โรตีเมืองตรัง หรอยโรตีกรอบชอบโรตีตบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589730

โดย คุณชาย 2 13 มี.ค. 2559 05:01

 

อาหารเมืองตรังที่เลื่องชื่อลือชา ใช่เพียงหมูย่างเมืองตรังเท่านั้น ยังมีติ่มซำ เค้กเมืองตรัง และโรตีเมืองตรังด้วย

โรตีมีหลายร้านให้เลือกลิ้ม แต่ “คุณชาย 2” เลือกชิมโรตีเมืองตรัง ตั้งอยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟตรัง ลงจากรถไฟแล้วเรียกรถบริการก็ได้ เดินไป เองก็ดี ออกกำลังกายย้ายพุงไปประมาณ 200 เมตรก็ถึงแล้ว แต่ขอกระซิบไว้ ก่อนว่าร้านค้าเปิดตอนเย็นๆ เรื่อยไปจนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน

แอบเยือนคืนแรก คนแน่นร้านราวกับงานเลี้ยงโต๊ะจีน ครั้นย้อนกลับไปคืนที่สอง แม้ฝนจะโปรยปรายมาผิดฤดู แต่คนยังไม่บางตา พากันเข้ามาอุดหนุนเนืองแน่น มีทั้งนั่งรับประทานในร้าน หน้าร้าน และข้างๆร้าน แสดงถึงความเหนียวแน่นของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศหน้าร้านคึกคัก บ้างสั่งแล้วเดินไปหาซื้อของแล้วแวะมารับ บ้างสั่งแล้วเลือกยืนสูดกลิ่นหอมๆ ระหว่างมือปรุงสะบัดแผ่นแป้งเหนือกระทะ บ้างยืนกดโทรศัพท์ไปพลางๆ รายการโรตีมองผ่านๆ เห็นมีราว 20 รายการทีเดียว

รสชาติโรตีเมืองตรังเป็นอย่างไร

“คุณชาย 2” เริ่มด้วยโรตีกรอบ

กัดเบาๆเสียงดังกร็อบ ความกรอบจากการย่างด้วยความร้อนที่พอเหมาะ ทำให้แป้งที่ผ่านการนวดเฟ้นมาอย่างดีกรอบได้ที่ ขณะเคี้ยวแป้งกรุบกรอบ ลิ้นก็สัมผัสกับรสหวานของน้ำตาลและนมข้นหวานเข้ามาผสม เพียงขยับฟันเบาๆก็นำความอร่อยลิ้นเข้าไปอย่างสบายๆ

ลิ้มความกรอบ หอม และหวานไปสองสามคำ ค่อยตามด้วยชาร้อนๆ ลบความหวานลิ้นออกไปก่อน กันเลี่ยนได้ดีนักแล พอเริ่มคำใหม่ก็ได้รสชาติอร่อยดุจเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ชาวตรังจึงนิยมทานโรตีกรอบกับชาร้อนๆ ยิ่งทานในร้านเวลาฝนตก มองสายฝนโปรยปรายบางเบา แกล้มกับความหวานหอมของโรตีและความอุ่นของชา ช่วยเติมรสชาติชีวิตได้เป็นอย่างดี

“โรตีกรอบเด็กๆชอบมาก ขายดีมาตั้งแต่เริ่มตั้งร้าน” เจ้าของร้านกระซิบ และเสริมว่า “พวก หนุ่มๆสาวๆก็ชอบ พวกเขาซื้อไปคราวละมากๆ คุยกันไปกินกันไปเพลินๆ คนชอบโรตีกรอบมีทั้งผู้ใหญ่ วัยรุ่น และเด็กๆ ทำให้ขายดีกว่าชนิดอื่นๆ” เจ้าของร้านสรุป

คุณสุมาลี คณาถิติกุล เจ้าของร้านวัย 45 ปี เธอทิ้งการเรียนรู้ในสถาบันไว้เพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หันหน้าเข้าหากระทะโรตีมาตั้งแต่อายุราว 15 ปี อาศัยที่เป็นคนชอบทานโรตีเอามากๆ จึงค่อยเรียนรู้ ฝึกปรือฝีมือการทำ มาจนกระทั่งวันหนึ่งก็คิดได้ว่า “น่าจะลองทำขายดู”

คิดแล้วทำ ประมาณ พ.ศ.2540 เริ่ม “ลองขายดู ขายบนรถเข็นเล็กๆ จอดขายเป็นจุดๆ ปรากฏว่าเด็กๆชอบซื้อโดยเฉพาะโรตีกรอบ” สุมาลีเอ่ยด้วยความภูมิใจ

ก้าวแรกประสบความสำเร็จ วัดได้จากเด็กๆ ชอบรสชาติ ก้าวสองจึงพัฒนารสชาติ เธอเห็นว่าเด็กๆชอบโรตีกรอบจึงคิดต่อไปว่าควรจะเพิ่มรสชาติอย่างไรดี เพื่อให้ลูกค้ามีหลากหลายขึ้น จึงทำโรตีกล้วยหอมออกมา ก็ได้รับความสนใจอีก

รสชาติ “ยึดเอาตามที่ลูกค้าชอบ เมื่อก่อนเรามีโรตีกรอบ โรตีใส่ไข่ ต่อมาทำโรตีกล้วยหอม เห็นลูกค้าชอบจึงเพิ่มรสผลไม้อื่นๆเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นลูกเกด ข้าวโพด มะพร้าวอ่อน ลูกชิดและขนุน เป็นต้น”

คนรุ่นใหม่ต้องการกลิ่นอายอาหารตะวันตก เจ้าของร้านก็ทำโรตี “พิซซ่า” ออกมาให้ทดสอบความอร่อย แน่นอนว่าได้รับความสนใจเช่นเคย มิเพียงวัยรุ่นเท่านั้น เด็กๆที่ชอบอาหารต่างประเทศก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

ด้วยความนิยมของลูกค้าราวปี 2543 จึงตั้งร้านเป็นหลักเป็นฐาน และต้องแจกบัตรคิวให้ลูกค้ารับอาหารด้วย เมื่อถามว่าความนิยม เกิดขึ้นได้อย่างไร เจ้าของร้านบอกว่า “น่าจะเป็นเรื่องบอกต่อมากกว่า”

แน่นอนว่าคนที่บอกต่อนั้นประทับใจรสชาติโรตี คุณสุมาลีบอกว่าเนื่องจากโรตีมีน้ำมัน ลูกค้าบางรายไม่ค่อยชอบน้ำมัน เมื่อปัญหามีไว้ให้แก้ไข เจ้าของร้านที่เอาใจใส่ลูกค้าก็มีวิธี และนี่คือที่มาของโรตีตบ หมายถึงโรตีที่ทอดได้ที่แล้ว งัดขึ้นมาตบไล่น้ำมันออกไป คงเหลือไว้แต่โรตีที่นุ่ม น่ารับประทาน “คุณชาย 2” ลองลิ้มกับชาร้อนๆ พบว่าเหมาะสมกันดี ครั้นลองกับกาแฟโบราณก็ได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบหนึ่ง

โรตีจะอร่อยต้องทำอย่างไร คุณสุมาลีบอกว่า ทั้งแป้งและส่วนผสมต้องพอดี วัสดุต่างๆที่เรานำมาใช้ต้องคุณภาพดี และ “ต้องใส่ใจในการทำแป้ง และการทอด ต้องให้พอเหมาะ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญและเคล็ดของแต่ละคน”

ยอดขายที่ผ่านมาแม้ไม่อาจบอกตัวเลขได้ แต่ก็บอกได้ว่าช่วงเศรษฐกิจดี แต่ละวันแป้งหมดไปประมาณ 20-25 กก. ปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ดี ชาวตรังกระอักกับราคายางพารา แม้ลูกค้าลดลงไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่ายังขายดี วันปกติคนจะหนาตาเวลาประมาณ 20.00 น. แต่ถ้าเป็นเทศกาลลูกค้าจะหนาแน่นเป็นพิเศษ

ถ้ามาเมืองตรังก็พิสูจน์กันได้ ร้านเปิดเวลา 16.00-24.00 น. ทุกวัน ยกเว้นเจ้าของร้านติดธุระสำคัญมากๆ หรือฝนตกหนักเกินไป สอบถามเส้นทางหรือรายละเอียดได้ที่ 08-4850-1152

“แวะมาชิมโรตีกรอบที่ตรังนะคะ ชิมกับชาซีลอนร้อนๆ หรือกาแฟโบราณก็ได้” เจ้าของร้านเชิญชวน.

คุณชาย 2

รู้แล้วต้องจัดหนัก!ของกินเล่นงานปาร์ตี้ ไม่ทำให้อ้วนชัวร์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/587372

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มี.ค. 2559 06:05

 

มางานปาร์ตี้สุดมันทั้งที แต่ทว่าไม่ได้กินในสิ่งที่ใจอยาก ต้องคอยบังคับตัวเองเพราะกลัวน้ำหนักจะขึ้น-ไม่สวยเพรียวเหมือนเคย ถ้าเป็นแบบนี้ทุกงานคงน่าเสียดายแย่ วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ เลยมีไอเดียทางออกมานำเสนอให้สาวๆ กับของกินเล่นที่ไม่ทำให้อ้วนแต่อย่างใด เราลองแล้วรับประกันว่า ‘เวิร์กจริงไม่อิงแค่ราคาคุย’ ถึงจะกินเยอะจัดหนักขนาดไหนก็ยังคงรักษารอบเอว และหน้าท้องแบนราบได้แน่นอน กองไลฟ์สไตล์ไทยรัฐออนไลน์ชิมมากับตัวเอง!

1. ผลอะโวคาโด สารพัดประโยชน์
หนึ่งในผลไม้หาได้ยากที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน, วิตามิน, สารต้านอนุมูลอิสระ (ไฟโตนิวเทรียนท์), และไฟเบอร์ เมื่อไปถึงงานปาร์ตี้แล้วสาวๆ ไม่รู้จะกินอะไร เราแนะนำให้ตรงดิ่งไปที่อะโวคาโดก่อนได้เลย นอกจากมันจะมีคุณสมบัติช่วยให้การย่อย และการขับถ่ายคล่องเป็นระบบมากขึ้น (ตัดปัญหาท้องผูก และหน้าท้องบวมป่องเพราะขับถ่ายไม่คล่อง) แถมช่วยดูดซึมสารพิษตกค้างในลำไส้ให้ระบายออกมาในรูปของเสียแล้ว มันยังเป็นผลไม้กรดไขมันเชิงเดี่ยวที่ช่วยให้สาวๆ รู้สึกอิ่มไปหลายชั่วโมง คุมหน้าท้องแบนราบได้อยู่หมัด!

ผลอะโวคาโด

2. อัลมอนด์ อร่อยเพลิน
ของกินเล่นที่ไม่ว่าปาร์ตี้ไหนๆ ก็ต้องมี สาวๆ รู้ไหมว่า แค่กินอัลมอนด์ 1 กำมือก็ช่วยทำให้อิ่มได้นานจนไม่อยากกินของจุกจิกอย่างอื่นเลย แถมยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และไขมันหน้าท้องได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้สาวๆ กินอัลมอนด์ทุกๆ วัน มันจะช่วยระงับความหิวได้ และยังให้สารอาหารชั้นดีในยามที่คุณไดเอต (กินอัลมอนด์ 70 เมล็ดต่อวัน พร้อมควบคุมอาหารไปด้วย สามารถลดเอวได้ถึง 7 นิ้วเชียวนะ!) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการกินเยอะไปก็ทำให้อ้วนได้เหมือนกันนะ เพราะเพียงอัลมอนด์ 24 เมล็ด ก็มีแคลอรีมากถึง 163 แคลอรี และไขมันถึง 14 กรัมเลยทีเดียว ฉะนั้นกินในปริมาณที่พอเหมาะจะดีกว่านะ

อัลมอนด์

3. มันฝรั่ง เนื้อๆ เน้นๆ เต็มๆ หัวใจ
ไปปาร์ตี้ไหนๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าหน้าท้องจะป่อง หรือหุ่นจะไม่สลิม ถ้ามีมันฝรั่งสุดยอดตัวช่วยอยู่! มันจัดเป็นหนึ่งของกินเล่นสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักโดยเฉพาะ ไม่เพียงแต่จะให้แคลอรีต่ำ (มันฝรั่งต้ม : 70-80 แคลอรี) ทว่ามันยังอุดมไปด้วยวิตามินซี โพแทสเซียม วิตามินบี 1 และวิตามินบี 6 ที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย จากผลการทดสอบของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ยังยืนยันด้วยว่า มันฝรั่งเป็นอาหารที่ควบคุมน้ำหนักได้ดีที่สุด ถ้าสาวๆ ไม่เชื่อ ปาร์ตี้ครั้งหน้าก็จัดเลยสิ!

มันฝรั่ง

4. ทับทิม เม็ดเล็กๆ แต่ประโยชน์เพียบ 
อีกหนึ่งสุดยอดผลไม้/ของกินเล่น ที่ช่วยลดน้ำหนัก และล้างสารพิษในร่างกายได้อย่างเยี่ยมยอด สารต้านอนุมูลอิสระ ‘โพลีฟีนอล’ ในทับทิมจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น ลดไขมันในเลือด รวมไปถึงล้างสารพิษในเลือด และกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้สะดวกขึ้น ทั้งนี้จากผลการวิจัยยังพบว่า น้ำทับทิมสามารถลดพุงน้อยๆ รอบเอวได้ หน้าท้องของคุณจะยุบสลิมขึ้นจนเห็นได้ชัด ตลอดจนรสหวานในทับทิมยังช่วยลดความอยากน้ำตาลได้ด้วย

5. เกรปฟรุต ฝาแฝดส้มแต่พลังเหลือเฟือ
ผลไม้หุ่นสวย (หน้าตาคล้ายส้ม) ที่คนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นสักเท่าไร หากแต่คุณสมบัติของมันเลิศเว่อร์ เพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญน้ำตาลให้ทำงานดีขึ้น แต่มันยังช่วยให้สาวๆ อิ่มท้องได้เร็ว และนานขึ้น-อยากกินขนมน้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักของสาวๆ ลดลงตามไปด้วย ซึ่งจากการทดลองในสหรัฐอเมริกา 12 สัปดาห์ พบว่า คนที่กิน “เกรปฟรุต” ครึ่งผลก่อนมื้ออาหารใดๆ หรือยามท้องว่างนั้น จะมีน้ำหนักที่ลดลงอย่างเหลือเชื่อ (ประมาณ 1.6 กิโลกรัม) บางคนลดได้มากถึง 4.5 กิโลกรัม ต่างกับคนที่ไม่ได้กิน “เกรปฟรุต” จะมีน้ำหนักลดลงไม่ถึงครึ่งกิโลกรัมด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีในเกรปฟรุตยังมีสารสำคัญ อย่างไลโคปีน และไลมินอยด์ ที่ช่วยป้องกัน และต่อต้านมะเร็งด้วย!

เกรปฟรุต

เติมความอร่อยในแบบที่ใช่ในสไตล์ที่ชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588674

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มี.ค. 2559 05:15

 

สร้างความสุข ในครอบครัวช่วงวันหยุดด้วยการหา ของอร่อยกินกันดีกว่าค่ะ เริ่มจากอาหารอีสานรสแซ่บต้นตำรับระดับพรีเมียม ต้องยกให้ “ตำทองหล่อ” ร้านอาหารอีสานสไตล์โมเดิร์น ที่ได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยมจากแหล่งผลิตชั้นนำ อร่อยนัวไปกับเมนูซิกเนเจอร์ “ตำถาด” ที่มีให้เลือกทั้งตำทองหล่อ ตำเมรี และตำแม่พิมพ์, ไก่ย่างต้นตำรับ, น้ำตกคอหมู, ปากเป็ดทอด, ต้มแซ่บกระดูกอ่อน และล้างปากด้วย ไอศกรีมกะทิทรงเครื่อง อร่อยลงตัวแบบนี้ที่ ชั้น 2 อาคารเดอะ เทสต์ สุขุมวิท ทองหล่อ 11 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร.09-1874-4999

ส่วนที่ห้องอาหารเรือนต้น รร.มณเฑียร จัดเมนูรับลมร้อน ทั้งฉู่ฉี่กุ้งแม่น้ำ และข้าวเหนียวมะม่วง ให้ได้ชิม ส่วนที่มณเฑียร เบเกอรี่ จัดทาร์ตมะม่วงหอมอร่อยให้ชิม โทร.0-2233-7060 ต่อ 5103…ห้องอาหารเรดสกาย รร.เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ จัดเซิร์ฟ แอนด์ เทิร์ฟ พรีเมียม บับบี้บรันช์ บุฟเฟ่ต์เนื้อนำเข้าคุณภาพเยี่ยมและซีฟู้ดสดใหม่จากทั่วโลก โทร.0-2100-6255…ห้องอาหารจีนหล่งฟ่ง รร.สวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด จัดชุดอาหารกลางวัน “บิสซิเนส ลันช์” สำหรับผู้ที่กำลังมองหาอาหารกลางวันสไตล์จีน บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.30-14.30 น. โทร. 0-2694-2222 ต่อ 1540…ตลอดเดือนนี้ ห้องอาหารจีน ฟุ หมาน เหลา รร.ทวิน ทาวเวอร์ ลดราคาเป็ดปักกิ่งหนังกรอบไร้มัน 50% เหลือเพียง 442 บาทถ้วน โทร. 0-2216-9555 ต่อ 11452… ห้องอาหารเอโดะ รร.มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ชวนชิมเมนูเด็ดแก้มปลา ฮามาจิ จะเสิร์ฟถึง 31 มี.ค. โทร.0-2575-5599 ต่อ 1460

สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ต้อนรับหน้าร้อนด้วย “เบิร์นท์ คาราเมล มัคคิอาโต” เครื่องดื่มมัคคิอาโตสูตรใหม่ชิมความหอมหวานของคาราเมลแบบไหม้นิดๆ เพิ่มความเข้มของช็อตเอสเพรสโซ่ ปิดท้ายด้วยซอสคาราเมลราดแบบ cross-hatch และ “ช็อกโกแลต เฮเซลนัท มัคคิอาโต” ด้วยรสที่หอมหวานของช็อกโกแลต ถั่วเฮเซลนัท และช็อตเอสเพรสโซ่เข้มข้นสั่งได้ถึง 25 เม.ย….ส่วน คอฟฟี่เวิลด์ จัดเมนู Mango Milk Shake เครื่องดื่มที่ผสมผสานความอร่อยของไอศกรีมรสมะม่วง ปั่นกับนมสด และ Mango Yellow Shibuya toast โทสต์หอมๆ เนื้อนุ่มทานคู่กับไอศกรีมรสมะม่วงเข้มข้น เสิร์ฟถึง 30 เม.ย….ชื่นชอบเมนูไหน แวะไปชิมกันได้เลยค่ะ

เสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588670

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มี.ค. 2559 05:01

 

เข้าสู่ในยุคที่ภาครัฐหันมาให้ความสนใจกับธุรกิจภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น มีนโยบายสำคัญในการผลักดันและส่งเสริมให้ 10 อุตสาหกรรมมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

หนึ่งใน 10 คือ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ซึ่งวันนี้นอกจากภาครัฐจะให้การสนับสนุนแล้ว ผู้ประกอบการเองก็ต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ตนเองดำเนินการ

อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตอาหาร ซึ่งอาหารที่จะเข้าสู่ร่างกายได้ต้องมีความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง คือตั้งแต่แปลงเพาะปลูกต้องไม่ใช้สารเคมีเกินความจำเป็น การเข้าสู่โรงงานต้องมีระบบควบคุมและป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อชนิดต่างๆที่จะส่งผลให้ผลผลิตมีความเสียหาย

เมื่อเข้าสู่โรงงานแปรรูปต้องมีระบบคุณภาพภายในโรงงานเป็นที่ยอมรับ ทุกขั้นตอนการผลิตจะต้องมีความปลอดภัยซึ่งดูแล้วอาจจะยากสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่

แต่วันนี้สถาบันอาหารร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม มีโครงการพิเศษเรียกว่า โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (New Entrepreneurs Creation : NEC)

สำหรับปีงบประมาณ 2559 ซึ่งภายในโครงการดังกล่าวจะมอบความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตที่ดีให้กับทุกท่าน ทั้งในเรื่องกระบวนการผลิตอาหาร การขออนุญาต อย. การผลิตอาหารอย่างไรให้เก็บรักษาได้นาน การตลาดออนไลน์ (Social Media Marketing) ช่องทางการขายบนมือถือ Facebook Line และยังมีการสร้างและออกแบบ website

วันนี้ภาครัฐลงมาให้การสนับสนุนและเดินหน้าโครงการดีๆอย่างเต็มตัว

สุดท้ายอยู่ที่ผู้ประกอบการทุกท่านว่าจะตอบรับและเข้าถึงโครงการดังกล่าวหรือไม่ หากท่านเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ต้องการเดินหน้าเพื่อเข้าสู่โลกอุตสาหกรรม ก็จะต้องไม่พลาดโครงการดีๆ ดังกล่าว

แอบกระซิบนิดหนึ่ง โครงการนี้รับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจจำนวนจำกัด

หากสนใจต้องรีบติดต่อกลับที่ แผนกบริการฝึกอบรม ฝ่ายฝึกอบรม สถาบันอาหาร โทรศัพท์ 0-2886-8088 ต่อ 2208-2212 โทรสาร 0-2886-8104.

สตูว์ ไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588178

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มี.ค. 2559 05:15

 

อีกหนึ่งเมนูอาหารฝรั่งที่คนไทยชอบรับประทาน เพราะมีครบทุกรสทั้งเปรี้ยวหวานมันเค็ม และสามารถทานกับข้าวสวย ได้อย่างเข้ากันอีกด้วย โดยมีวิธีทำอันหลากหลายสไตล์ใครก็สไตล์คนนั้น แต่มาจบที่รูปและรสเดียวกัน สำหรับเมนูสตูว์ไก่ในวันนี้ เป็นสูตรที่ คุณน้ำหวาน-พัสวี พยัคฆบุตร เจ้าของสถาบันความงามแบบเซลส์บำบัด “ฟิลอร์ก้า คลินิก” จากฝรั่งเศส สาขาเดียวในเอเชีย ได้มาจากคุณป้าที่อังกฤษ ซึ่งชอบเรียนรู้การทำอาหารเช่นเดียวกับเธอ

คุณน้ำหวานเล่าว่า คุณแม่ของเธอต้องทำอาหารให้ครอบครัวทานด้วยตนเองทุกวัน โดยมีเธอคอยเป็นลูกมือบ้าง ตามไปช่วยจ่ายตลาดบ้าง เลยได้เรียนรู้แบบครูพักลักจำทั้งสูตรอาหารและเคล็ดลับในการปรุง และเมื่อโตขึ้นเธอเลยได้ช่วยแบ่งเบาความเหน็ดเหนื่อยในการทำอาหารจากคุณแม่ไปได้มากทีเดียว ประกอบกับที่บ้านจะทานอาหารรสเผ็ดไม่ได้ อาหารที่ทำส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์กึ่งยุโรป พวกสตูว์ แต่เนื่องจากคุณพ่อเป็นคนเหนือ น้ำหวานจึงได้สูตรอาหารเหนือพ่วงมาด้วย และไม่เพียงแต่เป็นมือแทนคุณแม่ในการทำอาหารให้ที่บ้านได้ทานเท่านั้น หุ้นส่วนทางธุรกิจทุกคนยังมาฝากท้องไว้ที่บ้านเธออีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เวลาที่ไปดูงานหรือเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ คุณน้ำหวานยังต้องมีหน้าที่ลงครัวอีกด้วย ซึ่งเธอก็เต็มใจทำ เพราะรักและชอบการทำอาหาร เป็นความสุขอย่างหนึ่งค่ะ นอกจากนี้ ยังทำให้เธอได้เรียนรู้และทำความรู้จักกับเครื่องปรุงอาหารของแต่ละประเทศไปด้วย ถือเป็นประสบการณ์ความรู้ที่ไม่สามารถหาได้จากโรงเรียนไหนๆ

เมนูที่ขึ้นชื่อของคุณน้ำหวาน นอกจากสตูว์ไก่แล้ว ยังมีข้าวต้มกระดูกหมู ซี่โครงแกะทอดเนยราดไวน์แดง โดยอาหารส่วนใหญ่ที่ทำ คุณน้ำหวานจะคิดทำขึ้นในสไตล์ของเธอเอง โดยขึ้นอยู่กับเครื่องปรุงที่หาได้เป็นหลัก และใช้เวลาอันจำกัด

สำหรับเครื่องปรุงสตูว์ไก่ : ไก่ 2 กก./หอมซุป (หอมใหญ่หัวเล็กๆ) 12 หัว/มันฝรั่ง 12 หัว/เนยเทียมเค็ม 2 ก้อน/ซอสแม็กกี้ 4ชต./ซีอิ๊วขาว 4ชต./ซอสมะเขือเทศ 300 กรัม/ซอส Lea & Perrins 1ชต./พริกไทย 1ชต./น้ำตาล 1 ชต./แป้งมัน 1ชช./เกลือ

วิธีทำ 1) ล้างไก่ให้สะอาดก่อนนำไปหมักกับซอสมะเขือเทศ 150 กรัม และเนยเทียม 1 ก้อน พร้อมด้วยเครื่องปรุงอื่น โดยคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ประมาณ 3 ชม. 2) จากนั้นนำไก่ไปทอดกับเนยเทียมที่เหลือ และน้ำมัน 3ชต.ด้วยไฟอ่อนๆ พอหอมและหนังไก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองกำลังดี 3) นำไก่ที่ทอดใส่หม้อ เติมน้ำเปล่า 600 มล. ตั้งไฟจนเดือด จึงใส่มันฝรั่ง หอมซุป พร้อมด้วยซอสมะเขือเทศที่เหลืออีก 150 กรัม และน้ำมันที่เหลือจากการทอดไก่ ให้เทน้ำมันทิ้งเหลือแต่น้ำซอส เทลงในหม้อ ตุ๋นไปพร้อมกับไก่อีกประมาณ 2 ชม. โดยระหว่างตุ๋นค่อยๆเติมน้ำเพื่อไม่ให้น้ำแห้ง และถ้ารสชาติอ่อนไป ค่อยๆเติมเกลือลงไป 4) หลังจากตุ๋นไก่ได้ที่แล้ว ก่อนปิดไฟ ให้เติมแป้งมัน 1ชช. ผสมกับน้ำลงในหม้อตุ๋น ทิ้งไว้อีกประมาณ 10 นาทีค่อยปิดไฟ และถ้าจะให้ได้รสชาติเข้มข้นยิ่งขึ้น ควรทิ้งไว้ 1 คืนค่อยรับประทาน โดยทานได้ทั้งกับข้าวสวย เส้นสปาเกตตี หรือขนมปัง สุดแต่จะชอบสไตล์ไหน.

Rosemary by Madame Tuang อร่อย (ตามใจ) สไตล์มาดามตวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585059

โดย Gourmet & Cuisine 8 มี.ค. 2559 16:01

 

ด้วยเสียงเรียกร้องอยากชิมเมนูอร่อยหน้าตาน่ากินทั้งที่อยู่ในตำราอาหารและที่เธอปรุงโชว์ทุกสัปดาห์ มาดามตวง-อุบลรัตน์ ช่อธีระพฤกษ์ พิธีกรและเจ้าของรายการมาดามตวง Food Work จึงตัดสินใจเปิดร้านอาหาร Rosemary by Madame Tuang ร้านแรกในบรรยากาศบ้านหลังใหญ่สีขาวสบายตาที่มาพร้อมคอนเซปต์ Casual All Day Dining เสิร์ฟอาหารสไตล์ยูโรเปียนคอนเทมโพรารีที่เราขอเรียกว่าเป็นเมนูอร่อย (ตามใจ) สไตล์มาดามตวง เพราะนอกจากจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งรสชาติและหน้าตา ที่นี่ยังมีเมนูพิเศษที่มาดามคิดค้นหมุนเวียนมาให้ชิมกันตลอดแบบมาเมื่อไรเป็นต้องเซอร์ไพรส์กันแน่นอน

เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกันด้วย Black Magic with Honey ขนมปังโรลสีดำเนื้อนุ่มที่ซ่อนความอร่อยไว้ด้านในกับไส้ชีสเยิ้มๆ หอมมันที่ทำจากชีส 3 ชนิด คือ มอซซาเรลลา พาร์เมซาน และเชดดาร์ เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมกับน้ำผึ้งที่กินคู่กันได้อร่อยลงตัวสุดๆ ต่อด้วยเมนูยอดนิยมอย่าง Egg Onsen ไข่ที่ซูสวิดจนนุ่มเยิ้มน่ากิน มาพร้อมครีมเห็ดทรัฟเฟิลรสกลมกล่อม มันบดสูตรพิเศษ และชีสพาร์เมซานอบกรอบ

มาถึงจานหลักเอาใจคนรักเนื้อกับ Beef Tenderloin สเต๊กเนื้อแองกัสนำเข้าจากออสเตรเลีย ที่มาดามย้ำว่าเลือกใช้เฉพาะเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยธัญพืช 150 วัน ไม่ผ่านการแช่แข็ง เสิร์ฟพร้อมมันบดและซอสที่เลือกได้ทั้งซอสไวน์แดงและซอสพริกไทยดำ ส่วนใครชอบปลาต้องลองจานเด็ดสไตล์ Classic French อย่าง Grilled Sea Bream with Caper Lemon Butter Sauce ปลาซีบรีมนำเข้าจากฝรั่งเศส เนื้อมันนุ่มแต่ไม่เละ ย่างจนหนังกรอบ ราดซอสเนยใส่เคเปอร์และเลมอนเพิ่มรสชาติ

ถ้าอยากกินซีฟู้ดแบบจัดเต็มแนะนำ Seafood King ที่มีทั้งบอสตันล็อบสเตอร์ไซส์ใหญ่พิเศษย่างสุกกำลังดี ปลาหมึกทอดกรอบ หอยแมลงภู่สเปนอบไวน์ขาว มาพร้อมซอสทาร์ทาร์และน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด รวมทั้งมูสแซลมอนเนื้อเนียนกินกับขนมปังเซียบัตตา

นอกจากนี้ ยังมีเซต High Tea ที่อัดแน่นไปด้วยของหวานและเบเกอรี่ เสิร์ฟพร้อมชาจาก TWG ให้สาวๆ ได้จิบชายามบ่ายกันแบบสวยๆ อีกด้วย

พิกัดความอร่อย: ชั้น G The Taste Thonglor ซอยทองหล่อ 11 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
เปิดบริการ 11.00-22.30 น.
โทร. 0-2712-5998, 06-2414-4659
ราคา 300-4,000 บาท
รับบัตรเครดิต VISA และ Master Card

ที่มา – Gourmet & Cuisine
www.gourmetandcuisine.com

เกาะหลักปลาอินทรีย์ ข้าวต้มดี-ปูดองแซ่บ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586478

โดย คุณชาย 1 6 มี.ค. 2559 05:01

 

ข้าวต้มปลาอินทรีเมนูดังของร้านนี้.

3 สิ่งในชีวิตคนเราที่มักมาไม่พร้อมกัน คือ เงิน เวลา และสุขภาพ

วัยเด็ก…เรามักยังมีสุขภาพดี มีเวลาเหลือเฟือ แต่ยังไม่มีปัญญาหาเงินใช้ จึงต้องแบมือขอจากพ่อแม่เป็นหลัก ย่างเข้าวัยทำงาน… สุขภาพเรี่ยวแรงยังพอไหว เงินทองก็สามารถหาใช้ได้เอง แต่หลายคนกลับต้องโหมงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อแลกกับอนาคต จนแทบไม่เหลือเวลาไปทำอย่างอื่น

ครั้นเข้าสู่วัยชรา…บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินทองที่สะสมไว้สมัยทำงาน ยังพอมีเหลือเป็นบุญเก่าให้เก็บเกี่ยว แถมเวลาว่างก็เหลือเฟือ จะเหลือก็แค่ปัญหาเดียว…อีตรงสุขภาพที่ถดถอยนี่แหละ!!!

นายธนิพัฒน์ อินโท และนางบุญสิตา แซ่ชื้อ เจ้าของร้าน.

แต่ถ้าพูดถึงอาหารการกินอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องรอให้พร้อมทั้งเงิน เวลา และสุขภาพ จะเพศใด วัยไหน ยากดีมีจนเพียงใด…ก็เข้าถึงกันได้ไม่ยาก จะมีอะไรซะอีกถ้าไม่ใช่ “ข้าวต้ม”

ยิ่งเป็นข้าวต้มปลาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย โรยหน้าด้วยใบตั้งโอ๋ เครื่องเคียง และน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวรสเด็ด นำมาเสิร์ฟไว้ตรงหน้าสักชามยามหิว ใครอยากชิมยกมือขึ้น รีบตาม “ชาย 1”มา วันนี้จะพาไปแวะร้านข้าวต้มปลาอร่อยอีกเจ้า อยู่แถวสามโคก ปทุมธานี ชื่อ “ร้านข้าวต้มปลาอินทรีย์ เกาะหลัก”

ปูดองเทวดาเมนูเด็ดของร้านนี้.

ร้านนี้มิได้มีดีแค่ ข้าวต้มปลา ยังมีอีกหลายเมนูที่ลูกค้าชื่นชอบในความแซ่บของรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น ปูดองเทวดา ต้มยำหัวปลาหม้อไฟ เต๋าเต้ยเจี๋ยน ผัดฉ่าปลาอินทรี ปลาอินทรีลวกจิ้ม เป็นต้น

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังรสชาติโดนลิ้น!! ทั้ง 6 เมนู คือ บุญสิตา แซ่ชื้อ หรือ “เจ๊นง” กับ ธนิพัฒน์ อินโท หรือ “ต่อ” สองแม่ลูกผู้ร่วมกันบุกเบิกร้านนี้ โดยมีภรรยาและพี่น้องของ “ต่อ” เข้าร่วมอุดมการณ์

ข่าคั่วทีเด็ดใส่ข้าวต้ม.

เมนูแรกที่ “ชาย 1” สั่งมาวอร์มอัพลิ้น คือ “ข้าวต้มปลาอินทรี” จุดเด่นของเมนูนี้ อยู่ที่ความสด อร่อยแบบเนื้อแน่นเต็มคำ และไร้กลิ่นคาวจากเนื้อปลา แถมยังเข้ากันเป๊ะกับน้ำซุป เครื่องปรุง และ ข่าคั่ว ซึ่งเป็นอะไรที่นับวันแทบต้องพลิกแผ่นดินหา…เพราะร้านข้าวต้มสมัยนี้ อย่างดีก็มีแค่ขิงซอยโรยหน้าให้ อย่าไปหาเลย…ข่าคั่ว

เสี่ยต่อเสริมว่า จุดเด่นที่เหมือนแม่เหล็กชั้นดี ช่วยดูดลูกค้าเข้าร้านจ๊วบจ๊วบ…ยังอยู่ที่เขาเจาะจงเลือกใช้ ปลาอินทรีสด ที่ไม่ผ่านการแช่แข็ง แต่เป็นปลาเบ็ดที่ตกได้ในทะเลน้ำลึกแถวสัตหีบ ชลบุรี กับแถบปราณบุรี จ.ประจวบฯ เท่านั้น…ส่วนเหตุผลที่เขาไม่เลือกใช้ปลาเก๋าและปลากะพงเป็นเพราะ

ปลาอินทรีลวกจิ้มรสเด็ด.

“อินทรีเป็นปลาทะเลน้ำลึก ที่ไม่สามารถเลี้ยงในกระชังได้ ทำให้มันได้ว่ายน้ำในทะเลกว้าง แต่กะพงกับเก๋า เดี๋ยวนี้เลี้ยงในกระชังน้ำตื้นแทบทั้งนั้น เนื้ออินทรีที่เป็นปลาเบ็ด หนักตัวละ 7-15 กิโลฯ ตอนเอาไปแล่ จะออกมาใสเหมือนกระจก ตอนเอาไปลวกเนื้อจะแน่น ไม่ยุ่ยเหมือนพวกปลากระชัง”

ศิลปะการปรุงน้ำซุปของร้านนี้ก็ใช่ย่อย!!! จุดเด่นที่พิสดารกว่าร้านอื่น อยู่ที่เจ๊นงใช้โครงไก่ 3 โครง ต้มกับน้ำเปล่าเต็มหม้อเบอร์ 40 โดยใช้เตาถ่าน ตั้งไฟเคี่ยวเพื่อทำน้ำสต๊อก แกให้เหตุผลว่า เตาถ่านไฟจะร้อนรุมดีกว่าเตาแก๊ส แถมน้ำซุปยังออกมาใส และเข้าเนื้อกลมกล่อมกว่า โดยตั้งไฟเคี่ยวไว้นาน 2 ชั่วโมง

เจ๊นงกระซิบว่า ส่วนผสมหลักในน้ำซุปสต๊อก แกใช้รากผักชี 1 กำมือ น้ำมันหอยอย่างดี 3 ทัพพี ซีอิ๊วขาว 3 ทัพพี เครื่อง ปรุงรสแบบก้อน 16 ก้อนกับแบบผงอีก 2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยน้ำตาลทรายกรวดที่ให้ความหอม แต่ไม่หวานโดด หรือหวานแหลมเหมือนน้ำตาลทรายทั่วไปอีกพอประมาณ

ผัดฉ่าปลาอินทรีอีกเมนูอร่อย.

ตัวข้าวต้ม…ใช้ข้าวหอมมะลินำไปหุง แล้วลวกให้นิ่มอีกรอบ ตอนจะเสิร์ฟให้ลูกค้า ก็แค่ตักน้ำซุปราดบนข้าว ใส่เนื้อปลาอินทรีที่ลวกแล้ว โรยด้วยกระเทียมเจียว กับใบขึ้นฉ่าย เหยาะพริกไทย ตามด้วยหมัดเด็ดที่ขาดไม่ได้…คือ ข่าคั่ว ซึ่งทำมาจากข่าแก่หั่นแว่น ตากแดดแล้วตำให้ละเอียด จนป่นเป็นผง…กินแนมกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว…อ่ะฮ้า!! อารมณ์นี้ ต่อให้พระเจ้าจอร์จทอดกล้วย…เอาช้างป่ามาฉุด ก็ยากจะหยุดยั้งใจไหว!!!

ปูดองเทวดา…เป็นอีกเมนูจ๊าบ ที่ “ชาย 1” อยากบอกว่า ผู้ที่รักความสะใจในรสชาติ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะกินแนมกับข้าวต้ม กินเพียว หรือเคี้ยวแกล้มกับเบียร์เย็นจัดสักขวด…โอ้ย อย่าให้บรรยายต่อเลย มันเปรี้ยวปาก อยากอีกแย้ว…ใครไม่เชื่อ เชิญไปพิสูจน์เอาเอง!!!

ก็ “เจ๊นง” แกเล่นเลือกคัดปูม้าสด ตัวเมีย มีไข่ติดกระดอง ล้างด้วยน้ำเปล่าก่อน 1 รอบ จึงค่อยแกะกระดองใส่ปูลงในกะละมัง แล้วแช่ด้วยน้ำโซดา 3 ขวด ต่อปู 1 กิโลฯ เพื่อทำความสะอาดและล้างคาวออกอีกหนึ่งรอบก่อนจะนำปูไปหมักในน้ำปลาชั้นดีที่มีกลิ่นหอม แต่ไม่เค็มจัด ในสัดส่วนน้ำปลา 2 ลิตรต่อปู 1 กิโลฯ

เต๋าเต้ยหรือปลาจะละเม็ดใหญ่เจี๋ยนหาทานยาก.

ก่อนจะหมักตามสูตรนี้ เจ๊แกจะนำน้ำปลาผสมกับน้ำเปล่าครึ่งลิตร ตั้งไฟต้มจนเดือด จากนั้นเหยาะน้ำตาลทรายลงไป 2 ช้อนโต๊ะ…ปล่อยส่วนผสมดังกล่าวทิ้งไว้ให้เย็นสักพัก จึงค่อยนำไปเทราดให้ท่วมตัวปู และหมักทิ้งไว้อีก 2 ชั่วโมง ก่อนจะนำเข้าไปฟรีซให้เย็นจัดในช่องแช่แข็งของตู้เย็น

จุดเด่นของเมนูนี้ เมื่อกัดลงไปบนเนื้อปูจะรับรู้ได้ถึงรสสัมผัสที่เนียนนุ่มภายนอก แต่หนักแน่นและเย็นเฉียบมาจากภายในเนื้อของปูม้าสด ที่แปรสภาพแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับเกล็ดน้ำแข็ง ซึมซับไว้ด้วยรสชาติหวาน มัน และเค็มปะแล่มอยู่ในที ช่างเข้ากันได้ดีนักกับความแซ่บโรจน์ของน้ำจิ้มซีฟู้ด สูตรเฉพาะของเจ๊แก

ตัวน้ำจิ้มปูดองฯ เจ๊นงใช้รากผักชีหั่นเป็นแว่น 4-5 ราก กระเทียมสดปอกเปลือกอีก 1 กำมือ พริกขี้หนูสวนแท้อีก 1 กำมือ ปั่นรวมกัน ก่อนเติมเกลือป่นลงไปครึ่งช้อนชา บีบน้ำมะนาวสดแท้ใส่ไป 8 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยน้ำปลาแท้อีก 3 ช้อนโต๊ะ และปิดท้ายด้วยน้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

แกย้ำนักย้ำหนา จะให้น้ำจิ้มซีฟู้ดของปูดองเทวดา ออกมาสีเขียว สวยสดใส เห็นแล้วน่าตรึงตาตรึงใจ กรุณาทำเรียงลำดับตามสเต็ปที่นางแนะไว้…อย่าดันทะลึ่งไปใส่น้ำปลาแซงหน้าน้ำมะนาวเข้าล่ะ…ไม่งั้นน้ำจิ้มที่ออกมา…มีหวังสีงามไส้ ไข่เยี่ยวม้า!! กลายเป็นเมนูปูดองราดยางมะตอย ไม่รู้ด้วย!! เครนะ 5555

อย่างที่บอกแต่ต้น ร้านนี้ยังมีอีกหลายเมนูเด็ดให้เลือกแซ่บ แต่เนื้อที่เกลี้ยงซะแล้ว

ทางไปร้าน จากตัวจังหวัดปทุมธานี ขับรถไปตามถนนปทุมธานี-สามโคก ราว 3 กม. จุดสังเกตฝั่งซ้ายมือจะมีปั๊มน้ำมันซัสโก้ ร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามกับปั๊มฯ เปิดขายทุกวัน ตั้งแต่ 16.00-24.00 น. แต่หยุดไม่แน่นอน โทร. ถามได้ที่ 09-1802-8910 (ต่อ) และ 08-6398-8696 (โบว์).

คุณชาย 1

เผยสูตร Caramel Apple & Banana Tart ขนมเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582940

โดย Health & Cuisine 4 มี.ค. 2559 16:01

 

กระแสน้ำมันมะพร้าวเพื่อสุขภาพยังแรงไม่มีตก วันนี้คุณเมกุมิ (สูตรของ เมกุมิ คิฮาตะ) จึงนำน้ำมันมะพร้าวมาทำคาราเมล แล้วนำมาทำขนมได้โดยไม่ต้องใช้เนย ทำง่าย อร่อยและดีต่อสุขภาพขนาดนี้ เหมาะมากสำหรับคนไม่ค่อยมีเวลาทำเค้กที่ซับซ้อน แต่สามารถทำขนมสุขภาพไว้กินเองได้อย่างสบายใจ

ส่วนผสม (สำหรับ 4-5 ชิ้น)
เวลาเตรียม 10 นาที ปรุง 30 นาที
แอปเปิ้ลปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้น 3 ลูก /กล้วยหอม 2 ลูก / น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ /น้ำตาลมะพร้าว 40 กรัม / น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมฐานขนม
ถั่วเปลือกแข็งตามชอบ 20 กรัม/ ข้าวโอ๊ต 25 กรัม / ลูกเกด 20 กรัม / น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมสำหรับราดหน้าขนม
ผงวุ้น ¼ ช้อนโต๊ะ / น้ำ 90 ซีซี / น้ำมะนาว 10 ซีซี

วิธีทำ

1. ทำฐานขนม โดยอบถั่วและข้าวโอ๊ต ที่อุณหภูมิ 140 องศา 10 นาที แล้วใส่ส่วนผสมฐานขนมทั้งหมดลง บดในเครื่องฟู้ดโปรเซสเซอร์ จนละเอียดดี นำออกมากรุลงพิมพ์ เตรียมไว้

2. ปอกแอปเปิ้ล กล้วยหั่นเป็นชิ้นเตรียมไว้

3. ใส่น้ำมันมะพร้าว น้ำตาลมะพร้าว ลงในกระทะ ตั้งไฟกลางจนเป็นสีคาราเมล (มีฟองเยอะๆ) ใส่แอปเปิ้ล กล้วยและน้ำมะนาว ตั้งไฟต่อจนผลไม้สุกนุ่ม (ประมาณ 30 นาที) ยกขึ้น พักไว้ให้เย็น

4. เรียงผลไม้ที่เย็นแล้วลงบนฐานขนมที่กรุไว้

5. ใช้กระทะใบเดิม (ที่มีคาราเมลอยู่) ทำน้ำสำหรับราดหน้าขนม โดยละลายผงวุ้นกับน้ำแล้วใส่น้ำมะนาวลงในหม้อ ยกตั้งไฟ พอร้อน ราดลงบนขนม พักไว้ 5-10 นาที เพื่อให้ขนมเซตตัว หรือจะแช่เย็นไว้ 1 คืนแล้วนำมาตัดเสิร์ฟก็ได้

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

เชื้อก่อโรคกับกะปิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585420

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2559 05:01

 

กะปิ เครื่องปรุงที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทยมีกะปิหลายชนิดให้เลือกทาน แต่ละชนิดก็แตกต่างกันทั้งวัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต กะปิส่วนใหญ่ทำจากกุ้งเคย ที่คิดขึ้นโดยชาวประมงที่ต้องการจะดองกุ้งที่เหลือจากการขาย เพื่อเอาไว้ทานได้เป็นเวลานานๆ กะปิจึงกลายเป็นตำรับอาหารและเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอาหารของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทว่า หากอาหารที่ใช้กะปิที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่สะอาดเพียงพอ หรือผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่รักษาสุขลักษณะในระหว่างการผลิต มาเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้กะปิปนเปื้อนเชื้อก่อโรคได้ เช่น เชื้อ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ เชื้อชนิดนี้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ที่ทำให้มีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องร่วง

วันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างกะปิ จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 4 ยี่ห้อ และ 1 ร้านค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื้อ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ ปนเปื้อน

ผลปรากฏว่า พบกะปิปนเปื้อนเชื้อคลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์จำนวน 4 ตัวอย่าง แต่ปริมาณที่ตรวจพบยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดให้พบ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ ปนเปื้อนในกะปิได้ไม่เกิน 1,000 ซีเอฟยู/กรัม

เห็นอย่างนี้แล้ว หากใช้กะปิปรุงอาหารจะต้องนำมาให้ความร้อนเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นการหุงต้ม ผัดให้ร้อนจัด แต่หากเป็นอาหารที่ในการปรุงไม่ต้องนำมาผ่านความร้อน เช่น น้ำพริกกะปิ ขอแนะว่า ให้เลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ผลิตอย่างถูกสุขลักษณะตามหลัก GMP

เพียงเท่านี้ ก็ทานอาหารจากกะปิกันได้อย่างสบายใจ.

ข้าวผัดพริกขี้หนู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584932

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2559 05:15

 

ใครที่ไม่ทานเผ็ด อย่าริอ่านแตะต้องเมนูนี้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะควันออกหู หรือไฟออกจมูกอย่าง คุณตู้-พจน์ เสตสุวรรณ รองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาดบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่รู้จักกันในชื่อ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส นั่นเอง

คุณตู้เล่าว่า ผมไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ข้าวก็แทบไม่ได้ทานเลย ของเผ็ดยิ่งไม่แตะเลย ทั้งๆที่บ้านผมก็ทานอาหารเผ็ด เพียงแต่ตัวผมจะไม่ทาน เพราะทานแล้วจะเสาะท้อง ผมจะทานอาหารไทยเบสิก ที่ไม่เผ็ด ทานก๋วยเตี๋ยวก็จะไม่ปรุง จนเพื่อนๆจะเรียกผม “ไอ้จืด” จนแต่งงาน ต้องย้ายเข้าไปอยู่บ้านภริยา อาหารมื้อแรกที่บ้านเขา ก็เจอความประทับใจกับเมนูข้าวผัดพริกขี้หนู ที่ผมขอนำเสนอในวันนี้ เห็นเป็นข้าวสีเขียวๆขาวๆ ก็ไม่คิดว่า ความเผ็ดจะซ่อนอยู่ในนั้นได้ เพราะดูสีสันก็เรียบๆไม่มีอันตรายอะไร มีเบคอนทอดและเครื่องเคียงวางอยู่รอบๆ มาถึงบ้านตอนกำลังหิว ก็ตักกินเลย คำแรกที่เข้าปากเหมือนควันออกมาที่หู ไฟออกมาที่จมูก

เมนูข้าวผัดพริกขี้หนูนี้ เป็นอาหารประจำบ้านภริยาผม เขาจะไม่ใส่อะไรเลย เป็นข้าวผัดพริกขี้หนูจริงๆ โดยเอาพริกขี้หนูมาสับรวมกับกระเทียมให้ละเอียดยิบ แล้วผัดกับน้ำมันนิดนึง แล้วใส่ข้าวสวย กับน้ำปลาดีๆนิดนึงให้มีรสชาติ ไม่ใส่เนื้อสัตว์อะไรเลย เพราะพระ-เอกของเมนูนี้คือพริก ขี้หนู ส่วนพระรองที่ทำให้เมนูนี้มีสีสันคือพวกเครื่องเคียง อย่างเบคอนทอดกรอบ ไข่เค็ม ปลาสลิดทอดกรอบ ปลาเค็ม เนื้อเค็ม เพราะของเค็มเหล่านี้จะทานแนมกับพวกแกงเผ็ด หรือข้าวผัดพริกขี้หนู เข้ากันได้ดี เมนูนี้ใครที่อยากให้เผ็ดทั่วๆไปก็ใช้พริกขี้หนูสวน แต่ถ้าอยากให้เผ็ดสุดโต่ง ก็ใช้พริกกะเหรี่ยงเขียวของอีสาน

พอได้ทานเมนูนี้แล้ว คุณตู้บอกว่า ทำให้ผมคิดได้ว่า เราเป็นลูกเซี่ยว (แม่เป็นลูกครึ่ง) ทานแต่อาหารฝรั่ง พอได้มาอยู่บ้านคนไทย ได้รู้ว่า อาหารเขามีสีสันและรสจี๊ดจ๊าด ถ้าเรารู้จักหัดทาน จะอร่อย และถ้ามองอีกมิติ ถ้าเราหิว เราเดินเข้าไปในครัว ซึ่งมีข้าวอยู่แล้ว พริกกระเทียมซึ่งมีอยู่คู่ครัว ส่วนเครื่องเคียงถ้ามีอะไรอยู่ในตู้ ไม่ว่าจะเป็นกุ้งแห้ง แฮม เบคอน (สำหรับบ้านที่ทานอาหารเช้าจะต้องมีอยู่แล้ว) ก็เอามาทำกินได้เลย ง่ายมากและไม่เสียเวลาด้วย จากเมนูนี้ทำให้ผมลุกขึ้นมาทานอาหารเผ็ดได้เลย ทั้งส้มตำปู ปลาร้า ใส่พริกมาได้เต็มที่เลย และกลายเป็นเมนูโปรดอีกด้วย

เครื่องปรุง : กระเทียมสับละเอียด ตามชอบ / พริกขี้หนูสวน ใช้เฉพาะสีเขียวสับละเอียด ตามชอบ / ข้าวสวย / น้ำปลาอย่างดี / เครื่องเคียง มีเบคอนหั่นชิ้นเล็กๆ ทอดให้กรอบ, ไข่เค็ม, ปลาสลิดทอดกรอบ, เนื้อเค็มฉีกชิ้นเล็กๆทอดกรอบ, แตงกวา ปอกเปลือกหั่นแฉลบ, ขิงดอง

วิธีทำ 1) ผัดกระเทียมพร้อมพริกขี้หนูสวนกับน้ำมันเล็กน้อยจนหอมฉุน 2) ใส่ข้าวสวยทิ้งไว้ค้างคืนยิ่งดีลงผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน 3) ปรุงรสด้วยน้ำปลาอย่างดี จะหอมชวนรับประทาน ผัดให้เข้ากันดี ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยเบคอนทอดกรอบ และมีเครื่องเคียง ปลาสลิดทอดกรอบ ไข่เค็ม แตงกวา ขิงดอง เสิร์ฟคู่ไปด้วย.