5 ลีลาเมกเลิฟที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ “ไม่โอเค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556233

โดย FHM 6 ม.ค. 2559 16:01

 

สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง หากหนุ่มๆ จะผิดพลาด คลาดเคลื่อน เลื่อนหลุด ช่วงเวลาสุดประทับใจ จะกลายช่วงเป็นเวลาที่เลวร้าย ซึ่งจะมีลีลาไหนไปรู้กัน!

ท่าที่ 1 – ผลักเธอลงแล้ว ทำในสิ่งที่เธอรู้สึกไม่ O.K.

“ถ้าคุณคิดจะเลือกและฝืน ใช้ท่าแบบเดียวกับที่ดารา AV บางคนทำแล้วล่ะก็ โปรดลืมมันไปซะ!”…แล้วก็กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โดยเริ่มด้วยความรู้สึกที่สบาย สำหรับผู้หญิงแล้วมีอยู่ 2 อย่าง

แรกสุดคือ ร่างกายของเธอต้องรู้สึกสบาย เธอคงรู้สึกไม่มีความสุข ถ้าคุณขอให้เธอวางเท้าไว้ที่หูในขณะมีเซ็กซ์! นั่นหมายรวมถึงคุณอาจต้องหลีกเลี่ยงบางท่าที่คุณสามารถส่ง ‘น้องชาย’ เข้าฐานทัพได้ลึกสุดๆ แต่มันอาจกระแทกเข้ากับปากมดลูกอย่างจัง และทำให้เธอรู้สึกเจ็บอย่างรุนแรง

ประการที่สอง อารมณ์ความรู้สึกของเธอ การที่คุณปฏิบัติต่อเธอดุจนางเอกหนังโป๊ เธอไม่มีทางรู้สึกดีและมีความสุขแน่ และคุณก็จะไม่ได้รับเชิญขึ้นเตียงอีก! พฤติกรรมที่ทำแล้วเธออาจอารมณ์เสียยังมีอีก เช่น การหลั่งน้ำรักบนตัวของเธอโดยไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากเธอ ใช้คำพูดทะลึ่งดูหมิ่นเธอ ตบก้นโดยที่เธอไม่ยินดี และปฏิบัติราวกับเธอเป็นวัตถุทางเพศแทนที่จะเป็นมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่ง

ท่าที่ 2  : เป็นสุภาพบุรุษเกินไป ในการทิ้งน้ำหนักตัว

ในขณะที่ปฏิบัติการรักกับเธอในท่ามิชชันนารี คุณอาจคิดว่าไม่ควรทิ้งน้ำหนักลงไปที่เธอ ซึ่งมันก็อาจจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง แต่คุณเคยลองถามเธอถึงสิ่งที่เธอต้องการไหม? มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยชอบให้คู่รักทิ้งน้ำหนักตัวลงมาที่ตัวเธอระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพราะมันทำให้พวกเธอรู้สึกปลอดภัย เป็นที่รัก และท่าที่ผู้ชายเป็นฝ่ายอยู่ด้านบนนี้ยังทำให้เธอรู้สึกได้ถึงพละกำลังของอีกฝ่ายด้วย แต่ถ้าคุณทำมากกว่าที่เธอต้องการ คุณอาจจะบดเธอได้ ดังนั้นใช้วิจารณญาณ แต่สุภาพบุรุษทั้งหลาย ในขณะที่คุณใช้ท่ามิชชันนารี โปรดทำให้เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของคุณเถอะ แล้วเธอจะรู้สึกดี

ท่าที่ 3 – อย่านอนนิ่งหรือหยุด เมื่อเธอกำลังสนุกสุดเหวี่ยง 


ถ้าเธอเปลี่ยนตำแหน่งกับคุณ ย้ายตัวมาอยู่ด้านบนและ ‘ขี่’ คุณ จำไว้ว่าคุณยังสามารถเคลื่อนไหวระหว่างมีเซ็กซ์ในท่านี้ได้ แม้ว่ามันจะทำได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม คุณสามารถขยับสะโพกของคุณให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเธอ ยกหัวเข่าของคุณเพื่อปรับเปลี่ยนมุมให้ไอ้หนูของคุณเข้าปากถ้ำของเธอได้ดีขึ้น สัมผัสหน้าอกของเธอและคลิตอริส ถ้าเธอหันหน้ามาหาคุณในขณะที่ปฏิบัติกิจ

ท่าที่ 4 – ก้าวร้าวเกินไประหว่างเมกเลิฟ

แม้ผู้หญิงบางคนชอบมีเซ็กซ์แบบรุนแรงเร่าร้อนตลอดเวลา หรือดุเดือดได้บ้างเป็นบางครั้ง แต่สำหรับผู้หญิงทั่วไป เซ็กซ์เป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกพิเศษและพวกเธอก็ชอบให้คุณปฏิบัติไปในทิศทางนั้นด้วย มันหมายความว่าคุณไม่ควรกระโดดเข้าไปอย่างก้าวร้าว โดยปราศจากความยินยอมของเธอ และไม่ย้ายเธอไปรอบๆ ระหว่างปฏิบัติการรัก ถ้าคุณต้องการแสดงให้เธอรู้ว่าคุณเจ๋ง ก็จง ‘ทำ’ ด้วยความหนักแน่นแต่อ่อนโยน แทนที่จะเหวี่ยงเธอไปรอบเตียงเหมือนเธอเป็นตุ๊กตายาง

ท่าที่ 5  – ทำแต่ท่าเดิมๆ ทุกครั้งที่คุณร่วมรัก 


คุณไม่ต้องพยายามเล่นท่ายากและท้าทาย ที่คุณหาได้ตามอินเทอร์เน็ต แต่เปลี่ยนแปลงแค่เล็กน้อย เพิ่มสีสันให้กับเซ็กซ์บ้าง แม้ว่าคุณจะชอบท่าที่ตนเองอยู่ด้านบนมากก็ตาม ตัวอย่างเช่น มีเซ็กซ์ที่เข้าจากด้านหลัง (ไม่ใช่ประตูหลังนะ) หรือท่าที่ตะแคงข้างก็จะช่วยให้คุณเห็นบางสิ่งในมุมที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งบางท่าจะกระตุ้นได้มาก และให้สัมผัสที่แตกต่างกับคุณทั้งคู่…ลองดู!

ที่มา – FHM
www.fhm.in.th

อาหารเสริม มุ่งสู่ ทอร์ เส้นทางสู่อมตะ (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/557246

โดย หมอดื้อ 3 ม.ค. 2559 05:01

 

ต่อจากตอนที่แล้ว ยีน TOR เป้าหมายของอายุยืน อยู่ดี มีสุข

นอกจาก TOR จะปฏิบัติตัวเป็นผู้ควบคุมกระบวนการของเซลล์สนองต่อสภาวะของการได้รับอาหาร TOR ยังเป็นตัวรับสัญญาณ (sensor) ต่อความเครียดอื่นๆ เช่น ในภาวะที่ระดับออกซิเจนลดต่ำลง และภาวะที่มี DNA ถูกทำลาย TOR เมื่อสำเหนียกถึงอันตรายก็จะลดบทบาทและสวิตช์เซลล์ให้อยู่ในภาวะพอเพียง กบดานและซ่อมแซม DNA ที่เสียหาย การศึกษาใน fruit flies พบว่าเมื่ออยู่ในสภาวะอันตราย การสร้างโปรตีนจะอยู่ในโหมดจำเพาะเจาะจงที่โปรตีนไมโตคอนเดรียบางตัวเท่านั้น

สภาพจำศีลของเซลล์เมื่ออยู่ในภาวะอดอยาก ความจริงเป็นที่สังเกตมาตั้งแต่ ค.ศ.1935 โดย Clive McCay นักโภชนวิทยา ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell) โดยพบว่าหนูที่ปล่อยให้อยู่ในสภาพอดอยากขาดอาหารจะโตช้า แต่ตายยาก มีอายุยืนเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้พบได้ตั้งแต่ยีสต์ แมงมุม หมา รวมทั้งลิง

โดยที่ถ้าจำกัดพลังงาน (calorie intake) ลง 30% ตั้งแต่อายุน้อยๆจะทำให้อายุยืนยาวต่อไปอีก 30-40% มิหนำซ้ำลิงที่ถูกจำกัดพลังงานให้อดอยาก กลับมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เป็นเลิศ และดูอ่อนกว่าวัยด้วยซ้ำ จากข้อมูลหลักฐานนี้เองเป็นที่มาให้นักวิทยาศาสตร์สนใจที่จะยืดชีวิตมนุษย์ โดยที่ยังดูหนุ่มสาวอยู่ตลอดโดยไม่ต้องอดอาหาร ผอมหัวโต (แต่หล่อสวย) และไม่ต้องทรมานกับความหิวโหย

เริ่มในปี 2000 เป็นต้นมา นักวิจัยเริ่มยอมรับว่าการลดการทำงานของ TOR จะก่อให้เกิดผลต่อเซลล์เสมือนที่ได้จากภาวะจำกัดพลังงาน ในปี ค.ศ.2003 นักวิจัยฮังกาเรียน Tibor Vellai ซึ่งมาทำงาน ณ มหาวิทยาลัย Freiburg สวิตเซอร์แลนด์ ได้ดัดแปลงพันธุกรรมของไส้เดือน โดยยับยั้งการสร้าง TOR เป็นผลให้ไส้เดือนมีอายุยืนเป็น 2 เท่า

ในปีต่อมา Pankaj Kapahi แห่ง California Institute of Technology (ขณะนี้ย้ายมาอยู่ที่ Buck Institute for Research on Aging, Novato, California) ได้ทำการพิสูจน์เช่นกัน โดยการกดการทำงานของ TOR ใน fruit flies ซึ่งผลยังช่วยป้องกันผลร้ายที่เกิดจากการให้อาหารมากเกินพอดี และในปี 2005 Brian Kennedy และคณะ (University of Washington) พิสูจน์ผลจากการลดการทำงานของ TOR ในเซลล์ยีสต์

จากผลของการศึกษาที่กล่าวมา ยังชี้ถึงประเด็นที่น่าจะมียีนควบคุมความแก่ (Gerontogenes) ด้วย ทั้งนี้โดยที่ “ยีนแก่” ตัวแรกพบในไส้เดือนตัวกลม โดยที่ไส้เดือนจะอายุยาวเป็น 2 เท่า ถ้ายับยั้งยีนดังกล่าว และเกี่ยวพันกับการทำงานของอินซูลิน หลังจากไส้เดือนมีการค้นพบยีนแก่หลายตัวในหนู ในช่วงปลายทศวรรษของ 1990 จนต้นทศวรรษนี้ สุดยอดของผลการค้นพบที่เกี่ยวกับอินซูลิน (Insulinlike Growth Factor 1) ในปี 2003 นำไปสู่หนู อายุยืนได้ถึงเกือบ 5 ปี ทั้งๆที่ปกติอยู่ได้เพียง 30 เดือน

อุปสรรคสำคัญในการใช้ Rapamycin ที่จะยืดอายุ อยู่ที่ความเป็นพิษและการที่มีผลในการกดภูมิคุ้มกัน (ดังที่กล่าวในตอนที่แล้ว) แม้กระนั้นในปี 2009 ห้องปฏิบัติการ 3 แห่ง (Randy Strong จาก Barshot Institute, University of Texas Health Science Center at San Antonio; David E. Harrison จาก Jackson Laboratory; และ Richard A. Miller จาก University of Michigan at Ann Arbor) ต่างก็สามารถยืดอายุของหนูเพศเมียได้ 14 เปอร์เซ็นต์และเพศผู้ได้ 9 เปอร์เซ็นต์ จากการใช้ Rapamycin ไม่นานต่อมาผู้วิจัยจาก University College London ได้ขัดขวางการทำงานของยีน S6K1 ซึ่งควบคุมการสร้างโปรตีนของยีน TOR ยังผลให้หนูเพศเมียอายุยืน โดยปราศจากโรคภัยจากความชรา มิหนำซ้ำ Rapamycin ยังคงประสิทธิภาพ แม้เมื่อให้ในหนูเด็ก อายุ 9 เดือน หรือเริ่มแก่ อายุ 20 เดือน

แม้ว่า TOR จะเสมือนเป็นประตูเปิด-ปิดความชรา แต่ก็ยังมีกลยุทธ์ที่จะเข้าถึงประตูแห่งความสำเร็จ โดยใช้วิธีทางอื่นๆผ่านอินซูลินและโปรตีน FoxO รวมทั้ง Sirtuins ซึ่งน่าจะร่วมในกระบวนการยับยั้ง TOR (อ่านบทของไวน์แดง Resveratrol)

ความที่ยีน TOR กำหนดชีวิตของเซลล์ โดยเกี่ยวข้องกับการกำจัดขยะหรือของเสียที่อยู่ในเซลล์ (cytoplasm) โดยการนำไปทำลายทิ้ง (macroatutophagy) โดยที่ความชราจะมีการกำจัดขยะลดลง และยิ่งมีความแปรปรวนอย่างมากในโรคสมองเสื่อม แมลงหวี่ที่ปรับแต่งพันธุกรรมให้มีตัวรับฮอร์โมนเพศชายของคน (human androgen receptor) และมีรหัส glutamine repeats เพิ่มขึ้น (เหมือนกับโรค Kennedy ในคนที่มีเซลล์กล้ามเนื้อในไขสันหลังและสมองพิการ) เมื่อได้รับฮอร์โมน DHT (dihydrotertosterene) ซึ่งจะกระตุ้น receptor ดังกล่าว จะทำให้เส้นประสาทตาพิการ โดยมีการกดการทำงาน macroautophagy และจะทำให้โรคเลวลงไปอีก

ในขณะที่ถ้าการทำงาน macroautophagy นี้เพิ่มขึ้น ความพิการจะลดลง ดังนั้นการลดการกำจัดขยะ (หรือการที่ TOR ทำงานมาก) อาจมีผลร้ายมากขึ้น โดยทำให้มีการเบ่งบานเพิ่มจำนวนทวีคูณของเซลล์ และในขณะเดียวกันทำให้เซลล์ตายเร็วขึ้น

วงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ในการยืดชีวิตผ่านทางประตูต่างๆ เช่น TOR การกระตุ้นผ่านยีน Sirtuin โดย Resveratrol เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าธรรมชาติกำหนดมนุษย์ให้ผ่านความเยาว์วัยสดใสของเด็ก-หนุ่มสาว และให้เติบโตจวบจนถึงอายุที่สมควร ยีนต่างๆจะกำหนดให้มนุษย์มีการพัฒนาจนจุดหนึ่งที่มีการเสื่อม โดยจำกัดให้มีพฤติกรรมสมวัย

แม้ในอนาคตมนุษย์จะมีอายุยืนกว่า 100 ไม่มีโรคภัยร้ายแรง แต่ก็คงงกๆเงิ่นๆอยู่ดี เพราะ ฉะนั้นเราควรเผชิญความตายอย่างสมศักดิ์ศรี และตลอดเวลาที่อยู่ไม่สร้างภาระให้ใครน่าจะดีกว่านะครับ.

หมอดื้อ

คลิกเลย! 10 อันดับเซ็กซ์มาแรงสุดแห่งปี แซ่บซี้ดจนต้องร้อง…โอ้ว! (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554762

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ม.ค. 2559 06:05

 

เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว เคานต์ดาวน์กันต่ออย่างตื่นเต้น ท็อปไฟว์มาแรงจะเป็นเรื่องไหนไปลุ้นๆ พร้อมๆ กันเลย แต่ขอย้ำว่าทุกเรื่องจะทำให้คุณสยิวซ่านจนนั่งไม่ติดที่…

อันดับ 5 : ส่องของลับ ! 7 สิ่งที่คุณ (อาจ) ไม่เคยรู้

คอลัมน์ที่หนุ่มๆ ทั้งหลายห้ามพลาด เพราะมันเป็นความรู้เกี่ยวกับ ‘ช้างน้อย’ ล้วนๆ ทั้งในเรื่องของ (ปัญหา) การแข็งตัว การสร้างอารมณ์ ตลอดจนไซส์ขนาดของช้างน้อย รับรองว่าหนุ่มๆ อ่านแล้วจะถึงบางอ้อ ดีไม่ดีอาจค้นพบตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เซ็กซ์ของคุณเผ็ดแซ่บยิ่งขึ้นก็ได้!

อันดับ 4 : คุณกำลังคิดอะไรอยู่…? เผย 5 ความคิดผู้ชายระหว่างมีเซ็กซ์แบบเรียลไทม์
เคยไหมในระหว่างที่สาวๆ กำลังเลิฟซีน ก็แอบคิดในใจไปพลางๆ ว่า ‘อีกฝ่ายหนึ่งกำลังคิดอะไรอยู่นะ?’ หรือ ‘เขาจะคิดว่าเซ็กซ์ครั้งนี้เป็นยังไงบ้างนะ ?’ แน่นอนว่าคุณจะไม่มีทางรู้ความคิดของเขาหรอก ถ้าเขาไม่แสดงอาการ หรือบอกให้คุณรู้เอง ทว่าคอลัมน์นี้จะเป็นการล้วงความคิดเรียลๆ และความรู้สึกของผู้ชายขณะมีเซ็กซ์ ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาคิดอะไรอยู่กันแน่ ให้สาวๆ ได้เดาใจเขาออกง่ายขึ้น (ว่าเขาต้องการอะไร) และสร้างความประทับใจวิเศษสุดในครั้งต่อไป…

คุณกำลังคิดอะไรอยู่นะ ?!

อันดับ 3 : สุภาพบุรุษฟังไว้! สิ่งที่เลดี้ปรารถนา ‘หลังมีเซ็กซ์’
มีหนุ่มๆ จำนวนไม่น้อยที่ลงจากสังเวียนทันทีหลังจากเสร็จกิจแล้ว ซึ่งหารู้ไม่ว่า อารมณ์ของเธอยังคงค้างคาอยู่ และอยากให้คุณตอบสนองสิ่งเหล่านั้นให้ คุณลองคิดดูสิ เธอจะรู้สึกแย่ขนาดไหนหากคุณละเลยกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอต้องการ เพื่อให้เซ็กซ์กลายเป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำสำหรับเธอในครั้งหน้า เราแนะนำว่า คุณควรรู้ในสิ่งที่เธอ ‘คาดหวัง’ จากคุณนะ

อย่าปล่อยให้เธออารมณ์ค้างคา

อันดับ 2 : สยิวซี้ดจนเสียงหลง! 7 กระบวนท่า ‘ออรัลเซ็กซ์’ เร่าร้อนแทบหยุดหายใจ
เล่นเสียวแต่ลีลาเดิมๆ ไม่เบื่อบ้างหรอ? จะดีกว่าไหม ถ้ามีกระบวนท่าใหม่ๆ มาให้คุณได้ตื่นเต้นลองสนุกกัน อย่างคอลัมน์นี้ ที่จัดเต็มนำเสนอสุดยอดกระบวนท่า ‘ออรัลเซ็กซ์’ ทั้งหมดมาให้คุณได้เร่าร้อน สะดุ้งกันจนตัวเกร็ง มีทั้งสารพัดท่าง่าย-ท่ายาก ที่รับประกันว่าคุณจะเผลอร้องครางเสียงหลงไม่รู้ตัว!

ลองกระบวนท่า ‘ออรัลเซ็กซ์’ เหล่านี้หน่อยไหม ?

และอันดับ 1 : กระตุก 7 ข้อห้าม จำขึ้นใจ! ก่อนจุดไฟรักลุกโชน สะกดเกมรักไหลลื่น
คอลัมน์ที่ติดชาร์ตคนอ่านมากที่สุด หากคุณอยากเล่นเพลงรักแบบไม่สะดุด (อารมณ์) กลางคัน เคล็ดลับดีๆ เหล่านี้ช่วยคุณได้นะ ซ้ำยังทำให้เพลงรักของคุณร้อนแรงทะลุปรอท และเพิ่มดีกรีความเสียวซ่านเป็นทวีคูณ!

เป็นยังไงบ้างกับสุดยอดเซ็กซ์ส่งท้ายปีที่เราเอามาฝากกัน มีเรื่องที่คุณแอบลุ้นติดท็อปเท็นอยู่รึเปล่าเอ่ย ?

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 3) ตัวเราหรือคนรอบข้างเป็นโรคนี้หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549397

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 1 ม.ค. 2559 05:30

 

จากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำเสนอเกี่ยวกับการจำแนกอาการโรคไบโพลาร์ สำหรับศุกร์นี้ไปสังเกตคนรอบข้างหรือสมาชิกภายในบ้านว่ามีอาการหรือเข้าข่ายโรคดังกล่าวหรือไม่

สำหรับอาการระยะซึมเศร้าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มักเป็นหลังจากที่มีเรื่องกระทบกระเทือนใจ เช่น สอบตก เปลี่ยนงาน มีปัญหาครอบครัว แต่จะต่างจากปกติคือ มีอาการซึมเศร้าเป็นเวลานาน งานการทำไม่ได้ ขาดงานบ่อยๆ ส่วนอาการระยะเมเนียมักเกิดขึ้นเร็ว และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนภายใน 2–3 สัปดาห์ อาการจะเต็มที่ อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว จนต้องพาไปโรงพยาบาล อาการในครั้งแรกๆ จะเกิดขึ้น หลังมีเรื่องกดดัน แต่หากเป็นหลายๆ ครั้ง มักจะเป็นขึ้นมาเองโดยไม่มีสิ่งใดมากระตุ้น

หากสงสัยว่าคนรอบข้างเป็นโรคไบโพลาร์หรือไม่ ให้สังเกตอาการในระยะเมเนีย ซึ่งผู้ป่วยเองจะไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติ แต่จะมองว่าช่วงนี้ตัวเองอารมณ์ดีหรือใครๆ ก็ขยันกันได้ แต่หากเป็นระยะซึมเศร้า คนที่เป็นก็จะพอบอกได้ว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเดิม และหากคนใกล้ชิดสนใจก็สังเกตเห็นได้ไม่ยาก เพราะผู้ป่วยจะดูซึมๆ อมทุกข์ สำหรับอาการแบบเมเนียจะบอกได้ยากกว่า โดยเฉพาะในระยะแรกๆ ที่อาการยังไม่แสดงออกไม่มากนัก เพราะดูเหมือนเป็นแค่คนขยัน อารมณ์ดีเท่านั้นเอง แต่ถ้าสังเกตจริงๆ จะเห็นว่าลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ตัวตนของเขา

สำหรับอัตราการพบผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ พบได้ประมาณร้อยละ 1 เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนมากจะมีอาการครั้งแรกระหว่างอายุ 15-24 ปี แต่บางรายอาจมีอาการเมื่ออายุ 50-60 ปี ก็ได้

เป็นไงกันบ้างครับ พอจะเห็นแนวทางในการสังเกตคนรอบข้างหรือสมาชิกภายในครอบครัวเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์กันแล้ว อย่างไรก็ตาม หากไม่มั่นใจหรือข้องใจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะเป็นผู้ที่สามารถ บอกท่านได้อย่างดีที่สุด

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

คลิกเลย! 10 อันดับเซ็กซ์มาแรงสุดแห่งปี แซ่บซี้ดจนต้องร้อง…โอ้ว ! (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554628

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2558 15:05

 

หลังจาก ไทยรัฐออนไลน์ นำเสนอคอลัมน์เซ็กซ์มาตลอดทั้งปี ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบ และไม่ชอบบ้าง วันนี้เราได้รวบรวม 10 อันดับเซ็กซ์สุดฮอต (ที่มียอดคนคลิกอ่านมากที่สุด) มาจัดเต็มความฟินส่งท้ายปีให้เพื่อนๆ ได้ซู่ซ่ากัน รับรองว่าแต่ละเรื่องจะทำให้คุณเร่าร้อนจนแทบอดใจไม่ไหวเลยล่ะ!

อันดับ 10 : หนุ่มๆ รู้ไว้ก็ดีนะ ! 7 ความต้องการ ‘ออรัลฯ’ ของเลดี้
นอกจากการเล้าโลมอารมณ์ด้วยมือแล้ว บางครั้งเธอก็ต้องการให้คุณใช้ ‘ปากทำรัก’ ให้ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และกระตุ้นความสยิวเสียวมากขึ้น หากแต่คุณอาจติดที่ยังเคอะเขิน ไม่รู้เทคนิควิธี หรือจุดกระตุ้นความเสียว คอลัมน์นี้จะเป็นตัวช่วยบอกใบ้หนุ่มๆ ถึงความต้องการของเธอ ว่าจริงๆ แล้วเธอต้องการอะไร หรืออยากให้หนุ่มๆ ทำอะไรให้บ้าง โดยเฉพาะตรงจุดเสียวสยิวที่เธอปรารถนา!

อันดับ 9 : 4 วิธี กระตุ้นปุ่มสวรรค์อย่างถูกจุดยุทธศาสตร์ !
อยากส่งเธอขึ้นสวรรค์ชั้น 7 ก็ต้องรู้จักวิธีกระตุ้นจุดยุทธศาสตร์ ถ้าหลายครั้งที่หนุ่มๆ โหมโรงเธอ ไม่ว่าจะด้วยนิ้วมือ หรือลิ้นอันแข็งแรง ทว่าเธอกลับไม่มีอารมณ์ร่วมด้วย ซ้ำยังส่อแววสังเวียนล่มซะอย่างนั้น นั่นอาจเพราะคุณกระตุ้นความเสียวไม่ถูกจุดรึเปล่า? ลองอ่านเคล็ดลับ 4 ข้อนี้ดู มันจะบอกคุณว่าการกระตุ้นแบบถูกจุดถูกใจ (ของเธอ) อยู่ตรงไหน รับรองเลยสวรรค์ชั้น 7 ที่คุณและเธอฝันถึงจะอยู่ไม่ไกลอีกต่อไป …

อันดับ 8 : ‘อย่า’ ไม่เอานะ! เพียง 5 ข้อ ที่เลดี้ร้องขอบนสังเวียนรัก !
เรื่องบนเตียงเป็นเรื่องความต้องการของคนสองคน จะเอาอารมณ์ใครคนหนึ่งเป็นที่ตั้งก็คงจะไม่ได้ ยิ่งบังคับกัน อีกฝ่ายก็มีแต่จะยิ่งถอยหนี และขุ่นเคืองอารมณ์ในใจ ดังคอลัมน์นี้ที่สาวๆ อยากจะร้องขอบรรดาหนุ่มๆ ว่า ‘อย่า’ บังคับกันเลยบนสังเวียน เพราะเธอนั้น ‘ไม่โอเค’ อย่างแรง!

อันดับ 7 : ลองแล้วจะติดใจ…7 หมัดเด็ด อัพเซ็กซ์ซู่ซ่า !
เปลี่ยนเซ็กซ์ธรรมดาๆ ให้ซู่ซ่าเร้าใจมากกว่าเดิม ด้วยกลเม็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้! คอลัมน์นี้จะตอบ​โจทย์ใครหลายคนที่อยากลองอะไรใหม่ๆ และทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งแต่ละเคล็ดลับจะปลุกความเร่าร้อน บิ้วอารมณ์ความเสียวในตัวคุณจนแทบหยุดหายใจ!

อันดับ 6 : ล้วงลับ! 7 เรื่องบนเตียงที่หนุ่มๆ อยากเอ่ยปากบอกมากที่สุด…แต่ไม่กล้า !

ฟังเสียงสาวๆ กันมาเยอะแล้ว ทีนี้ลองมาฟังเสียงหนุ่มๆ กันบ้างดีกว่า กับที่สุดเรื่องบนเตียงที่เขาต้องการ (จากสาวข้างกาย) เพราะใช่ว่าทุกครั้งหนุ่มๆ จะอยากเป็นฝ่ายนำ แล้วให้สาวๆ นอนนิ่งคล้อยตามอารมณ์เสมอไป หากบางทีเขาก็อยากให้เธอเป็นฝ่ายพลิกเกมขึ้นนำบ้าง หรือปลุกเร้าอารมณ์ด้วยลีลากระบวนท่าต่างๆ ลองอะไรใหม่ๆ เพื่อไม่ให้สังเวียนรักจืดชืดจนน่าเบื่อ …

อาหารเสริม ทอร์ เส้นทางสู่อมตะ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554566

โดย หมอดื้อ 27 ธ.ค. 2558 05:01

 

จากตอนที่แล้ว เส้นทางสู่อมตะผ่านยีน Sirtuins ซึ่งมีสาร Resveratrol ทำหน้าที่ในการควบคุมให้ร่างกาย รวมทั้งสมองแข็งแรง โดยที่แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอสมควร สามารถลดของเสีย สารพิษอัลไซเมอร์ในคนป่วยได้

แต่หลักใหญ่ใจความ ต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย พักผ่อน อาหารหลักเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ปลา

ถ้ามีโรคประจำตัวให้คุมด้วยยามาตรฐานให้ถึงขีดสุด และอาหารเสริมควรนึกถึงเป็นตัวช่วยเท่านั้น ในเรื่องของอายุยืนอย่างมีคุณภาพ Resveratrol แม้จะช่วยระงับผลร้ายไปบ้างที่ทำให้อายุในหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารไขมันสูงยาวลง แต่ในหนูปกติกลับไม่ช่วยยืดอายุนัก

แต่กระนั้น อนาคตของความเป็นอมตะเริ่มสดใสอีกครั้ง เมื่อมีการประกาศจากห้องปฏิบัติการพร้อมกัน 3 แห่ง ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากสถาบันศึกษาธรรมชาติของอายุขัยและศึกษากระบวนยืดอายุชราอย่างมีคุณภาพ (National Institute of Aging, http://www.nia. nih.gov) ว่า Rapamycin ยืดชีวิตออกไปได้

Rapamycin ถูกค้นพบตั้งแต่ปี 1972 มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา โดยทั้งนี้เป็นผลผลิตจากแบคทีเรีย ซึ่งนำมาศึกษาจากเกาะ Easter (ภาษาพื้นเมือง Rapa Nui) ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากชิลี 2,200 ไมล์ ตั้งแต่ปี 1964 Rapamycin ยืดชีวิตของหนูออกไปได้อีก 12 เปอร์เซ็นต์ และยังได้ผลกับหนูที่ชราแล้ว

ทั้งๆที่เครื่องใน อวัยวะต่างๆน่าจะเสื่อมไปแล้ว

เป้าหมายของ Rapamycin มีการตั้งชื่อว่า “โปรตีนทอร์” (TOR, Target of Rapamycin) ซึ่งพบได้ทั้งในสัตว์และคน โดยยังมีฤทธิ์ในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่มาพร้อมอายุขัยที่มากขึ้น ซึ่งรวมถึงมะเร็ง โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม เบาหวานในผู้ใหญ่ (ชนิดที่ 2) กระดูกผุบาง และจอประสาทตาเสื่อม

ความเป็นมาของ Rapamycin นับแต่ห้องปฏิบัติการในมอนทรีออล (Montreal) ชื่อ Ayerst พบสรรพคุณในการยับยั้งเชื้อรา และก็ยังได้ทำการศึกษาต่อจนพบว่า Rapamycin ยังมีฤทธิ์กดระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถนำไปใช้ป้องกัน ปฏิกิริยาต่อต้านอวัยวะที่ปลูกถ่ายใหม่ โดยในปี ค.ศ.1999 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯขึ้นทะเบียน Rapamycin ให้ใช้ได้ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต และในปี 2007 บริษัทยา Pfizer ได้ขึ้น ทะเบียนยา Temsirolimus และบริษัทยา Novartis ได้ขึ้นทะเบียนยา Everolimus เป็นยารักษามะเร็งหลายชนิด

บนเส้นทางคู่ขนานกับการค้นพบสรรพคุณในการรักษามะเร็ง ความที่ Rapamycin สามารถคุมและกดการทำงานของยีน ซึ่งมีผลในการเติบโตของเซลล์ทั้งจำนวนและขนาดในช่วงที่กำลังแบ่งตัว โดยยีนนี้มีทั้งในยีสต์จนถึงมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ Michael N.Hall และคณะที่มหาวิทยาลัย Basel สวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ.1991 ค้นพบยีนเป้าหมาย 2 ตัว ของ Rapamycin ในยีสต์และตั้งชื่อว่า TOR1 และ TOR2

หลังจากนั้น 3 ปี Stuart Schriber แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ David Sabatini แห่งสถาบัน White Head Institute for Biochemical Research มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ต่างค้นพบยีน TOR ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้พร้อมกัน และเป็นที่รู้กันในระยะไม่นานนี้ว่ายีน TOR เป็นยีนดึกดำบรรพ์ที่ควบคุมการเติบโตของทั้งในไส้เดือน แมลง และพืช ความรู้ในเวลาต่อมาคือ ยีน TOR สร้างเอนไซม์ (catalytic protein) ภายในเซลล์ในส่วน cytoplasm และโปรตีนนี้จะรวมกันกับโปรตีนอีกหลายชนิดเกิดเป็น TORC1 ทำหน้าที่คุมการโตของเซลล์นั้นๆ Rapamycin มีฤทธิ์ต่อ TORC1 ด้วย (TORC2 ยังไม่ทราบหน้าที่การทำงานชัดเจน)

โปรตีน TOR ทำงานสัมพันธ์กับภาวะของความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร เมื่อใดก็ตามที่มีอาหารเหลือเฟือ TOR จะทำงานเยอะขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างโปรตีนเพิ่มในเซลล์และการเกิดการเพิ่มจำนวนเซลล์ เมื่ออาหารขาดแคลน TOR จะลดบทบาทและเกิดภาวะประหยัด ลดการสร้างโปรตีนและลดการแบ่งตัวลง แต่จะอาศัยขบวนการที่เรียกว่า autophagy ในการป้อนพลังงานให้เซลล์

ทั้งนี้โดยหันไปใช้โปรตีนเสียและขยะเหลือทิ้งจากโรงงานไมโตคอนเดรียในเซลล์เป็นวัตถุดิบ ลักษณะของปรากฏการณ์ไม้กระดกเช่นนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา แปรผันตามความพอเพียงของอาหาร (อาหารน้อย TOR ลดบทบาท autophagy เข้าสวมรอยผลิตพลังงานแทน)

TOR ยังมีบทบาทเกี่ยวพันกับอินซูลิน (insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อน ทำหน้าที่ในการดูดซึมกลูโคสจากเลือดเข้ากล้ามเนื้อและเซลล์ และอินซูลินยังเป็นตัวร่วมในการกำหนดให้เซลล์โตและเพิ่มจำนวนเมื่อมีอาหารพอเพียง โดยทำงานร่วมกับ TOR แต่เมื่อมีภาวะอาหารเกินเหลือ เฟือซ้ำซาก อ้วนก็จะนำไปสู่การกระตุ้น TOR อย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อนั้น TOR จะทำให้เซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลินและเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินในโรคเบาหวาน และจุดชนวนให้เกิดโรคแทรกตามมารวมทั้งโรคหัวใจ เมื่อมีอายุมากขึ้นหรือโรคไม่ได้ควบคุมเป็นเวลานานๆ.

หมอดื้อ

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 2) อาการของโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549396

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 25 ธ.ค. 2558 05:30

 

ศุกร์สุขภาพที่ผ่านมาได้กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคไบโพลาร์กันแล้ว สำหรับศุกร์นี้จะได้รู้เกี่ยวกับอาการของผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์ ติดตามไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ

ในทางจิตเวชจัดว่าโรคไบโพลาร์เป็นโรคทางอารมณ์ ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการหลงผิด ประสาทหลอน แต่พบไม่บ่อยและเป็นไม่นาน ลักษณะของอาการสามารถจำแนกได้เป็น 2 ระยะ ดังนี้

1. ระยะซึมเศร้า ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด จากเดิมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ติดละครหรือดูข่าวก็จะไม่สนใจติดตาม บางคนจะซึมเศร้า อ่อนไหว ร้องไห้บ่อย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ความจำแย่ลง หลงๆ ลืมๆ ใจลอย ไม่มั่นใจในตนเอง จะมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบไปหมด คิดว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ไม่มีใครสนใจตนเอง บางครั้งอาจคิดถึงเรื่องการตาย

2. ระยะเมเนีย ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ดีเกินกว่าปกติ รู้สึกมั่นใจในตัวเองมาก มองว่าตนเองเก่ง มีความคิดมากมาย คิดเร็ว พูดมาก พูดเก่ง คล่องแคล่ว มนุษยสัมพันธ์ดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น ในระยะนี้ ผู้ป่วยมักใช้เงินเก่ง ใช้จ่ายเกินตัว ขยันขันแข็ง อยากทำโน่นทำนี่ นอนดึกตื่นเช้า เพราะมีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด และด้วยความที่ตัวผู้ป่วยเองสนใจสิ่งต่างๆ มากมาย ทำให้เกิดอาการวอกแวกมาก ไม่สามารถอดทนทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความยับยั้งชั่งใจของผู้ป่วยจะมีน้อยมาก เช่น นึกอยากจะทำอะไรต้องทำทันที หากมีใครมาห้ามจะโกรธอย่างรุนแรง หากเป็นมากๆ อาจถึงขั้นอาละวาดได้

ลองประเมินตัวเองและคนรอบข้างซิครับ ว่าเข้าข่ายอย่างที่กล่าวมาหรือไม่ หรือว่าคิดมาก คิดเยอะเกินไป หากท่านไม่มั่นใจว่าเราเข้าข่ายโรคไบโพลาร์หรือไม่ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อการวินิจฉัย และการแนะนำที่ถูกต้องก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้นะครับ

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คาร์ดิโอ – เวท ศึกวัดใจใครกันแน่ผอมกว่า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553129

โดย Women’s Health 24 ธ.ค. 2558 16:05

 

มุมน้ำเงินเจ้าถิ่นคือคาร์ดิโอตัวเต็ง ส่วนมุมแดงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ท้าชิงจอมเล่นเวท แต่ใครกันแน่ที่จะเป็นแชมป์รีดไขมันตัวจริง? เราจะเป็นกรรมการให้ละกันนะจ๊ะ…

คาร์ดิโอ

การเผาผลาญไขมัน

แน่นอนว่าคาร์ดิโอคือจ้าวแห่งการเบิร์น ผลการวิจัยในวารสาร Applied Physiology พบว่า นักเต้นแอโรบิกสลัดไขมันที่หย่อนคล้อยออกไปได้มากกว่าถึง 4 เท่าในเวลาอันรวดเร็วกว่ายกเวทอย่างเดียว ส่วนรูปแบบการออกกำลังนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ : การออกแบบเข้มข้นอย่างต่อเนื่องเหมาะกับการลดน้ำหนัก ขณะที่ HIIT จะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อให้คงอยู่และกำจัดไขมันให้หลุดไปจากกล้ามเนื้อ เลือกกันตามสบายสาวๆ

ความอยากอาหาร

ไม่แปลกถ้าคุณจะหิวโซหลังวิ่งเสร็จ แต่มหาวิทยาลัย Western Australia พบว่า คนที่ทำคาร์ดิโอแบบ (high-intensity) จะกินน้อยลงในมื้อถัดไป และอีก 24 ชม.ให้หลัง เมื่อเทียบกับคนที่ทำแบบปานกลางหรือไม่ทำเลย คุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบเผาผลาญชื่อแอนดี้ บลานนิน (Andy Blannin) อธิบายว่า “การออกกำลังระดับ intensity จะกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนในร่างกายดีขึ้น” ซึ่งหมายความว่าเลือดจะกระจายตัวออกไปจากลำไส้ คุณจึงอยากอาหารน้อยลง เราว่าแบบนี้ก็เข้าท่านะ

ความฟิตเฟิร์ม

จากการค้นคว้าของมหาวิทยาลัย Penn State ในอเมริกาพบว่า ผู้ร่วมทดสอบการลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 9 กก. จากการทำคาร์ดิโอหรือยกเวทอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ทีเด็ดคือกลุ่มคาร์ดิโอสูญเสียกล้ามเนื้อไปถึง 3 กก. ขณะที่กลุ่มเล่นเวทเสียไขมันไปล้วนๆ เลย สรุปคือ คาร์ดิโอจะลดทุกอย่างในคราวเดียว ไขมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้ตรงไหนไปหรือตรงไหนอยู่

การเล่นเวท

การเผาผลาญไขมัน

สาวทุกนางฟังทางนี้ อย่าเพิ่งใจร้อนกระโดดขึ้นลู่วิ่งไปเสียก่อน แม้การยกเวทจะทำให้ระบบเผาผลาญติดเครื่องช้าไป 1 ชม. หลังออกกำลังเสร็จ เพราะร่างกายเราต้องการเวลาซ่อมแซมตัวเอง “กล้ามเนื้อมีความแอ็กทีฟในการเผาผลาญไขมันมากกว่า ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อมากเท่าไร คุณจะเผาได้มากขึ้นเท่านั้น และไขมันจะไม่กล้ามากล้ำกราย” คุณหมอนักกายภาพด้านการออกกำลังกาย ลีห์ บรีน (Leigh Breen) กล่าวไว้ เอ้า! มายกเวทกันต่อ!

ความอยากอาหาร

งานวิจัยของ American Journal of Physiology ค้นพบว่าการยกเวททำให้คุณหิวน้อยลง แต่คนละรูปแบบกับกลุ่มคาร์ดิโอ ความรู้สึกอิ่มเอมจากการออกกำลังกายจะจบลงใน 1-2 ชม. คุณจึงเริ่มหิวโซเมื่อร่างกายต้องการอาหารไปซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ โชคร้ายหน่อยที่ผู้หญิงจะน้ำหนักขึ้นง่ายกว่า เพราะเรามีโครงสร้างร่างกายเอื้อต่อการมีบุตรและให้นมนั่นเอง

ความฟิตเฟิร์ม

“ในทางกลับกัน การเล่นเวทจะให้คุณสามารถเจาะจงได้ว่าต้องการเฟิร์มกล้ามเนื้อส่วนไหนเป็นพิเศษ” หมอลีห์กล่าว ดังนั้นหากคุณทำท่าสควอตเยอะๆ คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ต้นขาหลังและบั้นท้ายอย่างชัดเจน แต่อย่าลืมว่าต้องทำคาร์ดิโอเพื่อเน้นความชัดเจนของกล้ามควบคู่ไปด้วย อย่าเพิ่งท้อนะสาวๆ

ผู้ชนะ ผลคือเสมอกันทั้งสองฝ่าย

เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะเริ่มใช้แอนแอโรบิกแล้วจึงย้ายไปสู่แอโรบิก ซึ่งต้องการออกซิเจน ดังนั้นคุณควรเริ่มจากการยกเวทก่อน แล้วค่อยเบิร์นต่อด้วยคาร์ดิโอ แค่นี้สาวๆ ก็ชนะใสๆ

แปลและเรียบเรียงโดย: รวีพุทธิ์ อุดมธนสกุล | ภาพ: Corbis Image

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
นิตยสาร Women’s Health ฉบับเดือนพฤษภาคม 2558

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ชวนคุณแม่พาลูกฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553188

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2558 06:01

 

ร่วมสร้างแม่ลูกสุขภาพดีรับปีใหม่ 
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ยิ่งฉีดเร็วยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันเชื้อก่อมะเร็งปากมดลูก

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน โรคมะเร็งปากมดลูกจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ แต่มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดเป็นอันดับสองในหญิงไทย นั่นก็เป็นเพราะเรายังคงชะล่าใจและไม่ให้ความสำคัญในการป้องกันโรคดังกล่าวอย่างจริงจัง เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จึงอยากเชิญชวนคุณแม่พาลูกมาร่วมสร้างสุขภาพดี และแสดงความรักด้วยการพาลูกเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสเอชพีวีและแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพอย่างวัคซีนป้องกันเอชพีวี เพื่อรณรงค์ให้สตรีไทยใส่ใจสุขภาพและห่างไกลจากมะเร็งร้าย

แพทย์หญิงณัฐยา รัชตะวรรณ สูติ-นรีแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า “หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) หรือ Human Papilloma Virus มาก่อน ซึ่งเชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์จากการมีเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสเชื้อโดยตรง ซึ่งเชื้อไวรัสเอชพีวีแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มสายพันธุ์เสี่ยงสูง 14 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปากมดลูก เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 และกลุ่มที่ 2 กลุ่มสายพันธุ์เสี่ยงต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ เช่น สายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ที่เป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ โดยปัจจุบันพบว่า โรคมะเร็งปากมดลูกพบบ่อยเป็นอันดับ 2 และมีหญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยถึงวันละ 14 คน จากการสำรวจพบว่าภาคเหนือและภาคอีสานพบผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมากที่สุดประมาณร้อยละ 20-30 เนื่องมาจากเด็กวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ค่อนข้างเร็ว ส่วนในภาคกลางมีอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ร้อยละ 10 และภาคใต้มีอัตราการติดเชื้อน้อยที่สุดไม่ถึงร้อยละ 10 นั่นก็เป็นเพราะพฤติกรรม เนื่องจากวัฒนธรรมและความเชื่อของคนใต้ที่ค่อนข้างเคร่งครัด และไม่นิยมเปลี่ยนคู่นอน ทำให้อัตราการติดเชื้อน้อยกว่าภาคอื่นๆ โดยปกติ ร่างกายคนเราสามารถขจัดเชื้อไวรัสเอชพีวีออกไปได้ แต่หากได้รับเชื้อเป็นเวลานานจนติดเชื้อแบบคงทน ก็จะลุกลามกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ สำหรับอาการของโรคมะเร็งปากมดลูกในช่วงแรก ส่วนมากจะมีอาการตกเลือด อาจจะมีลักษณะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยในระหว่างรอบเดือน หรือมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ บางรายอาจมีน้ำปนออกมากับเลือด หรือตกขาวปนเลือด หากเป็นหญิงวัยหมดประจำเดือนก็อาจจะมีเลือดออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตได้จากอาการตกขาวที่มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือมีหนองและเลือดปนออกมาด้วย แต่หากเป็นอาการในระยะลุกลาม อาจมีอาการขาบวม ปวดท้องหรือปวดหลังรุนแรง ปวดก้นกบและบริเวณต้นขา อีกทั้งยังอาจจะมีอาการปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือดอีกด้วย ส่วนการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง หากเป็นระยะที่ 1 สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสหาย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่สองขึ้นไป การรักษาจะเป็นแบบการฉายแสง หรืออาจรักษาร่วมกับเคมีบำบัดในบางกรณี”

“อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ อันดับแรก Primary Prevention หรือการงดการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งฝืนธรรมชาติและเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เราจึงแนะนำให้สตรีเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปากมดลูก โดยหากได้รับวัคซีนก่อนการติดเชื้อวัคซีนจะมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ถึงร้อยละ 70-80 และมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวีสามารถทำได้ตั้งแต่ในเด็กอายุ 9 ปี จนถึงผู้ใหญ่อายุ 45 ปี แต่สำหรับผู้ใหญ่อาจจะต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขอื่นๆ เช่น เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหรือไม่ เคยติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อนหรือไม่ ฯลฯ โดยจะทำการตรวจภายในก่อนฉีดวัคซีนเพื่อให้มั่นใจว่ายังไม่เคยได้รับเชื้อเอชพีวีและยังไม่เคยเป็นมะเร็งปากมดลูกมาก่อน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงหากฉีดในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว คำแนะนำอื่นๆ ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ก็คือแนะนำให้สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ เราจะเห็นว่าโรคมะเร็งปากมดลูกถือเป็นมะเร็งชนิดเดียวที่ป้องกันได้ ทั้งนี้การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเมื่อเป็นโรคแล้ว เพราะคุ้มค่ากว่าทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาโรคมะเร็งด้วย” แพทย์หญิงณัฐยา กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า “ปัจจุบัน วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีมี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันเอชพีวีชนิด 2 สายพันธุ์ จะครอบคลุมสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งช่องคลอดในเพศหญิง และวัคซีนป้องกันเอชพีวีชนิด 4 สายพันธุ์ จะครอบคลุมสายพันธุ์ที่ 6, 11, 16 และ 18 ซึ่งมีข้อบ่งชี้ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่ ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย สามารถฉีดในเด็กตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถพาลูกสาวมาฉีดวัคซีน เพราะจริงๆ แล้วเชื้อไวรัสเอชพีวีสามารถติดได้ง่ายมาก นอกจากการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์แล้ว บางครั้งอาจเกิดจากการสัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น ในห้องน้ำสาธารณะ ดังนั้น เด็ก วัยรุ่น หรือผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็มีโอกาสติดได้ หรือแม้แต่ในเด็กทารกก็สามารถติดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้จากมารดาผ่านทางช่องคลอด ทำให้เกิดการอุดตันในระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีตั้งแต่เด็กจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเด็กยังไม่เคยได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อน และการฉีดวัคซีนในเด็กยังจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการฉีดในผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า ดังนั้น เราจึงแนะนำให้เด็กฉีดวัคซีนแค่ 2 เข็มก็เพียงพอแล้ว ในขณะที่ผู้ใหญ่ต้องฉีด 3 เข็ม จะเห็นได้ว่าฉีดในเด็กให้ความคุ้มทุนมากกว่า ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากยังไม่เห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือมีความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีเพศสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฉีดวัคซีนให้ลูกตั้งแต่เด็กจะช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานพร้อมเมื่อเติบโตสู่วัยเจริญพันธุ์ และยังป้องกันการติดเชื้อที่ไม่ได้มาจากเพศสัมพันธ์ด้วย”

คุณแม่เปิ้ล-นลรรพรรฎ คุณแม่ของน้องอันดา – กุณฑีรา ยอดช่าง ที่พาลูกสาวมาฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีกล่าวว่า “ปีนี้น้องอันดาอายุ 9 ปีพอดี เปิ้ลจึงพามาปรึกษาคุณหมอแล้วก็ได้รับคำแนะนำว่าควรให้น้องฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีได้เลย อย่าคิดว่าการพาลูกไปฉีดวัคซีนจะเป็นการส่งเสริมให้เขามีเพศสัมพันธ์ เพราะอย่างที่คุณหมอบอกว่าจริงๆ แล้ววัคซีนป้องกันเอชพีวีก็เหมือนวัคซีนอื่นๆ ที่สำคัญ ฉีดตอนที่น้องยังเป็นเด็กจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าด้วย เรารู้สึกว่าตอนที่เรายังดูแลเขาได้ เราก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด อะไรที่ช่วยปกป้องลูกเราได้ เราก็ต้องทำอยู่แล้วค่ะ เปิ้ลมองว่าการพาอันดามาฉีดวัคซีนเป็นการเตรียมพร้อมให้กับลูกในด้านสุขภาพเหมือนกับที่เราเตรียมเรื่องการศึกษาให้เขา เราลงทุนในวันนี้เพื่อเพิ่มโอกาสที่ดีให้ลูกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต ส่วนตัวเปิ้ลเองก็ได้รับวัคซีนป้องกันเอชพีวีเรียบร้อยแล้วค่ะ เรามองว่าการป้องกันก่อนที่จะเป็นโรคย่อมดีกว่าเป็นแล้วรักษา และเปิ้ลอยากเชิญชวนให้คุณผู้หญิงทุกคนเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี และหากคุณแม่ที่มีลูกสาวก็อย่าลืมพาลูกสาวไปรับวัคซีนป้องกันเอชพีวีกันนะคะ สายใยความรักของแม่สามารถส่งต่อได้ด้วยการดูแลสุขภาพของลูกค่ะ”

ทั้งนี้ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จึงอยากเชิญชวนคุณสุภาพสตรี และคุณแม่ที่รักและห่วงใยสุขภาพของลูกๆ พาลูกมาฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี และเพื่อร่วมสร้างสุขภาพดีให้คุณแม่และคุณลูกรับเทศกาลปีใหม่ 2559 ทางโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ มีบริการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสำหรับคุณแม่ โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-022-2222

ภาพจากซ้ายไปขวา : แพทย์หญิงณัฐยา รัชตะวรรณ สูติ-นรีแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์, คุณเปิ้ล-นลรรพรรฎ และน้องอันดา – กุณฑีรา ยอดช่าง, แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

แพทย์หญิงณัฐยา รัชตะวรรณ สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

คุณแม่เปิ้ล-นลรรพรรฎ และน้องอันดา – ด.ญ. กุณฑีรา ยอดช่าง

คุณแม่เปิ้ล พาน้องอันดา เข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อนเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี

คุณแม่เปิ้ล-นลรรพรรฎ ยอดช่าง เข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อนเข้ารับวัคซีนป้องกันเอชพีวีด้วยเช่นกัน

จับตาย 6 เทคนิค กระตุ้น ‘เซ็กซ์’ เผ็ดแซ่บสะท้านเตียง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551607

โดย FHM 23 ธ.ค. 2558 16:05

 

หนุ่มๆ หลายคนมัวแต่สนใจเรื่องใหญ่ๆ ที่เห็นได้ชัดเจนกว่า จนทำให้ลืมเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ซึ่งหารู้ไม่ว่า มันก็ช่วยทำให้เซ็กซ์ร้อนแรง และถึงฝันได้ไม่แพ้กัน เผลอๆ อาจแซ่บซี๊ดยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ!

1. ต้องการอะไรก็บอกตรงๆ

คุณอาจจะมองว่าผู้หญิงมักดูเรียบร้อย ไม่พูดจาทะลึ่งตึงตัง แต่ถ้าลองสังเกตดูดีๆ คุณจะเห็นว่าเวลาเธอเฝ้าหน้าจอแล้วเห็นข่าวดารา หรือแม้แต่คุยกันในลิฟต์ พวกเธอก็จะพูดกันแบบตรงไปตรงมา บางทียังพูดตรงยิ่งกว่าผู้ชายด้วยกันเองเสียอีก หรือเวลาจะจีบเธอ เธอมักชอบชายที่กล้าแสดงความรู้สึกตรงๆ และกล้าจีบเธอตรงๆ มากกว่าฝากเพื่อน เพราะผู้หญิงเกือบ 60% ชอบเรื่องราว หรือประสบการณ์ตรงที่ชวนตื่นเต้นเร้าใจมากกว่า แต่สิ่งที่ยากก็คือ คุณจะเริ่มต้นอย่างไรล่ะ? ง่ายๆ เลย ก็เริ่มต้นจากการถามเธอตรงๆ นี่แหละ!

ต้องการอะไรก็บอกเธอไปเลยตรงๆ

2. บอกล่วงหน้า ผลลัพธ์มักดีขึ้น


การไม่บอกล่วงหน้าอาจเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ ทว่าการบอกไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สร้างผลดีได้ไม่แพ้กัน เพราะนิสัยผู้หญิงมักชอบคาดหวังเสมอ และอยากทำอะไรให้ออกมาดี ดังนั้นบอกเธอไปเลยว่า คุณอยากจะมีอะไรกับเธอ บางทีเธอก็ต้องการเวลาเตรียมพร้อมมากกว่าจู่โจมนะ หรือบอกให้เธอรู้ล่วงหน้าแค่ 5 นาที การพูดตรงๆ สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เช่น ไม่ต่อต้านแบบตื่นตกใจ หรือมีเวลาอาบน้ำ และพรมน้ำหอมเป็นอย่างดีด้วยกันทั้งคู่

3. ควรมีเวลา “วอร์มอัพ”

อย่างเช่น การวอร์มกล้ามเนื้อลิ้นของคุณ ด้วยการแลบลิ้นเข้าๆ ออกๆ เพื่อให้คุณสามารถควบคุมลิ้นได้ดั่งใจปรารถนา หรือยืดแข้งยืดขา เพื่อให้กล้ามเนื้อยืดขยายเหมือนก่อนออกกำลังกายปกติ ช่วยลดความเสี่ยงกับอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ หรือเป็นตะคริวเมื่อเกร็งตัวผิดจังหวะ คุณอาจวอร์มอัพสัก 5-10 นาที ก่อนถึงเวลาใช้งาน ก็รับประกันความพร้อมได้แล้วล่ะ!

วอร์มอัพลิ้นก่อนใช้งาน

4. ปิดตากระตุ้นอารมณ์
หนุ่มสาวทั่วไปรับข้อมูลเข้าสู่สมองผ่านการมองเห็นมากถึง 60-90% แต่เมื่อไรที่ตาคุณโดนปิด จะทำให้ความต้องการ และความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อคุณกระตุ้นเธอด้วยสิ่งของนุ่มๆ อย่างขนนก หรือพู่กัน แปรงไล้ไปตามลำตัว มันก็จะทำให้อารมณ์เสน่หาของเธอค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว…

5. การจับมือ คือสิ่งที่ชายหลายคนมองข้าม!


คุณอาจมองแค่ว่า การจับมือมันธรรมดาเกินไป แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว การสอดนิ้วประสานมือเข้าไปยังอีกฝ่ายถือเป็นการแสดงออกซึ่งความรัก เช่นเดียวกับ ตามองตา การประกบปากจูบ หรือเนื้อแนบเนื้อ เมื่ออวัยวะเดียวกันสัมผัสกัน มันเป็นสัมผัสพิเศษที่แผ่พลังต่อกันและกันเสมอ

สอดนิ้วประสานมือกันบ้าง…

6. เทคนิคกระตุ้นปากถ้ำ แค่ 1 ใน 3  


ถือเป็นการยั่วให้เธอเกิดอารมณ์ได้มากขึ้น เหมือนอาการค้างๆ คาๆ และเธอก็รออยู่ว่า เมื่อไรเวลานั้นจะมาถึง เพราะการสอดใส่แบบเต็มๆ อาจทำให้ขาดความเร้าใจในทันที ฉะนั้นลองหยั่งเชิงสัก 1 ใน 3 ของของลับที่มี เมื่อไรที่เธอร้องขอจากคุณก็จงดึงจังหวะอีกสักหน่อย ถือเป็นการเพิ่มเวลาเล้าโลมเธอได้นานมากขึ้น รับรองว่าเมื่อถึงเวลาสอดใส่ไปเต็มที่ อารมณ์สุขสมจะล้นปรี่จนเธอพึงพอใจ!

ที่มา : fhm.in.th