7 ทศวรรษ “ห้างเซ็นทรัล” เป็นที่หนึ่งในใจคนไทย เพราะซื่อสัตย์และจริงใจ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1005760

สิริเกศ – นิตย์สินี – ยุวดี

ภายใต้การกุมบังเหียนของซีอีโอหนุ่มไฟแรง “ทศ จิราธิวัฒน์” กำลังพา “เซ็นทรัล กรุ๊ป” พุ่งทะยานไปสู่เป้าหมายการพลิกโฉมเซ็นทรัลสู่ยุคดิจิทัล 4.0 เต็มตัว เพื่อเสริมใยเหล็กให้ธุรกิจค้าปลีกอันดับหนึ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร โดยมีสามนางสิงห์แห่งกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล “ยุวดี-นิตย์สินี-สิริเกศ จิราธิวัฒน์” เป็นทัพหลังคอยขับเคลื่อนความฝันให้เป็นจริง!!

ในโอกาสครบรอบ 70 ปี ห้างเซ็นทรัล ซึ่งจะจัดกิจกรรมฉลองยิ่งใหญ่ต่อเนื่องตลอด 7 เดือนเต็มข้างหน้า (กดปุ่มสตาร์ตตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.2560) สามผู้บริหารหญิงสุดแกร่งตระกูลจิราธิวัฒน์ เปิดใจให้สัมภาษณ์ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ ถึงพันธกิจในการบรรลุเป้าหมาย “ต้องเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า” ท่ามกลางการแข่งขันขับเคี่ยวรุนแรงของธุรกิจค้าปลีก และการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน

ทำธุรกิจค้าปลีกยุคนี้เหนื่อยหนักไหม การแข่งขันสูงขนาดไหน

ยุวดี : เหนื่อยมาก การแข่งขันสูงมาก เรายังต้องเข้าใจลูกค้ารุ่นใหม่ๆด้วยว่าชอบอะไรต้องการอะไร เพราะพวกเขาคือกำลังซื้อหลักตอนนี้ แต่ถึงจะเหนื่อยยังไง ก็มองปัญหาเป็นสิ่งท้าทายนะคะ เพราะทำให้ตื่นตัว ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา

อะไรคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ “ห้างเซ็นทรัล” ครองใจคนไทยมายาวนาน 7 ทศวรรษ

นิตย์สินี : พวกเรารักธุรกิจนี้มาก และเชื่อว่ารีเทลเป็นเรื่องของดีเทล ความพิถีพิถันในรายละเอียดคือเคล็ดลับสำคัญของเซ็นทรัล นอกจากนี้ เรายังเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ตรงนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เซ็นทรัลสามารถสร้างความแตกต่างจากคนอื่นได้ ใครมาเดินเซ็นทรัลแล้วต้องเห็นอะไรใหม่ๆ และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อยากให้เซ็นทรัลเป็นบ้านหลังที่สองของลูกค้า บ้านหลังที่สองของพนักงานและบ้านหลังที่สองของคู่ค้า

สิริเกศ : เรามีความจริงใจกับลูกค้ามาก ไม่ว่าทำอะไร ต้องมีความซื่อสัตย์กับลูกค้า ทำยังไงให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด และเกิดความไม่พึงพอใจน้อยสุด สิ่งนี้คือสิ่งที่พวกเรายึดมั่นมาตลอด

ยุวดี : การทำห้างสรรพสินค้าให้ประสบความสำเร็จ ลูกค้าคือหัวใจในการคิดโจทย์ ตลอด 70 ปี “ห้างเซ็นทรัล” ถือเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคนไทยที่มีความผูกพันกันมายาวนาน ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเร็วขนาดไหน แต่เป้าหมายของเราคือ ต้องเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า ธุรกิจของเรามีบิสเนสยูนิต 9 ยูนิต เวลาลูกค้านึกถึงอะไรอยากทำอะไรก็ขอให้นึกถึง “เซ็นทรัล กรุ๊ป” เป็นที่แรก ขณะเดียวกัน ธุรกิจเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรามีส่วนสำคัญมากในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยมาช้านาน และก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ทศวรรษเซ็นทรัลยังอยากมีส่วนร่วมพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย พัฒนาสังคมและพัฒนาเมือง ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อวางรากฐานไว้ และทำให้เซ็นทรัลเป็นเซ็นทรัลได้อย่างทุกวันนี้

ได้เคล็ดวิชาบริหารธุรกิจค้าปลีกจากคุณพ่อเยอะไหมคะ

ยุวดี : คุณพ่อให้ความสำคัญกับการรักษาสายสัมพันธ์กับคู่ค้ามาก คุณพ่อเรียนไม่สูงจบแค่พาณิชย์ แต่ชอบอ่านแมกกาซีนต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงธุรกิจ ท่านไม่ได้จบสถาปัตย์ แต่รู้เรื่องการออกแบบอาคารดี และสามารถเจรจาธุรกิจการค้ากับฝรั่งสบายๆ พวกเราซึมซับสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก รู้ว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องช่วยงานที่บ้านให้ดีที่สุด

แล้วอะไรทำให้ “เซ็นทรัล กรุ๊ป” เหนือกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม

ยุวดี : การเป็นที่หนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่การรักษาความเป็นที่หนึ่งเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ความสำเร็จของเราต้องยกให้ทีมแมนเนจเมนต์และพนักงานทุกคน ซึ่งตั้งใจทำทุกอย่างเต็มที่จริงๆ คนที่ทำงานด้วยใจยังไงผลลัพธ์ต้องออกมาดี ถึงจะมีล้มลุกคลุกคลานบ้างตามเหตุการณ์บ้านเมือง แต่เราก็สามารถกลับมาได้เสมอ

นิตย์สินี : ในอินดัสทรีนี้เราไม่แพ้ใครในโลก จุดแข็งของเราอยู่ที่การวางแปลน ความต่อเนื่องของการเดินซื้อสินค้า เรามีสินค้าให้เลือกครบ และยังมีสินค้าหลากหลายไม่เหมือนใคร เราทำทุกอย่างโดยคิดแทนลูกค้าว่าเวลาเดินซื้อของ ลูกค้าอยากได้อะไร จะเดินซื้อของยังไง เราริเริ่มอะไรใหม่ๆเยอะ ตั้งแต่ยุคคุณพ่อก็เป็นคนแรกที่นำสินค้าต่างประเทศเข้ามาวางขายในไทย งานรีเทลไม่มีอะไรที่หยุดนิ่ง ต้องคิดสิ่งใหม่ตลอดเวลา

สิริเกศ : จุดแข็งของเราคือเรื่องบริการลูกค้า ถึงเซ็นทรัลจะเปิดมา 70 ปี แต่เราก็ยังพัฒนาบริการเพื่อรักษาความโดดเด่นมาตลอด โดยมุ่งเน้นการให้บริการที่เป็นเลิศเกินความคาดหมายของลูกค้าเสมอ

เท่าที่สัมผัสมานาน ลูกค้ายุคนี้เปลี่ยนไปจากยุคก่อนอย่างไร

ยุวดี : ยุคนี้ลูกค้าวัยรุ่นเยอะ ชอบพวกดิจิทัล และซื้อของทางออนไลน์ ก็ต้องเร่งพัฒนาเรื่องออนไลน์ให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายเราเชื่อว่าการทำธุรกิจค้าปลีก จะทำออฟไลน์หรือออนไลน์อย่างเดียวไม่เวิร์กต้องทำแบบผสมผสานควบคู่กัน จากผลวิจัยของอเมริกาชี้ว่า คนที่ซื้อสินค้าผ่านหลายๆช่องทาง เป็นลูกค้าที่ดีที่สุด และเป็นลูกค้าที่ซื้อเยอะที่สุด โจทย์สมัยก่อนกับสมัยนี้ก็เหมือนเดิมคือ เราจะให้ลูกค้าเป็นหัวใจในการคิดโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกซื้อสินค้า การออกแบบร้าน การวางโฟลว์ร้าน จะเดินช็อปปิ้งอย่างไร เราจะคิดถึงลูกค้าเราก่อนอื่นใดเลย

นิตย์สินี : สมัยนี้ลูกค้าชอบดูนิทรรศการศิลปะ ชอบดูอีเวนต์ใหม่ๆสนุกๆ เราก็ต้องพยายามหาสิ่งนั้นมาให้ลูกค้า อะไรคือเทรนด์ใหม่ อะไรคือความต้องการใหม่ เราต้องพยายามเซิร์ฟให้ได้

สิริเกศ : ลูกค้าเซ็นทรัลเป็นกลุ่มคนที่มีความชัดเจน และพิถีพิถัน มองหาเฉพาะสินค้าและบริการที่เป็นเลิศจริงๆ

ปีนี้ฉลอง 70 ปีแล้ว ในฐานะห้างเก่าแก่อันดับหนึ่งของไทย “เซ็นทรัล” จะสร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่อะไรบ้าง

นิตย์สินี : ห้างเซ็นทรัลจะมีการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ใหม่ในหลายมิติ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของโลกยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ฟอนต์ตัวอักษรของโลโก้ และภาพดอกกุหลาบ เพื่อสื่อให้เห็นถึงความหนักแน่น ตั้งใจและมุ่งมั่น ในการบริการลูกค้า เราให้สัญญากับลูกค้าว่าจะให้แต่สิ่งดีๆเท่านั้น ห้างเซ็นทรัลยังเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Central โฉมใหม่ ที่จะทำให้การช็อปปิ้งทั้งออนไลน์และออฟไลน์เป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างไร้รอยต่อ ทั้งการให้ข้อมูลแบบอินเตอร์แอ็กทีฟ โปรโมชั่น ที่สามารถเลือกได้ตามความต้องการเฉพาะบุคคล พร้อมคอนเทนต์อัพเดตเทรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์

ได้ยินมาว่ายังมีอะไรจะเซอร์ไพรส์เยอะเลย

นิตย์สินี : อยากให้ลูกค้าทุกคนร้อง “ว้าว!” ตลอด 7 เดือนเต็มนับจากนี้ จึงคิดปรากฏการณ์ว้าวๆขึ้นมาหลายอย่าง มีทั้งว้าว โปรโมชั่น, ว้าว คอลเลกชั่น และว้าว แอ็กทีวิตี้ นอกจากนี้ ยังมีความว้าวแบบซึ้งๆในคอนเซปต์ “ความสุขของทุกหัวใจ ไม่มีวันสิ้นสุดที่ห้างเซ็นทรัล” ผ่านหนังสั้นฝีมือกำกับ “โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล” ผู้กำกับชื่อดังจาก “แฟนเดย์…แฟนกันแค่วันเดียว” สำหรับบรรยากาศภายในห้างก็จะปรับปรุงใหม่ อย่างน้อยพื้นที่ขาย 20% ต้องเป็นพื้นที่กิจกรรม เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาแล้วได้ไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ใหม่กลับไป ไม่รู้สึกเหมือนแค่มาเดินห้าง เราจะมีร้านอาหารมากขึ้น และมีป็อปอัพแอเรียมากขึ้น

ไม่ว่าโลกจะหมุนเหวี่ยงแรงเร็วขนาดไหน แต่ “ความซื่อสัตย์และจริงใจ” ยังคงเป็นอาวุธลับตลอดกาล ที่ทำให้ “ห้างเซ็นทรัล” ครองใจคนไทยมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ.

ทีมข่าวหน้าสตรี

 

พาณิชย์ชวนเที่ยว ตลาดริมน้ำวัดนังคัลจันตรี แหล่งเที่ยวใหม่เมืองปทุมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ค. 2560 18:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1005719

ไปเที่ยวกัน! พาณิชย์เปิดตลาดต้องชมแห่งใหม่ ริมน้ำวัดนังคัลจันตรี อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น…

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ก.ค. 60 นางสาวรัตนา เธียรวิศิษฎ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร นายดรณ์ สมิตะเกษตริน นายอำเภอลำลูกกา นายยงยุทธ มั่นบุปผชาติ นายกเทศมนตรีตำบลลำลูกกา ร่วมเปิดตลาดต้องชมแห่งใหม่ ตลาดริมน้ำวัดนังคัลจันตรี เปิดพื้นที่เป็นแหล่งซื้อขายสินค้าให้กับชุมชน พร้อมผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดปทุมธานี

สำหรับตลาดริมน้ำ วัดนังคัลจันตรี ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีความน่าสนใจตรงสินค้าของชาวบ้าน และยังมีศาลหลักเมืองอำเภอลำลูกกา เป็นสถานที่สักการะยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวลําลูกกา เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคี นำมาซึ่งความสุขความร่มเย็น พระไม้ตะเคียนทองอายุ 1,000 ปี และพระพุทธชยันโตวัดนังคัลจันตรีเป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 123 ปี

นอกจากนี้ ภายในวัดมีพระพุทธรูปโบราณและปูชนียวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย ที่สำคัญคือสะพานไม้โบราณ 5 แผ่นดิน นวการผดุง เป็นสะพานไม้แห่งแรกที่ใช้ในการเชื่อมผู้คนสองฝั่งคลอง ทางด้านเทศบาลตำบลลำลูกกา ได้สนับสนุนพื้นที่และปรับปรุงพื้นที่ปรับปรุงภูมิทัศน์ตลาดให้มีความสวยงามเป็นระเบียบ ในพิธีเปิดตลาดต้องชมวันนี้มีการแสดงประเพณีวัฒนธรรมการทำขวัญข้าว และการแข่งเรือซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวอำเภอลำลูกกามาช้านาน

นายยงยุทธ มั่นบุปผชาติ นายกเทศมนตรีตำบลลำลูกกา กล่าวว่า ตลาดริมน้ำวัดนังคัลจันตรีเป็นตลาดเก่าโบราณ ในอดีตเจริญมากเป็นแหล่งซื้อของจับจ่ายสินค้าทางเรือเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักและเข้ามาเที่ยว ประกอบด้วยตลาด 4 โซน คือ ตลาดนัดชนบท ชายคลองหกวาริมน้ำวัดนังคัลจันตรี ตลาดเก่า 100 ปีวิถีชุมชน เป็นตลาดเก่าเรือนไม้ห้องแถวโบราณ ตลาดผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP และตลาดเปิดท้ายคลองถม

นางสาวรัตนา เธียรวิศิษฎ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จัดทำโครงการตลาดชุมชนเพื่อธุรกิจท้องถิ่นภายใต้ชื่อตลาดต้องชม เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้วยการส่งเสริมการตลาดภายในประเทศ โดยใช้ตลาดชุมชนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนขยายช่องทางการตลาด โดยจัดโครงการตลาดต้องชม เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ตลอดจนประชาชนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งตลาดมีคุณสมบัติที่เหมาะเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน สามารถพัฒนาเชื่อมโยงสู่การตลาด เพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดปทุมธานีได้.

 

คนจะรวยต้องรู้! หวยเลขเบิ้ล เลขตอง ต้องออกวันพระ วันหยุด จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ค. 2560 12:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1004885

โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ไขข้อข้องใจ เลขเบิ้ล เลขตอง ต้องออกวันพระ วันหยุด จริงหรือ? พร้อมฝาก 3 ข้อ ถึงประชาชนคนรักหวย…

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานะโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า อันที่จริงแล้ว หลักการของสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น คล้ายคลึงกับการเสี่ยงโชคในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งพฤติกรรมของคนทั่วไปมักจะพิจารณาจากสถิติของผลสลากกินแบ่งรัฐบาลย้อนหลัง

“หลักการของตัวเลขทางสถิตินั้น เป็นเรื่องของความน่าจะเป็น เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะเกิดเลขซ้ำ เลขตอง หรือเลขเบิ้ล ในวันพระ วันหยุด ย่อมมีความเป็นไปได้ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา เราก็มักจะเห็นว่าในวันต่างๆ เหล่านี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล มักจะออกเป็นเลขซ้ำ หรือเลขคู่อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ ถือว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธนวรรธน์ กล่าว

โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวต่ออีกว่า เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า คนไทยยังคงมีความเชื่อที่ว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลสามารถล็อกเลขที่ต้องการได้ และนี่จึงเป็นที่มาให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาดูการออกรางวัลอย่างโปร่งใส เพราะฉะนั้น ถ้าใครก็ตามมีโอกาสได้เข้ามาดูการประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล คนเหล่านั้น จะรู้และเข้าใจได้ในทันทีว่า กระบวนการออกสลากจะมีการสุ่มทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะสุ่มวงล้อ สุ่มลูกบอล สุ่มตัวเลข เพราะฉะนั้น หมายเลขที่ออกจะเป็นเลขอะไรก็ได้

“ในขณะเดียวกัน การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลในวันเสาร์ อาทิตย์ มักจะเป็นเลขเบิ้ล หรือเลขซ้ำอยู่บ่อยครั้ง แต่ในบางงวด หากเราย้อนกลับไปดู เราก็จะพบว่า ในบางเสาร์อาทิตย์ ผลสลากก็ไม่ได้ออกเลขเบิ้ลใดๆ เลย หรือในกรณีที่ร่ำลือกันว่า งวดนั้นงวดนี้จะออกเลขดัง แต่ผลสุดท้ายก็ไม่ได้ออกเลขดัง เพราะทุกอย่างนั้น อยู่บนความน่าจะเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธนวรรธน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ฝากถึงประชาชนไว้อีกว่า 1.ไม่ว่าจะเลขเบิ้ล เลขตอง เลขซ้ำ หรือเลขใดๆ ก็ตาม มีโอกาสออกได้หมด 2.ส่วนการออกเลขเบิ้ล ในวันพระ หรือวันหยุดนั้น เป็นหลักสถิติที่สามารถจะเกิดขึ้นซ้ำได้ และ 3. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่มีการล็อกเลขอย่างแน่นอน.

 

ใครกล้าขายข้าวไปเพื่อนบ้านเจอดีแน่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1005100

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) และประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวสารในสต๊อกรัฐ เผยว่า จากกรณีที่กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใน 32 จังหวัด เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมและความเคลื่อนของบริษัทเอกชน จำนวน 13 ราย ที่ชนะการประมูลซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนครั้งที่ 1/2560 ว่ามีการดำเนินการถูกเป็นไปตามเงื่อนไข และวัตถุประสงค์หรือไม่ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับเบาะแสว่า จะมีการลักลอบนำข้าวในสต๊อกดังกล่าว ไปจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้านนั้น ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวตนยังไม่ได้รับรายงาน แต่มั่นใจในการทำงานของทุกส่วน โดยได้ตั้งคณะติดตามเรื่องนี้ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อติดตามการระบายข้าวในสต๊อกจากระบายทุกขั้นตอนจากโกดังไปสู่โรงงานของผู้ประกอบการ ให้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงมั่นใจว่าจะไม่มีการลักลอบนำข้าวในสต๊อกรัฐบาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากผู้ชนะประมูลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยเคร่งครัดและถูกตรวจพบว่านำเข้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ผู้ซื้อจะต้องถูกริบหลักประกันและถือเป็นผู้กระทำผิดเงื่อนไขการประมูล รวมทั้งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ดังนั้น หากพบเบาะแสการกระทำผิด เงื่อนไขการประมูลก็ให้แจ้งคณะทำงานระดับจังหวัด หรือแจ้งไปยังกรมการค้าภายในกระทรวงต่างประเทศเพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป.

 

ท่องเที่ยวทำรายได้ฟู่ฟ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1005094

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า 6 เดือนแรกปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 1.37 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 6% ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายครึ่งปีที่วางไว้ คือเกิน 53% ของรายได้ทั้งปีที่กำหนดไว้ 2.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย 500,000 ล้านบาท และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 876,000 ล้านบาท มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยประมาณ 17.33 ล้านคน เฉลี่ยเดือนละ 2.8 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนสร้างรายได้ให้กับประเทศมากที่สุด รวม 241,247 ล้านบาท ตามมาด้วยรัสเซีย รายได้ 56,000 ล้านบาท และมาเลเซียรายได้ 46,000 ล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา เดินทางเข้าไทยมากขึ้น ในปีนี้น่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านคนในปีแรก

สำหรับรายจากการท่องเที่ยวทั่วประเทศทุกจังหวัดท่องเที่ยวทั่วประเทศมีรายได้เกิน 50% ของเป้าหมายที่ส่วนกลางให้ไว้ แต่ต้องยอมรับรายได้ทั้งหมด กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ๆ 10 จังหวัด คือ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ สงขลา พังงา ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ เชียงราย มีรายได้ 490,000 ล้านบาท รองลงมาคือ กทม.รายได้รวม 310,000 ล้านบาท เมืองรอง 110,000 ล้านบาท

“จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนักท่องเที่ยว ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นนักท่องเที่ยวแบบออนไลน์ใช้ดิจิทัลมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวจีนเกิน 70% มาเที่ยวแบบออนไลน์ และนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ ก็ใช้ออนไลน์เกิน 50% กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จึงเตรียมเรียกหน่วยงานท่องเที่ยวจังหวัดในท้องถิ่นเข้าหารือและทำความเข้าใจ และหารูปแบบที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล”.

 

รัฐขายมันเส้นโละสต๊อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1005090

เปิดทางเจรจา 5 เจ้าของโกดังซื้อตรง

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เร็วๆนี้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติให้ อคส.เปิดเจรจาขายมันสำปะหลังเส้นในสต๊อกรัฐบาลปริมาณรวม 98,000 ตัน ให้กับเจ้าของคลังสินค้า 5 แห่งที่รัฐเช่าฝากเก็บมันเส้น และผู้สนใจทั่วไป โดยมันเส้นดังกล่าวถือเป็นมันเส้นเสื่อมคุณภาพลอตสุดท้ายในสต๊อกรัฐบาล และไม่สามารถนำมาปรับปรุงเพื่อส่งออกได้ จึงต้องขายและใช้ภายในประเทศเท่านั้น

สำหรับสาเหตุที่ อคส.ต้องเปิดเจรจาซื้อขายมันเส้นเสื่อมสภาพให้กับเจ้าของโกดัง และผู้สนใจโดยตรง เพราะเป็นมันเสื่อมสภาพ และก่อนหน้านี้ กรมการค้าต่างประเทศเคยนำมาเปิดประมูลแล้ว แต่ไม่มีผู้สนใจประมูล อคส.จึงต้องเจรจาเปิดให้ซื้อตรง ส่วนความเสียหายจากการเก็บสต๊อกมันจนเสื่อมสภาพนั้น อคส.อยู่ระหว่างฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับผู้มีส่วนรับผิดชอบคือ เจ้าของโกดัง

นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต๊อกรัฐบาล ยังจะนำมันเส้นปริมาณรวม 3,712 ตัน มาเปิดประมูล แบ่งเป็นการเปิดประมูลเป็นการทั่วไปปริมาณ 3,449 ตัน และการเปิดประมูลเพื่อจำหน่ายเข้าสู่อุตสาหกรรม 263 ตัน โดยกำหนดให้ผู้สนใจยื่นซองเอกสารคุณสมบัติเสนอซื้อในวันที่ 19 ก.ค.2560 และเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาวันที่ 21 ก.ค. 2560 ซึ่งเงื่อนไขการประมูลเพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ผู้เสนอซื้อต้องแจ้งวัตถุประสงค์และประเภทอุตสาหกรรมที่จะนำไปใช้ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการนำกลับเข้าสู่การบริโภค หรือปรับปรุงสภาพเพื่อส่งออก.

 

จ่อ ชงขายหวยลอตโต รางวัลที่ 1 เกือบ 300 ล้าน ไม่ถูกยอดแจ็กพอตเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1005150

ลุ้นแจ็กพอต เสนอ ‘บอร์ด’ อนุมัติก.ย.นี้

สำนักงานสลากฯเล็งเสนอบอร์ด คลอดเกม “ลอตโต” หวังเพิ่มเกมใหม่ เพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชน ไม่ต้องลุ้นโชคจากลอตเตอรี่เพียงอย่างเดียว “ฉลองรัฐ” มั่นใจชงลอตโตเสนอบอร์ดฯ พิจารณาเดือน ก.ย. คาดงวดแรก รางวัลที่ 1 ยอดเงินรางวัลเกือบ 300 ล้านบาท เป็นเศรษฐีรวยระเบิดระเบ้อในพริบตา แต่ถ้าไม่มีใครถูกรางวัล ยอดแจ็กพอตจะเพิ่มขึ้น แต่รวมแล้วร่วม 1,000 ล้านบาท

คนไทยเตรียมฝันมีสิทธิ์รวยระเบิดระเบ้อจากหวย “ลอตโต” ทั้งนี้ พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ว่า ในการประชุมคณะกรรมการสำนักงานสลากฯ (บอร์ด) ที่มี พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค 1 เป็นประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากฯ ในเดือน ก.ย. ฝ่ายบริหารจะเสนอให้บอร์ดพิจารณาดำเนินการสลากออนไลน์แบบลอตโตเหมือนกับต่างประเทศ โดยเงินรางวัลแจ็กพอตคาดว่า จะมีมูลค่าสูงหลายร้อยล้านบาท หากงวดใด รางวัลแจ็กพอตไม่แตก จะมีการสะสมยอดเงินรางวัลเพิ่มขึ้น เป็นรางวัลแจ็กพอต เพื่อให้ลอตโตเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักเสี่ยงโชค

ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯกล่าวว่า ที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯศึกษาเรื่องการออกเกมใหม่อย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้มีแนวคิดที่จะรื้อฟื้นสลากแบบเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัวขึ้นมาใหม่ แต่เนื่องจากสลากแบบเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว มีพื้นฐานมาจากการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกทุกๆวันที่ 1 และ 16 ของเดือน ไม่แตกต่างจากการซื้อขายหวยใต้ดิน สำนักงานสลากฯจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาเกมใหม่ๆ ในปีนี้จะเสนอสลากแบบเกมลอตโต และในปีหน้าสำนักงานสลากฯอาจเสนอให้เปิดเกมทายผลฟุตบอล เป็นต้น

พล.ต.ฉลองรัฐกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการออกเกมลอตโต เนื่องจากต้องการปราบปรามเจ้ามือหวยใต้ดิน ราคาสลากที่ขายเกินราคาและเกมพนันที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน คาดว่าคนไทยเล่นหวยใต้ดินปีละมากกว่า 100,000 ล้านบาท เงินเหล่านั้นไม่ได้เสียภาษีให้แก่รัฐบาลแม้แต่บาทเดียว ที่สำคัญเงินจากการพนันเหล่านี้ ยังไปสร้างความร่ำรวย สร้างผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ทำให้เกิดปัญหาในสังคมตามมาอย่างมากมาย ขณะที่สำนักงานสลากฯ มีรายได้จากการจำหน่ายสลากเดือนละ 5,800 ล้านบาท หรือปีละ 69,000 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าการเพิ่มเกมใหม่ๆเข้าสู่ท้องตลาดมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีเกมเดียวคือ สลากกินแบ่งรัฐบาล ทำให้เกิดการปั่นราคาสลากและมีการจำหน่ายเกินราคาจากคู่ละ 80 บาท เพิ่มขึ้นเป็นคู่ละ 90-100 บาท แต่หากมีเกมใหม่เกิดขึ้นจะทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น คาดว่าราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลจะปรับราคาลดลงตามกลไกตลาด

พล.ต.ฉลองรัฐกล่าวด้วยว่า สำหรับลอตโตที่สำนักงานสลากฯ จะเสนอให้บอร์ดพิจารณามีวิธีการเล่นที่เรียกว่า 6/43 โดยผู้ซื้อมีสิทธิเลือกหมายเลขได้ 6 ตัว ตั้งแต่หมายเลข 1 จนถึงหมายเลข 43 ส่วนผลการออกรางวัล สำนักงานสลากฯจะจับลูกบอลขึ้นมา 6 ลูกหรือ 6 หมายเลข หากถูกต้องตรงกันทั้ง 6 หมายเลขจะเท่ากับถูกรางวัลที่ 1 แต่หากไม่มีผู้ถูกรางวัลที่ 1 เงินรางวัลจะถูกสะสมในงวดถัดไปกลายเป็นรางวัลแจ็กพอตที่มีมูลค่าสูง หากสำนักงานสลากฯ นำเกมลอตโตออกจำหน่ายให้ประชาชน ต้องแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ขณะนี้บอร์ดได้เห็นชอบในหลักการของกฎหมายแล้ว คาดว่า ภายในเดือน ส.ค.2560 จะนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นบนเว็บไซต์ของสำนักงานสลากฯ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น พร้อมจัดงานสัมมนา พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เพื่อระดมความคิดจากนักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาในเดือน ต.ค.

พล.ต.ฉลองรัฐกล่าวด้วยว่า สำหรับสาระสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ.ครั้งนี้ จะผ่อนคลายข้อกำหนดที่ระบุว่า สำนักงานสลากฯจะต้องจัดสรรเงินรางวัลตามที่กฎหมายกำหนดทันที หลังออกรางวัล ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้นำเงินจากการจำหน่ายสลากไปจ่ายเป็นเงินรางวัล 60% อีก 28% นำส่งเข้าคลัง และ 12% เป็นค่าบริหารจัดการภายในสำนักงานสลากฯ ค่าส่วนลดจากการจำหน่ายสลากและกองทุนสำนักงานสลากเพื่อการกุศล โดยสำนักงานสลากฯ จะเสนอแก้ไขว่า หากสำนักงานสลากฯ ออกรางวัลเสร็จสิ้น ไม่ต้องจ่ายเงินรางวัลในทันทีก็ได้ โดยให้เงินรางวัลที่ไม่จ่ายในทันที นำไปสะสมไปเป็นเงินรางวัลเพิ่มเติม หรือรางวัลแจ็กพอตได้

สำหรับรางวัลแจ็กพอตที่มียอดเงินสะสมนั้น สำนักงานสลากฯจะให้บอร์ดตัดสินใจว่า ยอดเงินรางวัลสะสมที่ระดับใดถึงจะมีความเหมาะสม เพราะปัจจุบันสำนักงานสลากฯมียอดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดละ 5,800 ล้านบาท จากจำนวนการพิมพ์สลาก 142 ล้านฉบับ หรือ 71 ล้านฉบับคู่ ยอดเงินที่สามารถนำมาจ่ายเป็นรางวัลได้คือ 60% หรือ 3,489 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นรางวัลที่ 1 จำนวนถึง 284 ล้านบาท ดังนั้น เงินรางวัล 1 ในงวดแรก เริ่มต้นได้ที่ 284 ล้านบาท ส่วนจำนวนเงินรางวัลที่เหลือนำไปเป็นเงินรางวัลที่ 2 รางวัลที่ 3 ตามลำดับ หาก มีผู้ถูกรางวัลที่ 1 ในงวดนั้นหลายคนจะนำมาหารเฉลี่ยให้เท่าๆกัน

ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯกล่าวอีกว่า ส่วนวิธีการเล่น การจับรางวัล การถูกรางวัล รวมถึง การจ่ายเงินรางวัลจะเสนอให้บอร์ดสำนักงานสลากฯ พิจารณา รวมถึงจำนวนครั้งที่จะออกรางวัลลอตโต ปัจจุบันต่างประเทศ ออกลอตโตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ของไทยน่าจะเดือนละ 2 ครั้ง สอดคล้องกับการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยจะออกทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน โดยสำนักงานสลากฯจะจับรางวัล 2 ประเภท คือ สลากกินแบ่งรัฐบาลและลอตโต ส่วนเงินรางวัลแจ็กพอตที่อาจจะมีมูลค่าสูงเป็นพันล้านบาท หากไม่มีผู้ถูกรางวัลแจ็กพอต สำนักงานสลากฯจะบังคับให้รางวัลแจ็กพอตแตกก็ได้ บางประเทศจะมีการจับลูกบอลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผู้โชคดี เป็นต้น

พล.ต.ฉลองรัฐกล่าวอีกว่า ส่วนการออกสลากกินแบ่งรัฐงวดวันที่ 1 ก.ย.2560 ที่จะมีการปรับราคาจำหน่ายสลากจากคู่ละ 80 บาท (2 ใบ) มาเป็นฉบับละ 80 บาท ล่าสุดได้ทดลองพิมพ์เหมือนจริงแล้ว 1 ครั้ง โดยพิมพ์ออกมาเป็นสีขาว-ดำ เพื่อให้เกิดความแตกต่างกับสลากที่จำหน่ายในปัจจุบัน ผลปรากฏว่าระบบการพิมพ์ไม่มีปัญหา โดยสลากงวดวันที่ 1 ก.ย.2560 จะเริ่มวางจำหน่ายให้แก่ประชาชนตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค.2560 เป็นต้นไป

 

อยากเป็น ‘สตาร์ทอัพ’ ต้องทำอย่างไร พบ 5 กลยุทธ์ก่อนทำธุรกิจยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1004555

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือ เอกชนต่างให้ความสำคัญกับธุรกิจ สตาร์ทอัพ (Startup) เป็นอย่างมาก เห็นได้จากนโยบายของภาครัฐที่พยายามผลักดันผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีไอเดียทางด้านต่างๆมาผนวกรวมกับเทคโนโลยีมาใช้ทำธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเองไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการธนาคาร ภาคอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมเองก็จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดูแลและบ่มเพาะปลุกปั้นธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เรียกได้ว่าวันนี้ธุรกิจสตาร์ทอัพ ได้แตกหน่อ ออกผล มาให้เราได้ทดลองใช้กันเป็นจำนวนมาก

‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอนำ 5 กลยุทธ์ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้จัดทำเอาเทคนิคสำคัญๆ มารวบรวมไว้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมาย มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความมุ่งมั่น ก่อเกิดเป็นไอเดียที่จะสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ ดังนี้

1. ต้องทำสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น หรือพัฒนาแล้วแต่ยังไม่ตอบโจทย์

กลยุทธ์ดังกล่าวนี้จะเป็นการเปลี่ยนทัศนคติหรือวิถีการใช้ชีวิตของผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการจะต้องสร้างสินค้า หรือการบริการ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้และเกิดความรู้สึกประทับใจ ต่อยอดไปจนถึงการทำให้รู้สึกว่าสินค้าและการบริการนั้นๆ มีความจำเป็นจนกระทั่งเกิดความจงรักภักดีและขาดบริการหรือสินค้าเหล่านั้นไม่ได้ อาทิ บริการช่องทางการเงินระบบออนไลน์ บริการจองรถรับส่ง เป็นต้น

2. ต้องสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงใจผู้บริโภค

ปัจจุบันผู้บริโภคกลายเป็นผู้มีอำนาจอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจซื้อหรือที่เรียกกันว่า Empowered Customer กลยุทธ์ในข้อดังกล่าวนี้จึงต้องผลิตสินค้าหรือบริการมาเพื่อแก้ปัญหา หรือตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มบุคคลที่มีความแตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น ตอบสนองได้ทันทีทันใด

สำหรับกลยุทธ์ในข้อนี้มักเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นในด้านแฟชั่น ความงาม สุขภาพ อาหาร ท่องเที่ยว ฯลฯ โดยมีตัวอย่าง อาทิ บริการแนะนำร้านอาหาร บริการช็อปปิ้งออนไลน์

3. ต้องต่อยอดจากธุรกิจเดิม และเติมประโยชน์รองรับความต้องการใหม่

ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่สตาร์ทอัพต้องมีและต่างจากธุรกิจแบบเดิมๆ คือการอาศัยโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาต่อยอดหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจที่เคยมีอยู่ ทั้งยังต้องเพิ่มประโยชน์หรือคุณค่าใหม่ๆ เสริมให้กับสินค้าหรือการบริการเก่าๆ โดยกลยุทธ์ในข้อนี้ต้องสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกคุ้มค่าหรือเห็นด้วยกับการต้องเพิ่มค่าบริการที่มากขึ้น อาทิ บริการอาหารเดลิเวอรี่ บริการจองที่พักออนไลน์

4. ต้องใช้เทคโนโลยีหรือระบบออนไลน์ให้เป็นประโยชน์

เทคโนโลยีถือเป็นต้นทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเสียเงินน้อยที่สุด ทั้งยังแสดงให้ผู้บริโภคเห็นถึงความสะดวก เห็นภาพลักษณ์ที่ดีและความทันสมัยของธุรกิจ ช่วยทำให้วิธีการทำงานเดิมมีความหลากหลาย และง่ายขึ้น ทั้งยังเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันการสื่อสารผ่านโลกโซเชียลถือเป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์ที่หลากหลายที่สตาร์ทอัพเลือกใช้เนื่องจากแทบไม่ต้องลงทุนใดๆ โดยสามารถอาศัยทั้งจากระบบสังคมออนไลน์ที่มีอยู่ รวมทั้งการพัฒนาให้เกิดขึ้นใหม่ อาทิ การเพิ่มฐานผู้บริโภคผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ระบบซื้อขาย-โฆษณาผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ เป็นต้น

5. ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร

สำหรับกลยุทธ์ข้อดังกล่าวนี้ ถือได้ว่าเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของการก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพ เนื่องจากการที่ผู้บริโภคมองหาความแปลกใหม่อย่างไม่จำกัดถือเป็นช่องทางให้เกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ขึ้นมาได้อย่างไม่รู้จบ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความแปลกใหม่นั้นจะมีอยู่อย่างมากมายจนอาจนับไม่ถ้วน ผู้ที่จะก้าวเป็นสตาร์ทอัพก็ต้องสร้างสินค้าหรือบริการที่สามารถดำเนินการได้ในระยะยาว ต้องไม่เป็นธุรกิจที่ดำเนินขึ้นอย่างฉาบฉวย สามารถเพิ่มความแปลกใหม่และกิจกรรมส่งเสริมการขายเข้ามาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้เรื่อยๆ อาทิ บริการแอปพลิเคชันเพื่อการท่องเที่ยวครบวงจร บริการดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจบริการพนักงานขับรถ เป็นต้น

อนาคต ‘สตาร์ทอัพ’ ในประเทศไทย

ดร.พสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในช่วงระยะ 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ แนวความคิดการทำธุรกิจสตาร์ทอัพกำลังได้รับความนิยมจากบรรดาผู้ที่มีไอเดีย กล้าคิด กล้าฝัน และมีความต้องการที่จะผันตัวเป็นผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี และถือเป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับ ธุรกิจดิจิทัลสตาร์ทอัพ ในประเทศไทยโดยรวมแล้วนับว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับเริ่มสร้าง ระดับกำลังเติบโต และระดับที่สามารถสร้างรายได้ด้วยตนเอง ในภาพรวมก็ยังถือว่าอยู่ในช่วงพัฒนาความพร้อม ทั้งในด้านระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการคิดค้นและประกอบธุรกิจดิจิทัลสตาร์ทอัพใหม่ๆ

รวมไปถึงการพัฒนาไอเดียที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์ การนำเสนอแผนงานเพื่อการสนับสนุนการร่วมทุน ตลอดจนการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในยุคที่ระบบดิจิทัลกำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งและเข้ามาเป็นปัจจัยที่ 5 อย่างที่ปฏิเสธไม่ได้

ดร.พสุ กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยในปี 2560 และในอนาคตการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพ นับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจในการลงทุนอย่างสูง ซึ่งมาจากการที่ผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มมองหาสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นและความแปลกใหม่ในสินค้าและการบริการมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเทคสตาร์ทอัพ หรือ สตาร์ทอัพด้านระบบเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ ที่คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ไว้ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า ธุรกิจดังกล่าวอาจมีมูลค่าราว 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.33 ล้านล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น มีความเป็นไปได้สูงอีกว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ตลาดดิจิทัลจะทวีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ บริการแอปพลิเคชัน ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ แพลตฟอร์ม และสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทในพฤติกรรมการดำเนินชีวิตจนเป็นปัจจัยที่ 5 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม กสอ.ได้จัดทำมาตรการการสนับสนุนด้านระบบนิเวศ (Co-Working Space) ที่เหมาะสมต่อการสร้างสรรค์สินค้าและบริการใหม่ๆ การจัดกิจกรรมสนับสนุนเงินทุนในรูปแบบต่างๆ การเติมเต็มไอเดียสู่การวางแผนธุรกิจให้น่าสนใจและเกิดขึ้นจริงได้ ตลอดจนการเขียนแผนธุรกิจและการเงินเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าตามเป้าหมาย

จากโครงการและกิจกรรมเพื่อการส่งเสริมในปี 2559 ที่ผ่านมา สามารถสร้างผู้ดำเนินธุรกิจในรูปแบบสตาร์ทอัพได้ถึง 590 ราย และในปีนี้ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวนี้อีกไม่ต่ำกว่า 800 ราย หรือเพิ่มขึ้น 36%

“เราคาดหวังให้มีกลุ่มสตาร์ทอัพที่ครอบคลุมหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพกลุ่มสาธารณสุขและเทคโนโลยีการแพทย์ กลุ่มหุ่นยนต์อัจฉริยะและระบบเครื่องกล กลุ่มเทคโนโลยีพลังงาน ตลอดจนกลุ่มดิจิทัล และระบบอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อ”

 

“สมคิด” ปั้นไทยสู่ดาวจรัสแสงเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1005087

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Asia 300 Global Business Forum ซึ่งมีนักธุรกิจ นักลงทุน เข้าร่วมรับฟังกว่า 600 คน ว่า ประเทศในเอเชียที่เคยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและมองไม่เห็นอนาคตเมื่อ 20 ปีก่อน ในวันนี้ผงาดขึ้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของโลก ในยามที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอและเปราะบาง และนโยบายของผู้นำใหม่สหรัฐฯ กำลังลดบทบาทในเวทีโลกลง โดยภูมิภาคเอเชียกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก Asia rise หรือ เอเชียที่เจิดจรัส แต่ก็ใช่ว่าทุกชาติทุกประเทศในเอเชียจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกระแสนี้ได้เหมือนกันหมด และมี 4 ปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดว่า ประเทศใดจะสามารถสร้างประโยชน์จากโอกาสที่มาถึงในครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่

ประการแรก คือความสามารถของประเทศและความสามารถในการแข่งขันประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ประเทศไทยได้ทุ่มเทความพยายามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่จะยกระดับความสามารถของประเทศในทุกๆมิติ ผลักดันให้ไทยสามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของภูมิภาคในอนาคต ปัจจัยที่สอง คือ การวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศ ที่จะสร้างความโดดเด่นและความน่าสนใจในเวทีโลก สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ แต่เมื่อผนวกร่วมกันเป็นกลุ่มซีแอลเอ็มวีที กลับกลายเป็นตลาดที่น่าสนใจ

ประการที่สาม คือความเข้มแข็งและความสามารถของภาคเอกชน จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลไทยมีความตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับภาคเอกชนไทย ประการสุดท้าย ที่สำคัญและยากลำบากที่สุด คือความเป็นเอกภาพและพลังผนึกในสังคม ซึ่งกำลังเป็นตัวชี้วัดใหม่ของประเทศที่จะเป็นดาวจรัสแสงแห่งอนาคต นี่คือเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการลดความขัดแย้งในสังคมและพยายามสร้างพลังร่วมในบ้านเมือง เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปของประเทศให้เกิดผล.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 14/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1005050