Broccoli Revolution เพียงปรับ ชีวิตก็เปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565943

โดย Gourmet & Cuisine 26 ม.ค. 2559

 

“คงไม่ต้องถึงขั้นปฏิวัติการกินใหม่ทั้งหมด” ความคิดแวบแรกที่แล่นเข้ามาในหัวหลังจากได้ฟังสิ่งที่คุณหนู-ณยา เอียร์ลิคซ์-อาดัม หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน Broccoli Revolution ร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้เล่าให้ฟัง ตัวเธอบอกกับ G&C ว่าที่นี่เป็นเพียงทางเลือกใหม่มากกว่า

หลังจากได้ดูสารคดี “Sick, fat and nearly-dead” ของ Joe Cross คุณหนูเริ่มทดลองดื่มเฉพาะน้ำผักตลอด 3 มื้อนานถึง 30 วัน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทำให้การกินของตัวเธอเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้เธอยังเคยเปิดร้านอาหารทั้งในเวียดนามและพม่า พอกลับมาเลยอยากทำร้านอาหารต่อ จึงเปิดเป็นร้านอาหารแห่งนี้ โดยให้ชั้น 2 เป็นอาร์ตสเปซ ส่วนดาดฟ้าเตรียมปรับเป็นสวนผักออร์แกนิกชุมชนให้คนแถวนี้มาซื้อในราคาต้นทุน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงผักออร์แกนิกได้

บรรยากาศร้าน Broccoli Revolution

บรอกโคลี เรฟโวลูชัน เลือกใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เพื่อกระจายรายได้สู่เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะผักออร์แกนิก แต่ถ้าผักบางชนิดไม่มีออร์แกนิกก็เลือกเอาที่ปลอดสารมาทดแทน อาศัยรสชาติตามธรรมชาติของวัตถุดิบมาปรุงอาหารแบบ East Meets West ไม่เน้นโปรตีน จึงไม่มีเนื้อสัตว์ทุกชนิด

เริ่มวันดีๆ ด้วยน้ำผักผลไม้โคลด์เพลส NO.7 บรอกโคลี ส้ม และแอปเปิลเขียว เป็นสูตรเดียวกับไอศกรีมบรอกโคลีที่ให้ร้าน Farm to Table ช่วยผลิตให้ ตัวนี้ดื่มง่ายไม่เหม็นเขียว ก่อนกินอาหารว่างเบาๆ Vegetable Crudités ผักจิ้มเย็นกรอบกับดิปมะม่วงหิมพานต์ผสมมิโซะ ตามด้วยซุปเย็น Gazpacho ซุปมะเขือเทศเย็นๆ เผ็ดๆ รสจัดหน่อย

มาที่อาหารจานใหญ่อย่าง Couscous Salad คูสคูสจานนี้มีกลิ่นรสของแตงกวาและเบอร์รี่มากหน่อย กินแล้วไม่หนักท้องแต่ก็ไม่เบาไป ปิดท้ายด้วยจานเด็ดอย่าง Broccoli Quinoa Charcoal Burger ขนมปังถ่านไม้ ชิ้นเนื้อทำจากควินัวผสมบรอกโคลีและวอลนัต ราดด้วยซัลซามะม่วง กินกับเผือกและมันหวานทอด หรือถ้าไม่อยากอาหารแนะนำ Smoothie in a Bowl เราเลือก Green สมูทตีสีเขียวจากผักเคล อะโวคาโด และกล้วยที่ให้รสหวานอร่อย…

กินกับเมล็ดเชีย เก๋ากี้ นัตต่างๆ ผลไม้แห้ง และมะม่วงสุก

พิกัดความอร่อย : 889 ถนนสุขุมวิท ซอย 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
เปิดบริการ : 07.00-22.00 น.
โทร. 0-2662-5002
ราคา : 90-290 บาท
รับบัตรเครดิต VISA และ Master Card

ที่มา – Gourmet & Cuisine
www.gourmetandcuisine.com

THE COOKING CRAB แฮงเอาท์…สบายๆได้คุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566962

โดย คุณชาย 3 24 ม.ค. 2559 05:01

 

ทีเด็ด…“ล็อบสเตอร์” ไซส์ใหญ่ยักษ์.

“THE COOKING CRAB”…ชื่อนี้การันตีสุดเจ๋งในบรรยากาศแฮงเอาท์

ว่ากันถึงรสชาติอาหารก็สไตล์อเมริกันฟิวชั่น คงความเป็นอเมริกัน แต่เน้นรสชาติถูกปากคนเอเชีย ไทย…จีน…เกาหลี ลงตัว คุ้นลิ้นคนไทยแน่ๆ…

“THE COOKING CRAB”…สุดแฮงเอาท์.

“THE COOKING CRAB”…ไม่ใช่ผับ เป็นร้านอาหาร ครอบครัว เด็กๆมาทานได้ ลองแล้วจะรู้ ต้องชอบ ถูกปากแน่นอน แม้ว่าเขาจะเปิดมาได้ไม่นาน แต่คนก็แน่นร้าน จองจัดปาร์ตี้กันก็หลายครั้งเข้าไปแล้ว แถมบางวันลูกค้าใจตรงกันถึงขนาดต้องต่อแถวยาวเหยียดออกนอกร้านไปถึงถนนเกือบสุดป้ายรถเมล์

คนแน่น…ไม่มีโต๊ะนั่ง เซอร์ไพรส์สุดๆ คนมาต้องตั้งใจมากินจริงๆ เพราะทำเลที่ตั้งก็ไม่ได้อยู่ในที่ชุมชนเดินขวักไขว่ ไม่ใช่แหล่งช็อปปิ้ง แถมไม่ใช่ย่านที่มีห้างสรรพสินค้าที่จะมีคนผ่านไปผ่านมามากมายขนาดนั้น

ถูกใจ…“คุณชาย 3” เมืองไทยร้านอาหารแนวนี้ยังไม่ค่อยมี ไม่เหมือนอเมริกา เข้ามาทานรับรองว่าจะรู้สึกสนุก โลกโซเชียลวันนี้…คนมากินข้าวจะไม่ค่อยคุยกัน เพื่อนนั่งอยู่ตรงหน้าไม่คุย ดั๊น…ไปคุยกับเพื่อนที่อยู่ตรงไหนบนโลกก็ไม่รู้ แต่มาที่นี่ต้องคุยกันแน่ “…ไม่ใช้ช้อน ต้องวางมือถือ บังคับให้หันหน้าคุยกัน บรรยากาศก็เลยสนุก ชิลล์ๆ เคล้าคลอด้วยเสียงดนตรีสไตล์อเมริกัน”

ใครชอบแนวนี้ มาที่นี่ฟิลฯได้ แฮปปี้ชัวร์

“ปีกไก่ทอด” 9 แบบ…9 สไตล์-“ชีสสติ๊ก”…ยื้ดดด…ยืด.

เอาล่ะ ล้างมือให้สะอาด ใส่ผ้ากันเปื้อนเท่ๆ โลโก้ “THE COOKING CRAB”…เตรียมลุยยย

“คุณชาย 3” ต้องขอลองของจริง เมนูเด่นที่ว่าเด็ดสักสี่…ห้าอย่างจะเป็นเช่นใด ประเดิมที่เซตทะเลสดใหม่ กุ้งทะเลตัวใหญ่เนื้อแน่นไซส์พิเศษหาไม่ได้ตามท้องตลาด หอยแมลงภู่ตัวโต๊โต ปูม้าก็โตคัดไซส์พิเศษแบบสดสุดๆ ถ้าเป็นฤดูปูทะเลก็จะมีมาให้ได้ลอง แล้วยังมีทีเด็ด…“ล็อบสเตอร์” ไซส์ใหญ่ยักษ์ คะเนแล้วไม่น้อยกว่าตัวละ 1 กิโลกรัมเลยนะนั่น ส่งตรงมาจากอเมริกา…เนื้อแน่น สด หวาน เด้ง เชิญให้ลิ้มลอง

เลือกกันได้ตามปริมาณความจุ เซตเล็กสุดถ้ามากันสองคนทานอิ่มกำลังดี…มีกุ้ง หอยแมลงภู่ หอยตลับ มันฝรั่ง ข้าวโพด ไส้กรอกรมควัน ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็จะมีปลาหมึกเพิ่มเข้ามา ใหญ่ สุดก็จะมีปูม้าตัวเขื่องหรือกุ้งแม่น้ำเข้ามาเสริม ปริมาณก็เพิ่มขึ้น ทานกันได้ถึงสี่คนเต็มความจุ

ที่เห็นๆไม่ใช่รสน้ำพริกเผานะ หรือรสต้มยำแห้ง แต่เป็นผงปรุงรสที่มาจากหลายประเทศในโลก ต้นตำรับอยู่ที่หลุยส์เซียนา เครื่องเทศที่ใช้ในร้านเกือบทั้งหมดนำเข้า รสชาติให้เลือกก็มี “เคจุ้น” ดั้งเดิม กระเทียมเนย…ไม่เผ็ด หรือจะเป็น เลมอนเปป-เปอร์ ที่ออกเปรี้ยวๆเผ็ดๆสักหน่อย แต่ที่เด็ดจริงๆ ท้าให้ต้องลองก็คือ “ALL Abroad” …รวมรสแบบกลมกล่อมเร้าใจ แล้วก็ยังสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้อีก 3 ระดับ…เผ็ดน้อย เผ็ดกลาง…เผ็ดสุดๆ

เซตทะเลสดใหม่ กุ้ง…ปูตัวใหญ่ไซส์พิเศษ.

สนนราคาสตาร์ตที่…สี่ร้อยกว่าบาท ไปถึงชุดใหญ่สุด เก้าร้อยกว่าบาท

“หอยนางรมสด” …พระเอกประจำร้านอีกเมนู สดจริงๆเสิร์ฟมาพร้อมฝาติดเนื้อ บีบมะนาวคง รสชาติ…ฟินเว่อร์ สุดยอด การันตีตอกย้ำความสดส่งตรงมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี แดนดินหอยใหญ่

แล้วก็กระโดดแนวไปสั่ง “ไก่ทอด” ก็ห้ามพลาดเด็ดขาด ไก่ทอดที่นี่กรอบนอกนุ่มในมั่กๆ มี 9 รสให้เลือก หลายรสไม่มีในประเทศไทย กินแล้วอาจจะงงว่าคือรสอะไรกันแน่ แต่ก็หาทานได้ที่นี่…สวีทชีลี่, พามาซานการิค, เบรซซิ่ง, เกาหลี, กะเพรากรอบ, เลมอนเปปเปอร์, ฮันนี่บาร์บีคิว, บัฟฟาโล่, เทอริยากิ

เคล็ดลับการทอด เชฟหน้าใสสุดหล่อวัย 25 ปี “ธนาธิป ลิ้มสมบัติ” ผู้ชอบลองรสชาติอาหารแปลกใหม่ ปรับเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ผ่านรสชาติอันเข้มข้นชวนกิน บอกว่า เราใช้ปีกไก่เต็ม เอามาแยกเป็นสองส่วนปีกบนกับปีกล่าง แล้วเอาไปทอดสองครั้งใช้เวลาราว 20 นาที ให้กรอบนอกนุ่มในแบบเอเชียแต่รสชาติสไตล์อเมริกัน

นิยม ชาญศิริเมธา เจ้าของร้าน กับเชฟสุดหล่อ…“ธนาธิป ลิ้มสมบัติ”.

อาหารทะเล เพื่อความสดสุดๆจะเน้นวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศ กุ้ง หอย ปู ปลา สั่งมาแบบวันต่อวัน…แนวทอดๆยังมีให้เลือกอิ่มอีกจุใจ ปลาหมึกทอด เฟรนช์ฟราย เกี๊ยวห่อครีมชีส หอมทอด หอยนางรมทอด กุ้งป๊อป

ยังไม่อิ่มก็ยังมีอาหารอื่นๆสั่งเสริมได้อีก ไม่ว่า ข้าวสวย ข้าวกระเทียม บะหมี่กระเทียม ข้าวโพดอบชีส มักกะโรนีอบชีส ผักโขมอบชีส ชีสเฟรนช์ฟราย โคลสลอว์ พิซซ่าเม็กซิกัน สลัด

โลกออนไลน์กล่าวขาน “THE COOKING CRAB”…โชว์ความเอร็ดอร่อยลงตัวที่นี่อย่างเมามันส์ หลายคนกลับมากินสี่…ห้าครั้งเข้าไปแล้ว กลับมาสอง…สามครั้งไม่ต้องพูดถึง มีมากหลายคน

“ที่นี่ มีความต่างจากที่อื่น” หลายคนพูดสั้นๆแค่นั้น

นิยม ชาญศิริเมธา เจ้าของร้าน วัย 36 ปี เล่าว่า เรารวมอาหารสองแนวเข้าด้วยกัน “ซีฟู้ด” กับแนว “บัฟฟาโล่วิงส์” ปีกไก่บนทอดหลากหลายรสชาติ แล้วก็ยังมี…“ชีสสติ๊ก” อาหารอเมริกันสไตล์ที่ต้องใช้มือกินทั้งหมด ใครมาต้องสั่ง…เด่นด้วยชีสหอมกรุ่น ยืดได้มากๆสุดมหัศจรรย์ ชวนกินด้วยแป้งสูตรเฉพาะ ยิ่งเด็กๆเข้ามาจะชอบมาก

ทีเด็ดที่เป็นหัวใจสำคัญอยู่ที่เครื่องปรุง ชีสต่างๆไม่ได้นำเข้า โฮมเมดทำเองทั้งหมดเหนือคำบรรยาย…ที่ควรค่ากับผลตอบรับจากลูกค้า สอบถามจองโต๊ะได้ที่เบอร์ 09-5248-5673 เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด 16.00-24.00 น.

ธุรกิจร้านอาหารแข่งขันสูง โอกาสรอดอยู่ได้ต้องมีเคล็ดลับ…ความสำเร็จในยุคปัจจุบัน ต้องเกิดจากความใส่ใจ ต้องรักษามาตรฐานของอาหาร ให้ได้ ทุกวันนี้เป็นยุคปากต่อปาก…โลกออนไลน์มีพลังมาก ถ้ามาแล้ววันนี้ดี พรุ่งนี้ไม่ดี บางคนตั้งใจมา…มาแล้วไม่ใช่ ต่อให้เพื่อนเยอะแค่ไหนถึงเวลาแล้ว

ร้านอาหารต้องดีที่อาหาร ดีที่โปรดักส์จริงๆ ลูกค้าถึงจะกลับมา เพราะรสชาติอาหารไม่ใช่กลับมาเพราะร้านเพื่อนร้านจะอยู่ตรงไหนลูกค้าก็ไป…ไปแล้วทุกครั้งจะได้รสชาติเดิมเสมอ รักษาคุณภาพ มาตรฐาน อะไรไม่ดี ไม่สดก็ต้องทิ้งไป “คุณพ่อสอนเสมอ ถ้าไม่ยอมขาดทุนวันนี้…ก็เจ๊งในวันหน้า”.

คุณชาย 3

โจ๊กซอง…กับโซเดียม

มาม่าออมเลตชีส กับเบคอนกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565396

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ม.ค. 2559 05:01

 

ด้วยความที่เป็นคนรักสวยรักงาม ชอบมองอะไรสวยๆงามๆไปโม้ด แม้เวลาที่อยู่หน้าเตา ก็ต้องขอสวยไว้ก่อน และนี่คือตัวตนที่แท้จริงของแม่ครัวสาวหุ่นดี (Ching Can Cook) คุณชิ้ง-กนกวรรณ อัศวานุชิต เซเลบชิ้งเน็ตไอดอล เจ้าของแฟนเพจ FashionOnFood ที่มีแฟนคลับติดตามผลงานของเธอเป็นเรือนแสนทีเดียว

แต่กว่าที่จะมาค้นพบความสามารถของตัวเอง ที่หลบซ่อนอยู่ คุณชิ้งเล่าว่า เธอทำอาหารไม่เป็นเลย และก็ไม่เคยรู้ตัวเองด้วยว่าเป็นคนชอบทำอาหาร เพราะไม่เคยได้ลอง แต่ด้วยความที่อยากจะดูแลสามี เพราะเราเพิ่งสร้างเนื้อสร้างตัว จึงไม่อยากฟุ่มเฟือยออกไปทานอาหารนอกบ้านและไม่อยากเสียเวลาด้วย เพราะจะต้องเอาเวลามาโฟกัสที่งาน แต่มีความรู้สึกว่า เวลาที่คนมาคุยอวดว่า ไปกินที่โน่นที่นี่ เราก็ไม่อยากให้สามีเราน้อยหน้าคนอื่น ก็เลยคิดว่าถ้าเราทำได้เองแล้วหน้าตาดีเหมือนออกไปกินที่ร้านและยังอร่อยด้วย คนอื่นน่าจะหันกลับมาอิจฉาเราแทนมากกว่า หลังจากนั้นก็เลยลองเข้าครัวดู ปรากฏว่า เพิ่งเคยลองทำแล้วเฮ้ยมันสนุกนะ เหมือนเรามีหัวทางนี้

“หนูเชื่อว่าเวลาที่คนเราทำอะไรได้ดีแล้วจะเกิดความชอบและกลายเป็นความรัก จนก้าวข้ามอุปสรรคทุกอย่าง ไม่ว่าจะร้อน จะเจ็บปวดเมื่อถูกมีดบาด หรือแม้แต่ไม่สามารถได้ทาเล็บสวยๆเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆก็ตาม แต่นี่มันเป็นความรักไปแล้ว และรู้สึกดีใจเวลาที่แชร์สูตรลงไปในแฟนเพจ บางคนบอกว่า เขาลองไปทำให้สามีเขากินแล้วอร่อย ยิ่งมีความสุขที่ได้แบ่งปันและให้เขาได้ประหยัด ไม่ต้องออกไปทานอะไรแพงๆแถมเป็นการได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวด้วย” คุณชิ้งเล่าด้วยความภูมิใจ

จากการเป็นนักชิมด้วย คุณชิ้งจึงโชคดีที่ได้ตระเวนไปรู้จักกับเชฟตามที่ต่างๆ ได้เห็นเทคนิคและทาเล้นท์ของเชฟแต่ละท่าน จึงนำมาคิดให้ตกผลึกว่า จะนำสูตรของเขามาดัดแปลงในเวอร์ชั่นของเราได้อย่างไร โดยผลลัพธ์ออกมาหน้าตาดีเหมือนกัน อย่างเมนู มาม่าออมเลตชีส กับเบคอนกรอบ คุณชิ้งเล่าถึงที่มาว่า จากที่เธอนั่งคิดว่า ใครๆก็ชอบกินมาม่า ชอบกินไข่ ชอบกินชีส ชอบกินเบคอน ก็เลยลองจับมารวมกันและที่สำคัญคือสามีชอบด้วย แต่ทำยังไงถึงจะออกมาดูน่ากิน จึงได้ออกมาตามดีไซน์ค่ะ

เครื่องปรุง : มาม่าต้มสุก 1 ห่อ / ไข่ไก่ 2 ฟอง / ผงปรุงรส 1/2 ช้อนชา / พริกไทยป่นเล็กน้อย / เนยเค็ม 1 ช้อนโต๊ะ / เบคอนสไลด์อบกรอบ ปริมาณตามชอบ / ชีส 3 อย่าง (เชดดาร์ มอสซาเรลล่า และพาร์เมซาน) ปริมาณตามชอบ

วิธีทำ 1) ตั้งกระทะ ใส่เนยเค็มลงไป รอจนเนยละลาย นำเส้นมาม่าต้มสุกวางในกระทะให้เป็นทรงกลมแบนๆ 2) ตอกไข่ในชาม ใส่ผงปรุงรส พริกไทย ตีไข่เหมือนทำไข่เจียวจนเข้ากัน จากนั้นราดไปบนเส้นมาม่า 3) พอไข่สุก ใช้ตะหลิวตัดขอบไข่ที่ไหลออกมาให้สวยงาม 4) ใส่เบคอนอบกรอบ ตามด้วยชีส จากนั้นใช้ตะหลิวพับครึ่งไข่ วางบนกระทะจนชีสละลาย 5) เวลาเสิร์ฟโรยเบคอนกรอบๆ พร้อมพาสลีย์สับเพิ่มสีสันและราดซอสมะเขือเทศ เป็นอันเสร็จ.

ผัดไทย ไอศกรีมกะทิ เมนูเด็ดร้าน “อิน-จัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563558

โดย คุณชาย 2 17 ม.ค. 2559 05:01

 

“นครชัยศรีที่มีส้มโอว่าหวาน ยังแพ้องุ่นสามพราน รสหวานเจ้านั้นเป็นหนึ่ง สาวงามสามพราน เจ้านั้นก็งามตราตรึง องุ่นว่าหวานสุดซึ้ง ยังไม่หวานถึงน้ำคำทรามวัย…”

สามพรานอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ดินแดนผลไม้รสดี สตรีสวยงาม และแม่น้ำท่าจีนไหลผ่าน ปัจจัยเหล่านี้เอื้อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ถิ่นนี้เมื่อประมาณ 50 ปี ผุดสวนกุหลาบขึ้นมาริมถนนเพชรเกษม รู้จักกันในนาม “โรสการ์เด้น”

เมื่อคนมาเที่ยวสวนก็อยากรับประทานอาหารด้วย ครั้นลูกค้าเสนอเจ้าของสวนก็สนองด้วยการเปิดร้านอาหารโรสการ์เด้น เรสเตอรอง เมนูอาหารขึ้นชื่อคือ ผัดไทย และไอศกรีมกะทิ จากวันนั้นถึงวันนี้นานกว่าครึ่งศตวรรษ ชื่อร้านอาหารเปลี่ยนเป็น “อิน-จัน” ไปแล้ว แต่ 2 เมนูคู่ร้านยังยืนยง

รสชาติผัดไทยของร้านอิน-จัน เป็นอย่างไรกัน

เส้นนุ่ม เปรี้ยวนำมาเล็กน้อย เผ็ดปะแล่มๆ ตามมาด้วยกลิ่นเครื่องปรุงหอมลอยมาจางๆ คนไม่ชอบอาหารรสจัดก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องปรุง แต่ “คุณชาย 2” อยากรู้ว่า ถ้าปรุงให้ถึงพริกถึงขิงไปเลยจะเป็นไรมี จึงใส่น้ำตาลนิด พริกป่นอีกหน่อย บีบมะนาวลงไป คราวนี้ความจัดจ้านก็ปรากฏอย่างท้าทาย

คำต่อมาค่อยโรยถั่วงอกขาวอวบลงไป เวลาเคี้ยวเส้นนุ่มๆ ประสานเข้ากับถั่วงอกกรอบๆ ประกอบกับปรับสายตาไปยังแม่น้ำท่าจีนข้างๆกาย เท่ากับเพิ่มรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี

“เครื่องปรุง ไม่ว่าจะเป็นถั่วงอก พริก ถั่ว หัวปลี เป็นผักอินทรีย์ทั้งหมด”

คุณเจี๊ยบ หรือ ธัญญาลักษณ์ กิจบำรุง ผู้จัดการร้านกระซิบและบอกว่าวัสดุต่างๆที่นำมาปรุง นอกจากเจ้าของคือ สามพรานริเวอร์ไซด์ เป็นผู้ปลูกเองแล้ว ยังมีเกษตรกรเครือข่ายส่งมาให้ ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่า ถ้ามารับประทานอาหารที่นี่แล้วจะต้องนำสารพิษติดตัวกลับไปด้วย

สูตรอาหารไม่ว่าจะเป็นเมนูใด คุณเจี๊ยบบอกว่าไม่ได้คิดค้นมาเพื่อปรุงเอาใจลูกค้า แต่เป็นสูตรในตระกูล “ยุวบูรณ์” ที่พ่อครัว แม่ครัว ทำสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากผัดไทยแล้ว ร้านอิน-จัน ยังมีเมนูขึ้นชื่ออีกหลายรายการ รายการหนึ่งคือ หมูสะเต๊ะ แม้จะชื่อว่าหมูสะเต๊ะ แต่ก็มีทั้งหมู เนื้อ และไก่ ให้ลูกค้าเลือกลิ้มลอง มองไปยังจานหมูสะเต๊ะ พบก้านไม้เสียบทำมาจากก้านมะพร้าว เสียบร้อยเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ

“เราเสียบด้วยก้านมะพร้าว ย่างด้วยเตาถ่าน เครื่องปรุงรส น้ำจิ้ม ล้วนทำมาจากผักปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์” ผู้จัดการยืนยันเสียงหวาน ส่วนรสชาติแต่ละไม้ หอมกรุ่นทั้งจากเครื่องปรุงและการย่างมาอย่างดี เมื่อบวกด้วยน้ำจิ้มสูตรดั้งเดิม ก็ยิ่งทำให้ไม่อยากวางมือเอาเสียเลย

รายการอาหารอื่นๆ ยังมีเนื้อเค็มต้มกะทิที่ไม่อาจมองข้าม ขั้นตอนทำเนื้อนั้นเริ่มจากทำเป็นเนื้อแดดเดียวก่อน นำมาย่างไฟ ทุบ แล้วนำมาปรุง ทำให้หอมกลิ่นเนื้อย่าง เวลาเคี้ยวก็ แหลกได้อย่างรวดเร็ว ขณะกลืนเนื้อลงไป ถ้าตักน้ำกะทิข้นๆตามเข้าไปด้วยแล้ว รับประกันได้ว่า อาหารลงคอได้อย่างสะดวกดาย รายการนี้เหมาะสำหรับคนชอบเนื้อเป็นอย่างดี

คนที่รับประทานอะไรแล้วต้องมีมาตรฐานรับรอง ร้านอิน-จัน ก็มีอาหารถึง 4 รายการที่สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) รับรอง ได้แก่ ผัดผักอินทรีย์ แกงจืดใบหม่อน ต้มข่าไก่ใส่หัวปลี และของหวาน 1 ชนิดคือ กล้วยบวชชี

หลังอิ่มอร่อยกับอาหารแล้ว ต้องไม่ลืมว่าร้านอิน-จัน มีไอศกรีมกะทิสด

ไอศกรีมสีขาวนวล อยู่ในมะพร้าวน้ำหอมครึ่งซีก แรกเสิร์ฟกลิ่นกะทิหอมโชยมาทักทาย รสชาติออกจะแปลกจากที่อื่นก็คือไม่หวานมาก หวานแต่เพียงน้อยๆ แม้ “คุณชาย 2” อิ่มอาหารแล้ว รสอันยั่วยวนยังชวนให้ชิมเข้าไปไม่น้อย ลองตักใส่ปากแล้วอมไว้เฉยๆ ก็รับรู้ได้ถึงการละลายของไอศกรีมในปากและความหอมหวาน

แล้วสูตรมาจากไหน ถ้าจะบอกว่าคนในตระกูลทำรับประทานกันเองก็ออกจะไม่น่าเชื่อ แล้วก็ทราบความจริงว่า คนทำไอศกรีมเป็นคนเก่าแก่ของครอบครัวชื่อ รื่น เบาสันเที้ยะ เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา

“ลุงท่านหวงสูตรมาก เวลาทำท่านปิดประตูหมดเลย ทำเพียงคนเดียว ต่อมาท่านอายุมาก เลยบอกกับท่านว่า อยากให้คนอื่นๆได้กินไอศกรีมอร่อยๆ ของลุงไหม ลุงก็บอกว่าอยาก ก็เลยให้ลุงบอกสูตรมา เราจึงได้รักษารสชาติเดิมๆไว้” คุณเจี๊ยบบอกอย่างภูมิใจ

ร้านอาหารอิน-จัน อยู่ในสามพรานริเวอร์ไซด์ ริมถนนเพชรเกษม เปิดขายมื้อเที่ยงทุกวัน ระหว่างเวลา 11.00-15.00 น. ส่วนมื้อเย็นเปิดเฉพาะวันเสาร์ เวลา 17.00-21.00 น. ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 0-3432-2588-93 ผู้จัดการรับประกันว่า มีเจ้าหน้าที่ยินดีรับสายตลอดเวลา ส่วนการจองเปิดรับเวลา 08.00-18.00 น.

ก่อนจากกัน อดถามไม่ได้ว่า ทำไมถึงตั้งชื่อร้านอาหารตามชื่อแฝดสยาม ผู้จัดการบอกว่า เพราะแฝดสยามเป็นคนลุ่มแม่น้ำท่าจีน แม้ท่านจะเกิดในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ก็เป็นแม่น้ำสายเดียวกัน และที่สำคัญทุกๆปีร้านอาหารแห่งนี้ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้สองแฝดสยามด้วย

ใครที่ชอบบรรยากาศริมน้ำ อากาศสะอาด ชมภาพวิถีชีวิตชาวบ้านเดิมๆ ร้านอาหาร “อิน–จัน” รอให้เข้าพิสูจน์อยู่อย่างสงบงาม.

คุณชาย 2

อะฟลาท็อกซินในเครื่องพะโล้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562589

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 15 ม.ค. 2559 05:01

 

ข้าวราดแกง อาหารที่คนไทยส่วนใหญ่มักฝากท้องไว้ในแต่ละวัน

กับข้าวส่วนใหญ่ ที่มักเห็นยืนพื้นในร้านข้าวราดแกง เช่น แกงส้ม ต้มข่าไก่ แกงเขียวหวาน ผัดเผ็ดผัดผัก และที่ขาดไม่ได้สำหรับร้านข้าวแกง คือ ไข่พะโล้

พะโล้ อาหารที่มีกลิ่นเครื่องเทศเป็นเอกลักษณ์ มีความหอมฉุนที่ได้จากเครื่องเทศที่ใส่เพื่อดับความคาวของเนื้อสัตว์ แถมเครื่องเทศบางชนิดยังมีสรรพคุณทางยา

เครื่องเทศที่ใช้ป่นเป็นผงพะโล้ ประกอบด้วยเครื่องเทศ 5 ชนิด ได้แก่ โป๊ยกั๊ก, อบเชย, พริกไทยดำ, กานพลู, ยี่หร่า ก่อนจะนำมาป่นจะต้องตากให้แห้งสนิท เพื่อให้เก็บรักษาไว้ได้นานๆ

ในขณะตากแห้ง หากรักษาความสะอาดไม่ดี ตากไม่แห้งสนิท หรือในขณะที่เก็บไว้เพื่อรอการบรรจุใส่ซองนั้นเก็บไว้ในสถานที่ที่มีความอับชื้น และสุขลักษณะไม่ดี อาจทำให้เชื้อรากลุ่ม แอสเปอร์จิลลัส ฟลาวัส และ แอสเปอร์จิลลัส พาราซิติกัส ปนเปื้อนในเครื่องพะโล้ได้

เชื้อราทั้ง 2 ชนิดนี้มันสามารถผลิตสารพิษที่ชื่อว่า อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษชนิดที่องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง

เพราะปริมาณของ อะฟลาท็อกซิน เพียง 1 ไมโครกรัม สามารถทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ หากคนได้รับเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องหรือบ่อยๆ จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ

ที่สำคัญ ความร้อนที่ใช้ในการหุง ต้ม นึ่ง ในระดับที่ทำให้อาหารสุกและเดือดนั้นไม่สามารถทำลายพิษของอะฟลาท็อกซินให้หมดไปได้

วันนี้ สถาบันอาหาร ได้สุ่มตัวอย่างเครื่องเทศพะโล้บรรจุซอง จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารอะฟลาท็อกซิน 4 ชนิด คือ บี 1, บี 2, จี 1, จี 2 และปริมาณอะฟลาท็อกซินทั้งหมด

ผลวิเคราะห์พบว่า ทุกตัวอย่างไม่พบสารอะฟลาท็อกซินปนเปื้อน แม้ทั้ง 5 ตัวอย่างที่สุ่มเก็บมาครั้งนี้จะไม่พบสารอะฟลาท็อกซินปนเปื้อน

แต่ขอแนะว่าก่อนที่คุณแม่บ้านจะซื้อหาเครื่องเทศพะโล้สำเร็จบรรจุซองมาปรุงอาหารนั้น ควรสังเกตลักษณะของเครื่องเทศที่อยู่ในซองให้ถี่ถ้วนว่ามีจุดดำ หรือมีลักษณะเปียกชื้นหรือไม่

และหากซองบรรจุมีรอยรั่ว หรือรอยฉีกขาด ก็ไม่ควรซื้อ เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว.

หมูคั่วพริกเกลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562041

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ม.ค. 2559 05:01

 

กุ้งคั่วพริกเกลือ ปลาหมึกคั่วพริกเกลือ รวมถึงเนื้อปลาทอดคั่วพริกเกลือ คงเป็นเมนูโปรดของหลายๆคนที่ชอบรับประทานกระเทียมเจียวกรอบๆ เช่นเดียวกับ คุณบัว-ธิติกาญจน์ ไชยวัฒนารัตน์ สาวที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเชฟ เพราะมีแรงบันดาลใจจากรายการสอนทำอาหาร ทางทีวีที่ชอบดู

คุณบัวเล่าว่า เธอเริ่มตามหาความฝันทันทีที่จบปริญญาตรี โดยไปเรียนต่อ ด้านอาหารที่สถาบันสอนทำอาหารชื่อดัง “เลอ กอร์ดองเบลอ ซิดนีย์” ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเรียนจบก็กลับมาทำงานที่โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ จากนั้นก็ ตามรุ่นพี่ไปสมัครทำงานในครัวของเรือสำราญ Carnival Cruise Line USA ทำให้ได้พบสัจธรรมว่า “การเรียน และการทำงานจริงไม่สวยหรูอย่างที่คาดคิด ไว้…ค่อนข้างเหนื่อยและลำบากที เดียว…แต่ก็ยังไม่ท้อ เพราะความฝัน สูงสุดคืออยากมีร้านอาหารเล็กๆของตัวเองให้ได้” คุณบัวจึงพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อให้ได้มากที่สุด โดยกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ก่อนจะไปเปิดร้านอาหารเล็กๆ กับพี่สาว แถวนนทบุรี ในคอนเซปต์ที่ให้คนทั่วไปได้รับประทานอาหารตามมาตรฐานของโรงแรม แต่ในราคาที่ย่อมเยา และเหมือนพรหมลิขิตให้ได้มาเจอกับหุ้น ส่วนใหม่ ซึ่งเป็นลูกค้าประจำของที่ร้าน จึงได้เข้าหุ้นกันเปิดร้าน YKB-หญิงกะบัว แถวๆถนนสนามบินน้ำ อยู่ในขณะนี้

ด้วยความที่คุณบัวชอบทาน “หมูคั่วพริกเกลือ” เธอก็คิดสูตรขึ้นใหม่ ให้เก็บไว้ทานได้นานและส่วนผสมยังกรอบดี โดยเก็บไว้ในตู้เย็นได้เป็นเดือนทีเดียว

เครื่องปรุง : แป้งทอดกรอบ ¼ ถ้วย/กระเทียมสับ 1 ถ้วย/ พริกชี้ฟ้าแดงสับหยาบ 1 ชต./ผงปรุงรส 1 ชต./เกลือ ¼ ชช./หมูสับ 2 ขีด/น้ำมันหอย 1 ชต./ซีอิ๊วขาว 1 ชช./พริกไทยขาวป่น 1 ชช.

วิธีทำ 1). คลุกแป้งทอดกรอบครึ่งส่วนกับเกลือ ผงปรุงรส กระเทียมสับ และพริกชี้ฟ้าสับ เข้าด้วยกัน เติมน้ำ 1 ชต.คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นใส่แป้งที่เหลือเคล้าเบาๆ มือให้พอเข้ากัน 2). ตั้งน้ำมัน 2 ถ้วย พอร้อนปานกลาง ใส่กระเทียมลงไป ทิ้งไว้โดยห้ามคน รอจนแป้งเกาะกับส่วนผสมดี จึงค่อยเริ่มคั่วเบาๆ มือ จากนั้นลดไฟลง และค่อยๆ คั่วจนกระเทียมเป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้นกรองใส่กระชอนพักไว้ 3). ตั้งกระทะใส่น้ำมันเพียง 1 ช้อนโต๊ะ แล้วใส่เนื้อหมูสับ ใช้ไฟแรง คั่วไปเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำที่ออกมาจากเนื้อหมูแห้ง 4). ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว และพริกไทยขาวป่น คั่วต่อให้ส่วนผสมเข้ากัน และจนเป็นสีเหลืองเข้ม ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน 5). นำส่วนผสมแรกผสมรวมกับส่วนที่สอง คลุกเคล้าให้เข้ากันในกระทะ ใช้ไฟอ่อนมาก พอทุกอย่างเข้ากันดี ตักเสิร์ฟพร้อมผักเคียงตามชอบ.

ใครก็ทำได้! 5 เทคนิคลดน้ำหนักสุดอีซี่ กระชากหุ่นสวยเซี้ยะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550983

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2559 06:00

 

ถ้าสาวๆ รู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้เวลาอยู่บนลู่วิ่ง ซิทอัพลดห่วงยางรอบเอว หรือทุ่มเทให้กับสารพัดวิธีการลดน้ำหนัก เพื่อเซฟหุ่นเป๊ะเว่อร์อยู่ตลอดเวลา ลองเปลี่ยนมาใช้เทคนิคง่ายๆ เหล่านี้ที่ทำให้สาวๆ ไม่ต้องเหนื่อยดีกว่าไหม รับรองว่าเห็นผลไม่แพ้กัน…

1. เลือกอาหารเผาผลาญไขมัน

เพื่อหุ่นที่สวยเป๊ะ แน่นอนว่าคุณต้องเปลี่ยนนิสัยการทานซะใหม่ โดยการงดทานแป้ง หรืออาหารที่ให้พลังงานอาหารน้อยลง แล้วหันมาทานอาหารที่เบิร์นไขมันรอบเอวของคุณมากขึ้น ซึ่งก็มีอาหารจำนวนไม่น้อยที่เป็นมิตรกับคุณ และช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น ตลอดจนยังช่วยให้คุณอิ่มท้องได้นานกว่าเดิม อย่างเช่น ส้มเกรปฟรุต น้ำมันมะกอก เมล็ดทานตะวัน กระเทียม ถั่วอัลมอนด์ หรือจะเป็นผลไม้อย่าง บลูเบอร์รี่ และแอปเปิ้ล ก็ช่วยได้เช่นกัน

แอปเปิ้ลก็ช่วยเบิร์นไขมันได้…

2. หยุดทานสารพัดอาหารหน้าทีวี


เพราะอะไร? เพราะมันจะไม่ได้ทำให้คุณลุกเดินไปไหนยังไงล่ะ คุณก็เอาแต่นั่งทานอยู่กับที่ ทานไป ดูทีวีเพลินๆ ไป โดยไม่มีการเผาผลาญ อีกทั้งมันยังทำให้คุณทานเพิ่มจากปกติถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เพราะการนั่งดูทีวี และทานอาหารไปอย่างช้าๆ มันทำให้คุณสามารถทานอาหารได้เรื่อยๆ แบบไม่รู้สึกอิ่ม! (แต่เมื่อไหร่ที่คุณยืนขึ้นจะรู้สึกอิ่ม-แน่นท้องทันที) แล้วทีนี้คุณพอคิดภาพออกไหมล่ะว่า หุ่นคุณจะอ้วนเผละขนาดไหน ถ้าขืนคุณยังทำพฤติกรรมแบบนี้ต่อไป แม้กระทั่งเวลาขับรถ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ก็เช่นกัน

ทางที่ดี เราแนะนำว่าคุณควรย้ายทีวีให้ไกลจากโต๊ะอาหารมากที่สุด หรือหยุดพฤติกรรมนั่งทานอาหารหน้าทีวีโดยด่วน แล้วหุ่นสวยเพรียวที่คุณตามหาจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม!

3. ตั้งสติก่อนกินสลัด


หลายคนอาจมองว่า ‘สลัดผัก’ ที่มีแต่ผักนี่แหละ คลีนๆ ไม่ทำให้อ้วน แต่หารู้ไม่ว่าสลัดบางอย่างก็เพิ่มน้ำหนักได้เหมือนกัน โดยเฉพาะซีซาร์สลัดที่โรยหน้าด้วยชีส เบคอน ขนมปังกรอบ ราดด้วยครีมสลัดหวานๆ จานนี้แหละตัวอ้วนเลยทีเดียว ฉะนั้นก่อนทานสลัด คุณควรเลือกทานสักนิดหนึ่ง เช่น อาจโรยหน้าด้วยแครอต หรือข้าวโพด จะเซฟหุ่นสวยของคุณได้มากกว่า อย่าคิดว่าสลัดจานไหนๆ ก็ทานได้หมด เพราะเมื่อทานไปแล้ว ตัวเลขบนตาชั่งอาจไม่เป็นอย่างที่ใจคิด!

ใช่ว่า ‘สลัด’ จะทานได้ทุกจานนะ

4. ทานไฟเบอร์อย่างน้อย 8 กรัม
สาวคนไหนอยากมีหุ่นสวยเซี้ยะ ลองอาหารไฟเบอร์สูงสิ ช่วยได้! ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโอ๊ต, ข้าวกล้อง, ถั่วลันเตา, ผลเบอร์รี่ หรือบรอกโคลี ล้วนแต่เป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานไม่มากเกินไป จัดเป็นตัวช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม อาหารเหล่านี้จะใช้เวลาในการเคี้ยวนานกว่า (อาหารทั่วๆ ไป) ซึ่งจะทำให้คุณได้ทานช้าลง ทว่าการทานช้าลงนี้ จะช่วยป้องกันการรับประทานที่มากเกินไปได้ อีกทั้งยังทำให้อิ่ม อยู่ท้องได้นานขึ้น เหมือนเป็นการควบคุมอาหารไปในตัวด้วย

5. กินผลไม้อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง


นอกจากผักใบเขียวแล้ว ผลไม้ก็อย่าให้ขาด อย่างน้อยสุดสาวๆ ควรทานวันละ 2 ครั้ง เพราะในผลไม้เต็มไปด้วยน้ำ และปราศจากไขมัน ซึ่งจะช่วยควบคุมหุ่น และน้ำหนักของสาวๆ ได้ ตลอดจนอยากทานอาหารอย่างอื่นน้อยลง (เหลือพื้นที่สำหรับอาหารในกระเพาะอาหารน้อยลง) โดยเฉพาะผลไม้เบาๆ อย่าง เชอร์รี่ ‘Montmorency’ ที่มีสารประกอบในธรรมชาติอยู่ถึง 17 ชนิด ถ้าคุณทานรองท้องก่อนเข้านอน มันจะไม่ทำให้คุณรู้สึกหิวจนต้องตื่นมาทานกลางดึก ที่เป็นสาเหตุหลักๆ ของความอ้วน หรือจะเป็น แอปเปิ้ล สุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนัก ที่มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารจำพวกโปรตีน และไขมัน ก็ทำให้หุ่นคุณเพรียวสวยได้ไม่แพ้กัน…

อย่างน้อยสุดทานผลไม้วันละ 2 ครั้ง!

**รู้ไว้ใช่ว่า**
– คนที่กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือกินอาหารน้อยวันละ 1-2 มื้อ มักจะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารตรงเวลา และกินวันละ 3-5 มื้อ
– ควรทานอาหารเย็นให้ตรงเวลา อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ร่างกายทำงานหนักในเวลานอนแล้ว ยังช่วยป้องกันและบรรเทาอาการกรดไหลย้อน ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพการนอนเป็นอย่างมากด้วย

ก๋วยจั๊บราชวงศ์หมิง ซุปดังหมูกรอบเด็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560280

โดย คุณชาย 1 10 ม.ค. 2559 05:01

 

ภาพก๋วยจั๊บรสเด็ด.

ดอกไม้โปรดของคนเรานี่ก็แปลก…บอกอะไรได้ตั้งหลายเรื่อง!!!

ใครชอบ ดอกมะลิ ว่ากันว่า มักเป็นคนเรียบร้อย อ่อนโยน รักสงบ เกลียดการโต้แย้ง เป็นคนอ่อนไหว แถมยังแคร์ความรู้สึกชาวบ้าน!!!

คนชอบ กุหลาบ…เอ้อ…ที่จริงใครๆก็ชอบกุหลาบด้วยกันทั้งนั้น…เพียงแต่ผู้ที่หลงใหลในกุหลาบมากกว่าดอกไม้อื่น ท่านว่า มักเป็นผู้ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ตัวเอง ชอบทำให้ตัวเองดูเด่น ไม่ชอบอยู่นิ่ง รักการเรียนรู้ แถมยังจัดเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อยู่ในขั้นดีงาม… พระราม 8!!!

ผู้ชื่นชอบ ทิวลิป…อ่านแล้วอย่าเพิ่งร่อนจานมาทางหัว “ชาย 1” เขาว่า เป็นพวกช่างคิด ช่างฝัน ช่างจินตนาการ หรือพวกโรแมนติกนั่นล่ะ…รู้ยัง…แต่ก็ได้ชื่อว่า เชื่อคนง่าย แถมยังมีความขัดแย้งอยู่ในตัว

แฟนพันธุ์แท้ ดอกทานตะวัน เป็นพวกมุ่งมั่น ชอบเข้าสังคม กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย แถมยังเป็นพวก “เสี่ยใหญ่ ใจแม่น้ำ…ซ้อสาม ใจนักเลง”

เหล่านี้เป็นข้อสังเกตที่นักจิตวิทยาฝรั่งเขาว่าไว้ ส่วนจะแม่นหรือมั่ว คงต้องถามใจตัวเอง

ป้ายร้านราชวงศ์หมิง.

…แต่ถ้าใครชอบ ก๋วยจั๊บ วันนี้ “ชาย 1” มีร้านอร่อยอีกร้านจะแนะนำ ชื่อ ร้านก๋วยจั๊บราชวงศ์หมิง พิกัดอยู่แถวพหลโยธิน ซอย 7 (ซอยอารีย์) เป็นร้านเก่าแก่เปิดขายมานาน 37 ปีแล้ว

ทำไมถึงตั้งชื่อว่า “ราชวงศ์หมิง” “ชาย 1” เองก็อยากรู้เหมือนกัน แต่เสียใจด้วย ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะอาเจ็ก เองตี๋ แซ่คู ผู้ซึ่งบุกเบิกทั้งร้าน และกวยจั๊บสูตรนี้ ป่านนี้…ท่านอาจเดินเล่นอยู่บนสวรรค์ชั้นไหนสักแห่ง!!!

“เมื่อก่อนเราขายข้าวมันไก่ด้วย แต่ทั้งยุ่ง และเหนื่อยมาก ทำไม่ไหวเลยเลิกขายมา 21 ปีแล้ว เหลือแค่ก๋วยจั๊บอย่างเดียว” ฉันทนา ครูส่งเสริม หรือ “หมวย” หนึ่งในลูกสาวของคุณเองตี๋เปิดประเด็น

เธอว่า ตอนที่เลิกขายข้าวมันไก่ เมื่อ 21 ปีก่อน ขณะนั้นเตี่ยของเธอมีอายุถึง 66 ปีแล้ว แถมย่านซอยอารีย์ ก๋วยจั๊บยังเป็นของที่หากินได้ยากกว่าอาหารประเภทอื่น

(ซ้าย)ฉันทนาและ(ขวา)สมศรี ครูส่งเสริม.

“สมัยที่คุณพ่อยังขายอยู่ ลูกค้ามักจะติดใจในน้ำซุปที่หอมกลิ่นอบเชย กับโป๊ยกั๊ก” หมวยว่า

“แต่ระยะหลังลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่กลับไม่ชอบกลิ่นนี้ บ่นว่าฉุนกลิ่นเครื่องเทศเกินไป พอหลังจากคุณพ่อเสีย พวกเราเลยปรึกษากันว่า คงต้องปรับสูตรใหม่เล็กน้อย โดยหันมาเน้นความหอมของน้ำซุปจากซีอิ๊วแทนเครื่องเทศ แต่ยังคงความหวาน กลมกล่อม และไม่เลี่ยนเอาไว้ตามเดิม”

กระเพาะหมูต้ม.

จริงๆแล้ว ก๋วยจั๊บ ก็คือ ก๋วยเตี๋ยวชนิดหนึ่ง เป็นอาหารดั้งเดิมของชาวจีนแต้จิ๋ว บางคนบอกว่า มันคือ เส้นข้าวในน้ำซุป ที่ผสมกับเครื่องต่างๆ นับรวมกันได้ 10 อย่างนั่นเอง เช่น ไส้ หัวใจ ตับ ปอด กระเพาะ เต้าหู้ ไข่ต้ม หมูต้ม หมูกรอบ และเลือดหมู

โดยทั่วไปการทำก๋วยจั๊บตามแบบฉบับดั้งเดิมที่นิยมกัน ไม่ว่าจะทำกินเองตามบ้าน หรือทำไว้รับรองแขกเหรื่อ แม่บ้านสมัยก่อนนิยมใช้ความหอม และความมันที่ได้จากน้ำต้มไส้หมู ซึ่งต้มจนเปื่อยดีแล้ว ผสมลงในน้ำซุปกระดูกหมู เพื่อให้น้ำซุปมีรสชาติที่ทั้งหอมและมันยิ่งขึ้น

ตับหมูลวก.

แต่สมัยนี้ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา ร้านก๋วยจั๊บหลายแห่ง นิยมหันมาใช้ซุปก้อน หรือผงปรุงรสสำเร็จรูป เทลงไปในหม้อต้มน้ำซุปกระดูกหมูแทน

แต่ที่ร้านก๋วยจั๊บราชวงศ์หมิง…ยังคงอนุรักษ์ศิลปะการปรุงน้ำซุปตามแบบฉบับดั้งเดิม เพียงแต่มิได้นำน้ำต้มไส้หมูผสมลงไปในน้ำซุปกระดูกหมู…แต่ใช้ น้ำซุป ซึ่งปรุงขึ้นจากกระดูกหมูล้วนๆผสมกับกระเทียมรากผักชี และพริกไทยดำ เป็นตัวชูรสหลัก

ผลก็คือ เมื่อลองตักน้ำซุปใส่ปาก…แล้วหลับตาชิมอย่างพริ้มพราย รสสัมผัสที่ได้ คือ น้ำซุปที่หวาน กลมกล่อม และหอมอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ออกเค็ม หรือหวานโดด แปร่งลิ้น เหมือนน้ำซุปที่ได้จากซุปก้อน

หมวยเผยถึงศิลปะการปรุงน้ำซุปอย่างไม่หวงวิชาว่า เริ่มจากเธอใส่น้ำลงไปเกือบเต็มหม้อต้มเบอร์ 40 ก่อนจะหย่อนเล้ง (กระดูกส่วนสันหลังหมู) ประมาณ 4 กก. ลงไป เพื่อทำเป็น หัวเชื้อน้ำซุป

เครื่องที่ใส่ในก๋วยจั๊บ.

จะให้ดีงามพระราม 8 แบบไม่มีที่ติ…เธอว่า ก่อนลงมือต้มควรนำเล้ง ไปขูดหรือเลาะเอาส่วนที่คล้ายกับเส้นเอ็นซึ่งอยู่ตรงกลางออกให้เกลี้ยง ที่ต้องทำเช่นนั้น ก็เพื่อให้ได้น้ำซุปที่สะอาด ปราศจากตะกอน และกลิ่นไม่พึงประสงค์นั่นเอง โดยใช้เวลาต้มน้ำซุปนานประมาณ 2-3 ชั่วโมง

จากนั้นจึงเทผงพะโล้ตามลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ใส่อบเชย และโป๊ยกั๊กพอประมาณ เหยาะซีอิ๊วขาวลงไป 2-3 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยซีอิ๊วดำ เพื่อเพิ่มความหวาน และกลิ่นหอม โดยกะเอามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสีของน้ำซุปที่ต้องการ จากนั้นใส่รากผักชี 1 กำมือ กระเทียมสับ 2 กำมือ และพริกไทยดำอีก 3 ช้อนโต๊ะ

นอกจากน้ำซุปก๋วยจั๊บที่น่าประทับใจ หมูกรอบ ของร้านนี้ ยังเป็นอะไรที่ “ชาย 1” ชิมแล้วรู้สึกหลงใหลในความ “กรอบฟู” ของส่วนที่เป็นหนังหมู…ครั้นเมื่อเคี้ยวต่อไปถึงชั้นเนื้อหมู ซึ่งอยู่ถัดลงมาจากหนัง โดยมีชั้นมันบางๆขวางกั้นไว้…สิ่งที่รู้สึกได้ คือ รสสัมผัสที่นุ่มลิ้น ระคนกลิ่นหอมจางๆ

อีกครั้งที่น้องหมวยคนนี้เธอยินดีบอกเคล็ดลับความอร่อยเป็นวิทยาทานแก่แฟนคอลัมน์นี้ ว่า

หมูกรอบรสเด็ดของร้านนี้.

“หมูกรอบที่ดี ต้องทำมาจาก หมู 3 ชั้น ที่มีชั้นหนังไม่หนา หรือไม่บางเกินไปและควรนำ ไปต้มก่อนหนึ่งรอบ เพื่อให้ส่วนที่เป็นเนื้อหมูนุ่ม ถ้าใช้แบบที่มีชั้นหนังหนามาทำ จะได้หนังหมูที่หนาเกินไป ไม่อร่อย กลับกันถ้าใช้แบบที่มีชั้นหนังบางเกินไปมาทำ ส่วนที่เป็นหนังจะแข็งโป๊ก หรือกระด้างจนกัดแทบไม่เข้า เพราะชั้นที่เป็นหนังจะอยู่ชิดกับชั้นที่เป็นเนื้อเกินไป ทำให้ทอดออกมาแล้วไม่กรอบฟู”

ศิลปะการปรุงของหมวย ก็คือ จะนำหมู 3 ชั้น ลงไปต้มในหม้อซึ่งแยกต่างหากจากหม้อน้ำซุป ใช้ไฟอ่อนต้มนานสัก 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงตักขึ้นมาใช้ส้อมแทงให้ทั่วหนังหมู แล้วทาด้วยเกลือบางๆจึงค่อยนำไปอบให้แห้งในเตาอบ จนเห็นว่าแห้งดีแล้วค่อยนำออกไปลงทอดในน้ำมันท่วมกระทะ

เธอให้เคล็ดลับสุดท้ายว่า ก่อนทอดให้ทามะนาวที่หนังหมู จะช่วยให้หนังหมูกรอบฟูอร่อยยิ่งขึ้น และระหว่างทอดควรใช้ไฟกลาง ทอดไปจนกว่า จะเห็นว่าหมูสามชั้นเริ่มหดตัวและแห้งสนิท จึงจะใช้ได้

ร้านก๋วยจั๊บราชวงศ์หมิง…หาไม่ยาก ลงจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส “อารีย์” เดินเข้าซอยอารีย์ หรือพหลโยธิน ซอย 7 ร้านอยู่ห่างจากปากซอยไม่ถึง 100 เมตร ถามคนแถวนั้น หรือวินมอเตอร์ไซค์ รู้จักหมด แต่ถ้าใครยังไปไม่ถูก ลองกริ๊งกร๊างไปหาหมวยได้ที่ 08-9491-4882.

คุณชาย 1

ปรอทในปลาดุกย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/559315

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ม.ค. 2559 05:01

 

ปรอท โลหะหนักชนิดหนึ่งที่อาจพบปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน โคลน แหล่งน้ำทั้งหนอง คลอง บึง แม่น้ำ และในท้องทะเล แหล่งอาหารสำคัญของเรา

การปนเปื้อนของปรอทในอาหาร มักเกิดจากแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนของน้ำทิ้งและของเสียจากโรงงานที่เป็นแหล่งของปลา หอย หมึก สัตว์น้ำและสัตว์ทะเลต่างๆ อีกทั้งการพัฒนาของอุตสาหกรรม ยังทำให้สารเคมีรวมทั้งปรอทปนเปื้อนเข้าสู่สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

หากแหล่งน้ำมีปรอทปนเปื้อน สัตว์น้ำที่อยู่ในบริเวณแหล่งน้ำนั้นก็ปนเปื้อนปรอทไปด้วย เช่น ปลาดุก ที่คนไทยนิยมนำมาปรุงและประกอบอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นยำปลาดุกฟู ผัดเผ็ดปลาดุก ลาบปลาดุก ปลาดุกย่างที่ทานคู่กับน้ำปลาหวานสะเดา หรือข้าวเหนียว ส้มตำ

เมื่อปรอทปนเปื้อนในอาหารแล้ว มันจะมีความคงตัวสูง ไม่ว่าจะนำอาหารไปปรุง หรือผ่านความร้อนด้วยวิธีใดก็ตาม ก็ไม่สามารถทำให้ปรอทหายไปจากอาหารได้

ฉะนั้น หากเราทานอาหาร เช่น ปลาดุกที่มีปรอทปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายบ่อยๆ มันจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย เมื่อสะสมถึงระดับหนึ่งปรอทจะค่อยๆจับตัวกับเนื้อเยื่อในระบบประสาท ทำให้เป็นอันตรายต่อสมองและอวัยวะต่างๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาท ทำให้สมองฝ่อ แขนขาอ่อนแรงคล้ายคนพิการได้

สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างปลาดุกย่างจำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อนำมาวิเคราะห์ปรอทปนเปื้อน

ผลปรากฏว่า ปลาดุกย่างทุกตัวอย่างไม่พบปรอทปนเปื้อน

วันนี้ผู้ที่ชื่นชอบปลาดุกย่างสบายใจกันได้ แต่ขอแนะว่า ควรเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ

ที่สำคัญไม่ควรทานอาหารปิ้งย่าง ที่ปิ้งหรือย่างจนไหม้เกรียม เพื่อความปลอดภัยและไกลโรค.