พณ. รับมือผลไม้ใต้ออกสู่ตลาด เปิดจุดรวบรวม-รับซื้อที่สงขลาและชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2560 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003567

กรมการค้าภายใน วางแผนรับมือผลไม้ภาคใต้ออกสู่ตลาด ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง เตรียมเปิดจุดรวบรวม-รับซื้อที่สงขลาและชุมพร ก่อนประสานผู้ซื้อไปรับซื้อนำไปส่งออก พร้อมกระจายผลผลิตจำหน่ายในตลาดต่างๆ…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้เตรียมแผนและมาตรการด้านการตลาดไว้รองรับผลผลิตผลไม้ภาคใต้ ฤดูการผลิตปี 60 แล้ว โดยจะสนับสนุนการเปิดจุดรวบรวมและรับซื้อผลไม้จากเกษตรกร ณ ตลาดรุ่งโรจน์ ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา และที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดศูนย์เรียนรู้การเกษตร ตำบลท่ามะพลา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อผลไม้ ณ จุดรับซื้อแล้วส่งออกไปประเทศต่างๆ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย เป็นต้น

ส่วนการเร่งระบายผลผลิตจากแหล่งผลิต ได้จัดหาสถานที่จำหน่ายให้แก่เกษตรกร ได้แก่ บริเวณตลาดมีนบุรี ตลาดถนอมมิตร ตลาดแฮปปี้แลนด์ ตลาดอ่อนนุช ตลาดต้องชมทั่วประเทศ และสถานที่ราชการต่างๆ รวมทั้งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ยินดีให้ใช้สถานที่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) ปตท.ทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรนำผลไม้มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง และยังจัดเชื่อมโยงการซื้อขายผลไม้ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการและห้างสรรพสินค้าเป็นการล่วงหน้าในลักษณะตลาดข้อตกลง

นอกจากนี้ มีแผนที่จะจัดให้มีตลาดเฉพาะสินค้าผลไม้ (Magnet Market) ในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่มาก เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต อุดรธานี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชลบุรี เป็นต้น

“คาดว่า ปีนี้ผลผลิตภาคใต้ไม่น่าจะมีปัญหาด้านราคา เพราะผลผลิตมีน้อยกว่าปีที่แล้ว และผลไม้ไทยยังมีคุณภาพ มีรสชาติ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งเชื่อว่าตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศจะมีความต้องการผลไม้ไทยเป็นอย่างมาก โดยได้เน้นย้ำและขอให้เกษตรกรผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ”

สำหรับผลผลิตผลไม้ภาคใต้ ฤดูการผลิตปี 60 ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง จะมีผลผลิตประมาณ 345,553 ตัน ลดลงจากปีก่อน 22.97% จะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือน ก.ค.60 เป็นต้นไป โดยผลผลิตมังคุดออกสู่ตลาดมากเดือน ก.ค.-ส.ค.60 ทุเรียนออกสู่ตลาดมากช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.60 เงาะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.60 และลองกองออกสู่ตลาดมากช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.60.

 

ธนารักษ์ คาด 1-2 วัน เคาะค่าเช่าที่ราชพัสดุ ในสนามบินสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2560 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003527

ธนารักษ์ คาด 1-2 วัน ได้ข้อสรุปเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุแนวทางใหม่ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ชี้พื้นที่เชิงพาณิชย์โครงการใหม่ คิดอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ 5%…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายใน 1-2 วันนี้ โดยก่อนหน้านี้ได้หารือร่วมกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) หรือ ทอท. ซึ่งเห็นพ้องในหลักการแนวทางการจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว โดยจะใช้วิธีการเรียกเก็บอัตราค่าตอบแทนตามแนวทางใหม่ ซึ่งเป็นไปตามผลการศึกษาจากหลักมาตรฐานสากลในการจัดให้เช่าอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไป โดยจะมีการกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนเปรียบเทียบกับมูลค่าทรัพย์สิน (ROA) ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนทั่วไปที่ผู้เช่าต้องชำระตามปกติ

ทั้งนี้ ตามผลการศึกษาได้กำหนดอัตรา ROA ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ประกอบด้วย ส่วนที่ใช้ในกิจการการบินคิดในอัตรา 1% ของมูลค่าทรัพย์สิน โดยพื้นที่ส่วนที่ใช้ในกิจการการบินนี้ คิดเป็น 43% ของพื้นที่ทั้งหมด และพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ในกิจการการบิน คิดในอัตรา 3% ของมูลค่าทรัพย์สิน โดยพื้นที่ดังกล่าวคิดเป็น 32% ของพื้นที่ทั้งหมด

ส่วนพื้นที่พัฒนาโครงการใหม่ ซึ่งเป็นการพัฒนาเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ จะคิดอัตรา ROA ประมาณ 5% ของมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้คิดเป็น 25% ของพื้นที่ทั้งหมด ประกอบกับใช้การกำหนดผลตอบแทนจากส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ซึ่งเป็นการกำหนดค่าตอบแทนเพิ่มเติมในกรณีที่ผู้เช่าดำเนินธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการใช้ทรัพย์สินนั้นได้เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ กรมธนารักษ์ ได้หารือกับ ทอท. และได้ข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการเก็บค่าเช่าที่ในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเบื้องต้นแล้ว โดยกรมธนารักษ์จะให้ส่วนลดในการเช่าพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิแก่ ทอท. โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ทั้งหมด โดยพื้นที่บางส่วนยังถูกกันไว้ไว้ตามกฎของการบินด้านความปลอดภัย รวมถึงเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ เช่น สถานีตำรวจ ตลอดจนเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่กำลังรอการพัฒนาโครงการในอนาคต.

 

สศก. ย้ำแก้ราคายางตกต่ำ กระตุ้นใช้ในประเทศ เปิดซื้อขายออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2560 14:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003469

สศก. แจงรัฐบาลเร่งแก้ราคาสินค้าเกษตร ตกต่ำ ใช้ตลาดนำการผลิต เน้นแปรรูป ส่งเสริมการขายผ่านออนไลน์ ชี้ปัญหาสับปะรด คลี่คลายแล้ว ส่วนยางพารา เร่งใช้ในประเทศมากขึ้น จ่อตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ว่า เป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์

สำหรับสินค้ายุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและประเทศ รัฐบาลได้มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร เช่น ข้าวมีแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เช่น ส่งเสริมนาแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP/อินทรีย์ ปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว ปลูกพืชหลากหลาย/พืชปุ๋ยสดลดรอบนาปรัง รวมทั้งประกันภัยข้าวนาปี เป็นต้น ส่วนสับปะรด ได้ประสานโมเดิร์นเทรดช่วยรับซื้อสับปะรดเพิ่มเติมจากปกติ และให้โรงงานแปรรูปสับปะรดเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลจากโรงงาน เช่น ภาคเหนือ ซึ่งสถานการณ์ราคาได้คลี่คลายแล้ว

ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ประสานให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับซื้อจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8.00 บาท ที่ความชื้น 14.5% (ราคา ณ กรุงเทพฯ และปริมณฑล) และเพิ่มช่องทางพิเศษให้สถาบันเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยตรง รวมทั้งพยายามแก้ไขปัญหาปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นต้น

ในส่วนของยางพาราในปี 2560 ได้เร่งรัดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นโดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐ คาดว่าปริมาณความต้องการน้ำยางข้น 22,300 ตัน และยางแห้ง 2,900 ตัน ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในปี 2561 รวมทั้งขณะนี้ กยท. ร่วมกับเอกชน กำลังจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และเชื่อมโยงตลาดท้องถิ่น (108 แห่ง) ตลาดกลาง (6 แห่ง) และตลาดภูมิภาค (3 ประเทศ) ด้วยการซื้อขายยางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น.

 

9 เดือนงบ 60 รัฐวิสาหกิจ ส่งรายได้เข้าคลัง สูงกว่าเป้า 26%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2560 14:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003330

ช่วง 9 เดือนแรกปีงบ 60 รัฐวิสาหกิจผลประกอบการดีขึ้น นำส่งรายได้แผ่นดิน จำนวน 129,607 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 26%…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในเดือนมิถุนายน 2560 สคร. นำส่งรายได้แผ่นดิน จำนวน 7,590 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายการจัดเก็บรายได้แผ่นดินจำนวน 5,048 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59 – มิ.ย.60) สคร. นำส่งรายได้แผ่นดินรวมทั้งสิ้น 129,607 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายจำนวน 26,621 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมายคิดเป็น 26%

ทั้งนี้ มั่นใจว่าปีนี้จะจัดเก็บรายได้แผ่นดินสูงกว่าเป้าหมายการจัดเก็บตามเอกสารงบประมาณ 2560 ที่กำหนดไว้ 131,000 ล้านบาท สะท้อนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้แผ่นดินที่ดีขึ้น ส่งผลในการช่วยรักษาเสถียรภาพการคลังให้แก่ประเทศ

ขณะที่ นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. ในฐานะโฆษก สคร. กล่าวว่า สาเหตุหลักที่รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้แผ่นดินสูงกว่าเป้าหมายในช่วง 9 เดือนแรก เนื่องจากประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มขึ้น มีส่วนทำให้ผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจดีขึ้น

สำหรับรัฐวิสาหกิจที่มียอดเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสม 9 เดือนแรกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 22,025 ล้านบาท, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 21,660 ล้านบาท, บมจ.ปตท. (PTT) จำนวน 14,599 ล้านบาท, ธนาคารออมสิน จำนวน 13,118 ล้านบาท และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จำนวน 11,384 ล้านบาท นอกจากนี้ สคร.ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดเก็บรายได้ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการจัดเก็บรายได้ของประเทศ.

 

บอร์ดนกแอร์ ถกแผนฟื้นฟูธุรกิจ-หาพันธมิตรใหม่ร่วมทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2560 13:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003282

บอร์ดนกแอร์ ถกแผนฟื้นฟูธุรกิจ-หาพันธมิตรใหม่ร่วมทุน หลังบินไทย ไม่เพิ่มทุน…

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ร.อ.มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย (THAI) และ กรรมการ บมจ.สายการบินนกแอร์ (NOK) เปิดเผยว่า วันที่ 13 ก.ค. คณะกรรมการ บมจ.สายการบินนกแอร์ มีการประชุมเพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูธุรกิจ รวมทั้งการพิจารณาการหาพันธมิตรใหม่เข้าร่วมทุน โดยการบินไทยยังไม่มีแผนเข้าถือหุ้นนกแอร์เพิ่ม เพราะที่ผ่านมายังไม่เห็นแผนฟื้นฟูธุรกิจที่ชัดเจน รวมทั้งการบริหารยังไม่ชัดเจนด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ Thai Group ของ 3 สายการบินยังคงดำเนินการอยู่ คือ สายการบินไทย สายการบินไทยสมายล์ และ สายการบินนกแอร์ ในการร่วมมือทำด้านการตลาด การขายตั๋ว และโครงข่ายการบิน ซึ่งในฐานะที่เป็นกรรมการ บมจ.สายการบินนกแอร์ ได้เข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายจากสัญญาซ่อมบำรุงระยะยาว จำนวน 10 สัญญาที่ทำไว้กับ Lufthansa Technik AG โดยพบว่าใน 4 สัญญานั้นทาง Lufthansa ได้ทำผิดสัญญา จึงได้ฟ้องร้องต่อศาลสิงคโปร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนอนุญาโตตุลาการ เพื่อยกเลิก 4 สัญญาดังกล่าว เชื่อว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของนกแอร์ได้ประมาณ 30%

ทั้งนี้ บมจ.การบินไทย ถือหุ้นใหญ่ 39.2% และไม่ใช้สิทธิเพิ่มทุน ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 21.57% ขณะเดียวกันกลุ่มจุฬางกูร เข้าถือหุ้นใหญ่แทน 28.90% โดยนายทวีฉัตร จุฬางกูร ถือหุ้น 15.64% และ นายณัฐพล จุฬางกูร ถือหุ้น 13.29% และ เมื่อ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายณัฐพลได้ซื้อหุ้น บมจ.สายการบินนกแอร์ อีกจำนวน 0.39% รวมถือหุ้น 20.15%.

 

กฟน. เร่งสานโปรเจกต์ ‘มหานครไร้สาย’ คาดปี 64 เสร็จสิ้นทั้ง กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2560 09:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1003012

ผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกสูงถึง 94,000 ล้านบาท ส่งรายได้เข้ารัฐสูงกว่าที่ประมาณการไว้ พร้อมมุ่งสู่โปรเจกต์ ‘มหานครไร้สาย’ คาดปี 64 เสร็จสิ้นทั้ง กทม.

นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรก กฟน. มีรายได้รวม 94,000 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปี 2560 จะสามารถทำรายได้ถึง 192,000 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิคาดการณ์ไว้ที่ 9,000 ล้านบาท ซึ่งในครึ่งปีแรกนี้ ทาง กฟน. สามารถส่งรายได้เข้าสู่รัฐสูงกว่าประมาณการ ตรงตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ กฟน.ได้เร่งดำเนินการย้ายสายไฟฟ้าลงดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเป็น มหานครไร้สาย Smart Metro ซึ่งมีการดำเนินการแล้วเสร็จ รวมระยะทางทั้งสิ้น 41.9 กิโลเมตร ซึ่งจะเน้นใจกลางพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่สำคัญ ส่วนที่ดำเนินการอยู่อีก 40 กิโลเมตร และยังอยู่ในแผนงานระยะยาวอีก 127.3 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564

“เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องการคือการย้ายสายสื่อสารลงดินด้วย หากเป็นไปได้ก็จะนำสายสื่อสารลงดินไปพร้อมกับระบบไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องแผนการนำสายสื่อสารลงดินนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ความรับผิดชอบของ กฟน. แต่ก็จะพยายามแก้ปัญหาตรงจุดนี้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ถนนพหลโยธิน ได้ใช้ท่อร้อยสายสื่อสารไปกับสายไฟฟ้า ซึ่งหากฝ่ายสื่อสารต้องการที่จะมาร่วมใช้สายร้อยท่อด้วยก็ยินดี”

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กฟน. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบกิจการคมนาคมดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสารอย่างต่อเนื่อง โดยมีพื้นที่ที่ดำเนินการไปแล้ว อาทิ ถ.สุขุมวิท, ถ.เพชรบุรี, ถ.พระราม 1, ถ.พระราม 3, ถ.พระราม4, ถ.รามคำแหง, ถ.สุขสวัสดิ์, ถ.ราชดำริ และ ถ.พญาไท เป็นต้น รวมระยะทางที่ดำเนินการนับจากปี พ.ศ.2557 ถึงปัจจุบัน มีการจัดระเบียบมาแล้วทั้งสิ้น 570 กิโลเมตร

ทั้งนี้ กฟน. ยังเตรียมนำนวัตกรรมที่ล้ำสมัยเพื่อมาพัฒนาระบบไฟฟ้าที่มั่นคงเพื่อสนับสนุนแนวคิดประเทศไทย 4.0 ในการอำนวยความสะดวกประชาชน โดยเฉพาะการตรวจสอบค่าไฟ การชำระค่าไฟฟ้า และการแจ้งเหตุขัดข้อง รวมไปถึงยังสามารถดูปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ประชาชนใช้ไฟฟ้ามากที่สุดอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ทางกฟน.เอง ได้เตรียมแผนรองรับช่วงหน้าฝนในกทม. โดยสิ่งที่ต้องระวังคือ ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งอาจไปเสียดสีกับสายไฟ เมื่อเสียดสีนานๆ อาจทำให้สายไฟถลอก และต้นไม้ใหญ่บางต้นรากอาจไม่แข็งแรงพออาจจะล้มทับสายไฟได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่อาจไปเกี่ยวกับเสาไฟฟ้า ทำให้เสาไฟฟ้าอาจล้มลงมาได้ จึงขอให้ประชาชนดูแลในเรื่องต้นไม้และช่วยเป็นหูเป็นตาเมื่อพบเห็นสายไฟที่ห้อยลงมาก็ขอให้แจ้งคอลเซ็นเตอร์ของ กฟน. หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชันก็ได้

นายชัยยงค์ กล่าวว่า บริเวณที่ไม่มีเสาไฟฟ้าแล้ว เร็วนี้ๆ ทาง กฟน. จะนำป้ายไปติดที่สะพานลอยว่า ถนนสายนี้ได้นำสายไฟฟ้าลงดินแล้ว หรือ ถนนสายนี้กำลังนำสายไฟฟ้าลงดิน เพื่อประชาชนได้เห็นว่าเมืองหลวงของเราได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

 

สนพ.ย้ำลอยตัว “แอลพีจี” ไม่มีปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002869

ผู้ใช้ไฟฟ้าก้มหน้ารับชะตากรรม จ่ายเพิ่มอีก 8.87 สตางค์ต่อหน่วย

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยหลังการประชุม กกพ.ว่า กกพ.ได้คำนวณค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่จะเรียกเก็บในบิลค่าไฟฟ้าจากประชาชนงวดใหม่ในเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ โดยจะปรับเพิ่มขึ้น 8.87 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วยส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.5966 บาทต่อหน่วย ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) โดย กกพ.จะประกาศรับฟังความเห็นจากประชาชน ผ่านเว็บไซต์ กกพ.ในวันที่ 12-26 ก.ค. ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือน ส.ค.นี้ และเริ่มเก็บเงินจากผู้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.-31 ธ.ค.นี้ ส่วนแนวโน้มเอฟทีในงวดถัดไปหรือเดือน ม.ค.-เม.ย. 2561 ก็ยังมีทิศทางปรับขึ้นโดยคาดการณ์ไว้ว่าจะปรับขึ้นอีก 12-13 สต.ต่อหน่วย

“ปัจจัยหลักๆที่ค่าเอฟทีปรับขึ้นมาจากราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็น เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า อยู่ในช่วงขาขึ้นโดยราคาปรับขึ้น 3.80 บาทต่อล้านบีทียู ถ่านหินนำเข้าราคาเพิ่มขึ้น 70 บาทต่อตัน ขณะที่เงินบาทแข็งค่ากว่างวดก่อนหน้า 0.12 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯหรืออยู่ที่ 34.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ และสัดส่วนการใช้พลังน้ำมาผลิตไฟฟ้า ที่ช่วยให้ค่าไฟฟ้าลดลงในงวดที่คำนวณครั้งนี้ ได้ปรับลดการใช้น้ำผลิตไฟฟ้าลดลงตามฤดูกาล เป็นต้น”

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ที่เห็นชอบแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ทั้งระบบตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ ขอยืนยันว่า จะไม่ส่งผลกระทบทำให้ราคาขายปลีก ในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาแอลพีจีตลาดโลก (ซีพี.) เดือน ก.ค. อยู่ที่ 355 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือปรับตัวลดลง 32.5 เหรียญสหรัฐฯ จากเดือนก่อนหน้า และราคาน้ำมันตลาดโลกเดือน มิ.ย.ที่ลดลง เพราะมีการส่งออกน้ำมันจากอิหร่านที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความต้องการใช้แอลพีจี ในญี่ปุ่นที่ลดน้อยลงหลังเข้าสู่ฤดูร้อน โดยปริมาณสำรองแอลพีจีของญี่ปุ่นเดือน พ.ค.อยู่ที่ 1.54 ล้านตัน ถือว่าสูงสุดในรอบ 4 เดือน และ สนพ. มีกลไกการติดตามราคานำเข้าแอลพีจี และต้นทุนโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เป็นรายเดือน หากราคาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือหากราคาในตลาดโลกผันผวน ปรับขึ้นจนเกิดวิกฤติ สนพ.จะนำเงินจากกองทุนน้ำมันเข้าไปช่วยเหลือให้ราคาขายปลีกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่เป็นภาระของประชาชน.

 

ควานแหล่งเงินรถไฟไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002862

“สมคิด” ยันคุมเพดานก่อหนี้ไม่เกิน 60%

“สมคิด” มอบคลัง–คมนาคม พิจารณาหาแหล่งเงินกู้ที่เงื่อนไขดีสุดสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ­–หนองคาย ระยะที่ 1 ยัน 5 ปีแม้รัฐเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ แต่จะไม่ทำภาระหนี้ต่อจีดีพี เกิน 60% ด้าน “เอไอไอบี” ทอดสะพานพร้อมเป็นแหล่งเงินกู้ให้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-หนองคาย ว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงคมนาคมพิจารณาถึงแหล่งเงินกู้ที่จะนำเงินมาใช้ในโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมาวงเงิน 179,413 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงการคลังจะพิจารณา ข้อเสนอและเงื่อนไขที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด ไม่ใช่แค่อัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องระยะเวลาและเงื่อนไขด้านอื่นประกอบด้วย

“ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าแหล่งเงินจะมาจากแหล่งใด หรือจะเป็นการออกพันธบัตรเงินกู้หรือไม่ แต่จะต้องเป็นแหล่งที่เหมาะสมกับโครงการมากที่สุด ซึ่งมีความเป็นไปได้ของแหล่งเงินทั้งจากธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) และธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) และอีกหลายแหล่ง ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีจากนี้ที่ยังมีอีกหลายโครงการ ดังนั้นจะต้องมีการพิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสมในแต่ละโครงการด้วย”

อย่างไรก็ตาม แม้ในระยะ 5 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก แต่รัฐบาลจะบริหารไม่ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงกว่า 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งถ้าเทียบกับหลายประเทศแล้วประเทศไทยยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่ามาก อย่างเช่นญี่ปุ่นที่มีหนี้สาธารณะก็สูงกว่า 120% ของจีดีพี แต่เพื่อความปลอดภัยของประเทศไทย ก็เห็นด้วยที่ประเทศไทยต้องระมัดระวังเรื่องหนี้สาธารณะให้มากขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก โดยแนวทางที่จะบริหารไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน 60% ของจีดีพีนั้น จะเป็นการบริหารความสมดุลของแหล่งทุนที่จะนำมาใช้ในแต่ละโครงการซึ่งจะมาจาก 4 แหล่งหลัก คือใช้เงินงบประมาณ เงินกู้ การเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ (พีพีพี) และการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) อันจะส่งผลให้รัฐบาลไม่ต้องกู้เงินอย่างเดียวจนทำให้ต่อหนี้สาธารณะสูงเกินไป และทำให้ฐานะทางการคลังของประเทศอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ จากการหารือกับนายจิน ลี่ฉวิน ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) ทางเอไอไอบีพร้อมที่จะสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในไทย ซึ่งโครงการที่เอไอไอบีสนับสนุนจะเป็นโครงการที่มีมาตรฐาน และได้แจ้งไปว่าหากมองเป็นพี่กับน้อง พี่ก็ควรให้อัตราดอกเบี้ยที่ดีและพิเศษสุดกับประเทศไทยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่านายเจิง เผย เหยียน รองประธาน Boao Forum for Asia และนายจิน ลี่ฉวิน ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมเอไอไอบีว่า มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นและมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลไทย ในการส่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างกันของประเทศสมาชิกในภูมิภาค ประเทศไทยในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งยินดีสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย

ขณะเดียวกัน นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างการแก้ไขรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ พ.ศ. …หรือ ภาษีลาภลอย โดยเฉพาะประเด็นรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่เดิมจะนำเข้าสู่กองทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐซึ่งจะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปลี่ยนเป็นนำรายได้จากการเก็บภาษีเข้าสู่งบประมาณของรัฐบาลแทน คาดว่าภาษีลาภลอยเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งยืนยันว่าการจัดเก็บภาษีลาภลอยไม่มีผลกระทบกับประชาชน หากไม่มีการซื้อขายเชิงพาณิชย์ ส่วนอัตราภาษีใน พ.ร.บ.ภาษีลาภลอยจะมีการกำหนดเพดานสูงสุดไว้ ส่วนอัตราการจัดเก็บภาษีจริงจะมีการประกาศอีกครั้ง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังเสนอแนว ทางการเก็บภาษีลาภลอยอัตรา 5 % จากส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นหากมีการขายที่ดินเพื่อทำกำไรจากเจ้าของที่ดิน โดยกำหนดมูลค่าของสินทรัพย์ที่จัดเก็บว่าต้องเกินกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ในรัศมี 2.5- 5 กิโลเมตร จากโครงการพัฒนาของรัฐ เช่น สถานีรถไฟฟ้ารถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ สนามบิน ทางด่วน.

 

คลังชมเปาะธปท.คุมหนี้เน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002852

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมปรับเปลี่ยนเกณฑ์เพดานการปล่อยเงินกู้สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ว่า เป็นเรื่องที่ดีและกระทรวงการคลังพร้อมสนับสนุนมาตรการของ ธปท. เพราะเป็นการช่วยสร้างวินัยทางการเงิน ไม่ให้เกิด การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจระยะยาวมากกว่า และเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อสถาบันการเงิน ส่วนข้อกังวลว่าหากมีการควบคุมสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลแล้วจะทำให้ประชาชนหันไปกู้เงินนอกระบบมากขึ้นนั้น ขอชี้แจงว่า ไม่น่ากังวล เพราะอีกไม่นานหนี้นอกระบบจะหมดไป ประชาชนที่มีรายได้น้อยจะหันไปพึ่งสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และนาโนไฟแนนซ์มากขึ้น.

 

คนกรุงตั้งตารอ ‘มวลมหารถไฟฟ้า’ คืบหน้า เสร็จสิ้น ใช้ได้เมื่อไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001794

ความหวังของคนกรุง เริ่มเข้าใกล้ความจริงแล้ว หลังโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมระหว่างชานเมือง เข้ามาสู่กรุงเทพฯชั้นใน เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลายโครงการลงมือก่อสร้างแล้ว และอีกหลายโครงการก็จะได้ใช้บริการเร็วๆ นี้

‘ไทยรัฐออนไลน์’ เก็บข้อมูลการก่อสร้างรถไฟฟ้า มาอัพเดตให้กับผู้อ่านได้ทราบกัน จะได้คำนวณคร่าวๆ ได้ว่า รถไฟฟ้าจะวิ่งผ่านหน้าบ้านเราได้เมื่อไร เริ่มกันที่….

โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

วิธีการจำที่ง่ายที่สุด รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนี้จะเชื่อมจุดต้นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สายเฉลิมรัชมงคล หรือ MRT ที่สถานีต้นทางและปลายทาง คือ บางซื่อ และหัวลำโพง นั้นเอง

ช่วงบางซื่อ – ท่าพระ คืบหน้าแล้ว 93.17% เปิดใช้บริการปี 2563

โครงการดังกล่าว มีระยะทาง 11.08 กิโลเมตร เป็นเส้นทางยกระดับทั้งหมดมี 8 สถานี มีลักษณะเป็นทางวิ่งรางคู่บนเสาตอม่อบริเวณเกาะกลางถนน โครงการจะเริ่มต้นโดยการต่อเชื่อมกับ MRT สถานีบางซื่อ ผ่านสถานีเตาปูน ซึ่งเป็นสถานีร่วมกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ

จากนั้น จะเข้าสู่ถนนประชาราษฎร์สาย 2 ผ่านสี่แยกบางโพ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เลี้ยวซ้ายเข้าถนนจรัญสนิทวงศ์ บริเวณโรงเรียนเทคโนโลยีพระราม 6 ผ่านแยกบางพลัด แยกบรมราชชนนี แยกไฟฉาย และสิ้นสุดที่แยกท่าพระ โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางแค

ช่วงหัวลำโพง – บางแค คืบหน้าแล้ว 93.17% เปิดใช้บริการปี 2562

โดยเส้นทางดังกล่าวมีระยะทาง 15.9 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างทางวิ่งใต้ดินช่วงหัวลำโพง – ท่าพระ ระยะทาง 5.4 กิโลเมตร มีสถานีใต้ดินจำนวน 4 สถานี ทางวิ่งยกระดับในช่วงท่าพระ – บางแค ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร โดยมีสถานียกระดับจำนวน 7 สถานี

สำหรับ โครงการจะเริ่มต้นที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง เป็นเส้นทางใต้ดินตามแนวถนนพระราม 4 ผ่านถนนเจริญกรุง วังบูรพา ถนนสนามไชย ลอดใต้แม้น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณปากคลองตลาด ลอดใต้คลองบางกอกใหญ่ ถนนอิสรภาพ

จากนั้น จะเปลี่ยนเป็นเส้นทางยกระดับเข้าสู่สี่แยกท่าพระ ซึ่งจะมีสถานีร่วมกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ – ท่าพระ ไปตามแนวถนนเพชรเกษม ผ่านบางไผ่ บางหว้า บางแค และสิ้นสุดสายทางที่บริเวณวงแหวนรอบนอกถนนกาญจนาภิเษก

ช่วงบางแค-พุทธมณฑล สาย 4 อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการ

โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม หรือ สายสีม่วง

ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ เปิดให้บริการไปแล้ว เมื่อวันที่ 6 ส.ค.59 โดยจุดเชื่อมต่อระหว่าง MRT บางซื่อ และสถานีเตาปูน ที่ทุกคนรอคอยสร้างเสร็จแล้ว และจะมีการเปิดให้ใช้บริการ 11 ส.ค. 60 นี้

ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) คาดว่าจะมีการก่อสร้าง ปี 2561

สำหรับโครงการนี้ มีระยะทางทั้งสิ้น 23.6 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างทางวิ่งใต้ดิน 12.6 กิโลเมตร และโครงสร้างทางยกระดับ 11 กิโลเมตร และมีสถานีทั้งสิ้น 17 สถานี เป็นสถานีใต้ดิน 10 สถานี และสถานียกระดับ 7 สถานี

แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ เริ่มจากจุดเชื่อมต่อสถานีเตาปูน เปลี่ยนเป็นเส้นทางใต้ดินแล้วเบี่ยงเข้าสู่ ถนนสามเสน ผ่านรัฐสภาแห่งใหม่ หรือโรงเรียนโยธินบูรณะเดิม โรงเรียนราชินีบน กรมชลประทาน โรงพยาบาลวชิรพยาบาล หอสมุดแห่งชาติ คลองบางลำพู

จากนั้น เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระสุเมรุ ผ่านวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร แยกผ่านฟ้า เข้าสู่ถนนมหาไชย ผ่านวัดราชนัดดารามวรวิหาร เข้าสู่ถนนจักรเพชร ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระปกเกล้า เข้าสู่ถนนประชาธิปก ผ่านสี่แยกบ้านแขก ลอดใต้วงเวียนใหญ่ เข้าสู่ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ลอดแยกมไหสวรรย์

จากนั้น เปลี่ยนเส้นทางยกระดับผ่านแยกถนนจอมทองเข้าสู่ถนนสุขสวัสดิ์ ผ่านแยกถนนประชาอุทิศ ข้ามทางด่วนเฉลิมมหานคร เข้าสู่ราษฎร์บูรณะข้ามคลองแจงร้อน ผ่านสามแยกพระประแดง และสิ้นสุดเส้นทางบริเวณครุใน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ช่วง แบริ่ง – สมุทรปราการ โครงการสร้างเสร็จสิ้น และเปิดให้ทดลองใช้บริการ 1 สถานคือ แบริ่ง-สำโรง บริการ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ภายในปี 2561 จะเปิดให้บริการครบทุกเส้นทางดังนี้ สถานีสำโรง สถานีปู่เจ้าสมิงพราย สถานีพิพิธภัณฑ์เอราวัณ สถานีโรงเรียนนายเรือ สถานีสมุทรปราการ สถานีศรีนครินทร์ สถานีแพรกษา สถานีสายลวด และสถานีเคหะสมุทรปราการ

หมอชิต–สะพานใหม่–คูคต คืบหน้า 33.7%  เปิดใช้บริการปี 2563

โครงการมีระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร เป็นทางวิ่งยกระดับตลอด มีสถานีจำนวน 16 สถานี โดยจะเริ่มต้นที่สถานีหมอชิต ของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร หรือ BTS

จากนั้น จะข้ามทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ห้าแยก ลาดพร้าว ผ่านแยกรัชโยธิน แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปจนถึงบริเวณแยกหลักสี่ และเบี่ยงออกด้านขวาเลียบไปตามขอบอุโมงค์ลอกแยกหลักสี่ และเบี่ยงเข้าสู่เกาะกลางดังเดิม ไปจนถึงสะพานใหม่หน้าตลาดยิ่งเจริญ

เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 25 ของถนนพหลโยธิน แนวเส้นทาง จะเบี่ยงไปทางด้านทิศตะวันออก หรือ ด้านเหนือของพื้นที่ประตูกรุงเทพฯ ข้ามคลองสอง ผ่านด้านข้างของสถานีตำรวจสภ.คูคต เข้าสู่บริเวณเกาะ กลางของถนนลำลูกกา และสิ้นสุดที่บริเวณคลองสอง หรือสถานีคูคต

โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม

ช่วงตลิ่งชัน – มีนบุรี คืบหน้า 0.29% เปิดใช้บริการปี 2566

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีระยะทางรวม 39.6 กิโลเมตร เป็นสถานีใต้ดิน 23 สถานี และสถานียกระดับ 7 สถานี โดยจะเริ่มต้นจากสถานีรถไฟตลิ่งชัน จากนั้นใช้แนวเขตรถไฟสายบางกอกน้อย ผ่านโรงพยาบาลศิริราช ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ผ่านใต้ถนนราชดำเนินแล้วเบี่ยง ใช้แนวถนนหลานหลวง ผ่านยมราชแล้วเข้าสู่แนวถนนเพชรบุรี

จากนั้น เลี้ยวเข้าถนนราชปรารภ ถึงดินแดงแล้วเลี้ยวไปตามถนนวิภาวดีรังสิต ผ่านศาลาว่าการกทม. 2 (ดินแดง) ตัดตรงไปเชื่อมกับ MRT ที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ เบี่ยงเข้าแนวถนนพระรามเก้า ตัดผ่านถนนประดิษฐ์ธรรมนูญ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนรามคำแหง ผ่านแยกลำสาลี แยกถนนกาญจนาภิเษก ไปสิ้นสุดที่สถานีสุวินทวงศ์บริเวณมีนบุรี

ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการ

ช่วงตลิ่งชัน – ศูนย์วัฒนธรรม อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการ

โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู

ช่วงแคราย-มีนบุรี อยู่ระหว่างดำเนินโครงการ

แนวเส้นทางเริ่มต้นที่จุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ บริเวณใกล้แยกแคราย วิ่งไปตามถนนติวานนท์จนถึงห้าแยกปากเกร็ด จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าถนนแจ้งวัฒนะผ่านเมืองทองธานี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ไปเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ที่แยกหลักสี่บริเวณริมถนนวิภาวดีรังสิต

จากนั้น จะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ บนถนนพหลโยธิน บริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ วิ่งไปบนถนนรามอินทราจนถึงแยกมีนบุรี แล้ววิ่งเข้าสู่เมืองมีนบุรี ตามแนวถนนสีหบุรานุกิจ จนถึงสะพานข้ามคลองสามวา จึงเลี้ยวขวาข้ามคลองแสนแสบ และข้ามถนนรามคำแหง หรือถนนสุขาภิบาล 3 สิ้นสุดสถานีปลายทางที่บริเวณใกล้แยกถนนรามคำแหง-ร่มเกล้า ซึ่งจะบรรจบกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางกะปิ-มีนบุรี รวม 30 สถานี ระยะทางทั้งสิ้น 34.5 กิโลเมตร

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง

ช่วงลาดพร้าว – สำโรง อยู่ระหว่างดำเนินโครงการ

เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง เริ่มต้นที่จุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ที่แยกรัชดา-ลาดพร้าว ไปตามแนวถนนลาดพร้าว โดยเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ของกทม.ที่กำลังอยู่ในช่วงศึกษาโครงการ

จากนั้น จะขึ้นยกระดับข้ามทางด่วนฉลองรัชจนถึงทางแยกบางกะปิ จากนั้นแนวเส้นทางจะเลี้ยวขวาไปทางทิศใต้ตามถนนศรีนครินทร์ เชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ทางแยกลำสาลี ต่อจากนั้นแนวเส้นทางจะยกระดับข้ามทางแยกต่างระดับพระราม 9 โดยเชื่อมต่อกับ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ผ่านแยกพัฒนาการ แยกศรีนุช แยกศรีอุดมสุข แยกศรีเอี่ยม จนถึงแยกศรีเทพา

โดยจะเลี้ยวขวาอีกครั้ง ไปทางทิศตะวันตก ตามแนวถนนเทพารักษ์ ผ่านจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่สถานีสำโรง และสิ้นสุดแนวเส้นทางบริเวณถนนปู่เจ้าสมิงพราย รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 30.4 กิโลเมตร ประกอบด้วยสถานีทั้งหมด 23 แห่ง