รู้หรือไม่ ? สีที่ชอบ บอกถึงเซ็กซ์ที่ใช่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549405

โดย GQ Thailand 21 ธ.ค. 2558 16:05

 

คุณอาจจะเคยเห็นการจับคู่สีกับนิสัย หรือบุคลิกของคน คราวนี้เราจะมาจับคู่สีที่คุณชอบกับเรื่องเซ็กซ์ ผ่านไอเท็มชิ้นโปรดของคุณไม่ว่าจะเป็นเชิ้ต เสื้อยืด กางเกง หรือสูทก็ตาม บอกเลยว่าเสื้อผ้าสีไหนก็ตามที่คุณชอบใส่เป็นประจำ ผู้หญิงสามารถวิเคราะห์ไปได้ถึงเรื่องเซ็กซ์ของคุณเลยทีเดียว…

สีแดง – เป็นสีที่แสดงพลังทางเพศสูงมาก คนที่ชอบใส่เสื้อผ้าสีแดงจะชอบเซ็กซ์ที่ร้อนแรง เป็นคนใส่ใจในจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ มักปรับปรุงเรื่องเซ็กซ์ให้ดีอยู่เสมอ แต่อาจจะเซ็กซ์จัดไปเสียหน่อย

สีดำ – คุณอาจมีปมด้อยเรื่องเซ็กซ์ และนั่นคือจุดอ่อนของคุณ ไม่มั่นใจ แม้ภายนอกดูเข้มแข็งก็ตาม ขณะเดียวกันเซ็กซ์ของคุณไม่เคยมีความนุ่มนวล ออกแนวก้าวร้าวมากกว่า

สีส้ม – คุณคือผู้ชายผู้หิวโหยเรื่องเซ็กซ์แบบไม่เคยพอ เป็นนักล่าผู้หญิงตัวยง

สีเขียว – ชอบใส่เสื้อผ้าสีเขียว ฟันธงได้เลยว่าเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์กับเรื่องเซ็กซ์สูงมาก อาจชอบหาสิ่งใหม่ๆ มาเล่น ท่าใหม่ๆ ไม่ให้จำเจ ขณะเดียวกันเป็นเซ็กซ์ที่ดูผ่อนคลาย นุ่มนวล และปลอดภัย

สีเหลือง – คุณผู้หญิงที่มีแฟนชอบสีเหลืองบอกเลยว่าโชคดีมากๆ คุณได้ผู้ชายที่มีเซ็กซ์แบบอบอุ่น เป็นสุภาพบุรุษ แต่ก็มีความตื่นเต้นในคราวเดียวกัน แถมเป็นเซ็กซ์แบบมองโลกในแง่ดีด้วยนะ

สีฟ้า – เซ็กซ์ของผู้ชายที่ชอบสีฟ้า ค่อนข้างทำแบบไม่รีบร้อน เล้าโลมนานๆ และให้ความผ่อนคลาย บันเทิงใจ

สีขาว – โชคร้ายหน่อยสำหรับคุณผู้หญิงที่มีแฟนชอบใส่เสื้อผ้าสีขาว เพราะเขาจะเป็นคนเรียบร้อยกับเรื่องเซ็กซ์ ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไร ประมาณว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ยิ่งดี

ที่มา : GQ Thailand
www.gqthailand.com

อาหารเสริม จากไวน์ สู่เส้นทางอมตะ ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551251

โดย หมอดื้อ 20 ธ.ค. 2558 05:01

 

ตอนที่แล้ว เป็นการบรรยายถึงกลไกในการควบคุมอายุให้ยืนยาวและแข็งแรงโดยผ่านยีนต่างๆ บทความในวารสาร Scientific American 2012 จนนิตยสารไทม์ 2015 ในเส้นทางสู่การมีอายุยืน และในวารสาร Nature 2015 พบว่าสารสกัดจากองุ่น ไวน์ คือ Resveratrol สามารถสร้างเซลล์สมองใหม่ได้ในหนู

ล่าสุด ในวารสารทางสมองของสหรัฐฯ Neurology 2015 ศึกษาในคนไข้อัลไซเมอร์มากกว่า 100 ราย และตรวจน้ำไขสันหลังเป็นระยะ ตลอด 1 ปีพบว่าสารพิษตัวการ ApoE และ Amyloid ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ปริมาณที่ใช้ต้องมากถึง 2,000 มก.ต่อวัน เนื่องจากการดูดซึมจากลำไส้เข้าร่างกายไม่ดีนัก

จากกลไกการยืดอายุให้ยืนยาว จะเห็นได้ว่าระดับ NAD+ ที่สูงขึ้นเป็นแกนกลางสำคัญ โดยจะเพิ่มปริมาณและการทำงานของยีน SIRT1 ส่งผลควบคุม ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ PARP (Poly-ATP-Ribosome Poly merase) ซึ่งเป็นตัวสำคัญในกลไกที่ทำให้เซลล์ตาย หรือในทางกลับกันมีการซ่อมแซมของเซลล์

เพราะฉะนั้นในหนูที่ขาดพลังงานจากกลูโคส แม้ได้รับไขมันเพิ่มก็ตาม กลับผอมเพรียวขึ้น และไม่มีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวาน โดยในเซลล์จะมีจำนวนไมโตคอนเดรียเพิ่มขึ้นและตัวใหญ่ขึ้น เป็นการใช้พลังงานในเซลล์อย่างฉลาด สมเหตุสมผล และมลพิษในเซลล์น้อยลง กำจัดขยะได้ง่ายขึ้น

ในการศึกษาต่อมายังพบว่า SIRT1 ยังมีบทบาทแม้แต่ในภาวะที่อาหารเหลือเฟือ และการที่มี SIRT1 มากขึ้น ยังช่วยบรรเทาอาการของหนู ที่เป็นโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมที่มีการเคลื่อนไหวและสติปัญญาบกพร่อง คือ โรค Huntington ตัว SIRT1 ยังมีผลต่อรูปร่างความผิดปกติของตัวอสุจิ (sperm)

ทั้งนี้ ถ้าปรับพันธุกรรมของหนูให้เซลล์อัณฑะขาด SIRT1 ตัวอสุจิจะผิดปกติ นอกจาก SIRT1 ยังมี SIRT3 ซึ่งปรับระดับของออกซิเจนพิษในเซลล์และเมตาบอลิซึมในกรดไขมัน ซึ่งมีผลในโรคที่เกิดจากความผิดปกติของไขมัน เบาหวาน อ้วน เป็นต้น รวมทั้งจากการที่ SIRT3 เป็น Sirtuin หลักที่อยู่ในไมโตคอนเดรีย ดังนั้น SIRT3 จะสามารถควบคุมมะเร็งทั้งขนาดและการกระจายโดยผ่านโมเลกุลออกซิเจนพิษ

จนถึงตรงนี้อาจยังนึกภาพไม่ออกว่าอาหารเสริมจะช่วยอะไร Resveratrol มีความเกี่ยวพันกับ Sirtuin ต่างๆ และระดับของ NAD+ ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นของกระบวนการปรับความสมดุลของพลังงาน คงความมั่นคงแข็งแรงของโรงงานในเซลล์ คือ ไมโตคอนเดรีย ปรับสภาพเซลล์ให้คงทนอยู่ได้ และซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย และส่งผลในการบรรเทาโรคที่เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมทั้งหลาย รวมทั้งเบาหวาน โรคไขมันสูง เป็นต้น

โลกได้รับทราบสรรพคุณของไวน์ที่มีผลต่อสุขภาพจากรายงานของฝรั่งเศสในปี 1992 ในไวน์มีระดับแอลกอฮอล์ 11-14% และมีสารประกอบ Polyphenols ซึ่งตัวเสริมสุขภาพในไวน์นั้นได้จากทั้งแอลกอฮอล์ (ดังที่ดื่มวิสกี้ วอดก้า บรั่นดี ไวน์ขาว ในปริมาณชาย 2 หญิง 1 แก้ว ก็ดีทั้งนั้น) และได้จากสาร Polyphenols Resveratrol อยู่ในเปลือกขององุ่น (ในไวน์แดง) และผลไม้นานาชนิด เช่น Cranberry, Mulberry, Lingonberry, Bilberry, Partridgeberry, Sparkleberry, Blueberry, Jackfruit, Peanut

แม้กระทั่งใบและดอกของต้นไม้หลายชนิด Resveratrol ที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ในปัจจุบันเตรียมจากรากแห้งของ Polygonum Cuspidatum ในญี่ปุ่นและจีน โดยที่สมุนไพรที่สกัดจาก Polygonum ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อรา โรคผิวหนัง โรคตับ และโรคหัวใจมาแต่โบราณกาล ในส่วนที่เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ถัดจากกลไกระดับในเซลล์ออกมา คือ Resveratrol ยับยั้งกระบวนการ LDL (ไขมันเสีย) Peroxidation ซึ่งนำสู่เส้นเลือดตีบ และเพิ่มไขมันดี HDL และกระตุ้นให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่น ขยายขนาดได้มากขึ้น โดยผ่านทาง nitric oxide ยับยั้ง Endothelin

ซึ่งทำให้เส้นเลือดหดตัว และอาจมีผลทำให้เลือดไม่หนืด และการล้นทะลักของเลือดกลับเข้ามามากเกินไป มายังเนื้อเยื่อที่ขาดเลือด และปรับสภาพการทำงานของหัวใจ (Pre-Condi tioning) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการปกป้องหัวใจจากโรค ในส่วนของสมองและระบบประสาท Resveratrol ยังสามารถซึมผ่านเข้าสมอง ทั้งๆที่สมองจะมีระบบป้องกันเข้มงวดจากผนังปราการที่หลอดเลือด (Blood Brain Barrier) และส่งผลปรับการทำงานของเซลล์ Astrocyte ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Glutamate และการอักเสบที่เกี่ยวพันกับโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน นอกจากนั้น ยังมีผลต่อการฟื้นฟูสภาพ และการปรับเพิ่มพูนประสิทธิภาพของระบบประสาท และการหลั่งของสารสำคัญคือ trophic factor S100B

ที่กล่าวมายืดยาว เป็นเครื่องแสดงว่าการคัดสรรอาหารเสริมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และต้องท่องขึ้นใจว่าอาหารเสริมไม่ถึงกับเป็นของวิเศษ ไม่เป็นยา อาจช่วยใช้รักษาโรค ป้องกันโรค เป็นของเสริม ตราบใดที่ไม่สามารถมีข้อมูลชัดเจนถึงประสิทธิภาพการรักษาว่าลดการเจ็บป่วย การตายได้เพียงใด ป้องกันการเกิดโรคได้กี่เปอร์เซ็นต์ จะใช้ขนาดเท่าใดจึงจะเริ่มเห็นประสิทธิภาพ มีผลข้างเคียงระดับใด ก็ยังจัดเป็นยาไม่ได้ อาจจะใช้เป็นของ “บำรุง” ได้

และถึงแม้ Resveratrol จะดู “เก่ง” เพียงใด แต่ในทางสู่อมตะ แม้ว่าจะมีผลในการยืดอายุของหนูที่ให้อาหารไขมันสูงก็ตาม แต่ในหนูที่ได้อาหารปกติกลับอายุไม่ยืนกว่าเดิมตามที่คาด แม้ว่ากลไกในการปกป้องเซลล์จะคงมีอยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้นตอนต่อไปเตรียมตัวพบเส้นทางอมตะเส้นใหม่ ชื่อว่า TOR นะครับ.
หมอดื้อ

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 1) รู้จักโรคไบโพลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549394

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 18 ธ.ค. 2558 05:31

 

มีคำถามมากมายว่าโรคไบโพลาร์คืออะไร ลักษณะอาการเป็นอย่างไร ตัวเองมีโอกาสเป็นโรคที่ว่านี้ได้หรือไม่ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่มีโอกาสน้อยมาก ไปทำความรู้จัก โรคไบโพลาร์พร้อมๆ กันเลย

โรคไบโพลาร์ หรือ Bipolar Disorder คือ โรคที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ ผู้ที่เป็นจะมีอารมณ์ และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ลักษณะอารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมีสองแบบ แบบแรกมี ลักษณะอารมณ์และพฤติกรรมแบบซึมเศร้า แบบที่สองมีลักษณะคึกคัก พลุ่งพล่าน ซึ่งเรียกว่า เมเนีย (mania) โดยสามารถอธิบายได้จากภาพกราฟอารมณ์จากการตรวจของแพทย์ ซึ่งจะแสดงการเปลี่ยนแปลง ของอารมณ์เป็นช่วงๆ คือ ช่วงซึมเศร้าแล้วตามด้วยช่วงเวลาที่เป็นปกติดี จากนั้นอาจเกิดอาการแบบเมเนียขึ้นมา หรือบางคนอาจเริ่มด้วยอาการแบบเมเนียก่อนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องตามด้วยอาการด้านตรงข้ามเสมอไป เช่น อาจมีอาการแบบซึมเศร้า-ปกติ-ซึมเศร้า-เมเนีย สลับกันไป

สาเหตุของโรค ไม่ได้เกิดจากผู้ป่วยมีจิตใจอ่อนแอหรือคิดมาก แต่เกิดจากความผิดปกติทางสมอง ผู้ป่วยจะมีการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง และสารเคมีในสมองแปรปรวนไป ผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์ มักมีประวัติญาติเป็นโรคทางอารมณ์ ทำให้บุตรที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปถึง 8 เท่า สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรค หากพบเหตุกดดันทางจิตใจ เช่น ตกงาน ญาติเสียชีวิต หรือมีการเสพยาต่างๆ ก็มีแนวโน้มไปกระตุ้นให้แสดงอาการออกมา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนก็เป็นโรคนี้โดยไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ เช่นเดียวกับโรคความดันหรือโรคเบาหวาน ที่บางครั้งก็เกิดจากกรรมพันธุ์แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ ทางการแพทย์จึงไม่ถือว่าโรคนี้เป็นโรคทางกรรมพันธุ์

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้รับรู้ถึงการเกิดโรคไบโพลาร์อย่างคร่าวๆ คงจะพอมีแนวทางการสังเกต เพื่อเตรียมการเฝ้าระวังโรคดังกล่าวได้ไม่ยาก อย่าลืมติดตามอาการของโรคนี้ในศุกร์สุขภาพสัปดาห์หน้ากันนะครับ

รองศาตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

‘อย่า’ ไม่เอานะ! เพียง 5 ข้อ ที่เลดี้ร้องขอบนสังเวียนรัก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548782

โดย FHM 16 ธ.ค. 2558 16:05

 

5 สิ่งต่อไปนี้จะทำให้สาวคนรักข้างกายของคุณ ขุ่นเคืองอารมณ์ สะสมความสะอิดสะเอียนไว้ ถ้าหนุ่มๆ เข้าขั้นทำร้ายสาวคนรักจนเกินพอดี !

1. อย่า … บังคับให้เธอเป็นฝ่ายเริ่มออรัลเซ็กซ์ก่อน 


ถือเป็นวิธีเริ่มต้นเกมรักที่แย่มาก ถ้าเธอรู้ว่าคุณต้องการให้เธอลูบหัวน้องชายด้วยปากในทันทีทันใด แต่ในทางปฏิบัตินั้น คุณต้องทำให้เธอรู้สึกมีอารมณ์ร่วมขึ้นมาก่อน อย่าเริ่มต้นด้วยการบังคับกันถ้าเธอยังไม่พร้อม ทว่าต้องทำให้เธอรู้สึกอยากจะจัดการกับน้องชายของคุณเอง นั่นจึงถือว่าเป็นศิลปะชั้นยอด ทางที่ดีคือคุณควรเริ่มเล้าโลมให้เธอได้เห็นเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน คุณจะดูแมนมากในสายตาเธอ ถ้าคุณทำได้ดีมีเหรอที่เธอจะไม่ตอบสนองกลับมา!

อย่าบังคับให้เธอเริ่ม ‘ออรัลเซ็กซ์’ ก่อน

2. อย่า … ลืมสัมผัสส่วนอื่นๆ

ผู้ชายบางคนจ้องแต่จะปั้นอารมณ์ให้แข็ง แล้วก็ยัดเยียดความเป็นชายทะลุทะลวงเข้าไป ทั้งที่การสัมผัสระหว่างปาก และลิ้นของชายกับหญิง นับเป็นสัมผัสที่วาบหวิว และดูดดื่มที่ส่งพลังงานแห่งความรักได้ดี เมื่อปากของคนสองคนประสานเป็นหนึ่งเดียว ดวงตาแลกเปลี่ยนความเป็นเจ้าของกันและกัน แล้วหนุ่มๆ จะมองข้ามเพื่อมุ่งหน้าไปปากอ่าวทันที ก็นับว่าใจร้ายเกินชายไปหน่อยล่ะ

3. อย่า … ทิ้งร่องรอยฟกช้ำไว้บนกาย


นี่อาจเป็นความสะใจของหนุ่มบางราย แต่รู้ไหมว่า มันกลับกลายเป็นความอับอายของเธอเสียมากกว่าที่ใครเกิดพบเห็นมันเข้า ทำนองใครเห็นก็ย่อมรู้ว่าร่องรอยนี้เธอได้แต่ใดมา ถ้าฝ่ายชายมีรอยฟกช้ำอาจดูไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจากพื้นฐานนิสัยที่ค่อนข้างโลดโผน แต่ฝ่ายหญิงที่มีรอยฟกช้ำอยู่นอกเหนือร่มผ้า อย่างต้นคอ และต้นแขนนี่สิ อาจทำให้เธอต้องสวมเสื้อคอเต่าแขนยาวไปทั้งอาทิตย์เลยก็ได้

อย่าทิ้งร่องรอยฟกช้ำไว้บนกายเธอ


4. อย่า … เห็นภาพยนตร์บิ้วอารมณ์ดีกว่าเธอ

เพราะท่านชายไม่ได้อยู่คนเดียว และไม่ได้กำลังช่วยตัวเองสักหน่อย ดังนั้นถือเป็นการผิดมหันต์ ถ้าจะเปิดภาพยนตร์รัก 18+ แล้วโฟกัสอารมณ์ไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่น แทนที่จะเป็นเธอ !! การบิ้วอารมณ์ด้วยภาพยนตร์หวาบหวิวในตอนเริ่มต้นนั้นไม่ใช่เรื่องผิด ทว่าเมื่อได้ที่แล้วก็ควรจะปิดมากกว่าเปิดทิ้งไว้นะ

5. อย่า … รุนแรงอกสั่นจนเธอขวัญผวา


ถ้าถามผู้หญิงทุกคนว่า อะไรที่เป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวที่สุดในการมีเซ็กซ์แต่ละครั้ง พวกเธอก็มักจะตอบว่า ความบ้าดีเดือดของผู้ชายที่ชอบทำอะไรแผลงๆ หรือผิดวิถีมนุษย์คนอื่น วิธีที่แปลกออกไปแบบรุนแรง ก้าวร้าว หรือประหลาดล้ำ จนทำให้ขวัญผวาแบบรู้สึกไม่สบายใจ ก่อนอื่นคุณผู้ชายควรทำความเข้าใจระหว่างความรู้สึกแบบ ‘ละมุนละไมแต่เดาทางไม่ได้’ กับ ‘รุนแรงจนไม่อยากจะเดา’ นั้น มีความต่างกันอยู่มากนัก!

อย่ารุนแรงกับเธอมากจนเกินไปนัก …

ที่มา : fhm.in.th

อาหารเสริมจากไวน์ สู่เส้นทางอมตะ ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548089

โดย หมอดื้อ 13 ธ.ค. 2558 05:01

 

เวลาเที่ยงพักกินข้าวเป็นเวลาที่ผู้เขียนมีความสุขมาก นอกจากกินข้าวกล่องที่ซื้อจากโรงอาหาร ก็จะเป็นเวลาที่ได้อ่านและรับชม-ฟัง นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ได้รับรางวัลโนเบลมาพูดให้ฟังโดยผ่านทางอินเตอร์เน็ต สถาบันที่ผู้เขียนเป็นสมาชิกมากว่า 20 ปี คือ New York Academy of Science (www.nyas.org) ซึ่งเราสามารถ รับรู้ข้อมูล และดูวีดิโอการบรรยายได้เหมือนกับไปนั่งฟังจริงๆ

ที่ทึ่งมากเป็นพิเศษและเป็นที่มาของบทความนี้ คือการเสนอผลงานค้นคว้าเกี่ยวกับสาร ซึ่งมีใน “ไวน์แดง” ที่มีชื่อว่า Resveratrol และตีพิมพ์ในเดือนมกราคม 2011 และหลังจากนั้นมีการประชุมเป็นระยะทุกปี จนถึงปี 2015 และมีบทความในวารสาร Scientific American 2012 จนนิตยสาร ไทม์ 2015 ในเส้นทางสู่การมีอายุยืน และในวารสาร Nature 2015 พบว่าสร้างเซลล์สมองใหม่ได้ในหนู

ล่าสุด ในวารสารทางสมองของสหรัฐฯ Neurology 2015 ศึกษาในคนไข้อัลไซเมอร์ มากกว่า 100 ราย และตรวจน้ำไขสันหลังเป็นระยะ ตลอด 1 ปี พบว่าสารพิษ ApoE และ Amyloid ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และปริมาณที่ใช้ต้องมากถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากการดูดซึมจากลำไส้เข้าร่างกายไม่ดีนัก

ความเป็นอมตะ คือมีชีวิตยืนยาวสุขภาพดีสมองไม่เสื่อม ไม่มีโรคเกี่ยวเนื่องกับอายุขัย เป็นสิ่งที่มนุษย์ (โดยเฉพาะตั้งแต่เลข 4 ขึ้นไป) แสวงหากลไกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ทำให้อายุยืนยาวแต่ไม่มีใครทำคือทำให้ตกอยู่ในภาวะอดอาหาร โดยเฉพาะขาดกลูโคสหรือน้ำตาล (Starvation และ Caloric Restriction) ซึ่งพิสูจน์ได้ในสัตว์ทดลองเช่นหนู ตั้งแต่ 80 ปีมาแล้วโดย Clive McCay และ Mary Crowell จากมหาวิทยาลัย Cornell และเป็นจริงในลิงเช่นกัน ในราวปี 1950 เป็นต้นมา Denham Harman ที่มหาวิทยาลัย California, Berkley ได้พัฒนาความรู้โดยเชื่อมโยงกับกระบวนการเกิดออกซิเจนพิษ (oxygen free radical species) ในร่างกาย

ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลไกทั้งหมดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงดูจะมุ่งไปสู่ Sirtuins ซึ่งเป็นโปรตีนควบคุมกระบวนการในร่างกาย ซึ่งโดยปกติจะนิ่งเงียบกบดานอยู่ (silent information regulator หรือ SIR) และพบได้ตั้งแต่ในยีสต์ถึงมนุษย์ โดยกลุ่มของ Leonard Guarente และได้ตีพิมพ์ผลงานในปี 1995 ในวารสาร Cell

และพบว่า SIRT 4 มีบทบาทในการยืดอายุของยีสต์

ในช่วงเวลา 10 ปี จากปี 2000-2011 มีงานวิจัยเกี่ยวกับ SIR และเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องเกือบ 1,200 ฉบับ โดยการประชุมซึ่งจัดโดย NYAS มีนักวิทยาศาสตร์จาก Weill Cornell Medical College จาก Ecole Polytechnique Federale Lausanne จาก MIT และจาก Gladstone Institute (UCSF) รวมทั้งจาก Harvard Medical School

นอกจากที่ Sirtuins จะเกี่ยวพันถึงกระบวนการอดอาหาร (ให้อายุยืน แข็งแรง) ยังเชื่อมโยงไปถึงโมเลกุลขนาดเล็กที่ชื่อว่า Resveratrol ในระบบการรับรู้ของเซลล์ ในการปรับผันการใช้น้ำตาล

กลูโคสหรือไกลโคเจน (Glycogen) เมื่ออยู่ในภาวะอดอาหาร ขาดพลังงาน และหันไปใช้กรดไขมันเป็นแหล่งพลังงานแทน ทั้งนี้จะผ่านทางเอนไซม์หลัก 3 ตัว คือ AMPK (AMP-activated protein kinase) จะตอบสนองต่อ AMP และ ATP ในขณะที่ SIRT1 ต้องการ NAD+/NADH และ GCN5 จะตอบสนองต่อ Acetyl-CoA ทั้ง 3 ตัวหลักจะมีผลต่อการทำงานของ PGC-1α

ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นหรือควบคุมการทำงานของโรงงานของเซลล์ คือ ไมโตคอนเดรีย (mitochondria)

ทั้งนี้ SIRT1 จะกระตุ้น PGC-1α ในบทบาทของเอนไซม์ deacetylase และ acetylase จะยับยั้ง PGC-1α Resveratrol เกี่ยวกับโรงงานของเซลล์ โดยผ่านทาง AMPK ซึ่งทำให้ระดับของ NAD+เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการกระตุ้น SIRT1 ส่งผลควบคุม PGC-1α (ร่วมกับ GCN5 และ SRC3) และ SIRT1 ยังมีผลต่อ FOXO (Foxhead Box Transcription Factor Type 0)

ทั้งหมดนี้จะควบคุมการทำงานของไมโตคอนเดรียและความสมดุลของพลังงานระดับเซลล์ [กระบวนการซับซ้อนสามารถเปิดอ่านและดูแผนภูมิประกอบได้ในเว็บไซต์ของเราครับ www.cueid.org ในหมวด Articles วันที่ 19 ธันวาคม 2011 เรื่อง Sirtuins, Longevity and Adaptations to Nutrient Availability]

ตอนนี้เป็นวิชาการมากเหลือเกินครับ อย่าเพิ่งต่อว่า แต่อยากให้ทราบที่มาที่ไปของการเลือกกินเลือกใช้อาหารเสริมแต่ละชนิด ต้องหนักแน่นในวิชาการพอควร ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องต้นตอของไวน์และองุ่นแล้วครับ.

หมอดื้อ

ปาร์ตี้หนักแฮงค์เว่อร์! 8 ตัวช่วยแก้เมาค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547131

โดย GQ Thailand 11 ธ.ค. 2558 16:05

 

ความจริงก็คือไม่มีสิ่งแก้อาการเมาค้างหรือแฮงค์โอเวอร์ได้ผลชะงัด เรื่องนี้เราพูดจริง เพราะมีผลการศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่าวิธีแก้อาการเมาค้างที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการไม่ดื่ม (โถ ชีวิต) หรืออะลุ่มอล่วยให้ดื่มได้แต่พอประมาณ เพราะต่อให้ดื่มน้ำเปล่าเป็นลิตรก่อนหรือหลังก็ไม่ช่วย

“คนส่วนมากรวมทั้งตัวผมโตขึ้นมาพร้อมความคิดที่ว่าคุณต้องดื่มน้ำปริมาณมากหากดื่มแอลกอฮอล์ ข้อดีคือช่วยลดปริมาณการดื่มสุรา แต่มันไม่ได้ช่วยลดผลกระทบจากการเมาค้าง” กล่าวโดยศาสตราจารย์ Kypros Kypri ประจำ University of Newcastle ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองล่าสุดของชาวดัตช์ที่ช่วยยืนยันอีกเสียงว่าการดื่มน้ำเปล่าไม่ช่วยอะไร นอกจากชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากการดื่มเหล้า แต่ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวหรือคลื่นไส้

ดังนั้นหากไม่อยากเมาค้างควรป้องกันแต่เนิ่นๆ เริ่มจากกินอาหารรองท้อง เอาให้แน่ใจว่ามีคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เช่น อาหารตามสั่งสักจานหรือจะพาสต้าก็ไม่ว่ากัน เพื่อชะลอการดูดซึมแอลกอฮอล์ อย่าดื่มปนกันมั่วหรือริผสมผเสองุ่นกับข้าว นักดื่มที่ดีควรแยกให้ออกระหว่างไวน์กับบรั่นดีและเบียร์กับวิสกี้ ดื่มน้ำเปล่าสลับกับเหล้า (อัตราส่วน 1:1 แก้ว) เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์สีเข้มเพราะมีคอนจีเนอร์ (congener) ที่ทำให้เมาค้าง ยิ่งสีเข้มยิ่งมีเยอะ ยิ่งราคาถูกยิ่งมีมากตามไปด้วย แนะเป็นไวน์ขาว ยิน หรือวอดก้า เหล่านี้คือเคล็ดลับที่พอช่วยคุณได้ในกรณีที่ยังไม่เมาขาด แต่หากสติหลุดไปแล้ว ลองสต๊อกตู้เย็นด้วยอาหารเหล่านี้ที่แม้ไม่ช่วยให้หายขาด แต่ก็พอบรรเทาไปได้มาก

1. น้ำมะพร้าว

ใช่ว่าจะดีเฉพาะหลังออกกำลังกาย แต่น้ำมะพร้าวยังแก้เรื่องเมาค้างได้ด้วย เพราะช่วยลดการขาดน้ำ เพิ่มเกลือแร่ มีโพแทสเซียมสูงกว่ากล้วยซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น รสชาติอร่อยไม่จืดชืดเหมือนน้ำเปล่าที่กระเดือกไม่ลงเวลาแฮงค์โอเวอร์จัดๆ แถมยังให้ความหวานที่เป็นประโยชน์กว่าน้ำหวานตั้งเยอะ

2. ไข่

นอกจากจะย่อยง่ายและอ่อนโยนต่อกระเพาะหลังผ่านสงคราม ไข่ยังอุดมด้วยโปรตีนและซิสเทอีนช่วยดับพิษสุรา รวมถึงวิตามินบีลดอาการเมาค้าง แต่หากเมื่อคืนคุณดื่มหนักไปหน่อยซึ่งอาจส่งผลต่อรอบเอว แนะว่าให้กินไข่ขาวมากกว่าไข่แดง สูตรคือไข่ขาว 4 ฟองต่อไข่แดง 2 ฟอง เคียงด้วยหน่อไม้ฝรั่งที่ช่วยเร่งการขจัดแอลกอฮอล์และลดการเสื่อมถอยของเซลล์ในร่างกาย

3. ซุปมะเขือเทศ

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ บอกให้กินน้ำมะเขือเทศผสมเบียร์ แต่ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แนะให้คุณเปลี่ยนมาเป็นซุปมะเขือเทศหรือซุปไก่ปรุงรสด้วยเกลือ เพื่อทดแทนน้ำและสารอาหารที่เสียไป ทั้งยังทำให้กระเพาะไม่ว่างหลังการอ้วกมาทั้งคืน สองอย่างนี้มีโพแทสเซียมและโซเดียมที่ช่วยดึงอิเล็กโทรไลต์กลับสู่ร่างกาย อีกทั้งเกลือที่ใส่ไปยังช่วยให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้นและทำให้คุณกระหายน้ำ ถือเป็นการบังคับให้ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ

4. กล้วย

อ่านมาหลายข้อจะเห็นว่าเราพูดถึงโพแทสเซียมบ่อยครั้งก็เพราะมันดีต่อคนเมาจริงๆ แอลกอฮอล์ทำให้คนเราปัสสาวะบ่อยและโพแทสเซียมจะถูกขจัดออกมาทางนั้น ส่งผลให้รู้สึกล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความดันโลหิตขึ้น ซึ่งล้วนเป็นอาการของคนเมาค้าง ในขณะที่กล้วยมีโพแทสเซียมสูง ราคาถูก อยู่ท้อง ย่อยง่าย ทั้งยังปอกกินสะดวกไม่ว่าจะเมาหัวทิ่มขนาดไหน

5. ชาเขียว

มากด้วยสารต้านแก่ ชะลออายุเซลล์ ช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆ เช่น ‘ตับ’ ทำให้คุณฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หากคุณมีอาการคลื่นไส้พะอืดพะอมรวมอยู่ด้วย ลองเพิ่มโรสแมรี่หรือลาเวนเดอร์อบแห้งลงไป วิธีนี้จะช่วยให้ลดอาการท้องไส้ปั่นป่วนได้ดีขึ้น

6. กาแฟ

ตำราบางเล่มไม่แนะให้ดื่มกาแฟ แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีสิ่งใดเลวร้ายไปกว่าการเมาค้างที่มาพร้อมความ ‘อยาก’ กาแฟ ในกรณีที่คุณเป็นคอกาแฟอยู่แล้ว ดื่มไปเถอะ เพราะกาเฟอีนช่วยขยายหลอดเลือดทำให้อาการปวดหัวตุบๆ ทุเลาลง กระตุ้นการทำงานของสมองให้ตื่นตัว พูดคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง แต่หากไม่ดื่ม ลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำขิงร้อนๆ ช่วยลดอาการคลื่นไส้และอยากอ้วกอันแสนทรมาน

7. เครื่องดื่มชูกำลัง

โดยปกติเราไม่แนะนำให้ดื่มหากไม่ได้ออกกำลังกาย แต่การเมาค้างถือเป็นกรณียกเว้นเพราะเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อต่างๆ ล้วนมีสารจำเป็นต่อการฟื้นตัว เช่น อิเล็กโทรไลต์และน้ำตาล เหมาะสำหรับฟื้นฟูร่างกายหลังดื่มไปหลายแก้ว

8. สไปรท์

อึ้งกันไปเมื่อนักวิจัยชาวจีนพบว่าสไปรท์เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้ดีขึ้น เมื่ออาการเมาค้างไม่ได้เกิดจากตับ แต่เป็นผลพวงของสารอะเซทัลดีไฮด์ที่เกิดจากการพยายามสลายแอลกอฮอล์ของตับ เจ้าสไปรท์จะเข้าไปเร่งให้ ALDH หรือสารที่ช่วยขับไล่สารนี้ทำงานได้ดีขึ้น คุณเลยหายเมาค้างได้เร็วขึ้น

ที่มา : GQ Thailand

www.gqthailand.com

โบท็อกซ์ (ตอนที่ 3) เหมาะสมและไม่เหมาะสมกับใครบ้าง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541635

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 11 ธ.ค. 2558 05:30

 

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ก็คงไม่มีใครเถียง หากแต่ต้องได้รับการชี้แนะจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น จึงจะเชื่อถือได้อย่างไร้กังวล สำหรับศุกร์นี้มาศึกษาถึงสารดังกล่าวกันว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับใครบ้าง

การฉีดสารโบทูลินุ่มท็อกซิน เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยที่เกิดจากการขยับโดยเฉพาะ รอยบริเวณใบหน้าส่วนบน เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว รอยหางตา ผู้ที่มีกล้ามเนื้อบริเวณกรามใหญ่จนทำให้ใบหน้าใหญ่ รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมาก เช่น เหงื่อออกใต้วงแขนหรือฝ่ามือ จนเสียบุคลิก และผู้ที่กำลังมองหาการรักษาริ้วรอย ชนิดที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลเร็ว

ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะสมที่จะได้รับการรักษาด้วยสารโบทูลินุ่มท็อกซิน ได้แก่ ผู้ที่มีโรคความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อประสาท รวมถึงผู้ที่ได้รับยาบางชนิดที่อาจทำให้การออกฤทธิ์ของสารผิดแผกไป

สำหรับสารโบทูลินุ่มท็อกซินสามารถใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัย 80-90 ปี ปัญหาที่พบบ่อยในกลุ่มวัยรุ่น ได้แก่ กล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณกราม ทำให้ใบหน้ากว้าง ส่วนวัยที่อายุมากมักมีปัญหาเรื่องริ้วรอย อย่างไรก็ตาม ปัญหาบางอย่างอาจต้องทำการรักษาควบคู่กับวิธีอื่น เช่น การใช้เลเซอร์ การใช้เครื่องยกกระชับใบหน้า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของผู้ป่วยในแต่ละรายว่าต้องการมากน้อยเพียงใด

ข้อมูลและสาระที่เป็นประโยชน์อย่างนี้ ติดตามได้ในศุกร์สุขภาพเป็นประจำทุกวันศุกร์ ติดตามและพบกันในศุกร์หน้านะคะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

เปิดคัมภีร์พื้นฐาน 5 ข้อ สู่การเป็นสุดยอดแห่งเซ็กซ์ !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/545313

โดย FHM 9 ธ.ค. 2558 16:05

 

ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เซ็กซ์ทุกครั้งจะต้องเป็นประสบการณ์อันสุขสุดยอด แต่ก็มีปัจจัยบางอย่างที่อาจเชื่อได้ว่า จะทำให้คุณสามารถพบกับเซ็กซ์ที่ทำให้โลกสะเทือนเลื่อนลั่น !

1. ไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับเซ็กซ์


ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า คุณจะได้พบกับเซ็กซ์อันแสนวิเศษที่คุณยังไม่เคยพบ หรืออยากพบมันมากขึ้น เพราะอย่างไรเซ็กซ์ก็เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกมากพอๆ กับเรื่องร่างกาย การนำพาปัจจัยเหล่านี้เข้ามาสู่ชีวิตทางเพศของคุณ ก็อาจทำให้แน่ใจได้ว่า คุณจะได้พบกับสุดยอดเซ็กส์ที่คุณฝันหามาตลอด

เล้าโลมให้อารมณ์เธอคล้อยตาม …

2. ได้อยู่กับใครสักคนที่คุณรัก

ยังมีความสับสนกันอยู่มาก ระหว่าง “เซ็กซ์” กับ “เมคเลิฟ” เซ็กซ์-เป็นการกระทำที่เกิดจากคนสองคน (หรือมากกว่านั้น!) ขณะที่ เมคเลิฟ-เป็นการแบ่งปันความรู้สึก และส่วนลึกๆ ในตัวคุณกับคนใกล้ชิด เป็นการเชื่อมโยงกันและกันที่อาจไม่ใช่เรื่องเซ็กซ์เสมอไป จะทำให้คุณได้สัมผัสกับความรู้สึกอันลึกล้ำกว่าปกติ และนำพาคุณไปสู่โลกที่คุณอาจไม่รู้จัก เพียงแค่คิดถึงคนคนหนึ่งก็ทำให้คุณเกิดอารมณ์ หรือเพียงแค่ได้อยู่ห้องเดียวกันก็ทำให้คุณแทบคลั่ง ทำให้คุณบอกกับตัวเองว่า “ไม่เคยรู้เลยว่ามันสามารถรู้สึกดีได้ขนาดนี้” และนั่นเกิดก่อนการร่วมเพศกันเสียอีก

3. การได้อยู่กับผู้ที่ไม่หวั่นเกรงในตัวคุณ 

บ่อยครั้งที่ผู้หญิงซึ่งเป็นตัวเอง พบว่า มันยากมากที่จะได้พบกับการเมคเลิฟอันแสนวิเศษ เนื่องจากผู้ชายจำนวนมากรู้สึกเกรงๆ ในตัวพวกเธอ กระนั้นก็ตาม เมื่อผู้ชายมั่นใจในตัวเอง เขาจะไม่กลัวผู้หญิงที่เป็นตัวของตัวเอง และแข็งแกร่งเลย เขาจะไม่มีปัญหาใดในการควบคุมสถานการณ์ และนำพาพวกเธอไปบนเส้นทางแห่งความสุข

มั่นใจในตัวเอง และเป็นฝ่ายคุมเชิงบนสังเวียน !

4. การปลดปล่อย และปล่อยวาง 


คุณมักถูกคาดหวังในหลายๆ เรื่อง และมันเป็นภาระอันหนักหนาที่จะทำตามทุกความคาดหวังนั้นให้ได้ เป็นความตึงเครียดที่ทำให้คุณไม่อาจปล่อยวาง และผ่อนคลายได้อย่างแท้จริง แม้กระทั่งในขณะเมคเลิฟ ก็ไม่อาจได้พบกับประสบการณ์ทางเพศอันแสนดื่มด่ำได้เลย ฉะนั้นจงเปิดใจไปกับความดึงดูดทางเพศที่ได้รับจากอีกฝ่าย ปล่อยให้สิ่งนี้เป็นอิสระ ยอมแพ้ต่อความต้องการ และทำตามทุกสิ่งที่มันเรียกร้อง แล้วคุณจะพบว่าเซ็กส์อันแสนสุดยอดนั้นอยู่เพียงแค่เอื้อม !

ปล่อยไปกับความรู้สึก-ให้เป็นอิสระ

5. การรู้สึกดีกับตัวเอง 


บ่อยครั้งแค่ไหนที่คุณบอกตัวเองว่า คุณดูดี-เซ็กซี่ หรืออื่นๆ ถ้าคุณเติบโตมาโดยไม่เคยได้ยินคำพวกนี้เลย ก็อาจไม่เคยเข้าถึงความรู้สึกอันแสนวิเศษ การได้พบผู้ที่สามารถพูดคำเช่นนี้ได้ และปฏิบัติต่อคุณด้วยความนับถือ นับเป็นเรื่องดีอย่างมาก แต่ที่ดียิ่งกว่าก็คือ การที่คุณสามารถบอกตัวเองในสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะมันจะอยู่กับคุณ และทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองตลอดไป ผลที่ตามมาก็คือ คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่น่าปรารถนามากขึ้น ซึ่งนั่นจะเป็นหนทางนำไปสู่การเมคเลิฟอันแสนสุดยอด …

ที่มา : fhm.in.th

อาหารเสริม……..น้ำมันปลา (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/544917

โดย หมอดื้อ 6 ธ.ค. 2558 05:01

 

ที่เรียกว่า “น้ำมันปลา” นั้น ความจริงหมายถึงแหล่งที่ให้กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acid) ซึ่งมีทั้งชนิด n–6 และ n–3 (ชื่อเรียกตามจำนวนของโครงสร้าง double bond ใน aliphatic chain และตำแหน่ง)
โดยที่จะมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางชีววิทยาแตกต่างกันออกไป โดยที่น้ำมันปลาจะมี n-3 อยู่มาก ในคนรวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะไม่มีความสามารถในการสังเคราะห์ขึ้นมาเอง จึงต้องใช้กรด linoleic และ alpha-linoleic (ALA) เป็นตัวตั้งต้น
ทั้งนี้ถือเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ถ้าขาดกรดไขมันจำเป็นอาจเป็นสาเหตุของการเกิดมีผื่นหลุดลอกตามผิวหนังหรือผิวหนาตัว อาการดังกล่าวอาจเกิดจากการขาดวิตามิน A หรือมีพิษสะสมจากสารหนู (arsenic) ก็ได้ ความจริงในพืชประเภทถั่ว ธัญพืช เต้าหู้ flaxseed linseed rape seed (canola) และถั่ว walnut ก็มี ALA เช่นกัน จากนั้นเซลล์ของคนจะทำการเปลี่ยน linoleic และ ALA จนกลายเป็น EPA (20:5 n-3) และ DHA (22:6 n-3) ตามกระบวนการสุดท้ายคือ Sprecher’s shunt

ทั้ง EPA และ DHA เป็นตัวออกฤทธิ์ที่สำคัญที่สุดในบรรดากรดไขมันไม่อิ่มตัว โดยจะสะสมตัวที่เนื้อเยื่อโดยเฉพาะที่หัวใจและเส้นเลือดในสมองและระบบประสาท และในจอประสาทตา โดยจะช่วยให้ทำหน้าที่ได้เป็นปกติ

การที่ปลามี EPA และ DHA เนื่องจากการที่มีกรดไขมันนี้อยู่ในแพลงตอนที่สังเคราะห์แสงและถูกกินโดยปลา แมวน้ำ ปลาวาฬ แม้กระทั่งปลาแมคเคอเรล (mackerel) เทร้าท์ (trout) แซลมอน (salmon) เฮอร์ริง (herring) และซาร์ดีน (sardines) ในขณะที่เนื้อสัตว์ไม่ได้มีกรดไขมัน n-3 แต่มี n-6 แทน ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรค อย่างไรก็ตามการศึกษาโดยให้คนบริโภคกรดไขมัน n-6 ลดลง กลับไม่ได้ประโยชน์มากเท่าที่ควรเฉกเช่นจาก n-3

หลังจากบริโภค EDA และ DHA (กรดไขมัน n-3) แม้จะยังไม่ทันแทรกตัวเข้าไปในเปลือกหรือผิวเซลล์ (cell membrane) ก็ตาม ก็มีผลโดยตรงผ่านทางรูเปิด-ปิด ควบคุมการไหลผ่านเข้าออกของเกลือแร่ บนผิวเซลล์ ทั้งโซเดียม โปแตสเซียมและแคลเซียม และควบคุมไม่ให้หัวใจเต้นผิดปกติ (แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาในเชิงระบาดวิทยาและเชิงคลินิกไม่ยืนยันประสิทธิภาพนี้)

หลังจากที่แทรกเข้าในผิวเซลล์ จะมีผลในการต่อต้านการอักเสบ และแทรกแซงการทำงานของยีน ซึ่งกระตุ้นให้มีการอักเสบในหลอดเลือด อันเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดเส้นเลือดตีบ ผลต่อผิวหรือเปลือกของเซลล์ ยังกว้างขวางครอบคลุมถึงการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน และการสร้างโปรตีนต่างๆ

โดยลดการสังเคราะห์โมเลกุลของออกซิเจนพิษ (reactive oxygen species) และระบบ nuclearfactor-kappa B และส่งสัญญาณผ่านตัวจับ G-Protein-Coupled Receptor 120 ซึ่งควบคุมฤทธิ์ในการเกิดปฏิกิริยาอักเสบและความไวต่อฮอร์โมนอินซูลินในเม็ดเลือดขาว (monocytes) และเซลล์ macrophage

ในคนซึ่งบริโภค EPA และ DHA จะพบว่าระดับไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) (ไม่ใช่โคเรสเตอรอล) ต่ำลงได้ และเมื่อวิเคราะห์ดัชนีทางชีวภาพ (biomarker) จะพบว่ามีระดับของ cytokines IL-1β และ TNF α ต่ำลง อาจมีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำลงเล็กน้อย โดยไม่มีผลทางการรักษา และทำให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น และปรับระดับการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติที่มีผลในการเต้นของหัวใจ (heart-rate variability) อีกทั้งทำให้เซลล์ของเส้นเลือดยืดหยุ่นขึ้น และมีการเกาะจับตัวของตะกรันเส้นเลือดน้อยลง

การที่จะได้ EPA และ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว n–3 อาจไม่จำเป็นต้องซื้อปลาแซลมอนมากินทุกวัน ในช่วงระยะเวลา 10 ปี เริ่มมีผลิตภัณฑ์บริสุทธิ์ของ EPA และ DHA จากหลายบริษัท และอาจมีส่วนช่วยอธิบายว่าทำไมผลการศึกษาในคนในช่วงระยะก่อนหน้า 10 ปีนี้ มีผลที่ได้ไม่ตรงกัน และเกิดความสับสนในหลักฐานทางวิชาการ

ถึงตอนนี้ทราบแล้วนะครับว่า หมอเองถ้าจะให้ตัวเองเชื่อและแนะนำให้คนไข้ซึ่งมีโรคประจำตัวมากมายต้องกินแล้ว น่าจะมีข้อมูลที่เชื่อถือได้เช่นข้างต้น ในบ้านเราพบว่ามีอาหารเสริม EPA และ DHA นับสิบๆอาจเป็นร้อยยี่ห้อ คงต้องระวังความบริสุทธิ์ในการเตรียม และเลือกชนิดที่ไม่มีวิตามิน เกลือแร่จิปาถะอีก 20 ชนิด ปนลงไปด้วย คราวหน้าหมอมีตัวที่ 2 อีกนะครับ.
หมอดื้อ

สาระน่ารู้กับโรงพยาบาลธนบุรี 1 เรื่อง “โรคไอบีเอส โรคลำไส้ทำงานแปรปรวน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/544120

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ธ.ค. 2558 06:01

 

โรคไอบีเอส (IBS) หรือชื่อเต็มภาษาอังกฤษคือโรค Irritable Bowel Syndrome หรือในชื่อไทยคือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน โรคนี้ไม่ได้เป็นโรคใหม่ แต่เป็นโรคที่มีมานานแล้วเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยาก อาการของโรคไม่มีความเฉพาะเจาะจง แพทย์จึงไม่ค่อยได้มีการวินิจฉัยโรคนี้ ในปัจจุบันมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคไอบีเอสให้ชัดเจนขึ้น จึงมีการวินิจฉัยโรคนี้เพิ่มมากขึ้น

โรคไอบีเอสคือโรคอะไร

โรคไอบีเอสหรือโรคลำไส้ทำงานแปรปรวน เป็นโรคของลำไส้ที่ทำงานผิดปกติไป ทำให้เกิดการปวดท้องร่วมกับมีอาการท้องเสียหรือท้องผูก หรือท้องเสียสลับกับท้องผูก โดยที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางพยาธิสภาพที่ลำไส้ เช่น ส่องกล้องตรวจลำไส้จะไม่มีอาการอักเสบ ไม่มีแผล ไม่มีเนื้องอกหรือมะเร็ง เป็นต้น และการตรวจเลือดต่างๆ ก็ไม่พบความผิดปกติ รวมทั้งไม่มีโรคของอวัยวะอื่นๆ ที่จะมีผลให้การทำงานของลำไส้ผิดปกติ เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น โรคไอบีเอสเป็นโรคเรื้อรัง มักเป็นๆ หายๆ หรืออาจเป็นตลอดชีวิต เป็นโรคที่ไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมแม้จะเป็นมาหลายๆ ปี และไม่ทำอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความรำคาญและความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วยอย่างมากได้ เนื่องจากผู้ป่วยจะวิตกกังวลว่าทำไมโรคไม่หายแม้ได้ยารักษา ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และประสิทธิภาพของการทำงานลดลง

โรคไอบีเอสพบบ่อยหรือไม่

ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปพบร้อยละ 10-20 ของประชากรในประเทศญี่ปุ่น พบร้อยละ 25 ของประชากร ในประเทศไทยมีข้อมูลค่อนข้างน้อยในการศึกษาเรื่องนี้ ข้อมูลที่มีอยู่คือพบได้ประมาณร้อยละ 7 ของประชากร แต่ถ้าศึกษาเฉพาะกลุ่มผู้ป่วย ที่มีอาการท้องเสียเรื้อรังแล้วมาพบแพทย์ จะพบว่าเป็นโรคไอบีเอสถึงร้อยละ 10-30 จากตัวเลขดังกล่าว ในประเทศไทยจะมีผู้ป่วยไอบีเอสประมาณไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน ซึ่งอาจจะเป็นการประมาณที่ต่ำกว่าเป็นจริง เพราะว่าในรายที่มีอาการไม่มากอาจคิดว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคนี้ พบว่ามีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ที่ไปพบแพทย์ เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นโรคร้ายแรง เช่น กลัวเป็นมะเร็ง มากกว่าที่จะไปพบแพทย์ เพราะความรุนแรงของโรค

โรคไอบีเอสพบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จริงหรือไม่

ในต่างประเทศ โดยทั่วไปพบโรคไอบีเอสได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2:1 ถึง 4:1 สำหรับสาเหตุที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายนั้นยังไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน สิ่งหนึ่งที่มีความแตกต่างกันคือผู้หญิง เมื่อมีอาการของโรคแม้จะไม่รุนแรง มักจะไปพบแพทย์มากกว่าผู้ชาย ส่วนข้อมูลในบ้านเราพบในผู้หญิงและผู้ชายจำนวนใกล้เคียงกันหรือพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย

โรคไอบีเอสพบบ่อยในวัยใด

โรคไอบีเอสพบได้ทุกวัยตั้งแต่ในวัยรุ่นจนถึงวัยสูงอายุ โดยพบได้บ่อยในคนวัยทำงาน คืออายุ เริ่มต้นเฉลี่ยระหว่าง 20-30 ปีและจะพบได้บ่อยไปจนถึงอายุ 60 ปี หลังอายุ 60 ปี จะพบน้อยลง และพบว่าโรคไอบีเอสมักพบได้บ่อยในคนที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมชั้นกลางถึงชั้นสูง

จะรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นโรคไอบีเอส

ในคนปกติการถ่ายอุจจาระของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันมากบางคนจะถ่ายอุจจาระทุกวัน บางคนถ่ายอุจจาระเป็นบางวัน โดยทั่วไปถือว่าการถ่ายอุจจาระที่ปกติคือ การถ่ายอุจจาระ ไม่เกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือไม่น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ลักษณะอุจจาระที่ปกติจะต้องเป็นก้อน แต่ต้องไม่แข็งเป็นลูกกระสุนหรือเหลวมากหรือเป็นน้ำ ต้องไม่มีเลือดปนและไม่มีปวดเกร็งท้องร่วมด้วย อาการปวดจะดีขึ้นหลังถ่ายอุจจาระพร้อมๆ กับปวดท้อง ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระร่วมด้วย อาจเป็นท้องเสียหรือท้องผูกก็ได้ หรือเป็นท้องผูกสลับกับท้องเสีย ลักษณะอุจจาระจะเปลี่ยนไปเป็นก้อนหรือเหลวจนเป็นน้ำ ผู้ป่วยอาจถ่ายอุจจาระลำบากขึ้นต้องเบ่งมากหรืออาจรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระทันที กลั้นไม่อยู่ ผู้ป่วยจะรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระบ่อยๆ แม้เพิ่งไปถ่ายอุจจาระมา มีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด จะมีการถ่ายเป็นมูกปนมากับอุจจาระมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีท้องอืดมีลมมากในท้อง เวลาถ่ายอุจจาระมักมีลมออกมาด้วย ผู้ป่วยมักมีอาการเหล่านี้เป็นๆ หายๆ รวมเวลาแล้วมักนานเกิน 3 เดือน ในช่วง 1 ปี ที่ผ่าน ส่วนใหญ่มักมีประวัติเป็นมานานหลายปีถ้าผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นเลือด มีไข้ ซีดลง มีอาการช่วงหลังเที่ยงคืน หรือมีอาการปวดเกร็งท้องมากตลอดเวลา อาการเหล่านี้บ่งชี้ว่าไม่ใช่โรคไอบีเอส

โรคไอบีเอสวินิจฉัยได้อย่างไร

โรคไอบีเอสจะได้รับการวินิจฉัยก็ต่อเมื่อแพทย์ได้วินิจฉัยแยกโรคอื่นๆแล้วหรือหาโรคอื่นที่จะอธิบายว่าเป็นสาเหตุของโรคไอบีเอสไม่ได้ในวัยรุ่นหรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี แพทย์จะวินิจฉัยโรคไอบีเอสโดยอาศัยอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก และจะให้การรักษาไปก่อนโดยไม่จำเป็นต้องทำการสืบค้น สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 หรือ 50 ปี นอกจากแพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้วจะทำการสืบค้น ได้แก่ ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ ตรวจเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจ ลำไส้ใหญ่ ซึ่งผลการตรวจร่างกายและการสืบค้นต่างๆ จะต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ

โรคไอบีเอสมีสาเหตุจากอะไร

แม้โรคไอบีเอส จะเป็นโรคที่พบบ่อย และมีการศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้อย่างมากมานานแล้วก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอน จากหลักฐานที่มีอยู่เชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคไอบีเอสซึ่ง 3 ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่

1. การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลจากการหลั่งสารฮอร์โมนบางอย่างในผนังลำไส้ผิดปกติ นำไปสู่อาการ ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก

2. ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ เช่น หลังกินอาหารซึ่งในคนปกติจะกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่ในผู้ป่วยไอบีเอส จะมีการตอบสนองมากผิดปกติ มีการบีบตัวและเคลื่อนที่ของลำไส้มากขึ้นจนมีอาการปวดท้องและท้องเสียหรือท้องผูก เป็นต้น นอกจากอาหารแล้วตัวกระตุ้นอื่นที่สำคัญคือความเครียด หรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนหนุนเสริมให้มีอาการมากขึ้น

3. มีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทรับความรู้สึก, ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง (brain-gutaxis) โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานซึ่งมีหลายชนิดและทำหน้าที่แตกต่างกัน

โรคไอบีเอสกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่

โรคไอบีเอสไม่ใช่โรคมะเร็งและจะไม่กลายเป็นโรคมะเร็งแม้จะมีประวัติเป็นๆ หายๆ มานาน ยิ่งผู้ป่วยมีอาการมานานเป็นปีๆ โอกาสเป็นโรคมะเร็งยิ่งน้อยมาก ที่ต้องระวังคือในผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือเพิ่งมามีอาการท้องเสียหรือท้องผูกหลังอายุ 40-50 ปี อาจมีโอกาสที่จะมีสาเหตุจากโรคมะเร็งลำไส้สูงขึ้นคือมีโรคมะเร็งลำไส้มาเกิดร่วมกับโรคไอบีเอส ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจและสืบค้นโดยแพทย์ให้รู้สาเหตุที่แน่นอน

โรคไอบีเอสรักษาหายขาดหรือไม่

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของโรคไอบีเอส จึงไม่มียาที่ดีเฉพาะโรคนี้หรือการรักษาที่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แพทย์จะให้การรักษาไปตามอาการ เช่น ให้ยาระบายในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเป็นอาการเด่น หรือให้ยาแก้ท้องเสียถ้ามีอาการท้องเสียเป็นอาการเด่น ให้ยาต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้เพื่อช่วยลดอาการปวดท้อง ดังนั้นการรักษาจึงยังไม่ได้ผลดี ผู้ป่วยจึงมีอาการเป็นๆ หายๆ มักไม่หายขาด

อาการและความเครียดมีผลต่อโรคไอบีเอสหรือไม่

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการหลังมื้ออาหารหรือเมื่อเครียด ซึ่งมีการศึกษาว่ามีหลักฐานยืนยันในเรื่องดังกล่าว ปกติการกินอาหารจะกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 30 นาที ถึง 1 ชม. หลังอาหาร แต่ในผู้ป่วยไอบีเอสจะมีการกระตุ้นให้มีการบีบตัวของลำไส้เร็วขึ้นและรุนแรงมากขึ้นจนมีอาการปวดท้องเกร็งและมีท้องเสียเกิดขึ้น ส่วนประกอบของอาหาร ได้แก่ ไขมัน ไม่ว่าจะเป็นไขมันจากสัตว์ หรือพืช จะเป็นตัวกระตุ้นที่รุนแรงของการบีบตัวของลำไส้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมัน เช่น เนื้อสัตว์ทุกชนิด หนังเป็ด หนังไก่ นม ครีม เนย น้ำมันพืช และอะโวคาโด อาหารที่มีกากหรือเส้นใย (fiber) จะช่วยลดอาการของไอบีเอสได้ โดยจะทำให้การบีบตัวหรือเกร็งตัวของลำไส้ลดลง นอกจากนี้กากหรือเส้นใยยังช่วยดูดน้ำไว้ในตัวอุจจาระ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและถ่ายได้ง่ายขึ้น อาหารที่มีกากหรือเส้นใยสูง เช่น ขนมปังชนิด whole-grain cereal ถั่ว ผลไม้ และผัก เป็นต้น การกินอาหารที่มีกากหรือเส้นใยมาก จะทำให้มีท้องอืด มีแก๊สในท้องได้ แต่จะเป็นเฉพาะช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ต่อไปร่างกายจะปรับตัวได้เอง การกินอาหารควรกินทีละน้อยแต่กินให้บ่อยขึ้น ไม่ควรกินจนอิ่ม เพราะจะกระตุ้นให้มีอาการปวดท้องและท้องเสียได้ง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน โดยกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น แป้ง และน้ำตาลให้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด กาแฟ ของดอง น้ำอัดลมและยาบางชนิด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้นด้วย ความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้มีอาการเกร็งตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น จึงควรผ่อนคลายความเครียด ทำจิตใจให้สบาย และพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ ถือเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยไอบีเอสด้วยส่วนหนึ่ง เนื่องจากโรคไอบีเอสมักมีแนวโน้มจะกลับมามีอาการอีกเมื่อได้รักษาให้ดีขึ้นแล้ว การปรับการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติตัวดังกล่าวแล้วควรทำไปตลอด ซึ่งนอกจากจะทำให้อาการลดลงแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการขึ้นใหม่และจะได้ไม่ต้องกินยามากอีกด้วย

การพยากรณ์ของโรคไอบีเอสเป็นอย่างไร

โรคไอบีเอสเป็นโรคเรื้อรังเป็นๆ หายๆ จากการศึกษาติดตามผู้ป่วยประมาณ 4,600 คน เป็นเวลา 5-8 ปี พบว่าร้อยละ 74-95 ยังคงมีอาการอยู่เช่นเดิม จะเห็นได้ว่าโรคไอบีเอสเป็นโรคที่ไม่รุนแรงและไม่ทำให้ผู้ป่วยตาย ดังนั้นเมื่อท่านได้ไปพบแพทย์และได้รับการตรวจและทำการสืบค้นต่างๆ แล้วว่า ปกติแล้วแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคไอบีเอส ท่านควรมีความมั่นใจและเลิกวิตกกังวลว่าจะเป็นโรคร้ายแรง แต่โรคนี้จะเรื้อรัง บางรายอาจเป็นๆ หายๆ ไปตลอดชีวิต ซึ่งควรได้รับการติดตามโดยแพทย์เป็นระยะๆ ตลอดไป

ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลธนบุรี 1
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2421-3870 (เวลา 08.00-22.00 น.)
HOT LINE 1645 กด 1 หรือ 0-2487-2000 ต่อ 7470-1

เปิดบริการทุกวัน
Email : th@thonburihospital.com
www: http://thonburihospital.com