Somtum Der ควันหลงส้มตำรางวัลมิชลิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575604

โดย Gourmet & Cuisine 16 ก.พ. 2559 16:01

 

“ส้มตำเด้อแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณความเป็นอีสานแบบสมัยใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม Michelin Guide New York City 2016 พูดถึงร้านส้มตำเด้อ นิวยอร์ก ไว้แบบนั้นครับ” คุณเอ้-ธนฤกษ์ เหล่าเราวิโรจน์ หนึ่งในหุ้นส่วนร้านเล่าให้ฟังถึงความสำเร็จ

คุณเอ้บอกว่า Somtum Der เป็นร้านอาหารอีสานรสชาติแบบคนขอนแก่น เป็นรสชาติที่คนอีสานกินและคุ้นเคย ไม่เผ็ดแต่รสจัดจ้าน เริ่มต้นโดยคุณเอ้ และคุณกร-กรณ์ธนัท ทองนำ ก่อนร่วมหุ้นกับคนไทยในนิวยอร์กขยายเป็นส้มตำเด้อ นิวยอร์ก ในย่านอีสต์วิลล์ ซึ่งยกเอาคอนเซปต์ตกแต่งของส้มตำเด้อไปทั้งหมด อาทิ บาร์ส้มตำทำจากไม้ลัง โถวัตถุดิบส้มตำ กระติบ แชนเดอเลียร์ สุ่มและหวด

ส่วนอาหารเพิ่มอาหารไทยจานเดียวเข้าไปด้วย หลังจากได้รางวัลส้มตำเด้อกลายเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกในนิวยอร์กที่ได้ดาวมิชลิน เร็วๆ นี้ส้มตำเด้อยังมีแผนขยายไปเปิดในเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม คุณเอ้ยังบอกถึงปัจจัยที่เลือกลงทุนในต่างประเทศว่าอาศัยดูจากไลฟ์สไตล์การกินข้าวนอกบ้านและความยากง่ายในการหาวัตถุดิบของแต่ละเมือง

หลังจากได้ดาวมิชลิน 1 ดวงมาครอง ทำให้ส้มตำเด้อ กรุงเทพฯ กลายเป็นที่สนใจของบรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังกรุงเทพฯ ส่วนที่นิวยอร์กไม่ต้องพูดถึง เพราะคิวจองยาวนานนับเดือนแล้ว คุณเอ้แนะนำให้เราชิมสะโพกไก่ทอดเด้อ อาหารจานเด่นติดอันดับท็อปเทนของไก่ทอดในนิวยอร์ก เราไม่สงสัยเลยว่าเพราะเหตุใด ด้วยหนังที่กรอบและเนื้อในที่ยังนุ่มชุ่มฉ่ำ รวมถึงรสชาติที่ผ่านการหมักจนออกรสออกชาติ หมูปิ้งกะทิสดก็เป็นอาหารชูโรงให้กลิ่นรสคล้ายหมูสะเต๊ะ แต่เนื้อสัมผัสแบบหมูปิ้ง กินกับเส้นหมี่และแจ่ว

ส่วนที่ห้ามพลาด ตำซั่วสกลนคร รสจัดจ้าน ใส่มาสารพัดสิ่ง โดยเฉพาะปลาร้าต้มที่หอมชวนกิน จานนี้ทำให้ตำไทยไข่เค็มรสชาติธรรมดาไปเลย อีกจานแนะนำที่ดังไกลระดับมิชลิน ซุปเปอร์ปีกไก่ รสหวานน้ำต้มกระดูกไก่ ตามด้วยรสเปรี้ยวและเผ็ดจากพริกลูกโดด ส่วนเนื้อไก่เปื่อยล่อน
สมแล้วที่ได้ดาวมาครอง

พิกัดความอร่อย: 5/5 ถนนศาลาแดง แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ
เปิดบริการ 11.00-14.30 และ 16.30-23.00 น.
โทร. 0-2632-4499
ราคา 60-150 บาท
รับบัตรเครดิต VISA และ Master Card

ที่มา – Gourmet & Cuisine
www.gourmetandcuisine.com

หลบรถติดแวะนั่งชิล! กินแล้วร้องว้าว ลิ้มลองรสชาติที่คุณคุ้นเคย ‘COBALT’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566118

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2559 14:05

 

หลังเลิกงานอยากหาร้านอาหารนั่งชิลดีๆ สักร้าน ยังไม่รู้ไปไหนดี คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์ พาไปพบกับหนึ่งทางเลือกในการพักผ่อนสำหรับชาว Urbanista ทั้งหลาย คงจะหนีไม่พ้นการมองหาร้านอาหารบรรยากาศดีๆ สักแห่ง เพื่อเข้าไปใช้เวลาหลบเลี่ยงรถรา และความวุ่นวายบนท้องถนน พร้อมดื่มด่ำไปกับอาหารรสชาติเยี่ยม เติมพลังให้ตนเองกลับมาสดชื่นอีกครั้ง…

COBALT Created by Seefah ร้านอาหารรูปแบบใหม่ที่นำเสนอเมนูที่ผสมผสาน เมนูอาหารต้นตำรับที่ยังคงความอร่อยแบบดั้งเดิมของ “สีฟ้า” จากประสบการณ์แบบมืออาชีพที่หมั่นคอยดูแลรสชาติอาหาร และเครื่องดื่มมากว่า 80 ปี มาผสมผสานความทันสมัยในเมนูอาหารร่วมสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมตอบสนอง Lifestyle สมัยใหม่ของเหล่า Urbanista อย่างแท้จริง ตั้งแต่บรรยากาศตกแต่งของร้านที่ออกไปทางสไตล์ Industrial Loft ที่เน้นความเรียบง่ายของวัสดุที่ใช้ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นไม้ และสีสันของตกแต่งต่างๆ ที่มาในแบบ earth tone สบายตา เหมาะกับสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความเรียบง่ายน้อยๆ แบบ minimal แต่เน้นหนักในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสมจริง ทำให้บรรยากาศของที่นี่น่าจะตอบโจทย์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างดี

COBALT Created by Seefah

นอกเหนือจากบรรยากาศที่ถูกตกแต่งออกมาในรูปแบบที่เรียบง่าย ผสมผสานดีไซน์ความสดใหม่ที่แสนทันสมัยเพิ่มเข้าไป จนน่าจะถูกใจใครหลายๆ คนแล้ว เมนูอาหารต่างๆ ที่ถูกคัดสรรมาเติมแต่งให้เห็นความเป็น COBALT ได้อย่างชัดเจนเพิ่มมากขึ้น จึงเริ่มต้นด้วยเมนูอาหารจานหลักระดับคลาสสิก ที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยลิ้มชิมรสกันมาแล้ว อย่าง บะหมี่แห้งปูหมูหวาน หมูสะเต๊ะ ขนมจีบ ข้าวอบหม้อดินเมนูต่างๆ หรือความพิเศษจากเมนูอาหารนานาชาติ ทั้ง โคบอลต์เบเกอร์ ลาบปลาแซลมอนสไตล์โคบอลต์ พิซซ่าไก่บาร์บิคิว ซีซ่าสลัด ฯลฯ ตอบโจทย์ความชอบที่หลากหลายของ Urbanista ได้อย่างลงตัว

บรรยากาศน่านั่ง

แน่นอน ความโดดเด่นของ COBALT Created by Seefah ก็ไม่ได้อยู่ที่เมนูอาหารจานหลักเท่านั้น เพื่อตอบสนอง Lifestyle ในทุกช่วงเวลาของคนรุ่นใหม่ แม้แต่วันสบายๆ ก็สามารถนั่งพักผ่อนในบรรยากาศชิลๆ พร้อมรับประทานอาหารและเครื่องดื่มรสชาติเยี่ยมแบบไม่หนักท้องอีกหลากหลายเมนูให้คุณได้เลือกสรร ทั้งอาหารทานเล่น อย่าง เกี๊ยวกรอบ สันคอหมูย่างจิ้มแจ่ว หรือจะเป็นของหวานรสชาติถูกปากอย่าง ข้าวเหนียวทุเรียน ไอศกรีมกับบราวนี่ ซึ่งหากสั่งพร้อมเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้วมานั่งจิบ ก็จะช่วยเติมความสดชื่นให้คุณได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แถมที่นี่ยังมีเครื่องดื่มหลากหลายชนิดที่พร้อมจะมาเติมความสดชื่น และช่วงเวลาที่แสนพิเศษของคุณได้อย่างสมบรูณ์

เครื่องดื่มหลากหลาย

ทดสอบ 5 เมนูเด็ดจาก COBALT Created by Seefah 

เมนูแรก : บะหมี่แห้งอัศวิน 

บะหมี่แห้งอัศวิน

ทดสอบ : เมนูนี้บอกเลยว่าต้องถูกอกถูกใจใครหลายๆ คน เป็นเมนูคลาสสิกของสีฟ้า กับบะหมี่ไข่โฮมเมด เส้นเล็กๆ แบนๆ เหนียวนุ่ม ทั้งยังมีเครื่องให้อีกมากมาย เข้ากันได้อย่างลงตัวทั้ง เซี่ยงจี๊ กุ้ง หมูแดง หมูหวาน ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง ฮือก้วย เนื้อไก่ และก้ามปู

เมนูที่ 2 : อีหมี่ 

อีหมี่

ทดสอบ : อีกหนึ่งเมนูต้นตำรับ 80 ปีจากสีฟ้า เมนูนี้พิเศษสุดๆ พ่อครัวจะต้องนำเส้นบะหมี่ไข่ที่สีฟ้าที่ทำขึ้นเองมาทอดให้เหลืองและกรอบ จากนั้นจึงนำลงหม้อดิน ใส่แฮม และไก่ฉีก แล้วราดด้วยน้ำซุป แล้วนำไปอบต่ออีก 15 นาที จนน้ำซุปซึมเข้าเส้น อีหมี่หม้อนี้จึงให้ทั้งความหอม ความนุ่ม และความกรอบของเส้นบะหมี่ รับรองว่าคุ้มค่ากับ 15 นาทีที่รอคอยอย่างแน่นอน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบรับประทานอาหารร้อนๆ ต้องไม่พลาดเมนูหม้อดินของ COBALT

เมนูที่ 3 : ลาบปลาแซลมอนรมควันสไตล์โคบอลต์  

ลาบปลาแซลมอนรมควันสไตล์โคบอลต์

ทดสอบ : “ลาบปลาแซลมอนรมควันสไตล์โคบอลต์” จากส่วนผสมเนื้อแซลมอนเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการทางอาหารจากปลาอย่างแท้จริง มาพร้อมเทคนิคการปรุงสไตล์โคบอลต์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่ หวานนุ่มละมุนลิ้นของเนื้อแซลมอนรมควันที่ผ่านการหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ คลุกเคล้ากับน้ำลาบรสชาติเข้มข้น ครบรส เปรี้ยว เค็ม เผ็ดนิดหน่อย

เมนูที่ 4 : ช็อกโกแลตเบอร์เกอร์ 

ช็อกโกแลตเบอร์เกอร์

ทดสอบ : ใครที่กำลังมองหาเบอร์เกอร์รสชาติใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาช็อกโกแลตรสชาติเข้มข้นมาผสมผสานในเนื้อขนมปังที่หนานุ่ม แต่หอมอวลไปด้วยกลิ่นหอม และรสชาติดิบๆ ตามแบบของดาร์กช็อกโกแลต สอดไส้ด้วยเนื้อบดหนานุ่มชุ่มฉ่ำด้วยซอสบาร์บีคิว ที่ย่างสุกบนเปลวไฟตามสูตรเฉพาะโคบอลต์ พร้อมเบคอนทอดกรุบกรอบ และเชดด้าชีสแบบเน้นๆ สอดแทรกด้วยความกรอบอร่อยของผักสดและย่างที่ให้รสชาติกลมกล่อม เป็นเอกลักษณ์สไตล์โคบอลต์อย่างแท้จริง ขอบอกว่าคุณต้องมาลองสักครั้ง

เมนูที่ 5 : กริลล์ปลาแซลมอนกับมะม่วงซัลซ่า 

กริลล์ปลาแซลมอนกับมะม่วงซัลซ่า

ทดสอบ : ปลาแซลมอนย่างกับซัลซ่ามะม่วงทานคู่กับผักสด เป็นเมนูที่อยากให้ทุกคนได้ลองอีกหนึ่งเมนู บอกเลยว่าใครที่รักแซลมอนและชอบทานมะม่วง คุณจะโปรดปรานเมนูนี้มากเป็นพิเศษ ด้วยความสดรสชาติดีของเนื้อปลา และความหอมหวานของมะม่วง ทานคู่กันเป็นอะไรที่ลงตัวทีเดียว

นอกจาก 5 เมนูนี้แล้ว ยังมีเมนูน่าสนใจอีกมากมาย

ซีซาร์สลัด

ข้าวไข่ข้นกระเพราเป็ดย่าง

ข้าวเหนียวมะม่วง

หากใครอยากลองสัมผัสความแปลกใหม่ที่ดูเรียบง่าย แบบมีสไตล์ กับรสชาติอาหารที่แสนคุ้นเคยของ COBALT Created by Seefah แบบนี้แล้วล่ะก็ สามารถไปค้นหาความรื่นรมย์ที่ลงตัวได้ที่ The Ninth Tower ชั้น G ถนนพระราม 9 ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 10.00 – 22.00 น. หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 0017 388 หรือ www.cobaltbyseefah.comและ www.facebook.com/cobaltbyseefah

เดียวดายแล้วจะทำไม? อร่อยไม่ง้อคู่ ฉีกแนววาเลนไทน์คนโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576657

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2559 12:05

 

ธุรกิจน้อยใหญ่ ห้างร้านต่างๆ พากันเกาะกระแสเทศกาลแห่งความรัก “วันวาเลนไทน์” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เจาะกลุ่มคู่รักกันอย่างล้นหลาม ทั้งสินค้าที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับคู่รักโดยตรง แต่ก็มีคนสวนกระแส เอาใจคนโสด ไม่ให้นั่งเหงา เดียวดายในวันแห่งความรักอีกต่อไป

งานนี้ร้านอาหารญี่ปุ่น Akari จัดโปรโมชั่นเอาใจคนโสด ให้ส่วนลดครึ่งราคากันไปเลย ภายใต้ชื่อแคมเปญ “Akari Valentine’s Day Special” พร้อมกับแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก เพียง 3 วัน ยอดไลค์ยอดแชร์ ทะลุพัน ไทยรัฐออนไลน์จึงส่งสาวโสด ลองไปใช้สิทธิ ทำตามเงื่อนไขเป๊ะ ไปคนเดียว นั่งทานคนเดียว เเละนั่งโต๊ะเดี่ยว เจ้าของร้านบอกว่า จะมาเป็นกลุ่มก็ได้ เเต่ต้องนั่งเเยกโต๊ะกัน

“ปวีณา คงคา” เจ้าของร้าน Akari บอกว่า เห็นคนโสดแล้วรู้สึกว่า อาจจะกลัวกับวันวาเลนไทน์ กลัวเหงา หรือกลัวการทานข้าวคนเดียวในวันแห่งคู่รัก เลยอยากรู้ว่า ออกมาได้นะ คนเดียวก็มีอะไรดีๆ ได้ และเล็งเห็นว่า ไม่มีใครที่ทำโปรโมชั่นสำหรับคนที่มาคนเดียวจริงๆ บรรดาคนโสดจะได้รับสิทธิ์ทานเมนูซูชิและซาซิมิมากกว่า 30 เมนูของทางร้าน โดยจ่ายเพียงเเค่ครึ่งราคาจากราคาเต็ม ระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ ทางร้านจะขยายเวลาเปิดบริการตั้งเเต่ 11 โมงครึ่ง ถึง 4 ทุ่ม เพื่อรองรับลูกค้าที่คาดว่าจะมาเพิ่มมากขึ้น

เจ้าของร้านบอกด้วยว่า ทางร้านจัดทำโปรโมชั่นสำหรับคนโสดที่มาคนเดียว เนื่องจากร้านมีรูปแบบบรรยากาศที่เรียบง่าย มีโต๊ะเดี่ยวแบบซูชิบาร์ ปกติกลุ่มลูกค้าส่วนหนึ่งจะมาทานคนเดียวอยู่แล้ว จึงคิดต่อยอดมาเป็นโปรโมชั่นนี้เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเดิม เเละขยายฐานลูกค้าใหม่ที่รู้จักโปรโมชั่นของร้านจากเฟซบุ๊ก

ส่วนลูกค้าที่ฉายเดี่ยวก็ปลื้มกับโปรโมชั่นนี้ รู้สึกว่าแปลกใหม่ดี แถมดึงดูดคนโสดที่ไม่อยากออกจากบ้าน และอยู่อย่างเหงาๆ เพราะปกติทานข้าวคนเดียวอยู่เเล้ว ใครไม่อยากเหงา ลองแวะเวียนไปทานดูที่ซอยสุขุมวิท 23.

รสปลาทูแม่กลองของแท้ ที่ ร้านเจ๊เก๊กฮวย แม่กลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576938

โดย คุณชาย 2 14 ก.พ. 2559 05:01

 

ปลาทูแม่กลอง ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ว่าอร่อยอย่างไร

“คุณชาย2” ตามเสียงลือและกลิ่นปลาทูมาถึง “ร้านเจ๊เก๊กฮวย” ตั้งอยู่ริมถนนธนบุรี-ปากท่อ บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ขับรถจากกรุงเทพฯไป เห็นสะพานข้ามแม่น้ำเลียบลงซ้าย ช่วงเลี้ยวยูเทิร์นกลับ จะจ๊ะเอ๋กับร้านตรงหน้าเลย

เมนูยอดฮิตมี ปลาทูทอดน้ำปลา ปลาทูต้มมะนาว และปลาดุกทะเลผัดฉ่า เป็นต้น “คุณชาย2” เป็นคนว่านอนสอนง่าย ขอค้นหาความอร่อยในอาหารแต่ละอย่างตามคำเล่าลือ เมื่อบริกรวางบนโต๊ะก็ตักปลาทูร้อนๆ 1 ตัวใส่จานข้าวสวย ขออนุญาตกระซิบว่า การรับประทานปลาทู ถ้าจำนวนปลาทูเพียงพอกับคนนั่งรอบโต๊ะ ควรยกมาทั้งตัว เพื่อจะได้ไม่ทิ้งก้างเกะกะระรานคนอื่นๆ การทำอย่างนี้จะเรียกว่าอร่อยอย่างมีมารยาทก็ตามใจ

ปลาทูทอดน้ำปลาร้อนๆส่งกลิ่นท้าทายให้ลิ้มลอง บรรจงเซาะเนื้อออกมา 1 ซีก เพียงใช้ช้อนเซาะบริเวณหางให้เนื้อเปิดออก เอานิ้วหนีบให้เนื้อที่เปิดออกนั้นติดไว้กับช้อนแล้วยกขึ้น เนื้อปลาทูทั้งซีกก็แยกออกมาจากร่างอย่างง่ายดาย ชิมเนื้อปลาทูเปล่าๆพิสูจน์รสชาติก่อน พบว่าเนื้อปลาทูนุ่มนวล หอมกลิ่นเนื้อผสมกับน้ำปลาที่ราดรดมาอย่างพอเหมาะ แม้จะเค็มนิดๆ แต่เมื่อตามด้วยข้าวสวย 1 ช้อน รสเค็มนั้นหายไปทันที เหลือก็แต่เพียงความอร่อยของเนื้อปลาทูแท้ ปลาทูแม่กลอง

เอกลักษณ์ของปลาทูแม่กลองคือ “หน้างอ คอหัก” รสชาติอร่อยไม่เหมือนถิ่นใด เนื่องจากสภาพพื้นที่เหมาะสมและอาหารปลาอุดมสมบูรณ์ ถ้าจับมาอย่างอ่อนโยน คือไม่ทำให้ปลาตกใจถึงกับช็อกตายด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มรสอร่อยไปอีกหลายเท่าตัว

การทอดปลาทู คุณเนาวรัตน์แม่ครัวและเจ้าของร้านบอกว่า น้ำมันต้องไม่เยิ้ม ต้องกรอบ และเนื้อปลาทูต้องนุ่ม การทำอย่างนี้ได้ต้องอาศัยความชำนาญ เมื่อทอดสุกแล้วค่อยราดน้ำปลาลงไปในปริมาณที่พอเหมาะพอดี มากไปก็เค็มน้อยไปก็จืด

ลิ้มรสปลาทูทอดน้ำปลาแล้ว “คุณชาย2” หันไปชิมปลาทูต้มมะนาว

ซดน้ำใสๆไป 1 โฮก สัมผัสได้ว่ามีเปรี้ยวนำนิดๆ หอมเนื้อปลาทูสดเข้าจมูกหน่อยๆ มองไปยังเครื่องปรุงพบว่ามีน้อยมาก แต่ทำอย่างไรรสถึงได้กลมกล่อมนัก ซดตามไปอีก 1 โฮกเพื่อละลายข้อสงสัย รู้สึกคล่องคอ ตาสว่างกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที เนื่องจากความเปรี้ยวของน้ำมะนาวทำให้สดชื่น

น้ำซุปร้อนๆทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย พลันแว่วเสียงคุณเนาวรัตน์กระซิบว่า ความหอมของปลาทูมาจากความสด

พลันย้ำว่า “เราใช้ ปลาทูที่ขึ้นจากทะเลชนิดวันต่อวัน ไม่มีปลาทูค้าง คืน” และที่สำคัญ “เราไม่ใส่เครื่องปรุงมาก ถ้าใส่มากไปรสชาติปลาทูแท้ๆจะเสียหมด”

กระจ่างแล้วใช่ไหมว่า ทำไมปลาทูต้มมะนาวจึงใส่เครื่องปรุงน้อย

เคล็ดไม่ลับอีกประการหนึ่งคือ การเลือกปลาทู ร้านเจ๊เก๊กฮวยจะเลือกปลาทูขนาด 13-14 ตัวต่อกิโลกรัม เลือกสดๆที่ขึ้นจากทะเล ไม่เอาปลาทูแช่แข็งอย่างเด็ดขาด ความเชี่ยวชาญในการเลือกนี้ไม่มีใครมาตบตาได้ เพราะคนจ่ายตลาดคือสามี ที่อดีตเป็นไต้ก๋งเรือมาก่อน

ถ้าปลาทูไม่สด “นำมาต้มเนื้อจะเละ น้ำขุ่นและไม่อร่อย” คุณเนาวรัตน์สรุปประสบการณ์กว่า 30 ปีให้ฟังอย่างยิ้มแย้ม ท่ามกลางลูกค้าที่ทยอยเข้ามาสั่งอาหาร และบางโต๊ะก็จ่ายเงิน หลังจากพกพาความอิ่มอร่อยไปเต็มกระเพาะ

คนชอบอาหารรสจัด ถ้ามาร้านเจ๊เก๊กฮวยจะรับประทานอะไรดี

คำตอบของคุณเนาวรัตน์คือ ปลาดุกทะเลผัดฉ่า

กลิ่นเครื่องปรุงโชยมาแต่ไกล ในจานเห็นพริกไทยสด พริกสด กะเพรา ใบมะกรูดเขียวสดโรยมาประปราย ช้อนแรกลิ้มเนื้อปลาดุกเนื้อแน่นแต่มีความนุ่ม รสเผ็ดไม่โดดเด่นขนาดน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล รสเผ็ดอยู่ในระดับปานกลาง “ถ้าต้องการเผ็ดมากก็บอกเราได้ เราทำอ่อนเผ็ดไว้เผื่อคนรับประทานเผ็ดไม่ได้” คุณเนาวรัตน์บอก

อาหารขึ้นชื่อของร้านยังมีปลากะพงผัดฉ่า ต้ม ยำ แกงอีกสารพัด แต่อาหารยอดนิยมไม่พ้นมีส่วนประกอบเป็น “ปลาทู”

คุณเนาวรัตน์บอกว่าร้านเปิดมาแล้ว 35 ปี ยืนหยัดอยู่ใต้สะพานริมแม่น้ำแม่กลองเสมอมา เสน่ห์ของอาหารไม่มีอะไรอื่นนอกจากปลาทูแม่กลอง และความสดใหม่ของปลา ทุกวันต้องตื่นไปซื้อตั้งแต่เช้ามืด กลับมาก็เปิดขายอาหารเช้า มีข้าวต้มปลากะพงและอีกหลายรายการ

การบริการนั้น “เราขายกันเอง ช่วยกันเฉพาะคนในครอบครัว ทั้งร้านมีลูกจ้างคนเดียว คือคนล้างจาน นอกจากนั้นเราช่วยกันทำทั้งหมด”

เมื่อถามถึงคนสืบทอด คุณเนาวรัตน์บอกว่า ลูกๆหลานๆไม่มีใครสืบต่อ เรียนจบก็เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯกันหมด ถ้าสิ้นยุคพ่อแม่ก็เป็นอันว่าสิ้นร้านเจ๊เก๊กฮวยไปด้วย “เราจะทำต่อไป ตราบที่เรายังทำไหว” เจ้าของร้านเอ่ย พลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ลูกค้าประจำมองอย่างไร นายสุรจิต ชิรเวทย์ อดีต ส.ว.จังหวัดสมุทรสงคราม ตีตั๋วลูกค้าประจำมานานปีบอกว่า “เฮียเขาเป็นไต้ก๋งมาก่อน ท่านดูของเป็นว่าที่ดีนั้นมันดีอย่างไร อย่างปลาทูต้มมะนาวรสชาติเขาไม่แซ่บเหมือนไทยๆ แต่ก็เหมาะกับคนไม่ชอบอาหารรสแรงร้อน”

พร้อมบอกว่า “คนทะเลจะเน้นเรื่องความสด จับโดยใช้อวนดำ อวนติด ใช้วัตถุดิบจากเครื่องประมงพื้นบ้าน มีปลากะพงก็เป็นปลาตก ปลาทะเล ไม่ใช่ปลาเลี้ยง ส่วนการปรุงเขาเป็นคนทะเล เขาทำพอดีสุก ไม่สุกเกิน เพื่อให้ความหวานในเนื้อปลายังอยู่ ทำให้คนที่เข้ามารับประทานเข้าถึงรสชาติอันแท้จริงของปลา”

“ร้านเจ๊เก๊กฮวย” เปิดขายทุกวัน ระหว่างเวลา 07.00-15.00 น. ติดต่อได้ที่เบอร์ 0-3471-1964 และ 08-7155-1694

อยากรู้ว่าความอร่อยของปลาทูแม่กลองเป็นอย่างไร สัมผัสได้ที่ร้าน “เจ๊เก๊กฮวย”.

คุณชาย 2

ผักบุ้งจีน…กับยาฆ่าแมลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575902

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 05:01

 

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “กินผักบุ้งช่วยบำรุงสายตา” กินผักบุ้งจะช่วยไม่ทำให้ปวดตา สายตาสั้น แสบตาหรือตาแห้ง

ที่เป็นเช่นนี้เพราะผักบุ้งมีสารที่เปลี่ยนไปเป็นวิตามิน A ที่เรียกว่า เบต้า-แคโรทีน จำนวนมาก และวิตามิน A นี้เอง เป็นสารที่ช่วยบำรุงสายตา และช่วยให้ดวงตามีน้ำหล่อเลี้ยง ไม่แสบ ไม่แห้ง

นอกจากเป็นแหล่งวิตามิน A แล้ว ผักบุ้งยังมีวิตามิน C มีเกลือแร่ มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และมีใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย

แม้ผักบุ้งจะเป็นผักที่มีคุณประโยชน์มากมาย และเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ทว่า วันนี้อาจต้องระวังกันสักนิดเพราะในผักบุ้งจีนก็อาจมี “มัน” คือ ยาฆ่าแมลง ตกค้างอยู่ได้

ยาฆ่าแมลงที่ว่านี้ อาจปนเปื้อนมาจากแหล่งดิน และแหล่งน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกผักบุ้ง หรืออาจตกค้างจากการใช้ในระหว่างการเพาะปลูกผักบุ้งของเกษตรกร

ปกติยาฆ่าแมลงที่เกษตรกรมักใช้ในการเพาะปลูกมีอยู่ 4 กลุ่มคือ กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต, กลุ่มออร์กาโนคลอรีน, กลุ่มคาร์บาเมต และกลุ่มไพรีทรอยด์ แต่ละกลุ่มจะมีอันตรายแตกต่างกันไป

วันนี้สถาบันอาหารสุ่มเก็บตัวอย่างผักบุ้งจีน จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ยาฆ่าแมลงตกค้าง 4 กลุ่มข้างต้น จำนวนรวม 58 ชนิด

ผลปรากฏว่า มีผักบุ้ง 2 ตัวอย่าง ที่พบการตกค้างของยาฆ่าแมลงกลุ่มไพรีทรอยด์ จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ สาร Cyfluthrin และสาร Cypermethrin

เห็นผลเป็นอย่างนี้แล้ว ขอแนะว่าควรล้างน้ำให้สะอาด โดยล้างให้น้ำไหลผ่านหลายๆครั้ง หรือใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

แล้วจึงนำไปปรุงอาหาร หรือนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดปริมาณสารพิษที่ตกค้างและทานผักบุ้งกันได้อย่างปลอดภัย.

เห็นแล้วหิวหนักมาก! 5 ห้องอาหาร ‘เรเนซองส์’ เสิร์ฟครบไทย จีน อิตาเลียนฟู้ด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574553

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2559 14:05

 

พูดถึงอาหารโรงแรม หลายคนคงนึกถึงแต่บุฟเฟ่ต์ บุฟเฟ่ต์ แล้วก็…บุฟเฟ่ต์ แต่คุณจะเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อได้มาลิ้มลองอาหารหลายรสหลากสไตล์ ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ เพราะที่นี่เขามีห้องอาหารให้คุณได้เลือกชิมถึง 5 ห้อง

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาคุณไปทัวร์ห้องอาหารทั้ง 5 ของโรงแรมสุดหรูแห่งนี้ แอบกระซิบให้ฟังก่อนว่าเขามีทั้งอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ อาหารจีน อาหารไทยประยุกต์ อาหารอิตาเลียนแท้ๆ พร้อมด้วยโซนเบเกอรี่แสนอร่อย เอาเป็นว่า อย่ารอช้า ตามมาดูกันเลยดีกว่า

1. ห้องอาหาร Fei Ya

ห้องอาหารเฟยยาเป็นห้องอาหารจีน ที่มีโลโก้คือรูปเป็ดบิน เนื่องจากที่นี่เขาโด่งดังเรื่องเป็ดปักกิ่งมากๆ เป็นสูตรเด็ดที่อร่อยไม่เหมือนใคร ด้วยการอบเป็ดจนหนังกรอบด้วยไม้ลิ้นจี่ ทำได้มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ ใครที่ได้มาชิมเป็นต้องติดใจ อีกอย่างคือคำว่า เฟย ยา แปลเป็นภาษาไทยได้ตรงตัวว่า เป็ดบิน

เป็ดปักกิ่งสูตรพิเศษ

เป็ดปักกิ่งของที่นี่ มีเครื่องเคียงคือ ลิ้นจี่อบแห้ง กระเทียมสับ ต้นหอม หลังจากเลาะเอาหนังกรุบกรอบออกไปแล้วก็สามารถนำไปปรุงเป็นอาหารจานอื่นได้อีก ได้แก่ เมี่ยง ข้าวผัดเนื้อเป็ดและกานาฉ่าย เนื้อเป็ดผัดเกลือพริกไทยและกระเทียมกรอบ ซุปเนื้อเป็ดบ๊วยเค็มมะเขือเทศ และเนื้อเป็ดผัดซอสพริกขิง (ต้องโทร.สั่งล่วงหน้า)

ติ่มซำน่าทาน

และที่พลาดไม่ได้อีกอย่าง ก็คือ ติ่มซำ โดยเฉพาะช่วงนี้มีโปรโมชั่น All You Can Eat ราคา 788 บาทถ้วน รวมเครื่องดื่ม คุ้มค่าทั้งความอร่อยและราคา ที่สำคัญยังมีบริการ Tea Ceremony ชงชาตามตำรับโบราณ ซึ่งมีใบชาให้เลือกชิมมากกว่า 30 ชนิด ที่นี่สามารถรองรับลูกค้าได้ 90 ที่นั่ง และมีห้องส่วนตัวที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามอีก 2 ห้อง สำหรับ 8-10 ท่าน เปิดบริการเวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-23.00 น. สอบถามโทร. 0-2125-5030

ห้องอาหารเฟยยา

2. ห้องอาหาร Flavor

เฟลเวอร์ เป็นห้องอาหารที่รวบรวมรสชาติอาหารไว้อย่างครบถ้วน ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม และเผ็ด โดยจะมีเมนูอาหารให้เลือกตั้งแต่อาหารไทย อิตาเลียน ญี่ปุ่น อินเดีย ไปจนถึงสลัด บุฟเฟ่ต์นานาชาติ ประกอบไปด้วย หอยนางรมสด ปูอะแลสกา ล็อบเตอร์ ซูชิ ซาซิมิ เนื้อแกะนิวซีแลนด์ ตับห่าน เนื้อออสเตรเลีย และไอศกรีมโฮมเมด ซึ่งมีให้เลือกกว่า 4 ชนิด

ภายในตกแต่งในรูปแบบสวน เน้นการใช้โทนสีเขียวและหินอ่อนเป็นหลัก ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว และในรูปลักษณ์ที่เป็นธรรมชาตินี้จะสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง และเป็นที่ดึงดูดใจของลูกค้า เปิดให้บริการทุกวัน โดยบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันเวลา 11.30-14.30 น. ส่วนบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำเวลา 18.00-22.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2125-5010

บุฟเฟ่ต์หอยนางรมสด

อาหารน่าลิ้มลอง

3. R Bar

อาร์ บาร์ เป็นบาร์เครื่องดื่มพร้อมที่นั่งชิลๆ เน้นความเป็นสไตล์คอนเทมโพรารี่ที่ดูหรูหรา ทันสมัย ที่นั่งภายในร้านได้รับการออกแบบและจัดวางได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ เหมาะสำหรับการนัดพบปะลูกค้า มาสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนสนิท

ใครอยากจะจิบน้ำชายามบ่าย ชิมขนมหวานเลิศรส หรือรับประทานอาหารว่างอร่อยถูกปาก ต้องมาลองที่นี่ ทั้งยังมีการเสิร์ฟพร้อมกับไฮด์ ที เวลา 14.00 – 17.00 น. เริ่มต้นที่ ราคา 450++ บาทต่อท่าน และ 750++ บาทสำหรับ 2 ท่าน

Edison’s Poison

เมนูเด็ด ได้แก่ พานีนี่สอดไส้ไก่ เบคอน อโวคาโดและชีส และ อาร์บาร์ ทาปาส ซึ่งเป็นเมนูทาปาส 2 ชนิดสามารถทานคู่กับไวน์ชั้นดี หรือเครื่องดื่มประเภทค็อกเทล มีให้เลือกหลายเมนู อาทิ Edison’s Poison, Suit&Tie ราคาค็อกเทลเริ่มที่ 290-350 บาท, ทาปาสเริ่มที่ 220-410 บาท และสุดคุ้มกับแฮปปี้อาร์ว เวลา 17.00 – 20.00 น. ซื้อค็อกเทล 1 แก้วแถมค็อกเทล 1 แก้วและเฮาส์ไวน์ราคาพิเศษ เปิดบริการ 10.00-01.00 น. สอบถาม โทร. 0-2125-5105

มีเครื่องดื่มค็อกเทลสูตรพิเศษอีกเพียบ

อาร์ บาร์

หน้าเคาน์เตอร์ที่อาร์บาร์

4. ห้องอาหาร LaTavola & Wine Bar

ห้องอาหารลาทาโวล่า แอนด์ ไวน์ บาร์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ไวน์ บาร์ ซึ่งเป็นห้องเก็บไวน์ขนาดย่อม มีไวน์หลากหลายรสชาติจากหลายประเทศชั้นนำด้านไวน์ เช่น ฝรั่งเศส ชิลี ออสเตรเลีย เป็นต้น ด้านบนเพดานของห้องอาหารตกแต่งด้วยปูนปั้นลวดลายดอกไม้ประจำชาติอิตาลี (แมคโนเลีย) และอีกด้านหนึ่งเป็นห้องอาหารพร้อมครัวเปิด

ลา ทาโวล่า แอนด์ ไวน์ บาร์ มาจากภาษาอิตาเลียน แปลว่าโต๊ะอาหาร สามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 90 ที่นั่ง พร้อมเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนแท้ๆ ให้คุณ โดยเฉพาะชีส โคลคัท และพาสต้าต่างๆ เปิดให้บริการ อังคาร – อาทิตย์ เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-23.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2125-5020

ที่นี่เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนแท้ และแบบประยุกต์

ห้องอาหาร LaTavola & Wine Bar

อาหารยุโรปผสมผสานรสชาติไทยๆ

5. The One by Renaissance

ปิดท้ายกันที่ ร้านเบเกอรี่น่ารักๆ สไตล์นิวยอร์ก เดอะ วัน บาย เรเนซองส์ การันตีความอร่อยของขนมหวานทุกเมนู ตัวร้านดีไซน์ออกมาเป็นทรงกลมล้อมรอบด้วยกระจกใส ทำให้ร้านดูโปร่งน่านั่งมากยิ่งขึ้น เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นได้ชัดเจนว่าคล้ายกับทรงโดนัท เป็นไฮไลต์อีกแห่งหนึ่งของโรงแรมเรเนซองส์

เมนูเด็ด ได้แก่ ซิลค์ เค้ก เป็นการผสมกันระหว่างไวท์และดาร์กช็อกโกแลต กับถั่วพิทาชิโอ้ซึ่งอยู่ด้านล่าง ตามด้วยโดนัทหลากรส ไม่ว่าจะเป็น ชาเขียว สตรอเบอร์รี่ เค้กหน้าต่างๆ โดยเฉพาะหน้าลาเวนเดอร์ที่กลิ่นหอมเนื้อเค้กนุ่มลิ้น ทานคู่กับคาปูชิโนรสชาติที่เข้มข้น ของหวานและเครื่องดื่ม ราคาเริ่มตั้งแต่ 35 – 150 บาท พิเศษ! ลด 50 % สำหรับโดนัท แซนด์วิช สลัด ขนมปัง และครัวซองต์ ตั้งแต่เวลา 19.00 – 20.00 น. เปิดให้บริการ เวลา 07.00-20.00 น. สอบถามโทร. 0-2125-5111

ขนมหวานรับวาเลนไทน์

The One by Renaissance

ขนมจีนซาวน้ำปู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575421

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.พ. 2559 05:01

 

ด้วยสโลแกนประจำตัว ไม่เบิ้ม ไม่ใหญ่ ไม่โต ไม่กล้าโชว์ จึงทำให้ เมนูขนมจีนซาวน้ำของ คุณบีบี๊-ระพีพรรณ เทพคุณ แทนที่จะใช้ “แจงลอน” (เนื้อปลากรายโขลกจนเหนียว ปั้นเป็นก้อนต้มในน้ำกะทิ) แต่คุณบี๊เธอเล่นใช้ เนื้อปูก้อน ตกกิโลกรัมละ 400-500 บาทแทน ช่างสมกับสโลแกนจริงจริ๊ง แม่เจ้าประคุณ!!

คุณบีบี๊ สาวที่พลิกชีวิตจากมนุษย์เงินเดือนบริษัทขายเครื่องบิน รถถัง อะไหล่ ซัพพอร์ตกองทัพ มาเป็นฟู้ดบล็อกเกอร์ ซึ่งมีเฟซบุ๊กแฟนเพจของตัวเอง http://www.facebook.com/BeebihSociety ที่มีผู้ติดตามไม่น้อย คุณบีบี๊บอกว่า จากเดิมที่อยู่ในห้องก้นครัวพันธุ์ทิพย์ ทำอะไรก็โพสต์ไปเรื่อย เพราะเราเป็นคนชอบลอง ลองผิดลองถูกเรื่องอาหารให้กับญาติๆในต่างแดน จนสร้างชื่อโด่งดังมากในเรื่องสูตรน้ำซอสเย็นตาโฟกับสุกี้ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้คนมาแล้วหลายๆคน จนทุกวันนี้หันมาใส่ใจและให้ใจกับการทำอาหารไปเลย ทั้งอยากจะเรียนรู้ อยากที่จะอยู่กับมัน และอยากที่จะถ่ายทอดอย่างไม่หวงอีกด้วย เพราะเธอไม่อยากให้วิชาความรู้นี้ สูญหายหรือตายไปกับเธอ

อาหารที่คุณบี๊โพสต์ลงในเฟซบุ๊กจะเน้นแต่อาหารไทย ด้วยความตั้งใจที่อยากจะอนุรักษ์อาหารไทย ต้องการจะทำให้ทุกคนเห็นว่า อาหารไทยนั้นทำไม่ยากเลย จริงๆแล้วมันง่ายมาก ถ้าเรารู้จักปรับเปลี่ยนบ้าง แต่อย่าให้เพี้ยน มากเกินไปเท่านั้น อย่างเมนูขนมจีนซาวน้ำ ถ้าอยากกินก็ไม่ได้ยากเลย ขนมจีนก็อาจไปขอซื้อจากร้านส้มตำก็ได้ ส่วนสับปะรดก็ซื้อจากรถเข็นผลไม้ กะทิก็ใช้แบบกล่องก็ได้ สำหรับซาวน้ำของคุณบี๊จะต่างจากเจ้าอื่นๆตรงที่โรยถั่วลิสงคั่วบดด้วย ซึ่งทานแล้วอร่อยและเข้ากันอย่างดี โดยเธอบอกว่า อะไรที่เราทำ ชิมแล้วชอบ ก็ทำไปเถอะค่ะ บางอย่างก็อย่าไปตายตัวกับสูตร เพราะเครื่องปรุงแต่ละยี่ห้อ อย่างซีอิ๊ว น้ำปลา ก็จะเค็มไม่เท่ากัน แถมเดี๋ยวนี้ยังมีแบบโลว์โซเดียมอีก เพราะฉะนั้นใครชอบรสไหนก็เอาตามที่ตัวเอง ชอบจะดีกว่า อยากให้ลองทำอะไรใหม่ๆดูบ้าง

คุณบี๊ยังเล่าอีกว่า ตัวเธอจากที่ไม่เคยทำอาหารมาก่อนเลย และไม่สนใจอีกด้วย เพราะคุณแม่จะเป็นคนทำอาหารเก่งมาก และทำให้ลูกๆหลานๆทานมาตลอด จนติดรสมือแม่ พอวันหนึ่งคุณแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เธอก็เลยต้องลุกขึ้นมาหาสูตรอาหารที่คุณแม่เคยทำให้ทาน เพราะจะต้องลงมือทำด้วยตัวเองแล้ว และเมื่อหันมาเข้าครัว ทุกคนในบ้านก็แฮปปี้ ไม่ว่าไปไหนมาไหนร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ก็ต้องกลับมาทานข้าวบ้าน จึงมีความสุขที่สุดที่ได้ทำ ถ้าไม่ได้ทำจะรู้สึกเครียด!!

สำหรับ เครื่องปรุงขนมจีนซาวน้ำปู : ขนมจีน/หัว กะทิ/เกลือ/สับปะรด (ถ้าหวานก็ไม่จำเป็นต้องใส่น้ำตาลทราย)/ขิงซอย/กระเทียมซอย/พริกขี้หนูซอย/มะนาวฝานเป็นซีกๆ/ถั่วลิสงคั่วบดหยาบ/เนื้อปูก้อน หรือกรรเชียงปู/กุ้งแห้งโขลกละเอียด/น้ำปลา/น้ำตาลหรือน้ำเชื่อม

วิธีทำ นำหัวกะทิ 1 ถ้วยต่อเกลือ 1/2 ชช. ตั้งไฟกลางๆและคอยหมั่นคนไม่ให้กะทิจับตัวเป็นก้อน ส่วนเนื้อปูที่ซื้อมาให้นำมานึ่งก่อน ส่วนขนมจีนก็ขดเป็นคำๆให้ดูสวยงาม เวลาเสิร์ฟและง่ายในการหยิบหรือตักใส่จาน เมื่อจะรับประทาน ตักขนมจีนใส่จาน แล้วใส่เครื่องปรุงทั้งหมดตามลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมให้ได้ครบทุกรส ทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม

เมนูนี้ถือเป็นภูมิปัญญาคนไทยโบราณที่น่ายกย่องจริงๆ ช่างคิดประดิดประดอย จะเห็นได้ว่า ในเครื่องปรุงซาวน้ำ ถึงจะมีกะทิ ซึ่งเมื่อก่อนเชื่อว่าอุดมด้วยคอเลสเทอรอล แต่ก็มีขิงมีกระเทียมมาดับ ซึ่งคลาสสิกมาก.

SEED เมล็ดพันธุ์ใหม่จากเชฟไฮเคิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569652

โดย Gourmet & Cuisine 9 ก.พ. 2559 16:01

 

หลังจากเชฟเทเบิล Water Library ทองหล่อปิดตัวไปด้วยเรื่องสถานที่ ครั้งนี้เชฟไฮเคิล โจฮาริ (Haikal Johari) เชฟใหญ่ของเครือวอเตอร์ไลบารี เริ่มต้นปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ให้วงการอาหารอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Seed นำอาหารของเขากลับมาในแบบที่ง่ายขึ้น แต่ยังคงความเป็นไฮเคิลอยู่ ที่สำคัญเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะผักออร์แกนิกและอาหารทะเลแบบยั่งยืน

ส่วนบรรยากาศร้านจำลองเอากลิ่นอายของโรงนาเอาไว้ มีมุมเก็บเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ เก้าอี้ไม้ คานไม้ที่มีเชือกและรอกสำหรับงานในโรงนา และครัวเปิดที่ออกแบบเป็นบานพับสำหรับส่งอาหารเข้ามาในร้าน ซึ่งทำให้ที่นี่ค่อนข้างแคชชวลไดนิง แหวกแนวจากวอเตอร์ไลบารีที่หนักไปทางไฟน์ไดนิง

น่าเสียดายที่วันนี้เชฟไฮเคิลไม่ว่างมาปรุงอาหารให้เราชิม แต่ก็ส่งมือขวา เชฟจาว-ภคปัทม์ ศักดิ์ยโศ มาเป็นตัวแทน เริ่มที่ขนมปังซิกเนเจอร์ ซันดรายโตเมโตเซียบัตตา ขนมปังโฮมเมดที่เชฟจาวถนัด

จานแรกเป็น Organic Lamb Tartare เชฟเลือกเนื้อลูกแกะที่เลี้ยงแบบออร์แกนิกด้วยนมและผลไม้ ทำให้มีกลิ่นสาบไม่มากและมีรสชาติในตัวเอง ปรุงเพียงเกลือ พริกไทย และเลมอน กินกับมะเขือเทศ มายองเนสสมุนไพร และขนมปังกรอบ กลิ่นรสแกะไม่แรง แต่ได้รสชาติของมะเขือเทศและสมุนไพรมาเพิ่มความอร่อย

อีกจานเบาๆ เป็น Salmon Belly แทสมาเนียนแซลมอนปรุง 2 แบบ ชั้นล่างแซลมอนสับคลุกเคล้ากับมายองเนสรมควันและแอปเปิลเขียว ชั้นบนเป็นปลาแซลมอนปั่นเป็นมูสกับไอศกรีมไวน์ขาวและลิควิดโตเมโตที่ผ่านการกรองจนใส จานนี้ค่อนข้างครีมมี่ แต่มีรสเปรี้ยวหวานของแอปเปิลและมะเขือเทศมาช่วยตัดเลี่ยน กินกับขนมปังจะพอดีมาก

จานหลัก Pasta Whole Sea Crab พาสตาผัดมันปู พริกไทยดำ และน้ำสต๊อกอาหารทะเล กับปูดำที่ทำใหม่สดๆ เมื่อสั่ง เพื่อให้คงความหวานของเนื้อปู จานนี้แนะนำให้สั่งล่วงหน้า เพราะเชฟจะสั่งเข้ามาไม่มากเพื่อคงความสด ได้รสหวานของเนื้อปู ซอสที่เผ็ดร้อนแบบไทยๆ และเส้นที่เคี้ยวหนึบ

ปิดท้ายด้วยของหวาน French Toast ขนมปังบริออชโฮมเมดชุบไข่นาบกระทะกับลูกแพร์ตุ๋นไวน์ขาว ซอสวานิลลา และไอศกรีมกล้วยหอมรมควันสอดไส้กล้วยอบน้ำผึ้ง

บรรยากาศร้านจำลองเอากลิ่นอายของโรงนา

พิกัดความอร่อย : ถนนสุขุมวิท ซอย 39 (ซอยพร้อมจิต) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
เปิดบริการ 17.30-24.00 น. (หยุดวันจันทร์)
โทร. 0-2662-3562, 09-9283-6363
ราคา 250-1,900 บาท
รับบัตรเครดิตทุกประเภท

ที่มา – Gourmet & Cuisine
www.gourmetandcuisine.com

ชิลล์ๆกับเมนูพี่มาก!! อยากฟินต้องปากดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573638

โดย คุณชาย 1 7 ก.พ. 2559 05:01

 

The Block Black Ink Pasta (เมนูดังสุดของร้าน)

รสนิยมในการดื่ม…บ่งบอกความเป็นตัวตนของคนเราได้

สังเกตดู ผู้ที่ชอบดื่ม ชา มักเป็นคนมีเสน่ห์ ละเมียดละไมในการใช้ชีวิต บางคนเหมือนมีมนต์ขลัง สามารถทำให้ผู้ที่อยู่ชิดใกล้พลอยรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายตาม..แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ออกจะเป็นคนลังเล

เทียบกับ คอกาแฟ ส่วนใหญ่มักเป็นคนตรงไปตรงมา มีความคาดหวังในชีวิต ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงิน ยึดเหตุผล และหลักการเป็นที่ตั้ง…แต่กลับไม่ค่อยเน้นรายละเอียดในชีวิตนัก

(ซ้าย) เชฟวิชัย ศรีสักนอก (ขวา) รัฐวัฒน์ เอื้อชัยชาญ หรือคุณโต๊ด เจ้าของร้าน.

ส่วนผู้ที่ชอบดื่ม เหล้า เบียร์ หรือ ไวน์…วันนี้ขอขยักไว้ก่อน วันหน้าค่อยมาว่ากันต่อ

ใครชอบดื่มอะไรก็ว่ากันไปครับ…

แต่ถ้าชอบทานอาหารสไตล์อิตาเลียน ที่ไม่เลี่ยนตามชื่อ มีแต่ความอร่อยอัดแน่นอยู่ในจาน รีบตามมาเลย วันนี้ “ชาย 1” จะ พาไปนั่งชิลล์เอาต์กันที่ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์ ชื่อ เดอะบล็อก คาเฟ่ แอนด์ บิสโทร (The Block Cafe’ & Bistro) อยู่แถว ซ.แจ้งวัฒนะฯ 43 ปากเกร็ด นนทบุรี

พิซซ่าแป้งดำหรือ The Block Pizza เมนูอร่อย.

รัฐวัฒน์ เอื้อชัยชาญ หรือ “คุณโต๊ด” หนุ่มหล่อ อารมณ์ดี เจ้าของร้านนี้ นอกจากพอมีความรู้ในการทำครัวติดตัวแบบพอไปวัดได้ ไม่อายใครตอน 8 โมงเช้า…เขายังโชคดีที่มี วิชัย ศรีสักนอก หรือ “เชฟชัย” เป็นเชฟคู่ใจประจำร้านอีกด้วย

โต๊ดเล่าว่า เขาเพิ่งเปิดกิจการร้านนี้เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ปีที่แล้ว เดิมทีตั้งใจจะทำเป็นร้านกาแฟบนพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาด 150 ตารางเมตร ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปบล็อก อันเป็นที่มาของชื่อร้าน

แต่ไปๆมาๆ ร้านนี้กลับได้รับความนิยมจากลูกค้าหลายกลุ่ม…ดีเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้ใหญ่วัยมีครอบครัว ทั้งที่เป็นคอกาแฟ คอเบียร์ คอไวน์ รวมทั้งผู้ที่ชื่นชอบอาหารสไตล์อิตาเลียน

Norwegian Salmon with Dill Cream Sauce อีกเมนูนิยมและขายดี.

ร้านนี้จึงเพียบพร้อมไปด้วยเมนูอาหาร ทั้งแนวไทย-อิตาเลียน พิซซ่า วัฟเฟิล กาแฟ แพนเค้ก รวมทั้งไวน์ และเบียร์ ที่มีให้เลือกโซ้ยกันตามถนัด

…แต่ที่เป็นหมัดเด็ดน็อกคนกินราวกับโดนนะจังงังของอาจารย์ดังเป่าเข้าให้!!! ตามความเห็นของ “ชาย 1” มีอยู่ 2–3 เมนู ที่ขอยกนิ้วกดไลค์!!!

สปาเกตตีเส้นดำ หรือ The Block Black Ink Spaghetti คือ เมนูแรก ที่ “ชาย 1” มั่นใจว่า ไม่น่าทำให้ผู้ที่ชื่นชอบอาหารอิตาเลียนต้องผิดหวัง…ก็เพราะขนาด “ชาย 1” เอง ไม่สันทัดอาหารอิตาเลียนเอาซะเลย หลังได้ลองลิ้มเมนูนี้เข้าไป ยังอยากสั่ง มาเบิ้ลต่ออีกที่..ถ้าไม่เกรงใจอีก 4 เมนู ที่รอคิวให้ชิมอยู่บนโต๊ะ!!!

Australian Tenderloin with Pepper Sauce.

ทั้งคุณโต๊ด และเชฟชัย ขยายให้ฟังว่า จุดเด่นของสปาเกตตีเส้นดำ อยู่ที่การนำเอา “น้ำหมึก” (squid ink) จากตัวปลาหมึก ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย วิตามิน บี 1 บี 2 ไนอะซิน และสารสำคัญ peptidoglycan ที่วงการวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ให้ผลในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก โดยร้านนี้ได้นำหมึกดำมาสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการที่ถูกสุขลักษณะ
ในรูปของอาหาร 2 เมนูดัง คือ สปาเกตตีเส้นดำ กับ พิซซ่าแป้งดำ

ไฮไลต์ของ สปาเกตตีเส้นดำ นอกจากอยู่ที่ความหอม มัน และกลมกล่อมของตัวเส้นสปาเกตตี ซึ่งเข้ากันได้ดีกับกลิ่นและรสของเครื่องปรุงที่ผัดได้อย่างเข้าเนื้อกับกุ้ง หมึก และหอยแมลงภู่ ยิ่งเมื่อนำไปคลุกเคล้ากับไข่กุ้ง และใบเบซิล ที่ใช้โรยหน้าด้วยแล้ว ดีกรีความหอม มัน และกลมกล่อม ก็ยิ่งอัดแน่นขึ้นไปอีก!!!

จุดเด่นของเมนูนี้ยังอยู่ที่…ใครก็ตามรับประทานเข้าไป…ทั้งปากและฟันจะมีสภาพไม่ต่างกับคนแก่เคี้ยวหมาก (ปากดำปิ๊ดปี๋) สร้างความขบขันแก่ผู้พบเห็น จนลูกค้าหลายรายพากันเปลี่ยนชื่อเมนูนี้ให้ใหม่ว่า “เมนูพี่มาก…พระโขนง”

Smoked Salmon Salad.

บทที่ 1 ของการปรุง “พี่มาก พระโขนง” เริ่มจากทางร้านใช้ น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ เทลงในกระทะ ใส่ กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ กับ พริกแห้ง อีกครึ่งเม็ด ลงไปผัดคลุกเคล้ากันให้พอส่งกลิ่นหอม จากนั้นใส่ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปลาหมึก และ เนื้อกุ้ง ตามลงไป เหยาะ ไวน์ขาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำหมึก 5 ช้อนโต๊ะ ปรุงรสด้วย เกลือ กับ พริกไทย และใส่ใบ พาร์สลีย์ ลงไปเพิ่มความหอมอีกเล็กน้อย

จากนั้นก็ถึงขั้นตอนสำคัญ นำ สปาเกตตีเส้นดำ ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำหมึกแท้ ผ่านการต้มเคี่ยวกับไวน์ขาว กระเทียม ใบโรสแมรี และเกลือ จนไม่เหลือซากความคาว …โดยนำเอาเส้นซึ่งผ่านการลวกเตรียมไว้แล้ว ลงไปผัดให้เข้ากับเครื่องปรุงทั้งหมดจนได้ที่

ที่เหลือก็แค่ตักใส่จาน ตกแต่งเป็นรูปมิกกี้เม้าส์น่ารัก โรยหน้าด้วย อิตาเลียนเบซิล (โหระพาฝรั่ง) และ ไข่กุ้ง สีส้มสดใส…ทันทีที่ลูกค้าตักใส่ปาก..เหล่าพี่มากจ๋าทั้งหลายก็พร้อมแล้วที่จะออกอาละวาด!!!

Norwegian Salmon with Dill Cream Sauce หรือ สเต๊กปลาแซลมอนนอร์เวย์ในดิลครีมซอส เป็นอีกเมนูที่โอ้ว!!! แม่จ้าว…เมื่อแรกพบสบตากัน ต่อมน้ำลายของ “ชาย 1” ก็เผลอทำงานขึ้นมาซะงั้น!!

ก็ทางเดอะ บล็อกฯ เล่นใช้เนื้อปลาแซลมอน สายพันธุ์ขึ้นชื่อว่าดีสุดจากนอร์เวย์ ซึ่งให้เนื้อที่แน่น สีส้มจัด และรสชาติดี นำไปทอดในกระทะแทนการย่างในเตา ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อต้องการเน้นให้ส่วนที่เป็นหนังปลามีความกรอบ และเนื้อปลามีสีสันชวนมอง ไม่ต้องมีรอยไหม้เกรียมจากการย่างติดเนื้อปลาเป็นของแถมไง

เมนูนี้ทานคู่กับเครื่องเคียงที่ไม่ต้องออกแรงบดเคี้ยวนัก อย่าง ผักโขมผัด และ มันบด (Mashed Potato) ที่เนื้อ เนียนนุ่ม วางเรียงซ้อนกันขึ้นไปเหมือนขนมชั้น ก่อนจะราดที่พื้นจานด้วย Dill Cream Sauce สีเขียวละมุน ซึ่งมีส่วน ผสมของผักชีลาว หอมแดง เนย ไวน์ขาว วิปปิ้งครีม เกลือ พริกไทย…ที่กรองเอาแต่น้ำ

ยังมีอีกหลายเมนูอร่อย ไม่ว่าจะเป็น The Block Pizza หรือ พิซซ่าแป้งดำ สเต๊กสันในพริกไทยดำ และ สลัดแซลมอน เป็นต้น…แต่น่าเสียดายเนื้อที่โบ๋เบ๋ซะแล้ว

ทางไปร้านนี้ ถ้ามาจาก ถ.แจ้งวัฒนะ ให้เข้าทางซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 43 ถ้ามาจากเส้นเลียบคลองประปา ก็เข้าทางด้านคลองประปา (ดูตามแผนที่) ร้านเปิดบริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ 11.00-24.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 10.00-24.00 น. ใครไปไม่ถูก ถามทางได้ที่ 0-2003-0361, 08-4545-1168 และ 09-7372-0817.

คุณชาย 1

5 เมนู ‘เป็ดย่าง’ อาหารมงคลต้อนรับตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569520

โดย Health & Cuisine 5 ก.พ. 2559 16:01

 

“เป็ดย่าง” หรือ “เยี้ยง-อะ” อาหารมงคลรสเลิศของชาวจีน เป็นหนึ่งในเมนู “ซาแซ” หรือเนื้อสัตว์สำคัญ 3 ชนิดที่ใช้ไหว้เทพเจ้า ซึ่งมีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ความสามารถที่หลากหลาย ความรักอันบริสุทธิ์ และความจริงใจต่อกัน…

นอกจากจะนิยมสับรับประทานเฉยๆ แล้ว ยังสามารถนำมาปรุงอาหารที่มีความหมายมงคล ผสานไอเดียลงไปให้น่าสนใจมากขึ้น ที่สำคัญหากใครได้ลิ้มลองเมนูที่ว่านี้ก็จะโชคดี เฮงๆ เซ็งลี้ฮ้อ แน่นอน

1. เกี๊ยวน้ำเป็ดย่างซุปมะนาวดอง

“ซุป” คนจีนเรียกว่า “เช็งทึง” หมายถึง ชีวิตครอบครัวหวานชื่น รักใคร่กลมเกลียว เราเลือกใช้ซุปมะนาวดองรสละมุนชุ่มคอ เสิร์ฟกับเกี๊ยวไส้เป็ดย่างรสเข้มข้นผัดกับเครื่องโขลกแบบไทย ห่อคล้ายก้อนทองของจีนเพื่อความเป็นสิริมงคล

ส่วนผสมเกี๊ยวไส้เป็ดย่าง (สำหรับ 12 ชิ้น) เตรียม 30 นาที ปรุง 60 นาที
เนื้อเป็ดย่างพร้อมหนังสับละเอียด 150 กรัม
รากผักชี 2 ราก
กระเทียม 6 กลีบ
ขิงสับละเอียด ¼ ช้อนชา
พริกไทยขาวเม็ด 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
น้ำมันงา 2 ช้อนชา
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
แป้งเกี๊ยวซ่าสำเร็จรูป 12 แผ่น
ผักชีสำหรับโรยหน้าเล็กน้อย

ส่วนผสมซุปมะนาวดอง (สำหรับ 8-10 ถ้วย)
ซี่โครงเป็ดย่าง 1 ตัว
มะนาวดอง 1 ลูก
น้ำมะนาวดอง 1 ช้อนโต๊ะ
บ๊วยดอง 2 ลูก
น้ำบ๊วยดอง 1 ช้อนโต๊ะ
ฟักแก่ปอกเปลือกหั่นชิ้นพอดีคำ 400 กรัม
เห็ดหอมแห้งแช่น้ำ 10 ดอก
กระเทียมบุบพอแตก 10 กลีบ
รากผักชีบุบพอแตก 2 ราก
พริกไทยขาวเม็ด 1 ช้อนชา
น้ำเปล่า 4-6 ลิตร

วิธีทำ
1. ต้มน้ำซุปมะนาวดอง โดยใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อ ยกเว้นมะนาวดองและบ๊วย ยกขึ้นตั้งไฟกลาง พอเดือดลดไฟลง ใส่มะนาวดองและบ๊วยลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำงวดเหลือครึ่งหนึ่ง ปิดไฟ ยกลงกรองเอาแต่น้ำใส่หม้ออีกใบพร้อมกับฟักและเห็ดหอม ยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง พอเดือดปิดไฟพักไว้

2.ทำไส้เกี๊ยว โดยโขลกกระเทียม พริกไทย รากผักชี และขิงให้ละเอียดเข้ากัน จากนั้นนำไปผัดกับน้ำมันงาและน้ำมันพืชจนมีกลิ่นหอม ใส่เป็ดสับลงไปปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ ยกลง พักให้เย็น นำแป้งเกี๊ยวซ่ามาห่อรูปแบบตามชอบ จากนั้นนำไปลวกในน้ำเดือดให้สุก ตักขึ้นใส่ชาม

3.อุ่นน้ำซุปมะนาวดองให้ร้อน ตักใส่ชามเกี๊ยวพร้อมฟักและเห็ดหอม โรยหน้าด้วยผักชี พร้อมเสิร์ฟ

2. ผัดกะเพรากรอบเป็ดย่างกับไข่เค็มดาว

เมนูลูกผสมที่นำเป็ดย่างของจีนมาผัดกะเพรารสจัดแบบไทย โรยหน้าด้วยกะเพรากรอบเพิ่มสัมผัสเวลาเคี้ยว เคียงด้วยไข่เค็มดาว รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเข้ากันแบบลงตัว

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เตรียม 15 นาที ปรุง 30 นาที
เนื้อเป็ดย่างพร้อมหนังหั่นชิ้นพอดีคำ 200 กรัม
กระเทียมโขลก 2 ช้อนโต๊ะ
พริกจินดาหั่นแฉลบ 4 เม็ด
ใบกะเพรา 1 ถ้วย
ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
น้ำมันพืชสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ
ไข่เค็มดาว 2 ฟอง
ใบกะเพราทอดกรอบ 1 ถ้วย
ข้าวสวย 2 ถ้วย

วิธีทำ
ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน พอร้อนให้ใส่กระเทียมและพริกลงไปผัดให้มีกลิ่นหอม จากนั้นใส่เนื้อเป็ดลงไป ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส น้ำตาล และพริกไทย ผัดให้เข้ากัน ใส่ใบกะเพราลงไปผัดพอสุก ตักใส่จานโรยด้วยกะเพรากรอบ รับประทานกับข้าวสวยและไข่เค็มดาว

3. เป็ดย่างอบยอดผัก

เมนูเหลาที่ใครๆ ก็รู้จัก เดิมใช้เป็ดสดมาอบต้มเคี่ยวจนเปื่อย แต่เราใช้วิธีลัด นำเป็ดย่างเนื้อนุ่มมาเคี่ยวเพียงไม่นานก็ได้เป็ดอบ เสิร์ฟพร้อมยอดผักลวก ไว้รับประทานกันแล้ว

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) เตรียม 20 ปรุง 60 นาที
เป็ดย่างส่วนน่องติดสะโพก หรือส่วนปีกเลาะกระดูกแล้ว 4 ชิ้น (450 กรัม)
อบเชย 1 ก้าน (ยาว 2 นิ้ว)
โป๊ยกั๊ก 2 ดอก
ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยขาวเม็ด 1 ช้อนชา
กระเทียมบุบพอแตก 8 กลีบ
รากผักชีบุบพอแตก 4 ราก
น้ำเปล่า 4-6 ถ้วย
เห็ดหอมแห้งแช่น้ำ 8 ดอก
ยอดมะระหวานลวก 1 ถ้วย
ยอดคะน้าลวก 1 ถ้วย
ยอดกวางตุ้งลวก 1 ถ้วย
ข้าวโพดอ่อนลวก 8 ฝัก
กระเทียมเจียวสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ
1. ใส่ส่วนผสมทุกอย่าง ยกเว้นเป็ด ผักลวก และกระเทียมเจียว ลงในหม้อ คนให้เข้ากัน ใส่เป็ดลงไปแล้วยกขึ้นตั้งไฟกลาง พอเดือดลดไฟลง เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมข้นและเนื้อเป็ดเปื่อยนุ่ม ปิดไฟยกลง
2. เรียงผักลวกใส่จาน ตักเป็ดวางทับลงไปราดด้วยน้ำที่เคี่ยวในหม้อ โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว พร้อมเสิร์ฟ

4. บะหมี่แห้งเป็ดอบ

“บะหมี่” แสดงถึงความมีอายุยืนยาว และเปรียบได้กับสร้อยทองคำตามความเชื่อของชาวจีน นิยมปรุงกินกันในวันสำคัญต่างๆ เราจึงหยิบมารับประทานกับเป็ดอบ ที่ใช้เป็ดย่างมาเคี่ยวกับเครื่องปรุงรสสไตล์จีนกวางตุ้งเพียงไม่กี่นาที ก็ได้เนื้อเป็ดนุ่มๆ รสเค็มหวานหอมกลิ่นหอมกันแล้ว

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เตรียม 20 นาที ปรุง 40 นาที
บะหมี่ไข่ลวก 4 ก้อน
เป็ดย่างส่วนน่องติดสะโพก หรือส่วนปีกเลาะกระดูกแล้ว 2 ชิ้น
กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
ขิงสับละเอียด 1 ช้อนชา
ซอสฮอยซิน 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 2 ถ้วย
ผักเบบี้ฮ่องเต้ หรือผักกวางตุ้งลวก 1 ถ้วย
เกลือและพริกไทยเล็กน้อย
กระเทียมเจียวและต้นหอมซอยสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ
1. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพอร้อนใส่กระเทียมและขิงสับลงไป ผัดให้มีกลิ่นหอม จากนั้นใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป ตามด้วยน้ำเปล่า พอเดือดใส่เป็ดลงไป ลดไฟลง เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมงวดและข้นขึ้น ปิดไฟยกลง พักไว้
2. นำเส้นบะหมี่ใส่ชาม วางเคียงด้วยผักฮ่องเต้แล้วตักเป็ดใส่ในชาม ราดด้วยน้ำตุ๋นเป็ด โรยกระเทียมเจียวและต้นหอม พร้อมเสิร์ฟ

5. เปี๊ยะไส้เป็ดแดง

เปี๊ยะ หรือ พายสไตล์จีน ซึ่งมีความหมายมงคลว่า “ปรารถนาดีต่อกัน สมัครสมานสามัคคี” เรานำมาห่อไส้ “เป็ดแดง” ได้ไอเดียมาจากไส้หมูแดง แต่เปลี่ยนเป็นเนื้อเป็ดแทน ผัดกับผงพะโล้และเครื่องปรุงจนหอม ห่อด้วยแป้งพายบางกรอบรสเค็มกำลังดี

ส่วนผสม (สำหรับ 14 ชิ้น) เตรียม 15 นาที ปรุง 60 นาที
ส่วนผสมไส้เป็ดแดง
เนื้อเป็ดย่างหั่นเต๋าเล็ก 300 กรัม
รากผักชีโขลกละเอียด 3 ราก
ผงพะโล้ 1 ช้อนชา
ซอสมะเขือเทศ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
พริกไทยขาวป่น ½ ช้อนชา
น้ำมันงา 2 ช้อนชา
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 1 ถ้วย
แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะละลายน้ำเล็กน้อย

ส่วนผสมแป้งพาย
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 170 กรัม
เนยเค็มหั่นเต๋าแช่เย็น 130 กรัม
น้ำเปล่า 4 ช้อนโต๊ะ
ไข่แดงสำหรับทาหน้าขนม
งาขาวสำหรับโรยหน้าขนม

วิธีทำ
1. ผัดไส้เป็ดแดง โดยตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชและน้ำมันงาลงไป พอร้อนใส่รากผักชีและผงพะโล้ลงไปผัดให้หอม จากนั้นใส่เนื้อเป็ดลงไปผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศ น้ำตาล ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย ซีอิ๊วดำ และพริกไทย ผัดให้เข้ากัน เติมน้ำเปล่าลงไป พอส่วนผสมเดือด ลดไฟลง เคี่ยวสักครู่ พอส่วนผสมเริ่มแห้ง เติมแป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไป ผัดให้แป้งสุก ส่วนผสมจับตัวกันเป็นก้อน ปิดไฟยกลง พักให้เย็น
2. ผสมแป้งพาย โดยผสมเนยกับแป้งให้เข้ากันเป็นเม็ดทรายด้วยมีดสับเนยหรือส้อม จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำลงไปทีละช้อน ใช้พายยางคนผสมให้เข้ากัน แล้วเปลี่ยนมาใช้มือนวดให้ส่วนผสมเนียน ห่อด้วยพลาสติกถนอมอาหาร นำไปพักไว้ในตู้เย็นประมาณ 30 นาที
3. นำแป้งพายออกมานวดให้เป็นแผ่นบางประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ใช้พิมพ์วงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 นิ้ว กดลงบนแป้ง จากนั้นตักไส้วางกลางแป้ง ทาน้ำที่ขอบแป้งโดยรอบ พับแป้งให้เป็นรูปครึ่งวงกลม ใช้ส้อมกดริมแป้งให้ติดกัน วางเรียงใส่ถาด ทาหน้าขนมด้วยไข่แดงแล้วโรยงาขาว นำเข้าอบไฟบนล่างที่อุณหภูมิ 230 องศาเซลเซียส ประมาณ 20 นาที หรือจนกระทั่งขนมสุกเหลือง นำออกมา พร้อมเสิร์ฟ

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com