รู้จักศัพท์ใหม่ฉบับใต้โต๊ะ “แบ่งปันรายได้” ปริศนา(ลับ) ทำคนไทยซื้อคอนโดแพง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011207

ทำเลทองกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า วิวทิวทัศน์แสนสบายตา…องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้ราคาคอนโด พุ่งสูงขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ตัวการสำคัญที่คอยกระตุกราคาคอนโดให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างลับๆ โดยที่ไม่ควรจะเป็น ตัวการที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้คืออะไร? ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปไขคำตอบ!

ในภาพ: (จากซ้าย) อารีพันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ, รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย, อัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, สรรค์ สุขุขาวดี ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ ดร.มานะ นิมิตรมงคล

ไขปริศนาลับฉบับใต้โต๊ะ คนไทยซื้อคอนโดแพง เพราะอะไร?

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัจจุบันราคาคอนโดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระราคาค่าที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่ควรจะเป็น ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายบางประการที่ซ่อนเร้นอยู่กับฟากฝั่งของผู้ประกอบการ

“และค่าใช้จ่ายนั้นก็คือ เงินจำนวนหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายให้กับข้าราชการในการขอใบอนุญาต ซึ่งใบอนุญาตที่ต้องยื่นขอกับทางราชการนั้น มีเป็นจำนวนมากอีกด้วย” เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวถึงมูลเหตุสำคัญที่หลายคนยังไม่เคยได้รู้

ดร.มานะ ได้ระบุไว้ว่า ทุกวันนี้คนไทยต้องซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมในราคาที่แพงเกินจริง เหตุเพราะผู้ประกอบการได้บวกต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการที่เขาต้องจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อให้ออกใบอนุญาตอนุมัติต่างๆ โดยประเมินว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องจ่ายเงินประมาณ 1.5 – 2.7 หมื่นบาทต่อยูนิตก่อสร้าง ขณะที่รายเล็กต้องจ่ายประมาณ 2 – 5 หมื่นบาทต่อหลัง แต่หากเป็นกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายบางอย่างก็อาจต้องจ่ายมากถึงร้อยละ 10 ของต้นทุน เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท กลับต้องจ่ายสารพัดเงินสินบนถึง 3 แสนบาท

จากการสำรวจยังพบว่า จำนวนใบอนุญาตอนุมัติที่ผู้ประกอบธุรกิจบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาเป็นค่าหล่อลื่นเพื่อมิให้มีการกลั่นแกล้งหรือดึงเรื่องให้ชักช้านี้ แต่ละโครงการอาจต้องยื่นขอมากถึง 15 – 25 รายการ เช่น การออกหรือแยกโฉนด ใบอนุญาตจัดสรรฯ ใบอนุญาตก่อสร้าง ขอติดตั้งน้ำประปา – ไฟฟ้า ค่าจดโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้า ค่าทำถนนหรือสะพานเชื่อมทาง เป็นต้น

นอกจากนี้ ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ยังต้องจ่ายเงินเบี้ยบ้ายรายทางให้กับเจ้าหน้าที่ที่มาเรียกเก็บเป็นรายเดือนโดยไม่มีใบเสร็จอีกจำนวนมาก โดยพบว่าโครงการขนาดใหญ่บางรายต้องจ่ายให้กับผู้มาเรียกเก็บมากถึง 32 รายการ โดยข้ออ้างหรือข้อหาที่ใช้เรียกเงินไม่ว่าจะมีการทำผิดจริงหรือไม่ก็ตาม เช่น ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น, รถขนดินหกเรี่ยราด, มีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย, ไม่ป้องกันฝุ่นละออง และค่าดูแลในพื้นที่ เป็นต้น

ใบอนุญาตการสร้าง จำเป็น แต่ต้องปรับปรุง!

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงปัญหาการขอใบอนุญาตว่า แม้ว่าใบอนุญาตจะเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ แต่ใบอนุญาตบางฉบับมีความจำเป็นอย่างมากในแง่ความปลอดภัยของประชาชน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัย และลดทอนความยากลำบากลงให้มากที่สุด

“เรามีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ด้วยความที่การแก้ปัญหานั้น ขาดความต่อเนื่อง และขาดความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้ผลที่ออกมาไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน” รศ.ดร.ต่อตระกูล กล่าวถึงปัญหาที่คาราคาซังมาเนิ่นนาน

“ในประเทศไทย เนื้อหาของกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารนั้น ถือว่าดี และมีหลายใบหลายประเภทมาก เริ่มตั้งแต่การขออนุญาตก่อสร้างจนถึงขออนุญาตใช้อาคาร แต่กระบวนการได้มาซึ่งใบอนุญาตนี้ จะเป็นที่รู้กันในวงการก่อสร้างว่า ใบอนุญาตมักเกี่ยวพันกับการเรียกรับและขอจ่ายสินบน รศ.ดร.ต่อตระกูล กล่าวถึงสิ่งที่เคยพานพบ

ข้าราชการเงินเดือนเงินน้อย แรงจูงใจรับใต้โต๊ะ?

นายอัชชพล ดุสิตานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ปัญหาการขอใบอนุญาตเกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น ค่านิยมของคนในสังคมที่ประชาชนอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าขุนมูลนาย, กฎหมายของประเทศที่ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้ทุกคนคิดแต่จะเลี่ยงกฎหมาย และพื้นฐานทางด้านการศึกษาของแต่ละบุคคล เป็นต้น

“นอกจากนี้ เราต้องยอมรับความจริงว่า ปัจจุบันข้าราชการระดับสูงเงินเดือนค่อนข้างน้อย อาทิ นายกรัฐมนตรีมีเงินเดือนเพียงแสนกว่าบาท ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงมีเงินเดือนเพียงแค่ไม่กี่หมื่นบาท ระดับรองๆ ลงไปก็ยิ่งน้อยกว่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูง ก็อาจคิดใช้อำนาจไปในทางทุจริตได้ โดยเฉพาะเมื่อเอกชนเป็นฝ่ายหยิบยื่นให้เพื่อแลกกับความสะดวก จึงทำให้คนกลุ่มนี้ถูกชักจูงด้วยกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามาหยิบยื่นข้อเสนอบางอย่างให้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตนต้องการ นายอัชชพล กล่าวตามความเป็นไปของสังคม

“แบ่งปันรายได้” คำหรู ดูดีแทน “แป๊ะเจี๊ยะ”

นายสรรค์ สุขุขาวดี ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ถ่ายทอดประสบการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า นับตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ผู้บริหารบริษัทจะถูกเชิญไปพูดคุยกับผู้มีอำนาจอนุมัติ โดยเปิดคำถามแรกอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณตัดสินใจได้ไหม?” ถ้าไม่ได้ก็ไม่คุย ให้ไปเรียกคนที่ตัดสินใจได้ในองค์กรมาแทน จากนั้นก็จะเป็นการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ ซึ่งทุกวันนี้จะใช้คำว่า “แบ่งปันรายได้” แทนที่จะเป็นศัพท์เดิมๆ อย่างแป๊ะเจี๊ยะ เก๋าเจี๊ยะ ค่าน้ำร้อนน้ำชา ฯลฯ เพื่อให้ฟังแล้วรู้สึกสบายหู ดูดีขึ้น

“ในความเป็นจริงนั้น ไม่มีใครอยากจ่ายหรอกครับ เพราะนั่นหมายถึงต้นทุน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องผลักภาระไปให้ผู้บริโภคด้วยราคาอาคารที่แพงขึ้น” นายสรรค์ บอกเล่าอย่างไม่กั๊ก

“ผู้ประกอบการต้องซื้อเวลา เพราะเมื่อลงทุนไปแล้วแต่ใบอนุญาตก่อสร้างยังไม่ออก ผู้ประกอบการก็จะไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้ บางแห่งใช้เวลานานนับปี ลักษณะนี้เป็นการบีบให้ผู้ประกอบการยอมจ่ายใต้โต๊ะ เพราะเมื่อเวลายิ่งเนิ่นนานออกไป ต้นทุนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถทำเช่นนี้ได้ เพราะการก่อสร้างอาคารสักหลังหนึ่ง มีข้อกฎหมายหรือกฎระเบียบยิบย่อยเต็มไปหมด และที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้เปิดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลยพินิจของตนเอง เพื่อดึงเรื่องให้ล่าช้าได้อีกด้วย นายสรรค์ สะท้อนความเห็นจากฟากฝั่งของเอกชน

หนทาง ปิดตายปัญหา “สินบนขอใบอนุญาตก่อสร้าง”

นางอารีพันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะตัวแทนจากภาครัฐ มีความเห็นเช่นเดียวกับท่านอื่นๆ ว่า ภาครัฐได้สร้างกลไกความไม่สะดวกให้เกิดขึ้นจากการเข้าไปกำกับดูแลในทุกขั้นตอน จึงทำให้ภาคเอกชนต้องใช้เงินเพื่อซื้อความสะดวก และในท้ายที่สุด การกระทำเช่นนี้ จึงเป็นต้นตอของการคอร์รัปชัน

“เบื้องต้น ต้องปิดช่องการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ก่อนเป็นลำดับแรก โดยกำหนดให้หน่วยงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่อนุมัติ หรืออนุญาตทั้งหลาย จัดทำระเบียบให้ชัดเจนว่า การยื่นขอในแต่ละเรื่องต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง จ่ายค่าธรรมเนียมเท่าไร ใช้เวลาดำเนินการเท่าใด โดยเชื่อว่า เมื่อขั้นตอนทุกอย่างชัดเจน ก็ไม่จำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่อีกต่อไป” นางอารีพันธ์ กล่าวถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ก.พ.ร. ได้มีแนวคิดในการพัฒนาบริการภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัลให้มากขึ้น หรือ Zero Touch ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยระบบที่ตั้งไว้ รวมทั้งลดเวลาในการดำเนินการ และลดปัญหาการคอร์รัปชัน ซึ่งปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการของบประมาณจาก กสทช. เพื่อทำ Single Form และนำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป อย่างไรก็ตาม หากโครงการนี้สำเร็จ จะสามารถลดขั้นตอนและเวลาดำเนินการต่างๆ ไปได้ 30-50%

“จ่ายใต้โต๊ะ” หรือ “แบ่งปันรายได้”
จะหายไปจากสังคมไทย ได้หรือไม่?
คนไทยจะซื้อคอนโดในราคาถูกลง ได้หรือไม่?
ต้องติดตามอย่าให้คลาดสายตา
มิเช่นนั้น อาจจะกลับมาอีหรอบเดิม!

“อภิศักดิ์” ย้ำชัด ให้มองกันยาวๆ เมกะโปรเจกต์ดันเศรษฐกิจพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011440

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง

รัฐลุ้นตัวโก่ง 2 ปีจีดีพีโต 16%

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยในงานสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2017 : Reinforcing the Foundation for Competitiveness ซึ่งจัดโดยสมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA ว่า ขณะนี้ไทยยังได้รับการจัดอันดับเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะประสิทธิภาพของธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งรัฐบาลพยายามเร่งผลักดันให้มีการพัฒนาขึ้นเพราะตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมาไทยมีภาคธุรกิจที่เข้มแข็งและเป็นผู้นำหลักในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะปัญหาการเมืองในประเทศที่ทะเลาะกันมานานถึง 10 ปี ทำให้การลงทุนภาคเอกชนชะงักงัน สิ่งที่สำคัญตอนนี้ คือรัฐบาลพยายามผลักดันให้เอกชนเร่งปรับตัวเร่งลงทุน

“รัฐบาลจึงกำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แก้ไขปรับปรุงอุปสรรคด้านต่างๆ และเดินหน้าวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ ซึ่งขณะนี้เริ่มลงนามในสัญญา ทั้งเดินหน้าโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง สนามบินและท่าเรือ เป็นต้น จึงคาดว่าอันดับด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอีก 2 ปีข้างหน้าจะดีกว่าอันดับ 40 โดยปีหน้าภาครัฐจะลงทุนสูงขึ้นตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจาก 42% เป็น 49% แต่ก็ไม่ให้เกิน 50%ของจีดีพี เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง โดยคาดว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าการลงทุนภาครัฐจะมีสัดส่วนจาก 7% ของจีดีพี เพิ่มเป็น 15% ของจีดีพีเท่ากับมาเลเซีย”

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า เรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันถือเป็น 1 ใน agenda 20 ปีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ล่าสุด World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development : IMD ได้จัดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น 1 อันดับ ปีก่อนอยู่ที่อันดับ 28 ปีนี้ ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 27.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 21/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1011414

 

“ลาซาด้า” ชี้เอสเอ็มอีจุดอ่อน เปิดอบรมปั้นคนไทยทำธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011439

นายคณิศ แสงสุพรรณ

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยหลังผู้บริหารระดับสูงของ “ลาซาด้า กรุ๊ป” ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซ จากประเทศจีน เข้าพบว่า ลาซาด้ามารายงานความคืบหน้าโครงการลงทุนอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ว่า ลาซาด้าต้องการขยายโครงการฝึกอบรมพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยให้เข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซระยะ 2 ถือเป็นเรื่องที่ดี หลังจากที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ผ่านเครือข่ายต่างๆของทั้ง 2 กระทรวงแล้ว มีเอสเอ็มอีผ่านการฝึกอบรม 1,000 ราย ปัญหาของเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่คือ ไม่มีความรู้เรื่องการทำตลาดออนไลน์

สำหรับความคืบหน้าการลงทุนการพัฒนาท่าเรือ 3 แห่ง คือ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด เพื่อเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟทางคู่ที่เชื่อมโยงไปยัง 3 สนามบิน คือ สนามบินอู่ตะเภา สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ยังเดินหน้าไปตามแผนทั้งหมด คาดว่าปีหน้าจะมีเอกสารข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (ทีโออาร์) ของโครงการทั้งหมดออกมา ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าอุตสาหกรรมอากาศยานล่าสุด บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กำลังลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็โอยู) ลงทุนร่วมกับบริษัทเครื่องบินแอร์บัส ในต้นปี 61 เพื่อลงทุนในพื้นที่อีอีซี เนื่องจากความต้องการใช้เครื่องบินรบในทวีปเอเชียมีปริมาณสูงขึ้น มูลค่าลงทุนรายละประมาณ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนี้ การบินไทยยังมีการเจรจากับบริษัทเครื่องบินโบอิ้ง ที่มีความสนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน และศูนย์ฝึกทักษะด้วยสถานการณ์จำลอง โดยฝึกสอนเกี่ยวกับการบินเพื่อป้อนนักบินสู่สายการบินต่างๆ สอดคล้องกับนโยบายรัฐที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชีย คาดว่าจะลงนามกับการบินไทยปีหน้า “วันที่ 31 ก.ค.นี้ จะมีประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อติดตามความคืบหน้าของแผนอุตสาหกรรมการเกษตรด้วย”.

 

ก.พาณิชย์ เผยมูลค่าส่งออกเดือน มิ.ย.พุ่ง 11.73% สูงสุดในรอบ 6 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2560 00:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011434

พาณิชย์ เผยมูลค่าส่งออกเดือนมิ.ย.พุ่ง 11.73% ทะลุ 2.02 หมื่นล้านเหรียญฯ ดัน 6 เดือนโต 7.83% สูงสุดรอบ 6 ปี มั่นใจทั้งปีได้แน่ 5% หลัง ศก.โลก-คู่ค้าสำคัญฟื้นตัว จับตาปัจจัยเสี่ยง ทั้งนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ค่าเงินผันผวน…

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2560 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือนมิ.ย.60 การส่งออกมีมูลค่า 20,281.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.73% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันนับจากเดือนมี.ค.60 และมูลค่าทะลุ 20,000 ล้านเหรียญฯอีกครั้งนับจากเดือนมี.ค.60 ที่มีมูลค่า 20,887.6 ล้านเหรียญฯ เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 693,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.91% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 18,365 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 13.74% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 635,637.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.89% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 1,916.9 ล้านเหรียญฯ หรือ57,790.5 ล้านบาท ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 11.73% หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำออก จะขยายตัว 14.2%

ผอ.สนง.นโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปีนี้ การส่งออกมีมูลค่า 113,546.8 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 7.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 3.938 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น5.77% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 106,576.3 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 14.99% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 3.741 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.89% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 6,970.5 ล้านเหรียญฯ หรือ 196,212 ล้านบาท

“แนวโน้มการส่งออกไทยปี 60 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนแน่นอน โดยการส่งออกไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.) มีมูลค่าถึง 57,090 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 10.94% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือเป็นการเพิ่มสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส เมื่อรวมครึ่งปีแรก ขยายตัวแล้ว 7.83% สูงสุดในรอบ 6 ปี ซึ่งเป็นการฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก” น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

ผอ.สนง.นโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ สนค.ประเมินว่าจะยังมีทิศทางดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญที่ขยายตัวดีขึ้น และราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรสำคัญและราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากความไม่ชัดเจนของนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโลกและไทย แต่เชื่อว่า ทั้งกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว

”เป้าหมายมูลค่าการส่งออกในปีนี้ขยายตัว 5% ตามเป้าหมายได้แน่ หากในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ มีมูลค่าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 18,768 ล้านเหรียญฯ แต่ถ้าแต่ละเดือนได้มากถึง 19,127 ล้านเหรียญฯ จะขยายตัวได้ถึง 6%” น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

ผอ.สนง.นโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวด้วยว่า การส่งออกเดือนมิ.ย.60 ที่ขยายตัวถึง 11.7% นั้น มาจากการขยายตัวของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 18.3% และสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 11.6% ขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญ พบว่า ตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 13.1% ได้แก่ ญี่ปุ่น เพิ่ม 26.5% สหรัฐฯ เพิ่ม 8.2% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) เพิ่ม 5.9%, ตลาดศักยภาพสูง เพิ่ม 20.5% เช่น อาเซียน เพิ่ม 20.1% จีน เพิ่ม 29.9% อินเดีย เพิ่ม 11%, ตลาดศักยภาพรอง เพิ่ม 1.3% เช่น ตะวันออกกลาง เพิ่ม 9.8% แอฟริกา เพิ่ม 7.2%

ส่วนลาตินอเมริกา ลดลง 2.3% และตลาดอื่นๆ ลดลง 43.4% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ลด 48.5%++ส่วนการนำเข้าสินค้า พบว่า มีการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 7.89% มูลค่า 2,302 ล้านเหรียญฯ สินค้าทุน เพิ่ม 8.82% มูลค่า 4,858 ล้านเหรียญฯ และสินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 23.28% มูลค่า7,918 ล้านเหรียญฯ.

 

กรมการขนส่งทางบก เร่งติดจีพีเอสยานพาหนะ 3 แสนคันภายในปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ค. 2560 00:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011427

กรมการขนส่งทางบก เร่งติดอุปกรณ์จีพีเอสให้แก่รถยนต์ 3 แสนคันภายในปีนี้ พร้อมควัก 375 ล้านลงทุนระบบวิเคราะห์ข้อมูลรับยุค 4.0 – จับมือ กสท.ปั้นสมาร์ทโลจิสติกส์หนุนผู้ประกอบการ…

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2560 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกได้ลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศและการสื่อสารในระบบการขนส่งทางบกโดนใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหาร สนับสนุนการลดต้นทุนโลจิสติกส์และลดปริมาณอุบัติเหตุตลอดจนตอบสนองความต้องการผู้ประกอบการปัจจุบันโดยสามารใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นบนมือถืออย่าง DLT- GPS ที่ทำงานผ่านระบบมือถือ สอดคล้องกับประกาศของ ขบ.ทีกำหนดให้ติดตั้งระบบ GPS tracking เพื่อตรวจจับเส้นทางและควบคุมความเร็วของยานพาหนะ ปัจจุบันอยู่ระหว่างติดตั้งจีพีเอสบนรถโดยสารสาธารณะทุกคัน รวมถึงรถพ่วงรถลากจูงภายในปีนี้รวมทั้งสิ้น 300,000 คัน จากนั้นในปี 2561 จะดำเนินการติดตั้งระบบจีพีเอสบนรถบรรทุกสาธารณะทุกคัน และเพิ่มปริมาณการติดตั้งในรถทุกประเภทไม่ต่ำกว่า 500,000 คัน และสุดท้ายในปี 2562 ต้องติดตั้งจีพีเอสให้ครบทั้งหมดตามเป้า 800,000-1,000,000 คัน

สำหรับการติดตั้งจีพีเอสผู้ประกอบการสามารถจ้างบริษัทที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบกที่มีประมาณ 100 กว่าบริษัท และมีจีพีเอส ประมาณ 100 กว่ารุ่นติดตั้งได้ เบื้องต้นค่าใช้จ่ายติดตั้งจีพีเอสประมาณ 5,000 บาทต่อคัน ไม่รวมค่าบริการรายเดือน ปัจจุบันตั้งแต่เริ่มติดตั้งจีพีเอสช่วยลดการใช้ความเร็วในการขับรถจากปกติกฎหมายกำหนด 90 กม.ต่อชม. ทำให้ลดปัญหาการใช้ความเร็วเกินและใช้ความเร็วลดลงตามลำดับประมาณ 80% ซึ่งทำให้มีความปลอดภัย สะดวก เกิดคุณภาพการให้บริการเกิดขึ้น และไปสู่การพัฒนาในระยะยาว

นายสนิท กล่าวต่อว่า การลงทุนเรื่องระบบข้อมูลขนส่งเพื่อเชื่อมโยงจีพีเอสนั้นมีวงเงินราว 15 ล้านบาท นอกจากนี้ในอนาคต ขบ.เตรียมของบประมาณปี 2561 เพื่อลงทุนก่อสร้างศูนย์บริหารจัดการข้อมูลจีพีเอสในระบบขนส่งอีกราว 360 ล้านบาท โดยใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปีก่อนเปิดให้บริการในปี 2563 เนื่องจากปัจจุบันกรมฯ ยังใช้ศูนย์จีพีเอสชั่วคราวอยู่ เมื่อสร้างศูนย์จีพีเอสแล้วเสร็จระบบดังกล่าวประกาศใช้ทำงานคู่ขนานกันทันที

ด้านพันเอกสรรพชัย หุวะนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัม กสท.โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) หรือ CAT  เปิดเผยว่า การใช้งานระบบผ่านเครือข่ายกสท.นั้นมีราคาถูกกว่าต้นทุนปกติ เนื่องจากกสท.ลดอัตราค่าใช้บริการเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาใช้เทคโนโลยีการขนส่งผลักดันไปสู่ การยกระดับการขนส่งไปสู่ สมาร์ทโลจิสติกส์เพื่อรองรับโอกาสการเป็นฮับอาเซียนด้านการขนส่งโดยเฉพาะการขนส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน CLMV ที่มีตัวเลขจีดีพีเติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งยังเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้าสู่การบริหารจัดการในภาครัฐ เพื่อก้าวไปสู่สังคมบิ๊กดาต้า (Big Data) ตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) และ สนับสนุนผู้ประกอบการ (Operator) เบื้องต้นตั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไว้ราว 1.2 ล้านคน ลูกค้ารถแท็กซี่ 2 แสนรายและลูกค้ารถบรรทุกราว 1 ล้านราย นอกจากจะใช้ได้ในประเทศแล้วยังมีรูปแบบบริการผ่านดาวเทียม เพื่อใช้ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดต้นทุน และลดความเสี่ยงในการขนส่งระหว่างประเทศ.

 

เกณฑ์ใหม่ปล่อยกู้-รูดปรื๊ด มีผลบังคับสัปดาห์หน้า ยื่นไปแล้วไม่ย้อนหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2560 18:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011242

แบงก์ชาติ ย้ำ เกณฑ์ใหม่ปล่อยสินเชื่อรายย่อย คุมเข้มบัตรเครดิต เตรียมประกาศลงราชกิจจาฯ มีผลบังคับใช้สัปดาห์หน้า ยันไม่มีผลย้อนหลัง ยังติดตามหนี้เน่าใกล้ชิด รับเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่กระจายทุกภาค…

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การปรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน รวมทั้งการควบคุมสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า ซึ่งที่ผ่านมาได้เห็นชอบในหลักการไปทั้งหมดแล้ว โดยเกณฑ์ควบคุมใหม่นี้จะไม่มีผลย้อนหลังกับลูกค้าที่ขอสินเชื่อไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ธปท.จะติดตามแนวโน้มหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดย ธปท.ได้ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 60 และ 61 ไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ยอมรับว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวไปทั่วทุกภาค เนื่องจากมีบางกลุ่มธุรกิจยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวก่อนหน้านี้ เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในไตรมาส 2/60 ที่ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง แต่ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีการตั้งสำรองสูง ทำให้กำไรในไตรมาส 2/60 ลดลง

ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค ไม่ได้แข็งค่าเฉพาะค่าเงินบาท โดยปัจจัยมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเกิดความไม่มั่นใจในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจต้องชะลอออกไป โดยผู้ส่งออกต้องประเมินสถานการณ์และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจกับต่างประเทศ.

 

พฤกษาลุยคอนโด 3 ทำเล ใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน มูลค่ากว่า 5,500 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011114

พฤกษารุกหนัก! หลังครึ่งปีแรกภาพรวมตลาดคอนโดฯ ครองอันดับสูงสุด ลุยเปิด ‘เดอะไพรเวซี่’ คอนโดมิเนียม 3 โครงการใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์เฉพาะตัว…

วันที่ 20 ก.ค. 60 นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมครึ่งปีแรก พฤกษาฯ สามารถครองส่วนแบ่งตลาดคอนโดมิเนียมระดับราคา 2-3 ล้านบาท เป็นอันดับสูงสุดของตลาด มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท

โดยไตรมาส 3/60 พฤกษาเตรียมแผนเปิดโครงการ เดอะไพรเวซี่ (THE PRIVACY) ทั้งหมด 3 โครงการ คือ เดอะไพรเวซี่ จรัญฯ-ราชวิถี สเตชั่น คอนโดสูง 24 ชั้น มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท ตั้งอยู่ถนนสิรินธร ใกล้แยกบางพลัด เพียง 600 เมตร จากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสถานีสิรินธร ราคาเริ่ม 2.59 ล้านบาท

เดอะไพรเวซี่ จรัญฯ-ราชวิถี สเตชั่นรวมทั้ง เดอะไพรเวซี่ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ คอนโดสูง 22 ชั้น มูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท นับเป็นโครงการแรกบนถนนจรัญสนิทวงศ์ ที่อยู่ใกล้สถานีท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ เพียง 100 เมตร ราคาเริ่ม 1.99 ล้านบาท ซึ่งจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ช่วงอายุ 25-35 ปี ที่มีสไตล์เฉพาะตัว

เดอะไพรเวซี่ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์สำหรับฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวก Smart Phone ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งระบบแจ้งเตือนชำระค่าน้ำ ค่าไฟ แจ้งเตือนรับจดหมายหรือพัสดุต่างๆ รวมทั้งระบบผ่านประตูเข้า-ออกทุกจุด ตั้งแต่หน้าโครงการจนถึงประตูห้องชุด

นอกจากนี้ พฤกษายังคงมีแผนจะเปิด เดอะไพรเวซี่ พระราม 9 อีก 1 โครงการ ภายในปีนี้ รวมทั้ง 3 โครงการ มูลค่ากว่า 5,500 ล้านบาท.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 0.57 ดัชนีอยู่ที่ 1,575 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2560 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011157

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 0.57 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,575.28 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,763.05 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 20 ก.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 0.57 จุด อยู่ที่ 1,575.28 เปลี่ยนแปลง -0.04% มูลค่าการซื้อขาย 41,763.05 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,578.96 จุด และต่ำสุดที่ 1,574.71 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน).

 

ธนบัตรชุดใหม่ที่ระลึก รัชกาลที่ 9 เปิดแลก 20 ก.ย.นี้ มี 5 ชนิดราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2560 16:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1011055

ดีเดย์ 20 ก.ย. ธนบัตรชุดใหม่ที่ระลึก รัชกาลที่ 9 เปิดแลกผ่านแบงก์พาณิชย์-แบงก์รัฐ มี 5 ชนิดราคา ด้านหน้าเช่นเดียวกับธนบัตรแบบ 16 ที่ใช้ในปัจจุบัน ส่วนด้านหลัง ภาพพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และโครงการพระราชดำริ…

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.จะออกใช้ธนบัตรที่ระลึกด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ โดยจะใช้เป็นธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป

ทั้งนี้ธนบัตรชุดใหม่นี้จะออกใช้หมุนเวียนพร้อมกันทุกชนิดราคา ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2560 เป็นต้นไป โดยประชาชนสามารถแลกธนบัตรได้ตามช่องทางปกติผ่านทางธนาคารพาณิชย์ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ได้อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับธนบัตรหมุนเวียนปกติ โดยธนบัตรชุดใหม่นี้จะมีลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงเช่นเดียวกับธนบัตรแบบ 16 และได้เพิ่มเติมลักษณะพิเศษ คือ การเรืองแสงบริเวณเบื้องหลังพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์เมื่อส่องภายใต้รังสีเหนือม่วง

สำหรับธนบัตรชุดใหม่นี้ จะมี 5 ชนิดราคา ได้แก่ 20 บาท, 50 บาท, 100 บาท, 500 บาท และ 1,000 บาท โดยมีลักษณะด้านหน้าเช่นเดียวกับธนบัตรแบบ 16 ที่ใช้หมุนเวียนในปัจจุบัน ส่วนภาพด้านหลังธนบัตรได้เชิญภาพพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และโครงการพระราชดำริที่สะท้อนเรื่องราวตลอดช่วยรัชสมัยของพระองค์ท่าน ซึ่งล้วนเป็นภาพที่ประชาชนชาวไทยคุ้นตาในแต่ละช่วงพระชนมพรรษาและทำให้ย้อนรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ธนบัตรชนิดราคา 20 บาท แสดงภาพเรื่องราวเมื่อครั้งทรงพระเยาว์, ธนบัตรชนิดราคา 50 บาท แสดงภาพเรื่องราวเมื่อเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ, ธนบัตรชนิดราคา 100 บาท แสดงภาพเรื่องราวพระราชกรณียกิจที่ทรงห่วงใยพสกนิกรในพื้นที่ทุรกันดาร, ธนบัตรชนิดราคา 500 บาท แสดงภาพเรื่องราวพระปรีชาสามารถที่สะท้อนผ่านโครงการพระราชดำริในด้านต่างๆ และธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท แสดงภาพเรื่องราวในช่วงปลายรัชกาลที่ประชาชนชาวไทยร่วมกันเทิดทูนพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย.

ธนบัตรชุดใหม่