‘พงษ์ภาณุ’ เดินหน้าท่องเที่ยวเชิงอาหาร สร้างความเชื่อมั่น สตรีทฟู้ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ค. 2560 01:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1009100

ปลัดฯ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา “เดินหน้าท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ลงพื้นที่ถนนข้าวสาร สร้างความเชื่อมั่น Street Food สะอาด ปลอดภัย มั่นใจ อาหารไทยริมทาง เชื่อจะเป็นตัวช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ…

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การท่องเที่ยว เชิงอาหาร (Street food) ในประเทศไทย นับว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ เนื่องจากอาหารไทยได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งประเทศที่มีนักท่องเที่ยวนิยมท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ สตรีทฟู้ด (Street food) ในประเทศไทย 5 อันดับแรก ประกอบด้วย จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา จึงเห็นได้ว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร จะเป็นส่วนช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศได้ ทั้งนี้ ในกรุงเทพมหานคร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีการจัดรณรงค์เรื่องการท่องเที่ยว เชิงอาหาร โดยถนนข้าวสารถือเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เนื่องจากเป็นพื้นที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวภาคค่ำ (Night Tourism) และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

ปลัด ก.ท่องเที่ยวฯ กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพมาตรฐาน ตลอดจนความสะอาดของพื้นที่ ซึ่งผู้ค้าจะต้องสวมหมวก สวมผ้ากันเปื้อน ภาชนะมีความสะอาด ทิ้ง ล้าง อย่างเหมาะสมเพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวในระยะยาว โดยจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยด้านอาหาร รวมถึงเน้นย้ำความปลอดภัยทางด้านชีวิตและทรัพย์สินให้แก่นักท่องเที่ยว โดยมอบหมายให้ตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ที่ประจำอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั้ง 15 จังหวัด 16 ศูนย์ เชื่อมั่นว่าจะเป็นการช่วยยกระดับและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในระดับสากลพื้นที่บริเวณถนนข้าวสารมีทั้งห้องอาหารและรถเข็น ประมาณ 170 แห่ง คาดว่าในปีนี้จะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 750 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 62 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ร้อยละ 60 เป็นรถเข็น/แผงลอย จำหน่ายอาหาร/เครื่องดื่ม/ของทานเล่น (แมลง)/ ของหวาน/ไอศกรีม/ไม้ อีกร้อยละ 40 เป็นร้านอาหารประเภทต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นอาหารไทย ญี่ปุ่น ตะวันตก

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เล็งเห็นถึงการท่องเที่ยวภาคค่ำ (Night Tourism) ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวมาใช้เวลาในประเทศมากขึ้น มีการพำนักค้างคืนและอยู่ยาวขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วิถีถิ่นแบบไทย (Local Experience) เป็นอีกหนึ่งทางที่จะสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยมากขึ้น โดยมุ่งเน้นใน 5 กิจกรรมการท่องเที่ยวหลัก คือ เส้นทางตามรอยพระบาท (Royal Project) การท่องเที่ยว ทางรถไฟ (Train Tourism) การจัดประชุมสัมมนา (MICE) สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างรายได้ และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ตลาดท่องเที่ยวเชิงอาหารในประเทศ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะสร้างการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึง สมดุล ยั่งยืน.

 

‘ดีมีเตอร์’ เปิดแอปพลิเคชันใหม่ ‘ฟีนิกซ์ทีวี’ ตอบโจทย์คนไทยยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1008940

“ดีมีเตอร์” รุกตลาดแอปพลิเคชัน หลังซื้อหุ้น “บลูฟีนิกซ์” 30% เปิดตัว “ฟีนิกซ์ทีวี” ก.ค.นี้ ตอบโจทย์คนไทยยุค 4.0 ชูแม่เหล็ก “ไลฟ์สด” ตั้งเป้าใน 1 ปีหลังให้บริการ กวาดส่วนแบ่งตลาดให้ได้ 50% หรือ 1,700 ล้าน…

จากกระแสของโลกกำลังมุ่งไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวรองรับการแข่งขัน โดยรัฐบาลได้กำหนดโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจว่าด้วย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วนให้มีการนำเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมมาปรับใช้ตั้งแต่อุตสาหกรรม การค้า การบริการ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม ฯลฯ เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบธุรกิจให้มีต้นทุนที่ต่ำลง มีผลตอบแทนที่สูง เข้ากับยุคสมัยของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคต

และส่งผลให้หลายบริษัทมีการตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนการบริหารธุรกิจใหม่ในรูปแบบต่างๆ ที่ต้องนำเครื่องมือและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสินค้าและบริการขององค์กร สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในธุรกิจที่สอดรับกับนโยบายการพัฒนาประเทศในระยะยาว ภายใต้โมเดลไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริงในการปรับตัวธุรกิจให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของสังคมคนรุ่นใหม่ที่อยู่กับโลกโซเชียลมากขึ้น

ล่าสุด บริษัท ดีมีเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DCORP มีการปรับโครงสร้างธุรกิจที่จะมุ่งสู่ธุรกิจดิจิทัล อินโนเวชั่นมากขึ้น โดย “นายอนิศ โอสถานุเคราะห์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DCORP มองว่า เป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะเติบโตอย่างมีศักยภาพอีกธุรกิจหนึ่งของบริษัท โดยพัฒนา “แอปพลิเคชัน” ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี และการเข้าถึงของผู้ใช้ได้อย่างสะดวกและง่าย โดยบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัท บลูฟีนิกซ์ จำกัด จำนวน 30% บริหารงานโดย “บริษัท ดีมีเตอร์ อินโนเวชั่น จำกัด” (DINNOVATION) ซึ่งบลูฟีนิกซ์ฯ ถือเป็นบริษัท Start-up ผู้พัฒนาฟีนิกซ์ทีวี (Finix TV) ในรูปแบบการให้บริการ Live Streaming Platform ผ่านระบบ Internet ที่สามารถใช้ได้ทุกอุปกรณ์การสื่อสาร และทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็น Android, iOS และ PC

ทั้งนี้การพัฒนา “แอปพลิเคชัน ฟีนิกซ์ทีวี” จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกและเป็นแอปพลิเคชันเจ้าแรกของไทย ที่ปัจจุบันมีผู้พัฒนาอยู่ 4-5 ราย ล้วนแล้วเป็นของต่างประเทศ บริษัทมั่นใจว่าแอปพลิเคชันที่จะเตรียมเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมนี้ จะเป็นแม่เหล็กที่สำคัญในการดึงดูดกลุ่มผู้เล่นที่จะเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มนี้ ทั้งเหล่าดีเจที่เป็นเน็ตไอดอล ที่ขณะนี้ได้มีการเซ็นสัญญาเข้ามาร่วมบนแอปฯ นี้แล้วกว่า 700 ราย

ส่วนเนื้อหาของ “แอปพลิเคชัน ฟีนิกซ์ทีวี” จะเป็นการ Live สด ที่จะมีการพัฒนาและต่อยอด โดยจะมีห้องต่างๆ สามารถเข้าชม เช่น ห้องข่าว ห้องดนตรี ห้องแฟชั่น ห้องหมอดู ห้องตลก หรือห้องท่องเที่ยว เป็นต้น นอกจากนี้ขีดความสามารถของ “แอปพลิเคชัน ฟีนิกซ์ทีวี” จะถูกพัฒนาขึ้นไปจนถึงขั้นสามารถรับชมคอนเสิร์ตผ่านระบบนี้ได้ และแอปพลิเคชันนี้เปิดให้มีการ Live สดได้แล้วในขณะนี้ ส่วนการพัฒนารายการสาระ รวมถึงความบันเทิงอื่นๆ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ และสามารถเปิดให้เข้าชมได้ในระยะเวลาอันใกล้

นอกจากนี้บริษัทได้วางเป้าหมายของธุรกิจนี้จะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และสามารถกินส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจ Live TV Platform ให้ได้ 50% หรือประมาณ 1,700 ล้านบาท ในระยะเวลา 1 ปี หลังจากที่มีการเปิดให้บริการ โดยนโยบายของธุรกิจดังกล่าว นับเป็นการก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งในด้านของพลังงานและดิจิทัล อินโนเวชั่น ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่กำลังเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป็นมิติของธุรกิจที่พร้อมไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ที่เป็นไปตามทิศทางของแผนการพัฒนาประเทศ.

 

หมดสิทธิ์ชักดาบ กรมบังคับคดี ย้ำลูกหนี้เงินเดือนไม่ถึง2หมื่น ต้องชำระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 18:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1008870

กรมบังคับคดี แจง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.วิธีความแพ่ง ฉบับที่ 30 มีผลบังคับใช้ 4 ก.ย. ลดขั้นตอนดำเนินการ ไม่ต้องรายงานศาลขออนุญาตขายทอดตลาด ย้ำลูกหนี้เงินเดือนไม่เกิน 2 หมื่น ยังต้องชำระหนี้ตามเดิม ไม่เช่นนั้นดอกเบี้ยจะท่วม…

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ชี้แจง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ซึ่งได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2560 มีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 60 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. เป็นต้นไป โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้นับเป็นการปฏิรูปการบังคับคดีทั้งระบบ เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการบังคับคดี และลดการประวิงคดี

ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับคดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญ คือ 1. กำหนดวิธีการยึดทรัพย์สินประเภทต่างๆ ให้มีความชัดเจนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 2. เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจออกคำสั่งอายัดได้เอง และอายัดสิทธิ์เรียกร้องได้ทั่วประเทศ 3. ยกเลิกขั้นตอนการรายงานศาลขออนุญาตขายทอดตลาด 4. การขายทอดตลาดสามารถดำเนินการในวันหยุด หรือนอกเวลาทำการปกติได้โดยไม่ต้องขออนุญาตศาล 5. การยื่นคำร้องขอให้กำหนดหรือคัดค้านวิธีการขาย ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 3 วัน นับแต่ทราบวิธีการขาย 6. ยกเลิกการคัดค้านราคาเสนอสูงสุดในการขายทอดตลาดและผูกพันราคา และ 7. ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีมีสิทธิ์เข้าสู้ราคาเองในการขายทอดตลาด เพื่อให้ได้ราคาที่ตนต้องการ หรือหาบุคคลอื่นมาสู้ราคา

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจ คือ ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี (ยึดไม่ได้) ประกอบ 1. เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน และเครื่องใช้สอยส่วนตัว ในส่วนที่ราคาประเมินไม่เกิน 20,000 บาท 2. สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ในส่วนที่ราคาประเมินไม่เกิน 100,000 บาท 3. สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยเหลือหรือแทนอวัยวะ 4. ทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย เช่น ที่ดินที่ยังอยู่ภายในระยะเวลาห้ามโอน และ 5. ทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย

ส่วนเงินหรือสิทธิ์เรียกร้องที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี (อายัดไม่ได้) ประกอบด้วย 1. เบี้ยเลี้ยงชีพตามที่มีกฎหมายกำหนด 2. เงินเดือนของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยงานราชการ 3. เงินเดือนของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการ หรือลูกจ้างในหน่วยงานราชการ เงินเดือนไม่เกิน 20,000 บาท 4. เงินรายได้บุคคลภายนอกยกเป็นคราวๆ เพื่อเลี้ยงชีพ เงินเดือนไม่เกิน 20,000 บาท

5. บำเหน็จ หรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการหรือลูกจ้างในหน่วยงานราชการ หรือลูกจ้างในหน่วยงานราชการ ในส่วนที่ไม่เกิน 30,000 บาท และ 6. เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับ อันเนื่องจากความตายของบุคคลอื่นตามจำนวนที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตาย โดยระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา ซึ่งลูกหนี้ก็ต้องใช้หนี้ตามกฎหมาย และให้เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีเป็นผู้ไกล่เกลี่ย

พร้อมย้ำว่า ลูกหนี้ที่ถูกบังคับคดีตามกฎหมายเดิมยังต้องชำระหนี้ตามเดิม จะอ้างว่ามีเงินเดือนไม่ถึง 20,000 บาทไม่ได้ ซึ่งยอมรับว่า กฎหมายที่ออกมามีผลสะท้อน 2 ด้าน ฝ่ายลูกหนี้อาจจะดีใจคิดว่าไม่ต้องชำระหนี้ ขณะที่เจ้าหนี้ก็คิดว่าจะไม่ได้หนี้คืน เพราะไม่รู้จะบังคับหนี้อย่างไร แต่สิ่งที่กรมบังคับคดีเป็นห่วงคือ กลัวประชาชนจะไม่มีวินัยทางการเงิน

“อยากทำความเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ออกมาเพื่อปลดหนี้ แต่ช่วยดูแลให้ลูกหนี้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ และยืนยันว่าเมื่อเป็นหนี้ยังต้องชำระ ไม่เช่นนั้นดอกเบี้ยก็จะท่วม และควรจะเลือกการผ่อนจ่ายหรือเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อลดต้นและลดดอก ซึ่งกรมบังคับคดีพร้อมจะดูแลทั้ง 2 ฝ่าย”

 

สิ้นสุดผ่อนผันแรงงานต่างด้าว ตม.มาเลย์ จับคนไทยลอบทำงาน กว่า 100 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1008707

ตม.มาเลเซีย จับคนไทยลักลอบทำงานกว่า 100 ราย หลังสิ้นสุดผ่อนผันแรงงานต่างด้าว แนะคนที่จะเข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ให้ไปอย่างถูกกฎหมาย ห้ามลักลอบโดยเด็ดขาด..

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย แจ้งว่า กรมการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาเลเซียประกาศว่า ได้เริ่มปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมนายจ้างและลูกจ้าง ที่เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายทั่วประเทศอย่างเข้มงวด

หลังสิ้นสุดระยะเวลา การออกบัตรอิเลกทรอนิกส์ (E-Kad) ผ่อนผันให้กับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ไม่มีหนังสือเดินทาง ตามโครงการ Rehiring Program เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยในช่วงวันที่ 1-10 ก.ค. 60 สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายได้ จำนวน 3,014 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นคนไทย จำนวน 111 คน และดำเนินคดีนายจ้างแล้ว 57 ราย

ทั้งนี้ ตม.มาเลเซีย ยังย้ำอีกว่าปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมอย่างเข้มงวดในครั้งนี้ จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่มีกำหนดสิ้นสุด กรมการจัดหางาน ขอแนะนำให้คนไทยในมาเลเซีย ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างรีบดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายมาเลเซีย ย้ำผู้ประสงค์จะไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียให้ไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่าลักลอบเข้าไปโดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม การเข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซียทุกอาชีพและทุกประเภท จะต้องได้รับอนุญาตให้ทำงาน (work permit) ซึ่งหากพบว่าเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จะมีโทษรุนแรง ปรับไม่เกิน 10,000 ริงกิต หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับและถูกเฆี่ยน 6 ครั้ง

รวมทั้ง ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับตามระยะเวลาของโทษคือ 6 เดือน ถึง 1 ปี ปรับ 2,100 ริงกิต มากกว่า 2 ปี ถึง 6 ปี ปรับ 3,000 ริงกิต หรือทั้งจำทั้งปรับ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694.

 

พาณิชย์ ชี้เอกชนแห่ซื้อข้าวสต็อกรัฐบาล ลอตสุดท้ายกว่า 1.6 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 18:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1008814

พาณิชย์ เผย เอกชน 11 ราย เหมาซื้อข้าวสต็อกรัฐบาล 1.6 แสนตัน มูลค่า 1,135 ล้านบาท ยืนยันการประมูลข้าว รวมทั้งการตัดสิทธิ์เอกชนบางรายทำถูกต้องทุกขั้นตอน…

วันที่ 18 ก.ค. 60 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึง การเปิดประมูลข้าวสต็อกรัฐบาลทั่วไปปริมาณ 160,000 ตัน ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพดีลอตสุดท้าย ว่า มีผู้ยื่นซองเสนอราคา 12 ราย แต่ยื่นซื้อราคาสูงสุด 11 ราย ใน 24 คลัง คิดเป็น 99.93% ของปริมาณข้าวที่นำมาเปิดประมูลทั้งหมด

สำหรับมูลค่าที่เสนอซื้อ 1,135.96 ล้านบาท โดยช่วงราคาเสนอซื้อสูงสุดตันละ 4,527-10,200 บาท และเหลืออยู่เพียง 4 คลัง หรือประมาณ 100 ตัน ที่ไม่มีการยื่นซื้อ โดยจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาให้ความเห็นชอบการจำหน่ายในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม หากสามารถขายลอตนี้ได้หมด 160,000 ตัน จะทำให้เหลือข้าวสต็อกรัฐบาล 2.6 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค 2.1 ล้านตัน และข้าวเสื่อมเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่ทั้งคนและสัตว์บริโภค 500,000 ตัน ซึ่งยังติดคดีที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้ชะลอการขายไว้ก่อน หลังจากที่บริษัทแห่งหนึ่งที่ถูกตัดสิทธิ์การประมูลข้าวฟ้องร้องต่อศาลฯ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าร่วมการประมูล ซึ่งกรมฯ ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฯ ไปแล้ว

ทั้งนี้ กรมฯ ได้ยืนยันว่า การประมูลข้าว รวมทั้งการตัดสิทธิ์เอกชนบางราย ทำถูกต้องตามขั้นตอน ทุกอย่างชี้แจงได้หมด ซึ่งการที่ชะลอการขายออกไป ส่งผลกระทบหลายส่วน ทั้งแผนระบายข้าว และทำให้รัฐต้องรับภาระค่าจัดเก็บข้าวในส่วนที่เหลือถึงวันละ 5 ล้านบาท หรือเสียบ้านไปวันละ 1 หลัง รวมถึงความไม่มั่นใจต่อระบบการค้าข้าว ที่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่หากขายได้เร็ว รัฐจะได้เงินจากการขายกว่า 20,000 ล้านบาท.

 

แฉ ‘เนท’ฝรั่งป่วน ไร้เวิร์กเพอร์มิต จ่อขึ้นใบดำพฤติกรรมไม่สร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 17:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1008760

ก.แรงงาน ยัน “นาธาน-มายเมตเนท” ยูทูบเบอร์จอมป่วน วางเหรียญบนรางรถไฟ ไม่เคยยื่นขอเวิร์กเพอร์มิต มีความผิดลักลอบทำงาน แต่ดวงเฮงได้อานิสงส์ พ.ร.ก.ต่างด้าว ชะลอโทษ 180 วัน จ่อขึ้นใบดำห้ามทำงาน ชี้พฤติกรรมไม่สร้างสรรค์สังคม…

ที่กระทรวงแรงงาน วันที่ 18 ก.ค. นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวถึงกรณี นายนาธาน ธานเนอร์ บาร์ลิ่ง หรือ มายเมตเนท อายุ 24 ปี ถูก รฟท.แจ้งความเอาผิดที่วางเหรียญบนรางรถไฟถ่ายคลิปเพื่อการโฆษณา ว่า หลังถูกแจ้งข้อหา นายนาธาน อ้างว่ากำลังจะได้เวิร์กเพอร์มิต หรือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย แต่จากการตรวจสอบข้อมูลของกรมการจัดหางาน ไม่พบข้อมูลที่นายนาธานยื่นขอเวิร์กเพอร์มิต จึงเป็นชาวต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานในประเทศ ดังนั้น การทำงานเป็นเจ้าหน้าที่บริษัท มาย เมต เนท สตูดิโอ จำกัด ที่ระบุว่าประกอบกิจการถ่ายทำโฆษณา สื่อวิดีโอทุกชนิด จึงมีความผิดสมบูรณ์ เพราะมีการทำงานเกิดขึ้น ถึงแม้จะอ้างว่าแค่นำคลิปวิดีโอไปเผยแพร่ในยูทูบ แต่ก็เป็นการเผยแพร่เพื่อเรียกยอดวิวจากคนดู เพื่อการโฆษณาทำให้มีรายได้ แม้จะเป็นการสร้างรายได้ในโลกโซเชียล แต่เป็นการทำขณะอยู่ในประเทศไทยจึงมีความผิด

นายวรานนท์ กล่าวอีกว่า นายนาธาน มีความผิดฐานลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ถือว่าดวงเฮงมาก เพราะอยู่ในช่วงชะลอโทษ จาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เป็นเวลา 180 วัน โดยโทษตามความผิดจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป ขณะนี้จึงเอาผิดในข้อหาลักลอบทำงานไม่ได้

ทั้งนี้ นายนาธาน สามารถเข้ามาขอเวิร์กเพอร์มิต ที่กระทรวงแรงงาน หรือไปที่สำนักงานจัดหางานเขตพื้นที่ 1-10 ในกรุงเทพฯ ก็ได้ เมื่อขอเข้ามาชื่อจะปรากฏในระบบ ส่วนจะได้รับการพิจารณาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ออกใบอนุญาตทำงาน หากมีพฤติกรรมไม่สร้างสรรค์สังคม ก็อาจไม่ออกใบอนุญาต ซึ่งเมื่อดูประวัติของนายนาธานที่ถ่ายคลิปไว้หลายคลิป ก็ถือว่าเข้าข่ายไม่สร้างสรรค์ เยาวชนคนไทยอาจเอาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แต่จะให้โอกาสได้ชี้แจงเหตุผล หากจะกลับเนื้อกลับตัว อาจอนุญาตให้ทำงาน แต่หากมีพฤติกรรมซ้ำรอยเดิม ก็สามารถเพิกถอนได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2560 แต่เพราะบทลงโทษสูงมาก มียอดปรับนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายสูงถึง 8 แสนบาท  จึงส่งผลกระทบกับนายจ้างและผู้ประกอบการรายย่อยที่เรียกร้องให้ชะลอการบังคับใช้ คสช.จึงออกประกาศมาตรการชั่วคราว โดยให้ชะลอโทษเป็นเวลา 180 วัน เพื่อให้แรงงานต่างด้าวไปดำเนินการให้ถูกต้อง ซึ่งอานิสงส์จากการชะลอโทษ ยังรวมไปถึงคนต่างด้าวชาติอื่น นอกเหนือจากลาว กัมพูชา และเมียนมา ไม่ต้องรับโทษใน 4 มาตรา คือ 101 102 119 และ 122 โดยนายนาธานเข้าข่ายเป็นต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามมาตรา 101 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 – 100,000 บาท ส่วนนายจ้างมีความผิดตามมาตรา 102 รับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน มีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาท ต่อต่างด้าว 1 คน.

 

ครม.เห็นชอบเกณฑ์ใหม่ ตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ปิดทางนักการเมืองหาประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1008757

ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ใหม่ แต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ เน้นโปร่งใส รอบคอบ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ปิดทางนักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์เหมือนในอดีต…เมื่อวันที่ 18 ก.ค. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เสนอ เรื่องแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากภายในเดือน ก.ค.60 นี้ มีกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ 20 แห่งที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง ดังนั้นเพื่อให้สามารถพิจารณาแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และให้นำสมรรถนะหลักและความรู้ที่จำเป็น (Skill Matrix) ตรงต่อความต้องการของรัฐวิสาหกิจ ทาง คนร.จึงได้นำเสนอเรื่องดังกล่าวให้ ครม.พิจารณาโดยเร่งด่วน

“ในเดือน ก.ค.นี้ จะมีรัฐวิสาหกิจ 20 แห่ง ที่กรรมการครบวาระการดำรงตำแหน่งและจำเป็นต้องแต่งตั้งใหม่ จึงต้องมีการปรับปรุงแนวทางการแต่งตั้งกรรมการัฐวิสาหกิจให้โปร่งใส รอบคอบ เป็นไปตามการกำกับดูแลกิจการที่ดี”

นอกจากนี้หลักเกณฑ์ใหม่แต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ 9 ข้อ ยังจะช่วยให้นักการเมืองไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบอร์ดของรัฐวิสาหกิจได้เหมือนเช่นในอดีต ทำให้ขณะนี้จะมีรัฐวิสาหกิจ 1 ใน 3 ที่จะเข้าสู่กฎเกณฑ์ใหม่ และในอนาคตเมื่อหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่นมีกรรมการที่ครบวาระ จะเริ่มทยอยใช้กฎเกณฑ์ใหม่นี้ไปจนครบทั้ง 56 แห่ง

ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงบทบัญญัติของกฎหมายรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ที่ให้อำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนประกอบด้วย เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2537 เรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการพ้นจากตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ และบทกำกับข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ

สำหรับคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ครบวาระและกำลังจะแต่งตั้งใหม่ 20 แห่ง จากรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศทั้งหมด 56 แห่ง เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร, องค์การคลังสินค้า, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, โรงงานไพ่ และองค์การสุรา เป็นต้น โดยคาดว่าจะทยอยแต่งตั้งคณะกรรมการที่ครบวาระตามหลักเกณฑ์ใหม่ครบทั้ง 56 แห่งได้ภายใน 3 ปี.

 

ครม.ตั้ง ‘นันทวัลย์ ศกุนตนาค’ ขึ้นเป็นปลัดพาณิชย์หญิง คนที่ 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 17:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1008719

ครม.อนุมัติ แต่งตั้ง “นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน” ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีผล 1 ต.ค. ถือเป็นผู้หญิงที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงพาณิชย์เป็นคนที่ 5 ติดต่อกัน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560 มีมติแต่งตั้งให้นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ แทน น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2560 โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 เป็นต้นไป โดยนางนันทวัลย์ ถือเป็นผู้หญิงคนที่ 5 ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงพาณิชย์ นับจากนางวัชรี วิมุกตายน ซึ่งเป็นปลัดหญิงคนแรก ต่อด้วยนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร และน.ส.วิบูลย์ลักษณ์

สำหรับนางนันทวัลย์ จบการศึกษาปริญญาตรีบัญชีบัณฑิต (การเงินและการธนาคาร) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท MBA ด้านการตลาด และด้านธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐฯ เริ่มรับราชการตั้งแต่ปี 2526 ที่กรมพาณิชย์สัมพันธ์ (ปัจจุบัน คือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ), ปี 2537 เป็นผู้อำนวยการกองการตลาดต่างประเทศ 2 กรมส่งเสริมการส่งออก, ปี 2541 ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี, ปี 2544 เป็นผู้เชี่ยวพิเศษด้านการส่งเสริมการส่งออก กรมส่งเสริมการส่งออก

จากนั้นปี 2545 เป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก, ปี 2546 เป็นรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, ปี 2550 ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นที่ปรึกษาการพาณิชย์ และผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์, ปี 2551 เป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปี 2552 เป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ปี 2553 เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก, ปี 2555 เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, ปี 2555 เป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปี 2556 เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, ปี 2558 เป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และปี 2559-ปัจจุบัน เป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน และล่าสุดได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์.

 

‘พาณิชย์’ ยันไทย มีระบบดูแลการส่งออก ‘สินค้าสองทาง’ เข้มงวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1008387

‘พาณิชย์’ ยันไทยมีระบบควบคุมดูแลการส่งออกสินค้าใช้ได้สองทางเข้มงวด ปิดทางนำไปใช้ผลิตเป็นอาวุธทำลายล้างสูง สร้างความมั่นใจให้คู่ค้าทำการค้ากับไทยปลอดภัย ไร้ปัญหาก่อการร้าย และไม่ถูกนำมาเป็นข้ออ้างกีดกันการค้าแน่นอน

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าได้ย้ำให้ประเทศต่างๆ ได้รับรู้ และมั่นใจว่าไทย มีระบบควบคุมดูแลสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual–use Items: DUI) และมั่นใจได้ว่าไทยทำการค้าปลอดภัย เพราะมีการป้องกันการนำสินค้า DUI ไปผลิตเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) และป้องกันปัญหาการก่อการร้ายอย่างเต็มที่

สำหรับ การที่ไทยมีมาตรการควบคุมดูแลสินค้า DUI จะทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากสากลว่าการส่งออกสินค้าดังกล่าว ที่มีความเสี่ยงจะนำไปใช้ทำอาวุธร้ายแรงนั้น มีความปลอดภัย ทำให้คู่ค้ามั่นใจในการทำการค้ากับไทย และยังกล้าเข้ามาลงทุนผลิตสินค้า DUI ในไทย รวมทั้งจะช่วยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นศูนย์กลางการส่งออกถ่ายลำ และผ่านแดนสินค้า DUI ในอาเซียนตอนบนได้

“ผลจากการที่ไทยมีมาตรการดูแลสินค้าที่ใช้ได้สองทาง จะช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศคู่ค้ามากล่าวหาว่าไทยไม่มีระบบควบคุมดูแลสินค้า ที่จะนำไปใช้ทำอาวุธร้ายแรงและป้องกันการก่อการร้าย จนนำมาใช้เป็นข้ออ้างกีดกันทางการค้ากับไทย และยังช่วยปกป้องมูลค่าการส่งออกสินค้า ที่เข้าข่ายเป็นสินค้า DUI ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 2.27 ล้านล้านบาทต่อปี ไม่ให้ได้รับผลกระทบด้วย”

นายวินิจฉัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้พัฒนาระบบควบคุมดูแลสินค้า DUI เริ่มจากการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์กำหนดให้สินค้าที่ใช้ได้สองทางเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตและกำหนดสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2558 และได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับการขออนุญาตการส่งออกผ่านทางออนไลน์ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการ

ล่าสุด ได้ผลักดันให้มี พ.ร.บ.การค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ขณะนี้อยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ หากมีผลบังคับใช้ จะทำให้ไทยดูแลการส่งออก การผ่านแดน การถ่ายลำ การเป็นคนกลาง การสนับสนุนทางการเงินและการดำเนินการใดๆ ในการพัฒนา ผลิต จัดหา ครอบครอง ขนส่งที่เกี่ยวข้องกับสินค้าดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทย โดยกระทรวงฯ ได้จัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่าปีละ 10 ครั้ง มีผู้เข้าอบรมกว่า 2,000 ราย โดยมุ่งให้ความรู้เกี่ยวกับความจำเป็นและการป้องกันไม่ให้มีการนำสินค้าที่ใช้ได้สองทางไปทำอาวุธหรือนำไปใช้ในการก่อการร้าย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจและมีความพร้อมในการควบคุมดูแลการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางมากขึ้น

สำหรับ สินค้าที่ใช้ได้สองทาง ที่สามารถนำไปผลิตดัดแปลงเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงได้ เช่น เส้นใยคาร์บอนที่ใช้ผลิตอุปกรณ์กีฬา ได้แก่ ไม้เทนนิส ไม้แบดมินตัน สามารถใช้ผลิตชิ้นส่วนของขีปนาวุธ, สารไตรเอธาโนลามีนที่ใช้ทำสบู่ ผงซักฟอก หรือโลชั่น นำมาเป็นสารพิษ ควันพิษ, ทอเรียมที่ใช้ผลิตไส้ตะเกียง นำมาดัดแปลงเป็นอาวุธนิวเคลียร์, เซรุ่ม นำมาผลิตเป็นอาวุธชีวภาพทำลายระบบประสาท และระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น โดยปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางประมาณ 2 ล้านล้านบาท

 

กรมทางหลวง เร่งสร้างถนนเข้าแหล่งท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 12:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1008277

กรมทางหลวง เด้งรับนโยบายเร่งสร้างถนนเข้าแหล่งท่องเที่ยว พร้อมเปิดถนนรับหน้าฝนเข้าวนอุทยานภูลังกา จ.พะเยา ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาช่วงปลายฝนต้นหนาว ระหว่าง ต.ค.–ธ.ค. นี้..

วันที่ 19 ก.ค. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า เพื่อดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่จะทำถนนเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยว กรมทางหลวงโดยแขวงทางหลวงน่านที่ 2 จึงได้ดำเนินการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 1148 ตอน ท่าวังผา – ผาหลัก ระหว่างกิโลเมตรที่ 0 ถึงกิโลเมตรที่ 50 ในพื้นที่ อำเภอท่าวังผา อำเภอสองแคว และอำเภอเชียงคำ จังหวัดน่าน ระยะทางรวม 50 กิโลเมตร

พร้อมทั้งเตรียมอำนวยความปลอดภัยแก่ผู้เดินทาง โดยการตีเส้นจราจร ทำความสะอาดป้ายจราจร ป้ายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ตัดหญ้าบริเวณสองข้างทาง ฯลฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพของทางหลวงและวิสัยทัศน์ในการขับขี่

ทั้งนี้ ทางหลวงหมายเลข 1148 ยังเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ใช้เดินทางไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา คือวนอุทยานภูลังกา เป็นจุดชมทะเลหมอกแห่งเดียวของจังหวัดพะเยา จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นลง สามารถมองเห็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งอยู่ระหว่าง ต.ค. – ธ.ค. นี้

สำหรับผู้สนใจจะเดินทางไปท่องเที่ยววนอุทยานภูลังกานั้น สามารถใช้เส้นทางดังนี้ จากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1080 สายน่าน-ทุ่งช้าง เมื่อถึงอำเภอท่าวังผา ระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร แล้วให้แยกไปทางซ้ายมือตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1148 สายท่าวังผา-สองแคว ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร เมื่อถึงอำเภอสองแควแล้วให้แยกไปตามทางซ้ายมือตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1097 สายสองแคว-เชียงคำ ระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านสะเกิน ตำบลยอด อำเภอสองแคว จากหมู่บ้านขึ้นไปบนภูลังกาอีกไม่เกิน 20 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทางโปรดระมัดระวังการใช้เส้นทาง เพื่อความสะดวกปลอดภัยของผู้ร่วมทาง หากต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง สภาพการจราจรหรือขอความช่วยเหลือต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ แขวงทางหลวงน่านที่ 2 โทร. 0 5468 2232 หรือสายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรี ทุกเครือข่ายตลอด 24 ชม.