อาคม มั่นใจ! 11 สิงหาฯ เปิดเชื่อม 1 สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง-สีน้ำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 16:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001989

อาคม มั่นใจ! 11 ส.ค.นี้ เปิดเชื่อมต่อ 1 สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง-สีน้ำเงิน เตรียมรับมือเหตุฉุกเฉิน ร่วมซ้อมแผนเผชิญเหตุรถไฟฟ้าบีทีเอสปัญหาระบบรางร้าว พร้อมบริการระบบการขนส่งสาธารณะทางรางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล..

วันที่ 12 ก.ค. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่าในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเปิดให้บริการเชื่อมต่อ 1 สถานีระหว่าง รถไฟฟ้า สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วง เตาปูน-บางซื่อ ที่สถานีเตาปูน โดยขณะนี้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บีอีเอ็ม ผู้ให้บริการเดินรถอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ

อีกทั้ง เมื่อเชื่อมต่อ 1 สถานีแล้ว จะทำให้การเดินทางของประชาชนสะดวกสบายมากขึ้น และมีการคาดการณ์ว่าจะทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็นไปตามเป้าหมายที่ 100,000 คนต่อวัน จากปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการเพียง 30,000 คนต่อวัน

สำหรับการจัดเก็บอัตราค่าโดยสารนั้นจะยังคงคิดค่าโดยสารในราคาเดิมที่ 14-42 บาท ส่วนผู้ถือบัตรโดยสาร MRT plus จะคิดค่าโดยสารที่ 29 บาทตลอดสาย และในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์นั้น จะมีโปรโมชั่นสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปที่ คนละ 15 บาทตลอดสาย เด็กและผู้สูงอายุคนละ 8 บาทตลอดสาย

นอกจากนั้น การฝึกซ้อม การให้บริการจากเหตุขัดข้องทางเทคนิคของระบบราง ก่อนเข้าสถานีราชดำริ (S1) ของ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ที่สถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส ว่า การฝึกซ้อมดังกล่าวจะเป็นการจำลองสถานการณ์ว่าระบบรางของ บีทีเอสร้าว และมีปัญหาการให้บริการ ซึ่งบีทีเอสต้องมีการถ่ายโอนผู้โดยสาร ระหว่างสถานีให้รวดเร็วและปลอดภัยมากที่สุด รวมทั้งฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม การเข้าตรวจสอบระบบ ราง รถ ผู้ให้บริการจะดำเนินการโดยปกติหลังเที่ยงคืนของทุกวัน ซึ่งทางบีทีเอสจะดำเนินการตรวจสอบระบบการเดินรถและรางอยู่แล้ว และหากเกิดอุบัติเหตุที่ขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานของผู้โดยสาร เช่น การตกร่องระหว่างราง เเละชานชาลา

ด้าน นายอาณัติ อาภาภิรม ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า บีทีเอส ว่า ทางบริษัท ได้ทำประกันอุบัติเหตุ รองรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว โดยเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งถือเป็นเหตุการณ์เล็กน้อย มีค่าเสียหายต่ำกว่าวงเงินประกัน.

 

คาราท ยกระดับความแม่นยำการวางแผนการสื่อสารสู่ผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 12 ก.ค. 2560 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002250

ข้อมูล หรือดาต้า เป็นอาวุธที่สำคัญมากในเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วคลิก ข้อมูลเหล่านี้มีส่วนสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคด้วยซ้ำไป ดังนั้น นักสื่อสารการตลาดจึงต้องให้ความสำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคตลอดวงจรการตัดสินใจซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าแบรนด์ของตนได้เข้าไปอยู่ในความรู้สึกนึกคิด และในใจของผู้บริโภคในทุกๆ ขณะอย่างมีความหมายและนัย คาราท ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เดนท์สุ อีจิส เน็ตเวิร์ค กลุ่มบริษัทที่ให้บริการด้านสื่อสารการตลาดครบวงจรชั้นนำของโลก ซึ่งมีบริการวางแผนและซื้อสื่อโฆษณาที่ได้รับการจัดอันดับ “คุณภาพสูงที่สุด” โดย เร็คม่า มาโดยตลอดหลายปีติดต่อกัน (RECMA = REsearch Company Evaluating the Media Agency) ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารระดับสูงของ คาราท ได้เปิดเผยถึงความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุด ในการวางกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในข้อมูลที่รอบด้านและครบวงจร

นายปริทัศ มุ่งประสิทธิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราท (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่วงการมีเดียยังคงยึดถือกับข้อมูลกลางที่เอเจนซีทุกแห่งใช้ร่วมกัน คาราท ได้ก้าวล้ำไปอีกขั้นโดยพัฒนาศักยภาพด้านข้อมูลหรือดาต้าด้วยตนเอง จนทำให้คาราทมีชุดเครื่องมือใหม่ๆ ที่นำมาใช้งานได้เหนือกว่าเครื่องมือที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนี้”

เครื่องมือพื้นฐานที่เป็นตัวจักรขับเคลื่อนสำคัญในชุดเครื่องมือใหม่นี้ คือ Consumer Connection System (CCS) หรือ ซีซีเอส (ระบบเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้บริโภค) ซีซีเอส ถือเป็นเสมือนแหล่งรวมของข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีข้อมูลครอบคลุม ด้านสื่อ ข้อมูลด้านการตลาด และข้อมูลพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคในหลากหลายกลุ่ม ซึ่งได้จากการศึกษาวิจัยผู้บริโภคเชิงปริมาณขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมประชากรจำนวนกว่า 3 แสนคนในกว่า 60 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้บริโภค 3 พันคนในประเทศไทยด้วย คาราทใช้ข้อมูลจาก CCS ผนวกกับเครื่องมืออันล้ำหน้ากว่าใครในอุตสาหกรรมสื่อปัจจุบัน คือ CCS PLANNER ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการจัดสรรงบประมาณสื่ออย่างเหมาะสมและคุ้มค่าการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบดั้งเดิม (Traditional) หรือสื่อดิจิทัล (Online) โดยสามารถประมวลผลให้เห็นภาพการทับซ้อนของช่องทางการรับสื่อ เพื่อวัดผลการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายร่วมเป็นภาพเดียวกัน (Combined Reach) ทำให้การวางแผนมีประสิทธิภาพและให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ คาราทยังได้ลงทุนเพิ่มเติมใน CCS Journey เครื่องมือตัวล่าสุดที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสื่อสารถึงผู้บริโภคได้ตลอดเส้นทางของการตัดสินใจซื้อ โดย Brand Strategist ของเราทุกคนได้รับการอบรมให้มีความชำนาญในการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างไรจึงจะให้ได้ผลดีที่สุด ผ่านการสื่อสารแบบบูรณาการ (Integrated Communication)

CCS Journey เป็นเครื่องมือที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างคาราทกับ Point Logic ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้นำในการคิดค้นและพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางการตลาด (Marketing Decision-Supporting System) ที่จะช่วยให้การวางแผนสื่อมีความแม่นยำยิ่งขึ้น และได้ผลตอบแทนจากการลงทุนดียิ่งขึ้น ผ่านความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค และสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจ ในแต่ละขั้นตอนของวงจรการตัดสินใจซื้อสินค้า (Purchase Decision Journey) ซึ่งข้อมูลอันทรงคุณค่าเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถเลือกและจัดลำดับความสำคัญของช่องทางสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคดิอย่างแม่นยำ ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งการทำวิจัย CCS Journey นี้ ทำกับผู้บริโภคจำนวน 2,500 รายในประเทศไทย เครื่องมือดังกล่าวจับจุดในกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ กว่า 20 กลุ่มผลิตภัณฑ์ และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้ออกมาเป็น Infographic ที่ดูเข้าใจง่าย เพื่อช่วยในกระบวนการวางแผนอย่างแม่นยำ

คำกล่าวที่ว่า “Data is the new currency in a consumer-centric marketplace” หรือ “ข้อมูล คือสินทรัพย์ใหม่ที่สำคัญ ในตลาดการแข่งขันที่ยกเอาผู้บริโภคเป็นจุดศูนย์กลาง” นั้น นับว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยสำหรับสภาวการณ์ที่เราประสบในปัจจุบัน คาราท จึงทุ่มเทที่จะเป็นผู้ก้าวนำอุตสาหกรรมสื่อ ด้วยการพัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัย สร้างข้อได้เปรียบให้กับลูกค้าของเราจากคลังข้อมูลอันมีค่าดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้ทีมงานของเราได้นำเสนอแนวทางการตัดสินใจ และบริการที่เหมาะสมที่สุดแก่ธุรกิจของลูกค้า และในปีนี้ คาราท เตรียมเปิดตัวสินค้าและบริการอันทันสมัยอีกหลายรายการ เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราพลิกโฉม และพร้อมเป็น ผู้ชนะ (Transform and Win) ในยุคสมัยที่เราก้าวสู่ “เศรษฐกิจแบบดิจิทัล” เต็มตัว (Digital Economy)

 

พฤกษาเดินตามธง “พฤกษา 4.0” เพิ่มมูลค่าสินค้า-แตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 14:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002119

“พฤกษา” เดินหน้าผลิตบ้าน ทาวน์เฮาส์และคอนโดตามแผนกลยุทธ์หลัก “พฤกษา 4.0” ตามที่ได้ประกาศไว้ หวังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง…

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เล็งเห็นพฤติกรรมและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค โดยได้มีการศึกษาวิจัยพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคยุคใหม่ พบว่า ลูกค้าจะพิจารณาเลือกซื้อสินค้าที่ตอบโจทย์ในแง่ของคุณภาพและบริการหลังการขายที่ดีมากขึ้น โดยให้ความสำคัญในเรื่องราคาสินค้าน้อยลงกว่าเดิม จึงเร่งเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ “พฤกษา 4.0” ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์หลักนี้ ได้แก่ สมาร์ท-โปรดักส์ การพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นการเพิ่มคุณค่าของสินค้าให้ลูกค้าได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องคุณภาพและฟังก์ชั่นการใช้งาน ขณะนี้บริษัทฯ ได้ดำเนินการไปแล้วหลายโครงการ ทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม

ทั้งนี้ ยกตัวอย่างการออกแบบบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าในโครงการทาวน์เฮาส์ ได้แก่ การเสริมความแข็งแรงของพื้นที่หลังบ้านด้วยเสาเข็มขนาดยาวลึกเท่าตัวบ้าน เพื่อรองรับการใช้งานเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ของลูกค้า การใช้บันไดพรีคาสท์ ที่ผลิตจากโรงงาน ได้มาตรฐาน แข็งแรง ทนทาน การออกแบบแนวคิดบ้านหายใจได้ หรือ ออกแบบระบบไหลเวียนอากาศภายในบ้าน โดยใช้แนวคิดการดึงอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทได้ดีขึ้น ส่งผลให้ความร้อนในตัวบ้านลดลง นอกจากนี้ ยังช่วยลดประหยัดไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศ  โฮมออโตเมชั่น ระบบบ้านอัจฉริยะที่สามารถควบคุมและสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านผ่านสมาร์ทโฟน การเพิ่มมูลค่าสินค้าในโครงการบ้านเดี่ยว ได้แก่ การออกแบบบ้านโดยเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานชั้นล่าง โดยออกแบบให้ชั้น 1 มีห้องนอน ห้องน้ำแบบฟูลฟังก์ชั่นและครัวไทย เพื่อตอบสนองการใช้งานได้ครบครัน และช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยแก่ผู้สูงอายุ ระบบป้องกันขโมย ป้องกันอัคคีภัย หากตรวจพบควันในห้อง ระบบจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเข้าโทรศัพท์ และยังสามารถมองเห็นภาพภายในบ้านผ่านกล้องวงจรปิดได้

นายปิยะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในโครงการคอนโดมิเนียมได้นำดิจิตอลเทคโนโลยี เช่น ระบบสมาร์ทแอคเซสซิสเตมส์ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการเข้า-ออกโครงการของลูกค้า การแจ้งข่าวสาร และบริการต่างๆ ผ่านโมบายแอปพลิเคชั่น ครอบคลุมถึงระบบควบคุมไฟฟ้าภายในห้องพักที่สะดวกสบาย และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ด้วยนวัตกรรมล่าสุดของสมาร์ทโฮม ในส่วนของสาธารณูปโภคส่วนกลางได้พัฒนาสกายแฟคซิลิตี้คอนเซปต์ที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับแบรนด์ นอกเหนือจากการที่บริษัทฯ ได้มีการปรับโฉมแบรนด์พฤกษาเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูทันสมัยแล้ว การเดินหน้าพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่ทำควบคู่กันไป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้างจุดเด่นที่ตรงใจ และความแตกต่างให้กับสินค้า รวมถึงเป็นการสร้างการตอกย้ำให้แบรนด์เป็นที่จดจำแก่ผู้บริโภคอีกด้วย ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งพัฒนาปรับปรุงทุกกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบบ้านและการบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด.

 

เอพีรุกดูดเงินลูกค้ากระเป๋าหนัก เปิดตัวคอนโด ถ.วิทยุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 14:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002160

“เอพี” เดินหน้าทำตลาดคอนโดหรู จับลูกค้ากระเป๋าหนัก โดยครึ่งปีหลังวางแผนเปิดตัว 2 โครงการ 2 ทำเล ประเดิมด้วย “ไลฟ์ วัน ไวร์เลส” ถ.วิทยุ มั่นใจกำลังซื้อยังดี…

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอพีตอกย้ำตำแหน่งเจ้าตลาดคอนโดติดแนวรถไฟฟ้า โดยผนึกกำลังกับมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MEC) พันธมิตรจากญี่ปุ่น เปิดตัวโครงการใหม่ไลฟ์ วัน ไวร์เลส คอนโดระดับไฮเอนด์มูลค่าโครงการ 6,400 ล้านบาท ด้วยทำเลที่ตั้งที่โดดเด่นใจกลางเมือง สะดวกในการเดินทางและสบายในการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิดแพลตฟอร์ม ฟอร์ ซักเซส ที่มุ่งมั่นจะให้คอนโดแบรนด์ไลฟ์เป็นคอนโดแห่งแรกและแห่งเดียวที่มอบความสะดวกสบายในการพักอาศัยและการเชื่อมต่อกับผู้คนได้อย่างไร้ขีดจำกัด

สำหรับโครงการนี้ ตั้งอยู่บน ถ.วิทยุ ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท เฉลี่ย 170,000 บาท/ตารางเมตร บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 4 ไร่ ประกอบด้วยอาคารที่พักจำนวน 1 อาคาร สูง 43 ชั้น 1,344 ยูนิต หลายขนาดพื้นที่ใช้สอย ใกล้แหล่งช็อปปิ้งระดับไฮเอนด์ โรงเรียน อาคารสำนักงาน ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคม อยู่บนทำเลเชื่อมต่อสำคัญระหว่าง ถ.สุขุมวิท เพชรบุรี พระราม 4 และสาทร และจุดขึ้น-ลงทางด่วน สะดวกทั้งใช้รถยนต์ส่วนตัวและระบบขนส่งสาธารณะ

นายวิทการ กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดย่านพื้นที่เชื่อมต่อย่านวิทยุ หลังสวน เพลินจิต ชิดลม ส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด ด้วยข้อจำกัดในการครอบครองและต้นทุนที่ดินดีดตัวสูงขึ้นในทุกๆ ปี ทำให้การพัฒนาโครงการที่พักอาศัยย่านดังกล่าว โดยเฉพาะทำเลที่มีทางเข้า-ออกติดถนนเส้นหลักเป็นไปได้ยาก จากการสำรวจในย่านพื้นที่เชื่อมต่อดังกล่าว พบซัพพลายคงเหลือเพียง 998 ยูนิต หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนยูนิตที่เปิดตัวทั้งหมด ซึ่งคอนโดในกลุ่มไฮเอนด์ระดับราคาต่อตารางเมตรประมาณ 1.5 – 2 แสนบาท คงเหลือเพียงแค่ 330 ยูนิตเท่านั้น ดังนั้นจึงมั่นใจว่า โครงการที่เปิดตัวใหม่นี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากดีมานด์ในตลาด ด้วยโลเคชั่นใจกลางเมืองบนทำเลมากมูลค่าและยากที่จะครอบครองอย่าง ถ.วิทยุ โดยเฉพาะคอนโดในระดับราคาตารางเมตรไม่เกิน 2 แสนบาท ที่เปิดขายอยู่บน ถ.วิทยุ ยังไม่มีคอนโดเปิดใหม่

นอกจากนี้ เอพีและมิตซูบิชิฯ ยังเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมไลฟ์อโศก–พระราม 9 อีกหนึ่งโครงการใหญ่ส่งท้ายปี ด้วยจำนวน 2,248 ยูนิต มูลค่าโครงการ 9,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 110,000 บาทต่อตารางเมตร โดยจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย.นี้.

 

 

‘อาคม’ มั่นใจงบฯรถไฟความเร็วสูง ไม่ติดขัด เชื่อคลังจัดการได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 14:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1002065

กระทรวงคมนาคม ยันรถไฟความเร็วสูงไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณติดขัด เชื่อคลังบริหารจัดการเงินได้ โดยเริ่มให้กรมทางหลวงก่อสร้างช่วงแรก ต.ค.นี้ คาดเปิดให้บริการปลายปี 64…

วันที่ 12 ก.ค. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟความเร็วสูง กทม. – โคราช 253 กม. วงเงิน 179,413 ล้านบาท ว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการดังกล่าว กระทรวงคมนาคมพร้อมเดินหน้าโครงการทันที ซึ่งเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน และดำเนินโครงการได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้แน่นอน

สำหรับงบประมาณนั้น เชื่อว่ากระทรวงการคลังจะบริหารจัดการได้ ทั้งการกู้ในประเทศและนอกประเทศ ยืนยันไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณติดขัด ทำให้โครงการล่าช้าแน่นอน ส่วนการดำเนินงานในสัญญาที่ 2 ที่ให้จีนเข้ามามีส่วนร่วม โดยใช้วิศวกรจากจีนเป็นหลักนั้น ซึ่งสัญญาที่ 2 ตอนที่ 1 ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร มูลค่า 425 ล้านบาท

เบื้องต้น กระทรวงคมนาคม มอบหมายให้กรมทางหลวงเป็นผู้ก่อสร้างในช่วงแรก ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างเดือนตุลาคมนี้ ส่วนอีก 3 ตอนที่เหลือ จะให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ส่วนที่เหลือในสัญญาไทยได้ขอให้จีนเร่งส่งแบบภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่เริ่มลงนาม เพื่อทำให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ คาดเปิดให้บริการได้ภายในปลายปี 2564.

 

ตลาดคลองผดุงฯ จัดหนัก โปรโมชั่นโค้งสุดท้ายลดกระหน่ำ ได้ของดีมีของแถม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 12:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001979

ตลาดคลองผดุงฯ สุดยอดสินค้าหลากหลายทั่วไทยหาได้ในที่เดียว ยังคึกคักกวาดยอดขายแล้วเกือบ 160 ล้านบาท เตรียมอัดโปรโมชั่นส่งท้ายลดกระหน่ำสูงถึง 50% แถมแจกรางวัลใหญ่ให้ผู้เข้าชมงาน ขาช็อปห้ามพลาดได้ของดีมีของแถม

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.60 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การจัดงาน Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้าหลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนเป็นเจ้าภาพจัด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.60 ถึงวันที่ 24 ก.ค.60 โดยได้นำผู้ประกอบการและเกษตรกรกว่า 800 ราย มาหมุนเวียนจำหน่ายสินค้าในราคาย่อมเยา คัดนำผลิตภัณฑ์ที่เด่นที่สุดในแต่ละจังหวัดมาจำหน่าย นอกจากนั้นยังได้พบกับสินค้าของบริษัทประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทยจำกัดที่ระดมผลิตภัณฑ์เด่นของแต่ละจังหวัดมาร่วมแสดงด้วย อย่างไรก็ตามผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือน สามารถสร้างยอดจำหน่ายถึงวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 159,910,962 บาท และมีผู้เยี่ยมชมงาน 262,630 คน

สำหรับงาน “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว” ช่วงที่ 3 ซึ่งจัดระหว่าง 1-24 ก.ค.60 ด้วยธีม “Local Tourism” เน้นการเสนอผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเด่น อาทิ ผ้าหมักโคลน จังหวัดมุกดาหาร ผ้าไหมนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ผ้าตีนจก จังหวัดอุตรดิตถ์ ผ้าบาติก จังหวัดนราธิวาส เสื่อกกจันทบูร จังหวัดจันทบุรี หมอนขิดยางพารา จังหวัดยโสธร เครื่องจักสาน จังหวัดเลย และสบู่รังไหม จังหวัดอุบลราชธานี

นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP ขึ้นเครื่องบิน เช่น ผลิตภัณฑ์จากกะลา จังหวัดเชียงใหม่ และเซรามิก จังหวัดลำปาง รวมไปถึง OTOP ส่งออก อาทิ ผลไม้แปรรูป จังหวัดเพชรบุรี และกล้วยฉาบ จังหวัดสุโขทัย และที่ไม่ควรพลาดคืออาหารชวนชิม ไม่ว่าจะเป็นซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง จังหวัดภูเก็ต หมี่เบตง จังหวัดยะลา ปูนิ่มทอด จังหวัดระนอง ผัดหมี่ จังหวัดนครราชสีมา ไก่ย่างเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น รวมไปถึงอาหารเด่นเมนูเด็ดจากหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวที่รับรองว่าถูกปากถูกใจทุกเมนู และสำหรับแฟนคลับสินค้าผลผลิตทางการเกษตร โค้งสุดท้ายของงานมีทั้งลำไยปลอดสาร จังหวัดลำพูน มังคุดและทุเรียน จังหวัดระยอง สับปะรดห้วยมุ่น จังหวัดอุตรดิตถ์ และเงาะนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ภายในงานมีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนโปรโมชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยช่วงโค้งสุดท้ายตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 24 ก.ค.60 บริษัทประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทยจำกัด และบริษัทภาคเอกชนที่ร่วมโครงการสานพลังประชารัฐร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ได้จัดแคมเปญชุดใหญ่ จำหน่ายสับปะรดห้วยมุ่น จ.อุตรดิตถ์ในราคาหน้าสวน (ขึ้นลงตามราคาหน้าสวนในแต่ละช่วงเวลา) ทั้งขายปลีกและส่งนำมาจำหน่ายถึง 15 ตัน

“เดือนกรกฎาคมนี้ งานจะแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรกจะจบวันนี้ 12 ก.ค. มีรายการพิเศษลดสั่งลาวันก่อนสิ้นรอบ สินค้าต่างๆ จะลดพิเศษ 30-50% และเปลี่ยนรอบใหม่ มีโปรโมชั่น 100 ท่านแรกแจกฟรี โดยผู้เข้าชมงาน 100 ท่านแรกที่มาเยี่ยมชมตลาดและซื้อสินค้าอย่างน้อย 1 ชิ้น มูลค่าเท่าไรก็ได้ ในวันที่ 13-14 ก.ค.60 จะได้รับของรางวัลแจกฟรี 1 ชิ้น โดยมีรางวัลใหญ่ เป็นพัดลมตั้งโต๊ะ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เลือกชมสินค้าต่างๆ โดยการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการเชื่อมโยงการตลาดจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ก่อให้เกิดรายได้จำนวนมหาศาลกระจายไปยังผู้ประกอบการและเกษตรกรได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาลได้อีกทางหนึ่งด้วย” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าว

 

นักธุรกิจ-ผู้ประกอบการ ห้ามพลาด!! งาน SET Social Impact Day 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 10:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001912

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนธุรกิจ และผู้ประกอบการสังคม รวมพลังเพื่อความยั่งยืน เปิดไอเดียคนรุ่นใหม่ไฟแรง พร้อมให้จับคู่เป็นพันธมิตรแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อประสานงานให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคมสู่ความยั่งยืน ตามนโยบายประชารัฐ…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน SET Social Impact Day 2017: Partnership for the Goals “รวมพลังเพื่อความยั่งยืน” เป็นปีที่ 2 ในวันพฤหัสบดีที่ 13 ก.ค. 60 เวลา 08.30–17.00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์ สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถ.รัชดาภิเษก โดยเชิญชวนภาคธุรกิจมาร่วมในงานนี้ เพื่อพบปะสร้างแรงบันดาลใจ จากการพูดคุยกับผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคมในด้านต่างๆ ทั้งด้านชุมชน สิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส สุขภาพและการศึกษา ซึ่งกิจการเพื่อสังคมกว่า 30 ราย จะมาเสนอแนวคิด และกิจกรรมที่ทำเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนสะท้อนอุปสรรค และความต้องการในการพัฒนาให้ภาคธุรกิจรู้ อันจะนำไปสู่ความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับภาคธุรกิจในการดูแลแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า SET Social Impact จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากบริษัทจดทะเบียนและกิจการเพื่อสังคม มาร่วมงานอย่างคึกคัก ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนฯ ให้ความสนใจเป็นสมาชิกโครงการนี้แล้ว 60 ราย และกิจการสังคมลงทะเบียนเป็นเครือข่ายแล้วเกือบ 60 บริษัท และมียอดผู้เข้ามาดูข้อมูลการลงทุนเพื่อสังคม ผู้ประกอบการเพื่อสังคม นโยบายธุรกิจด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านเว็บไซต์กว่า http://www.SETSocialImpact.com กว่า 130,000 วิวแล้ว

ในงาน SET Social Impact Day 2017 ยังจะมีการนำเสนอบทพิสูจน์ผลลัพธ์จากการลงทุนเพื่อสังคม (Social Impact Investment) อีกทั้งมีการจัดเสวนา แชร์ความรู้จากผู้ลงมือทำจริง ในการแก้ไขปัญหาสังคมสู่การต่อยอดธุรกิจและสังคมที่ดี นอกจากนี้ ยังมีบูธของกิจการเพื่อสังคมคนรุ่นใหม่ ซึ่งนำผลิตภัณฑ์ บริการ ที่มีความโดดเด่น สร้างสรรค์ และตอบโจทย์สังคมได้อย่างแท้จริงมาแสดง อาทิ ผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับชีวิตอาชีพให้ชุมชนสตรีทางภาคใต้ การเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ผลิตภัณฑ์เพื่อให้อาชีพกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยมืออาชีพ แต่เย็บด้วยหัวใจของผู้ด้อยโอกาส นวัตกรรมทางการศึกษาที่เข้าถึงความสนใจของผู้เรียน โปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวาน เครื่องฝึกเดินสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำซีเอสอาร์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ในงาน SET Social Impact Day ด้วย ผู้สนใจเข้าร่วมงานสอบถามรายละเอียด ได้ที่ SET Contact Center 0 2009 9999 หรือติดต่อลงทะเบียนที่หน้างาน.

 

ทิศทางดอกเบี้ยโลกเริ่มขาขึ้น คาดกระทบผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 09:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001700

บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น พร้อมมองหุ้นไทย และเกาหลี ยังน่าสนใจ เตือนระวังลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว หลังสหรัฐฯ ยุโรป เริ่มส่งสัญญาณใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินน้อยลง

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในสัปดาห์นี้ แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในตราสารทุน และตราสารหนี้ระยะยาว และเตรียมตัวกับภาวะดอกเบี้ยโลกขาขึ้น หลังจากธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายน้อยลง ซึ่งเร็วกว่าการคาดการณ์ของตลาด โดยคาดว่าจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นโดยรวม เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศขนาดใหญ่ยังคงความแข็งแกร่ง และชี้ถึงการขยายตัวในระดับที่ดีขึ้น ซึ่งยังเป็นภาพที่สนับสนุนการบริโภคและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าตั้งแต่ช่วงต้นปี เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัท รวมถึงทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ช่วยให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรายังแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นของตลาดหุ้นไทย และเกาหลี จากแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศฟื้นตัว ซึ่งทั้งสองประเทศมีสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ในระดับสูง นอกจากนี้ ไทยและเกาหลีมีการค้าเกินดุล และเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ส่งผลให้ค่าเงินบาทและเงินวอนมีเสถียรภาพ ทำให้ลดความกังวลของนักลงทุนต่างชาติจากความผันผวนของค่าเงิน

ขณะเดียวกัน แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังกับตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงจากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เช่น H-share และตลาดที่มูลค่าพื้นฐานสูง เช่น อินเดีย โดยให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้น H-share เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และชะลอการลงทุนในตลาดอินเดีย เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานแพงและการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับสูง ทำให้ความเสี่ยงขาลงมีมาก หากนักลงทุนต่างชาติเทขายจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศ

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้นักลงทุนมีทองคำในพอร์ตไว้บ้างเพื่อการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ความผันผวนในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากธนาคารกลางหลายแห่งออกมาส่งสัญญาณลดความผ่อนคลายของนโยบายการเงิน คาดว่าการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ยังจำกัด เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ทำให้แรงกดดันต่อราคาทองคำลดลง

ส่วนน้ำมันแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมน้ำมันจากสต๊อกน้ำมันดิบและแก๊สโซลีนในสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเนื่อง และมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้น้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน (Driving season) นอกจากนี้ คาดว่าความต้องการเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ จีน และยุโรปยังขยายตัวต่อเนื่อง จากตัวเลขดัชนี PMI ภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงชี้ถึงการขยายตัวในระดับสูง

 

นักลงทุนรอเฮ ร่วมลุ้นทุกจังหวะ ‘หุ้นไทย’ ไต่ระดับถึง 1,600 จุด หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ค. 2560 08:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001739

เผลอนิดเดียวก็เข้าสู่เดือน ก.ค.กันแล้ว ซึ่งอีกไม่กี่อึดใจก็จะเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่สิ้นปีแล้ว ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือที่ชอบเรียกกันว่า หุ้นไทย ก็ผันผวนและหวือหวาพอสมควร ทั้งขึ้นทั้งลง ซึ่งก็เป็นไปตามปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ ที่เข้ามากดดันการลงทุนอย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีแรก เรามักจะได้ยินว่า ปี 60 นี้จะได้เห็นดัชนีหุ้นไทยไปแตะที่ 1,600 จุด อย่างแน่นอน ‘ไทยรัฐออนไลน์’ จะพาไปดูว่ามีความเป็นได้มากน้อยแค่ไหนที่จะเห็นดัชนีหุ้นไทยที่ 1,600 จุด และปัจจัยใดที่จะสนับสนุนให้ดัชนีทยานไปตามเป้าที่ตั้งไว้

บลจ.ทาลิส ให้กรอบหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,450-1,750 จุด

ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 2/60 ถึงแม้จะชะลอตัวลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/60 ที่มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 2.84 แสนล้านบาท

ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์อย่างไรก็ตาม พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัว อาทิ ภาคการส่งออกและการลงทุนของรัฐ รวมถึงการท่องเที่ยว ตลอดจนการฟื้นตัวของรายได้เกษตรจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกินระดับ 1,600 จุด ได้ในปีนี้

“ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดหุ้นไทย เพราะทั้งแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และโดยเฉพาะกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/60 ที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง จะมีส่วนผลักดันดัชนีตลาดหุ้น ปรับตัวเกินระดับ 1,600 จุดในปีนี้ได้ ทั้งนี้ บลจ.ทาลิส คาดว่ากำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนตลอดทั้งปี 60 นี้ จะสามารถแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นการทำสถิติใหม่ได้”

ทั้งนี้ คาดแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ยังอยู่ในทิศทางที่เป็นขาขึ้นเคลื่อนไหวในกรอบ 1,450-1,750 จุด ขณะที่หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากปีที่ผ่านมา

ธิดาศิริ ศรีสมิตบลจ.กสิกรไทย ให้กรอบสิ้นปีแตะ 1,650 จุด 

ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ และประธานบริหารการลงทุนตราสารทุน บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า เรามีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออก รวมทั้งการลงทุนและการเบิกจ่ายงบประมาณที่คาดว่าจะมีการเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังขยายตัวใกล้เคียงกับที่คาดไว้ โดยบริษัทประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2560 ไว้ที่ประมาณ 3.3-3.4% ในขณะที่ตัวเลขการส่งออกคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตอยู่ที่ 3.5%

ส่วนมุมมองการลงทุนในหุ้นไทย เชื่อว่ายังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในปีนี้ โดยบลจ.กสิกรไทย คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยปลายปีอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน

ทั้งนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมไปถึงปัจจัยด้านนโยบายการเงินของ Fed ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาค และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ในระยะสั้น

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นไทย บลจ.กสิกรไทย ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง และเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการลงทุนของภาครัฐในครึ่งปีหลัง รวมถึงภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บล.ทิสโก้ ชี้ดัชนีทะลุเหนือ 1,600 จุด ยังต้อง ‘ซื้อตาม’

วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย มีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามทิศทางของตลาดหุ้นโลก แต่เป็นการปรับลดลงอย่างจำกัด โดยให้แนวรับอยู่ที่ 1,550-1,530 จุด จากนั้นดัชนีจะทยอยปรับตัวขึ้นในระยะเวลาอีก 2 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดโลก (Laggard) โดยในช่วงครึ่งปีแรกให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ระดับเพียง 2.6% เท่านั้น ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดในกลุ่ม TIP ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ขณะที่ ผลตอบแทนในตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะกองทุนที่เป็น Asia Pacific ex Japan เช่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย ให้อัตราผลตอบแทนสูงถึงประมาณ 14% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 9% ยกเว้น NASDAQ ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 13% ส่วนตลาดหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทนประมาณ 8-9% ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยจึงมีโอกาส Outperform ในครึ่งปีหลัง จากทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น และกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ไหลเข้า

“หุ้นไทยยัง Laggard อยู่มาก โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาสถานะการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นการขายสุทธิ เพราะ Fund Flow เลือกไหลเข้าไปไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในช่วงครึ่งหลักของปี 2560 การลงทุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐจะเดินหน้ามากขึ้น เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) หรือกระทั่งการเลือกตั้งที่มีความชัดเจนมากขึ้น”

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2560 จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสม โดยมีแนวรับที่ 1,550 และ 1,530 จุด และในช่วงปลายปีหากดัชนีหุ้นไทยขึ้นทะลุเหนือ 1,600 จุด ยังแนะนำให้ ซื้อตาม และถือยาว หรือเล่นสั้นขายทำกำไร ช่วงก่อนการประชุมเฟดในช่วงต้น ก.ย. หรือต้น ธ.ค. 60

ทั้งนี้ ให้แนวต้านในระยะนี้ที่ 1,600-1,620 จุด และคงเป้าหมายที่ 1,650 จุด ในกลุ่มหุ้นเด่นที่อิงนโยบายการลงทุนของภาครัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท การค้า การส่งออก และหุ้นที่อิงกับการบริโภคในประเทศ

 

3 สินค้าจูงมือขึ้นทะเบียนจีไอ กาแฟ-ส้มโอ-ลำไยรสชาติจี๊ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001634

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพิ่มอีก 3 รายการ ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ จังหวัดเชียงใหม่, ส้มโอหอมควนลัง จังหวัดสงขลา และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน จังหวัดลำพูน ทำให้ขณะนี้ กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอแล้วทั้งสิ้น 93 รายการ แบ่งเป็นคำขอไทย 79 รายการ ต่างประเทศ 14 รายการ และอยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนอีก 60 รายการ

สำหรับสินค้าที่ได้ขึ้นทะเบียนจีไอ เป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง มีประวัติความเป็นมาและความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตแต่ละแห่ง โดย 3 สินค้าล่าสุด ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ เป็นกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์ คาทูรา และคาทุย ที่ปลูกร่วมกับป่าไม้และสวนชา (เมี่ยง) บนพื้นที่ระดับความสูง 1,100-1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในพื้นที่ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จนได้กาแฟที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ส่วนส้มโอหอมควนลัง มีเปลือกหอมโดดเด่นแตกต่าง มีผลกลมสูง ไม่มีจุก เนื้อสีชมพูเข้มถึงแดง เนื้อนิ่มฉ่ำ เมล็ดลีบถึงไม่มีเมล็ด รสชาติหวานอมเปรี้ยวไม่ขม ปลูกในพื้นที่เทศบาลเมืองควนลัง ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ขณะที่ ลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน เป็นลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียวป่าเส้าผลกลม ผิวเปลือกขรุขระ สีน้ำตาลปนเขียว เนื้อแห้งแน่นสีขาวขุ่น รสชาติหวานหอม เมล็ดสีดำมันกลมและแบนด้านข้าง ปลูกในพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้แก่ ตำบลหนองช้างคืน ตำบลอุโมงค์ ตำบลเหมืองง่า ตำบลต้นธง ตำบลริมปิง และตำบลประตูป่า.