โบท็อกซ์ (ตอนที่ 2) ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541634

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 4 ธ.ค. 2558 05:30

 

ศุกร์สุขภาพอาทิตย์ที่ผ่านมาได้เสนอความรู้ทั่วไปสำหรับโบท๊อกซ์ไปแล้ว สำหรับศุกร์นี้ขอนำเสนอถึงผลการรักษา และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากใช้โบทูลินุ่มท็อกซิน

หากเป็นการรักษาริ้วรอย จะเริ่มเห็นผลการรักษาภายใน 1–2 สัปดาห์ โดยกล้ามเนื้อจะค่อยๆ คลายตัวออก ริ้วรอยจะหายไป ผู้ที่เข้ารับการรักษาสามารถไปทำงานได้เลย ไม่ต้องพักฟื้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สารชนิดนี้ไม่คงทนถาวร ต้องทำการฉีดซ้ำทุก 4–6 เดือน เพื่อให้คงสภาพผลของการรักษา สำหรับผลข้างเคียงของการรักษาด้วยสารโบทูลินุ่มท็อกซินนั้นมีน้อยมาก หากเลือกชนิดของสารที่เหมาะสม และฉีดถูกต้องตามหลักการ อาจมีอาการเจ็บเพียงเล็กน้อย และพบเป็นจุดจ้ำเลือด ออกขนาดเล็กบริเวณที่ฉีด

ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของสารโบทูลินุ่มท็อกซิน

มีหลายท่านเข้าใจว่าสารโบทูลินุ่มท็อกซินเป็นสารอันตราย และกังวลว่าจะตกค้างในร่างกาย แต่ความจริงแล้ว สารโบทูลินุ่มท็อกซินไม่ตกค้างภายหลังฉีด ประมาณ 2 ชั่วโมง ยาจะถูกซึมเข้าไปในกล้ามเนื้อ และเริ่มออกฤทธิ์ ซึ่งฤทธิ์จะหมดไป ภายใน 4–6 เดือน ดังนั้น จึงไม่มีทางเกิดเป็นก้อนในระยะยาวแน่นอน ที่สำคัญ องค์การอาหารและยาของทั้งสหรัฐอเมริกาและไทย ได้รับรองถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในระยะยาวแล้ว หากใช้ฉีดตามข้อบ่งชี้ และฉีดถูกต้องตามหลักการ จึงมั่นใจได้ว่าไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน

บางท่านสับสนกับการฉีดสารกลุ่มซิลิโคนที่เป็นที่นิยมในการใช้เสริมความงาม ในสมัยก่อน หากเป็นสารกลุ่มนั้นจริงจะถือว่าเป็นอันตราย เนื่องจากจะทำให้เกิดก้อนใต้ผิวหนังในอนาคตได้ ดังนั้นองค์การอาหารและยาจึงไม่รับรองถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของสารกลุ่มซิลิโคน

ท่านผู้อ่านคงได้ทราบถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ในการใช้สารโบทูลินุ่มกันแล้วว่า มีความปลอดภัยแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น เพื่อลดความกังวล และเพื่อความสบายใจในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

“เตรียมรับมือ…อาการคัดจมูก เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/543605

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ธ.ค. 2558 20:00

 

ฮัดเช่ย…เอาอีกแล้ว เมื่อไหร่จะหายสักทีนะ อาการคัดจมูก หายใจไม่ออก อากาศเปลี่ยนทีไร อาการเดิมๆ ก็กำเริบทุกที จะดีมั้ยถ้ามีตัวช่วยใหม่ๆ ลดปัญหา อาการคัดจมูก ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของคุณอีกต่อไป เรามาเตรียมตัวรับมือกันอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และชีวิตที่ดี๊ดี ในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่หน้าหนาวกันดีกว่า

อาการคัดจมูก คืออะไร ? … อาการคัดจมูก เป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างความรำคาญใจเป็นอย่างมาก สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กทารกไปจนถึงผู้สูงอายุเลยทีเดียว อาการคัดจมูกเป็นอาการเริ่มต้นของโรคระบบทางเดินหายใจยอดฮิตหลายๆ โรค อาทิ โรคหวัด โรคภูมิแพ้ และโรคไซนัสอักเสบ อาการคัดจมูกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งภาวะภูมิแพ้ โดยส่งผลให้มีอาการหายใจไม่ออก รู้สึกจมูกตัน มีน้ำมูกไหล มีอาการจาม บางคนอาจจะมีปัญหาเรื่องของปวดหู หูอื้อ เวลาขึ้นหรือลงลิฟต์เร็วๆ เครื่องบินขึ้นหรือลงเร็ว

คัดจมูก หายใจไม่ออก เกิดจากโรคภูมิแพ้ หรือหวัด ?… คนส่วนใหญ่ที่มี อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม…มักจะแยกไม่ออกว่าอาการที่เกิดขึ้น เกิดจากการติดเชื้อ หรือเกิดจาก “โรคภูมิแพ้” กันแน่ รศ.นพ. สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลว่า อาการคัดจมูก หายใจไม่ออก ส่วนใหญ่จะเกิดจาก

1. เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ
2. ติดเชื้อไวรัส
3.โครงสร้างจมูกผิดรูป
4. มีเนื้องอกในโพรงจมูก

แต่สาเหตุหลักๆ ที่ตรวจพบมากที่สุดในปัจจุบัน คือ เกิดจากโรคภูมิแพ้

ศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “โรคภูมิแพ้” เป็นโรคที่พบบ่อย โดยมีสาเหตุแตกต่างกันออกไป อาทิ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งแวดล้อม ฝุ่น ควัน และบางรายเกิดจากพันธุกรรม อาการของโรคภูมิแพ้โดยทั่วไป คนไข้จะมีอาการคันจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย แน่นจมูก เจ็บคอ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก มลพิษในอากาศค่อนข้างเยอะ ที่อยู่อาศัยก็แออัด แถมไลฟ์สไตล์คนก็เปลี่ยนไป ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ความเครียดสะสม ทำให้คนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เยอะมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจในประเทศไทยก็พบว่า ในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมานี้ อุบัติการณ์ของโรค เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัวเลยทีเดียว

ยิ่งปล่อยไว้ ยิ่งรุนแรง ! … หลายคนพอเห็นว่าอาการที่เป็นมันไม่ได้หนักหนาอะไร ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ดีขึ้น เป็นแบบนี้มาทั้งชีวิตก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ไม่ต้องหาหมอ ไม่ต้องกินยา นานๆ ไปเดี๋ยวก็ดีขึ้น คุณหมอเสริมต่อว่า ถ้าคุณเป็นภูมิแพ้ ระบบทางเดินหายใจถูกกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ต่อเนื่อง นานวันเข้าเยื่อบุจมูกที่อักเสบจะบวมขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้หายใจไม่ออก ลุกลามเป็น “ริดสีดวงจมูก” คุณจะมีปัญหาเรื่องของนอนกรน ต้องนอนอ้าปากเพื่อหายใจทางปากแทน เพราะขาดอากาศขณะหลับ คุณภาพการนอนก็จะลดลง คุณจะรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม ตื่นมาปากคอแห้ง เจ็บคอทุกเช้า มีน้ำมูกไหลจากจมูกลงคอตลอดเวลา หรือร้ายกว่านั้นก้อนที่ว่านี้อาจจะไปปิดรูเปิดไซนัสซึ่งอยู่บริเวณใบหน้า ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณใบหน้า ปวดศีรษะหรืออาจเกิดไซนัสอักเสบเพิ่มเติมขึ้นมาอีกโรคหนึ่งก็เป็นได้”

โรคภูมิแพ้ รักษาให้หายขาดได้หรือไม่?… ถึงแม้จะไม่มีวิธีการรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาด แต่เราสามารถรักษาให้ดีขึ้น ควบคุมโรคได้มากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ซึ่งถ้าหากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้แล้ว และไม่อยากให้อาการภูมิแพ้ที่เป็นอยู่กำเริบก็ต้องปฏิบัติดังนี้…

– หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่พิสูจน์แล้วว่ามีผลต่อตนเองให้มากที่สุด
– พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ
– เครียดให้น้อยลง
– บางคนอาจจำเป็นต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีตามที่แพทย์แนะนำ

ทำความรู้จัก ยารักษาโรคภูมิแพ้ ?… รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเลือกใช้ยาในการรักษาโรคภูมิแพ้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอาการของผู้ป่วย ว่ามีอาการอะไรเด่น และจะพิจารณาเลือกใช้ยาที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการนั้นๆ เช่น ถ้าผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก การใช้ยาหดหลอดเลือดแบบพ่น จะมีข้อดีตรงที่ ออกฤทธิ์เฉพาะที่ เห็นผลได้เร็ว และอาการข้างเคียงน้อยกว่ายาหดหลอดเลือดแบบรับประทาน แต่ข้อควรระวังของยาหดหลอดเลือดแบบพ่นคือ ควรใช้ระยะสั้น และใช้ตามระยะที่แพทย์แนะนำเท่านั้น

ปลอดภัยไว้ก่อน ? … คนที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ทราบดีอยู่แล้วว่า โรคภูมิแพ้เป็นโรคประจำตัวที่จะอยู่กับเราตลอดไป และบางครั้งอาการของโรคจะทำให้คุณเกิดความรำคาญ แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคชีวิตของเราอีกต่อไป ถ้าเรามีการรับมือกับโรคนี้อย่างถูกวิธี เคล็ดลับง่ายๆ สำหรับการเตรียมตัวท่องเที่ยวปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงนี้ คือ

– ปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทาง
– เตรียมเสื้อกันหนาว เมื่อต้องเดินทางไปในที่อากาศเย็น
– เตรียมยาที่จำเป็น เช่น ยาแก้แพ้ ยาหดหลอดเลือดแบบทานหรือแบบพ่นเพื่อแก้อาการคัดจมูก และอาการหูอื้อ ปวดหู ขณะเครื่องบินขึ้น-ลง ติดกระเป๋าไปด้วย

หนุ่มๆ เป็นกันอยู่รึเปล่า ? เช็ก 7 ความเชื่อหลงผิด ทำเซ็กซ์สะดุดกระตุกอารมณ์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542336

โดย FHM 3 ธ.ค. 2558 14:05

 

หนุ่มๆ หลายคนยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์อยู่ไม่น้อย ดัง 7 ข้อต่อไปนี้ จงค่อยๆ คลายความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ทิ้งไป และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสาวข้างกายคุณซะใหม่ เชื่อเถอะว่า เซ็กซ์ของคุณจะสนุกเร่าร้อนกว่าที่เคย!

1. หลั่งนอก … สบายใจได้ 


หนุ่มๆ คนไหนต้องการมีเซ็กซ์แบบธรรมชาติ จึงไม่คิดฝากความหวังไว้ที่อุปกรณ์ป้องกัน อย่างถุงยางอนามัย เลยตกลงกับฝ่ายหญิงว่าจะขอหลั่งข้างนอกดีกว่า แต่หนุ่มๆ รู้ไหมว่า ความเชื่อนี้ผิดมหันต์ เพราะช่วงเวลาที่มีอะไรกันนั้น น้องชายจะมีการหลั่งสารออกมา ซึ่งสารที่ว่านี้มีอสุจิปะปนอยู่ด้วย แม้จะมีปริมาณน้อย ทว่าถ้ามันแข็งแรงพอก็สามารถทำให้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้เลย!

ใช่ว่าหลั่งนอกแล้วจะไม่ท้องนะ !

2. ผู้หญิงเกลียดอุปกรณ์ 


จะให้เซ็กซ์ฟินสุดยอดได้ บางทีก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสียวมาช่วยกระตุ้น เพราะต้นทุนทางร่างกายของฝ่ายหญิงต่างกัน ซึ่งการใช้อุปกรณ์เสริมบางทีอาจดีต่อความรู้สึกของหญิงสาวบางคนก็ได้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเธอรังเกียจอย่างเป็นเอกฉันท์ ถ้าใช้อุปกรณ์เสริมถูกวิธี ถูกขนาด ก็อาจจะทำให้เซ็กซ์ที่เคยแย่กลายเป็นเซ็กซ์ที่ดีได้เช่นกัน

3. ทำความสะอาดของสงวนฝ่ายหญิง หลังมีเซ็กซ์แล้วจะไม่ท้อง 


ผู้ชายจำนวนไม่น้อยคิดว่า ถ้าหลั่งเข้าไปก็แค่ล้างออกแล้วจะไม่ท้อง นั่นเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างแรง เพราะความเป็นจริงแล้ว หลังจากที่เราเสร็จกิจกันแต่ละครั้ง น้ำอสุจิของผู้ชายจะเข้าไปได้ลึก และว่องไวมาก แม้จะใช้น้ำฉีดทำความสะอาดไวเท่าไรก็ไม่ได้ช่วยอะไร ที่สำคัญหากทำความสะอาดมากเกินไป ของสงวนฝ่ายหญิงก็อาจติดเชื้อได้ด้วย

4. ขนาดใหญ่เป็นเรื่องสำคัญ 


ความเชื่อนี้บั่นทอนจิตใจท่านชายมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาฯ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดพฤติกรรมผิดๆ จนหนุ่มบางคนถึงขั้นไปผ่าตัด ฉีดยา และทานยาเพิ่มขนาดจนอาวุธลับกลายเป็นอาวุธเน่า แต่จากการสำรวจแล้ว ฝ่ายหญิงส่วนใหญ่ต้องการผู้ชายที่มีขนาดปกติ แต่ทว่าเน้นลีลาเด็ดขยี้ใจพวกเธอได้มากกว่านะ!

ขนาดเล็กใหญ่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ลีลากระบวนท่าต่างหากคือจุดโฟกัสบนสังเวียน !

5. ผู้หญิงเกลียดหนังโป๊ 


ผู้ชายหลายคนคิดว่า ผู้หญิงเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้ แต่ที่ไหนได้เวลาที่ผู้หญิงเม้าท์มอยกัน มันดันไปไกลกว่าที่หนุ่มๆ คิดไว้หลายเท่า แถมพวกเธอยังคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ซะด้วย ขณะที่หนุ่มบางคนยังคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องปกปิดอยู่เลย ยิ่งโดยเฉพาะบทความที่พวกเธอตามอ่าน หรือบรรดาคำถามอีโรติกทะลึ่งๆ ให้คิดลึก ส่วนใหญ่ก็มาจากผู้หญิงทั้งนั้นแหละ เป็นเรื่องของขนบธรรมเนียม ค่านิยมที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเปิดกว้างในเรื่องเหล่านี้ได้ แต่ลึกๆ แล้ว จิตใจของเธอก็เหมือนกับคุณนั่นล่ะ !

6. ผู้หญิงไม่ชอบออรัลเซ็กซ์
ไม่จำเป็นว่า ผู้ชายทุกคนต้องชื่นชอบการดูฟุตบอลซะที่ไหน ผู้หญิงของคุณก็เช่นกัน ความตื่นเต้นความหฤหรรษ์ในเรื่องบนเตียงก็เป็นเรื่องของรสนิยม เพราะผู้หญิงบางคนอาจไม่ชอบการนอนนิ่งๆ และตกเป็นฝ่ายรับอยู่ฝ่ายเดียว ทว่าเธออยากเป็นผู้ให้บ้าง อีกทั้งผู้หญิงหลายๆ คนก็ไม่ได้มองว่า การออรัลเซ็กซ์เป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่มันทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นอีกด้วย

ผู้หญิงบางคนก็ไม่ชอบนอนนิ่งๆ เป็นฝ่ายรับอยู่อย่างเดียวหรอกนะ

 7. ผู้หญิงไม่เสร็จ แปลว่าไม่สนุก 

ผลสำรวจในอดีตเผยว่า มีผู้หญิงร้อยละ 30 เท่านั้นที่จะไปถึงจุดสุดยอด หรือใน 10 คน จะมีเพียง 3 คนเท่านั้นที่สามารถไปถึงได้จริง แต่ไม่ว่าจะถึงจุดสุดยอดหรือไม่ เธอก็ต้องการการเล้าโลม และการดูแลเทคแคร์อย่างอบอุ่นจากชายที่เธอรัก ไม่ว่าจะเกิดการสอดใส่หรือไม่ก็ตาม ฝ่ายหญิงจำนวนไม่น้อยก็ยังยืนยันว่าเธอสนุกกับเซ็กซ์ได้ แม้จะไม่ถึงจุดไคลแม็กซ์ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร !

ที่มา : fhm.in.th

อาหารเสริม….น้ำมันปลา (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542554

โดย หมอดื้อ 29 พ.ย. 2558 05:01

 

บทความที่หมอเขียนตอกย้ำถึงความไม่ดีงามของอาหารเสริมและการขาดสรรพคุณที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาหารเสริมเกือบทั้งหมดจะตกอยู่ในประเภทนั้น และทำให้คนที่เป็นโรคจริงๆ ซึ่งต้องการการรักษาที่ถูกต้องเสียโอกาส

เพราะหลงเชื่อตามคำโฆษณายุยง อาหารเสริมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเสริมจริงๆในส่วนที่ขาด เช่น ในเด็กทารก คนชรา ทานอาหารไม่ได้ มีการดูดซึมอาหาร และเกลือแร่ผิดปกติ

แต่หมายถึงเสริมเพื่อให้ตายช้า หมายถึงยืดอายุให้ยืนนาน ไม่แก่เฒ่า หน้าตาสวย หล่อตลอดกาล แข็งแรงเตะปี๊บดัง 60 หรือกระทั่ง 90 ยังแจ๋ว หัวใจกระชุ่มกระชวย สมรรถภาพทางเพศฟิตปั๋ง

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่กินเงินชาวบ้านไปนักต่อนัก จะอาศัยวิธีการทุ่มโฆษณา ใช้พรีเซ็นเตอร์ (Presenter) สวย หล่อ หรือแก่แล้วย้อมผมดำขลับ ทำท่าเดินเหิน ออกกำลังกาย กระฉับกระเฉง เอาด็อกเตอร์จากที่ไหนมาไม่ทราบ มาอธิบายศัพท์แสงทางวิชาการ ซึ่งเมื่อฟังแล้วทึ่ง (แต่คนรู้เรื่องต้องหัวร่องอหาย) หรือเอาฝรั่งมาบรรยายว่าค้นพบผลิตภัณฑ์ในหมู่บ้านเทือกเขาสูง ซึ่งประดาคนในหมู่บ้านไม่มีใครแก่เฒ่า ตลอดจนเอาคนที่หายจากมะเร็ง มายืนยัน โดยที่อาจไม่เป็นมะเร็งจริง เป็นแต่ชนิดเศษๆ รักษาด้วยวิธีการที่มีอยู่ในปัจจุบันก็มีสิทธิหายได้

อย่างไรตาม ก็คงต้องมีเข็มในมหาสมุทรบ้างที่อุตสาหะก็จะงมเจอได้สักเล่มสองเล่ม เช่นเดียวกับการพิสูจน์ความแน่ด้วยกระบวนการที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพที่จะทำให้เราเชื่อมั่นว่าได้ผลมากกว่าไม่ได้กิน ว่าสามารถเยียวยารักษาหรือป้องกันกระบวนการของการเกิดโรค ที่อาหารเสริมทั้งหลายมักออกมาอวดอ้าง ทั้งๆที่โรคนั้นๆยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรด้วยซ้ำ

ตัวเองจะเชื่อแม้ว่าเป็นยาแผนปัจจุบันต่อเมื่อมีข้อมูลเชิงประจักษ์จากกระบวนการนั้นต้องมีการนำไปใช้ในการทดสอบระดับเซลล์ หรือเนื้อเยื่อ พบมีกลไกซึ่งเจ๋ง ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อันดับต่อไปคือทดสอบในสัตว์ทดลอง และในมนุษย์ที่มีโรคเกิดขึ้นแล้ว

ทั้งนี้โดยผ่านขั้นตอนความปลอดภัยก่อน และการทดสอบต้องพยายามจำกัดอิทธิพลของกำลังใจ (placebo effect) ซึ่งพิสูจน์แล้ว ว่ากำลังใจที่ดีหรือศรัทธาก็ทำให้เกิดการชะลอโรคที่เป็น หรือทำให้มีอาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนได้ การทดสอบที่ดีดังกล่าวคือทั้งผู้รับผลิตภัณฑ์ และผู้ทดสอบต่างก็ไม่มีใครทราบว่าผลิตภัณฑ์คืออะไร

เมื่อทำการศึกษาในกลุ่มทดสอบที่มีขนาดเหมาะสม ค่อยประเมินผลที่ได้รับ และเปิดโค้ดลับดูว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นกลุ่มคนที่ได้รับเป็นผลิตภัณฑ์นั้นๆหรือได้รับยาหลอก กระบวนการที่เข้มงวดยิ่งกว่านั้นไปอีกคือ ทำการทดสอบในกลุ่มที่มีปัจจัยส่งเสริมในการเกิดโรคดังกล่าวเพียบ ทั้งภาวะทางพันธุกรรมว่า เกิดขึ้นชัวร์มากกว่าคนอื่นๆในครอบครัวอื่นๆหรือมีปัจจัยส่งเสริมที่สนับสนุนการเกิดโรค

ทั้งที่ผ่านทางกลไกทางพันธุกรรมหรือเหนือขอบข่ายของพันธุกรรม (epigenetics) และนอกจากนั้นตัวออกฤทธิ์หลังจากที่ได้รับหรือบริโภคไปแล้วมีการผ่านกระบวนการในเลือด ในตับ จะสามารถซึมผ่านเข้าไปในอวัยวะที่ต้องการให้เกิดผลได้ เช่น ในสมองซึ่งเป็นระบบพิเศษที่ปกป้องไม่ให้สารหรือยาผ่านเข้าไปโดยง่าย นอกจากนั้นเป็นการตามศึกษาทางระบาดวิทยาเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร แม้จะไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แน่นอนชัดเจน ก็อาจจะได้ข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเมื่อบริโภคไปแล้ว ตายมากตายน้อย หรือเกิดโรคต่างกันหรือไม่

หมอเอง “เข้ม” มากพอสมควรกับการให้คะแนนผลิตภัณฑ์หรือยา แต่ในที่สุดเหนือฟ้ายังมีฟ้า ใจอ่อนกับตัวที่หนึ่ง ตั้งแต่มีบทความในวารสารนิวอิงแลนด์ 2011 คือ “น้ำมันปลา”

แม้ว่าจะมีบทความพิเคราะห์ข้อมูลของน้ำมันปลา ตีพิมพ์ในวารสารทาง การแพทย์ของอังกฤษ 2008 ก็ตาม ว่าน้ำมันปลาไม่มีผลในการลดอัตราตายจากสาเหตุทั้งหมด แม้ว่าจะมีผลบ้างในโรคหัวใจขาดเลือด (จากการรวม 12 การศึกษา ผู้ป่วย 32,779 คน) และไม่มีผลในการป้องกันหัวใจเต้นผิดปกติ

ข้อมูลจากวารสารนิวอิงแลนด์ เป็นการเจาะถึงผลการศึกษา 25 รายการรวม 280,000 ราย ในเชิงระบาดวิทยา พบประโยชน์ในการป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจ จากการกินปลาหรือ n-3 fatty acid และในการศึกษาทางคลินิก ซึ่งมีการติดตามผู้ป่วยอย่างเข้มงวดที่เกิดมีเส้นเลือดหัวใจตีบไปแล้ว พบว่าการปรับพฤติกรรมการกินอาหารที่ถูกต้องรวมทั้งกินปลาหรือเสริมด้วยกรดไขมัน n-3 หรือด้วยการใช้ EPA กับ DHA ให้ประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคใหม่ ในขณะที่วิตามิน E ไม่มีผล เป็นการศึกษาทั้งในคนเอเชียคือญี่ปุ่น และฝรั่งในยุโรปหรือสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันปลายังมีข้อพิสูจน์ไม่ชัดเจนในการป้องกันหัวใจเต้นผิดปกติ มีข้อมูลมหาศาล ขอต่อคราวหน้าอีกตอนครับ.

หมอดื้อ

โบท็อกซ์ (ตอนที่ 1) สารลดริ้วรอยยอดนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541633

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 27 พ.ย. 2558 05:30

 

เมื่อเอ่ยถึงโบท็อกซ์หลายคนคงเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว บางท่านอาจจะเคยได้รับการรักษาด้วยสารชนิดนี้มาก่อน ขณะที่บางท่านต้องการรักษาแต่ยังลังเล และกลัวอันตราย บางท่านมีความคิดว่ายังไงก็จะไม่ฉีดสารชนิดนี้ในชีวิตอย่างแน่นอน เราลองมาทำความรู้จักและศึกษาหาความรู้ไปพร้อมๆ กันเลย

สารชนิดนี้มีชื่อสามัญทางการแพทย์ว่าโบทูลินุ่มท็อกซิน ซึ่งปัจจุบันในท้อง ตลาดมีโบทูลินุ่มท็อกซินหลายยี่ห้อ โบท็อกซ์ก็เป็นหนึ่งในยี่ห้อเหล่านั้น สารชนิดนี้ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อ 40 ปีกว่าปีที่แล้ว และถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 โดยนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางสำหรับการรักษาโรคหรือภาวะที่กล้ามเนื้อทำงานมากเกินไป

ออกฤทธิ์อย่างไร

สารชนิดนี้จะไปลดการหลั่งสารที่ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ทำให้กล้ามเนื้อจะ คลายตัวออก และเนื่องจากสารชนิดนี้จะไปจับอยู่กับโปรตีน จึงมีโอกาสที่ร่างกายจะดื้อยาได้ในอนาคต หากเลือกใช้สารที่มีโปรตีนโมเลกุลใหญ่

โรคที่สามารถใช้สารโบทูลินุ่มท็อกซินในการรักษา

โรคและความผิดปกติที่สามารถรักษาได้ด้วยโบทูลินุ่มท็อกซิน เช่น โรคความ ผิดปกติของกล้ามเนื้อตาหรือตาเข โรคตากระตุก โรคกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกจากตัว กล้ามเนื้อเองหรือความผิดปกติของสมอง ภาวะปวดศีรษะจากไมเกรน ความผิดปกติของกล้ามเนื้อทางเดินปัสสาวะและทางเดินอาหาร สำหรับผิวหนังสามารถนำมาใช้รักษาในผู้ที่มีเหงื่อออกมากและใช้ลดริ้วรอยเพื่อเสริมความงามได้

โบทูลินุ่มท็อกซินกับความงาม

โบทูลินุ่มท็อกซิน ได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญว่าสามารถลดริ้วรอยบนใบหน้าได้ โดยสังเกตจากการรักษาผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อตากระตุกแล้วพบว่าริ้วรอยบริเวณหางตา หายไปด้วย จึงทำให้มีการนำสารโบทูลินุ่มท็อกซินมาใช้กับปัญหาความงามโดยเฉพาะปัญหาริ้วรอย ซึ่งรอยย่นที่ใช้แล้วได้ผล ได้แก่ รอยย่นที่เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อ เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว รอยบริเวณหางตา นอกจากนี้ยังนิยม นำมาใช้ปรับรูปหน้า หากฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณกราม จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามคลายตัว ผลที่ได้คือใบหน้าเรียวเล็กลง

ปัจจุบันโบทูลินุ่มท็อกซินกลายเป็นสารยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมความ งาม จากสถิติของสมาคมศัลยศาสตร์ความงามแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า โบทูลินุ่มท็อกซินจัดเป็นหัตถการที่มีผู้นิยมใช้ติดอันดับ 1 ใน 5 ของหัตถการเพื่อความงามทั้งหมด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

เคลียร์ 10 เหตุผล ทำไมผู้หญิงถึง ‘นอกใจ’ ผู้ชาย ?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541117

โดย FHM 26 พ.ย. 2558 14:05

 

ปมเหตุคู่รักระหองระแหง ระแวงระวัง บางครั้งก็ไม่ได้มาจากความเจ้าชู้ หรือโทษฝ่ายหญิงฝ่ายเดียวก็อาจดูไม่ยุติธรรม เพราะบางทีคุณนั่นแหละที่ทำให้เธอ (มีท่าที) เปลี่ยนไป …

1. ไม่มั่นใจในความสัมพันธ์


เธอไม่รู้สถานะความสัมพันธ์ หรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้เรียกว่าอะไร คนรักก็ยังไม่ใช่ คนรู้ใจก็ยังไม่เชิง อาจติดที่ฝ่ายชายเกิดปากแข็ง รักก็ไม่บอก แสดงออกก็ไม่ชัด ไม่อยากให้ถ่ายรูปคู่บ้าง หรือขอเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ไปก่อน ยังไม่พร้อมจะเรียกว่าเป็นแฟน ฯลฯ หรืออาจกลัวเป็นการตัดทางเลือกของตนที่ทำท่าว่ายังฮอตไม่เลิก ทำให้อีกฝ่ายดูไร้ตัวตน คิดน้อยอกน้อยใจ คล้ายคบเธอไว้เผื่อเลือกหรือเปล่า ? และเมื่อถึงคราวเธอเดินจากไป แล้วหันไปควงชายอื่นที่ชัดเจนในความสัมพันธ์ ดันแอบคิดเสียดายในภายหลัง กระทั่งสงสัยว่าตนนั้นทำอะไรผิด

คุณไม่ชัดเจนในความสัมพันธ์

2. ฝ่ายชายไม่รับฟัง 


ผู้หญิงตามตำรามักเป็นฝ่ายเจรจา ทว่าเมื่อเจอชายใดที่พูดมากกว่า ก็มักออกอาการหงุดหงิด แถมผู้ชายบางคนปฏิบัติต่อคนรักคล้ายเป็นพ่อคนที่สอง สั่งสอนอบรมเธอเหมือนลูก เมื่อมีความเห็นไม่ลงรอยกัน หรือยามมีปัญหา ก็มักคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูก นอกจากไม่รับฟัง บางครั้งทำผิดก็ยังไม่ขอโทษ และเมื่อเธออยากมีส่วนร่วม ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ก็ออกลูกรำคาญเหมือนไปลดบทบาท “ผู้นำ” ของตนเองลง และมักมีค่านิยมว่าผู้ชายต้องเก่งกว่า จึงปิดกั้นทั้งตัวเองและความเห็นอื่น ขนาดเป็นคนรักยังพูดจากันไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้เธอหันไปหาชายอื่นที่คอยรับฟังเธอมากกว่า

3. ไม่สนใจเธอเหมือนแต่ก่อน

มักเกิดจากการคบกันมานาน แล้วเปรียบเทียบจุดเริ่มต้นกับปัจจุบัน ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว ชายผู้คอยเอาอกเอาใจได้กลายเป็นอดีต หรือจากที่เธอคิดว่าทำอะไรก็เห็นดีเห็นงามไปหมด กลิ่นตดของเธอก็เดาว่าคงจะเป็นกลิ่นน้ำหอม แต่พอลองคบกันไปยาวๆ เธอก็รู้สึกได้ว่าสิ่งต่างๆ มันช่าง “ลดลง” อย่างเห็นได้ชัด ถ้าอยู่ในระดับที่เธอรับได้ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะหลายคู่ย่อมเข้าใจถึงความรู้สึกนี้ดี แต่กรณีที่ขยับตัวก็เหมือนมีความผิด ถามนิดก็โดนด่า แถมไม่สนใจว่าเธอจะกินอะไรมาแล้วหรือยัง ไหนๆ เมื่อเธอทำอะไรก็ดูเหมือนจะ “ผิด” ไปหมด การคบคนใหม่ก็อาจเป็นเรื่อง “ถูกต้อง” สำหรับเธอก็ได้

คุณสนใจเธอน้อยลงกว่าแต่ก่อน

4. อย่าเรียกว่านอกใจ เรียกว่าหาใหม่จะดีกว่า


พอคบกันแล้ว อาจพบจุดไม่ลงตัวหลายอย่าง ทั้งความคิด รสนิยม นิสัย ความบ้างาน บ้าพลัง ฯลฯ กระทั่งรู้สึกได้ว่าอีกฝ่าย “ยังไม่ใช่” จึงเกิดขึ้น ถ้าเธอจะมีใครใหม่จริงๆ อาจเป็นเพราะเธอรู้สึกว่าคนใหม่ “ใช่กว่า” เหมาะสมกับเธอมากกว่าก็ได้ อาจไม่ใช่เพราะเขาคนเก่าไม่ดี แต่อาจเพราะความเข้ากันได้ที่มีอยู่มากกว่า หรือว่าวัดจากทฤษฎีความเข้าคู่ เธอจึงเลือกปฏิเสธเขาคนเก่าก็เท่านั้น เพราะอาจมีนิสัยบางอย่างที่เธอรับไม่ได้

5. เป็นภาระ มากกว่า เป็นผู้นำ


ไม่ใช่ว่าพึ่งพาไม่ได้ การงานก็มีทำ และทำได้ดีเป็นปกติ เพียงแต่ข้อเสียที่ฝ่ายชายมีนั้น อาจส่งผลรุนแรงกว่า อย่างเช่น ติดการพนัน ติดเหล้าติดยา ฯลฯ แรกๆ ก็คิดว่าโอกาสกลับตัวกลับใจยังมี แต่หลายทีที่เดือดร้อนจนต้องหยิบยืมเงินจากคนรัก ยิ่งพอหนักเข้ากระทั่งเธอรู้สึกได้ว่า ยากที่เขาจะกลับตัวกลับใจ ถ้าไม่ให้ยืมสตางค์ก็ขู่จะทำร้าย ออกแนวมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ หรือกรณีดื่มจัดจนมักหาทางกลับบ้านไม่ค่อยเจอ ใจเธอก็เป็นห่วงนั่นแหละ แต่ดูท่าว่าเขาจะยังอยู่ในวงจรนี้ไปอีกนาน เธอจึงตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ หรือมีคนใหม่ไปพร้อมๆ ก่อนที่จะบอกเลิกอย่างเป็นทางการ เพื่อนำมาเป็นข้ออ้างอย่างชัดเจนกันไป

6. หึงหวงมาก อีกฝ่ายคล้ายนักโทษ

จะไปไหนก็ไม่ให้ไป แถมเป็นฝ่ายโทรถามโทรตามอยู่ตลอด คล้ายคอยใส่ใจ เพียงแต่มันมากและบ่อยเกินไปเท่านั้น แถมตัวคนทำก็มักบอกว่าเป็นเพราะรัก เพราะห่วง เพราะหวง จึงต้องควงแขนติดกันคล้ายใส่กุญแจมือไว้ตลอดเวลา สังสรรค์กับเพื่อนสาวก็คล้ายว่ามีความผิด ยิ่งเพื่อนชายยิ่งไม่ต้องพูดถึง จึงไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น หรือจะพาคนที่บ้านอย่างพ่อแม่ไปกินข้าวบ้าง เป็นอันต้องน้อยอกน้อยใจ หรืออยากจะเรียนต่อ ป.โท ก็ไม่ได้ กลัวจะไปเจอะเจอหนุ่มที่ถูกใจกว่า เธอก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร อึดอัดใจ กระทั่งอยากมีใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด

หึงหวงเธอเกินเหตุ

7. ถูกทำร้าย ทุบตี


ข้อหานี้ ต่อให้รักกันแค่ไหน ก็ไม่มีใครอยากอยู่ร่วมวง อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ คนอยู่ใกล้ย่อมรู้ว่ามันน่าหวาดผวาแค่ไหน ยามปกติก็ดีอยู่ แต่ยามร้ายก็เหมือนอยู่ใกล้ระเบิด อาการลงไม้ลงมือจะมาเยือนตอนไหนก็ไม่รู้ ถ้าเป็นเรื่องเถียงฝ่ายชายมักสู้ไม่ได้ก็จริง แต่ถ้าเรื่องพละกำลังก็ถือเป็นสิ่งได้เปรียบ ถ้าใช้ในทางดีก็ดีไป แต่หลายครั้งกลับนำมาใช้ทำร้ายคนรัก ชายใดที่ยังเป็นแบบนี้ ลองคิดทบทวนว่าถึงขั้นต้องทำรุนแรงกันขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะกรณีนี้ฝ่ายหญิงอาจหายไปอย่างไร้ตัวตนจนไปมีคนใหม่ โดยไม่บอกพิกัด ด้วยอาจเกรงกลัวเรื่องความปลอดภัย

8. เธอช่างเจ้าชู้จริงๆ


เธออาจมียีนเจ้าชู้ หรือเป็นลูกคนสุดท้อง ในทำนองของผู้ช่างเลือก และมีคนคอยตามใจ ทำให้ความสัมพันธ์เหมือนมันไม่คืบหน้าไปไหน เหมือนสนิทแต่ก็ยังไม่ลึก นึกไม่ออกว่าจะโทรหาใคร ก็อาจมาลงที่คุณก็ได้ จนคุณคิดไปไหนต่อไหน ทั้งๆ ที่เธอยังสับสนกับช้อยส์เลือกที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย คล้ายเธอถือไพ่เหนือกว่า จากสภาพหน้าตา หรือว่ารูปร่างที่ดึงดูดใจชายหนุ่มให้เข้าหาเธอได้อยู่เสมอๆ เธออาจยังอยากใช้โอกาสนั้นอยู่ อาจต้องการเพียงผู้อำนวยความสะดวก และไม่หวั่นแม้รถไฟจะชนกัน

เธอเองเป็นฝ่ายเจ้าชู้ บริหารเสน่ห์ไปเรื่อยๆ

9. หวั่นไหว เพราะความใกล้ชิด


เมื่อคนรักทำงานอยู่ต่างจังหวัด หรืออยู่ห่างกันคนละซีกโลก เธอจึงอาจถูกโฉลกกับคนใกล้ตัวก็ได้ หรือมองเห็นความเป็นไปได้มากกว่า ระยะทางอาจไม่เป็นอุปสรรคก็จริง แต่อารมณ์หญิง เมื่อถูกกระตุ้นด้วยคำหวานจากปากชายอื่น หยิบยื่นมาให้อยู่อย่างซ้ำๆ ก็อาจทำให้เธอหวั่นไหวจนแพ้ภัยตัวเองได้ ยิ่งชายหนุ่มคนนั้นเห็นโอกาส และตั้งใจทำผลงานให้ออกมาดีกว่า เพราะรู้อยู่ว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องการความมั่นใจอยู่ตลอดเวลา เหตุนี้คนใกล้ชิดจึงมีสิทธิ์พิชิตใจได้มากกว่าคนห่าง กรณีคนห่างยังวางใจว่าเธอคือของตาย ทำนองว่ามีเราอยู่ทั้งคน มีหรือที่เธอจะสนคนอื่น และแล้วเธอก็สนคนอื่นขึ้นมาจริงๆ

หวั่นไหว เพราะความใกล้ชิด


10. เห็นฝ่ายชายนอกใจ ฝ่ายหญิงจึงทำบ้าง

ฝ่ายชายอาจเริ่มต้นด้วยการกดไลค์แฟนเพจดาราสาวที่ถูกใจ แต่หนักเข้าก็นั่งกดไลค์ให้หญิงสาวเยอะแยะไปหมด จนสาวรายนั้นรู้สึกได้ และเกิดสงสัย จากนั้นก็เป็นเหตุให้แชตคุยกันยาวไป จนเกิดอาการหวั่นไหวด้วยกันทั้งคู่ หรือแอบนำความลับไปปรึกษา “ว่าที่มือที่สาม” อย่างเช่น เกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วจะทำอย่างไร จนกระทั่งแฟนตัวจริงเกิดจับได้ จึงโพสต์รูปคู่กับชายในที่ทำงานบ้างเพื่อเป็นการเอาคืน มีทั้งโจทก์ มีทั้งจำเลยอยู่เต็มไปหมด นอกใจ หรือสร้างสถานการณ์ประชดรัก ก็ยากที่จะรู้ …

ที่มา : fhm.in.th

ช่วงเทศกาลต้องระวัง! 5 อวัยวะพัง ‘เมาค้าง’ ไม่ใช่เรื่องจิ๊บๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541622

โดย Women’s Health 25 พ.ย. 2558 16:05

 

เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสุขกับเทศกาลต่างๆหลายคนเตรียมพร้อมที่หยุดยาว ปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนาน ดริ้งกันอย่างเต็มที่ แต่คุณก็ต้องระวังไว้ว่าสุราร้ายยิ่งกว่าเสือ ไม่เชื่ออ่านบรรทัดต่อจากนี้ไปแล้วคุณจะหนาว…

1.สมอง

ดื่มคืนวันอาทิตย์ พอถึงวันจันทร์ คุณเริ่มโทษตัวเองที่ไม่ยอมหยุดดื่มซะที (รู้ตัวอีกทีก็สายไปแล้ว) เมื่อค็อกเทลเริ่มเข้าไปป่วนระบบต่างๆ ในร่างกาย ที่โดนไปเต็มๆ ก็คือกาบาและกลูต้าเมต (สารสื่อประสาทที่คอยควบคุมชีพจร) ส่งผลให้คุณดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆ

คุณจะมีอาการกระวนกระวายต่ออีกนานหลังจิบสุดท้าย เนื่องจากสารเคมีในสมองเสียสมดุลไปแล้วบวกกับเซลล์ประสาทเสียหายอันเป็นผลมาจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ รวมไปถึงเซลล์สมองโดนทำลายเพราะอดหลับอดนอน ทิ้งผลลัพธ์ไว้อย่างเดียวก็คือ อาการเมาค้างอย่างหนัก เราไม่ได้หมายถึงอาการขาดน้ำเท่านั้น และเลิกคิดได้เลยกับการกระดกน้ำเมาเข้าปากเพื่อถอนแอลกอฮอล์ที่ค้างในร่างกาย เพราะยิ่งดื่มเข้าไปมากเท่าไร อาการเมาค้างจะยิ่งอยู่ยืนนาน

2.หัวใจ

ลองสังเกตว่าคุณเขมือบอาหารไขมันสูงคู่กับเครื่องดื่มแก้วโปรดมากไปหรือเปล่า พิซซ่าแค่คำเดียวสามารถป่วนระบบการไหลเวียนของเลือดได้ทันที หัวใจเลยทำงานหนักขึ้น ผลข้างเคียงแบบนี้เกิดจากการดื่มเหล้าได้เช่นกัน

3.ระบบย่อยอาหาร

ฟังดูขำๆ แต่การดื่มเหล้าไม่เคยเป็นผลดีกับลำไส้เลย อาหารแคลอรีสูงและเหล้าต้องใช้เวลาย่อยนานกว่าปกติ ซึ่งนำไปสู่อาการท้องอืด กรดไหลย้อน และท้องผูก
ความจริงกระเพาะและลำไส้อาจได้รับผลข้างเคียงมากเสียจนเชื้อแบคทีเรียที่ถูกกักเอาไว้เริ่มแพร่เข้าสู่กระแสเลือด มันมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน คุณจึงเป็นหวัดง่าย ถ้ายังฝืนดื่มต่อไปอาการจะหนักขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

4.ตับ

หน้าที่หลักคือกรองทุกสิ่งที่คุณกลืนลงท้องและดูดซึมเก็บไว้ หากกินอาหารขยะและสุรามากเกินไป อวัยวะส่วนนี้ต้องทำงานหนักขึ้น สิ่งเป็นพิษต่อร่างกายเริ่มสะสมภายในตับมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาล รวมถึงไขมันส่วนเกินก็จะอุดตันตามส่วนต่างๆ มากขึ้น แต่โชคดีที่นิสัยการกินของไร้ประโยชน์เป็นโทษต่อร่างกายเพียงไม่กี่วัน ไม่สามารถสร้างความเสียหายถาวรแก่ตับได้ (แต่ถ้าคุณยังดึงดันกินต่อไป เตรียมตัวเจอสภาวะคอเลสเตอรอลสูงและตัวบวมอืดได้เลย)

5.ผิวหนัง

สุขภาพภายในแย่ๆ มักจะส่งสัญญาณออกมาในรูปของผิวหมองคล้ำ การขาดสารอาหารเป็นอุปสรรคต่อการซ่อมแซมเซลล์ผิวในเวลาเดียวกัน การกินอาหารไร้ประโยชน์จะกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันส่วนเกินบริเวณรูขุมขน แล้วสิวก็จะตามกวนไม่หยุดหย่อน

หนำซ้ำการดื่มหนักเป็นกิจวัตรยังเพิ่มความเสียหายแก่เซลล์ผิวที่เกิดจากพิษรังสี UV อีกด้วย นั่นคือเกิดความเสี่ยงเป็นเนื้องอกถึง 20% ทั้งนี้ หลังจากดื่มเมรัยไปแล้ว ให้รับประทานอาหารวิตามินสูงตามเข้าไป อย่างเช่น ผักใบเขียว เพื่อบรรเทาผลข้างเคียงดังกล่าว

แปลและเรียบเรียงโดย : maemay | ภาพ: Corbis Images

ที่มา : Women’s Health Thailand

Women’s Health Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2558

ทำสงครามกับความอร่อย…เนื้อ แฮม เบคอน ไส้กรอก กับมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/540934

โดย หมอดื้อ 22 พ.ย. 2558 05:01

 

ทำสงครามในที่นี้คือ ต้องทนกับความเย้ายวนของเนื้อทั้งหลาย อันเนื่องจากคำประกาศขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2015 ถึงอันตรายอันจะได้จากการบริโภคเนื้อ

จากการจัดอันดับ กลุ่มก่อมะเร็งเบอร์หนึ่ง (group 1) โดยที่มีหลักฐานแน่นหนาว่าเกี่ยวโยงกับการเกิดมะเร็งคือ เนื้อที่ผ่านกระบวนการกรรมวิธีเพื่อให้เก็บได้นาน หรืออร่อยขึ้น รวมถึงการหมักทั้งด้วยเกลือ ด้วยไนไตรท์- ไนเตรท รมควันหรือวิธีใดๆก็ตามเพื่อรสชาติ

ตัวอย่างเช่น ฮอตดอก ไส้กรอก คอร์นบีฟ แพ็กเกจด์เตอร์กี (packaged turkey) ไส้กรอกเปปเปอโรนี (ซาลามี) (จากเนื้อวัว) เนื้อกระป๋อง เนื้อเส้น

ชิคเก้นนักเก็ต (ไก่) ไส้กรอกโบโลนญา (จากวัว) เบคอน (จากหมู) กลุ่มก่อมะเร็งเบอร์สอง-เอ (group 2 A) ได้แก่ อาหารหรือสารที่อาจจะเกิดมะเร็ง หมายรวมยาฆ่าวัชพืช ดีดีที ยาฆ่าแมลง มาลาไธออน และเนื้อแดง

คำว่าเนื้อแดงคือ เนื้อทุกชนิดที่ได้จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม วัว หมู ลูกวัว แกะ แพะ ม้า โดยที่ กลุ่ม 2B กลุ่ม 3 และ 4 ยังอาจไม่เกี่ยวโยงกับมะเร็งนัก

เบื้องหลังการศึกษามาจากคณะทำงานขององค์การอนามัยโลก สำนักวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ซึ่งมีความเห็นตรงกันในเรื่องของเนื้อที่ผ่านกระบวนการต่างๆ เป็นกลุ่มเบอร์หนึ่ง รายงานของ IARC ได้จากการวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ของรายงานมากกว่า 800 ชิ้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญ 22 คน จาก 10 ประเทศ

ที่ดุเดือดมากคือ การบริโภคเนื้อที่ผ่านกระบวนการเพียง 50 กรัมต่อวัน เช่น ฮอตด็อก 1 อัน หรือ เบคอน 6 ชิ้น หรือ แฮม 2 ชิ้น หรือซาลามี 5 ชิ้น หรือ คาเนเดียนเบคอน 2 ชิ้น มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งสำไส้ใหญ่และทวารสูงขึ้นเป็น 18% และทั้งเนื้อแดงและเนื้อผ่านกรรมวิธียังเกี่ยวโยงไปกับมะเร็ง กระเพาะอาหาร ต่อมลูกหมาก ตับอ่อน อีกด้วย

คำเตือนเกี่ยวกับการกินเนื้อความจริงมีมานานแล้ว และเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2007 (American Institute for Cancer Research และ World Cancer Research Fund) จนถึงปี 2009 สถาบันสุขภาพสหรัฐฯ (NIH) ชี้ถึงความสุ่มเสี่ยงต่อโรคหัวใจ มะเร็ง และในปี 2011 และ 2013 ก็ได้ข้อมูลตรงกันจากคณะ World Cancer Research Fund และจากคณะผู้เชี่ยวชาญ 47 คนในยุโรป

กลไกในการเกิดมะเร็งเป็นได้ตั้งแต่การปิ้ง ทอด ย่างเนื้อที่ความร้อนจัดทำให้เกิดสาร PAH (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) และ HCA (Heterocyclic Amines) ทั้ง 2 ตัวก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเสียหายใน DNA ของมนุษย์และแปรไปในทางการเกิดเนื้อร้าย

กรณีของเนื้อที่ผ่านกรรมวิธีต่างๆ ตัวสำคัญคือ เกลือ โซเดียมไนเตรทซึ่งช่วยคงสภาพเนื้อ และเมื่อกินเข้าไปจะเปลี่ยนเป็นไนโตรซามีน (Nitrosamines) ทั้งนี้แม้แต่เนื้อที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีกระบวนการยังเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็งได้ (ไทยรัฐ หมอดื้อ 12 กรกฎาคม 2558) อธิบายจากการที่จุลินทรีย์ใน

ลำไส้เปลี่ยนเนื้อหรือสารแอลคานิทีนให้เป็น TMAO ก่อให้เกิดโรคหัวใจและเปลี่ยนเนื้อเป็นไนโตรซามีน

ถ้าจะเลี่ยงไนเตรทไนไตรท์ไปกินเนื้อที่ติดป้ายปลอดสารพวกนี้ ก็จะไปเจอกับกรรมวิธีผ่าน Celery juice ซึ่งก็มีไนเตรทเยอะเช่นกัน ความจริงพืช ผัก ผลไม้ มีไนเตรทอยู่แล้ว แต่ความที่มีวิตามินซีจะยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน

อีกหนึ่งกลไกคือ การที่เนื้อมีธาตุเหล็กชนิดฮีม (heme iron) ซึ่งจับกับโมเลกุลโปรโตพอร์ไฟริน (protoporphyrin)

ในพืชผักมีแต่ธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีม (non heme) ในอาหารแบบตะวันตก heme iron จะเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยถึง 10-15% และเป็นตัวการที่สำคัญอีกตัวของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวาร ประมาณกันว่าโอกาสที่จะเป็นมะเร็งแบบนี้ตลอดชีวิตมีประมาณ 5% แต่ถ้ากินฮอตด็อกวันละอันจะเพิ่มเป็น 18%

เรื่องของเนื้อๆทั้งหลายซึ่งอย่าลืมนะครับ ไม่ใช่แต่เนื้อวัวที่เรียกว่าเนื้อแดง เนื้อหมู เนื้อทุกชนิดที่มาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็เช่นกัน คงยังมีข้อขัดแย้งอีกมากมายจากสมาคมค้าเนื้อและหมูของอเมริกาเอง และแม้แต่ อย.สหรัฐฯก็ยังไม่ให้น้ำหนักในเรื่องนี้มากนัก แต่ทางฝั่งอังกฤษแนะนำให้กินเนื้อและเนื้อที่ผ่านกรรมวิธีลดลงจากวันละ 90 กรัม เป็น 70 กรัม

เรื่องของเนื้อกับโรคหัวใจและมะเร็งคงต้องพิจารณาอีกหลายปัจจัย เช่น ถ้ากินร่วมกับการกินผัก ผลไม้ กากใย หรือร่วมการออกกำลังกาย การใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข จะต้านกลไกของมะเร็งและโรคเส้นเลือดหัวใจสมองตีบได้แค่ไหน และหนำซ้ำยังขึ้นกับดวง (ยีนหรือพันธุกรรม)

เล่าเรื่องนี้ให้หมู่เพื่อนฟัง…(โดยที่เรื่องนี้เรียบเรียงจากนิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 2015) เพื่อนๆ ร้องเพลง “My Way” กันอย่างพร้อมเพรียง แปลว่า “เรื่องของกู (จะกินซะอย่าง)”.

หมอดื้อ

อัลตราซาวนด์ยกกระชับผิว ตอนที่ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537126

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 20 พ.ย. 2558 07:01

 

การยกกระชับผิวหน้าด้วยอัลตราซาวนด์เป็นวิธีที่ง่ายและไม่ยุ่งยาก ผู้ที่ทำการรักษาไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ วิธีการคือแพทย์จะทายาชาบริเวณที่จะทำ เมื่อผิวหนังเริ่มชา แพทย์จึงเริ่มทำการรักษา โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำด้วย หากทำบริเวณตาจะใช้เวลา 15 นาที หากทำทั่วใบหน้าและลำคอจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ภายหลังการทำจะมีผิวแดงชมพูเพียงเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายได้เองใน 1 ชั่วโมง ผู้ทำการรักษาสามารถกลับบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องพักฟื้น ผลที่ได้จะค่อยๆ เห็นชัดใน 2–3 เดือน ผลการรักษาจะอยู่ได้นานประมาณ 1–2 ปี ต่อการรักษา 1 ครั้ง

ข้อห้ามสำหรับผู้ที่จะทำการรักษา ได้แก่ ผู้ที่มีสิวอักเสบ ผู้ที่มีแผลเปิดบริเวณที่จะทำ และผู้ที่มีสิ่งแปลกปลอมใต้ผิวหนัง ไม่ควรทำการรักษา หากต้องทำการรักษา ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเสียก่อน

ดังนั้นการทำอัลตราซาวนด์ยกกระชับผิวจึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยที่กำลังมองหาวิธียกกระชับผิวโดยเห็นผลได้นาน ไม่ต้องทำบ่อย ไม่มีบาดแผลภายนอก ไม่ต้องพักฟื้นและไม่ต้องการมีของแปลกปลอมใต้ผิวหนัง เทคโนโลยีนี้ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยแล้ว จึงมั่นใจได้ในประสิทธิภาพและความปลอดภัย

อย่าลืมนะคะ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกหรือทำอะไรลงไปบนใบหน้าและเรือนร่างของเรา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้แน่ใจและมั่นใจเสียก่อน ผลได้ผลเสียที่เกิดขึ้นจะคุ้มค่าหรือไม่ ต้องคิดและพิจารณาเลือกให้เหมาะสม “เกิดเป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

รู้หรือไม่ ? อาหาร 5 อย่างต่อไปนี้ ยิ่งกินเยอะ ยิ่งเสี่ยง ‘เซ็กซ์เสื่อม’!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/539554

โดย FHM 18 พ.ย. 2558 14:05

 

“ยิ่งกิน ยิ่งหด” ฉะนั้นจงลด และปรับโหมดพฤติกรรมการกินเสียใหม่ ก่อนที่อะไรๆ จะสายไป หากร่างกายคุณไม่แข็งแรง แล้วแบบนี้จะวิ่งแข่งกับเซ็กซ์ได้ยังไงล่ะ … จริงไหม !!

1. ของทอด


ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides/TG) ผู้ช่วยตัวร้าย หรือเป็นตัวทำให้ LDL มีขนาดเล็กลง แทรกซึมผ่านผนังหลอดเลือดจนไปสะสมเป็นคราบไขมันได้เร็วขึ้น พบได้ในของทอด และอาหารจำพวกแป้ง ไม่ว่าจะเป็นเฟรนช์ฟรายส์ มันฝรั่งทอด ไก่ทอด ฯลฯ อาหารที่อุดมด้วยไขมันอิ่มตัวเป็นสิ่งที่หนุ่มๆ หลายคนชื่นชอบ ทว่ามันก็ทำให้เสี่ยงกับโรคร้ายสารพัดเช่นกัน เช่น หลอดเลือดแข็งตัว โรคอ้วน โรคเบาหวาน และสารก่อมะเร็ง อีกทั้งไขมันยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงด้วย

ลดทาน ‘เฟรนช์ฟรายช์’ ให้น้อยลง …

2. โดนัท และคัพเค้ก


เมื่อไหร่ก็ตามที่หนุ่มๆ รู้สึกว่า พลังขับทางเพศลดลง หรือเซ็กซ์ฝ่อ-ไม่ยอมทำการบ้าน ลองเช็กปริมาณเมนูของหวาน และอาหารจำพวกแป้งที่หม่ำเข้าไปในแต่ละวันดู อย่างเช่น โดนัท หรือคัพเค้ก นี่ล่ะตัวดีนักเชียว!

3. ฮอทด็อก


อาหารประเภทเจือสารกันบูดให้สามารถเก็บไว้ได้นาน-ดูไม่สดใหม่ อาหารปิ้งย่างจนไหม้ หรือทอดจนอมน้ำมัน ล้วนแต่เต็มไปด้วยสารเคมีที่จะป่วนฮอร์โมนเพศของคุณ ทั้งทำให้น้องชายอ่อนเปลี้ย ไม่ตั้งชันเท่าที่ควร หรือนกเขาไม่ขันในเวลาที่หนุ่มๆ ต้องการ ทางที่ดีควร ลด-ละ-เลิก เพื่อเซ็กซ์ร้อนแรงในวันข้างหน้าจะดีกว่านะ

‘ฮอทด็อก
’ ตัวป่วนฮอร์โมนเพศของคุณ !

4. ไอศกรีม เเละชีส
รู้ไหมว่า การทานไอศกรีม และชีสในปริมาณมากเกินไป นอกจากจะทำให้หนุ่มๆ อ้วนแล้ว ยังจะทำให้น้องชายมีความต้องการเรื่องบนเตียงน้อยลง แถมยังรู้สึกอ่อนเปลี้ย เพลียแรง ไม่อึดสู้อีกด้วยนะ ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูสิ …

‘ไอศกรีม’ ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง !

5. เครื่องดื่มเเอลกอฮอล์
ดื่มพอกรุบกริบแก้มแดงๆ จะทำให้เซ็กซ์ซู่ซ่า แต่ถ้ามากไปชนิดเมาหัวราน้ำ ก็อาจทำให้ได้รับ ‘ไขมันไตรกลีเซอไรด์’ ในปริมาณมากเกินไปได้ ซึ่งไม่เพียงจะเสี่ยงกับการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือโรคเบาหวาน ทว่ายังเสี่ยงเซ็กซ์หดอีกด้วย!!

ป.ล. วิธีเบื้องต้นในการสังเกตตัวเองว่ามีปริมาณไขมันสูงหรือไม่ ?ให้ลองเช็กดูรอบนัยน์ตาตรงบริเวณผิวหนังหัวตาว่า มีไขมันเป็นกระจุกสีเหลืองติดอยู่หรือเปล่า กระจุกไขมันสีเหลืองนี้เรียกว่า “แซนโทม่า” หากไม่พบบริเวณผิวหนังหัวตา ก็อาจไปโผล่อยู่ตรงข้อเท้า ข้อเข่า หรือหลังเอ็นร้อยหวายได้เช่นกัน

ที่มา : fhm.in.th