พาณิชย์ เตรียมขึ้นทะเบียนพ่อค้าคนกลาง สินค้าเกษตร 3 ชนิดทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2560 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009980

พาณิชย์ เตรียมขึ้นทะเบียนพ่อค้าคนกลางซื้อสินค้าเกษตร 3 ชนิดทั่วประเทศ ทั้งผู้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลานมันสำปะหลัง และลานเทปาล์มน้ำมัน หวังคุมเข้มไม่ให้กดราคารับซื้อเอาเปรียบเกษตรกร คาดออกประกาศ กกร. ขึ้นทะเบียนต้นเดือน ส.ค.

วันที่ 19 ก.ค. 60 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เผยว่า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการดำเนินการ ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตร 3 รายการทั่วประเทศคือ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลางรับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร ที่ปัจจุบันมีอยู่รวมกันหลายพันรายทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ขึ้นทะเบียนดังกล่าว จะออกเป็นประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) คาดว่าจะออกประกาศได้ภายในต้นเดือนสิงหาคมนี้ และมีผลบังคับใช้ทันที

สำหรับการขึ้นทะเบียนดังกล่าว จะกำหนดให้ผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตรทั้ง 3 รายการทั่วประเทศ ต้องแจ้งรายละเอียดต่างๆ ต่อกรมการค้าภายใน ทั้งชื่อ ที่อยู่ สถานที่เก็บสินค้า ปริมาณที่เก็บ ราคารับซื้อ ผู้รับซื้อสินค้าเกษตร ฯลฯ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลราคาสินค้าเกษตรกรได้ทั้งระบบ จากปัจจุบันจะกำกับดูแลได้เฉพาะราคาต้นทาง และปลายทางเท่านั้น หรือราคาที่เกษตรกรขายได้และราคาหน้าโรงงาน รวมถึงจะช่วยทำให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันจะรู้แค่ราคาที่เกษตรกรขายได้ และราคารับซื้อหน้าโรงงานเท่านั้น ไม่รู้ราคาตรงกลาง ที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อจากเกษตรกรแล้วไปส่งต่อให้โรงงาน อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่กระทรวงฯ ขอความร่วมมือให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อ กก. ละ 8 บาท แต่ทำไมเกษตรกรบางรายที่ขายให้พ่อค้าคนกลางกลับได้ราคาต่ำแค่ กก.ละ 3 บาทกว่าเท่านั้น ราคาจากพ่อค้าคนกลางไปโรงงานหายไปไหน ถ้ากำหนดให้ต้องแจ้งราคารับซื้อด้วยแล้ว จะทำให้กรมฯ รู้ได้ทันทีว่า ผู้ค้ารับซื้อเท่าไร หากราคาไม่เป็นธรรม หรือต่ำเกินไปจนเกิดสถานการณ์ราคาปั่นป่วน ก็อาจมีมาตรการดำเนินการกับผู้ค้ารายนั้น

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการค้ารายใด ไม่มาขึ้นทะเบียนกับกรมฯ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากแจ้งขึ้นทะเบียนช้า จะมีโทษเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท.

 

น้ำท่วมถนนพัง 12 สาย 8 จังหวัด ทางหลวงชนบท เร่งลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2560 16:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009862

กรมทางหลวงชนบท ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้าน หลังประสบปัญหาอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 6–18 ก.ค. ทำน้ำท่วมถนนพัง 12 สาย ใน 8 จังหวัด เตือนประชาชนระวังการใช้รถเป็นพิเศษ พร้อมสังเกตป้ายจราจรเตือนระดับน้ำ หรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง..

วันที่ 19 ก.ค. 60 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในหลายๆ พื้นที่ กรมทางหลวงชนบท โดยสำนักบำรุงทาง ได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ พบว่า ขณะนี้มีสายทางที่ประสบอุทกภัยสะสม ตั้งแต่วันที่ 6–18 ก.ค. มีจำนวน 12 สายทาง ใน 8 จังหวัด

ทั้งนี้ประกอบด้วย ทางหลวงชนบท สาย นว.1046, 2032, 4047, 4096 จังหวัดนครสวรรค์ทางหลวงชนบทสาย ชน.4039 จังหวัดชัยนาท, ทางหลวงชนบทสาย รน.5012,1007 จังหวัดระนองทางหลวงชนบทสาย สพ.5088 จังหวัดสุพรรณบุรี, ทางหลวงชนบทสาย นพ.4058 จังหวัดนครพนม, ทางหลวงชนบทสาย พจ.4016 จังหวัดพิจิตร, ทางหลวงชนบทสาย สน.3007 จังหวัดสกลนคร, ทางหลวงชนบทสาย บก.3009 จังหวัดบึงกาฬ

ทั้งนี้ ทางหลวงชนบทได้ให้ทุกหน่วยบริหารจัดการเส้นทาง โดยจัดหาทางเลี่ยง กรณีเส้นทางหลักไม่สามารถสัญจรผ่านได้ พร้อมทั้งบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที เมื่อได้รับการร้องขอกรณีถนนหรือสะพานขาด ให้ดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้น เพื่อให้ใช้เส้นทางสัญจรไปมาได้ชั่วคราว เช่น วางสะพานเบลีย์ ถมดินคอสะพาน พร้อมทั้งรายงานข้อมูลสายทางที่ประสบภัยให้กับผู้บริหารจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ตาม กรมได้ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือนประชาชนในการสัญจร โปรดระมัดระวังการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัย และโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือนระดับน้ำหรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่สายด่วนทางหลวงชนบท 1146 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

กฟน.เตือนอย่าหลงเชื่ออุปกรณ์ประหยัดไฟหลอกลวงประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 19 ก.ค. 2560 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009730

เผยวิธีการประหยัดค่าไฟที่ดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรม
การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีความห่วงใยประชาชนเกี่ยวกับการโฆษณาจำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีอุปกรณ์ประหยัดไฟชนิดใดสามารถช่วยลดอัตราการใช้ไฟฟ้าได้ โดยขณะนี้มีผู้ใช้ไฟฟ้าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อหลายราย กฟน. จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพดังกล่าว อย่างไรก็ตามวิธีการประหยัดไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ปิดทุกครั้งเมื่อไม่ใช้ ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ไม่ควรต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส ตลอดจนเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง

นายวิชชา ชาครพิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า ในขณะนี้มีการเผยแพร่การเตือนภัยเกี่ยวกับการจำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าบนสื่อสังคมออนไลน์ ยี่ห้อหนึ่งโดยกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้กว่าร้อยละ 50 จนมีผู้ใช้ไฟฟ้าหลงเชื่อสั่งซื้อไปใช้งานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้ตกเป็นเหยื่อหลายรายเปิดเผยว่าอุปกรณ์ดังกล่าวไม่สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จริงตามที่กล่าวอ้าง ตลอดจนไม่สามารถติดต่อกลับไปยังผู้จำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดไฟดังกล่าวได้ จึงมีความพยายามในการแจ้งเตือนประชาชนคนอื่นๆ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

กฟน. ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่จำหน่ายพลังงานไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ มีความห่วงใยประชาชนต่อประเด็นการจำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งแม้อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าจะมีอยู่จริง แต่ตามปกติจะใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่ถูกเรียกเก็บค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์เท่านั้น เช่น กิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ หรือกิจการเฉพาะอย่าง ดังนั้น ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยทั่วไปแทบจะไม่ได้รับประโยชน์จากการติดตั้งเครื่องประหยัดไฟฟ้าเหล่านี้ แต่สำหรับอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าที่จำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั้น อาจเข้าข่ายหลอกหลวงผู้บริโภค โดย กฟน. ตรวจสอบพบมี 3 ลักษณะ คือ 1) เป็นกล่องหรือตู้ที่มีสายไฟสำหรับเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า ส่วนใหญ่ภายในเป็นเพียงตัวเก็บประจุ และประเภทที่ภายในไม่มีส่วนที่เป็นวงจรไฟฟ้าเลยมีเพียงวัสดุสำหรับถ่วงน้ำหนักบรรจุไว้เท่านั้น 2) เป็นอุปกรณ์สำหรับเสียบเข้ากับเต้ารับไฟฟ้าโดยตรง และ 3) เป็นบัตรสำหรับติดหรือแปะกับตู้จ่ายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม กฟน. ขอแนะนำวิธีการประหยัดไฟฟ้าที่เหมาะสมที่สุดและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าโดยเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเฉพาะเวลาที่ต้องการใช้งานและปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน รวมถึงการปรับตั้งค่าการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เหมาะสม โดยเฉพาะการปรับตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส เนื่องจากการปรับตั้งอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปจะทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นด้วย อีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้คือ การเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น หลอดไฟฟ้าชนิด LED เครื่องปรับอากาศชนิดอินเวอร์เตอร์ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับฉลากอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เป็นต้น

 

//////////////////////////////

“Smart Metro”

| ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม |

—————–

**กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าในแอปเดียวจบ..คลิก http://is.gd/KlyQKF

—————–

ติดตามสื่ออื่น การไฟฟ้านครหลวง ได้ที่

Application : MEA Smart Life

Website: www.mea.or.th

Facebook : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

Twitter : @mea_news

YouTube : MEA Multimedia

Line : @meanews

 

พาณิชย์ ผุดแผนเร่งระบายผลไม้เหนือ-ใต้ ออกสู่ตลาด ดันส่งออกลำไย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2560 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009800

“พาณิชย์” รับมือผลไม้ภาคเหนือ-ใต้ออกสู่ตลาด ดันส่งออกลำไยไปอินเดีย เกาหลี รัสเซีย นอกเหนือจากจีน เร่งกระจายมังคุด ขายผ่านสถานที่ราชการ ปั๊ม ปตท. ตลาดสด พร้อมมอบทูตพาณิชย์ นำผู้ซื้อมาซื้อผลไม้ถึงที่ ไม่ต้องผ่านล้ง…

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เตรียมแผนรับมือผลไม้ภาคเหนือและภาคใต้ที่กำลังออกสู่ตลาด หลังจากที่ผลไม้ภาคตะวันออกได้ทยอยออกสู่ตลาดเกือบหมดแล้ว โดยในส่วนของภาคเหนือขณะนี้เป็นช่วงผลผลิตลำไยออกสู่ตลาด ผลผลิตออกแล้วประมาณ 5% คาดว่าจะเริ่มออกมามากหลังจากนี้เป็นต้นไป ซึ่งได้เตรียมแผนรับมือทั้งการเร่งระบายผลผลิตจากแหล่งผลิตออกสู่ตลาด การหาตลาดรองรับ โดยเฉพาะการผลักดันการส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น อินเดีย เกาหลี และรัสเซีย นอกเหนือจากตลาดจีนที่เป็นตลาดเดิม โดยจะผลักดันการส่งออกทั้งในรูปลำไยสดและแปรรูป

นอกจากนี้ ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรและวิสาหกิจชุมชนในแหล่งเพาะปลูกให้ทำการนำลำไยไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ลำไยอบแห้งสีทอง ไวน์ลำไย เป็นต้น ซึ่งตลาดมีความต้องการ และได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศไปเร่งรัดให้อินโดนีเซียออกใบอนุญาตนำเข้าลำไยโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการเร่งซื้อลำไยเก็บเพื่อส่งออกต่อไป

ส่วนมังคุดที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาราคาตกต่ำ เพราะผลผลิตมังคุดภาคตะวันออกออกล่าช้ากว่าปกติ และเมื่อออกมาในเวลาเดียวกับมังคุดใต้ในช่วงเดียวกัน จึงกระทบต่อราคา แต่ขณะนี้มังคุดภาคตะวันออกออกสู่ตลาดเกือบหมดแล้ว ทำให้ราคาปรับตัวดีขึ้น โดยราคามังคุดภาคตะวันออกเกรดคละอยู่ที่กิโลกรัมละ 12-13 บาท เกรดส่งออกกก.ละ 19-20 บาท มังคุดใต้ เกรดคละ กก.ละ 10-19 บาท เกรดส่งออก กก.ละ 33-41 บาท ส่วนการเตรียมแผนรับมือมังคุดใต้ ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดประสานการระบายผลผลิตออกสู่ตลาด โดยจะจัดสถานที่ให้เกษตรกรนำมังคุดไปจำหน่ายโดยตรง เช่น สถานที่ราชการ สถานีบริการน้ำมันของ ปตท. และตลาดสด

อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 22-30 ก.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดงาน Fruit Festival ที่สยามพารากอน โดยจะนำผลไม้จากผู้ผลิตมาขายตรงถึงผู้บริโภค เพื่อช่วยระบายผลผลิตอีกด้วย ขณะที่ในส่วนการหาตลาดรองรับผลไม้ในภาพรวม มีแผนที่จะนำคณะผู้ประกอบการไทยไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อเปิดตลาดให้กับผลไม้ไทย และนำคณะออกไปเจรจาหาตลาดยังประเทศเป้าหมาย รวมถึงสั่งการให้ทูตพาณิชย์ของไทยที่ประจำในประเทศต่างๆ นำคณะผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้ามาซื้อผลไม้ไทยโดยตรง โดยไม่ต้องซื้อผ่านผู้รวบรวมผลไม้ (ล้ง) ซึ่งจะทำให้ผลักดันส่งออกผลไม้ได้เร็วขึ้น

สำหรับผลผลิตผลไม้ปี 60 ทุเรียนภาคตะวันออก มีปริมาณ 420,000 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 97%, ทุเรียนใต้ 176,000 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 5.05%, มังคุดภาคตะวันออก 147,000 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 90%, มังคุดภาคใต้ 57,800 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 9.5%, เงาะภาคตะวันออก 192,000 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 90%, เงาะภาคใต้ 46,700 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 0.07%, ลองกองภาคตะวันออก 24,000 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 50%, ลองกองภาคใต้ 14,600 ตัน ยังไม่ออกสู่ตลาด, ลำไยภาคเหนือ 377,000 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 5.2%, ลำไยภาคตะวันออก 321,000 ตัน ยังไม่ออกสู่ตลาด และลิ้นจี่ภาคเหนือ 43,000 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 98%.

 

หมดยุคกระดาษ! กสิกรไทย ให้บริการหนังสือค้ำประกันผ่าน ‘บล็อกเชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2560 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009725

ธนาคารกสิกรไทย เปิดบริการหนังสือค้ำประกัน ผ่านนำเทคโนโลยีบล็อกเชน ครั้งแรกในโลก ลดขั้นตอนเวลา ต้นทุน เพิ่มความปลอดภัยสูงสุด ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้งานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม 35%

นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า บล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีการสร้างเครือข่ายระบบเก็บรักษา และเรียกใช้เอกสารที่มีความปลอดภัยสูง และเริ่มเข้ามาพลิกโฉมหน้าธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเอกสารให้ดีขึ้น เช่น บริการหนังสือค้ำประกัน ซึ่งรัฐวิสาหกิจ และธุรกิจขนาดใหญ่กำหนดให้บริษัทคู่ค้าต้องวางหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร เพื่อความมั่นใจในการประกอบธุรกิจร่วมกัน ส่งผลให้ไทย มีหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารต่างๆ หมุนเวียนในระบบเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับไอบีเอ็ม ในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน สร้างระบบต้นแบบใช้รับรองเอกสารต้นฉบับ โดยทำการทดสอบบริการบน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย และจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล และบจก. พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง ร่วมพัฒนาบริการหนังสือค้ำประกันบนเทคโนโลยีบล็อกเชน (Enterprise Letter of Guarantee on Blockchain) เพื่อยกระดับการจัดการเอกสารหนังสือค้ำประกันแก่หน่วยงานผู้รับหนังสือค้ำประกัน และคู่ค้าผู้วางหนังสือค้ำประกัน

ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจ หรือ ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีคู่ค้าจำนวนมาก จะเชื่อมโยงเอกสารหนังสือค้ำประกันของคู่ค้าทั้งหมดบนมาตรฐานเดียวกันด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ 100% ตลอดกระบวนการตั้งแต่เริ่มจนจบโดยไม่ใช้กระดาษ ปลอดภัยสูง ตรวจสอบได้ง่ายและยังปลอมแปลงยาก รวมทั้งสะดวกรวดเร็วกว่ารูปแบบเดิม ซึ่งสามารถเข้าตรวจสอบได้ทุกที่ ทุกเวลา และจะบันทึกประวัติต่อเป็นห่วงโซ่ แบบอัตโนมัติทุกครั้ง ที่มีการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ยังเอื้อให้เกิดการเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายธนาคารต่างๆ ได้ในอนาคต บริษัทผู้รับหนังสือค้ำประกันจึงเข้าระบบเพื่อดูเอกสารหนังสือค้ำประกันของคู่ค้าที่ออกโดยธนาคารต่างๆ ได้ จากการเข้าระบบเพียงครั้งเดียว โดยบริการหนังสือค้ำประกัน บนเทคโนโลยีบล็อกเชน จึงมีประโยชน์ต่อธุรกิจใน 6 ด้าน ได้แก่
1. ความปลอดภัย มีการจัดเก็บข้อมูลขึ้นบนระบบบล็อกเชนที่มีมาตรฐานเดียวกันและตรวจสอบสถานะได้ตลอดเวลา
2. ความเร็ว ช่วยลดเวลาขั้นตอนด้านเอกสารจาก 24 ชั่วโมง เหลือเพียง 30 นาที
3. การลดต้นทุน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการจัดการเอกสารลง 2 เท่า
4. การเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจให้จัดการเอกสารได้รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา
5. ข้อมูลรวมศูนย์ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวกันและ
6.การสร้างโอกาสทางธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น

โดยการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานร่วมกัน สามารถเชื่อมต่อเพื่อต่อยอดได้ในอนาค

ทั้งนี้ ในปี 2560 คาดว่าประเทศไทย จะมีการออกหนังสือค้ำประกันผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ มูลค่ารวมกว่า 1.35 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากปีที่ผ่านมา 8% ในจำนวนนี้เป็นหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารกสิกรไทยประมาณ 3.3 แสนล้านบาท ที่ส่วนแบ่งตลาด 25% เป็นอันดับหนึ่ง เป็นการใช้บริการหนังสือค้ำประกันผ่านสาขา 80% และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 20%

อย่างไรก็ตาม ธนาคารตั้งเป้าว่าในสิ้นปี 2561 จะสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้บริการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์เป็น 35% โดยเป็นสัดส่วนที่ใช้ผ่านบล็อกเชน 5% การบริการหนังสือค้ำประกันบนเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกนี้ จะถูกนำไปใช้และพัฒนาให้เป็นมาตรฐานใหม่ที่เป็นสากล

โดย บล็อกเชนจะเอื้อให้ทุกภาคส่วนในระบบเชื่อมต่อและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ร่วมกัน ช่วยลดปริมาณการใช้กระดาษ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศพร้อมขับเคลื่อนสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

 

อุตฯแพทย์ แนวโน้มสดใส แห่ลงทุนไทยยื่นบีโอไอ ญี่ปุ่น เล็งพื้นที่อีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2560 13:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009667

นักลงทุนอุปกรณ์การแพทย์ แห่ยื่นบีโอไอ แค่ 6 เดือนแรก มี 19 โครงการ มูลค่า 3.6 พันล้าน ญี่ปุ่นเล็งพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ผุดกิจการผลิตกระดูกเทียม…

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในกิจการทางการแพทย์ ตั้งแต่ต้นปี 2560 (มกราคม-มิถุนายน 2560) มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนแล้ว 19 โครงการ เงินลงทุน 3,615 ล้านบาท

สำหรับกิจการลงทุนที่น่าสนใจและเป็นกิจการของคนไทยที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนแล้ว ได้แก่ บริษัท เมติคูลี่ จำกัด ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูก และผู้วิจัยด้านวิศวกรรมโลหการ (Metallurgical Engineering) จากสถาบันอุดมศึกษาของไทย เพื่อผลิตวัสดุฝังในร่างกาย ประเภทกระดูกเทียม และแผ่นโลหะดามกระดูก โดยนำเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D) มาใช้ออกแบบและขึ้นรูปวัสดุให้ตรงกับรูปร่าง หรือใกล้เคียงกับอวัยวะในส่วนเดิมของผู้ป่วยแต่ละราย (Customization) มากที่สุด ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหากรณีผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านกระดูกจากอุบัติเหตุ หรือมีปัญหากระดูกในผู้ป่วยโรคมะเร็ง และที่ผ่านมาต้องใช้วัสดุนำเข้าจากยุโรปที่มีราคาสูง รวมถึงมีขนาดหรือสัดส่วนของอุปกรณ์ไม่เหมาะกับสรีระคนไทยอีกด้วย เบื้องต้น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้จากโครงการนี้จะป้อนให้กับผู้ป่วยในประเทศทั้งหมด

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อผลิตวัสดุที่สามารถเหนี่ยวยึดกระดูกได้ดี สำหรับผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกพรุน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยด้านกระดูกได้มากขึ้น

ส่วนแนวโน้มการลงทุนผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์จากประเทศญี่ปุ่นได้มีความน่าสนใจเช่นกัน โดยนอกจากหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (Japanese Chamber of Commerce, Bangkok) ได้ตั้งคณะกรรมการด้านอุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ขึ้นมาศึกษาการลงทุนในไทย และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แล้ว ยังมีนักลงทุนญี่ปุ่นจำนวนมาก สนใจขยายกิจการเดิมที่ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วไป โดยจะยกระดับการผลิตด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ล่าสุด มีนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลิตวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์รายใหญ่ แสดงความสนใจเข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในกิจการผลิตกระดูกเทียม และแผ่นโลหะดามกระดูกในประเทศไทย ช่วงแรกอาจเป็นการจัดตั้งกิจการบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ITC) และจะพิจารณาเข้ามาลงทุนในโอกาสต่อไป ซึ่งหากการลงทุนตามโครงการดังกล่าวเกิดขึ้น จะทำให้ไทยเป็นประเทศแรกที่บริษัทเลือกเข้ามาลงทุนนอกประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ วงการแพทย์ทั่วโลก ยอมรับฝีมือของผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกของไทยอย่างมาก ประกอบกับศักยภาพของการขยายตลาด และความชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมดังกล่าวในพื้นที่อีอีซี ซึ่งสามารถเป็นฐานการผลิตที่กระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ ทำให้มั่นใจได้ว่าอุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้.

 

คนระวังใช้จ่าย-กังวล ก.ม.ต่างด้าว ฉุดดัชนีอุตสาหกรรม มิ.ย.ปรับร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2560 13:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009640

ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม เดือน มิ.ย.ปรับร่วงมาอยู่ที่ 84.7 กังวลกำลังซื้อในประเทศ การบังคับใช้ ก.ม.แรงงานต่างด้าว รวมถึงสภาวะ ศก.โลก ราคาน้ำมัน ผู้ประกอบการชงรัฐ หนุนเอสเอ็มอี ขยายตลาดต่างประเทศ ให้แบงก์ลดดอกเบี้ย…

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย. 60 อยู่ที่ระดับ 84.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 85.5 ในเดือน พ.ค. เกิดจากองค์ประกอบทั้งยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการมีความกังวลต่อกำลังซื้อภายในประเทศจากการระมัดระวังการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน ประกอบกับอยู่ในช่วงฤดูฝน ทำให้การดำเนินกิจกรรมของภาคธุรกิจชะลอตัวลง

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ทำให้เกรงว่าจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการในเดือน มิ.ย. 60 พบว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราแลกเปลี่ยน สถานการณ์การเมืองในประเทศ ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ ราคาน้ำมัน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อยู่ในระดับทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือน มิ.ย. ได้เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศ CLMV และให้ความรู้ผู้ประกอบการในการเข้าถึงช่องทางการตลาดในต่างประเทศ พร้อมเสนอให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการ SMEs เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน รวมถึงแก้ไขปัญหาผังเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) สนับสนุนให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐใช้สินค้าของผู้ประกอบการ SMEs มากขึ้น และยังเสนอให้ภาครัฐออกกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและสามารถปฏิบัติได้

ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 100.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 99.6 ในเดือน พ.ค. สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีมุมมองต่อการดำเนินกิจการใน 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับที่ดีขึ้น เนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีขึ้นจากการใช้จ่ายของภาครัฐ และการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ.

 

‘เคเอฟซี-คาคาชิ’ ลุยตลาดอาหาร ดึงลูกค้ามีส่วนร่วมก่อนกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2560 12:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009614

“เคเอฟซี” ออกเมนูใหม่พร้อมสเต็ปให้ลูกค้าเขย่าไก่ทอดเข้ากับซอสด้วยตัวเองก่อนกินเพิ่มความแซ่บ ด้าน “คาคาชิ” เผยแบรนด์คอนเซปต์ใหม่ชูความอร่อย สะดวก คุ้มค่า ผ่านเมนูอาหารชุดหลากหลาย พร้อมสไตล์ลูกค้าบริการตัวเอง…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เคเอฟซี แนะนำเมนูไก่ทอดใหม่ เชคอิท วิงซ์ เมนูไก่ทอดกรอบ ชุ่มซอสฮอทเดวิลสูตรพิเศษ กลมกล่อมครบรส เผ็ดหวานลงตัว ซึ่งมาพร้อม
สเต็ปการกินเพื่อความอร่อยด้วยตัวเอง โดยเริ่มจาก 1. Sauce it เทซอสฮอทเดวิลลงในภาชนะปิดฝาให้แน่น 2. Shake it หมุนฝาปิดรู เขย่าให้ชุ่มซอส และ 3. Top it โรยคริสปี้ท็อปปิ้งเพิ่มเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ วางขาย วันนี้ – 9 ส.ค.2560

อีกด้านหนึ่ง นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากบริษัทฯ พัฒนาสร้างสรรค์สินค้าและบริการร้านอาหารบริการด่วนหรือคิวเอสอาร์ ภายใต้ตราสินค้าคาคาชิเมื่อหลายปีก่อน เพื่อรองรับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น และความต้องการของผู้บริโภคที่เฉพาะเจาะจงขึ้นในสภาวะปัจจุบัน จึงปรับยุทธศาสตร์ และแนวทางการดำเนินธุรกิจครั้งใหญ่ พร้อมเดินหน้า Brand Revamp for a Healthy Growth มุ่งปรับปรุงภาพลักษณ์แบรนด์คาคาชิให้ดูสดใหม่ ทันยุคทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ระยะเวลามากว่า 4 ปีแล้ว วันนี้ คาคาชิเติบโตขึ้นและรู้จักกับคนไทยมากขึ้นจึงได้มีการต่อยอดเชิงสร้างสรรค์และพัฒนารูปแบบการให้บริการเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยพร้อมนำเสนอในมุมที่ต่างออกไปทันยุคทันสมัยมากยิ่งขึ้นกับแบรนด์คอนเซปต์ใหม่ เซตความอร่อยสไตล์โตเกียว ชูความอร่อย สะดวก คุ้มค่า ผ่านเมนูอาหารชุด ที่คัดสรรมาด้วยความตั้งใจ เน้นปรุงสด ที่ต่อที่

นายไพศาล กล่าวต่อว่า สำหรับรูปแบบการให้บริการนั้นเน้นเร็ว-ลูกค้าบริการตัวเอง ผ่านขั้นตอนสั่งอาหารและรับอาหารง่ายๆ ยกระดับมาตรฐานบริการการให้แตกต่างจากร้านอาหารจานด่วนและร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป ช่วยลดความแออัดหน้าเคาน์เตอร์และสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงภาพลักษณ์ของคาคาชิในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมและสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการมาโดยตลอดแม้ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นจะมีการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมวางเป้าหมายสูงสุดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่นภายในปี 2020.

 

ปลุกตำนาน ‘เนสกาแฟเชค’ รีเทิร์นทำตลาดยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2560 12:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009549

“เนสท์เล่” งัดไม้เด็ดที่เคยประสบความสำเร็จในอดีต “เนสกาแฟเชค” กลับมาใช้ทำการตลาดยุค 4.0 พร้อมดึงนักร้องดัง “ป๊อด ธนชัย” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และให้ความสำคัญผ่านดิจิตอลแคมเปญ…

นายแวลดดิสลาฟ อังดรีฟ ผอ.บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า เนสกาแฟเรดคัพสูตรใหม่ผสมกาแฟคั่วบดละเอียดประกาศปลุกตำนานเนสกาแฟเชคต้นตำรับปรากฏการณ์กาแฟเย็นของไทยกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวเนสกาแฟเชค 4.0 กาแฟเย็นที่ทั้งอร่อยและสนุก ดันกลยุทธ์การตลาดผ่านดิจิตอลแคมเปญ เน้นสร้างการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในยุคดิจิตอล ด้วยประสบการณ์ความสนุกจากการเชคกาแฟเย็น ด้วยเนสกาแฟเรดคัพสูตรใหม่ ที่ผสมกาแฟคั่วบดละเอียด หอมขึ้น นุ่มขึ้น เหมือนดื่มกาแฟสดในคาเฟ่ พร้อมสร้างสรรค์เพลงใหม่ชื่อ Let’s SHAKE ร่วมกับพรีเซ็นเตอร์คนดัง ป๊อด ธนชัย อุชชิน สำหรับเนสกาแฟ เชค พร้อมท่าเชคสุดฮิป สุดมันในเอ็มวี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คอกาแฟได้สนุกสนานไปกับการเชคกาแฟเย็นให้อร่อยได้ง่ายๆ ในแบบของตัวเอง

สำหรับชุดเนสกาแฟเชคจะมาพร้อมกับแก้วเชค เนสกาแฟเรดคัพสูตรใหม่ผสมกาแฟคั่วบดละเอียดและครีมเทียมคอฟฟี่เมต โดยสามารถใช้สร้างสรรค์เมนูกาแฟเย็นสไตล์คาเฟ่ได้หลากหลาย เช่น คาปูชิโน่เย็น อเมริกาโน่เย็น หรือมอคค่า โดยเนสกาแฟเชคเกอร์รุ่นล่าสุดมีรูปแบบที่ทันสมัย ง่ายต่อการพกพาด้วยฝาปิดที่มีช่องสำหรับใส่หลอดเพื่อความสะดวกในการดื่มทุกที่ทุกเวลา

 

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จับรางวัลผู้โชคดี จากแคมเปญ “Happy TWOgether”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 19 ก.ค. 2560 11:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009517

บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด นำโดย นายยาซุชิ โมริยามะ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ตัวแทนจำหน่ายและสื่อมวลชน ร่วมพิธีจับรางวัลผู้โชคดีครั้งที่ 1 จากแคมเปญฉลองครบรอบ 45 ปี “Happy TWOgether” มอบความสุขแบบเป็นคู่

โดยผู้บริโภคที่ซื้อเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น พัดลม พัดลมระบายอากาศ ปั๊มน้ำ เครื่องเป่าลมมือ ภายใต้แบรนด์มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ทุกรุ่นทุกขนาด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 ตุลาคม 2560 รับสิทธิ์ ส่งบัตรรับประกันสินค้ามาลุ้นชิงโชคในแคมเปญดังกล่าว โดยแบ่งการจับรางวัลเป็น 2 ครั้ง

การจับรางวัลครั้งที่ 1 ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 มีจำนวนบัตรรับประกันสินค้าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่พลาดการจับรางวัลในครั้งที่ 1 ยังมีโอกาสลุ้นการจับรางวัลใหญ่ในครั้งที่ 2 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 นี้

สำหรับของรางวัลในแคมเปญ “Happy TWOgether” มีทั้งสิ้น 450 รางวัล รวมมูลค่า 10,762,840 บาท อาทิ แพ็กเกจท่องเที่ยวฮอกไกโดสุดฟินกับพรีเซนเตอร์หนุ่มหล่อ โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ จำนวน 12 รางวัล 24 ที่นั่ง, รางวัลใหญ่รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น GLA 200 Urban จำนวน 1 รางวัล คู่บัตรเติมน้ำมัน, รถยนต์ Honda City รุ่น S A/T จำนวน 3 รางวัล คู่บัตรเติมน้ำมัน, เครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ อีเล็คทริค คู่เสื้อทีเชิ้ตพร้อมลายเซ็นโป๊ป และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย หมดเขตร่วมกิจกรรม 31 ตุลาคมนี้

*ตรวจสอบรายชื่อผู้โชคดีและเงื่อนไขการรับของรางวัลได้ในวันที่ 9 สิงหาคม 2560 ที่ www.mitsubishi-kyw.co.th หรือโทรศัพท์ 0-2763-7000