กินแล้วเฮง! 8 เมนูมงคลอร่อยรับร่ำรวย ‘ตรุษจีน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569977

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.พ. 2559 13:05

 

ใกล้ถึง เทศกาลตรุษจีน วันมงคลของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนกันแล้ว ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 8 ก.พ. 2559 พี่น้องชาวมังกรคงกำลังเตรียมตัวจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานฉลอง คงหนีไม่พ้นอาหารมงคลต่างๆ ที่ช่วยเสริมความเฮงให้มากขึ้นไปอีก

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ มีเมนูอร่อยเสริมมงคล 8 เมนู ที่การันตีโดย หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา หมอดูชื่อดังเมืองไทย คัดสรรมาให้แล้วว่าแต่ละเมนูนั้นมีความหมายดี เป็นสิริมงคล เหมาะสมกับการฉลองต้อนรับปีใหม่จีน

ตรุษจีนเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ถือเป็นช่วงเวลาของการเสริมสิริมงคลสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ให้กับชีวิต ทั้งเรื่องฮวงจุ้ย ดวง การทำบุญไหว้พระขอพร รวมทั้งการเสริมมงคลจากสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน สำหรับเรื่องอาหาร หากเราเริ่มมื้อแรกของปีด้วยอาหารที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดี และใช้วัตถุดิบที่มีความหมายมงคล ก็จะช่วยให้มีความมงคลกับชีวิตทั้งปี

หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา

คนจีนมักจะเน้นอาหารที่มีความหมายดี มีชื่อที่เป็นมงคล เพื่อให้วันตรุษจีนได้เรียกแต่สิ่งดีๆ ในปีลิงนี้เป็นปีที่มีสีโทนธาตุไฟ คือ สีแดง และสีโทนธาตุดิน คือ สีเหลืองหรือสีทอง ซึ่งนอกจากเป็นสีของความเป็นสิริมงคลแล้ว เมนูอาหารที่มีสีเหล่านี้จะช่วยเสิร์ฟความมงคล เสริมเฮงในปีลิงนี้ได้

เอาล่ะ ว่าแต่จะมีเมนูอะไรบ้าง และมีความหมายอย่างไร ตามมาดูกันดีกว่า

1. นึ่งสมปรารถนา (ปลาเก๋านึ่ง)

ปลา หมายถึง อุดมสมบูรณ์ เมนูมงคลปลาจึงเหมาะสำหรับการรับประทานช่วงตรุษจีน เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ย่อยง่ายแล้ว ยังเป็นแหล่งไขมันที่ดี มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายด้วย

นึ่งสมปรารถนา เสริมดวงเรื่องความอุดมสมบูรณ์

2. ผัดอายุมั่นขวัญยืน (ผัดเส้นหมี่ซั่ว)

เส้นหมี่ หมายถึง อายุยืนยาว จานนี้นำเส้นหมี่มาผัดกับผักหลายสี มีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง

ผัดอายุมั่นขวัญยืน

3. ซุปราบรื่นโชคดี (บะกุ๊ดเต๋)

ช่วยบำรุงสุขภาพ ด้วยสรรพคุณของเครื่องยาจีนที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างอบเชย ที่ให้ความสดชื่นช่วยขับเหงื่อและแก้อาการอ่อนเพลีย โป๊ยกั๊กช่วยขับลม ขับเสมหะ ป้องกันอาการท้องอืด และตังกุย ก็ช่วยบำรุงเลือดดีต่อสตรี นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่างๆ

ซุปราบรื่นโชคดี (บะกุ๊ดเต๋)

4. เจี๋ยนมั่งมีค้าขาย (เห็ดหอมเป๋าฮื้อน้ำแดง)

เป๋าฮื้อ หมายถึง ความเหลือกินเหลือใช้ ส่วนเห็ดหอม หมายถึง ความมีชื่อเสียง จานนี้เป็นเมนูที่อุดมไปด้วยโปรตีน และวิตามินเอ เคล็ดลับความอร่อยที่ทำให้น้ำซุปมีรสชาติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คือ ปรุงน้ำซุปด้วยซอสปรุงอาหารแม็กกี้และซอสหอยนางรมตราแม็กกี้ จะได้น้ำซุปที่มีกลิ่นหอมและสีเหลืองทอง น่ารับประทาน

เห็ดหอมเป๋าฮื้อน้ำแดง

5. ทะเลรวมมิตรสุขสบาย (รวมมิตรทะเลหน่อไม้น้ำแดง)

หน่อไม้ หมายถึง ความสุขความอิ่มเอิบใจ จานนี้เน้นหลักที่หน่อไม้ และยังใส่อาหารทะเลหลากชนิด จึงให้โปรตีนและวิตามินแร่ธาตุที่หลากหลาย โดยเฉพาะแร่ธาตุไอโอดีน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์หรือสร้างขึ้นได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร เสริมด้วยผักปวยเล้ง เป็นแหล่งที่ดีของแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก วิตามินเอ บี 1, บี 2, บี 3, บี 6 และ ซี ด้วย

รวมมิตรทะเลหน่อไม้น้ำแดง

6. ปูอบยิ่งใหญ่วาสนา (ปูอบวุ้นเส้น)

ปู หมายถึง ความยิ่งใหญ่ ก้าวหน้า ปูอบวุ้นเส้นมาเป็นคู่ช่วยเสริมมงคลชีวิตคู่ให้ราบรื่นยืนยาว เห็ดหอม ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ที่สำคัญคือมีวิตามินดี ซึ่งมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมให้กระดูก และยังเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดีอีกชนิดหนึ่ง

ปูอบ เสริมดวงความยิ่งใหญ่ เป็นนายคน

7. กุ้งกระเทียมนำพาบารมี (กุ้งทอดกระเทียม)

กุ้ง หมายถึง ยศตำแหน่ง เมื่อนำมาปรุงกับซอสปรุงอาหารคุณภาพดีจะซึมเข้าเนื้อกุ้ง เสริมให้อาหารมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม และมีกลิ่นหอมละมุนในทุกๆ คำที่รับประทาน

กุ้งทอดกระเทียม เสริมดวงเรื่องยศตำแหน่ง

8. เป็ดพะโล้การงานสำเร็จทุกประการ (เป็ดพะโล้)

เป็ด หมายถึง การทำงานและความสามารถ เมื่อกินกับผักกาดฮ่องเต้น้อย หรือกวางตุ้ง เป็นผักที่มีวิตามินสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินเอ วิตามินซี นอกจากนั้นยังมีธาตุอาหารพวกแคลเซียม ฟอสฟอรัสสูง นอกจากนี้เครื่องเทศหลากหลายชนิดยังช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย

เป็ดพะโล้มงคล เสริมดวงเรื่องงาน

ความหมายมงคลของวัตถุดิบแต่ละอย่าง ที่ได้รับการแนะนำจากหมอช้าง ถูกนำมารังสรรค์จนกลายเป็น 8 เมนูอร่อยรับความเฮงในวันตรุษจีน เชื่อว่าหลายบ้านคงอยากทำเมนูเหล่านี้รับประทานกันในครอบครัว เพื่อฉลองปีวอกปีนี้ให้รุ่งเรืองกว่าเดิม

แนะนำเมนูอร่อยเด็ดรับความเฮง ปี 2559

หมอช้างแนะนำเมนูมงคล 8 อย่าง รับตรุษจีน

เชื้อก่อโรค…กับเอแคลร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572595

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.พ. 2559 05:01

 

เอแคลร์ ของหวานสัญชาติฝรั่งเศส ที่ในความหมายของชาวต่างชาตินั้นหมายถึงขนมที่มีลักษณะเป็นท่อนยาวรีๆ มีเนื้อแป้งและไส้ข้างใน

ส่วนเอแคลร์ ที่คนไทยรู้จักนั้นเป็นขนมหวานที่มีลักษณะเป็นก้อนกลมๆ รีๆ ขนาดพอคำ และมีไส้ครีมอยู่ภายใน เปลือกของเอแคลร์ มีลักษณะคงรูป ภายในเป็นรูกลวง เพื่อใส่ไส้ต่างๆได้ตามต้องการ เช่น ไส้ครีมวานิลลา ไส้ครีมช็อกโกแลต ไส้ครีมกาแฟ

กรรมวิธีใส่ไส้เอแคลร์นั้นไม่ยาก แค่เจาะรูเล็กๆที่เปลือกแล้วบีบไส้ครีมใส่เข้าไปในช่องว่างให้เต็ม หรือผู้ผลิตบางรายอาจทำในแบบครีมพัฟ คือตัดด้านบนหรือตัดกลางผ่าครึ่ง บีบครีมใส่ลงในตัวขนมให้พูนขึ้นมา แล้ววางฝาปิดทับไปบนขนม

ความอร่อยของเอแคลร์นั้นมาจากไส้ครีม ยิ่งหากผลิตได้สะอาด และถูกสุขลักษณะด้วยแล้ว ผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็ได้ทั้งความอร่อยและความปลอดภัย

ทว่าในช่วงอากาศร้อนๆ หากผู้ผลิตไม่รักษาสุขลักษณะการผลิตให้ดีเพียงพอ ไม่รักษาความสะอาดในระหว่างการเตรียม ระหว่างผลิต และเก็บรักษาเพื่อรอขาย ก็อาจทำให้มีเชื้อก่อโรคปนเปื้อนอยู่ในเอแคลร์ได้ เช่น เชื้อ บาซิลลัส ซีเรียส

เชื้อชนิดนี้ พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ อาหารที่มักพบปนเปื้อน ได้แก่ อาหารประเภทข้าว เช่น ข้าวผัด อาหารที่มีแป้งและครีมเป็นส่วนประกอบ เช่น เอแคลร์ ขนมไส้ครีม

หากได้รับเชื้อ และสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ 2 ลักษณะคือ

ลักษณะแรก ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน เกิดจากการได้รับสารพิษชนิดที่มีความคงทนมีชีวิตรอดได้ในภาวะที่มีอุณหภูมิสูง ความเป็นกรดและด่างสูง

ลักษณะที่สอง ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องร่วง ถ่ายอุจจาระเหลว เกิดจากการได้รับสารพิษชนิดที่ไม่ทนร้อน ไม่ทนกรด

วันนี้สถาบันอาหาร ได้สุ่มเก็บตัวอย่างเอแคลร์ ทั้งที่มียี่ห้อและไม่มียี่ห้อจากร้านค้าในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อบาซิลลัส ซีเรียส

ผลปรากฏว่า ทุกตัวอย่างไม่พบเชื้อชนิดนี้ปนเปื้อนเลย

แม้วันนี้จะปลอดภัย แต่ขอแนะให้เลือกซื้อจากร้านที่สะอาด ผลิตสดใหม่ และขายวันต่อวันจะดีกว่า.

ผัดหมี่อายุมั่นขวัญยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572056

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.พ. 2559 05:01

 

เทศกาลตรุษจีนถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆของชาวจีน รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีชื่อและความหมายที่เป็นสิริมงคล เพื่อให้โชคดีตลอดทั้งปี คุณแป๊ป-ชวพจน์ เทียนทอง ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแม็กกี้ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด จึงถือเอาช่วงเวลาแห่งความพิเศษในเทศกาลตรุษจีนนี้ แนะนำเมนูอาหารอร่อยรับเฮงในปีลิง

คุณแป๊ปบอกว่า เมนูรับเฮงปีลิงที่แม็กกี้นำเสนอ มีอาทิ ผัดหมี่อายุมั่นขวัญยืน เส้นหมี่ หมายถึง อายุยืนยาว ปูอบยิ่งใหญ่วาสนา (ปูอบวุ้นเส้น) ปู หมายถึง ความยิ่งใหญ่ ก้าวหน้า นึ่งสมปรารถนา (ปลาเก๋านึ่ง) ปลา หมายถึงอุดม สมบูรณ์ เจี๋ยนมั่งมีค้าขาย (เห็ดหอมเป๋าฮื้อน้ำแดง) เห็ดหอม หมายถึง ความมีชื่อเสียงเป๋าฮื้อ หมายถึง ความเหลือกินเหลือใช้ ทะเลรวมมิตรสุขสบาย (รวมมิตรทะเลหน่อไม้น้ำแดง) หน่อไม้ หมายถึง ความสุขความอิ่มเอิบใจ กุ้งกระเทียมนำพาบารมี (กุ้งทอดกระเทียม) กุ้ง หมายถึง ยศตำแหน่ง

คุณแป๊ปเล่าต่อว่า “ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ที่บ้านของผมจะเน้นการปรุงอาหารสดใหม่ตามฤดูกาลรับประทานทุกวัน โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า การทำอาหารรับประทานกันในครอบครัวเป็นความอร่อย…ที่มีความสุขมากที่สุดครับ ที่จริงผมไม่ได้ไปเรียนการทำอาหารอย่างจริงจัง เพียงแต่เป็นคนช่างสังเกต ชอบชิมและชอบทาน จึงซึมซับเทคนิคการทำอาหาร การเลือกวัตถุดิบสดใหม่ จึงทำให้ชีวิตการกินอยู่ช่วงที่ไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia) ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เรื่องยากลำบาก เลย และพอจบกลับมาก็เข้าทำงานที่เนสท์เล่ ประเทศไทย ดูแลด้านการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์แม็กกี้ สิ่งแรกที่ได้เรียนรู้คือ การเข้าครัว Nestlé Kitchen ซึ่งเปรียบเสมือนห้องทดลองปฏิบัติการด้านอาหาร การคิดค้นนวัตกรรมด้านอาหารใหม่ๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ที่ผ่านการค้นคว้าโดยนักโภชนาการและนักวิทยาศาสตร์การอาหารของเนสท์เล่ (Nestlé food specialist) การได้เข้าไปเรียนรู้กระบวนการเบื้องหลังในการคิดค้นนวัตกรรมด้านอาหารเป็นอะไรที่สนุก ได้เรียนรู้ไม่รู้จบ และที่สำคัญยังทำให้เราไม่หยุดนิ่งในการเปิดโลกการเรียนรู้ในการกิน การอยู่เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและทุกคนที่เรารักในครอบครัวครับ

สำหรับเครื่องปรุง ผัดหมี่อายุมั่นขวัญยืน (12 ที่) : เส้นหมี่ซั่วต้มสุก 600 กรัม / ซอสปรุงอาหารตราแม็กกี้ 3 ช้อนโต๊ะ / ซอสหอยนางรมตราแม็กกี้ 1 ช้อนโต๊ะ / กุ้งแชบ๊วยแกะเปลือกผ่าหลัง 200 กรัม / น้ำมันพืช 6 ช้อนโต๊ะ / กะหล่ำปลีซอย 2 ถ้วยตวง / เห็ดหอมแห้งแช่น้ำหั่นชิ้นพอคำ 10 ดอก / แครอทหั่นเส้นเล็กๆ 1 ถ้วยตวง / หน่อไม้ฝรั่ง 200 กรัม / น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา / พริกไทยป่น ½ ช้อนชา

วิธีทำ 1) ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ ตามด้วยเห็ดหอม ผัดด้วยไฟแรง พอให้เห็ดมีสีน้ำตาลทอง 2) ใส่กุ้งลงผัดพอเกือบสุก 3) ใส่แครอท กะหล่ำปลี และหน่อไม้ฝรั่งลงผัดพอสุก 4) ใส่เส้นหมี่ซั่ว และปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย พริกไทยป่น ผัดให้เข้ากัน พร้อมเสิร์ฟได้เลย
เคล็ดลับ เห็ดหอมแห้งก่อนใช้ ควรแช่น้ำร้อน ประมาณ ½ ชั่วโมง เพื่อล้างฝุ่นละอองที่ติดมากับเห็ดหอม และควรผัดเห็ดหอมกับน้ำมันโดยใช้ไฟแรง จะช่วยดึงกลิ่นของเห็ดหอมให้มากยิ่งขึ้น.

Osito by Chef Daniel Bucher

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568871

โดย Gourmet & Cuisine 2 ก.พ. 2559 16:01

 

นึกสงสัยอยู่แล้วว่า เชฟแดเนียล บูเฮอร์ (Daniel Bucher) อดีตเชฟห้องอาหารรีเฟลกชันคงไม่หนีหายไปจากวงการอาหารบ้านเราแน่ๆ เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าเขาไปอยู่ที่ไหน หลังทราบข่าวว่าเขาไปร่วมหุ้นกับคุณบิลลี เบาติสตา (Billy Bautista) เจ้าของร้านลาโมนิต้า ปรับโฉมเพิ่มเติมเสน่ห์ให้กับร้าน Osito เสียใหม่ G&C ไม่รอช้ารีบไปชิมในทันที

โอซิโต้เปิดขายมาได้พักใหญ่ แต่หลังจากได้เชฟแดเนียลมาช่วยทำให้อาหารที่นี่เด่นแปลกตาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากอาหารจานเล็กเชฟใส่ความเป็นไฟน์ไดนิง เพิ่มกลิ่นอายของอาหารสแปนิชที่ทวิสต์มากขึ้น นอกจากนี้เชฟยังเลือกเอาวัตถุดิบเพื่อการกินที่ยั่งยืนและออร์แกนิกมาใช้ด้วย

เริ่มที่ Clams หรือที่เชฟเรียกว่าหอยกระป๋อง หอยตลับรมควันปรุงกับน้ำมันมะกอก กระเทียม พาร์สลีย์ น้ำจากหอย พริกไทย และปาปริกา เสิร์ฟมาในกระป๋อง เติมรสอูมามิด้วยสาหร่ายอุมิบูโด เชฟยังแอบใส่ปลาหมึกลงไปเพิ่มเนื้อสัมผัสด้วย รสจัดอร่อยดีทีเดียว ต่อกันที่ Reuben คอร์นบีฟโฮมเมดกับซาวร์เคราต์ ชีสกรูแยร์ และขนมปังข้าวไรซ์ อร่อยเต็มปากเต็มคำมาก หรือจะลองแซนด์วิชอย่างอื่นที่มีพาสตรามี่และโชริโซโฮมเมดที่อร่อยไม่แพ้คอร์นบีฟ

มาถึงจานเด่นที่เชฟแดเนียลบอกว่าเป็นริซอตโตสเปนในแบบเฉพาะตัวของเขา จริงๆ มี 2 แบบ รีซอตโตซีฟู้ดและรีซอตโตผัดน้ำมันจากขาแฮม Paella de Mariscos เชฟปรับจากการผัดแบบปาเอลญาเป็นรีซอตโต ใช้ข้าวจากสเปนกับน้ำสต๊อกกุ้งและชีสมาเชโกแทนการใช้ข้าวและชีสจากอิตาลี ข้าวกรุบอร่อยแต่เนื้อสัมผัสต่างออกไป มีกลิ่นรสของทะเลค่อนข้างมากจากน้ำสต๊อก ส่วนอาหารทะเลที่ใส่มาด้วยก็เนื้อแน่นอร่อยทีเดียว

บรรยากาศภายในร้าน

แว่วมาว่าเมนูอาหารและรูปภาพในโปรโมชันต่างๆ ก็เป็นฝีมือของเชฟศิลปินคนนี้เช่นกัน ฝีมือดีไม่แพ้การทำอาหารเลยทีเดียว เชฟยังเตรียม Weekend Latin Brunch ไว้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 10.00-15.00 น. ที่มีเมนูอาหารยามสายให้เลือกกินจากทั้งร้านลาโมนิต้าและโอซิโต้

ใครว่างวันหยุดก็แวะมาได้

พิกัดความอร่อย : 888/23-24 อาคารมหาทุน พลาซา ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
เปิดบริการ 10.30-23.30 น.
โทร. 0-2651-4399
ราคา 160-3,000 บาท
รับบัตรเครดิต VISA และ Master Card

ที่มา – Gourmet & Cuisine
www.gourmetandcuisine.com

9 จานเด็ดต้องลอง! ร้าน ‘ณ คิดถึง’ ปักหมุดอร่อยฟินที่อัมพวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/564506

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 06:05

 

ไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาหลายหนแล้ว ก็มักจะไปฝากท้องกับร้านเดิมๆ ใช่มั้ย? แต่ถ้าคุณอยากลองทานอาหารอร่อยแบบอื่นๆ บ้าง เราขอแนะนำอาหารแนวฟิวชั่นเก๋ๆ ที่ตอนนี้มีมาเสิร์ฟให้ลองกันแล้วนะจ๊ะ กับร้านอาหาร ณ คิดถึง ที่ตั้งอยู่ในโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา แลนด์มาร์กท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ของเมืองอัมพวา

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปชิมความอร่อยรูปแบบใหม่ เป็นเมนูพื้นบ้านแนวฟิวชั่น ที่นำเอาวัตถุดิบหลักจากท้องถิ่นอัมพวามาปรุง และมีการออกแบบจัดจานให้สวยงามดูหรูหราระดับอินเตอร์ แต่ราคาน่าคบ รับรองว่าคุณจะได้ทานอาหารจานอร่อยง่ายๆ แบบสบายกระเป๋า งานนี้ พยุง ใจเย็น หรือเชฟน้อย เชฟประจำ ร้านอาหาร ณ คิดถึง ได้ครีเอตเมนูสูตรเด็ดด้วยตัวเอง

เชฟน้อย บอกว่า ไอเดียในการครีเอตเมนูเซ็ตนี้ มาจากแนวคิดว่า เมืองอัมพวาแห่งนี้มีวัตถุดิบชั้นดีอยู่หลายอย่าง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารทะเล พืชผักประจำถิ่น ซึ่งหาทานได้ยากและมีรสชาติเฉพาะตัว อย่างเช่น ชะคราม ดอกอัญชัน มะพร้าว ปลา หอย กุ้งแม่น้ำ เป็นต้น ก็คิดว่าไหนๆ จะทำอาหารพื้นบ้านของคนอัมพวาทั้งที ก็จะต้องนำวัตถุดิบเหล่านี้มาปรุง และนำเสนอในแนวประยุกต์ ออกแบบให้ทันสมัยมากขึ้น จึงได้ออกมาเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านทั้ง 6 เมนู ซึ่งหารับประทานที่อื่นไม่ได้

บรรยากาศดี น่านั่ง

ส่วนจะมีอะไรแนะนำบ้าง ตามมาดูกันเลย

1. ผัดไทยทูน่า

เป็นเมนูฟิวชั่นที่น่าสนใจมาก นอกจากจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว การคิดเมนูก็เก๋ไก๋ไม่เบา สำหรับคนที่รักสุขภาพก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทานปลาทูน่าดีต่อร่างกาย ย่อยง่าย ไขมันต่ำ เชฟน้อยจึงรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูเย็น คล้ายกับโซบะเย็นของญี่ปุ่น แต่ประยุกต์เอาเนื้อปลาทูน่ามาหั่นซอยเป็นเส้นยาว ปรุงแบบดิบหรือซาซิมิ โดยนำมาคลุกด้วยน้ำซอสผัดไทยพร้อมผักสด ทานแบบเย็นๆ

เป็นเมนู light Healthy ที่เหมาะกับเป็นมื้อเบาๆ อาจทานคู่กับไวน์ขาวเย็นๆ สักแก้ว และเหมาะที่จะทานในหน้าร้อน เพราะทานแล้วสดชื่น อร่อยลงตัว
สนนราคา : 250 บาท

ผัดไทยทูน่า

2. ปลากะพงทอดน้ำปลา เสิร์ฟคู่ส้มตำผลไม้

เมนูนี้ใช้ปลากะพงสดๆ ทั้งตัว นำมาทอดจนเหลืองกรอบ แต่จะไม่ราดน้ำปรุงเพิ่ม เพราะจะมันเยิ้มเกินไป ความพิเศษที่แตกต่างจากที่อื่นอยู่ที่น้ำยำ ปกติปลาทอดมักจะทานคู่กับน้ำยำมะม่วง แต่จานนี้เคียงคู่มากับส้มตำไทยผลไม้เมืองร้อน เช่น สับปะรด แตงโม แก้วมังกร เป็นต้น ปรุงรสชาติเปรี้ยว หวาน เผ็ด รสชาติเด็ดลงตัว ได้ความหวานฉ่ำจากผลไม้เต็มคำ ไม่ต้องปรุงเยอะก็อร่อยแล้ว
สนนราคา : 390 บาท

ปลากะพงทอดน้ำปลา

3. ยำดอกอัญชันทอดกรอบ

ที่อัมพวามีดอกอัญชันเยอะมาก ไปที่ไหนก็จะเจอเป็นปกติ เป็นดอกไม้ที่รับประทานได้ บางคนอาจจะมองข้าม บางคนก็รู้จักคุ้นเคยเฉพาะแค่น้ำอัญชัน แต่จริงๆ แล้ว สามารถนำดอกอัญชันมาทำเมนูอาหารอื่นๆ ได้อีกหลากหลายเมนู อย่างเช่นจานนี้ เชฟน้อยนำดอกอัญชันมาชุบแป้งทอดกรอบ ราดด้วยน้ำยำเมี่ยง

โดยใช้วัตถุดิบหลักจากท้องถิ่นอย่างมะพร้าวน้ำหอม โดยเอาเนื้อมะพร้าวมาคั่วให้หอม ใส่กะปิดีจากคลองโคน เอามาเคี่ยวและปรุงรสให้เป็นน้ำเมี่ยง เพิ่มถั่วบด พริกสดซอยละเอียด ข่าซอย ตะไคร้ซอย แล้วเอามาคลุกกับอัญชันทอดกรอบ อร่อยเด็ดไม่ซ้ำใคร
สนนราคา : 120 บาท

ยำดอกอัญชันทอดกรอบ

4. หมูเค็มต้มกะทิใบชะคราม

ใบชะคราม เป็นผักประจำถิ่นของที่นี่ มีรสชาติหวานและเค็มในตัว มักขึ้นตามริมชายทะเล หรือตามป่าชายเลน พืชชนิดนี้ดูดความเค็มจากน้ำขึ้นมา ทำให้มีรสชาติโดดเด่นเฉพาะตัว เวลานำมาปรุงอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องปรุงรสเค็มมากเกินไป เพราะใบชะครามมีรสชาตินี้อยู่แล้ว และซึมออกมาในน้ำแกงด้วย ยิ่งนำมาแกงกับกะทิหวานๆ หอมๆ ก็ยิ่งเข้ากัน อร่อยยิ่งขึ้นไปอีก
สนนราคา : 200 บาท

ใบชะคราม นำมาแกงกะทิ อร่อยลงตัว

5. ส้มตำหัวปลี ไก่ย่างชายคลอง

นำหัวปลีใช้แทนเส้นมะละกอ มาทำเป็นส้มตำรสแซ่บ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเมื่อหัวปลีโดนน้ำมะนาวแล้วความฝาดจะลดลงไป ดังนั้นจึงเหมาะมากที่จะเอาหัวปลีมาปรุงเป็นส้มตำ ใส่มะนาว น้ำปลา พริก ซึ่งสูตรนี้ใช้พริกแห้งคั่วให้ความเผ็ดแทนพริกสด เพราะจะทำให้ได้กลิ่นหอมมากกว่า ส่วนไก่ย่างก็หมักสมุนไพรสูตรลับเฉพาะของทางร้าน ขอบอกว่าอร่อยแซ่บติดใจ
สนนราคา : 220 บาท

ส้มตำหัวปลี ไก่ย่างหอมๆ น่ากินสุดๆ

6. ต้มยำกุ้งแม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ริมแม่น้ำแม่กลอง เป็นแหล่งที่มีกุ้งแม่น้ำเยอะ จึงพลาดไม่ได้ที่จะต้องมีเมนูต้มยำกุ้ง ซึ่งเมนูนี้เป็นต้มย้ำแบบน้ำข้น มีความพิเศษกว่าต้มยำกุ้งทั่วๆ ไป คือใช้มันกุ้งแม่น้ำมาเคี่ยวกับน้ำซุปก่อน แล้วค่อยใส่สมุนไพร ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ปรุงรสชาติให้อร่อยครบรสแบบต้มยำด้วยพริก น้ำปลา มะนาว น้ำพริกเผา

ส่วนกุ้งแม่น้ำก็ต้องนำมาทอดให้สะดุ้งน้ำมันก่อนเล็กน้อย จากนั้นนำไปคลุกกับเครื่องต้มยำให้รสชาติซึมเข้าไปในตัวกุ้ง แล้วจึงนำมาใส่ในชามต้มยำ
สนนราคา : 250 บาท

ต้มยำกุ้งแม่น้ำ ตัวใหญ่บิ๊กไซส์

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีเครื่องดื่มม็อกเทล 3 สูตร ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ได้แก่

1. นางพญาร้อยชู้

มีส่วนผสม คือ ใบโหระพา น้ำสับปะรด น้ำมะนาว ไซรัป ใบมินต์ ปั่นผสมรวมกัน แล้วนำมาเขย่ากับน้ำแข็ง จนได้เครื่องดื่มหอมเย็น เปรี้ยว หวาน สดชื่น

หอมมินต์ เปรี้ยวหวานสดชื่น

2. มิสอัมพวา

มีส่วนผสมจาก บลูฮาวาย น้ำมะนาว โซดา ไซรัป มิกซ์กันจนได้เครื่องดื่มสีฟ้า ซึ่งเป็นสีแห่งตำนานความรักของสาวอัมพวา จึงใช้ชื่อว่ามิสอัมพวานั่นเอง ส่วนรสชาติก็หวาน เปรี้ยว ซ่า สดชื่นดีอีกเหมือนกัน

มิสอัมพวา

3. ทางช้างเผือก

มีส่วนผสมจาก นมสด น้ำสับปะรด น้ำส้ม น้ำมะนาว นำมามิกซ์และเขย่ากับน้ำแข็งจนได้เครื่องดื่มสีนวลสวย เหมือนทางช้างเผือก รสชาติหวานนุ่มละมุนลิ้น

ทางช้างเผือก

ใครมีแพลนไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาช่วงต้นปีนี้ ก็อย่าลืมแวะไปลองเมนูเด็ดๆ เหล่านี้ได้ น่าจะทำให้มื้ออาหารของคุณและครอบครัวอิ่ม อร่อย และมีความสุขได้ไม่มากก็น้อย

ร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ดูอบอุ่น และต้นไม้เขียวๆ สบายตา

มุมนั่งชิล

ชิคและคลาสสิก

ร้านอาหารตั้งอยู่ริมน้ำ อากาศชิล

มุมห้องอาหารสวยๆ

ด้านหน้า มีเมนูให้ดูด้วย

แกงใต้ในกรุง หรอย!สมชื่อ “ดีปลี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570395

โดย คุณชาย 4 31 ม.ค. 2559 05:01

 

สายๆวันอาทิตย์ คุณชายสี่ตั้งใจหาร้านบรรยากาศดีๆ ราคาไม่แพง จอดรถสะดวก ขับรถเข้าไปกลางซอยรามอินทรา 14 หรือซอยมัยลาภ 1 กม. ก็เจอป้ายร้านโดดเด่นชื่อ…ดีปลี

ร้านดูสะอาดตา แต่ละโต๊ะจัดแจกันดอกดาหลาสวยงาม เจอเจ้าของร้าน 2 คน คนหนึ่ง ชื่อจริง ชัชชัย มนูญผล ชื่อเล่นเหน่ง อายุ 45 ปี อีกคน ชื่อจริง ปรีชา เสาธง ชื่อเล่น โอ๊ก อายุ 42 ปี

พี่โอ๊กคุยว่า เดิมทีเราสองคนออกแบบและผลิตเสื้อผ้าผู้หญิง 2 แบรนด์ชื่อ OAK และ THE CLOTHES เปิดร้านขายส่งอยู่ที่จตุจักร ขายปลีกที่อัมรินทร์พลาซ่า ต่อมาก็อยากเปิดร้านอาหารตามความใฝ่ฝันแต่เด็ก

หลายปีก่อน พี่โอ๊กไปกินข้าวบ้านพี่เหน่ง ที่หลังสวน จังหวัดชุมพร แม่น้อยทำอาหารอร่อยทุกอย่าง ความรู้สึกตอนนั้น อยากเอามาทำขายที่กรุงเทพฯ วันหนึ่งเจอที่ว่างอยู่ใกล้บ้านก็ไปขอเช่า

พี่เหน่งขอเล่าต่อ…เป็นคนชอบทำอาหารตั้งแต่เด็กๆ ก็ขอให้แม่ขึ้นมาสอนสูตรการทำอาหารใต้เพิ่มเติม วัตถุดิบบางอย่างเอามาจากหลังสวน เช่น กะปิ ไตปลา ใบแป้น ส่วนส้มจี๊ดแม่จะคั้นใส่แกลลอน ส่งมาให้ทางรถไฟ เพราะที่กรุงเทพฯหายาก

บางเมนูอย่างแกงส้ม น้ำพริกกะปิ ใส่ส้มจี๊ดเข้าไปเวลากินจะได้กลิ่นความสดชื่นของผลไม้

แบ่งหน้าที่ชัดเจน พี่เหน่งทำครัวแกง พี่โอ๊กทำครัวผัด ตำน้ำพริก ต้มยำ ต้มจืด เมนูนึ่ง คิดเมนูใหม่ๆ

ตีสี่พี่โอ๊กออกไปซื้อกับข้าว หกโมงเช้าน้องๆ ที่ร้านช่วยเตรียมของ ทุกอย่างพร้อม 7 โมง พี่โอ๊กกับพี่เหน่งก็เริ่มปรุง อาหารทำวันละ 20 กว่าอย่าง ทั้งผัด ทอด ต้ม ตุ๋น นึ่ง

ร้านนี้มีเอกลักษณ์เมนูหลักๆ 90% เปลี่ยนแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ เมนูเด่น หมูเค็ม แกงส้ม คั่วกลิ้ง ผัดเผ็ดเนื้อ น้ำพริก ขนมจีนน้ำยา แกงไตปลา มาทุกวันต้องเจอ เมนูนอกนั้นจะเปลี่ยนพวกผัดทอดไปเรื่อยๆ

ว่าถึงราคา ข้าวราดเริ่มที่ 40 บาท ราด 2 อย่าง 50 บาท ราด 3 อย่าง 60 บาท สั่งเป็นถ้วย 40–50 บาท หมูเค็มขีดละ 60 บาท

เริ่มเมนูแรก วิธีทำหมูเค็ม พี่โอ๊กบอกว่า เลือกหมูสามชั้นส่วนราวนม เพราะเป็นชั้นสวย แล่แค่หนังออกหั่นเป็นชิ้นยาวๆ แล้วหั่นเป็นก้อนๆขนาด 1 นิ้ว จากนั้นเอามารวนให้แห้ง พักไว้ให้น้ำในหมูหยดออกให้หมด

ก่อนทอดเอามาคลุกเกลือเสร็จแล้วตั้งน้ำมันให้ร้อนมากใส่หมูลงไป

ร้านนี้ใช้แต่น้ำมันใหม่ ทอดวันละสามสี่กิโลต่อน้ำมัน 1 ขวด คั่วไปจนได้ที่ เทน้ำมันออกเหลือไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ รวนหมูอีกรอบเพื่อให้กรอบ พอได้สีที่ต้องการก็ปรุงรสด้วยน้ำปลา 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วรีบผัด 5-6 ครั้ง

พี่โอ๊กตักหมูเค็มใส่จานรองด้วยใบตอง เห็นแว่บแรกหมูเค็มสีสวยน่ากิน คุณชายสี่ตักชิม คุณเอ๊ย! อร่อยมากๆ หมูเค็มกำลังดี…สมชื่อ

เมนูต่อมาคั่วกลิ้งหมูสับ เครื่องแกงมี ตะไคร้ กระเทียม ขมิ้น กระชาย พริกขี้หนู ผิวมะกรูด เกลือนิดหน่อย เอาทั้งหมดไปปั่น จากนั้นผัดเครื่องแกงใส่กะปิอย่างดีจากหลังสวน 1 ช้อนโต๊ะ ใส่หมูสับปรุงรสด้วยน้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส น้ำตาล พริกไทยดำ 1 ช้อนโต๊ะ พิเศษใส่ไตปลา 2-3 ช้อนโต๊ะเข้าไปจะทำให้มีกลิ่นหอม

จากนั้นคั่วไฟแรง เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยใบมะกรูดซอย

พี่เหน่งคุยว่า รสชาติจะเข้มข้นกว่าผัดหมูกับพริกแกงธรรมดา แล้วยกมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมเย้ายวนจริงๆ ชิมแล้ว กินคั่วกลิ้งที่ไหนๆ รสชาติก็สู้ร้านดีปลีไม่ได้

เมนูแกงส้ม พี่โอ๊กบอกว่า ผักตามฤดูกาล คูนหรือมะละกอกับปลาทะเล ส่วนผสมเครื่องแกง มีพริก หอม กระเทียม ขมิ้น เคล็ดลับอยู่ที่เครื่องแกงทำใหม่ทุกวัน วิธีทำ ตั้งน้ำจนร้อนใส่เครื่องแกงปรุงรสด้วยกะปิ 1 ช้อนโต๊ะ ส้มจี๊ดกับน้ำมะขาม ใส่ปลาและผักลงไป เมนูนี้ตักน้ำชิมก่อนตามด้วยคูน กรอบอร่อย ส่วนปลาทะเลสดและหวาน

เมนูสุดท้ายขนมจีนน้ำยา มี 3 ชนิด กะทิ เขียวหวานไก่ และไตปลา

น้ำยากะทิ ส่วนผสมเนื้อปลาทะเล เครื่อง แกงเหมือนผัดคั่วกลิ้ง กะทิสด วิธีทำใส่หางกะทิลงไปผัดเครื่องแกงให้หอมแล้วใส่เนื้อปลาที่ปั่นเอาไว้ เติมกะปิ ผัดจนหอม ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลปี๊บนิดหน่อย เพราะได้รสหวานจากกะทิสดแล้ว

จากนั้นใส่หัวกะทิเปิดไฟให้แรง สักพักก็ปิดไฟ เมนูนี้ต้องขอขนมจีนมาเพิ่มราดน้ำยากะทิกลิ่นความหอมของเครื่องแกงขึ้นจมูก รสชาติกลมกล่อมเค็มเผ็ดกำลังดี

พี่โอ๊กคุยถึง เขียวหวานไก่ เครื่องแกงใช้เหมือนน้ำยากะทิ วิธีทำตั้งหางกะทิผัดเครื่องแกงเติมกะปิผัดจนหอม ใส่เนื้อไก่ส่วนสะโพกไม่เอาหนัง ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลปี๊บ ต้มไปจนไก่สุก เติมหัวกะทิรอจนเดือดใส่เลือดไก่ ใส่มะเขือเปราะตามด้วยใบโหระพา ยกใส่ถ้วยมา ตักชิมแล้วทุกรสชาติหอมหวานมันอร่อย

พี่เหน่งเสริม ไตปลา วิธีทำตั้งน้ำใส่เครื่อง แกงลงไปเคี่ยวจนหอม ใส่ผักที่สุกยาก ฝักทอง หน่อไม้เต๋า ใส่ไตปลา เนื้อปลาย่าง ปรุงรสด้วยกะปิ น้ำตาลปี๊บ เกลือ พริกไทยป่น ตามด้วยใบแป้นอันนี้สำคัญมากจะให้ความเผ็ดร้อนและหอม
ลองชิมดูสมกับคำที่พี่เหน่งบอก เผ็ดเค็มนิดๆ หน่อไม้หวานกรอบ

ร้านดีปลีโดดเด่นด้วยโต๊ะผักตามฤดูกาล ตั้งอยู่กลางร้านกว่า 30 กล่องให้เลือกกิน

“คนใต้ชอบกินผักเยอะๆ” พี่เหน่งว่า “ที่นี่มีครบหมด ยอดเหลียงลวกกะทิ ผักกูดลวกกะทิ ผักต้ม ผักดอง ผักยำ เอาแบบฉบับมาจากหลังสวน”

“เรื่องกำไรเอาไว้ คิดทีหลัง” พี่โอ๊กคุย “เราอยากให้ลูกค้าอร่อยมีความสุข บางที ลูกค้าเห็นผักก็เข้ามาถาม เด็กๆไม่ทานผัก แต่สนุกกับการได้เลือกสี เราเห็นก็มีความสุข”

 

ในซึ้งหน้าร้านมีเมนูไข่ตุ๋น ห่อหมกแกง จืดฝักตุ๋นมะนาวดอง มะระหมูสับ ขาหมูต้มยำ ซุปเปอร์ขาไก่ พี่เหน่งบอกว่า หมูสะเต๊ะไว้ทานเล่น และรับทำอาหารสำหรับงานเลี้ยงบริษัท

ที่มาของชื่อร้านดีปลี พี่เหน่งอธิบาย ดีปลีเป็นภาษาใต้โบราณ แปลว่าพริก คนรุ่นย่ายายยังเรียกดีปลี แต่คนรุ่นหลังเรียกพริก พี่เหน่งชอบคำดีปลี เลยเอามาตั้งชื่อร้าน ตั้งใจให้ตรงกับรสชาติอาหารซึ่งจัดจ้าน

ใครยังไม่เคยชิม คุณชายสี่ขอให้มาลองชิม ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงบ่ายสามโมง ปิดวันจันทร์ โทร.08-1771-6687 หรือเฟซบุ๊ก deepleesoi14 กันพลาด.
คุณชาย 4

เชฟมิชลินสามดาวฝรั่งเศส ประเดิมนอร์มังดีโฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569917

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ม.ค. 2559 05:01

 

ทุ่มงบ 16 ล้านบาท ปิดปรับปรุงรีโนเวทไปเกือบ 9 เดือน ทำเอาแฟนๆคิดถึงกันใหญ่ ถึงเวลาแล้วที่ห้องเลอ นอร์มังดี เพชรเม็ดงามของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ จะกลับมาให้บริการอีกครั้ง ประเดิมศักราชใหม่ด้วยการเชื้อเชิญ “เชฟ ฌาคส์ มาร์กง” เชฟมิชลินระดับสามดาวจากร้านเรจิส เอท์ ฌาคส์ มาร์กง เมืองโอต ลัวร์ ประเทศฝรั่งเศส มาปรุงอาหารรสเลิศให้นักชิมชาวไทยได้ลิ้มลอง ระหว่างวันที่ 1-6 ก.พ.นี้ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ

สำหรับเชฟฌาคส์ มาร์กง เป็นลูกชายของ “เชฟเรจิส มาร์กง” ผู้สืบสานธุรกิจโรงแรมเรจิส เอท์ ฌาคส์ มาร์กง ซึ่งมีรางวัลทรงเกียรติมากมายเกี่ยวกับการทำอาหารเป็นเครื่องการันตีฝีมือ โดยในปี 1990 “เชฟฌาคส์ มาร์กง” ได้รับมิชลินเป็นดาวแรก ต่อมาในปี 1997 คว้ามิชลินดาวที่สอง กระทั่งปี 2005 ก็ได้รับมิชลินสามดาว ทั้งนี้ ด้วยความที่เติบโตมาในตระกูลธุรกิจโรงแรมและอาหาร กิจกรรมยามว่างของพวกเขาจึงเพลิดเพลินกับการสรรหาพืชพรรณธรรมชาติหายากตามป่าฤดูหนาว เพื่อนำมาประกอบอาหารสไตล์ฝรั่งเศสดั้งเดิม พร้อมคัดสรรเมนูรสเลิศนำไปเสิร์ฟให้แขกของร้าน จนเป็นที่ติดใจในรสชาติ โดยเฉพาะเมนูปรุงจากเห็ด น่าทึ่งจนได้รับการยกย่องเป็น “ราชาแห่งเห็ด”

บอกได้คำเดียวว่าไม่ควรพลาด ฝีมือการปรุงอาหารของเชฟมิชลินสามดาวชื่อก้องโลก การกลับมาครั้งนี้ของ “เชฟฌาคส์ มาร์กง” เป็นการฉายเดี่ยวโดยไร้เงาผู้เป็นพ่อ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯและเปิดตัวห้องอาหารเลอ นอร์มังดี โฉมใหม่ สำรองที่นั่งและสอบถามรายละเอียด โทร. 0-2659- 9000 ต่อ 7390 สำหรับมื้อกลาง วัน อาหาร 5 คอร์ส ราคา 5,649.60 บาท และมื้อค่ำ อาหาร 7 คอร์ส ราคา 10,004.50 บาท เพิ่มอีกหนึ่งมื้อค่ำคืนพิเศษ อาหาร 6 คอร์ส ส่งท้ายโปรโมชั่นไวน์ดินเนอร์ วันเสาร์ที่ 6 ก.พ.2559 ในราคา 14,712.50 บาท (รวมภาษีและบริการ)

รู้ไหม! กินอย่างไรให้ ‘สมอง’ สตรองโลดแล่นแจ่มใส?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548951

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ม.ค. 2559 14:05

 

สมองดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เพราะสมองมีบทบาทต่อการทำงานของอวัยวะ และระบบอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาท การเคลื่อนไหวของแขน-ขา ไปจนถึงการเดิน การทรงตัว และความจำ…

ปัจจุบันคนไทยมีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท และสมองเพิ่มขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังเช่นหลายๆ ประเทศที่กำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งเราอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคระบบประสาทมากเช่นกัน โดยจากสถิติพบว่า ในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคระบบประสาทเฉลี่ย 4 นาทีต่อคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่ง ‘โรคหลอดเลือดสมองตีบ’ นี้เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากทั่วโลกรองจากโรคมะเร็ง

เช่นนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสมองให้คงประสิทธิภาพ อยู่กับเราไปได้นานที่สุด? อีกหนึ่งคำตอบง่ายๆ ก็คือ การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ยังไงล่ะ!

แล้วเราควรเลือกรับประทานอะไรบ้าง?

นักโภชนาการ-กำหนดอาหารวิชาชีพ
ได้ให้คำแนะนำว่า ในแต่ละวันหากเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองบ้าง ก็จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันการเสื่อมเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น เหมือนการออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหารบำรุงส่วนอื่นๆ เพราะสมองก็ต้องการการดูแลเพื่อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วยเช่นกัน

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองบ้าง…

ป้องกันสมองเสื่อมเร็วกว่าที่ควร

สารอาหารอะไรบ้างที่ทำให้สมองเราฟิต?
คุณเอกสิทธิ์ แนะนำว่า สารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุง และสนับสนุนการทำงาน ตลอดจนชะลอความเสื่อมของสมอง ได้แก่ วิตามินชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินบี 1, บี 6, บี 12, วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งมีอยู่ในอาหารหลายประเภท ดังนี้ :

– วิตามินบี 1 มีมากในอาหารจำพวก ข้าวแข็งๆ ไข่แดง ปลา ถั่วเหลือง
– วิตามินบี 6 แนะนำให้รับประทาน ไข่ เนื้อสัตว์ จมูกข้าว ข้าวโพด กล้วย
– วิตามินบี 12 จะช่วยสนับสนุนการทำงานของกระแสประสาท ทำให้ความจำระยะสั้นดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุราว 4 เท่า อาหารที่เหมาะสมประกอบด้วย ไข่ เครื่องในสัตว์ นม เนื้อสัตว์อื่นๆ ที่มีไขมันต่ำ
– วิตามินซี มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบในผลไม้จำพวกกีวี่ ฝรั่ง มะละกอ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง
– วิตามินอี มีมากในผักคะน้า ผักโขม ถั่ว อัลมอนด์ น้ำมันรำข้าว และธาตุเหล็ก ซึ่งจะช่วยส่งออกซิเจนเลี้ยงสมอง

อย่างไรก็ดี หลายๆ คนยังมีความเข้าใจผิดในการเลือกรับประทานอาหารหลายประเภท เพราะคิดว่าอาหารเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายมากกว่าก่อให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต และไข่แดง ซึ่งจริงๆ แล้วอาหารทั้ง 3 ประเภทนี้ ‘มีความสำคัญ’ มากกว่าส่งผลกระทบต่อร่างกาย หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม…

ทานอาหารที่หลากหลาย ให้ครบ 5 หมู่

งดไขมัน ดีจริงหรือ?
ร่างกายคนเรายังต้องการไขมัน และโครงสร้างสมองก็มีไขมันอยู่ถึง 60% ฉะนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งไขมันที่ดีจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และสร้างความแข็งแรงให้เซลล์สมอง อาหารที่ให้โอเมก้า 3 สูง ประกอบด้วย ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู และปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาจะละเม็ด รวมถึงไข่แดง สาหร่ายทะเล เมล็ดเซีย เมล็ดฟักทอง งา น้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวัน อาหารเหล่านี้ล้วนมีส่วนประกอบของไขมันดีซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย!

งดคาร์โบไฮเดรต ดีจริงหรือ? 

สาวๆ ที่กลัวอ้วนล้วนต้องการลดแป้งเป็นอย่างแรก แน่นอนสิ่งที่นึกถึงคือ “คาร์โบไฮเดรต” ใช่ไหมล่ะ? หากแต่คุณรู้หรือไม่ว่า สมองยังต้องใช้น้ำตาลกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตที่เรารับประทาน ดังนั้นถ้าจะงดเสียทุกอย่างคงจะไม่ได้ การที่ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรต (ในรูปของน้ำตาลกลูโคส) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง ส่งผลให้มีอาการหาวนอน เพลีย หน้ามืด และใจสั่น นอกจากนี้ สาวๆ ก็ควรรับประทานข้าวกล้อง เผือก มัน ข้าวโพด ธัญพืช ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคุณภาพที่ร่างกายต้องการ

ธัญพืช อาหารสมองที่สำคัญ!

งดไข่แดง ดีจริงหรือ?
ไข่แดงเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่พบว่า หลายคนมักเลี่ยงที่จะรับประทาน แต่คุณรู้ไหมว่า การทำงานของสมองต้องอาศัยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งมีรวมอยู่ในไข่แดงแทบทั้งสิ้น การรับประทานอาหารที่หลากหลายในสัดส่วนเหมาะสม และสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เน้นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะละเลยส่วนอื่นๆ ได้อาหารจากพืช และสัตว์ จำพวกไข่แดง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ และธัญพืชจากถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี หรือจะเป็นเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ไก่ ปลา เป็นต้น เหล่านี้เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่อุดมด้วย ‘โคลีน’ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท และสมอง แถมอาหารประเภทนม ไข่ อัลมอนด์ งา และเมล็ดฟักทอง ยังมีส่วนช่วยในเรื่องความจำอีกด้วย

ทั้งนี้ ยังมีกรดอะมิโนบางประเภทที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ แต่จำเป็นต่อสมอง เช่น ทริปโตเฟน สามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว กล้วย นมอุ่นๆ และนมถั่วเหลือง และกลูตาเมท สารธรรมชาติที่พบมากในโปรตีน เช่น ไก่ หมู ปลา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ถ้าร่างกายได้รับในปริมาณที่ต่ำเกินไปก็อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ และจดจำได้ แต่หากได้รับมากเกินไปก็อาจไปทำลายเซลล์ประสาทได้เช่นกัน!

อย่างไรก็ดี คุณเอกสิทธิ์ทิ้งท้ายไว้ว่า ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท และสมองที่เราไม่อาจละเลยได้ อย่างเช่นกลุ่มสารอาหารจำพวก กรดอะมิโน ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่ กลูตามีน ที่เราจะได้จากอาหารประเภทข้าวกล้อง จมูกข้าว หรือธัญพืชอื่นๆ แนะนำว่าควรรับประทานเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ร่วมด้วยปลา ข้าวโอ๊ต และกล้วย

ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ได้

เพราะใครๆ ก็ต้องการมีสมองที่ดีอยู่กับตนเองให้นานที่สุด ฉะนั้นการให้ความสำคัญกับอาหารสมองเป็นสิ่งที่จำเป็น ด้วยการเลือกอาหารที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีสมองที่เปี่ยมประสิทธิภาพ อยู่กับเราไปได้อีกนานๆ แล้วล่ะ!

ออกกำลังกายควบคู่กันอย่างสม่ำเสมอ…

มักกะโรนีกับสารพิษจากเชื้อรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569260

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ม.ค. 2559 05:01

 

กล่าวถึงอาหารกลุ่มพาสต้า หลายคนคงนึกถึงเส้นสปาเกตตี มักกะโรนีกันอย่างแน่นอน

พาสต้า เป็นอาหารของประเทศอิตาลี ผลิตจากแป้งสาลีที่มีปริมาณโปรตีนและกลูเตนสูง

พาสต้า มีทั้งที่ทำสด และผ่านการทำแห้งเพื่อลดความชื้น มีรูปร่างหลากหลาย รูปร่างที่หลากหลายของพาสต้าเป็นที่มาของชื่อต่างๆ เช่น สปาเกตตี (spaghetti) เป็นเส้นยาว มักกะโรนี (macaroni) เป็นรูปทรงกระบอกกลวง ท่อนสั้น ลิงกวินี (linguine) คล้ายเส้นสปาเกตตี แต่มีลักษณะเส้นแบน ฟูซิลี (fusilli) แบบเส้นเกลียวสั้น เพนเน (penne) แบบท่อขนาดกลาง ตัดเฉียงที่ปลายทั้งสองด้าน

หากในวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตมีการปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา อาจเสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภคได้ เช่น ดีออกซีนิวาลีนอล (Deoxynivalenol : DON)

Deoxynivalenol (DON) เป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่สร้างจากเชื้อรากลุ่ม Fusarium มักพบปนเปื้อนในธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาเลย์ และวัตถุดิบอาหารสัตว์ และพบการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตจากธัญพืช เช่น เส้นพาสต้า อาหารเส้นที่ทำจากแป้งสาลี ขนมปัง เพสตรี้ บิสกิต มอลต์ เบียร์ เป็นต้น

ความเป็นพิษของ DON มีทั้งแบบเฉียบพลันคือ เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากจะทำให้มีอาการอาเจียน เวียนศีรษะ ปวดท้อง ซึ่งจะทุเลาลงภายใน 24 ชั่วโมง และแบบเรื้อรังจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการช้า และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

ตามมาตรฐานของ Codex กำหนดให้พบสารพิษจากเชื้อรา DON ปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าวบาร์เลย์ได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างมักกะโรนี 5 ตัวอย่าง (5 ยี่ห้อ) ในเขตกรุงเทพฯและจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อน ของสารพิษจากเชื้อรา DON

ผลปรากฏว่า ไม่พบการปนเปื้อนในมักกะโรนีเลย วันนี้ ผู้ที่ชื่นชอบมักกะโรนีสามารถทานได้อย่างสบายใจ

แต่ขอแนะว่า ควรทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารเดิมๆซ้ำๆ เพื่อความปลอดภัย.

โตเกียวบานาน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568756

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2559 05:01

 

โตเกียว บานาน่า ขนมญี่ปุ่นซึ่งมีลักษณะเหมือนกล้วยหอม เป็นแป้งชิฟฟ่อนเนื้อนิ่ม มีทั้งสีเหลืองธรรมดา หรือลวดลายต่างๆ ด้านในเป็นครีมคัสตาร์ดกลิ่นกล้วยหอมเข้มข้นที่เคยติดอันดับของฝากในดวงใจ ใครไปเที่ยวญี่ปุ่น มักจะต้องซื้อติดมือกลับมาเป็นของฝากแทบทุกคน ซึ่งวันนี้ คุณบิ๊ม-ปรางแก้ว บัณฑรรุ่งโรจน์ นักเรียนเก่าญี่ปุ่น ซึ่งจบปริญญาตรีด้านบริหารจากมหาวิทยาลัย Ritsumeikan Asia Pacific เมืองเปปบุ ช่วงชีวิตการเรียน 4 ปี สาวนักชิมอย่างคุณบิ๊มได้มีโอกาสตระเวนลิ้มลองสุดยอดเบเกอรี่ในแดนอาทิตย์อุทัยมามากมาย จึงได้รู้ว่ากว่าจะออกมาเป็นขนมสักตัว คนญี่ปุ่นเขาพิถีพิถันในทุกๆกระบวนการผลิต จึงทำให้เธอตัดสินใจไปลงเรียนหลักสูตรด้านขนมหวานและเบเกอรี่จาก Tsuji Gakkuen เมืองโอซากา สถาบันสอนทำขนมอันดับต้นๆของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เมื่อจบ กลับมาจึงรับหน้าที่เป็นนักเขียนตำราเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่นของสำนักพิมพ์แสงแดด จนมีตำราเบเกอรี่ฮอตฮิตติดชาร์ตมากมาย อาทิ โตเกียว คาเฟ่ตำราที่รวมสูตร ขนมสไตล์คาเฟ่ของญี่ปุ่น ที่ทำเองที่บ้านได้ ไม่ต้องเหาะไปกินไกลถึงถิ่น อย่างเมนู โตเกียว บานาน่า ที่นำเสนอวันนี้ คุณบิ๊มได้นำสูตรมาดัดแปลงให้เหมาะกับวัตถุดิบของบ้านเราเพื่อให้ทำกินเองที่บ้านโดยที่หน้าตาและรสชาติคล้ายคลึงกับที่วางขาย

ส่วนผสม โตเกียวบานาน่า จำนวน 4 ชิ้น

คัสตาร์ดกล้วย : กล้วยหอม 20 กรัม/ไข่แดงไข่ไก่ 2 ฟอง/น้ำตาลทราย 75 กรัม/วานิลลาชนิดฝักกรีดเอาเฉพาะเมล็ด ½ ฝัก/แป้งสาลีอเนกประสงค์ 30 กรัม/ นมสดชนิดจืด 250 กรัม/กลิ่นกล้วยปริมาณตามชอบ

วิธีทำ 1) บดกล้วยหอมเตรียมไว้ 2) ตีไข่แดง น้ำตาลทราย และเมล็ดวานิลลา เข้าด้วยกันจนสีอ่อนลง 3)ใส่แป้งสาลี และกล้วยบด คนให้เข้ากัน 4) ใส่นมลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งบนไฟกลาง พอเดือดอ่อนๆ ปิดไฟ 5) ใส่นมอุ่นครึ่งหนึ่งลงในส่วนผสมข้อที่ 1 คนเร็วๆให้เข้ากัน 6) แล้วจึงใส่นมที่เหลือ คนให้เข้ากัน 7) เทส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อ ตั้งบนไฟกลาง ใช้ตะกร้อมือคนจนคัสตาร์ดเดือดข้น จึงยกขึ้นจากเตา เทคัสตาร์ดลงในอ่างผสม ปิดพลาสติกแร็ปให้แนบหน้าคัสตาร์ด เพื่อไม่ให้ผิวด้านบนคัสตาร์ดเซตตัวเป็นแผ่น

เค้กโรล : แป้งเค้ก 80 กรัม/ไข่แดงไข่ไก่3 ฟอง/น้ำตาลทราย 20+40 กรัม/น้ำมันพืช 30 กรัม/น้ำ 40 กรัม/ ไข่ขาวไข่ไก่ 3 ฟอง

วิธีทำ 1) ทำเค้กโรลโดยอุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ แล้วปูกระดาษไขในถาดอบ 2) ร่อนแป้งเค้กสองรอบ พักไว้ 3) ตีไข่แดงกับน้ำตาลทราย 20 กรัม ในอ่างผสม 4) ใส่น้ำมันและน้ำ ตีให้เข้ากัน 5) ใส่แป้งเค้กที่ร่อนไว้ ใช้ตะกร้อคนเบาๆให้เข้ากัน 6) ตีไข่ขาวในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้า 7) ค่อยๆใส่น้ำตาลทรายที่เหลือทีละน้อยจนหมด ตีต่อจนไข่ขาวตั้งยอดอ่อนและมันวาว 8) แบ่งไข่ขาว 1/3 ส่วน ลงตะล่อมในส่วนผสมไข่แดงจนเข้ากัน แล้วเททั้งหมดลงในอ่างไข่ขาวที่เหลือ ตะล่อมจนเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่ถาดอบ เกลี่ยให้เรียบเสมอกันนำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้ อบนาน 9 นาที นำเค้กออกจากเตา คว่ำบนตะแกรง ลอกกระดาษไขออก แล้ววางกระดาษไขแผ่นใหม่ลงบนเค้กเหมือนเดิม นำตะแกรงอีกอันหนึ่งมาประกบ หงายเค้กด้านสีน้ำตาลขึ้น 9) ตัดขอบเค้กโรลที่เย็นแล้วออกทุกด้าน ด้านละประมาณ 1 ซม. จากนั้นตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากัน พักไว้

วิธีประกอบไส้คัสตาร์ดกับเค้กโรล นำคัสตาร์ดกล้วยมาคนให้เป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง ใส่กลิ่นกล้วย ตักใส่ถุงบีบ แล้วบีบบนกึ่งกลางเค้กโรล ม้วนแป้งกับ ครีมคัสตาร์ดเข้าหากัน หุ้มด้วยพลาสติกแร็ป ดัดเค้กโรลให้เป็นทรงกล้วยหอม นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดานาน 30 นาที จนเซตตัว

เคล็ดลับ สิ่งที่ต้องระวังคือกล้วยที่นำมาใช้ ควรใช้กล้วยหอมสุก ไม่อย่างนั้นคัสตาร์ดจะมีรสฝาด หากต้องการรสชาติหวานใส สามารถ เปลี่ยนจากนมเป็นน้ำได้ ส่วนตัวผู้ทำคิดว่า หากเป็นน้ำ รสชาติจะใกล้เคียงกับที่ขายมากกว่า ทั้งนี้ ขึ้นกับความชอบของแต่ละคน.