ชุดสุดท้าย พิมพ์ธนบัตร รัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 07:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011600

มีครบทั้ง 5 ราคา 20-50-100-500 และใบละ 1,000 รวมทั้งชุด 1,670 มีให้แลกไม่อั้น

ธปท.ออกธนบัตรที่ระลึกชุดประวัติศาสตร์ ชุดสุดท้ายในรัชกาลที่ 9 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และเป็นการแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดพิมพ์เป็นชุดทั้ง 5 ชนิดราคามีฉบับละ 20 บาท 50 บาท 100 บาท 500 บาท และ 1 พันบาท เน้นภาพประวัติศาสตร์ที่ประชาชนชาวไทยคุ้นตาและติดตรึงอยู่ในใจมิรู้ลืม เริ่มจ่ายแลกวันที่ 20 ก.ย.

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงข่าวเปิดตัวธนบัตรชุดประวัติศาสตร์และเป็นชุดสุดท้ายของการออกธนบัตรใน ร.9 เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ธปท.ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้จัดพิมพ์ธนบัตรชุดใหม่ขึ้นคือธนบัตรที่ระลึก “ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช” โดยจะใช้เป็นธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป โดยออกใช้ควบคู่กับธนบัตรแบบที่ 16 ซึ่งเป็นธนบัตรแบบปัจจุบัน เป็นการพิมพ์แบบไม่จำกัดจำนวน โดยพิจารณาให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนคนไทยที่ต้องการมีธนบัตรไว้ที่เป็นระลึก ธนบัตรชุดใหม่นี้มีครบทั้ง 5 ชนิดราคาที่ใช้กันในปัจจุบัน ได้แก่ ชนิดราคา 20 บาท 50 บาท 100 บาท 500 บาท และ 1000 บาท รวม 5 ใบ 1,670 บาท

นายวิรไทกล่าวอีกว่า สำหรับธนบัตรชุดใหม่ ทั้ง 5 ชนิดราคา มีลักษณะธนบัตรด้านหน้าเช่นเดียวกับธนบัตรแบบ 16 ที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน แต่ปรับเปลี่ยนภาพในด้านหลัง โดยเชิญพระบรม สาทิสลักษณ์ ภาพพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ โครงการพระราชดำริ ที่สะท้อนเรื่องราวตลอดช่วงรัชสมัยของพระองค์ โดยภาพที่ปรากฏในธนบัตรชุดสำคัญนี้ จะเป็นภาพที่ประชาชนชาวไทยคุ้นตา เป็นภาพที่ตรึงใจให้เราย้อนรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวอีกว่า โดยธนบัตรชนิดราคา 20 บาท แสดงภาพเรื่องราวเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ชนิดราคา 50 บาท แสดงภาพเรื่องราวเมื่อเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ ชนิดราคา 100 บาท แสดงภาพเรื่องราวพระราชกรณียกิจ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรในพื้นที่ทุรกันดาร ชนิดราคา 500 บาท แสดงภาพเรื่องราวพระปรีชาสามารถที่สะท้อนผ่านโครงการพระราชดำริในด้านต่างๆ ชนิดราคา 1000 บาท แสดงภาพเรื่องราวในช่วงปลายรัชกาลที่ประชาชนชาวไทยร่วมกันเทิดทูนพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง ธนบัตรชุดพิเศษนี้จะออกใช้หมุนเวียนพร้อมกันทุกชนิดราคา ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.นี้เป็นต้นไป โดยประชาชนแลกและเบิกถอนได้ผ่านธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมทั้งผ่านตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ

ในส่วนความคืบหน้าพระเมรุมาศ วันเดียวกัน นายสุเมธ พุฒพวง นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เปิดเผยว่า สำนักช่างสิบหมู่อยู่ระหว่างร่างต้นแบบในการออกแบบลายพ่นกระจกบานประตู บริเวณที่ประทับอาคารพระที่นั่งทรงธรรม ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นรูปเทวดายืนพนมพระหัตถ์ทั้งฝั่งซ้ายและขวา จำนวน 2 องค์ โดยนำภาพจิตรกรรมเทวดาทวารบาล (ผู้รักษาประตู) ของตู้พระธรรม วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร รวมถึงภาพเขียนจิตรกรรมไทยมาเป็น ต้นแบบ ความสูง 2.35 เมตร จากนั้นจะคัดเส้นลงบนกระดาษไข เพื่อส่งแบบสู่กระบวนการผลิต

ด้านนายไชยอนันต์ อยู่เลี้ยง นายช่างศิลปกรรม กลุ่มงานช่างเขียนและช่างลายรดน้ำ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ออกแบบลายเฟื่องฉลุตบสีและลายเฟื่องผ้าทองย่นสาบสีของพระที่นั่งทรงธรรม อยู่ระหว่างการออกแบบลายเฟื่องบริเวณคอสองมุขเสด็จเป็นลายตบสี โดยใช้ลายพญานาคขึ้นรูปรองรับด้วยดอกบัวพันโดยรอบตัวพญานาคเสมือนกำลังเคลื่อนไหว โดยต้องการสื่อให้เห็นว่า ในพุทธประวัตินั้นจะมีพญานาคจะเกี่ยวข้องกับทุกอย่างทั้งในเรื่องของลักษณะการบูชาพระพุทธรัตนตรัย อีกทั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก จึงอยากนำเสนอลวดลายของพญานาคและดอกบัวเป็นหลัก นอกจากนี้ยังเขียนลายด้านทิศตะวันตกที่เป็นทางเสด็จตรงมุขกลางที่จะมีกระจก 5 ช่อง โดยออกแบบเป็นรูปเทวดาตัดเส้นสีทองแววสีเขียว ม่วง แดง น้ำเงิน ประดับแผ่นพลาสวู้ดพ่นสีเพื่อความสวยงาม และป้องกันความเสียหาย

 

เดือน มิ.ย.ไทยส่งออกกระฉูด “พาณิชย์” เผยดันตัวเลข 6 เดือนสูงสุดรอบ 6 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011482

พาณิชย์เผยตัวเลขส่งออกเดือน มิ.ย.พุ่ง 11.73% ทะลุ 20,281.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดัน 6 เดือนโต 7.83% สูงสุดในรอบ 6 ปี มั่นใจทั้งปีได้ 5% แน่ๆ หลังเศรษฐกิจโลกคู่ค้าสำคัญฟื้นตัว แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง ทั้งนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และค่าเงินผันผวน

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า เดือน มิ.ย.60 การส่งออกมีมูลค่า 20,281.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.73% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันนับจากเดือน มี.ค.60 และมูลค่าทะลุ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้งนับจากเดือน มี.ค.60 ที่มีมูลค่า 20,887.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 693,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.91%

ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 18,365 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 13.74% หากคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 635,637.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.89% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 1,916.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 57,790.5 ล้านบาท ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 11.73% หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำออก จะขยายตัว 14.2%

สำหรับในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปีนี้ การส่งออกมีมูลค่า 113,546.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 7.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดในรอบ 6 ปี หากคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 3.938 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.77% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 106,576.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14.99% หากคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 3.741 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.89% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 6,970.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 196,212 ล้านบาท

“แนวโน้มการส่งออกของไทยปี 60 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยการส่งออกไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.) มีมูลค่าถึง 57,090 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10.94% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือเพิ่มสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส เมื่อรวมครึ่งปีแรกขยายตัวแล้ว 7.83% สูงสุดในรอบ 6 ปี ซึ่งเป็นการฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก”

สำหรับแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ สนค.ประเมินว่า จะยังมีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญที่ขยายตัวดีขึ้น และราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรสำคัญและราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากความไม่ชัดเจนของนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโลกและไทย แต่เชื่อว่าทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว

“เป้าหมายมูลค่าการส่งออกในปีนี้ขยายตัว 5% ได้ตามเป้าแน่ๆ หาก 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ มีมูลค่าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 18,768 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ถ้าแต่ละเดือนได้มากถึง 19,127 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะขยายตัวได้ถึง 6%”

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวต่อว่า การส่งออกเดือน มิ.ย.60 ที่ขยายตัวถึง 11.7% นั้น เป็นผลจากการขยายตัวของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 18.3% เช่น ข้าวเพิ่ม 34.4% ยางพาราเพิ่ม 27.2% น้ำตาลทรายเพิ่ม 36% ผักผลไม้สดแช่แข็งกระป๋องและแปรรูปเพิ่ม 15% อาหารทะเลแช่แข็งกระป๋องและแปรรูปเพิ่ม 7.7% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูปเพิ่ม 12.2% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่ม 11.6% เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบเพิ่ม 18.9% ผลิตภัณฑ์ยางเพิ่ม 43.7% ผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่ม 49.2% และเม็ดพลาสติกเพิ่ม 18.7% ขณะที่ทองคำลดลง 46.2% และรถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบลดลง 2.5% เป็นผลจากตลาดตะวันออกกลางที่เป็นตลาดหลักส่งออกของกลุ่มยานยนต์ส่งออกลดลง

ขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญเดือน มิ.ย.60 พบว่า ตลาดหลักเพิ่มขึ้น 13.1% ได้แก่ ญี่ปุ่นเพิ่ม 26.5% สหรัฐฯ เพิ่ม 8.2% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) เพิ่ม 5.9%, ตลาดศักยภาพสูงเพิ่ม 20.5% เช่น อาเซียนเพิ่ม 20.1% จีนเพิ่ม 29.9% อินเดียเพิ่ม 11%, ตลาดศักยภาพรองเพิ่ม 1.3% เช่น ตะวันออกกลางเพิ่ม 9.8% แอฟริกาเพิ่ม 7.2% ส่วนละตินอเมริกาลดลง 2.3% และตลาดอื่นๆ ลดลง 43.4% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ลด 48.5%

ส่วนการนำเข้าสินค้า พบว่า มีการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงเพิ่ม 7.89% มูลค่า 2,302 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าทุนเพิ่ม 8.82% มูลค่า 4,858 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูปเพิ่ม 23.28% มูลค่า 7,918 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกในระยะต่อไป.

 

พลังงานทดแทนส้มหล่น กกพ.เลื่อนเก็บค่าสำรองไฟฟ้าอีก 1-2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011480

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาแนวทางเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (แบ็กอัพ เรต) ในส่วนของผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์ รูฟท็อป) กำลังผลิตรวม 200 เมกะวัตต์ จำนวน 6,200 ราย ที่ กกพ.กำลังศึกษา และมอบให้ 3 การไฟฟ้า ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมทำข้อมูล ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปอัตราการจัดเก็บชัดเจน แต่จะมีการเลื่อนการจัดเก็บออกไป 1-2 ปี ซึ่งรวมถึงเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ หากมีการจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า เบื้องต้นจะเก็บเงินค่าสำรองไฟฟ้าจากผู้ผลิตโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ กำลังการผลิต 5-10 เมกะวัตต์เป็นต้นไป ส่วนบ้านเรือนที่กำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 2 กิโลวัตต์ จะได้รับการยกเว้นเพราะไม่มีผลต่อต้นทุนการสำรองไฟฟ้า ที่รัฐต้องจัดเตรียมให้ “อยากให้เข้าใจว่า ปัจจุบันภาครัฐมีการเรียกเก็บค่าสำรองไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองขนาดใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้น การเก็บค่าสำรองไฟฟ้า จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และอีก 1-2 เดือนข้างหน้า กกพ.จะออกหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้าในส่วนของผู้ผลิตไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ขนาดเล็กเพิ่มเติมด้วย ส่วนโซลาร์รูฟท็อปต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง 1-2 ปียังไม่ได้ข้อสรุป แนวโน้มการผลิตไฟฟ้า มีความนิยมขึ้นจากต้นทุนราคาโซลาร์เซลล์ที่ถูกลง และผู้ใช้ไฟฟ้าหลายรายก็ต้องการผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว”.

 

เกษตรกลัวที่ไหน พ.ร.ก.ต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011477

นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทย เดือน มิ.ย.60 ทั้งสิ้น 1.56 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา ลาว เมียนมา เป็นต้น โดยจากข้อมูลนี้มีแรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบ ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน 1 ล้านราย โดยเป็นแรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ 17% หรือจำนวน 170,000 ราย

อย่างไรก็ตาม จากการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 คาดว่าจะส่งผลให้แรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศ หรือย้ายกลับถิ่นฐานเดิมของตนเอง สูงสุดถึง 15% หรือคิดเป็นจำนวน 25,500 ราย แต่ทั้งนี้ สศก.ประเมินว่าจะไม่กระทบต่อภาคการเกษตรนัก เพราะเชื่อว่าจะเกิดขึ้นระยะสั้นเท่านั้น เมื่อแรงงานต่างด้าวได้กลับไปทำเอกสารที่ประเทศตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็น่าจะกลับมายังประเทศไทยเพื่อทำงานตามปกติ เพราะค่าจ้างแรงงานไทยยังสูงกว่าแถบประเทศเพื่อนบ้านอยู่ อาทิ กัมพูชาได้ค่าจ้างไม่ถึง 300 บาทต่อวัน ขณะที่ไทยแรงงานขั้นต่ำได้ 300 บาทต่อวัน เป็นต้น

นอกจากนี้ สศก.เชื่อว่า ในระยะยาวการมีแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องจะทดแทนแรงงานในประเทศที่ลดลงเรื่อยๆ ตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมทั้งจะเป็นการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่ถูกต้อง ซึ่งในปีหน้า เชื่อว่ารัฐบาล สหรัฐอเมริกา น่าจะเห็นความพยายามของรัฐบาลไทยปรับอันดับรายงานการค้ามนุษย์ (ทิป รีพอร์ต) จากเทียร์ 2 วอตช์ลิสต์ (เฝ้าระวัง) มาอยู่ที่เทียร์ 2 ได้

ทั้งนี้ สศก.มีข้อเสนอแนะฝากไปยังรัฐบาล ประกอบด้วย ระยะสั้น คือ ปรับบทลงโทษ หรือขยายระยะเวลาการนำ พ.ร.ก. มาใช้เนื่องจากบทลงโทษที่เกิดจาก พ.ร.ก.รุนแรง ส่งผลกระทบผู้ผลิตหรือเจ้าของกิจการที่ทำการเกษตร,รัฐควรร่วมอำนวยความสะดวกขึ้นทะเบียน ลดความซับซ้อน ส่วนในระยะยาว จะส่งเสริมการนำเทคโนโลยีการเกษตรไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต โดยรัฐควรจัดงบประมาณบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานในอนาคต.

 

หนี้เสียกดกำไรแบงก์วูบ กรุงไทยช้ำสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011472

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์แจ้งผลประกอบการงวด 6 เดือน ปี 60 ปรากฏว่า ธนาคารใหญ่มีผลประกอบการทรงตัวและกำไรลดลง เนื่องจากมีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญ และหนี้สงสัยจะสูญจำนวนมากต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทยที่มีกำไรลดลงสูงสุด 4,317 ล้านบาท ขณะที่ธนาคาร พาณิชย์ขนาดกลางและเล็กยังมีกำไรสุทธิเติบโตในเกณฑ์ดีอยู่ โดยนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ครึ่งปีแรกธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 12,528 ล้านบาท ลดลง 4,317 ล้านบาท มาจากการตั้งสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญฯที่เพิ่มขึ้น 4,974 ล้านบาท จากปีก่อน โดยได้กันสำรองหนี้สูญเต็มจำนวนสำหรับลูกค้ารายใหญ่ที่ทำธุรกิจเกษตรและเหมืองแร่ ด้านนายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า งวดครึ่งปีมีกำไรสุทธิ 19,157 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน ซึ่งมีกำไร 19,074 ล้านบาท และตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่ม 635 ล้านบาท

ขณะที่นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทยเผย 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 4,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% และคงตั้งสำรองฯสูงถึง 4,523 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ด้านธนาคารกรุงศรีอยุธยารายงานกำไรงวดครึ่งปี 11,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% จากปีก่อน หลังรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตดี ส่วนนายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ครึ่งปีมีกำไร 6,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.01% เฉพาะไตรมาส 2 มีกำไร 3,331 ล้านบาท โตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 ติดต่อกัน ด้านธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย รายงานกำไรสุทธิ 477.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 110.6 ล้านบาท หรือ 30% หลังควบคุมค่าใช้จ่ายดีขึ้นและสำรองหนี้สูญลดลง 6.2% ขณะที่ธนาคารกรุงเทพไตรมาส 2 ส่วนที่เป็นของธนาคารมีกำไรสุทธิ 8,047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2%จากปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 16,568 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 11,472 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 24%.

 

ยอดขายรถยนต์ปีนี้อู้ฟู่โต8% โตโยต้าเร่งสปีดครึ่งปีหลัง เปิดตัวรถรุ่นใหม่ดึงยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1011467

นายมิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แถลงถึงภาวะตลาดรถยนต์ในไทยช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ว่า ยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทและทุกยี่ห้อมีทั้งสิ้น 409,980 คัน เพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน ประกอบด้วย ยอดขายจากรถยนต์นั่ง 161,483 คัน เพิ่ม 25.0% และรถเพื่อการพาณิชย์ 248,497 คัน เพิ่ม 3.8% สำหรับรถกระบะ 1 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรถเพื่อการพาณิชย์ มียอดขาย 201,019 คัน เพิ่ม 4.4%

“การที่ยอดขายรถยนต์รวมทุกยี่ห้อครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นถึง 11.2% ถือว่าโตเกินคาด เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ทำให้ตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรกฟื้นตัวจากปีก่อนมาก สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ครึ่งปีหลัง มีปัจจัยบวกทั้งการเติบโตของจีดีพี มาตรการกระตุ้นการลงทุน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่สูงขึ้น รวมถึงการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากค่ายรถยนต์ ทำให้คาดว่า ตลาดรถยนต์รวมในประเทศปีนี้จะอยู่ที่ 830,000 คัน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน ประกอบด้วย ยอดขายจากรถยนต์นั่ง 339,000 คัน เพิ่มขึ้น 21.1% และรถเพื่อการพาณิชย์ 491,000 คัน เพิ่มขึ้น 0.4% ส่วนตลาดรถกระบะ 1 ตัน มียอดขาย 394,000 คัน คงที่ 0.0%”

นายซึงาตะกล่าวว่า สำหรับยอดขายเฉพาะในส่วนของโตโยต้าครึ่งปีแรกนี้ มีทั้งสิ้น 112,488 คัน เพิ่มขึ้น 3.1% เป็นรถยนต์นั่ง 45,167 คัน เพิ่มขึ้น 26.5% และรถเพื่อการพาณิชย์ 67,321 คัน ลดลง 8.3% ส่วนรถกระบะ 1 ตัน ขายได้ 63,105 คัน ลดลง9.4% แม้ยอดขายของโตโยต้าครึ่งปีแรกจะเพิ่มขึ้นเพียง 3% ซึ่งต่ำกว่าตลาดรวม เนื่องจากค่ายอื่นๆต่างทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดช่วงครึ่งปีแรก แต่โตโยต้ายังยืนยันที่จะยึดเป้าการขายสำหรับตลาดในประเทศปีนี้ไว้ที่ 265,000 คัน เพิ่มขึ้น 8% เพราะครึ่งปีหลังนี้ โตโยต้าจะแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่มากขึ้น “ส่วนการส่งออกรถโตโยต้าจากฐานผลิตในไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 291,000 คัน ลดลง 9% จากปีที่แล้ว เป็นผลกระทบจากตลาดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและอเมริกากลาง ขณะที่ครึ่งปีแรกโตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 135,332 คัน ลดลง 19% จากปีที่แล้ว คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 72,750 ล้านบาท และมีการส่งออกชิ้นส่วน 33,823 ล้านบาท”.

 

เพิ่มค่าเยียวยาผู้ประสบภัยจากรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011460

นายสุทธิพล ทวีชัยการ

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เห็นชอบให้มีการปรับปรุงแก้ไขบัญชีอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถ และประกาศใช้มาตั้งแต่ 29 มิ.ย.60 โดยมาตรฐานกลางของรายการและจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลตามประกาศฯ ที่มีการปรับปรุงใหม่ครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ค่าบริการทางการแพทย์ และค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน เพื่อให้การกำหนดรายการการรักษาพยาบาล และอัตราค่าบริการมีความสมบูรณ์มากขึ้น รวมทั้งสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และเป็นไปตามกลไกของตลาดที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงได้เทียบเคียงรายการของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฉบับเดิม ร่วมกับราคามาตรฐานค่าบริการของกระทรวงสาธารณสุข และกรมบัญชีกลางด้วย ส่งผลให้มีการปรับราคารายการรักษาพยาบาล เพื่อให้ผู้ประสบภัยเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เพิ่มขึ้น 29 รายการ เช่น ค่าตรวจวินิจฉัยพิเศษทางสมองปรับเพิ่มราคาจาก 4,000 บาท เป็น 5,000 บาท เพิ่มขึ้น 25% ค่าบริการพยาบาลของผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยในทั่วไปจาก 360 บาท เป็น 500 บาท เพิ่มขึ้น 39% รวมทั้งค่ารถพยาบาลฉุกเฉิน เป็นต้น นอกจากนี้ คณะกรรมการฯมอบหมายให้ศึกษาแนวทางการเบิกจ่ายค่าบริการเกี่ยวกับการ ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากรถนอกสถานพยาบาลด้วย.

 

กฟน.ผนึกกำลัง กสทช. และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ นำสายสื่อสารลงดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 21 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011234

การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ผนึกกำลังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าโครงการนำสายสื่อสารลงดิน โครงการถนนพหลโยธิน (5 แยกลาดพร้าว-อนุสาวรีย์ชัย) สนองนโยบายรัฐบาล มุ่งสู่ถนนมหานครแห่งอาเซียน

​นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า การนำสายสื่อสารลงใต้ดินในโครงการถนนพหลโยธินจากบริเวณห้าแยกลาดพร้าว-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถือเป็นโครงการนำร่องที่สำคัญเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ตามแผนปรับปรุงภูมิทัศน์แบบเร่งรัดของกรุงเทพมหานครเร่งรัดให้แล้วเสร็จใน 5 ปี รองรับแผนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตอลอย่างเต็มศักยภาพ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

​“การนำสายสื่อสารลงใต้ดินโครงการถนนพหลโยธินมีทั้งหมด 4 เฟส โดยเฟสแรกจะเริ่มจากบริเวณห้าแยกลาดพร้าว-จตุจักร และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2560 ซึ่งมีการนำเทคโนโลยี Air Blown เข้ามาช่วยดันสายสื่อสารลงดิน ทำให้ประหยัดเวลาและแรงงานจากเดิมถึง 3 เท่า และพร้อมสำหรับการนำสายสื่อสารเส้นทางอื่นๆ ลงใต้ดินต่อไป ซึ่งการไฟฟ้านครหลวงมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อตอบสนองนโยบายภาครัฐ และสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย” นายชัยยงค์ กล่าว

​ด้าน นายศุภชัย เจียรวนนท์ ในฐานะนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การนำสายสื่อสารลงใต้ดิน เป็นการร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญร่วมกับระบบโทรคมนาคมของไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน มุ่งสู่การเป็นถนนมหานครแห่งอาเซียน

​“การนำสายสื่อสารลงดินในครั้งนี้ ยังเป็นการใช้ท่อร้อยสายใต้ดินของการไฟฟ้านครหลวงกับเอกชน โดยเป็นโครงการทดลองปรับเปลี่ยนสายโทรคมนาคมจากระบบสายอากาศเป็นระบบสายใต้ดิน ซึ่งนอกจากจะสามารถตอบสนองนโยบายภาครัฐในการปรับปรุงภูมิทัศน์ แล้วยังช่วยผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ประหยัดงบลงทุนเมื่อเทียบกับการใช้เทคโนโลยีแบบเดิมด้วยความจุของจำนวนเส้นใยแก้วนำแสง ที่มากเพียงพอรองรับความต้องการของผู้ประกอบการทุกราย เพื่อมุ่งสู่ถนนมหานครแห่งอาเซียนไปด้วยกัน” นายศุภชัย กล่าว

​ขณะที่ พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการเชื่อมโยงระบบการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ของเมืองให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วย

​“พื้นที่ในการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน โครงการถนนพหลโยธิน ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเชื่อมต่อการคมนาคมสำคัญในเมืองหลวง มีการสัญจรต่อวันหนาแน่นระดับต้นๆ ดังนั้นเมื่อมีการปรับปรุงพื้นที่เสร็จสมบูรณ์ย่อมจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้ถนนและคนเดินทางเท้าได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลดีในด้านคุณภาพชีวิตโดยตรงแก่ประชาชนในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญอย่างยิ่งและหากดำเนินงานประสบความสำเร็จที่ดีแล้ว ก็เป็นการยืนยันว่าประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะสร้างถนนมหานครแห่งอาเซียนอย่างสมบูรณ์ต่อไป”

 

//////////////////////////////

“Smart Metro”

| ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม |

—————–

**กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าในแอปเดียวจบ..คลิก http://is.gd/KlyQKF

—————–

ติดตามสื่ออื่น การไฟฟ้านครหลวง ได้ที่

Application : MEA Smart Life

Website: www.mea.or.th

Facebook : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

Twitter : @mea_news

YouTube : MEA Multimedia

Line : @meanews

—————–

MEA Call Center โทร. 1130

 

บางจากผนึกน้ำตาลขอนแก่น รุกธุรกิจชีวภาพขึ้นแท่นเบอร์ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011449

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติให้ควบบริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง จำกัด (BBH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บางจากฯ ถือหุ้น 99.99% กับบริษัท เคเอสแอลจีไอ จำกัด (KSLGI) ที่จะได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อรับโอนและเข้าถือหุ้น 99.99% ในบริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KGI โดย KSLGI เป็นบริษัทย่อยของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL จะเข้าถือหุ้น 99.99% โดยการควบบริษัทครั้งนี้จะมีการตั้งบริษัทใหม่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวม 1.71 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ สร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรปลูกพืชพลังงาน

“การร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio Based) ได้แก่ เอทานอล และไบโอดีเซล (B100) โดยในเดือน ต.ค.นี้ จะใช้ชื่อบริษัทใหม่ว่า บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (BBGI) มีทุนจดทะเบียน 2,532 ล้านบาท โดยจะเป็นบริษัทหลักที่มีบริษัท บางจากฯ ถือหุ้น 60% และบริษัท น้ำตาลขอนแก่นฯ ถือหุ้น 40% และในอนาคตจะมีการพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพต่อไป”.

 

“แคท” จ่อขาดทุน 5 พันล้าน โยนบาป “ดีอี” เตะถ่วงแผนสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011445

“แคท” จุกอก ปี 60 ส่อแววขาดทุนปีแรกเฉียด 5,000 ล้านบาท จากเดิมคาดหวังกำไร 800 ล้านบาท เหตุ “ดีอี” เตะถ่วงไม่พิจารณาแผนสร้างรายได้ให้องค์กร แถมเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัด “คลัง” เรียกจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าปรับอีก 2,400 ล้านบาท

พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เปิดเผยว่า ในปี 60 แคทมีแนวโน้มจะประสบปัญหาขาดทุนมากกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท จากเดิมคาดว่าจะมีกำไรราว 800-1,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นปีแรกที่แคทประสบปัญหาการขาดทุน เนื่องจากโครงการที่จะสร้างรายได้ให้แคทยังไม่ได้รับการพิจารณาจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทั้งที่แคทได้เสนอเรื่องให้พิจารณามาตั้งแต่ปลายปี 59 จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากกระทรวง

สำหรับโครงการที่แคทได้เสนอให้กระทรวงดีอีพิจารณาและนำเสนอครม.เพื่ออนุมัติตามขั้นตอนนั้น ได้แก่ การนำทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานมือถือกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค มาจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนใหม่ เพื่อให้บริการเช่าเสาและอุปกรณ์โทรคมนาคม เนื่องจากสัญญาสัมปทานดีแทคจะสิ้นสุด 15 ก.ย.61 ดังนั้น เพื่อให้แคทมีรายได้ต่อเนื่องปีละ 10,000-20,000 ล้านบาท จึงได้เสนอแผนการร่วมทุนกับดีแทคให้กระทรวงดีอีพิจารณาตั้งแต่เดือน ต.ค.59 แต่จนถึงขณะนี้กระทรวงก็ยังไม่นำเสนอ ครม.ให้พิจารณาอนุมัติแต่อย่างใด เพราะหากมีการอนุมัติตามที่เสนอแล้ว แคทจะสามารถนำทรัพย์สินบางส่วนออกมาให้เช่า เพื่อสร้างรายได้ก่อนในช่วงนี้

นอกจากนี้ยังมีโครงการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาการทำธุรกิจมือถือรูปแบบใหม่ เพื่อให้บริการ 3 จี ด้วยเทคโนโลยี เอชเอสพีเอ ที่มีการลงนามระหว่างแคทกับกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 54 โดยจะขอเปลี่ยนเงื่อนไข จากการซื้อคืนระบบเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นการเช่า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากเกรงว่าเมื่อขบวนการจัดซื้อแล้วเสร็จ อุปกรณ์และระบบโทรคมนาคมนั้นจะไม่ทันสมัย เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งแคท ได้เสนอให้ดีอีพิจารณาตั้งแต่ มี.ค.60 ที่ผ่านมา

ส่วนโครงการขยายโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ วงเงิน 5,000 ล้านบาทนั้น แคทได้เสนอให้กระทรวงดีอีพิจารณามาหลายเดือนแล้ว คาดว่าสัปดาห์หน้าจะเข้า ครม. เนื่องจากโครงการนี้จะสนับสนุนนโยบายขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรัฐบาลได้โครงข่ายอินเตอร์เน็ตเข้าถึงทุกหมู่บ้านแล้ว ดังนั้นเมื่อมีจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ก็ต้องขยายช่องทางเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นด้วย “แคทพยายามทุกช่องทางที่จะเพิ่มรายได้ให้องค์กรแล้ว แต่การเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีระเบียบและขั้นตอนปฏิบัติมาก ทำให้ไม่มีความคล่องตัวในการแข่งขัน ขณะที่ธุรกิจโทรคมนาคมมีการแข่งขันดุเดือดมาก เพียงแค่จะนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาสร้างรายได้ยังใช้เวลานาน จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับอนุมัติ แล้วจะให้ทำอย่างไร ทุกวันนี้แคทไม่ได้นิ่งนอนใจ แม้ดีอีไม่พิจารณา แต่ก็ต้องพยายามหาลูกค้าจากช่องทางอื่นเพื่อเพิ่มรายได้”

พ.อ.สรรพชัยกล่าวต่อว่า ปี 60 แคทยังมีภาระการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้กรมสรรพากร อีก 2,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากเมื่อปี 46 รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กำหนดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม โดยหักจากค่าสัมปทานมือถือนั้น ต่อมาปี 50 สรรพากรได้ประเมินการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ จากวงเงินการจ่ายค่าภาษีสรรพสามิตทั้งหมด และเรียกเก็บเงินจากแคทเพิ่มแต่แคทไม่ยินยอม จึงได้ยื่นฟ้องร้องศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ซึ่งศาลตัดสินให้แคทต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับราว 2,400 ล้านบาท และแคทก็ต้องไปฟ้องร้องเรียกจากคู่สัมปทานต่อไป แต่เบื้องต้นแคทต้องชำระภาษีให้กรมสรรพากรไปก่อน.