อยากสวยต้องรู้! แผนการกินเพื่อหุ่นฟิตเฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558405

โดย Women’s Health 14 ม.ค. 2559 16:01

 

ออกกำลังเสร็จก็ถึงเวลาเติมพลังและเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วยอาหาร และนี่คือแผนการกินของอลิซ่า เฮนส์ลีย์ (Alisa Hensley) ที่ช่วยให้ภารกิจของเธอลุล่วงทันเวลาถ่ายทำ

*อลิซ่า เฮนส์ลีย์ (Alisa Hensley) สาวสวยดีกรีเก่งกาจขนาดเป็นนักเทควันโดสายดำ มีทรวดทรงเทียบเท่าดาวดังระดับโลกที่ร้อนแรงที่สุด และยังเป็นนักแสดงแทนฉากบู๊ในหนังแอ็กชั่นที่ล้วนแต่ดังเปรี้ยงปร้างของวงการ

มื้อเช้า

ออมเล็ตไข่ขาว 1 ฟอง และอกไก่ย่างเลาะหนังออก

ทั้งไข่และไก่มีโปรตีนสำคัญ ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายหลังออกกำลังกาย ไก่มีฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นต่อประสาทส่วนกลาง

ของว่างยามสาย

มูสลี่ 30 กรัม และบลูเบอร์รี่สด 1 กำมือ

มูสลี่มีไฟเบอร์สูง ดีต่อระบบทางเดินอาหาร แต่ต้องแน่ใจว่าคุณเลือกยี่ห้อที่ไม่ผสมน้ำตาลมาก

 

มื้อกลางวัน

ทูน่าสเต๊กและสลัดหน่อไม้ฝรั่ง

สาวใดอยากสร้างกล้ามเนื้อ ทูน่าคือตัวเลือกอันดับต้น ๆ เลยค่ะ เพราะมีโปรตีนและโอเมก้า 3 สูง หน่อไม้ฝรั่งมีสารลดอาการอักเสบและวิตามินเคเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อลิซ่าเติมมะกอก โหระพา และมะเขือเทศในสลัดด้วยเพื่อเพิ่มวิตามินที่ช่วยเร่งการเผาผลาญ

ของว่างยามบ่าย

โปรตีนเชค

เลือกเวย์โปรตีนที่ไม่มีสารให้ความหวานหรือเคมีสังเคราะห์ เพื่อเพิ่มสารอาหารอย่าลืมเติมเนยถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากัน ใส่กล้วยและทับทิมลงไปจะได้อยู่ท้องนานๆ และเสริมสารต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย

มื้อเย็น

เบอร์เกอร์ไก่ไร้มันและมันหวานเผา

เนื้อไก่อุดมด้วยไดเปป์ไทด์ที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ลดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ป้องกันการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย มันหวานมีโพแทสเซียมสูงซึ่งจำเป็นต่อการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ อลิซ่าเหยาะน้ำมันมะกอกเล็กน้อย โรยผงพริกเพิ่มรสชาติอีกนิด เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญ
ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
นิตยสาร Women’s Health ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2014

5 ลีลาเด็ด เปลี่ยนเกมรักให้เปรี้ยวเข็ดฟัน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558396

โดย FHM 13 ม.ค. 2559 16:01

 

มาเป็นหนุ่มนักปฏิวัติ จัดระเบียบสังคมเรื่องบนเตียงกันดีกว่า ว่าด้วยเรื่องจัดเธอให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนมองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนกำลังนั่งๆ นอนๆ อยู่บนสรวงสวรรค์!!

เก้าอี้ตัวเดียวก็เสียวได้ 

เชื่อเถอะว่า เก้าอี้เพียงตัวเดียว ก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียวได้ ทำไมน่ะเหรอ? เมื่ออีกฝ่ายนั่งฉีกทุเรียนบนเก้าอี้ จะทำให้เส้นประสาทภายในช่องคลอดถูกกระตุ้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และช่วยให้เธอถึงจุดสุดยอดง่ายขึ้น 
เลือกเก้าอี้แบบที่มีพนักสูง ให้ฝ่ายหญิงคุกเข่าบนเก้าอี้และจับพนักไว้ สำหรับฝ่ายชายอยู่ทางด้านหลัง กระทั่งสามารถเคล้าคลึงหน้าอก และกระตุ้นคลิตอริสของเธอได้ ท่านี้ช่วยให้การรุกล้ำได้ลึกขึ้น แนะนำให้รุกล้ำแบบช้าๆ ฝ่ายหญิงสามารถใช้มือดันเก้าอี้ไว้ เพื่อกดตัวเข้าหาฝ่ายชายได้ด้วย

กรรไกรเสน่หา 

ท่านี้ต้องอาศัยความแข็งแรงสักหน่อย ให้ฝ่ายหญิงคุกเข่าลงหน้าเก้าอี้ เท้าข้อศอกลงบนที่นั่งและจับพนักเก้าอี้เอาไว้ ผู้ชายเป็นฝ่ายยกขาของเธอขึ้น โดยให้ขาเธอรั้งเกี่ยวเหนี่ยวเอวของฝ่ายชายเอาไว้ ก่อนจะรุกล้ำเธอ แม้จะกระตุ้นจีสปอตและคลิตอริสไม่มากเท่าท่าที่แล้ว แต่ให้ความรู้สึกพิเศษสุด นั่นคือสามารถทำให้คู่รักถึงจุดสุดยอดได้อย่างพร้อมเพรียงเช่นกัน

ท่ายากบนโซฟา

จากที่เคยนั่งหันหลังคร่อมเฉยๆ คราวนี้ให้เธอลองนั่งหลังตรงบนโซฟา แค่คุณทำหน้าที่เป็นโซฟาแทนเท่านั้นเอง!! ก่อนอื่นให้หุบขาทว่าต้องสมดุล ตั้งท่อนรักให้ตรงเด่เข้าไว้ รองรับองศาของเครื่องตอกเสาเข็ม ตกลงกันไว้ก่อนเลยว่า ยิ่งถ้าเธอโยกแรงเท่าไร คุณก็จะใช้มือคลึงเคล้นสองเต้าให้รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น…จะนั่งหันหน้าหรือว่าหันหลังก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าสมมติวันหนึ่งฝ่ายใดเกิดเบื่อโซฟา จะเปลี่ยนมาเป็นเบาะหลังรถแทนดูบ้างก็ได้!!!

รถเข็นล้อเดียว

เคยเห็นรถเข็นล้อเดียวแถวไซต์ก่อสร้างมั้ย? แบบนั้นเลย! ท่านี้ฝ่ายหญิงเองก็ต้องใช้พลังเยอะ เพราะต้องใช้ศอกเลี้ยงตัวเองไม่ให้หล่นจากขอบเตียงขณะที่ฝ่ายชายเดินเครื่องเต็มสูบ แต่คนที่เหนื่อยกว่าก็คือฝ่ายชาย เพราะนอกจากจะต้องใช้กำลังแขนเลี้ยงสมดุลไว้ไม่ให้เธอหล่นหน้าทิ่มพื้นแล้ว ยังต้องซอยเอวเข้าออกในอัตราที่ค่อนข้างคงที่ด้วยความเมามัน ผลคือเหงื่อไหลเป็นโอ่ง ใช้พลังงานเปลืองสุดๆ

คุกเข่าเขย่ารัก

เมื่อเริ่มต้น ฝ่ายชายอยู่ในท่าคุกเข่าที่ขอบเตียง ฝ่ายหญิงนั่งที่ขอบเตียงแล้วแยกขาออก ใช้แขนเท้าไปด้านหลังเพื่อยกถ้ำให้เข้าใกล้ท่อนเอ็นมากขึ้น เธอพลางโยกรับจังหวะกระแทกกระทั้นของคุณจนซ่านเสียว นอกจากขอบเตียงแล้วคุณอาจประยุกต์ไปใช้กับขอบอ่างอาบน้ำ โซฟา หรือแม้แต่เก้าอี้ธรรมดา แต่อาจต้องใช้หมอนช่วยหนุนเข่าของคุณให้สูงขึ้นตามไปด้วย…

ที่มา – FHM
www.fhm.in.th

ประโยชน์จาก โคเอนไซม์ คิวเทน สารสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ต่างๆในร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561489

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2559 05:45

 

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ยังคงเป็นวลีที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น การดูแลสุขภาพของตัวเราเองและสุขภาพของคนที่เรารักจึงเป็นเรื่องสำคัญ ภญ.วิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ เผยว่า ปัจจุบันพบว่าคนไทยเป็นโรคหัวใจกันมาก และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติของ ก.สาธารณสุขปี พ.ศ.2556 พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจปีละกว่า 50,000 คน หรือเฉลี่ย 6 คนในทุก 1 ชั่วโมง และจากการศึกษายังพบว่า เพศชายมีอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันได้มากกว่าเพศหญิง 3 เท่า และยังมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิงถึง 5 เท่า เราจึงควรหันมาใส่ใจสุขภาพคุณพ่อตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากให้ท่านงดและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เช่น อาหารที่อุดมด้วยไขมันและเกลือ งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ หมั่นตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำทุกปี ที่สำคัญ เลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารสำคัญ อย่างโคเอนไซม์ คิวเทน

ภญ.วิชชุลดา

ในทางการแพทย์พบว่า โคเอนไซม์ คิวเทน เป็นสารที่พบได้ในทุกเซลล์ของร่างกายที่มีชีวิต และมีความสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆของร่างกายทำงานเป็นปกติ และยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อีกมากมาย อาทิ ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด มีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น ช่วยลดความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ประโยชน์ต่อสมอง ช่วยให้อาการต่างๆ ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และพาร์กินสันดีขึ้น และยังชะลอการดำเนินของโรคให้ช้าลงอีกด้วย ลดผลข้างเคียงของยาลดไขมันคอเลสเทอรอลในเลือดกลุ่มสแตติน จากการวิจัยพบว่า ยาลดไขมันคอเลสเทอรอลในเลือดกลุ่มดังกล่าว ทำให้ปริมาณโคเอนไซม์ คิวเทนในร่างกายลดลง นำไปสู่อาการกล้ามเนื้อแขน-ขาอ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อ หากขาดรุนแรงจะมีผลกระทบทำให้หัวใจและตับทำงานผิดปกติ แต่เมื่อให้โคเอนไซม์ คิวเทน จะช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยัง ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดจากรังสียูวี และช่วยลดริ้วรอยและชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวอีกด้วย

ทั้งนี้ ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์โคเอนไซม์ คิวเทนได้เอง จากอาหารที่รับประทานเข้าไปจนถึงอายุ 21 ปี หลังจากนั้นร่างกายจะสามารถสังเคราะห์โคเอนไซม์ คิวเทน ได้ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งหากร่างกายขาดโคเอนไซม์ คิวเทน จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจหรือเซลล์สมองลดลง ภูมิคุ้มกันหรือเซลล์เสื่อมก่อนวัยได้ จึงต้องเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโคเอนไซม์ คิวเทน เช่น เนื้อสัตว์ ปลาทะเล เครื่องในสัตว์ ถั่วเปลือกแข็ง ฯลฯ และการได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน จากอาหารเสริมก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน.

กาแฟเนี่ยแหละ ที่ทำเรานมเล็ก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558388

โดย Cleo Thailand 12 ม.ค. 2559 16:01

 

เจอข่าวนี้แล้ว หันไปมองแก้วคาปูชิโน่ร้อนที่ตั้งบนโต๊ะข้างคอมพิวเตอร์ แก้วที่สองของวันนี้แล้ว!

ชีวิตสาวออฟฟิศเพิ่งจะกระจ่างก็วันนี้ ชัดเลยค่ะ! ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยหนักๆ โด๊ปคาเฟอีนเข้าไปแทบจะดื่มแทนน้ำ ก็งานมันเสร็จไม่ทัน ตาก็ต้องเบิ่งออกมาคิดงานหนิเนอะ เฮ้ออออออ เอาล่ะ พร้อมฟังข่าวร้ายกันรึยัง! เริ่ม!

มีการศึกษาจากประเทศสวีเดน ค้นพบเลยว่า การดื่มกาแฟเยอะๆ ทำให้น่มน๊มของเราหดเล็กลงได้จริงจริงงงงง!!!

คือเรื่องมันเริ่มมาจาก การทดลองในผู้หญิง 270 คน ตอนแรกแค่จะศึกษาความเชื่อมโยงของผู้หญิงที่หน้าอกใหญ่ กับความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม แล้วก็เลยไปถึงความเชื่อมโยงระหว่างหน้าอกและกาแฟ เพราะเขาพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ แล้วคนที่ชอบดื่มกาแฟมากๆ หลายคนจะมียีนตัวนี้นี่ล่ะ ที่ทำให้หน้าอกเราหดเล็กลงนิดๆ

แต่ถ้าคิดในแง่ดี นมเล็ก ก็เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมน้อยลง… เลือกเอาแล้วกัน ฮื้อ

“ถึงหน้าอกจะเล็กลง แต่มันก็ไม่ได้จะหายไปเลยหรอกจ้ะ” นักวิทยาศาสตร์คนนั้นปลอบใจเราเบาๆ…

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

ฉี่เล็ด ปัญหาคาใจที่แก้ไขได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561025

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ม.ค. 2559 05:15

 

ช่องคลอดปกติ – ช่องคลอดยื่นย้อย

ช่องคลอดไม่กระชับ!! นับเป็นปัญหากลัดกลุ้มของผู้หญิงเราที่ไม่กล้าจะหันหน้าไปปรึกษาใคร ต้องเก็บไว้เป็นปัญหาหนักใจ พออายุมากขึ้นจะส่งผลพวงให้เกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะเล็ดนั่นเอง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเข้าสังคม

นพ.วรพล สุขีวัฒนา เจ้าของด็อกเตอร์โทนี่คลินิก ขันอาสาช่วยแก้ปัญหา โดยบอกว่า ภาวะปัสสาวะเล็ด กลั้นไม่อยู่ควบคุมไม่ได้ เกิดขึ้นได้ในผู้หญิงเกือบทุกช่วงวัย โดยสาเหตุหนึ่งมาจากช่องคลอดไม่กระชับ สำหรับคนวัยสาวมักเกิดจากอุปนิสัยบางอย่าง เช่น ดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ เป็นเวลานาน ทำให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการบีบตัวผิดปกติ จนกลั้นไม่อยู่ ส่วนคนที่เคยตั้งครรภ์หรือเคยผ่าตัดมดลูกมาก่อน อาจมีการเสื่อมของหูรูดและการหย่อนยานของผนังช่องคลอด รวมทั้งบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะปิดไม่สนิทเกิดอาการปัสสาวะรั่วออกมาได้

นพ.วรพล

ในวัยสูงอายุและประจำเดือนหมดแล้ว ฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลง ทำให้เยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น ระบบการปิดกลั้นของท่อปัสสาวะลดลง ทำให้ปัสสาวะรั่วซึมได้ อาการของปัสสาวะเล็ด ได้แก่ มีความรู้สึกว่าจะต้องปัสสาวะ แต่ไปได้ทัน หรือเวลา ไอ จาม มีปัสสาวะเล็ดออกมา ปัสสาวะราดโดยไม่รู้ตัว ปัสสาวะรดที่นอน หรือปัสสาวะหยดหลังปัสสาวะแล้ว ในการรักษานั้นมีอยู่ 3 วิธี คือ บำบัด รักษาทางยา และการผ่าตัด ผู้ที่มีอาการไม่มากสิ่งที่ช่วยได้ คือการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ด้วยการขมิบหูรูด ลักษณะเหมือนตอนที่กลั้นปัสสาวะ ทำอย่างน้อยวันละ 100 ครั้ง แล้วเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามีอาการมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ตกแต่งขนาดของช่องคลอดให้เล็กลง (รีแพร์) ซึ่งเป็นวิธีที่เจ็บและแก้ปัญหาไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

แต่ปัจจุบันมีโปรแกรมรักษากระชับช่องคลอด ที่เรียกว่า ThermiVa โดยใช้เวลาเพียงสั้นๆ ที่พัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในบริเวณเนื้อเยื่อช่องคลอด โดยจะส่งพลังงานไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ภายในบริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบ และตลอดแนวลึกของช่องคลอด ทำให้ผนังช่องคลอด หดเล็กลง และให้ความแข็งแรง กระชับตึง ลดอาการแห้งของช่องคลอด หลังจากทำการรักษา สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย.

ตั้งสติก่อนหยิบอาหารเข้าปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558357

โดย Women’s Health 11 ม.ค. 2559 16:01

 

บางครั้ง อาหารสมองจัดเป็นเรื่องที่ดีเอามากๆ เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญคือ ‘ต้องมีสติอยู่กับตัวเสมอ’ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า มันมีส่วนช่วยให้หุ่นผอมเพรียวยิ่งขึ้น

เซ็ตสมองใหม่

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยืนยันว่า วิธีขจัดปัญหาเหล่านี้อยู่ที่การทานอาหารอย่างมีสติ รู้ตัวอยู่ตลอดว่ากลืนอะไรลงท้องไปบ้าง หรือก่อนที่คุณจะป้อนอะไรเข้าปาก และต้องรู้ตัวตลอดทั้งมื้อ การมีสติจะช่วยให้คุณรู้เท่าทันปัจจัยภายนอกและภายในอยู่เสมอ และทั้งหมดนี้คุณไม่ต้องใช้ความพยายามในการเปลี่ยนหรือประเมินสิ่งต่างๆ ทั้งนั้น คุณแค่ต้องสังเกตให้เห็นสิ่งเหล่านั้น และไม่ปล่อยให้มันมารบกวนลักษณะการกินของคุณเอง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเกิดอยากกินอะไรขึ้นมากะทันหัน จนต้องวิ่งไปเปิดตู้เย็นเพื่อควานหาอาหาร ยั้งใจไว้ก่อน แล้วถามตัวเองสักนิดว่าคุณรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น คำตอบเป็นได้หลายอย่าง เช่น คุณรู้สึกขายหน้าที่ถูกหัวหน้าประจานระหว่างประชุมพนักงาน พอคุณรู้ถึงสาเหตุทุกอย่างแล้ว สามารถทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่อยากจะหยิบช็อกโกแลตเข้าปากละก็ คุณจะควบคุมร่างกายให้กินแต่สิ่งที่จำเป็นได้ เมื่อใดที่รู้สึกว่าตัวเองเครียดมากๆ และรู้สึกอยากออกไปเดินเล่นดีกว่าเขมือบไอศกรีม บางครั้งคุณอาจคิดไปเองว่าร่างกายต้องการขนม แต่อันที่จริงแค่กินผลไม้สดก็น่าจะเพียงพอ

เริ่มต้นอย่างช้าๆ

ระหว่างพยายามฝึกวินัยในการกินอยู่นั้น ควรละนิสัยการกินจุบจิบซะก่อน วิธีง่ายๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจก็คือวางอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ตักขนมเข้าปาก แล้ววางมือไว้บนหน้าตักระหว่างกิน ทำเป็นกิจวัตรจนกว่าจะติดเป็นนิสัย เมื่อชินแล้วคุณจะทำได้รวดเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ

PUT YOUR FOOD ON DISPLAY

เมื่อคุณยัดอาหารลงท้องติดต่อกันโดยไม่หยุดคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
(1) คุณเขมือบไม่หยุดจนกว่าพุงจะกาง
(2) คุณไม่รู้ตัวว่าสูบอาหารเข้ากระเพาะไปมากเท่าไหร่ “คนเราสามารถซึมซับแคลอรี่ได้มากกว่าปกติ ถ้าไม่สังเกตว่าสิ่งที่กินเข้าไปมีอะไรบ้าง” เลสลีย์ ลูธส์ (Lesley Lutes) รองศาสตราจารย์ประจำสาขาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ คาโรลิน่า กล่าวว่า ภาพอาหารและปริมาณเมนูนั้นๆ อาจทำให้คุณอิ่ม ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะกินเยอะหรือน้อยแค่ไหน ให้ใช้จานหรือไม่ก็ถ้วยเป็นภาชนะแทน ทริกอีกอย่างหนึ่งก็เช่น เหลืออาหารไว้บนจานสักนิด จากนั้นไม่นานจะเริ่มตาสว่าง ว่าไม่ควรตัดสินว่าตนเองอิ่มต่อเมื่ออาหารบนจานหมดแล้ว

กำจัดสิ่งล่อตาล่อใจทั้งหลาย

คนเราต่างก็อาศัยอยู่ในโลกที่สามารถทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันได้นับว่าน่าทึ่งและสมควรใส่เข้าไปในประวัติการทำงาน แต่การกินไปด้วยทำงานไปด้วย ตอบอีเมลหรือทำกิจกรรมอื่นๆ วุ่นวายไปหมด เป็นปัจจัยผลักดันให้กินเยอะกว่าที่ควรเป็น ผลศึกษาที่พิมพ์ลงใน American Journal of Clinical Nutrition ย้ำว่าคนที่เล่นไพ่ระหว่างกินอาหารเที่ยงจะรู้สึกว่าตัวเองอิ่มน้อยกว่า คนที่กินโดยไม่มีอะไรขัดจังหวะ โดยคนกลุ่มแรกมักกินคุกกี้เยอะกว่าคนกลุ่มที่สองมากๆ หลังจากอิ่มมื้อเที่ยงเพียงครึ่งชั่วโมงให้หลัง ดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่าตัวเองมีสมาธิอยู่กับการกินเพียงอย่างเดียว ไม่สนโทรทัศน์ แทบเล็ต โทรศัพท์ หรือเอาหนังสือออกจากโต๊ะจนกว่าจะกินข้าวเสร็จ

ขอบคุณอาหารตรงหน้า

ฟังแล้วเหมือนนอกเรื่องไปหน่อย แต่ก่อนลงมือกินหรืออยู่ในระหว่างมื้ออาหาร ลองใช้เวลาสักครู่คิดย้อนไปว่า อาหารตรงหน้ามาจากไหน จินตนาการว่าแอปเปิลในมือคุณงอกจากเมล็ดจนกลายเป็นผลไม้อย่างที่เห็น จากนั้นจึงผ่านกระบวนการต่างๆ จากสวนจนมาอยู่บนโต๊ะอาหาร ยิ่งกว่านั้น มันง่ายที่จะค้นหาแหล่งกำเนิดของอาหารสดๆ มากกว่าอาหารผ่านกระบวนการผลิต ทำเอาคุณรู้สึกแปลกๆ ที่จะนึกถึงก็เป็นได้ นี่แหละตัวช่วยให้คุณเลือกกินอาหารสะอาดกว่าแทน

มโนว่าเป็นนักวิจารณ์อาหาร

พยายามหาความแตกต่างของรสชาติอาหารทุกจานแม้เพียงเล็กน้อย รวมถึงความอร่อยที่ได้ลิ้มลอง “ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณกัดเนื้อองุ่น น้ำภายในเกิดกระเซ็นออกมา นี่คือสัมผัสที่คุณพลาดไม่ได้ หากแค่หยิบองุ่นเต็มกำมือเข้าปากในคราวเดียวกันเยอะๆ สรุปแล้วคุณต้องหมั่นสังเกตองค์ประกอบและกลิ่นของขนม รวมถึงความคิดที่ผุดขึ้นมาระหว่างกินด้วย

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
นิตยสาร Women’s Health ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2015

ถึงเวลาต้องเอาวิตามินบีรวม กลับมากินใหม่มั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560317

โดย หมอดื้อ 10 ม.ค. 2559 05:01

 

วิตามินบี เช่น บี 1–6–12 แต่ก่อนจะให้ทานกันเป็นประจำทั่วไป ในเด็ก ผู้ใหญ่ และคนป่วยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่กี่ปี ปรากฏว่ามีการถอดวิตามินบีออกจากรายการยาที่ไม่เสียเงินที่จ่ายแก่คนป่วยและประชาชนทั่วไป และต้องระบุสาเหตุที่ต้องเบิกจ่าย

ทั้งนี้นัยว่า ในคนไทยอาหารการกิน ผักผลไม้ก็ยังอุดมสมบูรณ์พอควร และเป็นไปไม่ได้ที่จะขาดวิตามินจนเกิดโรค อีกทั้งความเชื่อที่ว่า วิตามินบี 12 และวิตามินโฟลิค (บี 9) สามารถป้องกันเส้นเลือดตีบได้ (ปี 2000) ก็ถูกหลักฐานโต้แย้ง รวมทั้งการที่อาการชาจากเส้นประสาทผิดปกติ เช่น จากเบาหวาน วิตามินไม่สามารถรักษาได้

ที่กล่าวมานั้นถูกต้อง จนหมอมาเจอคนป่วยแขนขาชา อัมพาต อ่อนแรง หัวใจวาย จากการขาดวิตามินบี 1 ในปีนี้เอง (อ่านหมอดื้อ ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 พ.ย.2558) ทำให้ต้องคิดใหม่ว่า การกินอาหารของเราในปัจจุบัน บิดเบี้ยวไปจนเกิดเป็นโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินได้จริงๆและโยงย้อนกลับไปยังวิตามินบี 12 ที่เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม

โรคสมองเสื่อมอันมีอัลไซเมอร์เป็นพระเอกสำคัญ เป็นโรคน่ากลัว

ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากป้องกันก็ไม่ได้ เมื่อเป็นไปแล้วอาการจะค่อยๆเลวร้ายลงเรื่อยๆ กล่าวคือเริ่มจากความจำสั้นเรื่อยไปจนถึงความผิดปกติทางความคิด ความอ่าน การใช้ภาษา การตัดสินใจ จนช่วยตัวเองไม่ได้ แม้แต่กระทั่งแต่งตัว ทานข้าว เข้าห้องน้ำ และมีอาการผิดปกติของการเคลื่อนไหวและอารมณ์แปรปรวน

ยาต่างๆนานาที่มีในขณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นยาช่วยทางอ้อม ในการกระตุ้นสมองให้กระชุ่มกระชวย ไม่ได้ช่วยแก้ไขสาเหตุ ทั้งนี้ โดยหวังว่าจะทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆและช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้นและจะสามารถบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับจิต อารมณ์แปรปรวนได้ ซึ่งทำให้ลดภาระของผู้ดูแลได้

ยาที่ใช้กันทั่วโลกในขณะนี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Cholinesterase Inhibitor ซึ่งทำให้สาร Acetylcholine เพิ่มในสมอง และเป็นยาที่ถูกยอมรับให้ใช้ทั่วโลก ปรากฏว่า ยาในกลุ่มนี้ไม่มีผลต่อการชะลอการดำเนินของโรคสู่ระยะที่ต้องการคนช่วยตลอดเวลาในการทำกิจวัตรประจำวัน หรือช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายจากเตียงหรือเก้าอี้ได้ไม่มาก

ทั้งนี้ไม่รวมถึงผลข้างเคียงจากตัวยาเอง ซึ่งอาจทำให้บางรายมีความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ หกล้ม กระดูกหัก และบางรายแทนที่จะช่วยบรรเทาอาการทางจิตอารมณ์ กลับมีลักษณะแปรปรวนมากขึ้น หรือมีภาพหลอน ทำให้กลับต้องใช้ยาโรคจิต ซึ่งมีผลข้างเคียงคือเกิดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ สั่น แข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ หรือมีอาการของโรคพาร์กินสัน อัตราที่ผู้ป่วยต้องเข้าสถานพักฟื้นคนชรา

ในต่างประเทศ (วารสาร Archives of Internal Medicine 2009 และ Lancet 2004) หลังจากที่ใช้ยาไป 3 ปี เท่ากับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา และอาการทางพฤติกรรม จิต อารมณ์ ก็ไม่ได้ดูดีกว่ากลุ่มที่ใช้ยา จากที่กล่าวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าทั้งคนไข้และหมอเองไม่มีทางเลือกมาก

รายงานของผู้วิจัยมหาวิทยาลัย Oxford โครงการชื่อ “VITACOG” (วารสาร PLoS One 2010) ซึ่งมีการติดตามผู้สูงอายุปกติที่แข็งแรงดี อายุมากกว่า 70 ปี จำนวน 271 คน และแบ่งเป็นกลุ่มได้วิตามิน B รวมและมี B12 ขนาดสูงมากกว่าปริมาณตามปกติ 300 เท่า (B12 ขนาด 0.5 มก./วัน; B6 ขนาด 20 มก./วัน และ Folic acid 0.8 มก./วัน) และกลุ่มที่ได้ยาหลอก (Placebo) โดยไม่มีใครทราบว่าคนไหนได้วิตามินหรือได้ยาหลอก และทำการติดตามใน 2 ปี ทำการตรวจคอมพิวเตอร์สมองแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อย่างละเอียดด้วย

โดยวิเคราะห์ปริมาณของเนื้อสมองเป็นระยะใน 85 รายที่ได้วิตามินจริงและ 83 รายที่ได้ยาหลอก อัตราเฉลี่ยของเนื้อสมองฝ่อต่อปีในกลุ่มได้วิตามินมีค่าเท่ากับ 0.76% (0.63–0.90) เทียบกับ 1.06% (0.94–1.22) ในกลุ่มได้ยาหลอก

และเนื่องจากการได้วิตามินจะทำให้ของเสียในเลือดที่ชื่อว่าสารโฮ–โมซิสเทอีน (homocysteine) ต่ำลงด้วย เมื่อทำการวิเคราะห์ผลของการชะลอหรือป้องกันสมองฝ่อในกลุ่มที่มีปริมาณของเสียที่มากในเลือด (มากกว่า 13μ mol/L) จะพบว่าวิตามินยิ่งแสดงประโยชน์มากขึ้น โดยมีอัตราสมองฝ่อน้อยกว่ากลุ่มไม่ได้วิตามินถึง 53% การทดสอบประสิทธิภาพความเฉลียวฉลาด (Neuropsychological testing) ในด้านต่างๆ ทั้งความจำ สมาธิและการปฏิบัติ (episodic และ semantic memory, executive function และ selective attention) ปรากฏผลพ้องต้องกันกับปริมาตรสมองที่ฝ่อ กล่าวคือ กลุ่มได้วิตามิน ความเฉลียวฉลาดไม่ได้เลวลง หลังจาก 2 ปีไปแล้ว ในขณะที่กลุ่มไม่ได้วิตามิน สติปัญญาเลวลงอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ความเสื่อมถดถอยของปัญญาไม่ได้ขึ้นกับอายุ เพศ ระดับการศึกษา หรือพันธุกรรม ที่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัลไซเมอร์ (Apo-lipo protein E ε4) และผลดีของวิตามินต่อสติปัญญาจะเห็นได้ชัดในกลุ่มที่มีสารพิษมากในเลือด โครงการ VITACOG ได้รายงานซ้ำในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (USA) (2013) ยังยืนยันผลดีเช่นเดิม

การศึกษาก่อนหน้านี้ชื่อ NORVIT ไม่พบผลดีในการป้องกันสติปัญญาที่จะเสื่อมลงเมื่ออายุมากขึ้น (วารสาร นิวอิงแลนด์ 2006) และในปี 2014 มีรายงานจากคนละคณะของมหาวิทยาลัย Oxford (American Journal of Clinical Nutrition) ว่าไม่มีผล ซึ่งได้มีการโต้แย้งในหลักฐานจากคณะวิจัยก่อนหน้า ตีพิมพ์ในปี 2015

ในอนาคต วิตามินจะดีจริง ออกหัว ออกก้อย อย่างไรก็ตาม ราคาค่างวดแน่นอนถูกกว่ายาสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ที่กล่าวข้างต้น ซึ่งตกอย่างน้อย 5,000–9,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ วิตามินขนาดสูงมีผลิตในประเทศไทยมีราคาประมาณ 2–3 บาทต่อวันเท่านั้น.

หมอดื้อ

มาดื่ม Vodka เพื่อสุขภาพกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556268

โดย Playboy Thailand 8 ม.ค. 2559 16:01

 

Vodka ถือเป็นอีกเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมจากนักดื่มทั่วโลก แต่แน่นอนว่ามันยังมีอีกหลายสิ่ง ที่นักดื่มหลายคนยังไม่รู้ และนี่คือสิ่งที่หลายคนที่แม้ว่าจะชอบดื่ม Vodka แต่อาจจะไม่รู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มประเภทนี้ก็ได้

1. กินแล้วไม่อ้วน

เชื่อสิว่าทำได้ โดยทุกๆ ชอตของ Vodka ประมาณ 1.5 ออนซ์ จะมีแคลอรีเพียง 90 แคลอรีเท่านั้น และถือเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่มีแคลอรีต่ำ ซึ่งจากการเปิดเผยของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา พบว่า ในเบียร์ส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในตลาด จะมีจำนวนแคลอรีมากถึง 153 แคลอรี และ Vodka ในตลาดมีเพียง 64 เท่านั้น และเมื่อต้องดริงก์ การเลือก Vodka แบบเพียวๆ หรือผสมกับโซดา แทนที่จะเป็นเบียร์ หรือคอกเทลหวานๆ จะช่วยคุณในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้

2. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

มหาวิทยาลัย Loyola ในชิคาโก วิจัยเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1977 จากการหาความสัมพันธ์ของกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 365,000 คน กับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยมีผลการศึกษามากถึง 143 งานวิจัยที่ยืนยันเรื่องนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มตัวอย่างที่ดื่มเหล้าอย่างพอเหมาะ เพราะมีโอกาสที่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะสมอง จะซ่อมแซมหรือฟื้นตัวนั้น ทำได้ดีกว่าพวกที่ดื่มอย่างหนัก หรือดื่มทุกวันถึง 23%

3. ช่วยลดความเครียด

เชื่อหรือไม่ แต่มีงานวิจัยหลายชิ้น ชี้ว่า Vodka เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยทำให้ผู้ดื่มผ่อนคลาย และลดความเครียดได้ ซึ่งจากรายงานของ Journal of Psychopharmacology ระบุว่า Vodka เป็นเครื่องดื่มที่ทำหน้าที่ในการลดความเครียดของร่างกาย และสมองได้ดีกว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ รวมถึงไวน์แดงด้วย

แต่นั่นหมายความว่า ต้องดื่มในระดับที่พอเหมาะ ไม่ใช่เมาแบบหัวราน้ำ โดยการดื่มวันละชอตสำหรับผู้หญิง และ 2 ชอตสำหรับผู้ชาย จะช่วยทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดหัวใจวายได้ด้วย

4. เป็นเครื่องดื่มที่ปราศจาก Gluten

แม้ว่า Vodka จะผลิตจากธัญพืชที่มีแนวโน้มว่าจะมี Gluten ตามธรรมชาติ แต่ทว่า Vodka มีหลากหลายแบบ และใช้วัตถุดิบในการผลิตที่หลากหลายตามสูตร และสไตล์ของแต่ละยี่ห้อ ซึ่งบางยี่ห้อใช้ข้าวโพด มันฝรั่ง หรือแม้แต่องุ่นในการผลิต ซึ่งทำให้ Vodka เหล่านี้ไม่มี Gluten ผสมอยู่ เหมือนกับ Vodka ที่ผลิตจากธัญพืช ดังนั้น ก่อนดื่มควรดูก่อนว่า Vodka ที่หยิบมานั้นผลิตมาจากอะไร

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

อย่าคิดว่ามันโอเค! 5 พฤติกรรมชายสุดยี้ ทำเลดี้ ‘เซ็งเป็ด’ ส่ายหน้าหนี !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558292

โดย FHM 8 ม.ค. 2559 15:05

 

ใครๆ ก็มีจุดบอดด้วยกันทั้งนั้น แล้วจุดบอดของคุณล่ะ? โดยเฉพาะหนุ่มๆ ถ้ายอมรับความจริงได้ก่อน ลดศักดิ์ศรีที่ถืออยู่ และยอมอ่อนข้อลงมือเปลี่ยนแปลงในทันที เชื่อสิว่า เธอจะแอบกรี๊ดกับความใจเด็ดของคุณ!!

1. ผู้ชายที่ชอบหนีเธอไปดูดบุหรี่  


ราวๆ ร้อยละ 25 จากผลการสำรวจ นับเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้สาวๆ ถอยออกห่าง เพราะผู้หญิงคิดว่าการ ‘ติดบุหรี่’ ของผู้ชายมักจะทำให้เขาติดอย่างอื่น (ในด้านไม่สู้ดีนัก) ตามไปด้วย เช่น การพนัน แอลกอฮอล์ สารเสพติด หรือกระทั่งติดสาวอื่น ฯลฯ ทั้งๆ ที่ผู้ชายคิดว่าสิ่งนี้ มันช่างเท่ และปลดปล่อยความเครียดได้พร้อมๆ กัน ทว่าหารู้ไม่ มันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงอยากจะหนีไปให้ไกลๆ ไม่อยากพบเจอ ส่วนคุณผู้ชายที่ติดงอมแงมแล้วอยากจะเลิก แต่ไม่รู้จะเลิกบุหรี่ได้ยังไง ลองเลิกเพราะเหตุผล “รักคนใกล้ตัวมากกว่าตัวเอง” ดูสิ … สิ่งนี้อาจทำให้คุณดูเท่พอๆ กับการเริ่มต้นสูบก็ได้ !

เลิกสูบบุหรี่เพื่อคนที่คุณรัก !

2. ผู้ชายจอมเขมือบ 


หนุ่มบางคนหน้าตาดีถึงดีมาก มีฐานะ มีการศึกษา มีชาติตระกูลเพียบพร้อม แต่ติดอยู่อย่างคือ เรื่องการกินเขมือบ เพราะคุณผู้หญิงเห็นว่า “คนที่กินเยอะมักขาดระเบียบวินัย” คำนึงปากท้องตัวเองเป็นหลัก แถมไม่ดูแลรักษาร่างกายตัวเองให้ดี แล้วอย่างนี้จะมาดูแลเธอได้ยังไง!! (แต่ถ้าอ้วนหลังจากจีบเธอติด หรือฝ่ายหญิงก็อ้วนเช่นกัน อันนี้คนละประเด็น!) คงไม่ต้องรอให้เธอลงดาบ พร้อมก่นด่าตัวเองว่าเป็นเพราะอะไรๆๆ เธอถึงชิ่งจากคุณไป คุณยังไม่รู้ตัวเองอีกหรือ … ก็เพราะคุณกินเยอะจนไม่ไว้หน้าเธอเลยยังไงเล่า! ขืนยังเป็นแบบนี้นิสัยเสียอย่างอื่นจะตามมาขบวน (ขี้น้อยใจ ไม่ชอบออกกำลังกาย ล้มเลิกอะไรได้ง่ายๆ สมาธิสั้น ฯลฯ)

รู้ไหมว่า ทัศนคติระหว่างคนรักษาร่างกายกับคนกินเยอะนั้นแตกต่างราวฟ้ากับเหว ตัดสินใจ 5 วินาทีลองไปฟิตเนสดูสิ ไปเห็นของจริงเลย แล้วทัศนคติของคุณจะเปลี่ยนไป เคยสังเกตไหมทำไมนักฟุตบอลแต่ละคนถึงมีแฟนสวยเซ็กซี่หยดย้อยขนาดนั้น โดยไม่ต้องมีชาติตระกูลเพียบพร้อม คิดได้แล้วก็เริ่มเช็กหุ่นตัวเองกันซะตอนนี้เลย !

เขมือบมันซะทุกอย่างเลย …

3. ผู้ชายขาเหวี่ยง 


จ้องแต่จะโวยวายเสียงดัง หงุดหงิด ถามอะไรนิดๆ ก็สบถออกมาเป็นคำๆ บางครั้งเธออยู่ด้วยก็ไม่วายมักทำให้เธอเผลอสะดุ้ง ถ้าวันหนึ่งเธอเกิดทำให้ท่านชายไม่พอใจ แล้วเธอจะถูกด่าว่าอะไรล่ะ ? อีนั่นอีนี่อย่างนี้หรือเปล่า ? เธอจะไม่ต้องกลายเป็นผู้หญิงที่คอยรองรับอารมณ์หนุ่มๆ หรอกหรือยังไง อย่างไรก็ดี อาการหุนหันพลันแล่นนี้สามารถรักษาให้หายได้ อาจเริ่มต้นด้วยจากการฟังเพลงคลาสสิก หรือไม่ก็ลองลงเรียนดนตรีแบบจริงๆ จังๆ หรือเข้าศูนย์ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิสำรวจจิตใจ (ข้อหลังนี้อาจยากไปสักหน่อย) รับรองได้ว่า คุณจะมีสติ-ใจเย็นลงได้เยอะ เธอจะได้มีชีพจรสงบๆ เมื่อได้อยู่ใกล้คุณ และคิดว่าคุณไม่ใช่สิ่งที่น่าหวาดผวาสำหรับเธออีกต่อไป …



4. ผู้ชายขี้บ่น


ผู้ชายประเภทนี้ติดอันดับผู้ชายที่น่าเบื่อมากที่สุดในโลก เพราะปกติผู้หญิงมักมีนิสัยนี้อยู่แล้ว เมื่อคนขี้บ่นโคจรมาหากัน ก็เหมือนกับพึมพำต่อปัญหาจนมองไม่เห็นทางออกด้วยกันทั้งคู่ เพราะต่างฝ่ายต่างคอยจะพูดเรื่องของตัวเอง เธอก็จะเริ่มรู้สึกเซ็งเหมือนได้เจอคู่แข่ง จากที่เคยเป็น “นักพูด” ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็น “นักฟัง” ซึ่งนั่นก็ต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควรล่ะ แต่อาจจะแก้ด้วยวิธีดื่มน้ำดักคอเมื่อมีเรื่องอยากพูด ฝึกกลั้นหายใจได้เป็นเวลานานๆ ฟังเพลงช้าให้มากๆ งดฟังเพลงแร็พหรือฮิพฮอพชั่วคราว อาการขี้บ่นของหนุ่มคนนั้นก็น่าจะทุเลาลง

ขี้บ่นจนเป็นนิสัย !

5. ผู้ชายที่เป็นผู้นำแบบสุดโต่ง


แสดงออกถึงความเป็นผู้นำ หรือส่งสัญญาณว่า “ผมสามารถปกป้อง ดูแลคุณได้นะ” ถือเป็นพฤติกรรมปกติของผู้ชาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาวะความเป็นผู้นำจากที่เคยเป็นข้อดีกลับกลายเป็นข้อเสียซะงั้น เข้าข่ายนำไปซะทุกอย่างจนกลายเป็นชายขี้เอาแต่ใจ! เมื่อเธอเสนอความเห็นอะไรก็มักคิดว่าเป็นการลดบทบาทความเป็นผู้นำของตัวเองลงไป จึงไม่ฟัง หรือหาเรื่องทะเลาะมันไปซะเลย ดังนั้นทางออกที่จะทำให้เธอรักคุณไปนานๆ ก็คือ ลองปล่อยให้เธอนำคุณบ้าง เปลี่ยนทัศนคติในตัวคุณซะใหม่ให้เธอมีส่วนร่วมอะไรหลายๆ อย่าง อย่าเอาแต่ความคิดของคุณเป็นที่ตั้ง ลองเล่นบทบาทผู้ตามที่น่ารักดูบ้าง เผื่อคู่รักอื่นๆ จะแอบอิจฉาคุณเล่นยังไงล่ะ!

ที่มา : fhm.in.th

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 4) การรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549400

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 8 ม.ค. 2559 05:30

 

นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากจะไม่กล่าวถึงวิธีการรักษาก็คงจะไม่ได้ เพราะการรักษาถือเป็นสิ่งสำคัญ การกินยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหลัก โดยแพทย์จะจ่ายยาร่วมกับการช่วยเหลือให้คำปรึกษา ทางจิตใจ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวให้เข้ากับสังคมและจัดการกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น

สำหรับอาการระยะเมเนีย ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ลิเทียม (Lithim) วาลโปรเอท (Valproate) และคาร์บามาซีปีน (carbamaxepine) โดยยา 2 ชนิดหลังเป็นยากันชักที่พบว่าสามารถใช้รักษาโรคนี้ได้ดี ส่วนการออกฤทธิ์ของยาอาจต้องใช้เวลา 1–2 สัปดาห์ขึ้นไป ในบางคนที่มีอาการทางจิตหรือวุ่นวาย จิตแพทย์อาจให้ยารักษาเพื่อคุมอาการ ซึ่งยารักษาอาการทางจิตขนานใหม่ๆ สามารถใช้รักษาโรคนี้ได้เช่นกัน

ส่วนอาการระยะซึมเศร้าแพทย์จะรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า ร่วมกับยาป้องกันอาการเมเนีย เนื่องจากผู้ป่วยบางรายหากกินยาแก้ซึมเศร้าขนานเดียว อาการอาจพลิกกลับไปเป็นเมเนียได้ โดยทั่วไปจะให้ผู้ป่วย กินยานานประมาณ 2 ปี เพราะหากหยุดยาเร็วจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงแพทย์อาจให้ยานานถึง 5 ปี บางคนที่มีประวัติทางพันธุกรรมหรือเป็นหลายๆ ครั้ง อาจต้องกินยาไปตลอดชีวิต

การปฏิบัติตัวที่สำคัญสำหรับโรคนี้ ได้แก่ การกินยาอย่างสม่ำเสมอ และการรักษาสมดุลในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการนอน จากการศึกษาพบว่าการนอนน้อยติดต่อกันหลายวันทำให้อาการแกว่งไกวได้ จึงควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการนอนดึกและการดื่มสุรา

ไม่ว่าอาการจะอยู่ในขั้นไหน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเฝ้าระวังและสังเกตอาการของคนรอบข้าง หากผิดปกติไปจากเดิม สิ่งที่ทำได้ในระยะแรกก็คือนำผู้ป่วยรายนั้นไปปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้เป็นการเยียวยาตั้งแต่ เริ่มต้น การมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” พบกันใหม่ในศุกร์สุขภาพในสัปดาห์หน้า

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี