ผ่อนรถไม่ไหว ทำไงดี? ไข 5 วิธีแก้ปัญหาก่อนโดนไฟแนนซ์ยึด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2560 14:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010910

วันนี้ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามกันเข้ามาว่า ในกรณีที่ซื้อรถใหม่ป้ายแดงไปแล้วนั้น ผ่านไป 2-3 ปี ไม่สามารถผ่อนรถได้อีกต่อไป เพราะมีค่าใช้จ่ายจิปาถะเข้ามามากจนเกินจะผ่อนไหว จะทำอย่างไรได้บ้าง โดยนายนิติธร แก้วโต หรือ ทนายเจมส์ ทนายความชื่อดัง อาสามาให้คำแนะนำแนวทางแก้ปัญหาไว้ 5 วิธีหลักๆ ดังนี้

1. การคืนรถ

– กรณีการคืนรถโดยผิดสัญญา หรือ ค้างผ่อนชำระหลายงวด โดยจะต้องชำระค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ อื่นๆ ยิ่งค้างชำระหลายงวดจะยิ่งเสียค่าเสียหายจำนวนมาก

– กรณีการคืนรถโดยที่ไม่ผิดสัญญา หรือ ไม่ได้ค้างผ่อนชำระ ลักษณะนี้ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ใดๆ เนื่องจากไม่ได้ค้างชำระ ไฟแนนซ์จะคิดเพียงค่าส่วนต่างเวลาที่ขายรถและขาดทุนเท่านั้น

2. การขายให้บุคคลอื่นโดยไม่ได้เปลี่ยนสัญญา

ขายให้บุคคลอื่นโดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนสัญญา โดยผู้เช่าซื้อยังเป็นคนเดิมอยู่ ซึ่งกรณีนี้ค่อนข้างเสี่ยงอย่างมากๆ หากคนที่ซื้อรถไปแล้วเอาไปขายให้คนอื่นต่อ หรือรถหาย ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชอบเต็มๆ อย่างไรก็ตาม เป็นกรณีที่ไม่แนะนำ อย่างบางเคสเอารถไปจำนำในบ่อน หรือเอาไปขายให้เต็นท์ เจ้าของหรือผู้เช่าซื้อรถจะต้องปวดหัวไปตามหารถมาคืนไฟแนนซ์

นายนิติธร แก้วโต หรือ ทนายเจมส์ ทนายความชื่อดัง3. การขายให้บุคคลอื่นโดยเปลี่ยนสัญญา

เป็นการขายเปลี่ยนสัญญา และนำเงินที่ได้ไปปิดจ่ายไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ปลอดภัยทั้งคนค้ำประกัน ปลอดภัยทั้งผู้เช่าซื้อด้วย แต่ต้องหาคนซื้อรถ หาคนเปลี่ยนสัญญาให้ได้ โดยอาจจะต้องยอมขายขาดทุน เพื่อแลกกับเวลาและค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในอนาคต

4. รีไฟแนนซ์ใหม่หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ใหม่

โดยขยายระยะเวลาการผ่อนออกไป และขอลดยอดการผ่อนในแต่ละเดือนลง แต่ผลที่อาจจะตามมาคือเสียดอกเบี้ย หรือผลประโยชน์ให้กับที่ไฟแนนซ์ มากขึ้น

5. เจรจาขอผ่อน เฉพาะดอกเบี้ยไปก่อน

โดยยังคงต้นเงินไว้ เผื่อในอนาคต ผู้เช่าซื้ออาจจะมีเงินก้อนไปปิด ก็จะทำให้เจรจาได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ทนายเจมส์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับในกรณีที่เจ้าของรถผ่อนไม่ไหว ไม่มีเงินโปะ และไม่ยอมเอารถไปคืนนั้น มี 2 กรณี คือ กรณีแรก ยังมีรถอยู่กับตัว อาจถูกไฟแนนซ์ฟ้องแพ่ง ในข้อหา ผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยบังคับยึดรถ หรือตามยึดทรัพย์อย่างอื่น แต่ฟ้องคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์ไม่ได้

กรณีที่สอง ไม่มีรถอยู่กับตัวแล้ว โดยเอาไปขายต่อเต็นท์รถ หรืออื่นๆ ในระหว่างสัญญา เจ้าของรถอาจจะถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหา ยักยอกทรัพย์ได้ เพราะกรรมสิทธิ์รถเป็นของไฟแนนซ์ ดังนั้น เจ้าของรถไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาไปขาย.

 

ภาษีสรรพสามิตใหม่บังคับใช้กลาง ก.ย.-เอกชน ยังกังวล จี้รัฐให้ความชัดเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2560 14:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010914

หอการค้าอเมริกัน ระบุเอกชนบางส่วนกังวล ก.ม.สรรพสามิตใหม่ จี้รัฐบาลให้ความชัดเจน ต้องสร้างความเป็นธรรมแข่งขันเท่าเทียม ด้าน รมช.คลัง ยันเก็บอัตราใหม่ มีผลบังคับกลาง ก.ย. ย้ำไม่เพิ่มภาระภาษี…

จากกรณี พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ จะมีผลบังคับใช้กลางเดือน ก.ย. 60 นี้ นางจูดี้ เบน ผู้อำนวยการบริหารหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย เปิดเผยในงานสัมมนา “การปฏิรูปภาษีสรรพสามิต : ผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจในไทย” จัดโดยหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) ว่า ภาคเอกชนบางส่วนยังกังวลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติตามกรอบกฎหมายสรรพสามิตใหม่ ซึ่งต้องการให้รัฐบาลเร่งทำความชัดเจนในส่วนนี้ เพื่อให้เอกชนสามารถตัดสินใจวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การปฏิรูปภาษีสรรพสามิตของไทยให้เป็นไปตามหลักสากลสร้างความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียม เช่น การเปลี่ยนฐานการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงาน หรือ ราคาสำแดงนำเข้า มาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ เป็นต้น

ขณะที่ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่จะมีผลบังคับใช้กลางเดือน ก.ย.60 ซึ่งได้ใช้เวลาดำเนินการกว่า 1 ปีครึ่ง โดยหารือร่วมกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการออกกฎหมายลูก ซึ่งยืนยันการเก็บภาษีอัตราใหม่จะไม่ส่งผลให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้นในช่วงแรก เพราะวัตถุประสงค์ในการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการเก็บภาษีไม่ได้หวังเก็บรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีกฎหมายใหม่บังคับใช้ จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทย ได้แก่ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐที่จะมีผลบังคับใช้เดือน ส.ค.นี้ และ พ.ร.บ.ศุลกากรใหม่ มีผลบังคับใช้เดือน พ.ย.2560 จะทำให้การค้าการลงทุน เกิดความโปร่งใส เป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกฝ่ายทั้งในและนอกประเทศ.

 

กฟน.จัดพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) โครงการเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 20 ก.ค. 2560 13:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010740

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จัดพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) “งานก่อสร้างโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน โครงการพระราม 3 ช่วงสถานีต้นทางถนนตก-สะพานพระราม 9” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง หน่วยงานเอกชนผู้เข้าร่วมการเสนอราคา และผู้สังเกตการณ์ ร่วมลงนามข้อตกลงคุณธรรม โดยมีกรรมการการไฟฟ้านครหลวง ผู้บริหารของการไฟฟ้านครหลวง และหน่วยงานภายนอก ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กรมบัญชีกลาง สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามดังกล่าว เพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินโครงการด้วยการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานเอกชนที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดจ้าง อีกทั้ง เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกฝ่ายที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ ณ ห้องเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่เพลินจิต

ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า การไฟฟ้านครหลวงในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่จำหน่ายกระแสไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ได้ยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) มาเป็นมาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรม เพื่อเสริมสร้างการปฏิบัติงานของพนักงานการไฟฟ้านครหลวงมาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นการดำเนินงานตามนโยบายคณะรัฐมนตรีที่ได้มีมติเห็นชอบให้นำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ โดยคัดเลือกโครงการที่เป็นภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงานที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อจัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ในการลงนามร่วมกันระหว่าง 3 ฝ่าย คือ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนผู้เข้าร่วมการเสนอราคาหรือเสนองาน และผู้สังเกตการณ์ว่าจะไม่กระทำการใดๆ ที่ส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบ

ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาในปี 2559 กฟน. ได้จัดพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) โครงการเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินโครงการนนทรี ซึ่งทำให้เกิดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น โดยมีผู้สังเกตการณ์เข้าไปดูทุกกระบวนการตั้งแต่การเขียนทีโออาร์ไปจนถึงการรับมอบงาน ซึ่งจากการรายงานของผู้สังเกตการณ์กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ กฟน. ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการฯ พบว่าไม่มีการทุจริตหรือสิ่งผิดปกติ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับปี 2560 โครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน โครงการพระราม 3 ช่วงสถานีต้นทางถนนตก-สะพานพระราม 9 ในครั้งนี้ ถือเป็นการจัดพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ครั้งที่ 2 โดยเป็นเส้นทางหนึ่งที่กำลังเริ่มดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้าง มีวงเงินในการจัดหาว่าจ้าง 1,946.98 ล้านบาท มีกรอบระยะเวลาการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2564 ซึ่งหน่วยงานเอกชนที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดจ้าง มีกำหนดให้ยื่นข้อเสนอทางเทคนิค-เปิดซองทางเทคนิค (opening date) ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2560

อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 กรมบัญชีกลางได้แจ้งรายชื่อโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับคัดเลือกให้ กฟน. จัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) อีก 2 โครงการ คือ โครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน โครงการรัชดาภิเษก พระราม 9 มูลค่า 4,250 ล้านบาท และโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน โครงการรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน ในถนนจรัญสนิทวงศ์ (ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน) 2,560 ล้านบาท ซึ่งโครงการทั้งหมดจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคประชาสังคมว่า โครงการดังกล่าวจะปลอดจากการทุจริต เงินงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับความโปร่งใสในระดับองค์กร และระดับประเทศต่อไป

 

//////////////////////////////

“Smart Metro”

| ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม |

—————–

**กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าในแอปเดียวจบ..คลิก http://is.gd/KlyQKF

—————–

ติดตามสื่ออื่น การไฟฟ้านครหลวง ได้ที่

Application : MEA Smart Life

Website: www.mea.or.th

Facebook : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

Twitter : @mea_news

YouTube : MEA Multimedia

Line : @meanews

—————–

MEA Call Center โทร 1130

 

คนกรุงระทม! ทำไม? ฝนตก รถติด รถเมล์รอนาน BTS-MRT สุดแน่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2560 11:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010617

คนกรุงระทม ฝนตก คู่รถติด รถเมล์สุดแสนจะรอนาน รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที คนสุดแน่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศในวันนี้ (20 ก.ค. 60) กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทั้งนี้ ส่งผลให้เช้าวันนี้ คนกรุงเทพฯ ต้องรับมือกับฝนตกตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา หลายคนเลือกที่จะทิ้งรถยนต์ส่วนตัว หันมาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะแทน ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ รถเมล์ แท็กซี่ เรือด่วนเจ้าพระยา เรือด่วนคลองแสนแสบ จักรยานยนต์รับจ้าง เป็นต้น ส่งผลให้ขนส่งสาธารณะ มีผู้คนใช้บริการหนาแน่นเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ถนนทุกเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวกรุงเทพฯ ชั้นในก็ติดสะสมกันตั้งแต่ช่วงเช้า ทางด่วนที่หลายคนมองว่า น่าจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางกลับกลายเป็นติดสะสมหนักทุกเส้นทาง ปัญหาเหล่านี้ น่าจะแก้ได้หากเรามีระบบขนส่งมวลชนที่โยงใยเหมือนในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เนื่องจาก โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า  ที่กำลังก่อสร้างหลายสาย ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นนี้ คนกรุง อาจจะต้องรับมือฟ้า ฝน อีกครั้ง เพราะมีโอกาสที่ฝนจะตกอีก แน่นอนว่าการเดินทางกลับบ้านหลังเลิกงาน ก็น่าจะมีปัญหาเหมือนช่วงเช้าที่ผ่านมา

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้ทำการวิเคราะห์ ร่วมกับผู้ใช้ถนนใน กทม. เพื่อหาเหตุผลว่าทำไม กทม. ปริมณฑล หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ ถึงรถติดมากๆ ซึ่งสามารถหาสาเหตุส่วนใหญ่มีดังนี้

1. ปริมาณรถมาก ไม่สัมพันธ์กับจำนวนถนน จากสถิติกรมการขนส่งทางบก พบว่า ยอดจดทะเบียนรถสะสม สิ้นเดือนเมษายน 2560 มีทั้งสิ้น 37,615,177 คัน สิ่งนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ถนนบางสายติดขัด และติดขัดหนักมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาล และเมืองใหญ่ๆ เช่น กทม. ชลบุรี เชียงใหม่ เป็นต้น เหล่านี้สะท้อนถึงหลายอย่าง เช่น การขนส่งสาธารณะของประเทศไทย เป็นปัญหาที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน

2. ฝนตก น้ำท่วม หลายคนมีคำถาม ทำไมฝนตกรถชอบติด เพราะทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง ทำให้คนขับต้องชะลอตัวในบางช่วง นอกจากนี้ที่เลนถนนมักมีน้ำท่วมขังเนื่องจากความสูงต่ำของถนน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่คนขับต้องระวัง

3. รถเสียกลางถนน รถเสียริมทาง ที่เด็ดสุดคือ รถเสียก่อนขึ้นสะพาน วิธีที่ง่ายสุด ก่อนออกจากบ้านต้องเช็กสภาพความพร้อมของรถยนต์ เช่น ระดับของเหลวในหม้อพักน้ำ หม้อน้ำ สัญญาณไฟเตือนต่างๆ ที่หน้าปัด สภาพลมยาง ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ถ้าสุดวิสัยรถเสียจริงๆ ก็โทร.ติดต่อที่เบอร์ 1543 สำหรับทางด่วน หรือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และศูนย์จราจรอุบัติเหตุ จส.100 เบอร์ 1137 เป็นต้น หรือติดต่อตำรวจจราจรในท้องที่นั้นๆ

4. จอดริมถนน จอดซ้อนคัน จอดในที่ห้ามจอด เพื่อลงไปทำธุระ ซื้อกับข้าว ทำผม ทำเล็บ โดยไม่คิดถึงรถที่ขับตามมาข้างหลัง ว่าเขาต้องลำบากแค่ไหนในการตีไฟขวาเพื่อหนีรถของคุณ

5. งานก่อสร้างทั้งหลายทั้งปวง เช่น ขุดถนนวางท่อระบายน้ำ โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่วางริมถนนแบบไม่เกรงผู้ร่วมทาง

6. การซ่อมแซมถนนที่ไม่ได้คุณภาพ ทำผิวถนนไม่สม่ำเสมอ เกิดหลุม เกิดบ่อ มีฝาท่อระบายน้ำโผล่ตรงกลางถนน บางครั้งซ่อมแล้วซ่อมอีก ใช้งานไม่เท่าไรก็เป็นเหมือนเดิม

 

ปตท. แจงกรณีข่าวเกี่ยวกับบริษัท ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2560 11:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010625

นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ รับผิดชอบกำกับดูแลสำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด เปิดเผยว่า ปตท.ขอชี้แจงกรณี ที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับบริษัท ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด หรือ พีทีทีจีอี เมื่อช่วงวันที่ 13–15 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ดังนี้

กรณีดังกล่าวมีที่มาจากการที่ ปตท.ได้ตรวจพบหลักฐานความผิดปกติในการลงทุนธุรกิจปาล์มน้ำมันที่ประเทศอินโดนีเซียของพีทีทีจีอี ต่อมาจึงได้มีการสอบสวนลงโทษทางวินัยผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) พิจารณาสอบสวน และยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งตามหลักปฏิบัติธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ ของกลุ่ม ปตท. พร้อมกับที่ คณะกรรมการ ปตท. พิจารณายกเลิกการลงทุนและให้ดำเนินการขายทรัพย์สินเพื่อรักษาประโยชน์ขององค์กร

ปัจจุบัน ปตท. มีคดีที่ได้เป็นโจทก์ร่วมกับพีทีทีจีอี ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องอยู่ 2 คดี ได้แก่

1. คดีที่ยื่น ศาลแพ่ง เพื่อเรียกค่าเสียหาย มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท อันเป็นมูลค่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของพีทีทีจีอี

2. สืบเนื่องจากหน่วยงานตรวจสอบภายใน ปตท. ได้ตรวจพบความผิดปกติจากความเสียหายจากการลงทุน ซึ่งพบว่าเกี่ยวพันกับบุคคลภายนอก คณะกรรมการ ปตท. จึงได้มีมติให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตามกฎหมาย โดยปัจจุบัน เรื่องยังอยู่ระหว่าง การพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

สำหรับกรณีที่ปรากฏข่าวล่าสุด เป็นกรณีการฟ้องร้องผู้บริหารและอดีตผู้บริหารของ ปตท. โดยเป็นการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ศาลฯ รับเอกสาร คำฟ้องไว้พิจารณา แต่ยังไม่ได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องแต่อย่างใด โดยศาลฯ จะมีกำหนดการนัดไต่สวนมูลฟ้องอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีความของพีทีทีจีอี อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล โดยเฉพาะศาลแพ่ง ได้มีคำสั่งมิให้มีการเผยแพร่ข้อมูล ปตท. จึงต้องเคารพต่อคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด ดังนั้น หากบุคคลใดล่วงละเมิด มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือกล่าวอ้างข้อมูลในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ปตท. จะพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หยุดการกระทำอันสร้างความเสียหายให้แก่ ปตท. พนักงาน ผู้บริหาร และ/หรือ อดีตผู้บริหารของ ปตท.ต่อไป

ทั้งนี้ ในกระบวนการขายโครงการต่างๆ ของพีทีทีจีอีนั้น ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอน และผ่านการพิจารณาอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามขั้นตอนแล้ว

 

ทองไทยเปิดตลาด ลง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ค. 2560 09:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010590

ทองไทยเปิดตลาด ราคาปรับลง 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,650 ขายออกบาทละ 19,750 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 ขายออกบาทละ 20,250….

วันที่ 20 ก.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาปรับลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,650 ขายออกบาทละ 19,750 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 ขายออกบาทละ 20,250 บาท.

 

กสทช.เด้งรับนโยบายรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010344

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.ได้อนุมัติคลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 400 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ ให้กระทรวงคมนาคม เพื่อนำไปใช้ในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงของรัฐบาล โดยคลื่นย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์นั้น จะใช้ในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน ส่วนคลื่นย่าน 400 เมกะเฮิรตซ์นั้น จะใช้สำหรับรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-ญี่ปุ่น

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมมีสิทธิ์ในการใช้คลื่นดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.2561 เป็นต้นไป แต่หากไม่มีการใช้งานคลื่นไปจนถึงปี 2563 กสทช.จำเป็นต้องนำคลื่นดังกล่าวมาเปิดประมูลต่อไป ปัจจุบันคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ภายใต้สัญญาสัมปทานมือถือกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ใช้งานอยู่ ส่วนคลื่น 400 เมกะเฮิรตซ์ อยู่ในการครอบครองของส่วนราชการ ซึ่งต้องทำการโยกย้ายการใช้งานกันใหม่

“กสทช.จำเป็นต้องอนุมัติคลื่นความถี่ดังกล่าว เพื่อนำไปใช้งานเกี่ยวกับระบบอาณัติสัญญาณรถไฟ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญมากในการเดินรถไฟฟ้า กสทช.ต้องสนับสนุนนโยบายรัฐบาล”.

 

ธุรกิจประกันเดือดรุมขายโรคมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010340

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทประกันภัยยังคงแข่งขันให้บริการเกี่ยวกับประกันสุขภาพ และโรคร้ายแรงอย่างดุเดือด เนื่องจากคนไทยตื่นตัวการซื้อประกันเพื่อดูแลความเสี่ยงโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง รวมถึงการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยเพิ่ม เห็นได้จากในครึ่งปีแรกเบี้ยประกันเกี่ยวกับสุขภาพและรักษาโรคร้ายมีมูลค่าถึง 50,000-60,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 10-13% สูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตที่โตเพียง 5%

ทั้งนี้ ล่าสุดเปิดตัวโครงการพรีเมียร์ เฮลท์ โซลูชัน เพื่อดูแลสุขภาพด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ ผ่านโครงการมาย ไทย ดีเอ็นเอ โดยนำเทคโนโลยีการตรวจรหัสพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) มาบริการแก่ลูกค้า เพื่อให้รู้ถึงความต้องการด้านโภชนาการ สารอาหารที่ร่างกายตอบสนอง และการออกกำลังกายที่เหมาะสมเฉพาะตัว เพื่อป้องกันการเกิดโรคร้าย

นายปิติพงษ์ ชาวชายโขง รองผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจลูกค้ารายย่อย บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับบริษัท แรบบิทโบรกเกอร์ประกันภัย ผู้ดำเนินธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะเป็นช่องทางการบริการรูปแบบใหม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการนำเสนอแบบประกันภัย “โรคมะเร็ง”

ด้านนางสาวศลิษา หาญพานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายผลิตภัณฑ์ เวลธ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับไทยพาณิชย์ประกันชีวิต พัฒนาแบบประกัน เพราะห่วงใย คุ้มครองโรคมะเร็ง จับกลุ่มลูกค้าผู้มีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพ ต้องการหลักประกันความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาล โดยจุดเด่นจะคุ้มครองครอบคลุมโรคมะเร็งทุกระยะ หากตรวจพบมีเงิน ก้อนรักษาตัวเอง เลือกรับเงินก้อนสูงสุดถึง 3 ล้านบาท มีเงินชดเชยวันละ 5,000 บาท สูงสุด 1,200 วัน หากต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากโรคมะเร็ง.

 

อูเบอร์ชงแก้ พ.ร.บ.รถยนต์ ขอจดทะเบียนถูกต้องแต่ไม่ใช่รถแท็กซี่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010329

(ภาพจาก : AP)

“อูเบอร์” ยื่น สนช.เสนอแก้ พ.ร.บ.รถยนต์ เหตุใช้มา 40 ปีไม่ทันสมัย เผยยอมจดทะเบียนถูกต้อง แต่ขอเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น อูเบอร์ไม่ใช่แท็กซี่ จึงไม่ใช่รถสาธารณะ เผยคนขับอูเบอร์โดนคุกคามไม่ส่งผลกระทบ จำนวนคนขับยังเพิ่มขึ้นทุกวัน ย้ำเสียภาษีถูกต้อง จดทะเบียนบริษัทถูกต้อง

นางเอมี่ กุลโรจน์ปัญญา ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรและนโยบายของบริษัทอูเบอร์ (Uber) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า อูเบอร์ซึ่งต้องการทำให้การให้บริการรถร่วมเดินทาง (Ridesharing) เป็นบริการที่ถูกต้องในประเทศไทย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้มากว่า 40 ปีแล้ว

“ล่าสุดอูเบอร์ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนกว่า 51,000 รายชื่อ ผ่านทางเว็บไซต์ https://action.uber.org/th  เรียกร้องให้มีกฎหมายรองรับบริการรถร่วมเดินทางในไทย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 133 ซึ่งกำหนดว่า ประชาชนมากกว่า 10,000 คนขึ้นไป สามารถลงชื่อเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายได้”

นางเอมี่กล่าวว่า ขณะนี้การเจรจาเพื่อหาทางออกกับกรมการขนส่งทางบกยังคงดำเนินการต่อไป แต่มีความล่าช้ามาก ทำให้อูเบอร์ตัดสินใจยื่นเสนอแก้กฎหมายผ่านทาง สนช.อีกทางหนึ่ง เพื่อเป็นการยืนยันว่าอูเบอร์ต้องการทำให้บริการในไทยถูกต้องเสียที เพราะใช้เวลาดำเนินการในเรื่องนี้มากกว่า 3 ปีแล้ว

“กระบวนการหารือระหว่างเรากับกรมการขนส่งทางบกไม่ค่อยมีความคืบหน้าเท่าไรนัก มีการประชุมคณะกรรมการปีละครั้ง ล่าสุดหารือร่วมกัน จะให้มีการทำวิจัยว่า ระบบรถร่วมเดินทางจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไรต่อประเทศไทย ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มทำ”

นางเอมี่กล่าวด้วยว่า อูเบอร์ยังยอมรับที่จะนำรถในระบบและคนขับในระบบอูเบอร์เข้าจดทะเบียนใต้กฎหมายด้วย เพียงแต่การจดทะเบียนต้องอยู่ภายใต้สิ่งที่อูเบอร์เป็น อูเบอร์ไม่ใช่รถแท็กซี่ จะให้ไปจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะคงไม่ใช่

“เราขอแค่ให้เราได้เป็นในสิ่งที่เราเป็น เราเป็นรถร่วมเดินทาง ก็ควรให้เราได้เป็นรถร่วมเดินทาง ในหลายประเทศเขากำหนดเงื่อนไขใบอนุญาตขึ้นมาใหม่ นอกเหนือจากรถส่วนตัว รถสาธารณะ โดยเพิ่มรถบริการรูปแบบใหม่ที่ใช้แอพพลิเคชั่นขึ้นมา เราต้องการให้มีการกำหนดคำจำกัดความของรถร่วมเดินทางให้ชัดเจนในกฎหมายใหม่ และยินดีรับเงื่อนไขที่ต้องทำเพิ่มเติมจากการเป็นรถส่วนบุคคลด้วย แต่ต้องมีความชัดเจนให้เรา”

ยกตัวอย่างในหลายประเทศที่อูเบอร์ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มี 7 ประเทศในอาเซียนที่ยอมรับบริการอย่างอูเบอร์แล้ว บางประเทศบอกต้องมีป้ายแสดงว่าเป็นรถร่วมเดินทาง เราก็ยินยอมทำ แต่ละประเทศมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน ซึ่งอูเบอร์ก็ยินดีปฏิบัติตาม

นางเอมี่ยังกล่าวถึงการที่รัฐบาลไทยเตรียมจัดเก็บภาษีกับบริษัทไอทีข้ามชาติยักษ์ใหญ่ว่า สำหรับอูเบอร์ เรื่องภาษีไม่ถือเป็นประเด็น เพราะจดทะเบียนในฐานะบริษัทไทยถูกต้อง มีการชำระภาษีภายใต้กฎหมายไทยถูกต้อง จึงยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมด โดยที่ผ่านมาอูเบอร์ยังได้เข้าหารือกับกรมสรรพากร เพื่อให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ด้วย

ส่วนกรณีที่ผู้ขับขี่อูเบอร์ถูกคุกคามจากกลุ่มผู้ขับขี่รถสาธารณะอื่นๆนั้น บอกได้แค่เพียงไม่กระทบต่อฐานผู้ขับขี่อูเบอร์แต่อย่างไร เพราะแต่ละวันยังมีผู้สมัครเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์กับอูเบอร์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่ภายใต้นโยบายบริษัท ไม่สามารถเปิดเผยจำนวนได้.

 

หุ้น “บี.กริม” ซื้อขายวันแรกฉลุย จ่อลงทุนโซลาร์ฟาร์มในมาเลย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1010347

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี. กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยในงานเปิดการซื้อขายหุ้น BGRIM เป็นวันแรกว่า เตรียมเซ็นสัญญาลงทุนโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ในมาเลเซีย ขนาด 180 เมกะวัตต์ในสิ้นปีนี้ โดยตั้งเป้ามีสัดส่วนถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 50% คาดว่าจะใช้งบลงทุน 30-40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการเข้าศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป.ลาว กำลังการผลิต 300-400 เมกะวัตต์ รวมทั้งอยู่ระหว่างการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าในกัมพูชา เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่นิคมอุตสาหกรรมในกัมพูชา มูลค่าการลงทุน 3-4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดว่าก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปีนี้ และจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 61

ขณะนี้บริษัทมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมด 1,626 เมกะวัตต์ และมีสัญญาใบอนุญาตขายไฟฟ้า (PPA) ทั้งหมด 2,500 เมกะวัตต์ ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตแตะ 5,000 เมกะวัตต์ ภายใน 5 ปีข้างหน้า บริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณอีกราว 100,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ราคาหุ้น BGRIM เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นวันแรก เปิดทำการที่ 17.00 บาท ก่อนมาปิดตลาดที่ 16.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท จากราคาจองซื้อที่ 16 บาท ให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นราว 6%.