หากปล่อยให้อุณหภูมิขึ้นไปอีก จากระดับปัจจุบันแม้แต่เพียงเล็กน้อย จะเกิดอันตรายร้ายแรงจากปะการังตามริมฝั่งทะเลที่ถูกทำลายและระดับน้ำทะเลล้นฝั่ง.

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระราชดำริ นำร่องแก้วิกฤติภัยแล้ง : น้ำคือ…ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614330

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2559 05:15

 

น้ำคือชีวิต!

มี “น้ำ” มี “ชีวิต”

โครงการน้ำคือชีวิต คือ โครงการสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ดำเนินการ “ทำดีเพื่อแผ่นดินถวายพระเจ้าแผ่นดิน สนองพระมหากรุณาธิคุณ” ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกันดารมาเป็นเวลายาวนาน

ทั้งยังเป็นโครงการซึ่งถูกนำมาใช้แก้ปัญหา “ภัยแล้ง” ที่กำลังคุกคามคนไทยอย่างหนักหนาสาหัส โดยร่วมกับแนวทางประชารัฐของรัฐบาลในการบริหารการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ส่งผลต่อทุกภาคส่วนรุนแรงมาก

ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยฯ รวม 2,228 ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูแล้ง วันที่ 1 พ.ย.2558 มีน้ำไหลลงเขื่อนเพียง 1,036ล้านลูกบาศก์เมตร น้อยกว่าค่าเฉลี่ย และได้มีการระบายน้ำไปแล้ว 2,674 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้อยกว่าแผนที่วางเอาไว้

ส่วนเขื่อนอื่นๆ ก็ล้วนตกอยู่ในสภาพวิกฤติไม่แพ้กัน หลายแห่งปริมาณน้ำใช้การได้จริงหมดลงไปแล้ว และอยู่ในภาวะใช้น้ำใต้ระดับเก็บกักต่ำสุดหรือน้ำก้นอ่าง โดยขณะนี้ใช้น้ำใต้ระดับเก็บกักต่ำสุดไปแล้ว 11 ล้านลูกบาศก์เมตร

ขณะที่พื้นที่ป่าต้นน้ำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำปิง กลายเป็น “เขาหัวโล้น” ส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น มีอากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีอุณหภูมิสูงสุดช่วงกลางวันกว่า 41 องศาเซลเซียส ส่วนภาคตะวันออก ภาคใต้และ กทม. อุณหภูมิสูงสุด 39-40 องศาเซลเซียส เมื่อยิ่งร้อนก็ยิ่งเท่ากับซ้ำเติมทำให้สถานการณ์น้ำแล้งยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก

นี่ยังไม่รวมถึงปริมาณฝน ตั้งแต่ต้นปีปริมาณฝนโดยรวมของประเทศไทยน้อยกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 45%

ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จึงถูกหยิบยกขึ้นมาแก้วิกฤติภัยแล้ง ตามนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งรัฐบาลมอบให้กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหอกเร่งแก้ไขปัญหา

โดยโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นโครงการนำร่อง

“ขณะนี้ประเทศไทยกักเก็บน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอกับความต้องการ จากที่ควรจะกักเก็บได้ตามมาตรฐาน
โลกที่ประมาณ 20% จากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา แต่ประเทศไทยกักเก็บได้เพียง 10% เท่านั้น จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดความขาดแคลนน้ำ ความจริงควรจะหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่ม ดังนั้นโครงการพระราชดำริฯ ด้านน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด โดยขณะนี้ กรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระ ราชดำริแก้วิกฤติน้ำแล้ง ตามกระแส พระราชดำรัส ที่ว่า “หลักสําคัญ ว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟ คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ ไม่ได้” นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระราชดำริ แก้วิกฤติน้ำแล้ง ที่ถูกยกเป็นโครงการนำร่อง เคยเป็นพื้นที่ซึ่งประสบปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร สภาพเดิมเป็นลำห้วยพื้นราบระหว่างช่องเขาหลายลูกเรียงรายอยู่รอบๆอ่าง เรียกม่อนห้วยแก้ว ม่อนหินไหลหินชัน ม่อนห้วยพระเจ้า ม่อนหอย มีทางน้ำไหลมาจากช่องเขา 2 สายมาบรรจบกันเรียก 2 สบแล้วมาเป็นลำน้ำห้วยแก้ว จึงเท่ากับรับน้ำที่ไหลทอดยาวมาจากม่อนหรือดอยดังกล่าวผ่านพื้นราบช่องเขามารวมกัน ซึ่งในอดีตพอได้เก็บกักน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปอ่างดังกล่าวตื้นเขิน น้ำที่ไหลมาเก็บกักไว้ได้น้อยลง เข้าหน้าแล้งก็แห้งไปเกือบหมดทำให้ประชาชนที่เคยได้ใช้ประโยชน์พลอยเดือดร้อนไปด้วย กรมทรัพยากรน้ำจึงเข้าไปแก้ปัญหา ทำเป็นเขื่อนดินขึ้นมาพร้อมระบบส่งน้ำเพื่อกระจายน้ำให้ประชาชนอย่างทั่วถึง มีลักษณะโครงการเป็นเขื่อนดิน สูง 24 เมตร ยาว 329 เมตร ความจุ 2,180,000 ลูกบาศก์เมตร ความยาวระบบส่งน้ำ 12.429 กิโลเมตร งบประมาณ 130.6960 ล้านบาท มีประชาชนได้รับประโยชน์ 950 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 5,000 ไร่

นายสุพจน์ ได้ฉายภาพโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระราชดำริ ว่า เป็นโครงการนำร่องของกระทรวงทรัพยากรฯ ตามความร่วมมือกันตามแนวทางประชารัฐในการบริหารการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการติดตั้งมิเตอร์วัดน้ำที่ส่งให้กับพื้นที่การเกษตรเพื่อควบคุมปริมาณน้ำได้อย่างเหมาะสม ทำให้พื้นที่มีน้ำพอใช้ ไม่ขาดแคลนน้ำเหมือนพื้นที่อื่นๆ ช่วยให้เศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง โครงการนี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่เกิดจากความ ร่วมมือร่วมใจแบบประชารัฐ โดยรัฐบาลได้ส่งมอบโครงการให้กับประชาชนและท้องถิ่นใช้ประโยชน์ร่วมกันไปแล้วเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา

“วันนี้ชาวบ้านตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ตระหนักถึงความห่วงใยที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงมีต่อประชาชน จึงได้ร่วมกันสร้างสำนึกในการที่จะใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและช่วยกันดูแลรักษา ให้ความรู้ในการดูแล เช่น ไม่ตัดไม้ทำลายป่า มีกติกาห้ามตัดห้ามทำลาย ชาวบ้านร่วมกันดูแลและปลูกเสริม” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ระบุชัดในที่สุด

และจากนี้จะมีการขยายโครงการออกไปทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในเรื่องน้ำในพื้นที่ห่างไกลกันดารให้สมกับเป็นโครงการสนองพระราชดำริ “น้ำคือชีวิต” ทำดีเพื่อแผ่นดิน ถวายพระเจ้าแผ่นดิน

สนองพระมหากรุณาธิคุณพ่อของแผ่นดิน ซึ่งได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ”

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

“สุรศักดิ์” โอดถูกเย้ยเขาหัวโล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614572

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2559 05:01

 

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวในการประชุมการป่าไม้ ประจำปี 2559 หัวข้อ “เศรษฐกิจเชิงนิเวศบนฐานการป่าไม้” เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีการป่าไม้ และ 80 ปีวนศาสตร์ ว่า ขณะนี้โซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่ภาพภูเขาหัวโล้นอย่างแพร่หลาย แม้แต่ตนก็ได้รับการส่งต่อภาพทางไลน์จากเพื่อนฝูง รุ่นพี่ รุ่นน้องที่เป็นทหารจำนวนมาก ซึ่งมีการระบุข้อความในภาพว่าถ้ากูเป็น รมว.ทรัพยากรฯ กูจะลาออก เขาบอกเห็นภาพแล้วของขึ้น ซึ่งตนก็อธิบายให้ฟังว่าขณะนี้ ทส.กำลังทำอะไรบ้าง โดยได้หารือกับนายกรัฐมนตรี ว่าจะทำแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเขาหัวโล้น 20 ปีและจะมีการดำเนินการในพื้นที่เร่งด่วนนำร่องที่ จ.เชียงใหม่และน่าน.