ว่าที่เศรษฐีคนใหม่ต้องศึกษา ขั้นตอนขึ้นเงินที่กองสลาก ต้องทำอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2560 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007102

ว่าที่เศรษฐีคนใหม่ เตรียมตัวให้พร้อม พบขั้นตอนการขึ้นเงินลอตเตอรี่ที่กองสลากฯ แบบละเอียดยิบ พร้อมการหักค่าอากรแสตมป์ และภาษี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า การจ่ายรางวัลนั้นขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยผู้ที่ถูกรางวัลสามารถมาขึ้นเงินได้ที่กองสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ส่วนที่คนส่วนใหญ่สงสัยเรื่องการหักเงินนั้น ขออธิบายง่ายๆ ดังนี้

การหักเงินหลังได้รับรางวัล

กรณีที่เป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล จะหักค่าอากรแสตมป์ร้อยละ 0.5% หรือ 50 สตางค์

กรณีที่เป็นสลากพิเศษ จะหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 1 บาท

โดยเงินที่ได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ โดยไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี

ยกตัวอย่างเช่น พ.ต.อ.ศรศักดิ์ แก้วรักษา อายุ 75 ปี อดีต รอง ผบก.ปปป. ที่ถูกหวย 180 ล้าน จะต้องเสียค่าอากรแสตมป์ร้อยละ 0.5% หรือ 900,000 บาท และเงินที่เหลือ 179.1 ล้าน จะไม่ถูกนำมาคิดเสียภาษีเงินได้ประจำปี

รูปแบบการจ่ายเงินของกองสลาก

หากเงินรางวัลไม่เกิน 20,000 บาท จะได้รับเป็นเงินสด

หากเกิน 20,000 บาท จะได้รับเป็นเช็ค ไม่มีผ่อนเป็นงวด

ทั้งนี้ เงินที่ได้รับจะต้องหักค่าแสตมป์อากรร้อยละ 0.5% แล้ว

จำเป็นต้องลงบันทึกประจำวันกับตำรวจหรือไม่

การลงบันทึกประจำวันกับตำรวจนั้น ไม่ได้มีผลกับการขึ้นเงินกับกองสลาก ซึ่งส่วนใหญ่การลงบันทึกประจำวันนั้นเพื่อป้องกันสลากหาย และเพื่อความสบายใจของผู้ถูกสลากนั่นเอง

สำหรับกระบวนการงานจ่ายรางวัลที่ 1 นั้นจะใช้เวลารับเงิน ประมาณ 45 นาที ขั้นตอนดังนี้

1. เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ขอรับรางวัลลงชื่อหลังสลากถูกรางวัล ทุกฉบับพร้อมรับบัตรคิว

2. ตรวจนับและสอบทานจำนวนสลากให้ถูกต้อง บันทึกข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน บัตรที่ราชราชการออกให้และบันทึกข้อมูลสลากในระบบจ่ายรางวัล

3. เขียนใบรับสลากขอรับเงินรางวัลให้ผู้ขอรับรางวัลไว้เป็นหลักฐาน

4. ตรวจนับจำนวนสลากพร้อมตรวจสอบความถูกต้องของสลากทุกฉบับด้วย เครื่องแบล็กไลท์

5. ส่งสลากให้กลุ่มงานตรวจพิสูจน์เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

– เจ้าหน้าที่พิสูจน์สลากรับสลากถูกรางวัลที่ 1 จากกองจ่ายรางวัล 1-2
– ตรวจสอบจำนวนสลากให้ถูกต้องตรงกับใบบันทึกข้อมูลสลาก
– พิสูจน์ความถูกต้องของสลาก
– ลงนามรับรองในฐานะผู้พิสูจน์สลาก
– นำสลากพร้อมใบบันทึกข้อมูลสลากส่งคืนเจ้าหน้าที่กองจ่ายรางวัล 1-2
– พิมพ์เช็คและประทับตรา A/C PAYEE ONLY พร้อมลงลายมือชื่อร่วมกัน 2 คน
– จ่ายเช็คโดยให้ผู้ขอรับรางวัลตรวจความถูกต้องของข้อมูลเช็ค และลงชื่อผู้รับเงินไว้
เป็นหลักฐานในใบรับเงินรางวัล และคิดเงินอากร/ภาษี

 

ไทยพาณิชย์ ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปีนี้ 3.4% ชี้ส่งออกฟื้นตัวชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2560 14:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007309

ไทยพาณิชย์ ชี้ส่งออกฟื้นตัวชัด ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปีนี้ 3.4% มอง ศก.ในประเทศครึ่งปีหลัง จะได้แรงหนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยกำลังซื้อ ตจว.กระเตื้อง จับตาความเสี่ยงรายได้ครัวเรือน บาทแข็ง และตลาดเงินโลกยังเปราะบาง…

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุ ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3.4% จากเดิม 3.3% หลังคาดว่าการส่งออกในปีนี้จะฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป จีน และกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าส่งออกที่จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีสัดส่วนราว 30% ของการส่งออกรวม EIC จึงได้ปรับประมาณการการส่งออกของไทยปีนี้เพิ่มเป็น 3.5% จากเดิมที่คาดไว้ 1.5% ในประมาณการครั้งก่อน

อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อภายในประเทศยังชะลอตัวจากสภาวะตลาดแรงงานที่ซบเซา และรายได้เกษตรกรที่มีแนวโน้มลดลงในครึ่งปีหลัง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจในประเทศช่วงครึ่งปีหลัง จะได้แรงหนุนจากการเดินหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบกลางของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยให้กำลังซื้อปรับตัวดีขึ้นได้โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงไม่เพิ่มการจ้างงาน แม้การส่งออกจะขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการฟื้นตัวของการส่งออกนั้นไม่ได้เกิดในส่วนที่ใช้แรงงานมากนัก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นมาก แต่กลับมีต้นทุนแรงงานเพียง 4% ของต้นทุนรวม

ขณะเดียวกันภาคธุรกิจยังคงชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เช่น การก่อสร้างและการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร ส่วนหนึ่งมาจากการที่ธุรกิจขนาดใหญ่หันไปลงทุนในรูปแบบของการควบรวมกิจการมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนของเงินลงทุนเพื่อควบรวมกิจการต่อเงินลงทุนระยะยาวทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 11% มาอยู่ที่ 42% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ความต้องการในการใช้ปัจจัยการผลิตใหม่รวมถึงการจ้างงานมีแนวโน้มที่จะขยายตัวน้อยลง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา 3 ประการ 1.กำลังซื้อครัวเรือนที่ชะลอตัว ทั้งจากรายได้เกษตรกรที่มีแนวโน้มลดลงตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่อาจไม่ได้ถูกปรับขึ้นหากตลาดแรงงานยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งกระทบกับการใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-น้อยที่มีภาระหนี้ครัวเรือนสูงแล้ว

2.ค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่ค้าบางราย การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมามีการแข็งค่าเมื่อเทียบกับบางสกุล เช่น จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม หากเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อไป จะทำให้ความสามารถด้านการแข่งขันของสินค้าบางประเภทเสียเปรียบด้านราคา เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ชิ้นส่วนโทรศัพท์ ยางพารา และข้าว

3.ตลาดการเงินโลกมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ราคาสินทรัพย์ทางการเงินได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพันธบัตร หุ้น สกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งเงินบาทไทยอาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และการเริ่มลดขนาดงบดุลในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่คาดเดาได้ยาก ทั้งความไม่แน่นอนในการบริหารรัฐบาล และนโยบายต่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์, ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี และความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“การลงทุนภาคเอกชนในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเอกชนเริ่มขยับขยายการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ จากที่ผ่านมาธุรกิจส่วนใหญ่ไม่มีการเพิ่มการจ้างงาน โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนปีนี้จะเติบโตได้ราว 1.4% จากไตรมาส 1/60 ที่ติดลบ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% โดยการลงทุนภาครัฐจะเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันการขยายตัวของ GDP”

นอกจากนี้ได้ปรับประมาณการค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ โดยมีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้นเป็น 35.00-35.50 บาท/ดอลลาร์ จากเดิม 36.00-36.50 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงตามความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย รวมทั้งไทยที่ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าคาด ทำให้มีการปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปีนี้ลงมาอยู่ที่ 1% จากเดิม 1.4%.

 

ขนส่งทางบก เตรียมเสนอ คสช. ยกเลิกเส้นทางสัมปทานเดินรถ ร่วมบริการ ขสมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ค. 2560 11:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1007115

ขนส่งทางบก รับเตรียมเสนอ คสช.ออก ม.44 ยกเลิกเส้นทางสัมปทานเดินรถร่วมบริการ ขสมก.อีกครั้งภายในปีนี้ เตรียมทดสอบเดินรถ 8 เส้นทางในเดือนนี้ พร้อมสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนสำหรับเส้นทางเดินรถใหม่ คาดปรับปรุงเส้นทางเห็นผลภายในปีนี้

วันที่ 17 ก.ค. 60 นายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผย ภายหลังยื่นหนังสือต่อผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก เพื่อเสนอเส้นทางเดินรถประจำทางของ ขสมก.ให้แก่ประธานอนุกรรมการปฏิรูปเส้นทางเดินรถประจำทางที่มี นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นประธาน ว่า เนื่องจากที่ผ่านมารักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.ได้มีการหารือร่วมกับสหภาพ ขสมก. เพื่อศึกษาการปฏิรูปเส้นทางเดินรถในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเพื่อให้เส้นทางเหล่านี้ สามารถวิ่งให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการซ้ำซ้อนเส้นทาง และเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆ

โดยล่าสุด สหภาพ ขสมก. ได้นำเสนอเส้นทางเหมาะสมที่จะเดินรถให้บริการแล้ว ขณะนี้มี 138 เส้นทาง โดยการยื่นหนังสือต่อกรมการขนส่งทางบกวันนี้ เพื่อให้กรมฯ ออกใบอนุญาตเดินรถเหล่านี้ ระยะเวลา 7 ปี เพื่อให้ ขสมก.วิ่งให้บริการและเส้นทางเหล่านี้จะช่วยคานอำนาจต่อรองรถร่วมเอกชน

ขณะที่เส้นทางที่เหลือนอกจาก 138 เส้นทาง ก็ขอให้รถร่วมบริการ ขสมก. สามารถเข้าไปประมูลเพื่อให้เกิดการแข่งขันในการเดินรถ รวมทั้งขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งหารถใหม่ให้ ขสมก.วิ่งเส้นทางที่มีการปฏิรูปด้วย ส่วนเส้นทางการเดินรถที่ ขสมก.พิจารณาเหลือ 138 เส้นทาง จากทั้งหมด 269 เส้นทาง ว่าเส้นทางที่เหลือจะเดินรถในปัจจุบัน 119 เส้นทาง เส้นทางใหม่ 19 เส้นทาง

นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้รับมอบเอกสารจากสหภาพ ขสมก. ระบุว่า เส้นทาง ขสมก.คงมีการปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากรมฯ ดำเนินการตามแนวทางที่กระทรวงคมนาคมมอบหมาย โดยภายในเดือนนี้จะทดสอบเดินรถ 8 เส้นทางในเขต 8 การเดินรถ เขตละ 1 เส้นทาง เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนสำหรับเส้นทางเดินรถใหม่ที่กำหนดขึ้น

หลังจากนั้น กรมขนส่งทางบกจะนำเสนอให้กระทรวงคมนาคม เสนอให้คสช.ใช้ ม.44 ประกาศยกเลิกสัมปทานเส้นทางเดินรถของรถร่วมบริการทั้งหมด เพื่อนำมาปรับเป็นเส้นทางใหม่ตามนโยบายดังกล่าว สำหรับสัมปทานเดินรถปัจจุบัน ส่วนใหญ่สัญญาสัมปทานหมดอายุไปแล้ว และจะหมดเพิ่มอีกปีนี้ เชื่อว่าการใช้ ม.44 ยกเลิกเส้นทางครั้งนี้จะส่งผลกระทบไม่มาก โดยขนส่งทางบกตั้งเป้าหมายปรับปรุงเส้นทางเดินรถตามเส้นทางใหม่ โดยเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2560.

 

เกิด 10 ชาติก็หาถูกกว่านี้ไม่ได้ คอนโดสีลม 72,000 บาท/ตร.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 17 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1004639

ในปี 2559 ที่ผ่านมา ราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาคอนโดมิเนียมทำเลใจกลางเมืองที่ราคาเพิ่มขึ้นสูงถึง 15% ทำให้แนวโน้มตลาดคอนโดในปี 2560 ราคาตลาดคอนโดกลางเมือง ยังคงปรับตัวขึ้นได้อีกประมาณ 9-10% สูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดรวมที่น่าจะปรับตัวขึ้น 6-7% (ข้อมูลจาก “Nexus Research”)

ซึ่งทำเลใจกลางเมืองที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นทำเล “สีลม” เนื่องจากข้อมูล กรมธนารักษ์ ได้ดำเนินการประเมินราคาที่ดินทั่วประเทศ 32 ล้านแปลง รอบปี 2559-2562 ที่เริ่มใช้ปี 2559 ที่ผ่านมา พบว่าราคาที่ดินเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 27.72% แต่สีลมมีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงถึงราว 30%

สาเหตุที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากทำเลสีลมนั้น เป็นย่านสำคัญทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยธนาคารสำนักงานใหญ่หลายธนาคารเช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารทิสโก้ ธนาคารยูโอบี และตึกอาคารสำนักงานอย่างตึก Empire Tower, Bangkok City Tower, Standard Chartered และ AIA Sathorn รวมไปถึงโรงแรมหรู สถานทูต และสถานบันเทิงที่คึกคักรองรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

นอกจากนี้ในส่วนของการเดินทาง “สีลม” ยังเป็นทำเลที่เรียกว่า “Grid Road System” ที่เป็นศูนย์รวมการเดินทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟฟ้า BTS สะพานตากสิน BTS ศาลาแดง สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สีลม ที่ช่วยเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางด้วยเรือโดยสารในช่วงการจราจรติดขัดได้ โดยใช้ท่าเรือสาทรที่รวมเรือด่วนทุกสายเอาไว้ตั้งแต่เรือประจำทางธรรมดา เรือด่วนธงส้ม, เรือด่วนธงเขียว, เรือด่วนธงเหลือง เป็นต้น และยังมีถนนที่สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนสายหลักในเมืองไม่ว่าจะเป็น สาทร สยาม เยาวราช หรือฝั่งธนบุรี รวมทั้งยังมีทางด่วน ไว้สำหรับไปนอกเมือง

จากการสำรวจอสังหาริมทรัพย์ระดับ Luxury ที่เพิ่งเปิดตัวในทำเลสีลมตั้งแต่ปี 2559 พบว่ามีราคาสูงกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตรในเกือบทุกโครงการ และมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 143,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนทำเลข้างเคียงอย่างสาทรราคาเฉลี่ยก็สูงถึง 150,000-300,000 บาทต่อตารางเมตร แต่มีคอนโดมิเนียมอยู่ 1 โครงการ ที่เป็นตึกสูงถึง 62 ชั้น วิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งโดดเด่นอยู่บนถนน “สีลม” ที่มีราคาเริ่มเพียงแค่ 72,000 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น!! นั่นคือโครงการ NUSA State Tower หรือรู้จักกันในชื่อตึกโรมแรมเลอบัวที่ด้านบนมีร้านอาหารชื่อดัง Sirocco อยู่ นั่นเอง

NUSA State Tower เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Mixed Use ตึกแรกและตึกเดียวบนถนนสีลมที่สามารถทำเป็นอาคารสำนักงานได้อีกด้วย ให้คุณได้ทำงานในวิวทิวทัศน์งดงามของโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา การเดินทาง ก็สะดวกสบายเพราะอยู่ติดกับถนนสีลม ซึ่งเชื่อมกับถนนสาทร อีกทั้งยังใกล้จุด ขึ้น-ลงทางด่วนสีลม หรือจะเลือกเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS ก็สามารถเดินจากสถานีสะพานตากสินมาได้เพียง 8 นาทีเท่านั้น ราคาเริ่มเพียง 72,000* บาท/ตร.ม.
“จะมีคอนโดสักกี่ที่ ที่ตอบโจทย์ทั้งทำเลและราคาแบบนี้”

สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1608 หรือ ลงทะเบียนได้ที่ http://nusasiri.com/Nusa-ST

 

คนไทยเข้าถึงดิจิทัลมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1006830

“ฐากร” ปลื้มสังคมก้มหน้าทั่วถึงทุกมุม

“ฐากร” ปลื้มหน้าบาน ดัชนีการเข้าถึงบริการดิจิทัลของไทยขยับมาอยู่ที่ 33 จากเดิม 35 เหตุรัฐเปิดประมูล 4 จี เร่งนโยบายเน็ตประชารัฐให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากการจัดอันดับดัชนีการเข้าถึงบริการดิจิทัล ของ Global Connectivity index (GCI) ประจำปี 2560 นั้น ผลปรากฏว่า อันดับของประเทศไทยขยับมาอยู่ลำดับที่ 33 จากเดิมอยู่อันดับ 35 ซึ่งเป็นผลสำรวจการจัดอันดับจาก 50 ประเทศของโลก ซึ่งอันดับ 1 ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา รองลงมาเป็นสิงคโปร์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ เดนมาร์ก ตามลำดับ ขณะที่มาเลเซีย อยู่อันดับที่ 24 ฟิลิปปินส์ อยู่อันดับที่ 38 อินโดนีเซีย อันดับที่ 40 เวียดนาม อันดับที่ 41 เป็นต้น

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ดัชนีการเข้าถึงบริการดิจิทัลของประเทศขยับขึ้นมาได้นั้น เป็นผลมาจากการเปิดประมูล 4 จี และทยอยเปิดให้บริการ โดยขณะนี้เอกชนได้ขยายโครงข่าย 4 จี ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงนโยบายการสนับสนุนการลงทุนด้านดิจิทัล และการเปิดให้บริการจัดเก็บข้อมูล (คลาวด์) ของรัฐบาลด้วย ทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเป็นหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นได้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มีนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการติดตั้งโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้เข้าถึงหมู่บ้านอีก 30,000 หมู่บ้าน และมีการติดตั้งอินเตอร์เน็ตไร้สายฟรี (ไวไฟฟรี) อีก 10,000 จุด รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชนอีก 600 แห่ง ยิ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลได้มากยิ่งขึ้น จึงเชื่อว่าในปีหน้าดัชนีการเข้าถึงบริการดิจิทัลประเทศไทยจะขยับไปสู่อันดับที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

นายฐากรกล่าวว่า การจัดอันดับดัชนีการเข้าถึงบริการดิจิทัลดังกล่าว ยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีโอกาสอย่างมากในการผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้ไอซีทีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ มาช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้ และนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดทางธุรกิจได้อีกจำนวนมาก และอาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลในอาเซียนได้ด้วย ดังนั้น กสทช.จะเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่จะสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ที่จะยกระดับโครงสร้างด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน.

 

เลิกซะที! เว้นค่าวีซ่า 21 ประเทศท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1006829

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เตรียมรายงานให้ ครม.รับทราบผลการประเมินมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (วีซ่า) กับนักท่องเที่ยว 21 ประเทศที่เดินทางเข้ามาไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วง 1 มี.ค.-31 ส.ค.60 หลังสถานการณ์ท่องเที่ยวปัจจุบันเริ่มเข้าสู่สมดุล โดยช่วง 6 เดือนของปีนี้มีการสร้างรายได้ 1.37 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 876,000 ล้านบาท และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย 500,000 ล้านบาท โดยกระทรวงท่องเที่ยวฯจะเสนอ ครม.ไม่จำเป็นต้องต่อมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับ 21 ประเทศ อีกต่อไป ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ซึ่งช่วงนั้นสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยมีปัญหาจากการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ และมีปัญหาการก่อการร้าย ไทยจึงเลือกใช้มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และหลังจากใช้มาใกล้ครบ 6 เดือน มีตัวเลขหลายตัวที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวกลับสู่ภาวะปกติแล้ว.

 

เปิดอาณาจักรแสนล้าน “คีรี กาญจนพาสน์” บีทีเอส กรุ๊ป…ปีทองแห่งโอกาสการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1006157

นับตั้งแต่ได้สัมปทานลงทุนรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทยเมื่อ 25 ปีที่แล้ว เส้นทางของ “คีรี กาญจนพาสน์” เจ้าพ่อรถไฟฟ้า ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว ล้มลุกคลุกคลาน ผ่านวิกฤติ และเผชิญปัญหา ต่างๆมาอย่างโชกโชนกว่าจะ ถึงวันนี้

วันที่อาณาจักร “บีทีเอส กรุ๊ป” มีการพัฒนาธุรกิจที่ถือได้ว่าโดดเด่นชัดเจนที่สุด!

โดย “คีรี” ยอมรับว่า ปีนี้ถือเป็นปีแห่งโอกาส หลังจากที่ต้องทำงานหนักและสั่งสมประสบการณ์มาตลอดชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคว้าสัมปทานลงทุน “โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู” และ “รถไฟฟ้าสายสีเหลือง” มูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาทที่ถือเป็น “บิ๊กโปรเจกต์” ที่ “คีรี” หมายมั่นปั้นมือว่าต้องคว้าโอกาสมาให้ได้ แม้ต้องรอคอยมาอย่างยาวนานถึง 25 ปี

ยังไม่นับรวมสัมปทานบริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ และสายสีเขียวใต้ ที่เป็นเส้นทางต่อเนื่องรถไฟฟ้าบีทีเอสเดิม ขณะที่ธุรกิจในเครือบีทีเอสอีก 3 กลุ่มก็มีการเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้อย่างเด่นชัด หลังจากมีการ “จัดทัพ” ปรับโครงสร้างเมื่อ 1-2 ปีก่อนทำให้มีการสยายปีกเข้าซื้อกิจการ และจับมือกับพันธมิตร เพื่อต่อ “จิ๊กซอว์” ต่อยอดธุรกิจอย่างครบวงจร

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสเปิดใจ “คีรี กาญจนพาสน์” ถึงความสำเร็จของอาณาจักร “บีทีเอส กรุ๊ป” ในวันนี้และเป้าหมายในอนาคตที่ดูเหมือนว่า “บีทีเอส กรุ๊ป” จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ :

ทะยานสู่ผู้นำรถไฟฟ้าครบวงจร

“คีรี” เริ่มต้นบทสนทนากับเรา โดยระบุว่า “บีทีเอส กรุ๊ป” เป็นบริษัทเอกชนที่มีความตื่นตัวในการลงทุนมากที่สุด แต่การลงทุนจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีโอกาส “วันนี้โอกาสมาอยู่ในมือเราแล้ว หลังจากที่เฝ้ารอมาแสนนาน และไม่ใช่แต่ธุรกิจขนส่งมวลชนเท่านั้น แต่หมายถึงธุรกิจอื่นๆในกลุ่มด้วย”

โดย “บีทีเอส กรุ๊ป” ได้จัดกลุ่มธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ 1.ระบบขนส่งมวลชน 2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจสื่อโฆษณา และ 4.ธุรกิจบริการ

ทั้งนี้ “คีรี” ได้ฉายภาพธุรกิจขนส่งมวลชนว่า หลังก่อสร้างและเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 45,764 ล้านบาท และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ระยะทาง 30.5 กม.วงเงินลงทุน 43,104 ล้านบาท ที่จะใช้เวลาก่อสร้าง 39 เดือนจากนี้

เมื่อรวมกับส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า สายสีเขียวเหนือ (หมอชิต-คูคต) และสายสีเขียวใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ซึ่งมีระยะทางรวมกัน 30.8 กม. จะทำให้ในปี 2563 บีทีเอสจะเป็นเจ้าของเครือข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีระยะทางรวมกันกว่า 132 กม. จากปัจจุบันที่ให้บริการเพียง 36.3 กม.เท่านั้น “ถือเป็นโครงข่ายรถไฟฟ้าที่ไม่เพียงให้บริการผู้โดยสารในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลถึงกว่าวันละ 2 ล้านคน ยังเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโตทางธุรกิจตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการค้า อสังหาริมทรัพย์ หรือบริการด้านอื่นๆ!!!”

นอกจากรถไฟฟ้า 3 สายทางข้างต้น ในปีนี้และปีหน้าที่รัฐบาลจะเปิดประมูลรถไฟฟ้าอีก 3-4 สายทาง กลุ่มบีทีเอสก็พร้อมจะโดดเข้าร่วมประมูลด้วย และมั่นใจว่ามีโอกาสที่จะชนะสูงมาก โดยเฉพาะสายสีเทาเฟส 1 (วัชรพล-ทองหล่อ) ระยะทาง 16.3 กม.และรถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา LRT (บางนา-สุวรรณภูมิ) ระยะทาง 18.3 กม. เพราะล้วนมีเส้นทางที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายทางเดิมที่มีอยู่แล้ว “หากบีทีเอสเป็นผู้ชนะการประมูลทั้ง 2 เส้นทางนี้ จะสามารถให้บริการเดินทางแบบไร้รอยต่อ อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารได้มากยิ่งขึ้น”

“คีรี” ยังยืนยันกับเราด้วยว่า ถ้ามีโอกาส บีทีเอส กรุ๊ป ก็พร้อมที่จะคว้ามันอีก “เรายังสนใจลงทุนระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าที่จะมีขึ้นทุกสาย รวมทั้งรถไฟความเร็วสูง ทั้งในเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง และเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน และเห็นด้วยว่า รัฐบาลควรเดินหน้าต่อ ยิ่งหากรัฐต้องการผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซีด้วยแล้ว เพราะถ้าไม่ทำวันนี้ วันหน้าก็ต้องทำอยู่ดีไม่ว่ารัฐจะให้ใครสร้าง ขณะเดียวกัน เรายังสนใจเข้าประมูลสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีส้มด้วย”

ทั้งนี้ เป้าหมายระยะยาวของบีทีเอสคือ เป็นผู้นำในการพัฒนาและให้บริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ดีที่สุดของประเทศ เพราะเรามั่นใจว่ามีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มากที่สุด รวมทั้งมีบุคลากรและเงินทุนที่พร้อม “นาทีนี้บอกได้เลยว่าเรื่องรถไฟฟ้าเราสู้ตายและธุรกิจระบบขนส่งมวลชนของบีทีเอสยังจะไปได้อีกไกล” ตอกย้ำความเป็นเจ้าพ่อรถไฟฟ้าตัวจริงเสียงจริง!!

พร้อมรุกอสังหาฯใน–ต่างประเทศ

สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น “คีรี” กล่าวว่า ได้กำหนดกลยุทธ์ไว้อย่างชัดเจนในการรุกตลาดคอนโดตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยได้จับมือกับ บมจ.แสนสิริ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือด้านนี้อยู่แล้ว โดยบีทีเอสมีที่ดินในมืออยู่แล้ว ขณะที่แสนสิริเป็นผู้ออกแบบพัฒนาโครงการแล้วขาย

โดยมีเป้าหมายร่วมกันใน 5 ปีนี้จะทำโครงการร่วมกัน 25 โครงการมูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาท ขณะนี้ได้พัฒนาโครงการไปแล้ว 8 โครงการมูลค่า 30,000 ล้านบาท และปลายปีนี้จะเปิดคอนโดใหม่อีก 4 โครงการมูลค่ารวมกันกว่า 10,000 ล้านบาท “การร่วมมือกับแสนสิริถือ ว่าเดินมาถูกทางแล้ว ต่อไปนี้เราจะเริ่มรับรู้รายได้จากการโอนคอนโดที่สร้างเสร็จและขายหมดแล้ว พร้อมๆกับการเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ ซึ่งนอกจากคนไทยแล้ว ด้วยศักยภาพของเรายังสามารถนำพาลูกค้าชาวจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน มาซื้อโครงการด้วย”

ขณะเดียวกันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บีทีเอสยังได้เข้าไปถือหุ้น 35.64% ใน บมจ.ยูซิตี้ หรือ “แนเชอรัลพาร์ค” เดิม โดยกำหนดให้ “ยูซิตี้” เป็นขาที่ลุยธุรกิจอสังหาฯเชิงพาณิชย์ที่สร้างรายได้ประจำ คือ อาคารสำนักงานให้เช่า เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และโรงแรมทั้งในและต่างประเทศ

โดยกลุ่มโรงแรมที่อยู่ภายใต้ปีกของยูซิตี้คือ โรงแรม U Sathorn Bangkok, U Chiang Mai, U Inchantree Kanchanaburi, โรงแรม Eastin Grand Sathorn เป็นต้น และในปีนี้ยูซิตี้ยังมีแผนผุดโครงการ “พญาไทคอมเพล็กซ์” พัฒนาที่ดิน 7 ไร่ติดสถานีบีทีเอสพญาไท เพื่อสร้างโครงการมิกซ์ยูส มูลค่า 6,000 ล้านบาท รวมทั้งสร้าง “หมอชิตคอมเพล็กซ์” พัฒนาที่ดินหมอชิตเก่า 10 ไร่ให้เป็นโครงการมิกซ์ยูส ทั้งยังมีแผนเข้าไปพัฒนาที่ดิน “ร้อยชักสาม” ของกรมธนารักษ์ให้เป็น “บูทีคโฮเต็ล” อีกด้วย!

สำหรับการรุกลงทุนต่างประเทศนั้น “คีรี” กล่าวว่า ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา “ยูซิตี้” ได้เข้าซื้อสำนักงานให้เช่ากลางมหานครลอนดอนไว้ 2 ตึก มูลค่ารวม 90 ล้านปอนด์ หรือราว 3,436 ล้านบาท และ ล่าสุดได้ทุ่มเงิน 330 ล้านยูโร เข้าไปถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทเวียนนา เฮ้าส์ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรม 21 แห่งในเมืองรองของยุโรปตะวันออกถึง 9 ประเทศ เช่น ฮังการี เช็ก ปราก โปแลนด์ เบอร์ลิน เป็นต้น และมีจำนวนห้องพักในมือมากกว่า 6,700 ห้อง โดยทุกเมืองเหล่านี้ต่างมีจุดขายในตัว

“เราเห็นโอกาสทางธุรกิจในเมืองท่องเที่ยวเหล่านี้ และเป็นการเข้าซื้อกิจการในช่วงที่เศรษฐกิจยุโรปยังไม่ดีนัก ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ต้องคว้าไว้เพราะซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม น่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้”

รุกต่อยอดธุรกิจสื่อโฆษณา–ดาต้า

อีกกลุ่มธุรกิจไฮไลต์ที่ “คีรี” พึงพอใจที่สุดกับการเติบโตอย่าง “ก้าวกระโดด” ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซานั่นก็คือ ธุรกิจโฆษณานอกบ้านที่ใช้ บมจ.วีจีไอ โกลบอล (VGI) เป็นหัวหอก โดยปัจจุบันวีจีไอเป็นเจ้าตลาดสื่อโฆษณานอกบ้านที่ใหญ่ และกินส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด

โดยไม่เพียงแต่ได้สัมปทานบริหารสื่อโฆษณาบนพื้นที่ทั้งหมดของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ในขบวนรถไฟฟ้าและตัวรถไฟฟ้าแล้ว “วีจีไอ” ยังยึดพื้นที่โฆษณาบนสำนักงานออฟฟิศกว่า 160 ตึกในเมืองและห้างค้าปลีกสมัยใหม่ รวมถึงสื่อโฆษณากลางแจ้งตามท้องถนน ในสนามบิน รวมถึงธุรกิจแจกสินค้าทดลอง การสาธิตสินค้า (Activation) “ชงชิม” ในซุปเปอร์มาร์เกตอีกด้วย

“ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งการลงทุน เพื่อมุ่งขยายเครือข่ายไปยังแพลตฟอร์มสื่อโฆษณานอกบ้านที่หลากหลายครบวงจร ทำให้วีจีไอสามารถปฏิวัติรูปแบบการขายสื่อจากเดิมที่เป็นเพียงผู้ให้เช่าพื้นที่โฆษณาไปสู่การเป็น “Data-Centric Media Hypermarket” ที่ครอบคลุม ทำให้รายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาปี 2559/60 (สิ้นสุด 31 มี.ค.60) เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนเป็น 3,010 ล้านบาท และในปีนี้ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านบาท”

นอกจากสื่อโฆษณานอกบ้าน วีจีไอยังทำธุรกิจด้านดิจิทัล โดยได้เข้าซื้อ Rabbit Group ซึ่งประกอบธุรกิจเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “บัตรแรบบิท” และใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลของ Rabbit ที่มีอยู่ถึง 9 ล้านใบและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ข้อมูลพฤติกรรมการจับจ่าย อายุเพศ สถานที่จับจ่ายของผู้ถือบัตรเหล่านี้ ถือเป็น “บิ๊กดาต้า” ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อให้คำแนะนำลูกค้าในการใช้สื่อโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

ธุรกิจของ Rabbit Group นอกจากใช้เป็นบัตรผ่านเข้าออกใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสแล้ว “บัตรแรบบิท” ยังเป็นเหมือนกระเป๋าเงินที่ใช้จ่ายผ่านบัตรในการซื้อสินค้าและบริการ โดยมีร้านค้าพันธมิตรกว่า 110 แบรนด์ ครอบคลุมจุดให้บริการมากกว่า 4,000 จุด และยังร่วมกับ “อิออน” ปล่อยเงินกู้ให้กับสมาชิกแรบบิทอีกด้วย โดยปัจจุบันอิออนปล่อยกู้ผ่านโครงการนี้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท

ล่าสุดยังได้ร่วมกับ LINE ตั้งบริษัททำ Rabbit LINE Pay คือบริการชำระเงินผ่านมือถือเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ LINE สามารถจ่ายเงิน โอนเงินหรือช็อปปิ้งกับร้านค้าที่ร่วมรายการ ด้วยฟังก์ชันกระเป๋าเงิน Rabbit LINE Pay (e-Wallet) อีกด้วย

ธุรกิจบริการ…ไม่ได้มาเล่นๆ

ในกลุ่มธุรกิจบริการนั้น “คีรี” บอกว่ามุ่งเน้นส่งเสริมธุรกิจของกลุ่มและส่งเสริมการเติบโตของรายได้ โดยมี 2 บริการหลักคือ ธุรกิจบริหาร จัดการโรงแรม และธุรกิจร้านอาหาร โดยธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมนั้นดำเนินงานผ่านบริษัทร่วมทุน “แอ๊บโซลูท โฮเท็ล เซอร์วิส จำกัด” หรือ “AHS” บริษัทบริหารจัดการโรงแรมที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในไทยเป็นผู้บริหารโรงแรมในแบรนด์ U และอีสติน มีจำนวนห้องพักภายใต้การบริหารมากถึง 9,350 ห้อง

ขณะที่ธุรกิจห้องอาหาร ChefMan ห้องอาหารจีนชั้นนำที่คนอยากไปทานมากที่สุดร้านหนึ่งนั้น มาจากความที่ชอบทานของดีของอร่อย จึงร่วมกับ “เชฟ ไว ยิน มาน” เชฟ ชื่อดังชาวจีนฮ่องกงมาเปิดสาขาในไทย ซึ่งล่าสุดขยายไปแล้วถึง 11 สาขา

“ที่สำคัญด้วยออเดอร์เป็ดย่างเชฟแมนที่ผลิตไม่ทัน จนเป็นอุปสรรคต่อการขยายสาขา ทำให้ต้องไปจับมือกับบริษัทผู้ผลิตเนื้อเป็ดที่มีคุณภาพระดับพรีเมียม อย่าง บมจ.บางกอกแร้นช์ (BR) โดยให้เข้ามาถือหุ้นกว่า 40% ในธุรกิจอาหาร ซึ่งนอกจากจะส่งวัตถุดิบเนื้อเป็ดให้ภัตตาคาร ChefMan อยู่แล้ว ยังมีแผนร่วมกันสร้างโรงงานพัฒนาเป็ดย่างเชฟแมนสำเร็จรูปส่งเป็นแคตตาริ่ง รวมถึงการส่งออกไปขายยังภัตตาคารต่างๆ ทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างคาดไม่ถึง”

********

จาก “รถไฟฟ้าแสนล้าน” มาจบลงที่ “ธุรกิจเป็ดย่าง” เจ้าพ่อรถไฟฟ้า “คีรี กาญจนพาสน์” ทิ้งท้ายกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า แม้ “บีทีเอส กรุ๊ป” จะทำธุรกิจหลากหลาย แต่จะเห็นได้ว่า การลงทุนและขยายธุรกิจของกลุ่มมุ่งเน้นเสริมประสิทธิภาพและการมี Synergy เพื่อต่อยอดธุรกิจระหว่างกัน

ทั้งหมดคือ “กุญแจแห่งความสำเร็จ” ในการสร้างอาณาจักรบีทีเอสกรุ๊ป ให้เติบโตอย่างยั่งยืน!!!

ทีมเศรษฐกิจ

 

แห่ซื้อแบรนด์หรูเกลี้ยง คนไทยใครว่าจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1006824

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์บรรดาไฮโซไฮซ้อ คนไทยกระเป๋าหนักต่างไปรอคิวต่อแถวหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนกันข้ามวันข้ามคืน เนื่องจากในวันที่ 14 ก.ค.ได้มีการเปิดตัวคอลเลกชั่นที่ Supreme แบรนด์สตรีทแวร์ สุดฮิพจากฝั่งอเมริกา เน้นกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นกระเป๋าหนัก ได้จับมือกับ Louis Vuitton แบรนด์ดังสัญชาติฝรั่งเศส ร่วมกันออกแบบคอลเลกชั่นรับ Fall-Winter 2017 และได้เข้ามาขายในช็อปไทยแล้วที่ Louis Vuitton พารากอน ทำให้สาวกที่นิยมสองแบรนด์นี้ต่างพากันต่อคิว รอซื้อจำนวนมาก และปรากฏว่า หลังการเปิดตัวสินค้าทุกชิ้นทุกไอเท็มได้ถูกจับจองซื้อไปจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่เที่ยงวันที่ 14 ก.ค. ทั้งที่ราคาสินค้าแต่ละชิ้นตั้งแต่หลักหมื่น ต้นๆจนถึงหลักแสนบาท แต่กระนั้นในวันที่ 15 ก.ค. ก็ยังคงมีบรรดาสาวกมาจับจองนั่งรออยู่หน้าช็อปกันเนืองแน่น โดยคอลเลกชั่นนี้มีสินค้ากว่า 60 รายการ ตั้งแต่ เสื้อยืด กระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอ แม้กระทั่งเคสโทรศัพท์ ที่เป็นไฮไลต์คือ กระเป๋าเดินทางซึ่งมีแค่ 3 ใบในไทย ราคา 123,000 บาท กระเป๋าเป้ 120,000 บาท กระเป๋าคาดอก 81,500 บาท กระเป๋าคาดเอว 78,000 บาท เดนิม แจ็กเกต 62,000 บาท เคส iPhone 7 ราคา 43,400 บาท รองเท้า 33,000 บาท ผ้าพันคอ 12,500 บาท.

 

หลายชาติเข้าคิวซื้อข้าวไทย ศรีลังกา-บังกลาเทศ ออเดอร์ประเทศละ 2 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2560 21:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1006690

กรมการค้าต่างประเทศ เผยหลายประเทศเข้าคิวรอซื้อข้าวไทย ล่าสุดศรีลังกา-บังกลาเทศ ขอซื้อประเทศละ 2 แสนตัน พร้อมทำหนังสือจี้จีน เจรจาซื้อขายลอตที่ 5 และเตรียมร่วมประมูลของฟิลิปปินส์อีก 2.5 แสนตัน…

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ราคาผลผลิตข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ หรือปี 60/61 ของไทยน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะมีความต้องการซื้อข้าวไทยจำนวนมากจากหลายประเทศ โดยล่าสุด ประเทศศรีลังกา และบังกลาเทศ ได้ตกลงจะซื้อข้าวจากไทย โดยศรีลังกาต้องการซื้อข้าวนึ่ง และข้าวขาวปริมาณ 200,000 ตัน ขณะที่บังกลาเทศต้องการซื้อข้าวนึ่งปริมาณ 200,000 ตันเช่นกัน ส่วนราคาซื้อจะอยู่ที่เท่าไร ยังต้องหารือในรายละเอียดต่อไป และจะเริ่มส่งมอบตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้เป็นต้นไป ซึ่งจะรองรับข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ของไทย ที่ผลผลิตจะทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.นี้เป็นต้นไป

”ข้าวที่ไทยจะส่งมอบให้ศรีลังกาและบังกลาเทศ จะเป็นข้าวฤดูกาลใหม่ทั้งหมด เพราะข้าวนึ่งต้องซื้อข้าวเปลือกมานึ่ง ก่อนนำมาทำให้แห้ง แล้วสีเอาเปลือกออก ซึ่งจะช่วยระบายข้าวใหม่ออกต่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง ส่วนราคายังตกลงกันไม่ได้จะขายแบบไหน แบบเอฟโอบี ที่ส่งมอบ ณ ท่าเรือของไทย หรือแบบซีไอเอฟ ที่รวมราคาสินค้า ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย โดยฝ่ายผู้ขายจะส่งมอบให้ถึงประเทศผู้ซื้อเลย ซึ่งทั้งเอฟโอบี และซีไอเอฟ จะคิดราคาต่างกันไป แต่ราคาข้าวเราก็อยากขายตามราคาตลาด หรือใกล้เคียงราคาตลาดมากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทั้ง 2 ประเทศยังมีความต้องการนำเข้าอีกมากไม่ต่ำกว่าล้านตัน เพราะผลผลิตเสียหายจากภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง และน้ำท่วม ส่งผลให้ศรีลังกาต้องกลับมานำเข้าข้าวเป็นครั้งแรกในเกือบ 50 ปี แต่ทั้ง 2 ประเทศพยายามซื้อจากหลายประเทศ ทั้งอินเดีย เวียดนาม รวมถึงไทยด้วย

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ทำหนังสือทวงถามไปยังจีน เพื่อให้เร่งรัดการเจรจาซื้อข้าวจากไทยลอตที่ 5 หรือแสนตันที่ 5 จากปริมาณที่ทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ทั้งหมด 1 ล้านตัน และส่งมอบไปแล้ว 400,000 ตัน ซึ่งการส่งมอบจะเป็นข้าวฤดูกาลใหม่ทั้งหมด ส่วนการเจรจาทำสัญญาซื้อขายกับจีนล้านตันที่ 2 คาดว่า น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกันในเร็วๆ นี้ ฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลเป็นการทั่วไปเพื่อนำเข้าข้าวขาว 25% อีกประมาณ 250,000 ตัน ซึ่งภาคเอกชนไทยคงเข้าร่วมการประมูลด้วย

สำหรับการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาลภายใต้รัฐบาลชุดนี้ หรือตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57-มิ.ย.60 รวม 13.62 ล้านตัน จากปริมาณที่รับมาจากรัฐบาลชุดก่อนประมาณ 18.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าที่ขายได้ทั้งสิ้น 126,471 ล้านบาท.

 

โพล เผยเกษตรกรปลูกข้าวร่วมกับพืชอื่นๆ มีเงินเก็บเดือนละ 5 พันกว่าบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2560 14:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1006392

ซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจเงินในกระเป๋าเกษตรกร พบกลุ่มปลูกพืชชนิดอื่นเพียงอย่างเดียว ไม่มีเงินเหลือ ติดลบ 469 บาท ขณะที่กลุ่มปลูกข้าวและพืชอื่นร่วมด้วย มีเงินเหลือเก็บ 5 พันกว่าบาท ส่วนใหญ่ถูกใจนโยบายช่วยเหลือราคาผลผลิตตกต่ำ…

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ ร่วมกับ ดร.สุธี อนันต์สุขสมศรี ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.นิจ ตันติศิรินทร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเงินในกระเป๋าของเกษตรกร กับ ผลการจัดอันดับหน่วยงานรัฐ ขวัญใจ เกษตรกร จำนวน 557 ตัวอย่างกระจายทั่วประเทศ พบว่า กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่นโดยไม่ปลูกข้าว โดยเฉลี่ยไม่มีเงินเหลือในกระเป๋าเพราะติดลบอยู่ที่ 469 บาท เนื่องจากมีรายได้ เฉลี่ยน้อยกว่า รายจ่าย คือ 15,166 บาท ต่อ 15,635 บาท

ขณะที่กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวและพืชชนิดอื่นๆ เช่น พืชไร่ พืชสวนร่วมด้วย โดยเฉลี่ยมีเงินเหลือเก็บในกระเป๋าสูงสุดเฉลี่ย 5,746 บาทต่อเดือน เนื่องจากรายได้เฉลี่ยสูงสุดและมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่ารายจ่าย คือ 17,987 บาท ต่อ 12,241 บาท ส่วนกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวอย่างเดียว โดยเฉลี่ยมีเงินเหลือในกระเป๋าอยู่ที่ 4,197 บาทต่อเดือน เนื่องจากมีรายได้เฉลี่ยมากกว่า รายจ่าย คือ 12,071 บาท ต่อ 7,874 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม จำนวนมากเกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 34.3 ไม่มั่นใจว่าจะมีลูกหลานสืบทอดอาชีพเกษตรกร และร้อยละ 13.8 ระบุไม่มี อย่างไรก็ตาม เกินครึ่งเล็กน้อย หรือร้อยละ 51.9 ระบุมี และมั่นใจว่าลูกหลานจะสืบทอดอาชีพเกษตรกรต่อไปอย่างแน่นอน

เมื่อวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าของเกษตรกร จากผลผลิตทางการเกษตร พบว่า กลุ่มเกษตรกรที่มีลูกหลานสืบทอดอาชีพเกษตรกรแน่นอน และกลุ่มเกษตรกรที่มีลูกหลานแต่ยังไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะยึดอาชีพเกษตรกรต่อไปหรือไม่ มีเงินเหลือเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 4,407 บาท และ 4,749 บาทต่อเดือน แต่กลุ่มเกษตรกรที่ไม่มีลูกหลานสืบทอดอาชีพเกษตรกร ไม่มีเงินเหลือเก็บ เพราะมียอดเงินส่วนต่างเฉลี่ยติดลบอยู่ที่ 1,098 บาท

สำหรับนโยบายถูกใจที่มีผลให้ยึดอาชีพเกษตรกรต่อไป พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 28.4 ระบุ นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อราคาผลผลิตตกต่ำ อันดับสองหรือร้อยละ 20.4 ระบุ หลักเศรษฐกิจพอเพียง และอันดับสาม หรือร้อยละ 16.9 ระบุโครงการพัฒนาเกษตรกรของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ร้อยละ 16.0 ระบุว่า เป็นอาชีพเดิม สืบทอดกันมา ไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ในขณะที่รองๆ ลงไประบุว่าเป็น โครงการกลุ่มนาข้าว ฝ่ายเกษตรพันธุ์ข้าว และโครงการกู้หลวง เป็นต้น

เมื่อถามถึง หน่วยงานรัฐ ขวัญใจเกษตรกร พบประเด็นที่น่าสนใจคือ อันดับแรกหรือร้อยละ 30.5 ระบุ เกษตรอำเภอ ขึ้นเป็นที่หนึ่งครองใจเกษตรกร อันดับที่สองหรือร้อยละ 20.3 ระบุ กระทรวงเกษตรฯ อันดับสามหรือร้อยละ 16.5 ระบุ ธ.ก.ส. อันดับที่สี่ หรือร้อยละ 13.0 ระบุ กรมการข้าว และรองๆ ลงไปคือ เกษตรจังหวัด สหกรณ์การเกษตรฯ อบต. กระทรวงวิทยาศาสตร์ และ ปศุสัตว์ เป็นต้น

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ตั้งข้อสังเกตและข้อห่วงใยว่า การเข้าถึงเกษตรกรในระดับพื้นที่ผ่านเกษตรอำเภอคือหัวใจสำคัญ ด้วยสื่อบุคคลที่ประกอบไปด้วย ความรู้หลักวิชาการ (Knowledge) งบประมาณ (Funding) และเครือข่าย (Networking) น่าจะเป็นกลไกสำคัญนำยุทธศาสตร์ชาติ ลงสู่กลุ่มเกษตรกรให้มีฐานะทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือนและความสุขที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงลึกที่ค้นพบ ทำให้เป็นห่วงการบูรณาการเทียม ที่อาจจะใช้เม็ดเงินของรัฐโหมประชาสัมพันธ์สร้างภาพช่วยเหลือเกษตรกรผ่านสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ควรบูรณาการแท้ร่วมกับเกษตรอำเภอ ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ และเข้าถึงหัวใจของเกษตรกร สร้างเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ กลายเป็นคลังสมองระดับพื้นที่หนุนเสริมความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนแท้จริง เพราะถ้าเกษตรอำเภอมีความรู้หลักวิชาการ มีเครือข่าย แต่ถ้าไม่มีงบประมาณสนับสนุนที่มากพอก็จะยากในการทำงานบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ได้.