จับตาดูผลกระทบวงกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002849

แบงก์ชาติสั่ง “กรุงไทย” สำรองหนี้ ตั๋วบีอี “เอิร์ธ” ดีฟอลท์ 12 พัน ล.

แบงก์ชาติสั่งกรุงไทยสำรองหนี้เอิร์ธ 1.2 หมื่นล้านบาท “ผยง” ยันตั๋วบีอีครบอายุลอตใหม่ แบงก์ไม่ให้เบิกสินเชื่อ พร้อมจับตาใกล้ชิดตั๋วบีอีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พบใช้เงินผิดประเภท หากเป็นบริษัทเอกชนที่แข็งแกร่ง มีวินัยการเงิน แบงก์เจ้าหนี้พร้อมเข้าไปอุ้มปล่อยเงินกู้ไปไถ่ถอนตั๋วบีอี

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้จัดชั้นสินเชื่อด้อยคุณภาพของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 12,000 ล้านบาท หรือสำรองหนี้เต็มจำนวน จากวงเงินสินเชื่อ 12,000 ล้านบาท และเป็นการสำรองหนี้ในครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ให้ตั้งสำรองหนี้จัดชั้นตามระยะเวลาหลังลูกค้าผิดนัดชำระ และจัดชั้นหนี้ตามคุณภาพสินเชื่อ ซึ่งการสำรองหนี้พิเศษในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการไตรมาส 2 ของธนาคารกรุงไทย

“เอิร์ธมีเจ้าหนี้หลายราย มีทั้งหนี้ตั๋วเงินระยะสั้น (บีอี) หุ้นกู้ และธนาคารพาณิชย์อื่นๆ แต่ผิดนัดธนาคารกรุงไทยเป็นรายแรก ธนาคารได้จัดชั้นเป็นเอ็นพีแอลไปแล้ว จึงไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้อีก เพราะผิดกฎของธปท. แต่ตัวธุรกิจของเอิร์ธยังเดินต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารจะจัดการอย่างไร”

สำหรับตั๋วบีอีของเอิร์ธที่กำลังจะครบกำหนด ธนาคารไม่สามารถให้เบิกสินเชื่อเพื่อนำเงินไปไถ่ถอนตั๋วบีอีได้ เนื่องจากตามเกณฑ์ของ ธปท.ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลได้ และหากยังปล่อยสินเชื่อให้ ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ การผิดนัดชำระตั๋วบีอีที่ขยายวงไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการใช้เงินผิดประเภท หรือผิดวัตถุประสงค์ เงินที่ได้รับจากออกตั๋วบีอีแทนที่จะใช้เป็นเงินทุนระยะสั้น หรือใช้เพื่อเป็นสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการได้นำเงินไปลงทุนระยะยาว เมื่อครบกำหนดและไม่สามารถออกตั๋วบีอีใหม่ทดแทนได้ จึงทำให้เกิดปัญหา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องเหลือเป็นจำนวนมาก หากเป็นผู้ประกอบการที่มีบริหารความเสี่ยงที่ดี มีวินัย การออกตั๋วบีอีเพื่อต้องการบริหารต้นทุนการเงิน เนื่องจากถูกกว่าดอกเบี้ยตั๋วบีอี ถูกกว่าดอกเบี้ยของธนาคาร มั่นใจว่าผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าของธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว และเชื่อว่าธนาคารจะเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ธนาคารกรุงไทยก็ยินดีเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าเช่นกัน แต่การปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการไปไถ่ถอนออกตั๋วบีอีต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันเอ็นพีแอล
“ตอนนี้ต้องจับตาดูกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ว่ามีดีมานด์เทียมหรือไม่ ต้องดูตั้งแต่ผู้ประกอบการว่าทำเลอยู่ตรงไหน ลูกค้าเป็นใคร เพราะตอนนี้เราต้องดูเชิงลึกให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเอ็นพีแอลขึ้นในอนาคต”

นายผยงกล่าวอีกว่า การปล่อยสินเชื่อรวมของธนาคารในปีนี้ ยอมรับว่าจะไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 4-6% และหากยอดสินเชื่อปีนี้เติบโตได้ 4% ก็ต้องลุ้นจนเหนื่อย แต่จะไม่ปรับเป้าหมายสินเชื่อลง และพยายามทำให้ได้ โดยเน้นปล่อยสินเชื่อระยะยาว ที่เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งสินเชื่อระยะสั้น พร้อมกับสนับสนุนโครงการภาครัฐ ปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาล ถนน และรถไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน ธนาคารพร้อมเร่งสนองนโยบายรัฐบาล เร่งโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรืออีเพย์เม้นท์ สนับสนุนนโยบาย ธปท.ที่นำมาตรฐานคิวอาร์โค้ทมาชำระสินค้าแทนเงินสด และสนับสนุนกระทรวงการคลังออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรสวัสดิการคนจน 12 ล้านบัตร.

 

“เพซ” ยันการเงินแข็งแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002847

มั่นใจไม่มีปัญหาคืนหนี้ตั๋วบีอี เดินหน้าขายรับรายได้มหานคร

นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งแม้จะมีหนี้อยู่ 19,000 ล้านบาท ขณะที่มีสินทรัพย์รวมราว 37,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมมูลหนี้ทั้งหมด โดยเป็นโครงการที่กำลังขายและรอรับรู้รายได้ ทั้งโครงการมหานครและโครงการมหาสมุทรที่หัวหิน ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้ก่อสร้างเกือบเสร็จแล้ว โดยโครงการมหานครส่วนที่เป็นที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ขายไปแล้ว 75% อยู่ระหว่างทยอยโอน คาดว่าช่วงที่เหลือของปีนี้จะรับรู้รายได้ราว 7,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการมหาสมุทรที่หัวหินขายได้แล้ว 30% หรือ 1,400 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในปีนี้ ขณะที่โครงการนิมิตรหลังสวนซึ่งขายได้หมดแล้วและกำลังเริ่มก่อสร้าง คาดว่าจะโอนและรับรู้รายได้ปีหน้ามูลค่า 7,000 ล้านบาท

“ขณะนี้บริษัทมีโครงการที่ขายได้แล้วและกำลังรอโอนเพื่อรับรู้รายได้จาก 3 โครงการนี้รวม 15,400 ล้านบาท ยังไม่นับที่จะขายได้อีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ คือโครงการมหานคร 25% และโครงการมหาสมุทรอีก 70% โดยเดือนหน้าเพซและกลุ่มซิติคที่เข้ามาเป็นพันธมิตรกับบริษัทจะไปโรดโชว์และขายโครงการที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ โดยโครงการมหานครที่เหลือ 30% นั้น มีมูลค่าที่จะขายได้อีกราว 5,000 ล้านบาท และมหาสมุทรมีมูลค่าที่รอขายอีก 2,600 ล้านบาท ซึ่งคนจีนที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการลงทุนอสังหาฯระดับไฮเอนด์ในไทยจำนวนมาก เพราะราคายังถูกเมื่อเทียบกับราคาที่พักระดับไฮเอนด์ในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และสิงคโปร์”

นายสรพจน์กล่าวต่อว่า นักลงทุนไม่ต้องกังวลกับข่าวที่ออกมาว่า บริษัทจะมีปัญหาเรื่องตั๋วเงินระยะสั้น (บีอี) ที่จะหมดอายุปีนี้และปีหน้า เพราะได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์หมดแล้ว โดยช่วงที่ผ่านมามีหลายบริษัทมีปัญหาผิดนัดชำระหนี้บีอี อาจทำให้นักลงทุนบางกลุ่มไม่มั่นใจ เพซจึงเลือกที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อรองรับการหมดอายุตั๋วบีอี ซึ่งไม่ได้ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น เป็นเพียงการปรับโครงสร้างหนี้จากระยะสั้นเป็นยาวขึ้น และบริษัทก็ไม่มีความเสี่ยง เพราะเมื่อทยอยโอนรับรู้รายได้แล้วก็จะนำมาคืนหนี้ โดยตั้งเป้าสิ้นปีนี้จะลดหนี้ตั๋วบีอีที่มีอยู่ 4,000 ล้านบาท ให้เหลือน้อยกว่า 50% ทั้งนี้ หนี้ทั้งหมด 19,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตั๋วบีอี 4,000 ล้านบาท หุ้นกู้ 5,000 กว่าล้านบาท และเงินกู้สถาบันการเงินกว่า 9,000 ล้านบาท

“ขอยืนยัน 100% ว่า บริษัทจะไม่มีปัญหาคืนหนี้ตั๋วบีอีแน่นอน ขอให้นักลงทุนมั่นใจได้ ซึ่งนักลงทุนสถาบันหรือรายใหญ่ไม่ได้กังวลอะไร เพราะรู้ว่ามีโครงการสร้างเสร็จที่รอรับรู้รายได้มูลค่าสูงเกินหนี้เป็นเท่าตัวอยู่แล้ว”

สำหรับความร่วมมือกับบริษัท ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กลุ่มทุนด้านการก่อสร้างและการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจของจีนนั้น ภายในไตรมาส 3 จะมีความชัดเจนขึ้นโดยซิติคมีแผนเข้ามาถือหุ้นเพซไม่เกิน 10% และเข้ามาช่วยก่อสร้างและให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในโครงการใหม่ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการเงินถูกลงกว่า 50%.

 

บมจ.ในตลาดหุ้นตื่นจัดทัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002874

จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวทำงานเข้าถ้วนหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากพระราชกำหนด (พรก.) การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวปี 2560 ที่มีต่ออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน กับผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง เพราะมีการใช้แรงงานสูงราว 20-30% ของต้นทุนรวมและในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าว (ที่ทำงานโยธาและไม่ใช่งานฝีมือ) สูงถึง 70-90% จึงอาจเกิดผลกระทบระยะสั้นระหว่างการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว

ส่วนกลุ่มที่คาดว่าได้รับกระทบรองลงมาคือ เกษตร-อาหาร ที่แม้จะใช้เครื่องจักรเป็นหลัก และใช้แรงงานบางส่วนในอัตราราว 10% ของต้นทุนการผลิต โดยบางบริษัทมีการใช้แรงงานต่างด้าวในสัดส่วนสูง เช่น บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) ใช้แรงงานต่างด้าวสูง 90% ของคนงานทั้งหมด (ต้นทุนแรงงานคิดเป็น 7% ของต้นทุนทั้งหมด) แต่ TU เผยว่าได้ใช้แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.59 ทำให้ต้นทุนค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว จึงน่าจะได้รับผลกระทบในวงจำกัด ขณะที่ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์ (CPF) ใช้แรงงานต่างด้าวราว 30% ของแรงงานทั้งหมด (ต้นทุนแรงงานคิดเป็น 13% ของต้นทุนรวม) แต่ CPF เองมีการใช้แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายอยู่แล้ว ต้นทุนค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ จึงประเมินผลกระทบค่อนข้างจำกัดเช่นกัน

ส่วนผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจอื่นๆนั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเมินว่าใน 100% ของต้นทุนเป็นต้นทุนค่าแรงงาน 25% แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่ามีสัดส่วนการใช้แรงงานต่างด้าวมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามกลุ่มบริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯส่วนใหญ่มีการว่าจ้างบริษัทรับเหมาโดยใช้วิธี Outsource ดังนั้นหากผู้รับเหมาเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน ย่อมส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการ อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจตาม ม.44 ของภาครัฐฯ ที่ให้ชะลอการบังคับใช้พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวออกไปอีก 180 วันจนถึง 31 ธ.ค.จะช่วยให้ทั้งผู้ประกอบการและแรงงานมีเวลาปรับตัวเพื่อบริหารจัดการแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายถือเป็นการลดผลกระทบเมื่อถึงเวลาที่กฎหมายมีผล.

 

ลิงแก้แหปัญหายางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1002877

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ราคายางพาราไม่ได้เลวร้ายมากนัก แต่เกษตรกรอาจรู้สึกว่าราคาควรดีกว่านี้ ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่าปริมาณการใช้ยางในตลาดโลกจะมีมากขึ้น การแก้ไขปัญหาราคา ต้องฟังความเห็นทุกๆ ด้าน หากชาวสวนยางหยุดโยงเรื่องการเมืองลงได้ก็เป็นเรื่องดี การทำงานก็จะง่ายขึ้น รัฐบาลได้วางแผนแก้ปัญหา เช่น หน่วยงานราชการที่อยากใช้ยางพารา แต่ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ เนื่องจากยางพาราต้องผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ก็จะรวบรวมปัญหานี้ เสนอเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะใช้งบเพิ่มเติมเพื่อให้ทันในปีนี้

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)กล่าวว่า พล.อ.ฉัตรชัย ได้เรียก 9 หน่วยงานของรัฐมาประชุมติดตามความคืบหน้าการใช้ยางพารา ในการดำเนินโครงการของส่วนราชการปี 2560-2561 เพื่อสรุปความต้องการใช้ยางพาราปีนี้ ที่มีจำนวน 22,321 ตัน มูลค่า 16,925 ล้านบาท แบ่งเป็นใช้งบปกติ และงบประมาณเหลือจ่าย วงเงิน 15,074 ล้านบาท ส่วนจำนวนเงินที่เหลืออีก 1,851 ล้านบาท ต้องรวบรวมจัดทำโครงการเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า และหาก ครม.ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ ลดการส่งออกและลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาง ก็จะเพิ่มการใช้ยางพาราได้อีก 1.43 ล้านตันต่อปี.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 13/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002815

“เซ็นทรัล” ฉลองยิ่งใหญ่ครบ70 ปี ขึ้นแท่นผู้นำห้างเวิลด์คลาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002844

ฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 70 ปี ห้างเซ็นทรัล ทุ่มงบ 350 ล้านบาท เดินหน้ารีแบรนด์ดิ้ง พร้อมพลิกโฉมมิติห้างสรรพสินค้ารูปแบบใหม่ที่จะส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษแก่ลูกค้า ขึ้นแท่นผู้นำห้างระดับเวิลด์คลาส

นางยุวดี จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้างเซ็นทรัลมีอายุครบ 70 ปีแล้ว โดย 70 ปีที่ผ่านมาห้างเซ็นทรัลก็มีความผูกพันกับสังคมไทยและลูกค้ามาโดยตลอด ซึ่งทุกแรงสนับสนุนทำให้วันนี้ห้างเซ็นทรัลเติบโตกลายเป็นห้างสรรพสินค้าแถวหน้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งนี้ ทางกลุ่มเซ็นทรัลยังเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยกลยุทธ์เซ็นทรัลลิตี้ (Centrality) ที่ต้องการสร้างศูนย์กลางของเมืองที่ผู้คนมาใช้ชีวิตร่วมกัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลได้ขยายความสำเร็จไปถึงภูมิภาคอาเซียน รวมถึงบุกขยายไปฝั่งยุโรปด้วย โดยเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าระดับลักชัวรีหลายแบรนด์ที่ล้วนแต่อยู่ใจกลางมหานครใหญ่ของยุโรป อาทิ มิลาน, โคเปนเฮเกน, ฮัมบูร์ก, เบอร์ลิน, มิวนิก และโรม

“ห้างเซ็นทรัลในวันนี้ไม่ใช่แค่ห้างสรรพสินค้าระดับประเทศหรือภูมิภาคอีกต่อไป แต่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ที่ธุรกิจของคนไทยสามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำห้างสรรพสินค้าหรูระดับโลกได้ ล่าสุดห้างสรรพสินค้าลารี นาเชนเต สาขามิลาน ได้รับเลือกให้เป็นห้างสรรพสินค้าที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2559 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ้นปี 60 รายได้รวมของธุรกิจห้างสรรพสินค้า น่าจะแตะ 130,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปี 59 โดยปัจจุบันรายได้ 60% มาจากในไทย และอีก 40% มาจากต่างประเทศ ซึ่งก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง”

นางยุวดีกล่าวว่า ห้างเซ็นทรัลยังมีแผนยกระดับบริการไปอีกขั้น เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการช็อปปิ้งของลูกค้า ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์ Aux Villes Du Monde.com (AVDM) และแอพพลิเคชั่น ภายใต้ชื่อเดียวกันบนสมาร์ทโฟน โดยจะทำให้การเข้าถึงสินค้าของห้างเซ็นทรัลและห้างสรรพสินค้าอื่นๆในเครือทุกประเทศทั่วโลก ได้รับการเชื่อมโยงถึงกันโดยสมบูรณ์

นอกจากลูกค้าจะสามารถช็อปปิ้งสินค้าในเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว ยังสามารถค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวของเมืองที่มีสาขาตั้งอยู่ได้ด้วย และสามารถติดต่อกับห้างในต่างประเทศเพื่อใช้บริการต่างๆ เช่น จองโรงแรม ร้านอาหาร หรือเลือกซื้อสินค้าในห้างสาขาต่างประเทศที่ไม่มีจำหน่ายในไทย โดยเปิดให้ดาวน์โหลดได้แล้วทั้งระบบไอโอเอส และแอนดรอยด์

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ในการพลิกโฉมห้างเซ็นทรัลครั้งใหญ่ฉลอง 70 ปี โดยจะทุ่มงบรวม 350 ล้านบาท ปรับแผนดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์ตลาดค้าปลีกโลก และพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยก้าวต่อไปของห้างเซ็นทรัลรูปแบบใหม่จะมีวิสัยทัศน์ “A Second home that transcends generations.” ที่ต้องการสร้างพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงแรกคือ การรีแบรนด์ปรับเปลี่ยนโลโก้ และองค์ประกอบของแบรนด์ห้างเซ็นทรัลให้มีความทันสมัยและเรียบง่ายมากขึ้น ขณะที่การปรับโฉมรูปแบบห้างสรรพสินค้าจะเน้นเรื่องการส่งมอบประสบการณ์ที่มีความพิเศษเฉพาะตัว ภายใต้กลยุทธ์ “EVERYONE” OF A KIND คือ การดูแลลูกค้าให้ทุกคนรู้สึกเสมือนเป็นคนพิเศษทุกครั้งที่มาใช้บริการ

นอกจากนี้ การปรับโฉมตัวห้างสรรพสินค้าแล้ว บริษัทฯยังเน้นการใช้เทคโนโลยีระบบใหม่มาใช้เพื่อสร้างบริการที่รวดเร็ว ทั้งเว็บไซต์ www.central.co.th และล่าสุดแอพพลิเคชั่น Central โฉมใหม่ ที่พัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้การเชื่อมต่อระหว่างประสบการณ์ช็อปปิ้งในห้างและการช็อปปิ้งออนไลน์ผสานเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังมีแผนจัดโปรโมชั่นสุดว้าวทุกวันที่ 17 ของเดือน ตั้งแต่ WOW Collection WOW Activity รวมถึง WOW Promotion โดยจะเริ่มแคมเปญแรกวันที่ 17 ก.ค.นี้.

 

คนอินเดียชอบสินค้าไทย ‘เครื่องปรุง เครื่องสำอาง น้ำมันเหลือง’ สุดฮอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 19:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002315

คนอินเดียใช้แล้วรัก! สินค้าไทยสุดร้อนแรง เครื่องปรุงรส เครื่องสำอาง น้ำมันเหลือง ได้รับความนิยม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศปลื้มงาน Thailand Week 2017 มุมไบ ประสบความสำเร็จตามเป้า

นางสาวสุวิมล ติลกเรืองชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้นำผู้ประกอบการไทย 49 บริษัท เข้าร่วมงานแสดงสินค้าแบบเจรจาธุรกิจ (B2B) Thailand Week 2017 ณ เมืองมุมไบ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.-2 ก.ค. 60 ที่ผ่านมานั้น

ทั้งนี้ บริษัทที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) ซึ่งเป็นตรารับรองสินค้าและบริการคุณภาพของ DITP กระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย อาทิ บริษัท ซาบิน่า ฟาร์อีสท์ จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นใน บริษัท ยูโรเปียนฟู้ด ผู้ผลิตขนม บริษัท เฮลซ์เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ผู้ผลิตน้ำหวานตราเฮลซ์บลูบอย บริษัท อุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์สินค้าพื้นเมือง จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรุงรส และบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ผู้ผลิตเครื่องครัวเมลามีน

นางสาวสุวิมล กล่าวว่า จากการจัดงานครั้งนี้ พบว่าชาวอินเดียสนใจสินค้าไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าใหม่ ที่มีนวัตกรรม หรือลักษณะเฉพาะของสินค้าที่แตกต่างจากผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหาร สินค้าสุขภาพความงาม สินค้าออร์แกนิก สเปรย์ฉีดโถห้องน้ำก่อนใช้งาน สินค้าสำหรับเด็ก อัญมณีและเครื่องประดับ ของใช้ตกแต่งบ้านที่มีกลิ่นอายความเป็นตะวันออกของไทย สำหรับงานครั้งนี้ประมาณการว่ามีการสั่งซื้อสินค้าทันทีกว่า 10 ล้านบาท

“ชาวอินเดียเลือกซื้อสินค้าเพราะเป็นแบรนด์จากประเทศไทย เพราะเชื่อว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีมาตรฐานที่ดีทั้งประเทศ ชาวอินเดียเดินทางมาเที่ยวไทยปีละกว่า 1.2 ล้านคน จึงคุ้นเคยและชอบอาหารไทยและมาเลือกซื้อสินค้าเกี่ยวกับปรุงอาหารไทย อีกทั้งยังชอบเครื่องสำอาง สินค้าสปา น้ำมันเหลือง ซึ่งอย่างหลังได้รับความนิยม เพราะนำเสนอว่าเป็นสมุนไพรจากไทย”

สำหรับการค้าระหว่างไทย-อินเดียระหว่าง เดือน ม.ค.-พ.ค. 60 มีมูลค่ารวม 4,089.65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 26.96% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยมูลค่า 2,531.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 16.73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไทยนำเข้าจากอินเดียมูลค่า 1,558.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 48.43% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และอุปกรณ์ส่วนประกอบ

ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สินค้าไทยได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อมั่นว่ามีคุณภาพดี ราคาสมเหตุสมผล และเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์คุณภาพสินค้าและบริการไทยในตลาดโลก DITP จึงจัดทำตราสัญลักษณ์ T Mark ตั้งแต่ปี 2555 เพื่อตอกย้ำจุดแข็งและสร้างความโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์แก่สินค้าและบริการจากประเทศไทย

ปัจจุบัน บริษัทผลิตสินค้าและบริการของไทยได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ทั้งสิ้น 742 บริษัท โดยมี 2 ประเภทหลัก คือ สินค้า ได้แก่ สินค้ากลุ่มอาหาร อุตสาหกรรมหนัก ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น สินค้าทั่วไป และธุรกิจบริการ ได้แก่ กลุ่มส่งเสริมสุขภาพ การศึกษานานาชาติ และธุรกิจบริการรักษาพยาบาล

 

พาณิชย์ เร่งสร้างมูลค่ามันสำปะหลัง ยกระดับเป็นอาหารแปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 18:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002499

พาณิชย์ ย้ำรัฐบาลมีมาตรการดูแลราคามันสำปะหลังปี 60/61 ไว้แล้ว เตรียมหนุนเครื่องสับมัน ผลักดันทำมันเส้นสะอาดป้อนตลาด พร้อมส่งเสริมให้แปรรูปเป็นสินค้าอาหาร ทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรชะลอขุดมันช่วงนี้ เหตุฝนตก แนะรอขายหลังหน้าฝน..

วันที่ 12 ก.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้จัดเตรียมมาตรการดูแลราคามันสำปะหลังปี 60/61 ไว้ล่วงหน้าแล้ว จำนวน 14 โครงการ วงเงินประมาณ 616 ล้านบาท พร้อมจัดทำโครงการให้สินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลัง โครงการยกระดับการผลิตและการแปรรูป และโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือน หรือ 6% ต่อปี

สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมแผนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมันสำปะหลัง โดยจะผลักดันให้เกษตรกรทำมันเส้นคุณภาพดี มันเส้นสะอาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างโอกาสทางการค้าและพัฒนาผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยจะนำไปเจรจาเปิดตลาดในต่างประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการดูแลการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าจนกระทบต่อราคาในประเทศ

อีกทั้งมาตรการอื่นๆ เช่น จะสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังให้กับสถาบันเกษตรกร และเกษตรกร เพื่อให้นำไปใช้แปรรูปหัวมันสดเป็นมันเส้น และจำหน่ายให้กับอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มรายได้ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการแปรรูปมันสำปะหลังในรูปอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้นำมันสำปะหลังไปเป็นวัตถุดิบ และสร้างสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดด้วย

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ ที่เกษตรกรร้องเรียนอยู่ในขณะนี้ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ที่มีการเพาะปลูก ทำความเข้าใจกับเกษตรกร ในการชะลอขุดหัวมันสำปะหลังขึ้นมาขาย เพราะขณะนี้เป็นช่วงฤดูฝน ลานปิด เพราะไม่สามารถตากมันเส้นได้ และโรงแป้งส่วนใหญ่ก็ปิด เพราะผลผลิตมันยังมีน้อย และคุณภาพไม่ดี เนื่องจากเชื้อแป้งต่ำ หากเกษตรกรชะลอการขุดมันและรอให้พ้นฤดูฝนไปก่อน จะทำให้จำหน่ายได้ราคาดีขึ้น โดยมันสำปะหลังที่เชื้อแป้งตามมาตรฐาน 25% กิโลกรัม (กก.) ละ 1.75 บาท แต่ถ้าเป็นมันคละ (ไม่วัดเชื้อแป้ง) กก.ละ 1.13 บาท

“กระทรวงฯ เข้าใจถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร ที่บางรายจำเป็นต้องขุดมันออกมาขาย เพราะต้องการนำเงินไปใช้จ่าย กระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ช่วยเหลือในทันที โดยได้ประสานลานมัน และโรงแป้งให้ช่วยรับซื้อ ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในเบื้องต้นได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ชะลอการขุดมันออกไปก่อน เพื่อรอเวลาให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกษตรกรขายได้ราคาดีขึ้น”

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันผลผลิตมันสำปะหลังฤดูกาลผลิตปี 59/60 ได้ออกสู่ตลาดเกือบหมดแล้ว คาดว่ามีผลผลิตตกค้างไม่เกิน 5% โดยเกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น และร้อยเอ็ด ที่มีการขุดมันออกมาจำหน่าย ส่วนแหล่งปลูกมันที่สำคัญ คือ กำแพงเพชร นครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ยังไม่ได้ขุดมันออกมาจำหน่ายในช่วงนี้.

 

เริ่มแล้ว! พาณิชย์จัดสอนทำสูตรก๋วยเตี๋ยว หวังช่วยคนไทยสร้างอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 18:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002460

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดสอนทำก๋วยเตี๋ยวให้ผู้ที่ไม่มีอาชีพที่ต้องการเปิดร้าน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก และสอนเทคนิคการบริหารจัดการร้านอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยคนไทยสร้างอาชีพ พร้อมจัดทีมออกสอนคนต่างจังหวัด..

วันที่ 12 ก.ค. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เผยว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดตัวโครงการ ‘ทางลัดสร้างอาชีพ สู่เศรษฐกิจฐานราก’ ซึ่งเป็นการจัดอบรมฝึกอาชีพสอนทำก๋วยเตี๋ยวน้ำใส และเย็นตาโฟ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นครั้งแรก ให้กับผู้ที่ไม่มีอาชีพเป็นของตนเอง รวมทั้งต้องการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากสอนทำก๋วยเตี๋ยวแล้ว ยังอบรมเทคนิคการบริหารจัดการร้านอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถไปเปิดร้านได้จริงอีกด้วย

สำหรับโครงการนี้ เป็นการสร้างอาชีพให้กับคนไทย ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก และรองรับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้ขึ้นทะเบียนคนจน 14 ล้านคน ให้มีอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัว โดยมีแผนที่จะจัดฝึกอบรมต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จะขยายการสอนไปสู่อาหารจานเดียวประเภทอื่นๆ เช่น อาหารตามสั่ง ข้าวราดแกง ขนมหวาน เป็นต้น และเมื่อเปิดร้านได้แล้ว จะเชื่อมโยงเข้ากับโครงการหนูณิชย์พาชิม เพื่อช่วยโฆษณาให้คนเข้าไปกิน หากมีความเข้มแข็ง ก็จะผลักดันให้เป็นร้านหนูณิชย์ติดดาว ที่มีคุณภาพสูงขึ้น และยกระดับไปสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ต่อไป

ซึ่งการอบรมครั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมมือกับร้าน Gala Noodle (เย็นตาโฟตีลังกา) ซึ่งเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ สอนทำก๋วยเตี๋ยวน้ำใสและเย็นตาโฟ และในวันที่ 19 ก.ค.นี้ ได้ร่วมมือกับ ‘มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ’ สอนทำก๋วยเตี๋ยวน้ำตก และข้าวเหนียวหมูฝอย ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนไทยด้วย

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า การฝึกอาชีพในต่างจังหวัด กรมฯ อยู่ระหว่างการประสานงานกับพันธมิตร ซึ่งมีทั้งธุรกิจแฟรนไชส์ และมูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ จัดทีมเดินทางไปสอนอาชีพให้กับคนในต่างจังหวัด เบื้องต้นจะเริ่มเป็นภูมิภาคก่อน ทั้งที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง ตะวันออก ตะวันตก และใต้ ส่วนรายจังหวัดกำลังพิจารณาตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนที่จะช่วยสร้างอาชีพให้กับประชาชนและนักศึกษา ที่สนใจจะทำธุรกิจเป็นของตัวเองผ่านการลงทุนในแฟรนไชส์ ภายใต้โครงการ “Be Your Own Boss” โดยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้กับประชาชนที่สนใจและนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา ให้สามารถมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับขึ้น 5.69 ดัชนีอยู่ที่ 1,574 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 17:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002525

หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 5.69 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,574.93 จุด มูลค่าซื้อขาย 50,069.31 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 12 ก.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่าย พบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 5.69 จุด อยู่ที่ 1,574.93 เปลี่ยนแปลง 0.36% มูลค่าการซื้อขาย 50,069.31 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,577.21 จุด และต่ำสุดที่ 1,569.93 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)