กฎเหล็กตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ลาก่อน “นักการเมือง” วาดฝันเจอ “อัศวินม้าขาว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009079

ครม.อนุมัติ 9 กฎเหล็กตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ หวังได้ตัวอัศวินขี้ม้าขาวช่วยแก้ปัญหาเพิ่มประสิทธิภาพ ดันรัฐวิสาหกิจไทยพ้นปากเหว ห้ามขาด ส.ส., ส.ว., นัก การเมือง คาดตั้งรวด 20 แห่ง ได้ในเดือนก.ค.นี้ ที่ประชุม ครม.วานนี้ (18 ก.ค.) อนุมัติบอร์ดการทางพิเศษการท่าเรือเป็นพบชื่อทหารขึ้นแท่นตามระเบียบ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อให้การสรรหาแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการ (บอร์ด) รัฐวิสาหกิจมีหลักเกณฑ์และโปร่งใส โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ใช้กฎเกณฑ์ใหม่มาปฏิบัติทันทีถือเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญ เพราะรัฐวิสาหกิจมีบทบาทสำคัญต่อประชาชน โดยในเดือน ก.ค.2560 นี้ จะมีกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ 20 แห่งที่จะครบวาระ และภายในต้นปีหน้าอีก 36 รัฐวิสาหกิจที่เหลือจะครบวาระ ซึ่งการแต่งตั้งจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ โดยภายในต้นปีหน้าคาดว่าจะเปลี่ยนกรรมการรัฐวิสาหกิจตามเกณฑ์ใหม่ครบ 56 แห่ง

ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวมี 9 ข้อ คือ 1. การพิจารณาสรรหาและแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจให้นำสมรรถนะ หลักและทักษะความรู้ที่จำเป็น หรือ Skill Matrix ที่เหมาะสมกับรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมาใช้พิจารณา เพื่อให้รัฐวิสาหกิจได้กรรมการตรงกับความต้องการที่แท้จริงในการขับเคลื่อนและพัฒนารัฐวิสาหกิจ แตกต่างจากเดิม บางครั้งกรรมการที่เข้าไปเป็นนักกฎหมายทั้งชุด ทั้งทำกิจการโรงไฟฟ้าที่ต้องการผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่องพลังงาน และการเงิน

ข้อที่ 2.การแต่งตั้งกรรมการอื่นที่ไม่ใช่กรรมการโดยตำแหน่งให้พิจารณาเสนอชื่อจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์การทำงานในภาคธุรกิจไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เพื่อให้มีกรรมการจากภาค ธุรกิจมากขึ้นช่วยยกระดับและปรับปรุงประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ 3. ห้ามไม่ให้แต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจอื่นเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจอีกแห่ง เว้นแต่กฎหมายกำหนด หรือรัฐวิสาหกิจนั้นถือหุ้นอีกรัฐวิสาหกิจอยู่ 4.ไม่แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ข้าราชการการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติม แตกต่างจากอดีตที่นักการเมืองจะแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไป แต่ต่อไปคนการเมืองจะเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจไม่ได้

5. ให้มีผู้แทนกระทรวงการคลังที่เป็นข้าราชการประจำเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของราชการในฐานะผู้ถือหุ้น 6.ให้มีผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดรัฐวิสาหกิจที่เป็นข้าราชการประจำซึ่งไม่อยู่ในหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจนั้น จำนวน 1 คน เป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายจากกระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจและกรณีมีเหตุจำเป็นอาจแต่งตั้งเพิ่มได้อีกไม่เกิน 1 คน

7. กรณีที่กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจกำหนดให้มีผู้ดำรงตำแหน่งใดในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นเป็นกรรมการ และผู้นั้นจะมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนให้พิจารณามอบหมายผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในหน่วยงานในสังกัดที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีเวลา และเหมาะสมกับความต้องการของรัฐวิสาหกิจนั้น โดยทำเป็นคำสั่งมอบอำนาจที่ชัดเจน 8.กรณีกฎหมายจัดตั้งของรัฐวิสาหกิจกำหนดให้มีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ให้หน่วยงานนั้นแต่งตั้งจากบุคคลที่อยู่ในหน่วยงานเท่านั้น และ 9. ในกรณีที่ส่วนราชการแต่งตั้งข้าราชการประจำไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หากข้าราชการผู้นั้นเกษียณอายุหรือพ้นจากการเป็นข้าราชการประจำ ให้แต่งตั้งข้าราชการคนใหม่แทน เว้นแต่พิจารณาเห็นว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญในกิจการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐวิสาหกิจนั้นๆ จะยังคงให้เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่อไปจนครบวาระที่ยังเหลืออยู่ก็ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรรมการรัฐวิสาหกิจ 20 แห่ง ที่จะครบวาระในปีนี้ คือ การท่าเรือแห่งประเทศไทย โรงงานยาสูบ ครบวาระวันที่ 30 มิ.ย. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครบพร้อมกัน 20 ก.ค. องค์การจัดการน้ำเสีย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร องค์การสุรา องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ครบพร้อมกัน 23 ก.ค.โรงงานไพ่ 21 ก.ค. องค์การคลังสินค้า 28 ก.ค. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 29 ก.ค. องค์การเภสัชกรรม 18 ส.ค.และองค์การตลาด 29 ธ.ค.

พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.อนุมัติแต่งตั้ง พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ เป็นประธานบอร์ดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกรรมการอีก 4 คน คือ พล.อ.อ.ยุทธนา สุกุมลจันทร์, นายเจษฎา พรหมจาต, นายปกรณ์ อาภาพันธุ์ และนางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ พร้อมทั้งแต่งตั้งนายสุรงค์ บูลกุล เป็นประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกรรมการอีก 9 คน คือพล.ร.อ.ชัยณรงค์ เจริญรักษ์, นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล, นายจำเริญ โพธิยอด, นายกฤชเทพ สิมลี,นายจุฬา สุขมานพ, นายฐิติพงศ์ นันทาภิวัฒน์, นายประเวศ อรรถศุภผล, นางปรารถนา มงคลกุล และชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.เป็นต้นไป.

 

ใช้ม.44 เลิกสัมปทานรถเมล์ “พิชิต” ห่วงประชาชนเดือดร้อนช่วงเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009062

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กรมขนส่งทางบก (ขบ.) ได้เสนอรายละเอียดการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยกเลิกสัญญาสัมปทานรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ในเขตกรุงเทพฯ หรือหมวด 1, รถเมล์หรือรถสองแถวในซอยเขตกรุงเทพฯ หรือหมวด 4 และรถตู้โดยสารสาธารณะเกือบ 1,000 สัญญาเสนอมาให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างแก้ไขรายละเอียดและข้อความให้เหมาะสม คาดว่าจะเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาในเร็วๆนี้ และสามารถออกคำสั่งมาตรา 44 ได้ภายในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ขบ.เคยเสนอรายละเอียดการใช้อำนาจมาตรา 44 ให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว แต่นายวิษณุสั่งให้แก้ไขรายละเอียดและนำกลับมาเสนอใหม่ ซึ่งยอมรับว่าเรื่องนี้มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ด้านกระทรวงคมนาคมก็ต้องพิจารณาวิธีการยกเลิกสัมปทานเพื่อให้แน่ใจว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างสัมปทานเก่าและสัมปทานใหม่ โดยตนและนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้หารือถึงมาตรการป้องกันผลกระทบต่อภาคประชาชนแล้ว

“มีความจำเป็นทางกฎหมาย เพราะถ้าไม่ใช้มาตรา 44 มันจะมีข้อผูกพันทางกฎหมายอยู่ระหว่าง ขสมก.และรถร่วมฯ แล้วมันจะเป็นอุปสรรคภายหลัง ส่งผลให้การปฏิรูปเส้นทางไม่ได้ แต่สำคัญที่สุดคือเมื่อใช้มาตรา 44 แล้ว ประชาชนต้องไม่เดือดร้อน ประชาชนที่ใช้เส้นทางเดิมจะต้องเดินทางได้และการเปลี่ยนผ่านจากเส้นทางเดินรถเดิมไปเส้นทางใหม่ต้องเป็นไปอย่างราบรื่น”

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ ขบ.จัดทำเส้นทางเดินรถโดยสารกลับมาเสนอใหม่ เนื่องจากสัมปทานเดินรถ 269 เส้นทางเดิมไม่สอดคล้องนโยบายการให้รถเมล์เป็นขนส่งทางระบบรอง (Feeder) เชื่อมต่อกับระบบราง และยังไม่ได้คำนึงถึงโครงการรถไฟฟ้าที่จะแล้วเสร็จในอนาคต ขณะเดียวกัน ได้ให้นโยบายว่าการออกใบอนุญาตเดินรถรอบใหม่ต้องมีความยืดหยุ่นในแง่ระยะเวลาและเส้นทาง เพราะการเดินทางของประชาชนจะต้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ แล้วเสร็จ.

 

ปราบ “เงินใต้โต๊ะ” ยังไม่หนำใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009059

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ได้เป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรมโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 ส่วนที่ 2 และโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ที่จังหวัดระยอง ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โดยมีนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน, นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท. และนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.ร่วมในพิธี

โดยนายประมนต์กล่าวว่า ขณะนี้ในสายตานักลงทุนต่างชาติ ยังมองว่าปัญหาการคอร์รัปชันของไทยยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่เกี่ยวกับการอนุมัติออกใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งยังคงต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เร็วขึ้น “รัฐบาลชุดนี้ถือว่ามีความตั้งใจดี แต่ก็ยังทำไม่ได้เหมือนกับที่ผมอยากเห็น ซึ่งหลักๆมาจากระบบราชการที่มีลักษณะเป็นกลไกเดิมๆ มานาน ที่สุดแล้วอาจจำเป็นจะต้องปฏิรูประบบราชการ”

ทั้งนี้ องค์กรยังมีข้อจำกัดในเรื่องของกำลังคนที่เป็นผู้สังเกตการณ์ โดยปัจจุบันมีเพียง 250 คน แต่มีแผนจะเพิ่มเป็น 400 คน ซึ่งจะทำให้เกิดการตรวจสอบได้มากขึ้น และการเป็นผู้สังเกตการณ์ต้องผ่านการคัดเลือก โดยล่าสุดองค์กรได้ส่งคนเข้าไปสังเกตการณ์โครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และโครงการรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งรถไฟทางคู่แล้ว และกำลังดูอยู่ว่าจะขยายไปยังโครงการใดเพิ่มอีก

พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า ภาครัฐพยายามที่จะผลักดันให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับ 1,000 ล้านบาท ทำข้อตกลงคุณธรรม เนื่องจากหากดำเนินการทุกโครงการคงเป็นไปได้ยากเพราะมีจำนวนมาก ขณะที่ผู้สังเกตการณ์เองก็คงจะไม่เพียงพอด้วย “โครงการลงทุนภาครัฐทั้งหมดรวมแล้ว 135,000 ล้านบาท เมื่อเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส เชื่อว่าเงินลงทุนจะลดลงต่ำกว่านี้มาก เพราะที่ผ่านมาหลายโครงการของรัฐลดลงไป 10 -20% เพราะไม่มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ”.

 

นายจ้างหวังสูง ม.44 แก้แรงงานต่างด้าวไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009042

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า 9 องค์กรภาคีเครือข่ายนายจ้าง เตรียมยื่นหนังสือถึง พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เพื่อเสนอแนวทางแก้ไข พ.ร.บ.แรงงานต่างด้าว ให้สอดรับสถานการณ์ปัจจุบันและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน เนื่องจากยังมีหลายประเด็นที่จะเป็นอุปสรรคในอนาคต แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศใช้ ม.44 ชะลอบังคับใช้ใน 4 มาตราของ พ.ร.บ.ดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2560

โดยจากการหารือขององค์กรนายจ้างและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ได้มีความเห็นตรงกันที่จะเสนอแนะให้ภาครัฐแก้ไข ได้แก่ 1.ภายใต้ พ.ร.บ.แรงงานต่างด้าว พ.ศ.2560 แม้ว่ารัฐบาลจะผ่อนผันในการชะลอบังคับใช้ 4 มาตรา แต่ก็พบว่าหลังจากผ่อนผัน 180 วัน ก็จะกลับมาบังคับใช้ ซึ่งบทปรับที่กระจายไปอยู่ในมาตราต่างๆของกฎหมายกว่า 10 มาตรา เป็นบทปรับ ที่สูงเฉลี่ย 800,000 บาท ถือว่าสูงเกินไปเหมือนกับเป็นเรื่องของการค้ามนุษย์ จึงได้เสนอบทปรับควรอยู่ในระดับ 10,000 บาทเท่านั้น 2. ภาครัฐควรจะแก้ไขมาตรา 7 ที่ว่าด้วยอาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำหรืออาชีพสงวนไว้ให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันพบว่าหลายอาชีพส่วนใหญ่ที่ระบุไว้ ไม่มีคนไทยทำแล้ว ต้องอาศัยต่างด้าว จึงควรจะปรับแก้ไขจุดนี้ให้เหมาะสม เพราะมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งถือว่าล้าสมัย 3.กฎหมายแรงงาน กำหนดลักษณะความผิดและบทลงโทษที่เป็นคดีอาญา เห็นว่าไม่ควรจะกำหนดไว้สูง ควรกำหนดเป็นเพียงบทปรับสูงสุดก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากคดีอาญามีกฎหมายอื่นๆรองรับอยู่แล้ว เช่น การกักขังหน่วงเหนี่ยว การทำร้ายร่างกาย การกำหนดบทลงโทษให้เป็นคดีอาญา จะยิ่งเปิดช่องให้มีการเรียกเงินได้มากขึ้น 4.ขอให้รัฐบาลกำหนดให้แรงงานต่างด้าวที่ไม่มีบัตรใดๆเลย เกือบล้านคน ได้รับการผ่อนผันเช่นเดียวกับแรงงานที่ถือบัตรสีชมพู ที่ได้ลงทะเบียนแล้ว ขยายไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค.2561 และระบุให้ต่ออายุได้ไปจนถึงปี 2563 เนื่องจากลูกจ้างมีจำนวนมาก ต้องขึ้นทะเบียนในเวลาเพียง 3 เดือน ก็จะทำให้เกิดระบบใต้ดินอีก.

 

ลุ้นประมูลเมล์เอ็นจีวีรอบใหม่ ชงบอร์ดขสมก.เคาะราคากลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009037

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในวันนี้ (19 ก.ค.) จะพิจารณาโครงการจัดซื้อรถโดยสารประจำทางที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษา จำนวน 489 คันอีกครั้ง หลังจากที่ยกเลิกการจัดซื้อไปเมื่อครั้งที่ผ่านมา โดยฝ่ายบริหาร ขสมก.จะเสนอแนวทางที่ได้หารือกับกรมบัญชีกลางไว้ 3 แนวทาง คือ 1.ใช้ราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณกำหนด 2.หากไม่มีราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณกำหนด ให้ใช้ราคาที่เคยจัดซื้อครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณ และ 3.ใช้ราคาตลาดที่เชื่อถือได้เป็นราคาอ้างอิง ให้บอร์ด ขสมก.พิจารณาอนุมัติ โดยคาดว่าบอร์ด ขสมก.จะเลือกแนวทางที่ 3 โดยยืดราคาอ้างอิงจากราคาชนะประมูลครั้งที่แล้ว โดยบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ที่เสนอวงเงิน 3,387 ล้านบาท หากที่ประชุมบอร์ด ขสมก.อนุมัติแนวทางการดำเนินการและราคากลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางฝ่ายบริหารก็จะเตรียมการเพื่อเปิดประมูลรถเมล์เอ็นจีวีรอบใหม่ทันที คาดว่าจะทำให้ ขสมก.มีรถเมล์เอ็นจีวีคันใหม่ภายในปีนี้.

 

สรรพากรสวมบทโหด! ใช้ใบกำกับภาษีปลอมโทษอาญาคุก 7 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009034

กรมสรรพากรเล็งใช้กฎหมายเข้มข้นกับผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอม เจอโทษอาญาคุก 7 ปี ต่อใบกำกับภาษีปลอม 1 ฉบับ หลังใจดีโลกสวยผ่อนคลายการลงโทษอาญามานานกว่า 20 ปี

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2560 เป็นต้นไป กรมสรรพากรจะเริ่มใช้กฎหมายที่เข้มข้นกับผู้ประกอบการที่ใช้ใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ปลอม หลังจากที่กรมสรรพากรได้ผ่อนคลายเรื่องนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว เพราะเห็นว่าผู้ประกอบการในสมัยนั้นไม่มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงภาษี เนื่องจากมีการระบาดของใบกำกับภาษีปลอมจำนวนมาก กรมสรรพากรจึงเลือกใช้วิธีว่า เมื่อจับกุมผู้ใช้ใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมได้แล้ว ก็จะขอให้ผู้ซื้อชี้เบาะแสเพื่อสาวให้ถึงตัวการใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเพราะตัวการใหญ่น่าจะหมดไปแล้ว เหลือแต่ตัวการเล็กๆ จึงทำให้กรมสรรพากรมั่นใจว่า ผู้ประกอบการที่ใช้ใบกำกับภาษีปลอมที่เหลือในปัจจุบัน ถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษี

ทั้งนี้ กรมสรรพากรมีบทลงโทษทางอาญาสูงสุดคือ จำคุก 7 ปีต่อ 1 กรรม (ใบกำกับภาษีปลอม 1 ฉบับ) แต่รวมแล้วไม่เกิน 20 ปี ซึ่งเป็นบทลงโทษที่ไม่เคยนำมาใช้ลงโทษมาก่อน แต่ใช้เพียงแค่การลงโทษสถานเบาคือ 1.ให้เสียภาษีอากรให้ครบ 2.เสียค่าปรับ และ 3.จ่ายค่าดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่ไม่ได้ชำระภาษี เพื่อติดตามรายได้ที่ขาดหายไปกลับคืนมาให้ครบ ส่วนปัจจุบันที่จะต้องดำเนินคดีทางอาญาควบคู่ไปด้วยนั้น เพราะยังมีผู้ประกอบการอาศัยช่องโหว่นี้ใช้ใบกำกับภาษีปลอม เพื่อนำมาเป็นรายจ่ายของบริษัทเพิ่มขึ้น และนำมาหักรายได้เพื่อให้มีกำไรที่จะต้องมาจ่ายภาษีลดลง

“โทษอาญาที่จะเริ่มดำเนินการในเดือน ก.ย.นี้ ถือเป็นโทษที่หนักมาก เพราะการใช้ใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มปลอมเพียง 1 ใบ ก็มีโทษจำคุกถึง 7 ปี ซึ่งในต่างประเทศก็มีการใช้กฎหมายที่รุนแรง และล่าสุดก็มีนักฟุตบอลอาชีพชื่อดังที่เสียภาษีไม่ครบและต้องติดคุกก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว”

นายประสงค์กล่าวต่อว่า การใช้ใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มปลอม เพราะต้องการลดรายได้ของบริษัทด้วยการเพิ่มรายจ่าย เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล เช่น ปีที่แล้วเสียภาษีให้แก่กรมสรรพากรจำนวนเงิน 1 ล้านบาท ปีนี้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านบาท เพราะกำไรดี แต่ไม่อยากเสีย จึงไปซื้อใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มปลอม เพื่อสร้างรายจ่ายเท็จทำให้กำไรของบริษัทลดลง เป็นต้น ส่วนผู้ที่ขายใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น มีโทษทั้งทางแพ่งและอาญาอยู่แล้ว

นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังอยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับเทคโนโลยีในอนาคต โดยจะให้สถาบันการเงินเป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น เงินเดือน ค่าจ้างและอื่นๆ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากการซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ด้วย โดยผู้จ่ายภาษีจะต้องบวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปพร้อมกับจำนวนเงินที่โอน ขณะที่ธนาคารสถาบันการเงินจะเป็นผู้โอนภาษีดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากร โดยในเบื้องต้นจะมีช่องว่างให้บันทึกว่า เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกและง่ายแก่การตรวจสอบ

“ในอนาคตกรมสรรพากรจะต้องพัฒนาไปสู่โลกเทคโนโลยีมากขึ้น โดยต้องแบ่งแยกระหว่างระบบอี เพย์เม้นท์ (e-Payment) จะเป็นเรื่องการซื้อขาย การโอนเงินและการชำระเงินภายในประเทศ ขณะที่ e-Business จะเป็นการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งคาดว่า มีผู้ประกอบการซื้อขายสินค้าออนไลน์ประมาณ 800,000 รายทั่วประเทศ”

นายประสงค์กล่าวว่า ในอนาคตผู้ประกอบการจะไม่สามารถหลบหนีเทคโนโลยีไปได้ เพราะล่าสุด โครงการติดตั้งเครื่องชำระเงินอัตโนมัติ หรืออีดีซี จำนวน 700,000 เครื่องทั่วประเทศนั้น มีผู้ประกอบการรายย่อยเพียง 15% ที่ยอมตั้งเครื่องอีดีซี ส่วนที่เหลือ 85% หรือประมาณ 595,000 เครื่อง ที่ไม่ยอมติดตั้งเครื่องอีดีซี เพราะกลัวเสียภาษีให้แก่รัฐบาลนั้น แน่นอนว่ากรมสรรพากรจะเชิญผู้ประกอบการที่ไม่ติดเครื่องอีดีซีมาพบและจะจับตามองเป็นกรณีพิเศษ.

 

เงินไหลออกนอกทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1009020

นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยครึ่งแรกของปี 60 ว่า กองทุนรวมไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง 3.64% ทำให้ยอดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุนรวมไทยมาปิดที่ 4.82 ล้านล้านบาท โดยนักลงทุนเริ่มส่งสัญญาณลงทุนเพิ่มในไตรมาส 2 หลังจากไตรมาสแรกมีความกังวลต่อปัจจัยภายในและนอกประเทศ ทั้งเรื่องการผิดนัดชำระเงินของตั๋ว B/E ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยและการเลือกตั้งของหลายประเทศในยุโรป แต่นักลงทุนเริ่มมีความเข้าใจต่อสถานการณ์มากขึ้น ส่งผลให้เริ่มนำเงินกลับมาลงทุนเพิ่มในไตรมาส 2 ทำให้ครึ่งแรกของปี 60 กองทุนรวมทั้งอุตสาหกรรมมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ 138,282 ล้านบาท

ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ที่หันไปให้ความสนใจต่อการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศมากกว่าลงทุนในประเทศไทย เพราะมีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยครึ่งปีแรกนี้มีเงินไหลไปลงทุนในต่างประเทศสุทธิคิดเป็น 163,155 ล้านบาท ขณะที่ขายสินทรัพย์ในประเทศออกรวมกว่า 24,873 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ยังมีความนิยมลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงหรือเน้นลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง มากกว่าการลงทุนแบบกระจุกตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังในการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างดี โดยกองทุนประเภท Foreign Investment Bond Fix Term, Global Bond และ Short Term Bond นั้น ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยปีนี้มีกองทุนเปิดใหม่แล้วกว่า 30 กองทุน.

 

ประชารัฐหนุน “เด็กอาชีวะ” รองรับอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009074

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบยุทธศาสตร์พัฒนากำลังคน สนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ปี 2560-2564 เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคน ให้มีสมรรถนะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อรองรับการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต โดยอนุมัติงบประมาณให้ 619 ล้านบาท แบ่งเป็นปีงบประมาณ 2561 จำนวน 192 ล้านบาท งบประมาณปี 2562 จำนวน 179 ล้านบาท งบประมาณปี 2563 จำนวน 124 ล้านบาท และงบประมาณ ปี 2564 จำนวน 124 ล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2560 ให้เจียดจ่ายกันเองภายในกระทรวงศึกษาธิการ

“ตั้งเป้าหมายผู้สำเร็จการศึกษาเพิ่มขึ้น ทั้งจากการเรียนการสอนในสถานศึกษาและทวิภาคี สาขายุทธศาสตร์อีอีซี รวมทั้งพัฒนาศูนย์พัฒนาทักษะหรือศูนย์ประเมินรับรองสมรรถนะเฉพาะทาง ซึ่งเป็นระดับ ปวช. ปวส. หลักสูตรระยะสั้นเฉพาะทาง ปี 2560 สำเร็จจำนวน 20,615 คน ปี 2561 จำนวน 37,930 คน ปี 2562 จำนวน 42,145 คน ปี 2563 จำนวน 45,500 คน ปี 2564 จำนวน 48,485 คน”

นายกอบศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับรูปแบบที่เข้าไปดำเนินการนั้น จะจัดอาชีวศึกษาแบบมีส่วนร่วมกับสถานประกอบการในพื้นที่ ในรูปแบบประชารัฐ เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาในทุกมิติให้สอดคล้องกับบริบทของภาคการผลิตและบริการในอีอีซี เพิ่มขีดความสามารถคณาจารย์ ครู บุคลากรทางการศึกษา และครูฝึกในสถานประกอบการ โดยกำหนดโรดแมปการทำงานเป็นระยะสั้น 3 ถึง 6 เดือน ระยะปานกลาง 1 ถึง 2 ปี และระยะ ยาว 3-5 ปี โดยมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2560 คือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอาชีวศึกษา (Vocational Career Center) ใน จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รวมทั้งผลิตกำลังคนในอาชีวศึกษาหลักสูตรที่สอดคล้องกับการพัฒนาการค้า การลงทุน อุตสาหกรรมและบริการในพื้นที่ รวมทั้งจะต้องพัฒนาสถานศึกษาไปสู่การเป็นวิทยาลัยดิจิตอล หรือ Digital College ด้วย.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 19/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009005

 

ดันนมวัวแดงผงาด เจาะตลาดฮาลาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009017

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลได้กำหนดให้ปี 64 เป็นปีนมแห่งชาตินั้น อสค.มีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ 11,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 9,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี ดังนั้นเพื่อสร้างรายได้แบบก้าวกระโดด ทาง อสค.จึงจะผลักดันให้มีการส่งออกนมไปยังตลาดเพื่อนบ้านมากขึ้น จากปัจจุบันส่งออกไปยังลาว กัมพูชา และพม่า ซึ่งสร้างรายได้ราว 700 ล้านบาท โดยปีนี้จะผลักดันให้ส่งออกไปยังมาเลเซียหรือตลาดฮาลาล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบรับรองโรงงานผลิตที่ จ.สุโขทัย หากได้รับความเห็นชอบจะใช้โรงงานดังกล่าวเป็นฐานการส่งออกในตลาด

นอกจากนี้ การเปิดตลาดมาเลเซียนั้นจะเป็นช่องทางให้สินค้านมวัวแดงไปเจาะตลาดมุสลิมตะวันออกกลางได้ด้วย โดยจุดแข็งของไทย-เดนมาร์คเป็นนมโคแท้ 100% ซึ่งจะทำให้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามการสร้างรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายต้องคำนึงถึงผลผลิตนมโคด้วย เนื่องจาก อสค.รับซื้อได้เพียง 7,000 ตันต่อวัน จากผลผลิตทั้งประเทศ 31,000 ตันต่อวัน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นม ยูเอชทีตราไทย-เดนมาร์ค “คิดดี” เพื่อเจาะกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 3-8 ขวบด้วย ปัจจุบัน อสค.มีกำลังการผลิตนม ยูเอชที คิดดี วันละ 20 ตัน.