แก้ปัญหาประมงยังไม่หลุดโซ่ตรวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007899

“อียู” ยืนหยัดสถานะไทยใบเหลือง

ผู้สื่อข่าวรายจากทำเนียบรัฐบาล ว่า จากที่เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป (อียู) ได้เดินทางมาตรวจการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุมหรือไอยูยู ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 1-16 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น อียูมีท่าทางที่ดีต่อประเทศไทย คาดว่าอียูจะคงสถานะของไทยไว้ที่ใบเหลืองต่อไป ถึงแม้อียู จะพอใจในการแก้ไขปัญหาของไทยในหลายด้านก็ตาม ซึ่งปีนี้ไทยได้เร่งรัดออกกฎหมาย ให้ครอบคลุมการทำประมงมากขึ้น ล่าสุด ได้แก้ไข พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ฉบับที่ 2 แล้ว ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญเพื่อควบคุมการทำประมงพื้นบ้านกว่า 32,000 ลำ และส่วนใหญ่เป็นเรือไร้สัญชาติได้รับผลกระทบ ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อเสนอแนะของอียู แต่รัฐบาลไทยพยายามดำเนินการ เพื่อให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมประมงทั้งระบบ

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ไทยทำดีกว่าที่คิดไว้มาก เหลือเพียงเรื่องบุคลากรที่ยังไม่มีความชำนาญในการตรวจสอบเรือที่คาดว่าทำผิดกฎหมาย ดังนั้นจะหารือกับอียู เพื่อขอให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาสอนเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน และการตรวจสอบ หรือหากจำเป็นก็ต้องหาผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบการแก้ปัญหาไอยูยู จากประเทศที่แก้ปัญหาไอยูยูได้แล้วเข้ามาช่วยเหลือ

“อียูพอใจการทำงานของไทย เพราะเห็นความชัดเจนและข้อแตกต่าง และรัฐบาลมีความตั้งใจ ที่กำหนดกฎระเบียบ กติกาที่เป็นสากลได้มาตรฐานตามที่อียูกำหนด และยังบังคับใช้กฎหมายดีขึ้นมาก มีการลงโทษทางปกครองมากกว่า 1,000 ราย และอียูยังได้ทำหนังสือส่งไปถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลการแก้ปัญหาไอยูยู พร้อมคำแนะนำให้ไทยต้องดำเนินการต่อจากนี้ไป”

นายสะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยและเครือข่ายชุมชนชายฝั่งทะเล กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ได้เห็นชอบให้ยกเลิกมาตรา 34 ใน พ.ร.ก.ประมง พ.ศ.2558 ที่ห้ามมิให้ผู้ได้รับอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน ทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่งนั้นเกิน 3 ไมล์ทะเล แต่ใน พ.ร.ก.ประมงฉบับล่าสุด ยังคงมีเนื้อหาดังกล่าวอยู่ จึงต้องการให้ รมว.เกษตรฯ ยกเลิกมาตรา 34 และเร่งออกประกาศกระทรวง กำหนดขนาดและสัดส่วนสัตว์น้ำขนาดเล็กที่ห้ามนำขึ้นเรือประมง อาทิ ปลาทูต้องจับได้ขนาดต่ำกว่า 35 ตัวต่อ 1 กิโลกรัมและจับได้โดยบังเอิญได้ไม่เกินอัตรา 10% ของน้ำหนักปริมาณสัตว์น้ำทั้งหมด เป็นต้น.

 

สูงวัยสไตล์ “หมอเสริฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007000

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเป็น “แพทย์” รวมทั้งยังเป็นเจ้าของโรงพยาบาลกว่า 50 แห่งในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้สูงวัยต้นแบบ

ด้วยวัย 84 ปี นายแพทย์ปราเสริฐยังบริหารธุรกิจ อันประกอบด้วย 50 โรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี รวมทั้งโปรเจกต์ใหม่ศูนย์สุขภาพ BDMS Wellness Clinic ปาร์คนายเลิศ ซึ่งมีกำหนดทดลองเปิดให้บริการในเดือน พ.ย. นี้ แบบเต็มเวลา ความจำยังคงแม่นยำ รูปร่างสมาร์ท หลังตรง ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงไม่ต่ำกว่า 10 ปี

“ผมอายุขนาดนี้ ที่ทำได้คือประคองตัวเอาไว้ สำหรับผู้สูงวัย ที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือระวังหกล้ม ถ้าหกล้ม ระบบจะเสียหมด เหมือนรถยนต์ที่เรานั่งนั่นแหละ”

เขาเล่าว่า โรคภัยไข้เจ็บในยุคนี้ แม้จะรักษายากขึ้น แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้า ก็ทำให้เราสามารถป้องกันโรคหลายชนิดได้แต่เนิ่นๆ แค่เพียงตรวจเจอได้เร็ว ป้องกันได้เร็ว จะใช้เงินรักษาน้อยลง หรือบางโรค แก้ที่ต้นทางได้ แก้แล้วโรคจะไม่เกิด

และนี่คือหลักการของเวชศาสตร์ป้องกันหรือ Preventive Medicine ซึ่ง “หมอเสริฐ” อธิบายว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นศาสตร์ทางการแพทย์ที่มีมาแต่โบราณ เพียงแต่ในยุคก่อนคนไทยมีอายุไม่ยืนยาวนัก เฉลี่ย 60-65 ปี ก็เสียชีวิตแล้ว เรียกว่าไม่ทันได้แก่ ก็ตายเสียก่อน

การแพทย์ในยุคนั้น จนถึงปัจจุบันจึงเป็นเพื่อการรักษามากกว่าการป้องกัน

แต่ในยุคนี้ คนไทยอายุยืนขึ้น อายุเฉลี่ยผู้หญิงไทยล่าสุดอยู่ที่ 79 ปี ผู้ชายอยู่ที่ 74 ปี เราเริ่มเห็นคนอายุ 80 ปีขึ้นไปมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัย ในระยะเวลาไม่นานจากนี้ คนในวัย 60-80 ปี จะมีสัดส่วนสูงถึง 25% ของประชากรทั้งหมด

“คนรุ่นผมถือว่าเกษียณมา 24 ปีแล้วนะ ที่เรียนหมอมาด้วยกัน ส่วนใหญ่ก็คิดว่าสบายแล้ว ได้เงินเดือนหลังเกษียณเดือนละ 48,000 บาท อยู่สบายแล้ว ปรากฏค่าครองชีพสมัยนี้ ทุกอย่างแพงหมด และถ้าป่วยที อายุ 60 ขึ้นไปนี่จะป่วยหนัก ป่วยเยอะ ใช้เงินรักษามหาศาล”

เมื่อคนเรามีแนวโน้มที่จะอายุยืนยาวขึ้น ก็ควรจะหาวิธีป้องกันให้ได้มีโอกาสแก่อย่างมีสุขภาพ ตายยาก ไม่ใช่มีชีวิตอยู่แต่ต้องนอนอยู่แค่บนเตียง

“ไม่ว่าโรคอะไรก็ตาม ถ้าเราแก้ได้ตั้งแต่ต้นทาง มันอาจจะไม่เกิด อย่างโรคมะเร็ง เรารักษาให้คนเป็นมะเร็งน้อยลงได้ ป้องกันได้ หรือถ้าเจอมะเร็งเร็ว โอกาสรักษาให้หายก็มีสูง”

เทคโนโลยีทางการแพทย์ในยุคปัจจุบันก้าวหน้าไปถึงขั้น เจาะเลือดทีเดียวตรวจได้ 100 อย่าง รู้ระบบร่างกายทั้งหมด เช็กได้หมดมีแนวโน้มเป็นมะเร็งไหม เป็นที่ไหน

“ตอนนี้เขาก้าวล้ำไปถึงการใช้จีพีเอส (GPS) ใส่เข้าไปในร่างกายคนเพื่อค้นหามะเร็ง อุปกรณ์ตรวจมีแค่กล้อง ไฟฉาย กล้องถ่ายรูป มีด แล้วก็จีพีเอส เจอเซลล์ที่มีแนวโน้มเป็นเซลล์มะเร็งก็ตัดออกมา ส่งเข้าห้องแล็บพิสูจน์ แล้วก็ทราบผลทันทีภายในครึ่งชั่วโมง”

หรือจะเป็นเครื่องเอกซเรย์แบบ Bi-plane ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์แบบ 2 ระนาบ สร้างภาพอวัยวะเสมือนจริงแบบ 3 มิติ ดูได้ละเอียดกว่าเครื่องเอกซเรย์แบบเดิม

“เรื่องความไม่ละเอียดของเครื่องเอกซเรย์แบบเก่า ทำให้บางครั้งเราเจอกรณีคนไข้เพิ่งไปตรวจเช็กสุขภาพ เอกซเรย์พบปอดไม่มีปัญหา แต่ปรากฏให้หลัง 7 เดือน เสียชีวิตจากมะเร็งปอด เพราะปอดคนเรา มีถุงลมจำนวนมาก ซับซ้อน ต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ตรวจได้ละเอียดขึ้น”

เขายังอธิบายถึงการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บว่า การออกกำลังกายถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องทำให้เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคนด้วย เช่น การวิ่งอาจไม่เหมาะกับบางคนเพราะทำให้เข่าพัง หากต้องการวิ่งก็ควรวิ่งในน้ำ เพราะน้ำจะช่วยผ่อนแรงกระแทก

การแพทย์ในยุคต่อจากนี้ คือต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรค เพื่อแก้ปัญหาคนไข้ล้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐ

เขายังแสดงความเป็นห่วงต่ออัตราการเสียชีวิตของคนไทยที่เกิดจากอุบัติเหตุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เป็นการตายแบบไม่จำเป็น เฉพาะเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เฉลี่ยมีคนตายเทศกาลละ 300 กว่าคน เฉพาะ 2 เทศกาลนี้ตายปีละเฉลี่ย 700 คน 10 ปี ก็ 7,000 คน ที่น่าเสียดายคือส่วนใหญ่เป็นผู้ชายในวัยทำงาน

“ที่หนักกว่านั้น บางคนไม่ตาย แต่พิการช่วยตัวเองไม่ได้ กลายเป็นภาระสังคม คุณรู้ไหมจำนวนผู้พิการจากอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่-สงกรานต์มีมากกว่าคนตาย 10 เท่า คือตาย 1 คน พิการ 10 คน ปีหนึ่งๆ มีคนตาย 700 คน ก็มีคนพิการ 7,000 คน 10 ปีก็ 70,000 คน และเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งต้องกลายเป็นภาระครอบครัวและสังคมไม่มีโอกาสได้แก่อย่างมีคุณภาพ”

แต่สำหรับคนที่โชคดี มีโอกาสแก่ ก็ควรดูแลรักษาสุขภาพ หาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ ก่อนวัยเกษียณ เพราะถ้ารอให้เกษียณหลังอายุ 60 ปี เซลล์ต่างๆมันเสียไปแล้ว โรคจะรุมเร้า ดังนั้นก่อนจะแก่ ทำไมไม่รักษาตัวให้ดี.

ศุภิกา ยิ้มละมัย

 

หนี้ ธปท.ไม่ใช่หนี้สาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007894

สบน.ยันแก้กฎหมายหวังความเป็นสากล

สบน. แจงเหตุแก้ไข พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ หวังให้การบริหาร และนับหนี้ของไทยเป็นสากลมากขึ้น ยันไม่นับรวมหนี้ ธปท.เป็นหนี้สาธารณะ เพราะไม่มีประเทศใดในโลกนับรวมหนี้ภาคการเงินด้วย นับเฉพาะหนี้ภาคการคลังเท่านั้น ย้ำชัดตัดหนี้ ธปท.ออก ไม่ทำให้หนี้สาธารณะลดลง พร้อมทำแผนกู้เงินรถไฟไทย–จีนก้อนแรก 1.7 พันล้านบาท

นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงการแก้ไข พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะว่า ล่าสุดอยู่ระหว่างการส่งเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาก่อนให้มีผลบังคับใช้ต่อไป สำหรับสาระของการแก้ไขมี 3 ประเด็น คือ 1.แก้ไขนิยาม “หนี้สาธารณะ” โดยไม่นับรวมหนี้ของหน่วยงานภาคการเงิน ได้แก่ หนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหนี้รัฐวิสาหกิจ ที่ทำธุรกิจบริหารสินทรัพย์และธุรกิจประกันสินเชื่อที่กระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน และแก้ไขนิยาม “รัฐวิสาหกิจ” โดยตัดรัฐวิสาหกิจประเภท (ค) ได้แก่ บริษัท จำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด 2.ปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลหนี้สาธารณะ เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) มีส่วนร่วมพิจารณาแผนกู้เงิน และบริหารหนี้รัฐวิสาหกิจ 3.ปรับปรุงการดำเนินงานของกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ (กองทุนฯ) โดยขยายกรอบการลงทุนให้มากขึ้น

สำหรับหนี้เงินกู้ของ ธปท. ไม่นับเป็นหนี้สาธารณะตามกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะตั้งแต่แรก เพราะ ธปท.เป็นรัฐวิสาหกิจ ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงิน โดยกระทรวงการคลังมิได้ค้ำประกัน แต่เนื่องจากปี 51 ธปท.แก้ไขกฎหมาย ทำให้ ธปท.เปลี่ยนสถานะจากรัฐวิสาหกิจมาเป็นหน่วยงานรัฐ ส่งผลกระทบต่อสถานะและการนับหนี้ของ ธปท. ภายใต้กฎหมายนี้ จึงต้องแก้ไขกฎหมายประเด็นดังกล่าวให้ชัดเจน และโดยหลักการแล้วหนี้เงินกู้ของ ธปท.เกิดจากการออกพันธบัตร และการดูดซับสภาพคล่องของระบบการเงิน เพื่อดำเนินนโยบายการเงินในฐานะธนาคารกลาง ไม่ได้นำมาลงทุน จึงไม่นับเป็นหนี้สาธารณะอยู่แล้ว สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของธนาคารกลางทั่วไป โดย ณ สิ้นเดือน พ.ค.60 ธปท.มีหนี้เงินกู้ 4.26 ล้านล้านบาท ส่วนหนี้สาธารณะคงค้าง มี 6.347 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นสุทธิ 79,903 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

“พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ที่ตัดหนี้ ธปท.ออก ไม่มีผลทำให้หนี้สาธารณะลดลง แต่แก้ไขคำนิยามหนี้สาธารณะให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะปี 48 ที่กำหนดว่า หนี้สาธารณะเกิดจากภาคการคลัง ไม่นับหนี้ภาคการเงิน ซึ่งการแก้ไขกฎหมายจึงเป็นไปตามหลักสากล และที่ผ่านมา ไม่มีประเทศไหนนับหนี้ภาคการเงินของธนาคารกลางเป็นหนี้สาธารณะด้วย ส่วนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯตามนิยาม ถือเป็นนิติบุคคล ถือเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงนับหนี้กองทุนฯเป็นหนี้สาธารณะด้วย”

นายธีรัชย์กล่าวอีกว่า ในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ สบน.จะลงนามในสัญญาเงินกู้ 1,700 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าศึกษาการออกแบบก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายในโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 1 (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา) วงเงินรวม 179,413 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หลังจากมีความชัดเจนเรื่องไทม์ไลน์การก่อสร้าง รายละเอียดของแบบ และการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว สบน.จึงจะพิจารณาแนวทางกู้เงินทั้ง 179,413 ล้านบาท โดยพิจารณาจากสภาพคล่องในประเทศเป็นอันดับแรก คาดว่า สภาพคล่องของไทยรองรับการกู้เงินในประเทศได้ 70-80% ของเงินลงทุนรวม.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 18/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007862

ไอบีเอ็ม เปิดตัว z14 เมนเฟรมทรงประสิทธิภาพ ชูการเข้ารหัสสุดปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 04:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007974

ไอบีเอ็มเปิดตัว z14 เมนเฟรมที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก สำหรับสำหรับสถาบันการเงิน ประมวลผลการทำธุรกรรมที่เข้ารหัสวันละกว่า 1.2 หมื่นล้านรายการ ป้องกันแฮกเกอร์เข้ามาดูดข้อมูลทางช่องโหว่ ด้วยการเข้ารหัสที่ดีกว่า…

บริษัทมไอบีเอ็ม ประกาศเปิดตัว ไอบีเอ็ม z14 เมนเฟรม สำหรับสำหรับสถาบันการเงิน ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูล โดย IBM Z ได้รับการออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาข้อมูลรั่วไหลที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก อันเป็นหนึ่งในเหตุอาชญากรรมไซเบอร์ที่โดยรวมคาดว่าจะสร้างความเสียหายมูลค่าถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกภายในปี 2562 ทั้งนี้ จากข้อมูลจำนวนกว่า 9,000 ล้านรายการที่ถูกขโมยหรือสูญหายนับตั้งแต่ปี 2557 มีเพียงสี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้รับการเข้ารหัส ทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่เหล่านี้กลายเป็นช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อการถูกคุกคามจากวงจรอาชญากรรมไซเบอร์และพนักงานที่นำสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนไปใช้ในทางที่ผิด

นายสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจระบบคอมพิวเตอร์สำหรับคลาวด์แพลตฟอร์ม บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ถูกขโมยหรือรั่วไหลในปัจจุบันมักเป็นข้อมูลที่ไม่ได้รับการเข้ารหัส ซึ่งสามารถถูกเปิดดูและนำไปใช้ได้เลย เพราะที่ผ่านมาการเข้ารหัสข้อมูลจำนวนมากนั้นทำได้ยากมากและมีค่าใช้จ่ายสูงหากต้องการทำในระดับใหญ่ วันนี้เราได้สร้างเครื่องมือปกป้องข้อมูลสำหรับยุคคลาวด์ ซึ่งเราเชื่อว่าจะส่งผลอย่างใหญ่หลวงและในทันทีต่อระบบซิเคียวริตี้ของข้อมูลทั่วโลก

IBM Z เป็นเทคโนโลยีเมนเฟรมระดับผู้นำอุตสาหกรรมรุ่นที่ 14 ของไอบีเอ็มที่มาพร้อมกับไมโครโปรเซสเซอร์ที่เร็วที่สุดในวงการ โดยทำงานที่ความเร็ว 5.2GHz พร้อมด้วยโครงสร้างระบบที่ปรับขนาดได้ซึ่งเพิ่มความสามารถถึง 35 เปอร์เซ็นต์สำหรับเวิร์คโหลดทั่วโลก และเพิ่มขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์สำหรับเวิร์คโหลดลินุกซ์เมื่อเทียบกับ IBM z13 รุ่นก่อน ระบบนี้สามารถรองรับ ธุรกรรมที่เข้ารหัสกว่า 12,000 ล้านรายการต่อวันในระบบเดียว รองรับการสร้าง MongoDB ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประสิทธิภาพ NodeJS เร็วกว่าแพลตฟอร์มที่ใช้ x86 ถึง 2.5 เท่า Docker Container 2,000,0000 แพลตฟอร์ม และ ฐานข้อมูล NoSQL ที่ทำงานพร้อมกัน 1,000 รายการ

IBM Z 14 มากับหน่วยความจำเพิ่มขึ้นสามเท่าจาก z13 เพื่อการตอบสนองที่เร็วขึ้น ทำงานได้มากขึ้น และประสิทธิภาพการวิเคราะห์ที่ดีขึ้น ด้วยหน่วยความจำ 32TB IBM Z จึงถือว่ามีหน่วยความจำใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมระบบหนึ่ง I/O เร็วขึ้นสามเท่าและการประมวลผลธุรกรรมที่รวดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับ z13 เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่สูงขึ้น จำนวนธุรกรรมที่มากขึ้น และช่วยลดเวลาในการตอบสนอง สามารถในการรันเวิร์คโหลด Java เร็วกว่าแพลตฟอร์ม x86 50 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครือข่ายจัดเก็บข้อมูล (Storage Area Network) แบบ zHyperLink ช่วยลดเวลาหน่วงได้ 10 เท่าเมื่อเทียบกับ z13 และลดเวลาตอบสนองของแอพปลิเคชันลงได้ครึ่งหนึ่ง ทำให้ธุรกิจสามารถทำงานได้เยอะขึ้น เช่น การวิเคราะห์แบบเรียลไทม์หรือการโต้ตอบกับอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตอ็อฟธิงส์ (IoT) และแอพพลิเคชันคลาวด์ในธุรกรรมเดียวกัน โดยไม่ต้องแก้โค้ดของแอพปลิเคชันแม้แต่บรรทัดเดียว

พร้อมกันนี้ ไอบีเอ็มยังได้แสดงตัวอย่างซอฟต์แวร์ z/OS ตัวใหม่ที่มอบความสามารถพื้นฐานสำหรับการให้บริการไพรเวทคลาวด์ เปลี่ยนจากเดิมที่ฝ่ายไอทีเป็นศูนย์รวมค่าใช้จ่ายให้กลายเป็นผู้ให้บริการที่สร้างมูลค่าได้ ความสามารถเหล่านี้จะรองรับการขยายตัวของเวิร์คโฟล์วสำหรับ IBM Cloud Provisioning and Management ของ z/OS และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ SMF อีกด้วย.

 

การบินไทย รับมอบเครื่องบิน แอร์บัส เอ350 XWB ลำที่ 5 เข้าฝูงแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ค. 2560 01:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007934

การบินไทย รับมอบ เครื่องบินโดยสารแบบ แอร์บัส A350 XWB ลำที่ 5 จากทั้งหมด 12 ลำ นามพระราชทาน ยานนาวา พร้อมทั้งสิ่งของบริจาคจากทางแอร์บัส ที่เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “THAI’s Goodwill Flight” มาในเครื่องบินลำใหม่ด้วย…

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รับมอบเครื่องบินแบบ แอร์บัส เอ350-900 XWB ลำที่ 5 จากจำนานสั่งซื้อรวม 12 ลำ โดยลำนี้มีนามพระราชทานว่า ‘ยานนาวา’ ทะเบียน HS-THF โดยในเที่ยวบินส่งมอบ ทางบริษัทแอร์บัสยังได้ขนส่งสิ่งของบริจาคของโครงการ “THAI’s Goodwill Flight” มาในเครื่องบินลำใหม่ เพื่อนำไปมอบให้กับนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย จำนวน 1,000 ชุด ได้แก่ กระเป๋าเป้พร้อมบรรจุชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน ที่ร่วมบริจาคโดยองค์กรการบินไร้พรมแดน (Aviation Sans Frontières) จำนวน 150 ชุด โรงเรียนนานาชาติตูลูส (International School of Toulouse) จำนวน 50 ชุด และมูลนิธิแอร์บัส จำนวน 800 ชุด โดยมีนางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ เป็นผู้แทนรับมอบสิ่งของบริจาค จากนางแอนเดรีย เด็บเบน ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิแอร์บัส โดยมีกรรมการ และผู้บริหารบริษัทฯ ร่วมในพิธี ณ ศูนย์ส่งมอบเครื่องบินของแอร์บัส (Airbus Delivery Centre) เมืองตูลูส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

สำหรับ แอร์บัส เอ350-900 XWB เป็นเครื่องบินโดยสารแบบ 2 เครื่องยนต์ลำตัวกว้างรุ่นใหม่ ติดตั้งเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ รุ่นเทรนท์ เอ็กซ์ดับเบิลยูบี (Rolls-Royce Trent XWB) ที่ทรงประสิทธิภาพ ประหยัดเชื้อเพลิงและเงียบมากขึ้น การออกแบบลำตัวและปีก ทำจากวัสดุคอมโพสิตแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบา  มีความสะดวกสบายและทันสมัย โดยการบินไทยจะนำมาบินในเส้นทางบินข้ามทวีป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของฝูงบินด้วยการจัดหาเครื่องบินใหม่ ทดแทนการปลดระวางเครื่องบินที่มีอายุการใช้งานมานาน อาทิ แอร์บัส เอ330-300 รุ่นแรก และ โบอิ้ง 777-200 เป็นต้น โดยมุ่งหวังจะใช้เป็นม้างานสำคัญ สำหรับทำการบินเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในเส้นทางที่มีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น อันจะเป็นเสาหลักให้กับฝูงบินของการบินไทยในอนาคตต่อไป

แอร์บัส เอ 350-900 ของการบินไทย รองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด 321 ที่นั่ง แบ่งเป็น ที่นั่งรอยัล ซิลค์ คลาส (Royal Silk Class) ที่นั่งผู้โดยสารชั้นธุรกิจ จำนวน 32 ที่นั่ง ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกสบายแบบส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ โดยจัดวางให้มีระยะห่างระหว่างแถวที่นั่ง 41-46 นิ้ว แต่ละที่นั่งมีความกว้าง 21 นิ้ว สามารถปรับเอนนอนราบได้ 180 องศา การเดินเข้า-ออก จากที่นั่งสามารถทำได้อย่างเป็นอิสระในทุกที่นั่ง ซึ่งจะไม่รบกวนผู้โดยสารในที่นั่งติดกัน รวมทั้งทุกที่นั่งมีการติดตั้งจอโทรทัศน์ระบบสัมผัสขนาด 16 นิ้ว ซึ่งสามารถเชื่อมต่อระบบสาระบันเทิงที่ทันสมัย เพื่อการฟังเพลง ชมภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ และเล่นเกม รวมถึงบริการ Wi-Fi เพื่อผู้โดยสารสามารถใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารของตนเอง อีกทั้งยังมีพอร์ตยูเอสบี และปลั๊กไฟสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆส่วนที่นั่งชั้นประหยัด (Economy Class) มีจำนวน 289 ที่นั่ง มีระยะห่างระหว่างแถวที่นั่ง 32 นิ้ว แต่ละที่นั่งมีความกว้าง 18 นิ้ว ติดตั้งจอโทรทัศน์ระบบสัมผัสขนาด 11 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อระบบสาระบันเทิงที่ทันสมัย เพื่อการฟังเพลง ชมภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ และเล่นเกม รวมถึงบริการ Wi-Fi เพื่อผู้โดยสารสามารถใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารของตนเอง อีกทั้งยังมีพอร์ตยูเอสบี และปลั๊กไฟสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

อนึ่ง การบินไทยได้ร่วมกับมูลนิธิแอร์บัส จัดเที่ยวบิน “THAI’s Goodwill Flight” มาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 การบินไทยรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A380-800 ลำที่ 2 พร้อมขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ และยารักษาโรคต่างๆ นำมาบริจาคให้แก่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ส่วนครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2556 รับมอบเครื่องบินแอร์บัส A380-800 ลำที่ 4 พร้อมขนส่งขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์มาบริจาคให้กับสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก)

 

ก.แรงงาน ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยกว่า 51 ล้าน ฝึกอบรมพนักงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2560 22:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007760

ก.แรงงาน ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ย กว่า 51 ล้าน ให้ผู้ประกอบการ 64 แห่ง ไปพัฒนาฝึกอบรมพนักงาน ชี้ ได้รับประโยชน์ 3 ต่อ…

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้มีประกาศกำหนดวงเงินกู้ยืมและการชำระเงินคืนกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน แบบไม่มีดอกเบี้ย และชำระคืนภายใน 1 ปี เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2560 จากระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา มีสถานประกอบกิจการให้ความสนใจยื่นเอกสารขอกู้จำนวน 10 แห่ง คณะกรรมการส่งเสริมฯ พิจารณาอนุมัติให้แล้ว 3 แห่ง เป็นเงินจำนวน 1,479,000 บาท ส่วนอีก 7 แห่งจะเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาในวันที่ 27 ก.ค. 2560 ในวงเงิน 2,950,000 บาท โดยในปีงบประมาณ 2560 มีผู้ประกอบการกู้ยืมไปใช้ในการฝึกอบรมพนักงานแล้วจำนวน 64 แห่ง เป็นเงิน 51,320,800 บาท จากวงเงินทั้งหมด 67,695,300 บาท คงเหลือเพียง 16,374,500 บาท สิ้นสุด 7 มิ.ย. 2561

สำหรับสถานประกอบกิจการที่กู้ยืมเงินกองทุนฯ ไปใช้ในการพัฒนาพนักงาน และนำไปใช้เกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน อาทิ นำเงินไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จนถึงระดับผู้บริหาร ถึง 29 หลักสูตร เช่น การฝึกอบรมพนักงานอะไหล่ ระดับ 1 และระดับ 2 ช่างซ่อมตัวถังระดับ 1 ระดับ 2 และระดับ 3 การฝึกอบรมแก่ครูฝึกผู้บริหารงานบริการ ผู้จัดการลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ ให้ความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร โดยบริษัทไม่ต้องนำเงินในส่วนการฝึกอบรมของบริษัทมาใช้ สามารถนำเงินที่ต้องกันไว้เพื่อการพัฒนาบุคลากรไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ บางแห่งได้นำเงินกู้ยืมไปใช้ในการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้เกี่ยวกับการจัดทำมาตรฐานฯ เพื่อใช้เฉพาะในสถานประกอบกิจการเอง ซึ่งได้รับประโยชน์ถึง 3 ต่อ คือการนำเงินกู้ไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีดอกเบี้ย มีสิทธิรับเงินอุดหนุนเมื่อนำมาตรฐานที่ใช้เฉพาะกิจการไปใช้ตามข้อกำหนด สามารถนับจำนวนพนักงานที่ผ่านการอบรม ประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้ด้วย

นอกจากนั้นยังนำเงินกู้ยืมกองทุนฯ ไปใช้จัดอบรมพนักงาน เรื่องการจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงาน ในสาขาช่างซ่อมเครื่อยนต์ดีเซล 6 สูบ สาขาช่างซ่อมบำรุงชุดโม่เดินระบบไฮดรอลิก และสาขาช่างประกอบกระบอกไฮดรอลิก สำหรับปั้นจั่นตอกเสาเข็ม เป็นต้น

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า การปล่อยกู้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับพนักงานของตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตาม 8 วาระปฏิรูปเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ด้านการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0 จึงได้กำหนดมาตรการในหลายๆ ด้าน ไม่เพียงแต่การกู้ยืมเงินเท่านั้น ยังมีมาตรการอื่นๆ อาทิ ฝึกอบรมพนักงานเกินกว่าร้อยละ 70 ส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 70 นั้น กพร.ยังให้เงินอุดหนุนอีกรายละ 200 บาทต่อคนอีกด้วย

ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่มีความต้องการนำเงินไปใช้เพื่อพัฒนาบุคลากรของตนเองให้มีทักษะ และมีศักยภาพสูงขึ้น หรือขอรับเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนในแต่ละกรณี สามารถติดต่อสถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ.

 

เชื่อมั่นเศรษฐกิจ ดันยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่ มิ.ย. พุ่ง 12%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2560 18:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007632

มั่นใจเศรษฐกิจดีขึ้นต่อเนื่อง ดันยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่เดือน มิ.ย. พุ่ง 12% ส่วนใหญ่ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาฯ ร้านอาหาร มูลค่าทุนจัดตั้ง 4 หมื่นกว่าล้านบาท เพิ่มขึ้น 30%…

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงยอดการจดทะเบียนธุรกิจในเดือน มิ.ย.60 ว่า มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศจำนวน 6,525 ราย เพิ่มขึ้น 693 ราย คิดเป็น 12% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.60 ซึ่งมีจำนวน 5,832 ราย และเพิ่มขึ้น 609 ราย คิดเป็น 10% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.59 ซึ่งมีจำนวน 5,916 ราย โดยมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในเดือน มิ.ย.60 มีจำนวนทั้งสิ้น 40,916 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,505 ล้านบาท คิดเป็น 30% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.60 ซึ่งมีจำนวน 31,411 ล้านบาท และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 23,114 ล้านบาท คิดเป็น 130% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.59 ซึ่งมีจำนวน 17,802 ล้านบาท

ทั้งนี้ ประเภทธุรกิจที่มีการประกอบธุรกิจใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 610 ราย รองลงมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 354 ราย ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ จำนวน 198 ราย ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 168 ราย และธุรกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า จำนวน 142 ราย

สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกกิจการในเดือน มิ.ย.60 มีจำนวน 1,548 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 474 ราย คิดเป็น 44% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.60 ซึ่งมีจำนวน 1,074 ราย และเพิ่มขึ้นจำนวน 156 ราย คิดเป็น 11% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.59 ซึ่งมีจำนวน 1,392 ราย

ส่วนผลการจดทะเบียนธุรกิจในครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.60) พบว่า ห้างหุ้นส่วนบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 60) จำนวน 1,396,254 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 21.00 ล้านล้านบาท โดยมีห้างหุ้นส่วนบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 665,618 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 16.22 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 484,649 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 1,174 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 179,795 ราย

ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปี 60 มีการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทจำนวน 35,942 ราย มีมูลค่าจดทะเบียนทั้งสิ้น 164,281 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นจำนวน 4,150 ราย คิดเป็น 13% เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน (ม.ค.-มิ.ย.59) ซึ่งมีจำนวน 31,792 ราย เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการบริโภคภาคเอกชนที่มีทิศทางฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ ประกอบกับมีเม็ดเงินจากภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับครัวเรือน ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวได้ดีขึ้น

นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังเปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนในประเทศไทย โดยมีปัจจัยที่สำคัญ 3 ลำดับแรก คือ การมีซัพพลายเออร์ที่เพียงพอ การมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุน และมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจให้เกิดการลงทุนต่อในประเทศไทย.

 

ไม่รวยก็ต้องผ่อน!! คนไทยเป็นหนี้ซื้อของจิปาถะ เฉลี่ย 5 แสนกว่าบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2560 15:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007445

ครึ่งปีแรก พบคนไทยมีรายได้พอๆ กับรายจ่าย ส่วนใหญ่ 68.10% เป็นหนี้เงินผ่อนซื้อของ เฉลี่ย 5 แสนกว่าบาท แต่พฤติกรรมชำระหนี้ยังดี จ่ายตรงเวลา…

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นางณัฐฐา วินิจนัยภาค ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ร่วมกับเครดิตบูโร เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีรายได้ทั่วประเทศ จำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง เรื่อง “พฤติกรรมการออมและภาวะหนี้สินของประชาชนในช่วงครึ่งปีแรก 2560” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 45.15% มีรายได้พอๆ กับรายจ่าย โดยประชาชนมีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 26,469.91 บาท ขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 21,606.75 บาท

ทั้งนี้ ประชาชนเกินครึ่งเล็กน้อย หรือ 51.65% มีเงินออมไว้ใช้ โดยส่วนใหญ่ 48.79% ออมเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น เพื่อการรักษาพยาบาล การเจ็บป่วย อุบัติเหตุ 38.33% ออมเพื่อสำรองไว้ใช้ในอนาคต 26.91% ออมไว้ให้บุตรหลานตลอดจนการศึกษาของบุตรหลาน 12.58% ออมเพื่อใช้ในระยะยาวช่วงหลังเกษียณอายุ

ส่วนการมีหนี้สินของประชาชนพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 68.10% ระบุว่ามีหนี้สิน ซึ่งในจำนวนนี้มีหนี้สินโดยรวมเฉลี่ยประมาณ 565,302.88 บาท 59.47% เกิดจากการซื้อ/ผ่อน/ชำระสินค้า การบริการ สินค้าอุปโภคบริโภค รองลงมา 35.46% เกิดจากการลงทุนในการประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ กิจการ การเกษตร การค้าขาย ส่วนอีก 14.24% เกิดจากการเลี้ยงดูบุตรหลาน อีก 11.89% เกิดจากการเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว และอีก 6.17% เกิดจากการสร้าง ต่อเติม ปรับปรุงที่อยู่อาศัย บ้าน คอนโดฯ ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

สำหรับวิธีการบริหารจัดการหนี้สินของประชาชนพบว่า ผู้ที่มีหนี้สินส่วนใหญ่ 61.01% จะชำระยอดค้างให้ตรงต่อเวลา ส่วนอีก 19.46% ไม่สร้างหนี้สินเพิ่มเติม นอกจากนี้ 14.17% ระบุว่า ลดค่าใช้จ่าย ขณะที่ 13.29% หาช่องทางการเพิ่มรายได้ เช่น ทำอาชีพเสริม หารายได้พิเศษ ทำงานล่วงเวลา และอีก 10.50% ระบุว่า เลือกแบ่งงวดจ่ายให้มากครั้ง แต่จำนวนเงินต่อครั้งให้น้อยๆ ขณะที่ประชาชนมีความสามารถในการชำระหนี้สินเฉลี่ย 7.72 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 10) ซึ่งอยู่ในระดับสูงมาก.

 

ธปท. แจ้งเตือน ปชช.ระวังกลุ่มมิจฉาชีพ แอบอ้างชื่อ หลอกให้ลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2560 14:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007219

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งเตือน ปชช.ระวัง มีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ หลอกให้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการลงทุนใดๆ ยืนยันไม่มี หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้

เรื่อง แจ้งเตือนประชาชนกรณีแอบอ้างธนาคารแห่งประเทศไทยในการตรวจสอบและรับรองเงินทุนจากต่างประเทศ ด้วยในปัจจุบันพบว่า มีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการชักชวนประชาชนเข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลงทุน หรือประกอบธุรกิจที่จะได้รับผลตอบแทนสูงเกินจริง โดยอ้างว่าเงินทุนจากต่างประเทศที่ใช้ในโครงการผ่านการตรวจสอบและรับรองจาก ธปท. แล้ว ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องช่าระค่าธรรมเนียมต่างๆ อาทิ ค่าลงทะเบียน ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย หรือต้องน่าเงินมาร่วมลงทุนหรือซื้ออุปกรณ์จากโครงการ แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็ปรากฏความจริงว่าเป็นการหลอกลวง หรือไม่มีเหตุการณ์ตามที่กล่าวอ้าง ท่าให้ ประชาชนหลายรายได้รับความเดือดร้อนจากการสูญเสียเงินให้แก่มิจฉาชีพ

อนึ่ง นอกจากการแอบอ้าง ธปท. แล้ว ยังพบว่ามิจฉาชีพบางกลุ่มแอบอ้างหน่วยงานอื่นๆ เช่น องค์กรระหว่างประเทศ ธปท.จึงขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวัง ศึกษาข้อมูล และพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการสินเชื่อ การลงทุน หรือประกอบธุรกิจใดๆ

หากท่านพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าว หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ต้องการแจ้งเรื่องร้องเรียนหรือขอคำปรึกษา สามารถสอบถามได้โดยตรงที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ในวันและเวลาทำการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. โดยติดต่อผ่านช่องทางต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. Call Center: 1213 (สิบสอง – สิบสาม)

2. โทรสาร: 0-2283-6151

3. E-mail address: FCC@bot.or.th

4. Facebook: www.facebook.com/hotline1213

5. ไปรษณีย์: ฝ่ายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ 273 ถนนสามเสน เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

ธนาคารแห่งประเทศไทย 17 กรกฎาคม 2560