เชื้อแบคทีเรียเข้าสมองและก่อโรคได้อย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566925

โดย หมอดื้อ 24 ม.ค. 2559 05:01

 

“เชื้อแบคทีเรีย”…สามารถก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตามมาด้วยเส้นเลือดในสมองอักเสบ อุดตันก่อให้เกิดอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือเกิดฝีในสมอง การเกิดโรคดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ จำต้องมีสภาวะเกื้อหนุน ได้แก่ ตัวเชื้อเอง ซึ่งมีคุณสมบัติทะลุทะลวงเข้าในเยื่อหุ้มสมอง ปัจจัยเอื้ออำนวยให้เชื้อรุกล้ำเข้าในสมองได้ง่ายขึ้นและขึ้นกับผู้ป่วยว่ามีระบบป้องกันต่อสู้เชื้อโรคดีหรือไม่เพียงใด

โดยปกติโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดได้ทุกอายุ โดยที่ชนิดของเชื้อในต่างกลุ่มอายุจะต่างกันออกไปบ้าง ตั้งแต่ในช่วงทารกจนถึง 1-3 เดือน ในเด็กโต ผู้ใหญ่และคนแก่ที่มีอายุมากกว่า 50-60 ปี

เชื้อตัวการที่พบบ่อย คือ Streptococcus pneumoniae, Hemophilus influenzae, Neisseria meningitidis ทั้งนี้จะมี “กลุ่มพิเศษ” ที่จะมีเชื้อพิเศษที่แตกต่างออกไปและจะลุกลามได้มาก คือ เด็กทารก คนแก่ และมารดาที่คลอดบุตรใหม่ๆ รวมทั้งผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเชื้อ HIV มีตับแข็ง ติดสุราเรื้อรัง จากที่เป็นมะเร็ง หรือได้รับสารกดภูมิคุ้มกัน หรือมีโรคแพ้ภูมิตนเอง

ปัจจัยเอื้ออำนวยอื่นๆให้เชื้อรุกล้ำเข้าในสมองได้ง่ายขึ้น เช่น การที่มีกะโหลกศีรษะแตกร้าว (เช่น จากอุบัติเหตุ) ทำให้เยื่อหุ้มสมองฉีกขาด และมีช่องทางติดต่อระหว่างโครงสร้างภายนอกสมอง เช่น โพรงจมูก รูหู กับเยื่อ หุ้มสมอง คนที่มีหูน้ำหนวก มีโพรงไซนัสอักเสบเป็นหนอง รากฟันติดเชื้อ มีหนองเหล่านี้ จะเป็นโอกาสเฉพาะทำให้เชื้อรุกล้ำเข้าโดยตรงหรือเอื้ออำนวยให้เชื้อเข้าได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เกิดทั่วไปมักจะเกิดจากการที่มีเชื้อกองกระจุกอยู่ในโพรงจมูกส่วนหลัง โดยได้เชื้อมาจากการถูกไอ จามรด แต่เชื้อต้องมีคุณสมบัติพิเศษในการหลบหลีก กระบวนการขจัดเชื้อของร่างกาย ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างประสิทธิภาพเขี้ยวเล็บของตัวเอง จนกระทั่งสามารถลุกลามเข้ากระแสเลือด โดยที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไข้ปวดเมื่อย และเมื่อรุกล้ำเข้าหลอดเลือดในสมองได้ก็จะเข้าไปในน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

การอักเสบที่เกิดขึ้นเกิดจากทั้งตัวเชื้อเองและกลไกการต่อสู้ของร่างกาย ถ้าเยื่อหุ้มสมองอักเสบไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีจะเสียชีวิตหรือถ้าได้รับการรักษาช้าไป แม้ไม่ตายก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนคือเส้น เลือดดำและแดงในสมองอักเสบ อุดตัน เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตมีความดันสูงในสมอง ซึ่งจะมีความพิการตลอดชีวิต

เชื้อบางชนิดนอกจากกลวิธีดังกล่าว ยังอาจเข้าร่างกายจากทางการกิน เช่น เชื้อ Listeria monocytogenes มีท้องเสียก่อน และเกิด “ก้านสมอง” อักเสบ โคม่า หรือเกิดฝีในบริเวณใต้ผิวสมอง (subcortical abscess) แต่เชื้อนี้โดยปกติชอบ “กลุ่มพิเศษ” มากกว่าที่จะเกิดในคนปกติ

เชื้อที่ชอบ “กลุ่มพิเศษ” อีกตัวคือ Streptococcus agalactiae (Streptococcus group B) โดยมีคุณสมบัติคือ มีความสามารถเกาะติดกับเส้นเลือดในสมองตั้งแต่แรก เกิดการอักเสบ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตตั้งแต่ต้น (โดยที่เชื้ออื่นๆมักเกิดในระยะหลัง) พร้อมกับเลือดเป็นพิษและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เชื้อแบคทีเรียอีกชนิดที่อาจเข้าร่างกายทางการกินอาหารที่ไม่สุก หรือสัมผัสกับเนื้อหมูที่มีเชื้อขณะชำแหละ ได้แก่ Streptococcus suis

เชื้อนี้จะทำให้มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อแม้กระทั่งเกิดข้ออักเสบ และก่อให้เกิดโลหิตเป็นพิษอย่างเฉียบพลันได้ แต่ก็อาจเกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบเชื้อวัณโรค และเกิดเส้นประสาทหูอักเสบทำให้เกิดหูดับได้มากกว่าเชื้ออื่นๆบ้าง

นอกจากนั้นเชื้อบางชนิดยังอาศัยตัวกลางก่อนเข้าสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น เกิดการติดเชื้อในลิ้นหัวใจและเกิดก้อนอักเสบที่มีเชื้อภายในหลุดลอยไปยังเส้นเลือดในสมองเกิดเส้นเลือดอักเสบ ฝีในสมอง เส้นเลือดตันหรือพองจนแตก เกิดอัมพาต ในกรณีอื่นๆเชื้ออาจจะไม่ได้ชอบสมองตั้งแต่ต้น แต่เข้าไปติดเชื้อในปอดหรือไตเกิดปอดบวม ไตอักเสบ ถ้าแก้ไม่ทันค่อยเข้าสมองตามหลัง

การรักษาต้องได้รับการวินิจฉัยทันท่วงทีตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นจะมีความพิการหรือถึงแก่ชีวิต และประเมินตัวผู้ป่วยว่าเป็นกลุ่มพิเศษหรือไม่ ซึ่งมีโอกาสได้รับเชื้อที่ต่างจากคนปกติหรือผู้ป่วยนั้นๆมีภาวะปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เชื้อลุกลาม เข้าสมองโดยตรงจากภายนอก เช่น มีหูน้ำหนวก ไซนัสมีหนองกะโหลกร้าว เยื่อหุ้มสมองฉีกขาด และเมื่อได้ตัวเชื้อแล้วต้องประเมินว่าดื้อต่อยาที่ให้หรือไม่ และนอกจากรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบแล้วก็ต้องรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น เมื่อเชื้อทะลุทะลวงเข้าหลอดเลือด หรือมีความดันสูง ในสมอง

หลักปฏิบัติที่ควรทำในคนทั่วไปคือรักษาสุขอนามัย ออกกำลังสม่ำเสมอ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าออกกำลังกายมากเกินไปทำให้เกิดโรคติดเชื้อหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

รับประทานอาหารสะอาด ปรุงสุก ผักผลไม้สดต้องล้างสะอาด ถ้ามีไอ จาม ต้องหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายเชื้อจากตัวเองสู่คนอื่นโดยการปิดปากปิดจมูก และคนปกติต้องหลีกเลี่ยงที่แออัด เลี่ยงจากคนที่มีอาการไอ จาม หรือมีอาการป่วย รับประทานอาหารควรมีช้อนกลางคนที่มีเชื้อซ่อนเป็นพาหะควรป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ โรงฆ่าชำแหละสัตว์และสุกรต้องมีการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด…

สุราในปริมาณเหมาะสมแม้จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ สมอง แต่ที่ปฏิบัติกันกลับดื่มจนเมามาย และเกิดตับแข็ง และภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ.

หมอดื้อ

เทรนด์ออกกำลังกายใหม่ คลาสเต้นจี๊ด 45 นาที เบิร์น 500 แคลอรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566414

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ม.ค. 2559 05:01

 

สร้างความฮือฮาในหมู่คนรักสุขภาพตั้งแต่เปิดตัวในเมืองไทย สำหรับ “เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ” ฟิตเนสคลับระดับพรีเมียมจากเกาะอังกฤษ ล่าสุด สรรหาความสนุกแนวใหม่ในการออกกำลังกายมาดึงดูดใจแฟนๆ ด้วยการนำเสนอไลฟ์สไตล์แอ็คทีฟใหม่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง “พัลส์ พาวเวอร์ บาย คลับเบอร์ไซส์” (PULSE Powered by Clubbercise) คลาสเต้นสุดฮอตจากเมืองผู้ดี ที่มาเปิดตัวในไทยเป็นแห่งแรกของเอเชีย เพื่อให้หนุ่มสาวคนรัก การออกกำลังกายได้ฟิตแอนด์เฟิร์มเบิร์นแคลอรี ออกลีลาท่วงท่าเต็มที่ตามสเต็ปเพลงแดนซ์ยอดฮิตท่าม กลางบรรยากาศเร้าใจแสงสีไฟดิสโก้ของไนท์คลับอันคึกคัก ที่ชวนให้ชีพจรเต้นแรง รับรองว่าเลือดลมสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ทำให้ได้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟีน ช่วยปลดปล่อยจากความเครียดสะสม

โดยครูฝึกผู้เชี่ยวชาญผสานสเต็ปการเต้นรำเข้ากับท่วงท่าแอโรบิกที่ทำง่ายแต่เรียกเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดออกกำลังกาย หรือคนที่ฟิต แอนด์เฟิร์มอยู่แล้ว ก็สามารถปล่อยตัวปล่อยใจให้สนุกสนานไปกับคลาสพัลส์เต็มที่ แถมยังมีอุปกรณ์เพิ่มความคึกคักคือแท่งไฟสีสะท้อนแสง ให้ได้กระชับกล้ามเนื้อแขนให้เรียวได้รูป พิสูจน์แล้วว่า เข้าคลาสแค่ 45 นาที ก็สามารถเบิร์นแคลอรีได้มากกว่า 500 แคลอรี อะเมซซิ่งจริงๆ.

10 สิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ “Orgasm”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563369

โดย GQ Thailand 22 ม.ค. 2559 16:01

 

Orgasm หรือการไปถึงจุดสุดยอด เป็นสิ่งปรารถนาของคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์กัน เป็นแรงขับเคลื่อนจากภายในสู่ภายนอกเพื่อความสุขสมของทั้งสองฝ่าย

เมื่อปี 2009 ในงานพูดที่ทรงพลังที่สุดของโลกอย่าง Ted Talk ยังมีหัวข้อ “10 things you didn’t know about orgasm” พูดโดย Mary Roach ผู้เขียนBonk: The Curious Coupling of Science and Sex ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเวลา 18 นาทีบนเวทีของเธอ มันทั้งสนุกและตลก มีคนดูมากกว่า 17 ล้านวิว แสดงว่ามีคนสนในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก และนี่คือที่มาของข้อเท็จจริงกับสิ่งที่เรียกว่า Orgasms ที่คุณควรรู้

1. การไปถึงจุดสุดยอดแม้จะใช้วิธีช่วยตัวเองได้ แต่ความสนุกและความฟินจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าถ้าคุณมีคู่ขามาช่วย

2. บางครั้งการที่คุณคิดว่าถึงจุดสุดยอดแล้ว อาจไม่ใช่ก็ได้ โดยเฉพาะผู้ชายที่มักจะโกหกคู่นอน แม้จะมีการหลั่งอสุจิก็ตาม

3. คุณไม่จำเป็นต้องมีอวัยวะเพศก็สามารถไปถึงจุดสุดยอดได้

4. ในคนที่แข็งแรงมากๆ สามารถไปถึงจุดสุดยอดได้ในระยะเวลาสั้นๆ และต่อเนื่องกัน โดยแทบไม่พัก

5. โดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายมีระยะเวลาถึงจุดสุดยอดสั้นกว่าผู้หญิง ของผู้ชายจะอยู่ที่เวลา 5-22 วินาที ส่วนผู้หญิง 20 วินาทีเป็นอย่างต่ำ

6. เป็นที่รู้กันว่า แม้ผู้ชายจะไม่ได้ปล่อยน้ำอสุจิในตัวผู้หญิง แต่ก็มีความเสี่ยงที่ผู้หญิงอาจจะตั้งท้องก็ได้

7. ถ้าคุณมีอาการปวดหัว หรือเครียดจากการทำงาน วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการไปถึงจุดสุดยอด

8. การหลั่งน้ำอสุจิกับการถึงจุดสุดยอดเป็นคนละเรื่องกัน ผู้ชายสามารถไปถึงจุดสุดยอดโดยไม่หลั่งอสุจิเลยก็ได้

9. เมื่อเกิดการหลั่งน้ำอสุจิ สเปิร์มที่แข็งแรงที่สุดจะวิ่งเข้าสู่รังไข่ โดยวิ่งด้วยความเร็ว 28 ไมล์ต่อชั่วโมง เทียบกับ ยูเซน โบล ยอดนักวิ่งลมกรดแชมป์โอลิมปิกที่วิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 27.79 ไมล์ต่อชั่วโมง

10. ผู้ชายขอเวลา 7 นาทีในการบิ้วอารมณ์และเดินทางสู่จุดสุดยอด

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

ง่ายนิดเดียว!! ดูแลสุขภาพให้ฟิต ด้วยเทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565937

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ม.ค. 2559 05:45

 

หลายคนตั้งปณิธานตั้งแต่ต้นปีจะเริ่มดูแลสุขภาพให้ฟิตขึ้น แต่ไม่รู้จะสตาร์ตตรงไหนดี พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลสมิติเวชมีคำแนะนำดีๆถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพในระยะยาวว่า สุขภาพเป็นสิ่งที่เราต้องทำเอง ใครก็ซื้อมาให้ไม่ได้ จึงต้องตั้งใจและลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ การจะรักษาพฤติกรรมนี้ให้ต่อเนื่องนั้นไม่มีสูตรสำเร็จ อย่างแรกที่ต้องมีแน่ๆคือ ความตั้งใจ และลงมือทำจริงจนเป็นกิจวัตร ข้อสองคือ ตั้งเป้าหมายง่ายๆที่เราทำได้ อย่าตั้งไว้สูงเกินไป ปรับให้เข้ากับตัวเอง แล้วค่อยๆทำเป็นขั้นเป็นตอน

พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล

คุณหมอธิดากานต์ บอกเล่าอีกว่า สำหรับมือใหม่เริ่มหัดดูแลตัวเอง ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับชีวิตของเรา ไม่ต้องไปวิ่ง 5 กิโล 10 กิโล ถ้าไม่ไหว แต่อาจหากิจกรรมสนุกๆที่เราชอบแทน เช่น เต้นแอโรบิก ต่อยมวย ที่สำคัญต้องหาแรงจูงใจ เช่น หาเพื่อนร่วมปณิธาน ช่วยกันสร้างความสำเร็จด้านสุขภาพทีละขั้นไปด้วยกัน

ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยให้การเปลี่ยนพฤติกรรม และการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทั้งในรูปแบบอุปกรณ์ดูแลสุขภาพ หรือแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ แต่ควรเลือกโปรแกรมที่สร้างแรงจูงใจให้เปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างแท้จริง เช่น ควรมีระบบติดตามเก็บข้อมูลการออกกำลังกายที่แม่นยำ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเก็บข้อมูล และยังทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุกมากขึ้น หรือโปรแกรมที่ให้สิทธิประโยชน์คืนกลับมาเพื่อเป็นแรงกระตุ้นในการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น โปรแกรม AIA Vitality โปรแกรมดูแลสุขภาพแนวใหม่ที่ออกแบบโดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมเป็นครั้งแรก มุ่งสนับสนุนให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการมีสุขภาพดีโดยใช้แรงจูงใจ เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสนุกและต่อเนื่อง ที่สำคัญคือสมาชิกจะได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์ทันทีที่เริ่มดูแลสุขภาพ และยิ่งสุขภาพดีขึ้นก็ยิ่งเพลิดเพลินกับรางวัลและสิทธิประโยชน์มากมายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่.

ซึมเศร้า
 ตอนที่ 2 อาการและการแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561719

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 22 ม.ค. 2559 05:30

 

สำหรับอาการของโรคซึมเศร้า แน่นอนว่าจะต้องมีภาวะการซึมเศร้า รวมทั้งมีการเบื่อหน่าย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ต้องเศร้า ร้องไห้ เสียใจ แต่มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ร้องไห้ แต่มีอาการเซ็ง เบื่อ ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่มีชีวิตชีวา เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่อยากไป เบื่อไปหมด ไม่มีความสนุกสนานในใจ

อาการของโรคซึมเศร้ามีผลกระทบต่อการฆ่าตัวตาย คือ เมื่อซึมเศร้าแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า จะมีชีวิตไปทำไม ที่พบบ่อยคือ อาการซึมเศร้าร่วมกับโรคเรื้อรังทางด้านร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง โรคอัมพาต ซึ่งทำให้เกิดแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายได้ เพราะเกิดความรู้สึกว่าเป็นภาระกับผู้อื่น

อาการ

หลักการสังเกตผู้ที่มีอาการ คือ สังเกตว่านิสัยเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ พูดน้อยลง เงียบลงกว่าเดิม ผอมลง ไม่พูดไม่จา ดูซึมๆ ซึ่งช่วงเริ่มแรกที่เป็น อาการอาจสังเกตเห็นได้ยาก แต่เมื่อสะสมมากๆ จะแสดงออกมาชัดเจนมากขึ้น อารมณ์ต่างๆ จะเหมือนกราฟที่ค่อยๆ ตกลงมา

วิธีการแก้ไข

เราสามารถช่วยแก้ปัญหาขั้นต้นได้ด้วยการฟัง หลักการสำคัญ คือ ฟังให้มาก เพราะส่วนใหญ่พอเขาเริ่มพูด เรายังไม่ทันฟังเลย บางทีก็ให้กำลังใจไปว่าสู้ๆ แต่จริงๆ ต้องฟังเขาก่อนว่า เขาจะพูดจะสื่อสารอะไร ให้เขาได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจ คนเราถ้าได้พูดอะไรออกมา ความเครียดก็จะลดลง

การป้องกัน

การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การมีเพื่อน มีคนปรึกษา มีคนพูดคุยกัน เพื่อลดความเครียดในตัวเรา สำคัญที่สุดอยู่ที่มุมมองของปัญหา ถ้ามองให้ดีความกดดันต่างๆ ก็จะลดลง ควรปรับความคิด ปรับอารมณ์ ทำใจให้ผ่อนคลาย อย่าจมกับเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกหดหู่

เมื่อทราบอาการ สาเหตุ และแนวทางการป้องกันแล้ว ก็ไม่ยากเลยที่จะนำไปปฏิบัติต่อสมาชิกภายในครอบครัว เพื่อขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากภาวะซึมเศร้าได้

ศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

12 เดือน 12 ท่า ครีเอตไปอีก! ฝึกโยคะผ่านปฏิทิน อยู่ที่ไหนก็สุขภาพดีได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565989

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ม.ค. 2559 15:25

 

ปีใหม่แบบนี้ เชื่อว่าหลายคนเริ่มวางแผนการใช้ชีวิตในปีนี้ ด้วยการสร้างความสุขเลือกทำสิ่งที่ดีเป็นมงคลต้อนรับปีใหม่ ประหนึ่งเริ่มต้นชีวิตใหม่กับความสดใสจิตใจเบิกบาน แต่จะเป็นอย่างไรหากตลอดทั้งปีที่จะถึงนี้ คุณจะได้เริ่มสร้างความสุขคู่สุขภาพดีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับตัวเอง ด้วยประโยชน์จากศาสตร์แห่งโยคะ

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ นำปฏิทินปีใหม่ 2016 ของสตูดิโอโยคะชื่อดัง YOGA&ME ปฏิทินโยคะเล่มพิเศษของเมืองไทย มาเปิดให้ได้ชมกัน บอกเลยว่าไม่เหมือนปฏิทินทั่วๆ ไป สร้างสรรค์ขึ้นจากแนวคิดของกลุ่มครูโยคะที่ต้องการส่งมอบ “ความสุขคู่สุขภาพดี” (Be Happy Be Healthy) เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่แก่ทุกคน ด้วยการถ่ายทอดความรู้และประโยชน์จากศาสตร์โยคะ ผ่านภาพถ่ายแฟชั่นเซตโยคะที่สวยงาม ทันสมัย อิงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในปัจจุบัน ทั้งหมด 13 ภาพ และคลิปวีดิโอแฟชั่นฟิล์มท่าโยคะต่างๆ ซึ่งสามารถรับชมได้ผ่านการสแกน QR.Code ทั้งหมด 12 คลิป/12 เดือน เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ควบคู่กับการฝึกจิตใจให้สงบนิ่ง มีสติสามารถควบคุมอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจในการฝึกโยคะ เพื่อปรับสมดุลชีวิตให้พัฒนาอย่างมีคุณภาพ

สแกน QR.Code ผ่านปฏิทินจะเป็นคลิปสอนโยคะ

นอกจากนี้เพื่อการเนรมิต “ความสุขคู่สุขภาพดี” (Be Happy Be Healthy) ตลอดทั้งปี ภายในแต่ละเดือนของปฏิทินจะมีคอนเซ็ปต์การฝึกโยคะที่แตกต่างไม่ซ้ำกัน เพื่อให้ทุกคนเรียนรู้ประโยชน์จากศาสตร์โยคะได้อย่างครบถ้วน สนุกกับการฝึกที่ไม่ซ้ำซากจำเจ ทำท่าฝึกที่ท้าทายยิ่งขึ้น โดยประกอบด้วย 12 คอนเซ็ปต์ เริ่มจากเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม ได้แก่

1. Yoga for Boost Up Energy!

2. Yoga for Broken Heart

3. Yoga for Workaholic

4. A.M. Yoga

5. Yoga for Healthy Back

6. Yoga for Digestion

7. Yoga for Runners & Cyclists

8. Yoga for Insomnia

9. Yoga for High Heels Lovers

10. Yoga for Jet Lag

11. Yoga for Better Sex

12. Yoga for Hangover

อย่าปล่อยให้ 365 วันในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงของคุณ ทุ่มเทให้กับสารพัดเรื่องราวอื่นๆ จนลืมดูแลสุขภาพกายและใจของคุณเอง

ชมคลิป เดือนมกราคม

5 ทิปดูแล “น้องชาย” ให้แข็งแกร่งสู้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562805

โดย Playboy Thailand 19 ม.ค. 2559 16:01

 

สำหรับผู้ชายบางคน อาจจะใส่ใจกับสิ่งที่อยู่นอกร่มผ้ามากจนลืมไปว่า สิ่งที่อยู่ในร่มผ้าอย่างน้องชายของเราก็ควรให้ความสนใจและใส่ใจกันด้วย ไม่ใช่เพื่อให้อยู่กันนานๆ แต่เพื่อสุขอนามัยที่ดี และนี่คือหลากวิธีในการใส่ใจต่อน้องชายของเรา

1. ทำความสะอาดอย่างใส่ใจ

จริงๆ แล้วน้องชายของเราไม่มีความซับซ้อนในเชิงกายภาพ เหมือนกับจุดซ่อนเร้นของผู้หญิง การทำความสะอาดจึงง่าย ไม่ยุ่งยาก อาจใช้แค่น้ำธรรมดาก็พอแล้ว เพียงแต่ต้องทำความสะอาดบริเวณ หนังหุ้มปลายให้หมดจด โดยเฉพาะการล้างคราบไคล หรือคราบปัสสาวะที่อาจตกค้างอยู่ภายใน จนก่อให้เกิดการหมักหมม และนำไปสู่กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ส่วนคนที่มีเหงื่อมากและมีกลิ่นจากส่วนนั้นมากเป็นพิเศษแล้ว ก็ควรจะใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เพื่อขจัดกลิ่นออกไป การหมักหมมและการที่ไม่ทำความสะอาดให้ดี อาจทำให้เป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อโรคมากมาย และที่สำคัญคือ HPV ไวรัส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในเพศหญิง และมะเร็งองคชาตในเพศชาย

2. เลือกที่อยู่ให้ถูกใจ

ปัญหาที่กลายเป็นหญ้าปากคอกสำหรับชายหนุ่มทั่วไปคือ การไม่ปลูกบ้าน ตามใจผู้อยู่ ดังนั้นการเลือกกางเกงในที่ดีและเหมาะสม จึงเปรียบเสมือนการเลือกบ้านที่ดีให้กับน้องชายของเรา ควรเลือกกางเกงในให้เหมาะกับขนาด ไม่ควรฟิตหรือรัดแน่นจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ใส่แล้วไม่สบาย หงุดหงิด นอกจากนั้นควรเลือกเนื้อผ้าที่โปร่งและระบายอากาศได้ดี โดยเฉพาะเมืองไทยที่อากาศร้อน โอกาสที่เหงื่อจะออกมีค่อนข้างสูง และถ้าไม่ดูแลดีๆ อาจจะนำไปสู่อาการคันของโรคเชื้อราในร่มผ้าได้

3. จะจัดวางอย่างไรก็ตามใจ

ไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่าการจัดวางน้องชายให้นอนอยู่ในท่าไหนดีที่สุด งุ้มลง เชิดขึ้น หรือเอียงซ้าย-ขวา ดังนั้นเลือกเอาแบบที่สบาย และไม่ต้องกังวลต่อข่าวลือและความเข้าใจแบบผิดๆ ว่า การจัดวางที่ไม่เหมาะสมอาจจะทำให้เป็นหมัน หรือส่งผลต่อสมรรถนะทางเพศได้

4. ดูแลสุขภาพ

เราหมายถึงการไม่หักโหมกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย

5. พาไปออกกำลังกายบ่อยๆ

ก็เหมือนกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย น้องชายของเราก็ต้องการ การออกกำลังกาย สิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากที่จะทำให้อวัยวะเพศชายมีสุขภาพดีนั้นคือ การแข็งตัวของอวัยวะเพศและทำให้เกิดการหลั่ง จะช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดไปยังต่อมลูกหมาก คุณสามารถออกกำลังกายอวัยวะเพศชายของคุณได้ด้วยวิธีธรรมชาติที่หนุ่มๆ เริ่มทำกันมาตั้งแต่วัยรุ่น ใช้งานเป็นประจำสม่ำเสมอ สำหรับผู้ชายแล้วการใช้งานอาวุธประจำกายเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นอย่างต่ำจะทำให้สมรรถภาพทางเพศอยู่ในภาวะปกติ

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

วางกฎเหล็ก! ‘ห้าม’ 4 วิธีไดเอท ยอดแย่ ทำหุ่นเสียสุขภาพพัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562791

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2559 06:05

 

หากสาวๆ กำลังหาวิธีลดความอ้วนอยู่ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอเตือนคุณอย่าได้ทำสิ่งต่อไปนี้ เพราะมันจะส่งผลให้สุขภาพ และหุ่นสวยของคุณเสียหายอย่างจัง หากแต่ลองเป็นวิธีอื่น อย่างการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารก็ไม่เลวนะ !

1. ไดเอทด้วยการเลือกทานอาหาร
ไม่ว่าจะเป็นไข่ต้ม สลัดผัก ซุปต่างๆ โฮลวีท หรือจำพวกผลไม้ จริงอยู่ที่มันช่วยสาวๆ ลดความอ้วนได้ หากแต่สาวๆ ทานมันเป็นประจำทุกวันก็อาจทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้เหมือนกัน ลองคิดดูสิ สาวๆ เน้นย้ำทานแต่อาหารลดความอ้วนอยู่แบบนั้น ทำให้ไม่ได้รับสารอาหารประเภทอื่นเข้าร่างกายเลย (ซึ่งบางทีมันก็จำเป็นกับร่างกายนะ) แล้วแบบนี้ร่างกายจะได้คุณค่าของสารอาหารครบถ้วนได้อย่างไร จำไว้ว่า คนเราต้องการสารอาหารหลากหลายประเภทนะ อาหารที่สาวๆ ทานมันอาจจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ ทว่าแลกกับกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร สาวๆ ว่าคุ้มกันไหมล่ะ ?!

ทานแต่ผลไม้อย่างเดียว เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหารได้นะ

2. ไดเอทด้วยการดีท็อกซ์
เพิ่งทานไปหยกๆ คุณก็คิดจะเอาอาหารออกแล้วหรอ? แบบนี้ไม่ดีมั้ง ‘ดีท็อกซ์’ คือการล้างเอาสารพิษออกจากร่างกาย หากแต่คุณหวังใช้วิธีนี้เพื่อรีดน้ำหนัก และกระชับหน้าท้องของคุณให้แบนราบ มันคงจะเป็นอะไรที่ดูโง่ที่สุด เพราะเมื่อคุณทานแล้วถ่ายออกมา ไม่เพียงคุณจะกลับมาหิวอีกครั้ง (จนต้องยัดอาหารเข้าไปอีก) ทว่าร่างกายคุณยังไม่ได้ดูดซึมสารอาหารเอาไปใช้อย่างเต็มที่ เราแนะนำว่า ปล่อยให้มันเป็นไปตามกระบวนการทำงานของร่างกายจะดีกว่านะ ถ้าคุณอยากให้หุ่นสวยเป๊ะจริงๆ ก็แค่ควบคุมอาหารให้น้อยลง และเน้นเบิร์นด้วยการออกกำลังกายแทน!

เน้นเบิร์นด้วยการออกกำลังกาย !

3. ไดเอทด้วยการอดอาหาร


มันเหมือนกันกับข้อ 1. แต่อาจจะเลวร้ายกว่า สาวๆ หลายคนคิดว่า การอดอาหารเป็นหนึ่งวิธีที่ลดน้ำหนักได้ไว และกำจัดหน้าท้องไปได้อย่างรวดเร็ว แต่จริงๆ นอกจากมันจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว มันยังทำให้คุณกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร ตลอดจนระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานผิดปกติ ซึ่งเมื่อไหร่ที่คุณเลือกอดอาหาร และหันมาทานเป็นปกติ มันก็จะส่งผลให้ระบบเผาผลาญแปรปรวนจนเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ กลับมาอวบอ้วนอีก ฉะนั้นแทนที่คุณจะอดอาหารเปลี่ยนเป็น ‘การคุมอาหาร’ ทานแต่น้อย และทานแต่อาหารที่มีประโยชน์แทน จะดีกว่าไหม ?

ควบคุมอาหาร ทานให้น้อยลง

4. ไดเอทด้วยยามหัศจรรย์

ตัวช่วยเห็นผลไวที่สาวๆ สมัยนี้ชอบใช้กัน แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆ แล้วมันไม่มียาตัวไหนหรอกที่สามารถช่วยลดความอ้วน-ลดหน้าท้องได้ในระยะยาว โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงกลับมา บางคนอาจมีอาการโยโย่ หุ่นดูอวบขึ้นบ้าง ใจสั่น พ่วงด้วยอาการหน้ามืด วิงเวียนตามมา แต่ก็นั่นแหละสาวๆ มักชอบทางลัดที่เห็นผลเร็วเสมอ ยิ่งบางคนทานยาเสริมไปกับการลดน้ำหนักด้วย (ทั้งทานน้อย ทั้งเลือกทาน) เราก็ได้แต่เตือนว่า ระวังสุขภาพจะเสียเอาง่ายๆ และได้สารอาหารไม่ครบหมู่เอานะ 


การรักษาด้วยคีเลชั่นคืออะไร รักษาเส้นเลือดหัวใจตีบได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563621

โดย หมอดื้อ 17 ม.ค. 2559 05:01

 

การรักษาคีเลชั่น (chelation) เป็นการรักษาทางเลือกนอกแบบ ที่พิสูจน์ชัดเจน คือ การขจัดโลหะหนักที่เป็นพิษออกจากร่างกาย โดยเปลี่ยนทำให้ละลายน้ำได้ ขับออกทางไตและตับ โดยมีประวัติตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อรักษาผู้ถูกก๊าซพิษที่มีสารหนู (arsenic) ออก

หลังจากนั้นมียาคีเลชั่นหลายชนิดเพื่อใช้รักษาโรคที่เกิดจากการสะสมของธาตุเหล็ก (ในโรคเลือดกรรมพันธุ์ธาลัสซีเมีย) ปรอท ตะกั่ว ยูเรเนียม พลูโตเนียม ในเวลาต่อมา มีผู้ผันแปรเจตนาเดิมมาใช้ในการรักษาโรคหัวใจที่มีเส้นเลือดตีบ แม้กระทั่งโรคออทิสติก โดยอ้างว่าโรคออทิสติกเกิดจากสารปรอทที่ปนเปื้อนในวัคซีน (thiomerosal) ซึ่งไม่เป็นความจริง…ในสหรัฐฯมีปัญหาเกี่ยวกับการรักษาทางเลือกใหม่ เลยจัดตั้งให้มีหน่วยงานและสถาบันของรัฐการแพทย์ทางเลือก ทำหน้าที่ในการค้นหาหลักฐานข้อมูลความเป็นจริงว่ามีประโยชน์ประสิทธิภาพดีจริงหรือไม่ และมีข้อเสียที่ต้องระวังหรือไม่ รวมทั้งถ้าพิสูจน์ไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง ก็จะประกาศทั่วกัน

EDTA ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในการรักษาทางเลือกใหม่เป็นกรดอะมิโน ซึ่งสามารถจับกับตะกั่ว, แมกนีเซียม, สังกะสี, แคลเซียม, ทองแดง โดยการใช้ EDTA หวังว่าจะไปจับกับแคลเซียมที่คล้ายเป็นตะกรัน ในหลอดเลือดที่ตีบ เช่น ในหัวใจ ในสมอง โดยเชื่อว่ามีกลไกทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำก่อน จะได้ไปดึงแคลเซียมที่เกาะอยู่ตามเส้นเลือดออก โดยที่ความเชื่อนี้ไม่มีการพิสูจน์ทางกระบวนการวิทยาศาสตร์ใดๆ

นอกจากนั้นยังเชื่ออีกว่าเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระและยังลดการสะสมของธาตุเหล็กในตัว ทำให้เส้นเลือดขยายตัวยืดตัวได้ดี และอื่นๆอีกมากมาย

รายงานที่ผ่านมาของการให้ EDTA คีเลชั่น เป็นการรายงานที่ไม่รัดกุมดีพอ ประกอบกับคนไข้รู้สึกดีขึ้นกระชุ่มกระชวยเองจากจิตใจ การศึกษาที่มีระเบียบรัดกุม ในผู้ป่วยเส้นเลือดตีบที่ขาปี 1994 ในวารสารหลอดเลือด (Circulation) ไม่พบว่าก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ

การศึกษา ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมแพทย์ของสหรัฐฯ (JAMA) 2002 คนไข้มีเส้นเลือดหัวใจตีบ 2 กลุ่ม กลุ่มละ 40 ราย โดยกลุ่มแรกให้การรักษา ด้วย EDTA คีเลชั่น และอีกกลุ่มให้ยาหลอกสัปดาห์ละ 2 ครั้งไปนาน 15 สัปดาห์ และต่อด้วยเดือนละครั้งไปนานอีก 3 เดือน รวม 33 ครั้ง ปรากฏว่าไม่มีผลแตกต่างกัน

ในสหรัฐฯเองมีการใช้ EDTA คีเลชั่น โดยไม่ได้รับการรับรองจาก อย.สหรัฐฯ และในเดือนแรกต้องทำคีเลชั่นตั้งแต่ 5-30 ครั้ง โดยเดือนต่อมาทำเดือนละครั้ง ตัวสาร EDTA ก็ไม่ได้ถูกรับรองให้เป็นยามาตรฐานในการรักษาโรคของเส้นเลือด มีคนทำคีเลชั่นเฉลี่ยประมาณ 111,000 รายต่อปี ในช่วงปี 2002 ถึง 2007

ทั้งนี้ ทั่วในสหรัฐฯหรือในประเทศยุโรป บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบในการเบิกจ่าย รวมทั้งไม่รับผิดชอบถ้าเกิดผลแทรกซ้อนจากการทำคีเลชั่น ผลแทรกซ้อนที่พบได้มีตั้งแต่เกิดไตวาย มีการกดการทำงานของไขกระดูก ความดันเลือดตกจนถึงช็อก มีลมบ้าหมู เกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจหรือมีปฏิกิริยาแพ้จนไม่หายใจ

สำหรับเหตุการณ์เสียชีวิตจาก EDTA คีเลชั่นที่ทำให้ระดับแคลเซียมต่ำ มีตัวอย่างผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ รัฐเท็กซัส เพนซิลเวเนีย และโอเรกอน ระหว่างปี 2003-2005 (Mortality and Morbidity Weekly Report 2006) มีเด็กชายอายุ 5 ขวบ ในเดือนสิงหาคม 2005 เป็นโรคออทิสติกและ ได้รับการรักษาด้วย EDTA คีเลชั่น โดยแท้ที่จริงแล้ว โรคนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความผิดปกติของสมองที่เกิดจากการสะสมของปรอทเลย หลังได้คีเลชั่น เด็กหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตในที่สุด จากการที่ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำลง ซึ่งเป็นผลจากคีเลชั่น

ในเดือนสิงหาคม 2003 สตรีอายุ 53 ปี ซึ่งไม่ได้มีโรคเส้นเลือดหัวใจหรือโรคอื่นๆ ได้รับการคีเลชั่นจากคลินิกบำบัดธรรมชาติ เพื่อขจัดโลหะหนักในร่างกาย โดยความเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้น หลังทำการบำบัดได้ประมาณ 10-15 นาที ไม่รู้สึกตัวและเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งผลการชันสูตรพบว่า เกิดจากการที่หัวใจเต้นผิดปกติ อันเป็นผลจากการที่แคลเซียมต่ำจากการให้คีเลชั่น และระดับต่ำลงถึง 3.8 มก.เดซิลิตร (ค่าปกติ 4.5-5.3) แม้ว่าจะได้รับการฉีดแคลเซียมระหว่างนำส่งโรงพยาบาล และขณะทำการปั๊มหัวใจช่วยชีวิตที่ห้องฉุกเฉินก็ตาม

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 เด็กหญิงวัย 2 ขวบ ได้รับการรักษาด้วย EDTA คีเลชั่น เนื่องจากตรวจพบว่าน่าจะมีตะกั่วสะสมในตัวจนเกิดโลหิตจาง หลังจากได้คีเลชั่น เด็กหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตในที่สุดจากแคลเซียมต่ำ…ไม่ใช่แต่เพียงสมาคมโรคหัวใจในสหรัฐอเมริกาทั้งสองสมาคมเท่านั้นที่ไม่ยอมรับวิธีการรักษาด้วย EDTA คีเลชั่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) สหรัฐฯ สมาคมแพทย์สหรัฐฯ สถาบันสุขภาพ หัวใจ ปอด และเลือด ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการรักษาคีเลชั่นที่ไม่ได้ถูกรับรองเช่นนี้
ถึงกระนั้นก็ตาม เนื่องจากมีการใช้อย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2002 สถาบันสุขภาพสหรัฐฯ โดยศูนย์การรักษาทางเลือกและ สถาบันโรคหัวใจ ปอด และเลือด ได้ประกาศทำการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยด้วยการรักษา EDTA คีเลชั่นในโรคหัวใจขาดเลือด ในผู้ป่วยที่อายุ 50 ปีขึ้นไปและเคยมีหัวใจวาย ทั้งนี้ โดยที่มีสถาบันหรือโรงพยาบาลในการศึกษานี้ทั่วประเทศ การศึกษาดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เดือน มีนาคม 2003 และเสร็จสิ้นในปี 2010 ผลการศึกษาที่เริ่มทยอยรายงานตั้งแต่ปี 2013 จนปัจจุบัน มีคนอยู่ในการศึกษาท้ายสุดจำนวน 1,708 ราย พบว่าได้ผลเฉพาะในคนที่มีเบาหวานและมีโรคหัวใจเท่านั้น

โดยกลุ่มนี้จะมีอยู่ประมาณหนึ่งในสาม โดยที่ลดความเสี่ยงลงได้ 40% จากการมรณะจากโรคหัวใจ จากการเกิดอัมพฤกษ์ และลดการเกิดซ้ำของหัวใจล้มเหลวได้ 52% และลดการมรณะจากเหตุใดๆได้ 43% ทั้งนี้ การให้ร่วมกับวิตามินขนาดสูงและเกลือแร่จะได้ผลดีขึ้น

อย่างไรก็ดี กระบวนการในการให้ ไม่ว่าจะเป็นคีเลชั่นจริง หรือหลอกซึ่งต้องมีการให้สารละลายทางเส้นเลือดมีผลแทรกซ้อนข้างเคียง โดย 16% ที่ได้จริงและ 15% ที่ได้หลอก ต้องหยุดให้กลางคัน และรุนแรง 2 ราย ในแต่ละกลุ่ม (รวม 4 ราย) 1 รายในแต่ละกลุ่มเสียชีวิต อาการข้างเคียงที่เกิดได้มีตั้งแต่แสบร้อนบริเวณที่ให้ทางเส้นเลือด ไข้ ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ที่รุนแรงขึ้นคือ หัวใจวาย ช็อก แคลเซียมต่ำ หัวใจหยุดเต้น ไตวาย

ทั้งนี้ ย้ำจากการศึกษานี้ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฝ้าดูแลอย่างรัดกุม การทำคีเลชั่น ต้องระมัดระวังสูงสุด ถึงตายได้ถ้าการทำไม่มีความชำนาญไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่จะแก้ไขผลแทรกซ้อนวิกฤติ ขณะทำ หรือหลังทำ และคนที่เป็นเบาหวานเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ โดยอธิบายกลไกไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร.

หมอดื้อ

ซึมเศร้า
 ตอนที่ 1 โรคที่ต้องเข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561712

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 15 ม.ค. 2559 05:30

 

โรคซึมเศร้าพบได้มากในปัจจุบัน เห็นได้จากข่าวการฆ่าตัวตายตามสื่อต่างๆ โดยมากเรามักเข้าใจกันว่า โรคซึมเศร้าเกิดจากความกดดัน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความกดดันจากครอบครัว การทำงาน การเรียน สามารถทำให้เสียใจ เศร้าใจ จนมีความรู้สึกหมองหม่นได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นโรคซึมเศร้าเพราะสาเหตุนี้

คนที่เป็นโรคนี้มักจะเป็นคนที่มีความเสี่ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเมื่อเจอความกดดันต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ก็อาจทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า คือ พันธุกรรม ซึ่งเป็นผลจากความผิดปกติของยีน อีกทั้งยังเกิดจากฮอร์โมน ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น หากมีการพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก ก็มีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ในร่างกายเรามีสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า ซีโรโทนิน ซึ่งหากมีค่าต่ำกว่าปกติจะส่งผลให้การสื่อสารของเซลล์ประสาทนั้นทำงานได้ไม่ดี และยังมีสารอีกหลายตัวที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง แต่ ซีโรโทนิน จะเป็นสารตัวหลักที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้

คนในครอบครัวควรจะเอาใจใส่สมาชิกภายในครอบครัวให้มากๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า หากไม่แน่ใจหรือเป็นกังวล ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อลดปัญหาหรือหาทางแก้ไขสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกภายในครอบครัวของท่านต่อไป

ศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี