บสย.แนะธุรกิจ SMEs รับคำปรึกษาด้านสินเชื่อ มั่นใจช่วยเพิ่มโอกาสเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2560 08:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1004065

DITP เอาใจนักธุรกิจยุคใหม่ เช็กมูลค่าการส่งออกผ่านโทรศัพท์มือถือได้แบบเรียลไทม์ ใช้ thaitrade จับคู่ธุรกิจระหว่างประเทศแบบ B2B ขณะที่ บสย.แนะผู้ประกอบการ SMEs ขอรับคำปรึกษาเรื่องสินเชื่อได้ รับโอกาสเติบโตทางด้านธุรกิจ

นายธีรพล บุนนาค นักวิชาการพาณิชย์ปฏิบัติการ สำนักสารสนเทศและการบริการการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า การทำธุรกิจในยุค SME 4.0 นี้ มีความสะดวกสบาย และง่ายดายมากขึ้น ซึ่งทางกรมฯ ยังมีบริการที่หลากหลาย ครบวงจร ทั้งสายด่วน 1169 สำหรับนักธุรกิจโดยเฉพาะ ช่วยดูแลและให้คำแนะนำการทำธุรกิจ ข้อมูลการส่งออก ข้อมูลการตลาดและสินค้าเบื้องต้น

นอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชัน DITP Connect บนโทรศัพท์มือถือ ที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ สามารถเข้าไปดูมูลค่าการส่งออกได้แบบเรียลไทม์ (real time) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งในเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน thaitrade.com ที่มีจุดเด่นในการจับคู่ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และเป็นช่องทางสื่อกลางในการติดต่อการค้าแบบ B2B (business to business) อีกด้วย

นางสาวประภัสรา เนาวบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขา บริหารสำนักงานสาขากรุงเทพมหานคร บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ทาง บสย. ยังช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในส่วนของแหล่งเงินลงทุนธุรกิจ ช่วยค้ำประกันสินเชื่อกับธนาคารได้ ทำให้ธุรกิจอยู่รอด และลดค่าใช้จ่ายจากการกู้เงินนอกระบบ และยังช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตทางธุรกิจด้วย

ทั้งนี้ สามารถติดต่อ บสย. ได้ทั้ง 11 สาขาทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี นครราชสีมา ชลบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา อุบลราชธานี และประจวบคีรีขันธ์

 

สนช.รื้อเกณฑ์เก็บภาษีที่ดิน อ้างเหตุผลขยายฐานเก็บเงินเข้ารัฐมากกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003997

สนช.ส่วนใหญ่ยกมือให้ลดวงเงินค่าบ้านและอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดิน–สิ่งปลูกสร้างใหม่ให้ต่ำกว่า 50 ล้านบาท และลดเพดานเหลือ 0.25% บนเหตุผลจะช่วยขยายฐานเก็บภาษีเข้ารัฐเพิ่มขึ้น ด้าน “โสภณ” เผยราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2560 ขยับตัวมากกว่า 3.2% สูงกว่าบริเวณอื่นๆทั่วประเทศ ยกเว้นบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองชายแดน เมืองท่องเที่ยว

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณา พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนคณะกรรมาธิการสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แม้จะยังไม่สรุปเกี่ยวกับการยกเว้นจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประเภทที่อยู่อาศัยว่า มูลค่าไม่ควรเกินเท่าไร แต่กรรมาธิการส่วนใหญ่ต่างเห็นว่า กระทรวงการคลังควรลดราคามูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องจัดเก็บภาษีให้ต่ำกว่า 50 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเห็นควรให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดอัตราเพดานภาษีให้ต่ำลง จากปัจจุบันที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 0.5% เหลือ 0.25% เนื่องจากมองว่าจะช่วยขยายฐานการจัดเก็บภาษีของกระทรวงการคลังได้มากขึ้น และยังทำให้ผู้เสียภาษีมีความสามารถและมีความเต็มใจที่จะชำระภาษีให้รัฐมากขึ้น เนื่องจากการปรับอัตราภาษีให้บางลง จะทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านหลังหลัก แบกรับภาระเพียงแค่หลักพันบาทต่อปีเท่านั้น

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ โดยในระยะแรกกระทรวงการคลังไม่ได้มุ่งหวังหารายได้เพิ่ม เพราะบ้านถือเป็นปัจจัย 4 กระทรวงการคลังจึงต้องการแค่เพียงให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น โดยเสียภาษีในอัตราที่ถูกลง อีกทั้งการจัดเก็บรายได้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ จะอยู่ตรงที่ดินในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่กำหนดอัตราจัดเก็บไว้ที่ 2%

อย่างไรก็ตาม การยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่อยู่อาศัย ต้องดูภาพรวมภาษีทั้งหมดก่อน ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้กำหนดการจัดเก็บไว้เป็น 4 ประเภท คือ ที่ดินเพื่อการเกษตร, ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย, ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ และที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งหากจะลดมูลค่าการยกเว้นภาษีที่ดินเพื่ออยู่อาศัย ก็ต้องไปพิจารณาลดที่ดินเกษตรกรรม และภาษีที่ดินประเภทอื่นๆ ให้สอดคล้องกัน เนื่องจากมองว่าไม่ควรลดตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว

สำหรับอัตราเพดานภาษีที่ดินฯ ทั้ง 4 ประเภท ถือว่าเหมาะสม เนื่องจากมีการศึกษาจากหลายประเทศ ที่มีการจัดเก็บภาษีประเภทดังกล่าว และการจัดเก็บจริง จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง หลังที่ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้จริงแล้ว ส่วนการพิจารณาในขั้นกรรมาธิการจะเสร็จสิ้นลงภายในเวลาไม่เกิน 45 วัน คาดว่ากฎหมายภาษีที่ดินฯ จะผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปี 60 นี้

ด้านนายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด กล่าวว่า ได้รวบรวมข้อมูล พบว่าราคาที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2528-2534 และชะลอตัวในช่วงปี 2535-2539 จากนั้นราคาก็ตกต่ำลงในช่วงปี 2540-2542 และกลับฟื้นตัวอีกในช่วงปี 2543-2548 และชะลอตัวลงอีก จนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2553 ต่อเนื่องถึงปี 2556 และชะลอตัวลงชัดเจนในปี 2557-2558

“30 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินทั่วเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลปรับเพิ่มขึ้นถึง 47 เท่า โดยในรอบ 5 ปี (ปี 2553-2558) ทำเลที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นคือเขตชั้นใน 37.1%, เขตชั้นกลาง 32.7-37.1% และเขตชั้นนอก 13.3-31.1% ต้นปี 2559 ราคาที่ดินที่แพงสุดคือบริเวณสยามสแควร์ ชิดลม เพลินจิต ตารางวา (ตร.ว.) ละ 1.9 ล้านบาท หรือไร่ละ 760 ล้านบาท เพราะมีรถไฟฟ้าวิ่งตัดกัน 2 สาย กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่ขยายตัวสูงสุดโดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก แซงหน้าสีลมและเยาวราชที่เคยแพงที่สุด โดยบริเวณสุขุมวิท-ไทม์สแควร์ มีราคารองลงมาคือ 1.85 ล้านบาท

ต่อ ตร.ว. หรือไร่ละ 740 ล้านบาท แปลงที่ดินที่มีราคาตลาดสูงสุด คือบริเวณสยามพารากอน บริเวณสยามสแควร์ บริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้า ชิดลม และบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต ราคาที่ดินที่ประเมินได้คือ 1.9 ล้านบาทต่อ ตร.ว. คาดว่าปี 2560 ราคาที่ดินบริเวณนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.17 ล้านบาทต่อ ตร.ว.”

สำหรับแนวโน้มราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2560 คาดว่าจะขยับตัวมากกว่า 3.2% โดยราคาที่ดินก็จะเพิ่มสูงกว่าบริเวณอื่นๆ ทั่วประเทศ ยกเว้นบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองชายแดน เมืองท่องเที่ยวและเมืองอุตสาหกรรมที่อาจเติบโตมากกว่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล.

 

เอกชนค้านหัวชนฝาสกัดมะกัน จี้รัฐห้ามนำเข้าหมูเร่งเนื้อแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003990

อย่าปล่อยเข้ามาทำร้ายเกษตรกร

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยหลังยื่นหนังสือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อคัดค้าน กรณีที่สำนักงานตัวแทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ต้องการให้ไทยนำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) จากสหรัฐฯ ตามมาตรฐาน Codex (โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ) ว่า สมาคมฯ ขอคัดค้านการอนุญาตให้นำเข้าอย่างเด็ดขาด ทั้งเนื้อสุกรและเครื่องในสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดง เพราะขัดต่อกฎหมายของไทย ที่ห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง และเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทยที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ล้านคน ตั้งแต่เกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ไม่ให้ได้รับผลกระทบ

“หากมีการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐฯ อาจทำให้เกิดการซ้ำรอยเวียดนาม ที่เนื้อสุกรภายในประเทศล้นตลาด ราคาตกต่ำ อยากให้รัฐโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันการห้ามนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องผลกระทบกับเกษตรกร ทั้งผู้ปลูกวัตถุดิบอาหารสัตว์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร สัปดาห์หน้าสมาคมฯ จะยื่นหนังสือให้กรมปศุสัตว์ พิจารณาให้มีการอบรมเกี่ยวกับอันตรายในการใช้สารเร่งเนื้อแดง เพราะเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันให้ไทยเป็นครัวของโลก และการส่งเสริมให้สินค้าอาหารของไทย ได้มาตรฐานความปลอดภัย”

นายสุรชัย กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรไทย ได้พัฒนาทั้งด้านสุขอนามัย มาตรฐานสินค้า มาตรฐานฟาร์ม โดยผลผลิตในแต่ละปี มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และมีมากกว่าความต้องการ 4-5% จึงไม่จำเป็นต้องนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศ ส่วนการเลี้ยงสุกรทั่วประเทศมีอยู่ 15 ล้านตัว โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มกิโลกรัม (กก.) ละ 55-58 บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ กก.ละ 60 บาท ซึ่งผู้เลี้ยงสามารถอยู่ได้ และพยายามลดต้นทุนการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายประเสริฐ อนุชิราชีวะ เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตไก่ เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า ที่สหรัฐฯ กดดันให้ไทยนำเข้าเนื้อไก่จากสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อไข้หวัดนกมายังไทย ถือเป็นการนำเชื้อโรคเข้ามาทำลายอุตสาหกรรมไก่เนื้อ ที่ไทยยังคงสถานะปลอดไข้หวัดนกมากว่า 10 ปี จึงขอให้รัฐพิจารณาเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน อย่าปล่อยให้สหรัฐฯ มีอิทธิพลเหนือความปลอดภัยทางอาหารของคนไทย อย่าปล่อยให้ไก่อเมริกาเข้ามาทำร้ายเกษตรกรไทย.

 

บขส.ตั้งรับไฮสปีดเทรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003987

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า หากประเทศไทยดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และเปิดให้บริการ ในส่วนของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม จะต้องมีการปรับตัวให้เป็นผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะในลักษณะของการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสถานีรถไฟความเร็วสูงไปยังพื้นที่ห่างไกล (ฟีดเดอร์) ต่างๆมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องหารายได้เพิ่มเติมจากการขนส่งสินค้า รวมถึงบริการรถท่องเที่ยวไปยังประเทศในอาเซียน เช่น ลาว หรือมาเลเซีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า บขส.จะไม่ยกเลิกเส้นทางที่รถ บขส. หรือรถร่วม บขส.ให้บริการและมีรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านแน่นอน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกการใช้บริการ

ด้านนายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ปัจจุบันรถ บขส.ใช้ความเร็วได้สูงสุดที่ 80 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง (ชม.) ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมาประมาณ 2-3 ชม. ดังนั้น การมีรถไฟความเร็วสูงที่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม.ถือเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้บริการ ซึ่งในส่วนของ บขส.คงไม่สามารถแข่งเรื่องความเร็วในการให้บริการได้ และไม่ถือว่าเป็นคู่แข่งของ บขส. อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ บขส.จะทำหลังที่มีรถไฟความเร็วสูงแล้ว คือ เปิดเส้นทางให้บริการใหม่ๆเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางจากอำเภอต่างๆไปยังสถานีรถไฟความเร็วสูงมากยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนในการเดินทางเข้าและออกสถานี.

 

กยท.แก้ปัญหาคับอก ชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003985

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้นำเรื่องถนนยางพาราดินซีเมนต์ไปศึกษาต่อในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำถนน เพราะในส่วนของถนนดินซีเมนต์ จะนำยางมาผสมกับกรวด หิน ดินทราย ในส่วนที่รองรับน้ำหนักถนน (ซัพเบต) ซึ่งอยู่ด้านล่างของชั้นถนนไม่ใช่ชั้นผิวถนน และทุกผิวถนนสามารถใช้ยางนี้ไปทำเป็นซัพเบตได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางมากขึ้นจากเดิมที่เป็นถนนยางมะตอย (แอสฟัลต์) มีการใช้ยางพาราเพียง 5-8% แต่ถ้าทำเป็นถนนยางพาราดินซีเมนต์ สามารถเพิ่มการใช้ยางได้ถึง 12 ตันต่อกิโลเมตร (กม.)

“ในช่วงปีงบประมาณ 2560 จนถึงเดือน ก.ย. สรุปว่ามีหน่วยงานราชการ 9 หน่วยงาน อาทิ กรมชลประทาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม เป็นต้น ยื่นความจำนงที่จะใช้ยางพาราแน่นอน โดยข้อมูลล่าสุดจะใช้ยางภายในหน่วยงาน แบ่งเป็นน้ำยางข้น 22,321 ตัน และยางแห้ง 2,952 ตัน รวมทั้งสิ้น 25,273 ตัน รวมเป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 16,925 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนต่อไป กยท.จะประสานกับหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ โดยจะเร่งดำเนินการภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ทั้งนี้มีรายการพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่แต่ละหน่วยงานจะนำมาใช้ ทั้งสิ้น 23 รายการ โดยได้รับการรับรองเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แล้วทั้งสิ้น 22 รายการ อาทิ แผ่นรองคอสะพาน ยางกันชนท่าเรือ ท่อดูดน้ำและส่งน้ำ เป็นต้น”

ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้แทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานมีถนนอยู่ในความดูแลประมาณ 7,000 กิโลเมตร (กม.) เป็นถนนลาดยาง 3,074 กม. และได้ถ่ายโอนให้กรมทางหลวงชนบทไว้ประมาณ 4,000 กิโลเมตร โดยในส่วนของถนนลาดยาง หากชำรุดจะต้องมีการซ่อมแซมโดยจะนำยางพาราในโครงการที่ กยท.ดำเนินการรวบรวมไว้ไปใช้ ซึ่งจะเริ่มรับมอบยางตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. นี้เป็นต้นไป เบื้องต้นจะรับมอบยางจาก กยท. 100 ตัน ส่วนถนนทางลูกรัง 1,800 กม. นั้นขณะนี้กรมชลประทานกำลังศึกษาวิจัยอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยจะทราบผลการวิจัยเดือน ต.ค. ทั้งนี้ หากจะนำผลการวิจัยไปขยายผล โดยการเอาดินลูกรังที่ผสมปูนซีเมนต์และน้ำยางข้นบดอัดลงไป ซึ่งใช้น้ำยางพาราประมาณ 18 ตันต่อ กม. จะเป็นการช่วยเกษตรกรชาวสวนยางได้.

 

“ไลน์” ปิดปากไม่ยุ่งภาษีออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1003980

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลน์ ประเทศไทย จำกัด หรือ Line เปิดเผยว่า ขณะนี้ไลน์ยังไม่พร้อมที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล ในฐานะที่เป็นบริษัทข้ามชาติแล้วเข้ามาลงทุนในประเทศไทย รวมถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีออนไลน์ของรัฐบาล และการจัดระเบียบธุรกิจบริการ Over The Top หรือทีวีบนแอพพลิเคชั่นของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เนื่องจากต้องรอดูความชัดเจนจากภาครัฐและ กสทช.ก่อน

“ตอนนี้ทุกคนรอความชัดเจนจากภาครัฐว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ไลน์เห็นด้วยคือ การลดหรือหยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะทุกวันนี้ยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันได้ก็จะดี ทั้งนี้ เดิมไลน์แจ้งว่าจะไปขึ้นทะเบียนโอทีที กับ กสทช.ก่อนวันที่ 22 ก.ค.นี้ แต่เมื่อ กสทช.ประกาศเลื่อนออกไป ไลน์ก็ยังไม่ได้ไปจดทะเบียนกับ กสทช. เพราะรอดูความชัดเจนอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม อยากให้มองว่าการทำธุรกิจไลน์นั้น เป็นการต่อยอดให้กับบริษัทในประเทศไทยอีกหลายช่องทาง สามารถขยายตลาดและหาลูกค้า สร้างรายได้ และเป็นการช่วยสังคมทางอ้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไลน์พยายามทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นจึงไม่ขอพูดถึงเรื่องการจัดเก็บภาษีในขณะนี้

ทั้งนี้ ไลน์ยังคงมุ่งมั่นที่จะลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ซื้อกิจการของบริษัท ดีจีเอ็ม 59 จำกัด ซึ่งเป็นสตาร์ตอัพไทยที่มีทีมงาน 20 คน มาเป็นทีมนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไลน์ หรือเป็นพนักงานของไลน์ ซึ่งถือเป็นบริษัทแรกที่ไลน์เข้าซื้อกิจการ และยังมองหากิจการอื่นๆอีกต่อไป เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคคนไทยให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น.

 

บินไทยซื้อเครื่องใหม่ 28 ลำ ยึดพื้นที่ “ยุโรปตะวันออก” เสริมแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003957

(แฟ้มภาพ)

บอร์ดบินไทย อนุมัติจัดหาเครื่องบินใหม่ 28 ลำ เปิดจุดบินใหม่กรุงเทพฯ-เวียนนา เพิ่มความถี่เส้นทางบินยุโรป หวังยึดหัวหาดแทนเส้นสหรัฐฯ ที่ไม่รู้ชะตากรรม จ่อร่อนบิลเก็บค่าเสียหายเครื่องยนต์โบอิ้ง 787 มีปัญหา ส่งผลกระทบจนต้องหยุดบริการบางสายในช่วงที่ผ่านมา

ร.อ.มนตรี จำเนียร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ดการบินไทยว่า ที่ประชุมอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ในช่วง 5 ปี (ระหว่างปี 60-64) ตามที่ฝ่ายบริหารเสนอ ด้วยการให้จัดหาเครื่องบินใหม่แทนเครื่องบินเก่าจำนวน 28 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินของการบินไทย 19 ลำ ส่วนที่เหลืออีก 9 ลำเป็นของไทยสมายล์ โดยให้ไปศึกษารายละเอียด ข้อเสนอผู้ผลิตและผู้ใช้เช่าเครื่องบินที่ดีที่สุด รวมทั้งแผนการเงินที่การบินไทยมีอยู่ในปัจจุบันและอีก 5 ปีข้างหน้าว่ารองรับได้มั้ย คาดว่าในเดือน ส.ค.นี้จะเสนอแบบเครื่องบิน ราคาเครื่องบิน รวมถึงแผนรายได้และผลดีผลเสียการจัดซื้อและเช่าให้บอร์ดพิจารณาอนุมัติ

ทั้งนี้ หากมีการเห็นชอบจะเสนอเรื่องไปที่กระทรวงคมนาคม คาดว่าใช้เวลาประมาณ 3 เดือน กว่าจะเข้า ครม.อนุมัติ หรือในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งหลัง ครม.อนุมัติ การเจรจาต่อรองกับเอกชนถึงจะเกิดขึ้น หลังจากทำสัญญาบริษัทฯ จะรับมอบเครื่องบินลำแรกภายใน 18 เดือน หรือประมาณปลายปี 62 อย่างเร็วที่สุด ส่วนแผนจัดหาเครื่องบินในช่วง 5 ปีหลัง (65-69) จำนวน 22 ลำ ยังไม่อนุมัติ เพราะการสร้างรายได้ยังไม่แน่นอน”

ร.อ.มนตรีกล่าวต่อว่า ส่วนเครื่องบินโบอิ้ง 787 จำนวน 6 ลำที่มีปัญหาเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์นั้น ซ่อมเสร็จไปแล้ว 1 ลำ และในเดือน ก.ค.นี้จะจอดเครื่องพร้อมกัน 3 ลำ และในเดือน ส.ค.นี้จะจอดเครื่องบิน 2 ลำในบางช่วงเวลา และนำเครื่องยนต์ดีติดแทนในช่วงระหว่างการนำอะไหล่ส่งซ่อมที่สิงคโปร์ และเดือน ก.ย.ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนค่าใช้จ่ายและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งในส่วนที่เป็นเงินสดและไม่ใช่เงินสด ในเดือน ก.ย.จะรวบรวมแจงบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ได้ทั้งหมด โดยการบินไทยได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือน มิ.ย. โดยเดือน ก.ค.หนักสุด เส้นทางบินที่หยุดบริการคือเส้นทางกรุงเทพฯ-นาโกยา 1 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ 4 เที่ยวบิน จากปกติที่ให้บริการ 10 เที่ยวบินต่อวัน ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ให้ไทยสมายล์ทำการบินแทน และในเดือน ส.ค.นี้ไทยสมายล์ยังต้องให้บริการบินแทนเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-กระบี่ และกรุงเทพฯ-ภูเก็ต

ที่ประชุมอนุมัติยังเปิดเส้นทางบินใหม่คือ กรุงเทพฯ-เวียนนา 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เพราะจากการศึกษาข้อมูลเชื่อว่าจะเป็นทางที่มีศักยภาพ รวมทั้ง จะเป็นจุดเครือข่ายด้านการบินของการบินไทยในยุโรปตะวันออก และเพิ่มความถี่ในเส้นทางกรุงเทพฯ-บรัสเซลส์ กรุงเทพฯ-โรม มิลาน กรุงเทพฯ-มอสโก และกรุงเทพฯ-สแกนดิเนเวีย จาก 4-5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 7 เที่ยวบิน โดยที่ผ่านมาเครือข่ายการบินระหว่างทวีป มียุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ แต่ขณะนี้เหลือเพียง 2 ทวีป และไม่รู้เส้นทางสหรัฐฯ จะกลับมาเมื่อไหร่ จำเป็นต้องทำที่มีอยู่ให้แข็งแกร่ง โดยผู้โดยสารนอกจากจะไปเวียนนาแล้วยังไปตะวันออกกลาง เพื่อไปช็อปปิ้ง ท่องเที่ยว ขณะที่อนาคตมองไปที่แอฟริกาเหนือ แต่กลุ่มเป้าหมายสัดส่วน 40% อยู่ในภูมิภาคนี้และอินโดจีน ที่เหลือลูกค้าจากยุโรปตะวันออก 60%

นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายครัวการบิน บริษัทการบินไทย กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดอนุมัติขยายครัวการบินใช้งบลงทุน 95 ล้านบาท เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร และขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ เช่น จีน เพื่อต่อยอดธุรกิจ โดยคาดว่าจะผลิตอาหารเพิ่มได้อีก 3,500-5,000ชุดต่อวัน จากปกติที่ผลิตได้ 10,000 ชุดต่อวัน คาดว่าจะทำให้มีรายได้เพิ่มเป็น 250 ล้านบาท จากปัจจุบันมีรายได้ 150 ล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 7,600 ล้านบาท และในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท.

 

“ซีคอน” เชื่อมไทย-จีน จัดภูเขาและชาวดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003944

นายจรัญ ผู้พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ สำนักสื่อสารการตลาดและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีคอน บางแค จำกัด และบริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา 12 สิงหา มหาราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 บริษัทฯร่วมกับสภาวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร สมาคมวิญญูชนไทย-จีน และบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดงาน “ภูเขาและชาวดอย” ระหว่างวันที่ 14-23 ก.ค.60 สานสายใยไทย-ยูนนาน ณ ลานกลางชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค ถนนเพชรเกษม และระหว่างวันที่ 28 ก.ค.-6 ส.ค.60 สานสายใยไทย-เสฉวน ณ ลานน้ำพุ ชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน สแควร์ ถนนศรีนครินทร์ เพื่อสานสัมพันธไมตรีให้แน่นแฟ้นระหว่างไทย-จีน โดยมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่

ทั้งนี้ ภายในงานจะมีนิทรรศการ “พ่อหลวงชุบชีวิตใหม่ให้ชาวเขาไทย” เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีต่อชาวเขาและประชาชนบนพื้นที่สูง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.seaconbangkae.com และ www.seaconsquar.com

 

“กรุงไทย” เจ็บช้ำหนี้เอิร์ธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003939

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์ปรับลดเป้ากำไรธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ซึ่งเป็นผลจากไตรมาส 2 ต้องตั้งสำรองหนี้ของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH เต็มจำนวน ฉุดกำไรทรุดตัวลง โดยเอเซีย พลัส ระบุว่า คุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอยังเป็นปัญหาหลักของ KTB ในปีนี้ เมื่อพบว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น กรณี EARTH จะกระทบโดยตรงไปที่กำไรสุทธิและมูลค่าพื้นฐาน

ทั้งนี้ เนื่องจากความกังวลเรื่องการจัดชั้นลูกหนี้ของ EARTH มูลค่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งคาดธนาคารต้องกันสำรองหนี้ทั้งจำนวน โดยไม่คิดมูลค่าหลักประกัน ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดการณ์สัดส่วนเอ็นพีแอล ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 2 เพิ่มเป็น 4.88% จาก 4.36% ในไตรมาส 1 ภายใต้สมมติฐานที่ไม่รวมลูกหนี้รายอื่นที่มีโอกาสเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 2 เหลือเพียง 4,780 ล้านบาท หดตัวถึง 44.0% จากไตรมาสก่อนหน้า และหดตัว 44.9%จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากเดิมที่คาดกำไรสุทธิ 7,790 ล้านบาท ขณะที่คาดการณ์กำไรสุทธิปี 60 หดตัวจากงวดเดียวกันปีก่อนถึง 15.5% แต่จะพลิกกลับมาโต 20.6% ในปี 61 จากภาระสำรองที่เริ่มลดลง

อย่างไรก็ตาม นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึงกรณีปัญหาหนี้เอ็นพีแอลของสถาบันการเงินหลังเกิดกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของ EARTH ว่า มั่นใจว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง แม้จะมีเอ็นพีแอลสูงขึ้นกว่าเดิม แต่ยังเป็นระดับที่ธนาคารยังสามารถบริหารจัดการได้ ทำให้ไม่น่ากังวล ขณะที่ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ถือว่าอยู่ในภาวะสงบ ไม่หวือหวา ไม่มีปัจจัยลบและปัจจัยบวกที่มีอิทธิพลต่อการลงทุนเข้ามากระตุ้น ส่วนมูลค่าการซื้อขายปีนี้จะต่ำกว่าปีก่อนหรือไม่นั้นต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 14/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003907