ราคาอาหารสดถูกลง ดันดัชนีภาวะศก.ครัวเรือน ก.พ. พุ่งสูงรอบ 22 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 13:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879266


วิจัยกสิกร เผยดัชนีภาวะศก.ครัวเรือน ก.พ. พุ่งที่ 45.3 สูงสุดรอบ 22 เดือน พบกังวลค่าครองชีพลดลง จากราคาอาหารสดถูกลง และแรงหนุนมาตรการช้อปช่วยชาติ แต่ยังกังวลการมีงานทำ หลังตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว…

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกเอกสารเผยแพร่ ดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน (KR-ECI) ในเดือน ก.พ. 60 พบว่า ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.3 จากเดิมที่ระดับ 44.0 ในเดือน ม.ค.60 และแตะระดับสูงสุดในรอบ 22 เดือน สะท้อนความกังวลที่ลดลงของครัวเรือนต่อภาวะการครองชีพในปัจจุบัน โดยในเดือนที่ผ่านมา ครัวเรือนลดความกังวลในเรื่องสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้า ค่าใช้จ่าย และภาระหนี้สิน แต่กลับมีความกังวลมากขึ้นเรื่องภาวะการมีงานทำ สอดคล้องไปกับอัตราการว่างงานในเดือน ม.ค.-ก.พ.60 ที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในปี 59

advertisement

ทั้งนี้เดือน ก.พ. ครัวเรือนมีความกังวลลดลงในเรื่องสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้า เนื่องจากราคาอาหารสดหลายรายการมีราคาถูกลง รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สินที่ครัวเรือน เพราะส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากการเร่งใช้จ่ายตามมาตรการช้อปช่วยชาติของรัฐบาลไปในการซื้อสินค้าบริโภคและอุปโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อกักตุนไว้ใช้ในอนาคต สอดคล้องกับผลสำรวจภาวะการครองชีพของศูนย์วิจัยกสิกรไทยในช่วงเดือน ธ.ค.59 ที่ว่า ครัวเรือนเลือกซื้อสินค้าในหมวดของใช้ในบ้านมากที่สุดราว 21% ของสินค้าและบริการที่ใช้จ่าย เพื่อนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สำหรับดัชนีองค์ประกอบที่แสดงมุมมองต่อสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้าพบว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 38.7 ในเดือน ม.ค.60 มาสู่ระดับ 41.0 ในเดือน ก.พ.60 เนื่องมาจากราคาสินค้าในหมวดอาหารสด โดยเฉพาะผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีราคาถูกลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น สอดคล้องกับดัชนีราคาผู้บริโภคในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.15 จากเดือน ม.ค.60

อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนกลับมีความกังวลมากขึ้นในเรื่องการมีงานทำ หลังสถานการณ์ตลาดแรงงานในประเทศเริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นจากดัชนีองค์ประกอบที่แสดงมุมมองต่อรายได้และภาวะการมีงานทำปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.6 ในเดือน ก.พ.60 จากเดิมที่ระดับ 50.4 ในเดือน ม.ค.60 สอดคล้องกับตัวเลขอัตราการว่างงานในเดือน ม.ค.-ก.พ.60 ที่พุ่งสูงขึ้นมาอยู่เหนือระดับร้อยละ 1.0 ซึ่งสูงกว่าค่าอัตราการว่างเฉลี่ยในปี 59 ที่อยู่ที่ร้อยละ 0.96

ขณะที่ดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ได้ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.3 ในเดือน ก.พ.60 จากเดิมที่ระดับ 44.5 ในเดือน ม.ค.60 สะท้อนให้เห็นว่า ครัวเรือนเริ่มผ่อนคลายความกังวลต่อภาวะการครองชีพในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะในเรื่องสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้า ค่าใช้จ่าย และภาระหนี้สิน แต่ครัวเรือนกลับมีความกังวลมากขึ้นในเรื่องรายได้และการมีงานทำ ซึ่งมุมมองของครัวเรือนที่มีความกังวลมากขึ้นนี้อาจจะเป็นแรงกดดันให้ครัวเรือนใช้จ่ายอย่างจำกัดในอนาคต แม้จะมีความเชื่อมั่นต่อภาวะการครองชีพมากขึ้นก็ตาม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความเชื่อมั่นของครัวเรือนในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าจะยังทรงตัวใกล้เคียงกับในเดือน ก.พ.60 แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาอาหารสดที่มักจะมีราคาแพงขึ้นในช่วงฤดูร้อน รวมถึงติดตามสถานการณ์ตลาดแรงงานในประเทศที่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของครัวเรือนในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกันครัวเรือนกลับมีมุมมองเชิงลบมากขึ้นต่อประเด็นเรื่องรายได้และการมีงานทำ ทั้งนี้ความกังวลของครัวเรือนในเรื่องรายได้ และการมีงานทำอาจจะเป็นแรงกดดันต่อการบริโภคจริงของภาคเอกชน แม้จะมีความเชื่อมั่นต่อภาวะการครองชีพมากขึ้นก็ตาม.

 

ตลาดส่งออกไฟเบอร์ซีเมนต์ไทย ไปต่ออย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 มี.ค. 2560 13:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879206


การขยายตัวของตลาดไฟเบอร์ซีเมนต์ไทยในปัจจุบันมีแรงขับเคลื่อนมาจากการส่งออกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงกว่า 16% CAGR ในระหว่างปี 2011-2015 จากความต้องการบริโภคของตลาดส่งออกหลักอย่างฟิลิปปินส์และกลุ่มประเทศ CLMV ที่ขยายตัวขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว

อีไอซีมองฟิลิปปินส์ เมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา เป็นกลุ่มตลาดที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญในการขายและการบริหารช่องทางจำหน่าย เนื่องจากมีการพึ่งพาการนำเข้าจากไทยเป็นหลักและมีการขยายตัวของการนำเข้าไฟเบอร์ซีเมนต์ในระดับสูง ส่วนไต้หวันและเกาหลีใต้เป็นกลุ่มตลาดที่ผู้ประกอบการควรเจาะตลาดให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงแต่มีการนำเข้าจากไทยที่น้อยมาก

ไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นวัสดุก่อสร้างทดแทนชนิดใหม่ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไฟเบอร์ซีเมนต์เกิดขึ้นจากการผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์และเส้นใยธรรมชาติ เข้ากับส่วนผสมอื่นๆ ทั้งนี้ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น อาทิ น้ำหนักเบา แข็งแรง ไม่ลามไฟ ไม่บวมน้ำ ปลอดภัยจากศัตรูไม้ และมีราคาไม่แตกต่างจากไม้จริงมากนัก จึงทำให้ไฟเบอร์ซีเมนต์ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตวัสดุก่อสร้างทดแทนไม้จริงมากขึ้น เช่น ไม้พื้นไม้ฝาสังเคราะห์ แผ่นบอร์ดสำหรับฝ้าผนังและเพดาน และกระเบื้องมุงหลังคา เป็นต้น

ในปัจจุบัน ไทยมีจำนวนผู้ผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์รายใหญ่อยู่ 6 ราย และมีกำลังการผลิตรวมกันเท่ากับ 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มูลค่าตลาดอยู่ที่ราว 1.45 หมื่นล้านบาทหรือ 20% ของมูลค่าตลาดปูนซีเมนต์ นอกจากนี้ มีการเติบโตเฉลี่ยต่อเนื่องราว 2% CAGR ในระหว่างปี 2011-2015 โดยมี SHERA และ SCG เป็นผู้นำตลาดที่ครองส่วนแบ่งตลาดเท่ากันที่รายละ 38% รองลงมาได้แก่ DRT, CONWOOD, ORAN และ TPIPL ตามลำดับ (รูปที่ 1)

ขณะที่ยอดขายในประเทศหดตัวลงแต่การส่งออกสู่ฟิลิปปินส์และตลาด CLMV กลับเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของไฟเบอร์ซีเมนต์ไทย ทั้งนี้ การบริโภคไฟเบอร์ซีเมนต์ในประเทศต่อการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 75% และ 25% ตามลำดับ โดยตลาดในประเทศโดยเฉพาะที่นำไปผลิตเป็นกระเบื้องมุงหลังคานั้นได้รับผลกระทบจากสินค้าทดแทนอย่างหลังคาเหล็ก (metal sheet) ที่มีราคาต่ำในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับการที่ TPIPL เข้ามาแข่งขันด้านราคาในตลาดยิ่งทำให้มูลค่าตลาดในประเทศหดตัวลงจาก 1.13 หมื่นล้านบาท ในปี 2011 เป็น 1.03 หมื่นล้านบาท ในปี 2015 หรือหดราว 2% CAGR (รูปที่ 1)

รูปที่ 1: ตลาดไฟเบอร์ซีเมนต์ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2011-2015 โดยมีผู้นำตลาดคือ SCG และ SHERA

ในขณะที่ตลาดส่งออกไฟเบอร์ซีเมนต์ของไทยในช่วงที่ผ่านมานั้นได้รับแรงสนับสนุน 3 ด้าน ได้แก่ 1) สภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น 2) คุณภาพของไฟเบอร์ซีเมนต์ของไทยที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศ และ 3) ราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งหลักอย่างมาเลเซียอยู่ถึง 13% ซึ่งส่งผลให้มูลค่าส่งออกนั้นเพิ่มขึ้นจาก 2.3 พันล้านบาท ในปี 2011 เป็น 4.2 พันล้านบาท ในปี 2015 เติบโตเฉลี่ยถึง 16% CAGR ต่อปี (รูปที่ 1) สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของตลาดส่งออกที่ยังเติบโตได้อีกมากและจะช่วยชดเชยการหดตัวของตลาดในประเทศให้กับผู้ประกอบการได้อีกด้วย

โดยทั่วไป ลักษณะของตลาดส่งออกไฟเบอร์ซีเมนต์แบ่งได้ 3 ประเภท ซึ่งในแต่ละประเภทก็ต้องการการวางกลยุทธ์ทำตลาดที่แตกต่างกันออกไป อีไอซีได้ประเมินกลุ่มตลาดส่งออกไฟเบอร์ซีเมนต์ ตามส่วนแบ่งตลาด และการเติบโตของการนำเข้า เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่ม “High Share & High Growth” ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ เมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา 2) กลุ่ม “High Share & Low Growth” คือ สปป.ลาว และ 3) กลุ่ม “Low Share & Low Growth” ประกอบด้วยไต้หวันและเกาหลีใต้

สำหรับกลุ่ม High Share & High Growth ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญด้านการบริหารช่องทางจัดจำหน่าย ทั้งการพิจารณาการขยายสาขารวมถึงการบริหารจัดการสต็อกสินค้า เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการบริโภคที่ขยายตัวขึ้นได้ นอกจากนี้ ควรร่วมมือกับช่องทางจัดจำหน่ายที่มีศักยภาพเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากซึ่งตัวอย่างความสำเร็จเห็นได้จากการที่ SHERA เข้าไปรุกตลาดฟิลิปปินส์ในปี 2013 ด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรกับโมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ในท้องถิ่นอย่าง CW Home Depot จนทำให้มูลค่าส่งออกไฟเบอร์ซีเมนต์ของไทยไปฟิลิปปินส์ในภาพรวมเติบโตถึงกว่า 30% CAGR ต่อปี สำหรับช่วงปี 2013-2015

กลุ่ม High Share & Low Growth ผู้ประกอบการควรรักษาส่วนแบ่งตลาด และหาทางขยายตลาดไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ด้วยลักษณะของตลาดที่ค่อนข้างอิ่มตัว ผู้ประกอบการจึงไม่จำเป็นที่จะต้องขยายช่องทางจัดจำหน่ายอีก แต่ควรให้ความสำคัญกับการรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้นานที่สุด ด้วยการควบคุมคุณภาพของสินค้า การติดตามกฎระเบียบทางการค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อทำให้เกิดความต่อเนื่องของการทำตลาด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรจะกระตุ้นตลาดให้มีการขยายตัวมากขึ้นด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบในการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงพัฒนาสินค้าที่ใช้กับไฟเบอร์ซีเมนต์ (complementary product) อาทิ สีทาไม้ไฟเบอร์ซีเมนต์ เพื่อให้มีรายได้ที่มากขึ้น

สุดท้ายกลุ่ม Low Share & Low Growth ผู้ประกอบการควรชูจุดแข็งด้านราคาเพื่อคว้าโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้น ปัจจุบันไทยมีการส่งออกไฟเบอร์ซีเมนต์ไปยังตลาดกลุ่มนี้เพียง 150 ล้านบาท จากมูลค่านำเข้าทั้งหมด 2.6 พันล้านบาท หรือเพียง 6% เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งหลักอย่างมาเลเซีย ญี่ปุ่น และจีน ที่มีมูลค่าส่งออกถึง 40%, 30% และ 20% ตามลำดับ โดยผู้ประกอบการไทยควรอาศัยข้อได้เปรียบด้านราคาส่งออกที่ต่ำกว่าคู่แข่ง (รูปที่ 2) จากความพร้อมด้านวัตถุดิบที่เหนือกว่าเพื่อคว้าโอกาสในการเจาะตลาดให้มากขึ้นในอนาคต

รูปที่ 2: ราคาส่งออกไฟเบอร์ซีเมนต์ไทยนั้นต่ำกว่าคู่แข่งหลักอย่างมาเลเซีย จีนและญี่ปุ่น

อีไอซีแนะผู้ผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์เลือกตลาดส่งออกให้เหมาะสมเพื่อชดเชยการหดตัวในประเทศ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเลือกโฟกัสตลาดกลุ่ม High Share & High Growth และ High Share & Low Growth เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเริ่มทำ branding ใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะมีการนำเข้าจากไทยเป็นหลักอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังเป็นตลาดที่มีทำเลที่ตั้งใกล้กับไทยซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนและควบคุมคุณภาพในการขนส่งได้ง่ายกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการเข้าไปทำตลาดในกลุ่ม Low Share & Low Growth

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาเปิดตลาด Low Share & Low Growth ด้วยการนำผู้ประกอบการไทยไปร่วมพบปะเจรจาทางธุรกิจ (business matching) กับผู้นำเข้าไฟเบอร์ซีเมนต์รายใหญ่ของตลาด เพื่อที่จะทำให้การเจรจาทางธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้ในทันที และนำไปสู่การขยายตัวของการส่งออกได้อีกด้วย

รูปที่ 3: ตลาดส่งออกไฟเบอร์ซีเมนต์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน

โดย: กณิศ อ่ำสกุล (kanit.umsakul@scb.co.th)
Economic Intelligence Center (EIC)
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
EIC Online: www.scbeic.com

 

เมกาบางนา แจกจริง จัดเต็มรถยนต์ Honda รุ่น CR-Z

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 มี.ค. 2560 13:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879202


(จากซ้าย) คุณสิรินฉัตร แสงศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเมกาบางนา, นายคริสเตียน โอลอฟสัน กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเมกาบางนา, คุณกัญญา หอเกรียงไกร ผู้โชคดีจากแคมเปญ “เมกา วิช”, คุณปราณี วีรพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางพลี ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด และ คุณนิดา วีรพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุวรรณภูมิ ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด

คริสเตียน โอลอฟสัน (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเมกาบางนา และ ปราณี วีรพร 
(ที่ 5 จากซ้าย) ประธานกรรมการ บริษัท บางพลี ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด มอบรถยนต์ Honda รุ่น CR-Z มูลค่า 1,975,000 บาท ให้แก่ สุกัญญา หอเกรียงไกร (กลาง) ผู้โชคดีจากแคมเปญ “เมกา วิช” (Mega Wish) ที่จัดขึ้นเพื่อมอบเป็นของขวัญแก่นักช็อปครั้งใหญ่ส่งท้ายปีที่ผ่านมา ณ เมน เอนทรานซ์ ศูนย์การค้าเมกาบางนา เมื่อเร็วๆ นี้

 

ขนส่งทางบก ยัน ใช้แอปเรียกรถแท็กซี่ไม่ผิด ก.ม. เว้นใช้บริการป้ายดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 10:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879086


อธิบดีขนส่งทางบก ยัน ใช้แอปเรียกรถป้ายเหลืองไม่ผิด ผิดที่เรียกป้ายดำมารับ แนะประชาชนใช้บริการอย่างถูกกฎหมาย เร่งยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย เรียกความเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนรถโดยสารทางเลือกใหม่ เช่น Uber, Grab car โดยระบุว่า เป็นบริการที่เพิ่มความสะดวกในการเดินทางมากกว่าการให้บริการรถโดยสารที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ขบ. มีการชี้แจงไปยังผู้ประกอบการโดยตรงและผ่านทางสื่อสาธารณะมาโดยตลอดว่า แอปพลิเคชันในการเรียกใช้บริการแท็กซี่สามารถกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ที่ผิดกฎหมายคือ การนำแอปพลิเคชันเรียกรถยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) เพื่อใช้รับจ้างขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ฐานใช้รถยนต์ผิดประเภทจากที่จดทะเบียนไว้ ไม่ใช้มาตรค่าโดยสารตามที่ทางราชการกำหนด ผู้ขับรถไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ไม่เคยผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และไม่เข้าสู่ระบบทะเบียนของศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะของ ขบ. ซึ่งหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นประชาชนจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย และกรณีเกิดเหตุไม่พึงประสงค์เป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ภาครัฐจะไม่สามารถติดตามรถหรือคนขับรถมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

ทั้งนี้ ขบ. ตระหนักและให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการให้บริการขนส่งสาธารณะทางถนนให้มีความปลอดภัยต่อประชาชนสูงสุด จึงแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ทั้งชี้แจงทำความเข้าใจ การประชาสัมพันธ์แนะนำการใช้บริการรถโดยสารที่ถูกกฎหมายแก่ประชาชน กวดขันจับกุมผู้ให้บริการผิดกฎหมายทั้งรถนอกระบบและรถแท็กซี่ในระบบที่กระทำความผิดทุกกรณี เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ดำเนินการควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของรถแท็กซี่ในระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและจูงใจให้ประชาชนหันกลับมาใช้บริการมากขึ้น ในส่วนของผู้ให้บริการแอปพลิเคชันที่ยังไม่ถูกกฎหมาย เช่น Uber และ Grab Car ทาง ขบ. พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ทันสมัยภายใต้กรอบของกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกและประโยชน์สูงสุดของประชาชน ปัจจุบันมีรถแท็กซี่ในระบบเริ่มใช้แอปพลิเคชันเป็นสื่อกลางในการบริการ เช่น Grab Taxi, All Thai Taxi ซึ่ง ขบ. พร้อมให้การสนับสนุนในทุกมิติ

อย่างไรก็ตาม ในทางคู่ขนาน ขบ. ได้พัฒนายกระดับมาตรฐานรถแท็กซี่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจ ความปลอดภัย โดยดำเนินโครงการ TAXI OK / TAXI VIP โดยโครงการ TAXI-OK เป็นการยกระดับการให้บริการแท็กซี่ในปัจจุบัน โดยการติดตั้ง GPS Tracking พร้อมอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับรถ, กล้อง CCTV, มีปุ่มฉุกเฉิน (ส่งข้อมูล Online มาที่ศูนย์ GPS ทันที), มีระบบแจ้งเตือนการใช้ความเร็ว รวมถึงจัดทำระบบเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงการให้บริการ เพิ่มความสะดวก ป้องกันปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร การไม่เปิดมิเตอร์ ติดตามพฤติกรรมตลอดการให้บริการ และโครงการ TAXI VIP หรือรถแท็กซี่ชนิดพิเศษ เป็นการเพิ่มทางเลือกในการให้บริการของประชาชน โดยใช้รถที่มีมาตรฐานขนาดตัวรถและสมรรถนะที่สูงกว่ารถแท็กซี่ทั่วไป เพิ่มอุปกรณ์ส่วนควบสำหรับให้บริการที่มีความสะดวกมากขึ้น เพิ่มเติมจากข้อกำหนดการติดตั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ส่วนควบตามโครงการ TAXI OK อีกทั้งผู้ประกอบการต้องเป็นนิติบุคคล มีความพร้อมทางธุรกิจ มีแผนการประกอบการแบบมืออาชีพ ซึ่งร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 59 ขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ก่อนส่งกระทรวงคมนาคมลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

พร้อมกันนี้ แนะนำให้ประชาชนเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ป้ายเหลือง โดยรถต้องผ่านการตรวจสภาพความมั่นคงแข็งแรงของรถปีละ 2 ครั้ง และผู้ขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ซึ่งการขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะจะมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการที่ดี มีการทดสอบความสามารถในการขับรถให้บริการตามมาตรฐานของ ขบ. มีข้อมูลผู้ขับรถทุกคนทำให้ตรวจสอบและดำเนินการติดตามตัวได้ทันที สำหรับช่องทางรับเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียนเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้งทางสายด่วน 1584, ทางเว็บไซต์ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, E-Mail dlt_1584complain@hotmail.com, Application ชื่อ “ร้องเรียนรถสาธารณะ” หรือ “dlt check-in”, FACEBOOK ชื่อ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584”, LINE ID ชื่อ “1584dlt”, ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐ (GCC1111) ผ่านระบบการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล, ทางจดหมาย/หนังสือร้องเรียน ส่งมายังกรมการขนส่งทางบก หรือร้องเรียนด้วยตนเองได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน กองตรวจการขนส่งทางบก.

 

ทองคำเปิดตลาดลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879042


ราคาทองวันที่ 9 มี.ค. เปิดตลาดราคาลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750 บาท

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาลดลง 50 บาท จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 บาท ขายออกบาทละ 20,250 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 บาท ขายออกบาทละ 20,750 บาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ ราคาน้ำมันร่วงฉุดหุ้นปิโตรเลียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 06:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878910


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพุธ จากการลดลงของราคาน้ำมัน ซึ่งฉุดหุ้นกลุ่มปิโตรเลียม ขณะที่บริษัทใหญ่ แคเทอร์พิลลาร์ ลดลงส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวม…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 8 มี.ค.2560 แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 69.03 จุด หรือ 0.33% ปิดที่ 20855.73 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 5.41 จุด หรือ 0.23% ปิดที่ 2362.98 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 3.62 จุด หรือ 0.06% ปิดที่ 5837.55 จุด

หุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในช่วงแรกหลังเกิดการซื้อขาย หลังมีรายงานของ เอดีพี ระบุว่า การจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ ในเดือนก.พ. สูงถึง 298,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนยังต้องการขายหุ้นเอากำไร หลังจากดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมากเมื่อสัปดาห์ก่อน

ส่วนปัจจัยลบอื่นๆ รวมไปถึงราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียม โดยบริษัทใหญ่อย่าง เอ็กซ์ซอนโมบิล และ เชฟรอน ลดลงเกือบ 2% ขณะเดียวกัน บริษัท แคเทอร์พิลลาร์ เป็นบริษัทจดทะเบียนของดาวโจนส์ที่ลดลงมาที่สุด ที่ 2.8% หลังมีข่าวว่าคณะกรรมการได้ข้อสรุปการสอบสวนว่า แคเทอร์พิลลาร์ ฉ้อโกงภาษีและรายงานการเงิน.

 

กสทช.ประมูลเบอร์มือถือสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878870


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 18-19 มี.ค.60 นี้ กสทช.จะเปิดประมูลเลขหมายสวย หรือเบอร์มือถือสวย จำนวน 200 เลขหมาย โดยการประมูลครั้งนี้จะประมูลผ่านเว็บไซต์ที่ กสทช.จัดทำขึ้นเฉพาะการประมูลเลขหมายสวยเท่านั้น โดยใช้เงินในการจัดการประมูลราว 6 ล้านบาท หากมีผู้เข้าร่วมประมูลทุกเลขหมาย จะทำให้ กสทช.มีรายได้ราว 225 ล้านบาท

สำหรับเลขหมายที่จะนำมาเปิดประมูลนั้น แบ่งเป็นเลขหมายสวย 6 ตัวเหมือน มีจำนวน 150 เลขหมาย ราคาเริ่มต้นเลขหมายละ 500,000 บาท โดยผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องวางหลักประกัน 10% หรือ 50,000 บาท ของราคาเริ่มต้นประมูล ส่วนเลขหมาย 7 ตัวเหมือน มี 50 เลขหมาย ราคาเริ่มต้นประมูลเลขหมายละ 3 ล้านบาท ผู้เข้าร่วมจะต้องวางหลักประกัน 10% หรือ 300,000 บาท

“ผมไม่ได้คาดหวังมากว่าจะมีผู้มาประมูลเลขหมายทั้งหมดที่นำมาประมูลในครั้งนี้ ส่วนจะมีผู้สนใจมากหรือน้อยนั้น ต้องรอลุ้นกันในวันประมูล 18-19 มี.ค.นี้ แต่มั่นใจว่าจะมีคนมาร่วมประมูลอย่างแน่นอน และคาดหวังว่าจะมีรายได้จากการประมูลมากกว่า 50 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อยากเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจอยากมีเบอร์โทรศัพท์มือถือเป็นเบอร์สวยเข้าร่วมประมูล โดยลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ http://auction.nbtc.go.th”.

 

เดอะมอลล์กรุ๊ปทุ่มหนักรับซัมเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878867


น.ส.วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงซัมเมอร์นี้ทางเดอะมอลล์ กรุ๊ปได้เตรียมงบกว่า 150 ล้านบาท เพื่ออัดโปรโมชั่นและกิจกรรมสุดพิเศษและอีเวนต์ยิ่งใหญ่รับช่วงซัมเมอร์ พร้อมมอบโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุดถึง 80% จนถึง 30 เม.ย. 2560 กับช่วงเวลาแห่งความสุขและวันพักผ่อนของครอบครัว เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆปิดเทอม พร้อมตั้งเป้ายอดขายในช่วงนี้ 6,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

“ในซัมเมอร์นี้เตรียมจัดอีเวนต์ยิ่งใหญ่ โดยในปีนี้ได้มีการเพิ่มช่องทางการสื่อสาร เนื่องจากวันนี้เราอยู่ในช่วง Sharing Economy ลูกค้าให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านทางสื่อโซเชียล เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “Socialnomics” ปัจจุบันระบบดิจิตอลเข้ามามีบทบาท ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ช่วงซัมเมอร์ไฮซีซั่นนี้ เราจึงปรับกลยุทธ์ทางการตลาด โดยแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ เบบี้บูมเมอร์ อายุระหว่าง 53-73 ปี เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ อายุระหว่าง 37-52 ปี เจเนอเรชั่น วาย อายุระหว่าง 23-36 ปี และเจเนอเรชั่น ซี โดยจะสื่อสารไปยังทุกกลุ่มตรงเป้าหมาย”

ในส่วนของห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ทุกสาขา ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์, พารากอน ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ และบลูพอร์ต หัวหิน จัดแคมเปญ Salute Summer จนถึง 16 เม.ย.ศกนี้ ร่วมสร้างความคึกคักในช่วงซัมเมอร์นี้ จับจ่ายในห้างฯทุก 2,000 บาท ลุ้นชมเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่ประเทศอังกฤษ พร้อมแพ็กเก็จทัวร์ตะลุยซัมเมอร์ที่ประเทศอังกฤษ 6 วัน 5 คืน 8 รางวัล รวมมูลค่า 1.2 ล้านบาท และกิจกรรมในห้างสรรพสินค้าในเครือสนับสนุนโปรในช่วงซัมเมอร์นี้หลายรายการ.

 

ลุยเต็มสูบไทยแลนด์ 4.0 ดึง 2 อุตสาหกรรมฟื้นศักยภาพประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878862


กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ 2 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้ ครม.พิจารณาอนุมัติในเดือน มี.ค.นี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุน เพิ่มศักยภาพการพัฒนาประเทศ ไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ขณะที่บีโอไอคุยลั่นทุ่ง 13 เดือนที่ผ่านมา อนุมัติลงทุนอาร์แอนด์ดี 17 กิจการ

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ในเดือน มี.ค.นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายระยะเร่งด่วน และแผนดำเนินการระยะ 20 ปี (ปี 2559-2579) ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จำนวน 2 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ ยานยนต์แห่งอนาคต และหุ่นยนต์อัจฉริยะ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากที่ผ่านการพิจารณาจากคณะทำงานประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการลงทุน ตามแผนงานไทยแลนด์ 4.0

“รายละเอียดของแผนส่งเสริมยานยนต์แห่งอนาคต ได้มีการพิจารณาข้อมูล การผลิตรถยนต์ที่หลักสำคัญๆคือ รถยนต์สะอาด ปล่อยมลพิษน้อย ดังนั้น การผลิตจะครอบคลุมรถยนต์เชื้อเพลิงหลายชนิด อาทิ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รถยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และความต้องการใช้ในอนาคต ซึ่งเงื่อนไขสำคัญคือการมีตลาดรองรับ ซึ่งตามแผนจึงคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีความต้องการใช้รถอีวีมากขึ้น

ขณะที่ตลาดนำร่องจะมาจากการใช้ของภาครัฐ และในแผนที่จะนำเสนอ ได้มีข้อเสนอเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อรองรับการใช้งานอนาคต ส่วนประเด็นเรื่องการกำหนดสิทธิประโยชน์ เพื่อจูงใจภาคเอกชนให้ลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำลังจัดทำรายละเอียด รูปแบบจะคล้ายกับการลงทุนของรถยนต์ประหยัดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดวงเงินลงทุน และกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้เสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่ถูกลง และกรมสรรพากร จะมีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าที่เหมาะสม

นายศิริรุจกล่าวว่า แผนส่งเสริมหุ่นยนต์อัจฉริยะ จะเน้นส่งเสริมผู้ผลิตแผงวงจรสมองกลแบบฝังในตัวผลิตภัณฑ์ ที่จำเป็นต่อการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน โดยปัจจุบันผู้ผลิตกลุ่มนี้เป็นเอสเอ็มอี 100 ราย ด้วยกำลังผลิตที่น้อย จึงไม่เข้าเกณฑ์ ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม (รง.4) จึงขาดโอกาสในการขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ แผนส่งเสริม จึงได้เสนอให้มีการกำหนดหน่วยงานอิสระขึ้นมา เพื่อรับรองผลงานผลิตของผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรม ผู้บริโภค นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้ โดยหุ่นยนต์เป็นอุตสาหกรรม ที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่หากอุตสาหกรรมของประเทศไทยและประชาชนมีความต้องการใช้มากขึ้น ก็จะเกิดมูลค่าต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศ

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในกิจการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) หนึ่งในกิจการเป้าหมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเดือน ม.ค. 2559-ม.ค. 2560 ได้อนุมติส่งเสริมการลงทุน รวม 17 โครงการ มูลค่าลงทุน 2,506 ล้านบาท อาทิ อุตสาหกรรมเกษตร ยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ โดยเป็นการลงทุนของบริษัทชั้นนำในหลายๆ โครงการ อาทิ กิจการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กราฟิน (Graphene) ของบริษัทเฮเดล เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เป็นผู้นำด้านการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมรายใหญ่ของโลก จากอังกฤษ ซึ่งกราฟินอยู่ในกลุ่มนาโนเทคโนโลยี มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เมื่อมีการจัดเรียงโครงสร้างแล้ว จะเป็นวัสดุที่แข็งกว่าเหล็ก 5 เท่า มีคุณสมบัตินำความร้อน นำไฟฟ้า จึงช่วยรองรับอุตสาหกรรมด้านต่างๆ อาทิ อุปกรณ์สำหรับจอภาพที่บางและโค้งงอ ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า อากาศยาน หลอดแอลอีดี.

 

บางกอกแอร์เวย์สจับมือ Booking.com มอบตัวเลือกที่พักกว่า 1 ล้านแห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878725


สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ประกาศความร่วมมือกับ Booking.com ในการเชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พัก ผ่านเว็บไซต์บางกอกแอร์เวย์ส ทำให้เข้าถึงข้อมูลที่พักทั่วโลกกว่า 1.1 ล้านแห่ง พร้อมสิทธิประโยชน์ในการจองมากมาย…

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2560 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ประกาศความร่วมมือกับ Booking.com ในการเชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พักผ่านเว็บไซต์บางกอกแอร์เวย์ส ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวนี้ ลูกค้าของบางกอกแอร์เวย์สที่ใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์สามารถเข้าถึงตัวเลือกที่พักทั่วโลกกว่า 1.1 ล้านแห่งบน Booking.com พร้อมสิทธิประโยชน์ของการจองผ่าน Booking.com มากมาย อาทิ รับประกันราคาที่ดีที่สุด ไม่มีค่าธรรมเนียมการจองรวมไปถึงการยกเลิกการจองสำหรับที่พักส่วนมาก

อีกทั้งยังมีศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ ที่ให้บริการในหลากหลายภาษาตลอดทุกวัน 24 ชั่วโมง และเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเดินทางให้กับลูกค้าบางกอกแอร์เวย์ส ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางภายในประเทศ หรือ ต่างประเทศ ลูกค้าสามารถเลือกประเภทที่พักได้หลากหลายถึง 30 ประเภท ไม่ว่าจะเป็น อพาร์ตเมนต์ บ้านหรือโรงแรม เบดแอนด์เบรคฟาสต์ วิลล่า โฮสเทลและอื่นๆ อีกมากมาย

นายเดวิด เพลเลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Booking.com กล่าวว่า พันธกิจของ Booking.com คือการช่วยให้ผู้คนได้ออกไปสัมผัสโลกอันกว้างใหญ่ และการร่วมมือกับบางกอกแอร์เวย์สในครั้งนี้ ทำให้เราสามารถให้บริการแก่ลูกค้าของสายการบินได้โดยตรงและสะดวกสบาย ด้วยการเข้าถึงตัวเลือกที่พักอันหลากหลาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมประสบการณ์การเดินทางที่ไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพ

นางสาวสุมาลี ใช้เทียนทอง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่วนรายได้เสริมองค์กร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางกอกแอร์เวย์สมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการร่วมมือกับผู้ให้บริการระดับโลกด้านการจองที่พักออนไลน์ นโยบายของเราคือการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จและรวบรวมบริการเสริมต่างๆ ไว้บนเว็บไซต์ของเรา และ Booking.com ก็เป็นพันธมิตรที่ดีเยี่ยมในการผนึกกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เรากำลังเติบโตและขยายเครือข่ายจุดหมายปลายทาง.