เตือนฝนตกหนัก 11-17 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001650

กรมชลฯยันเขื่อนมีพื้นที่รับน้ำอื้อ-กรุงเทพฯไม่ท่วม

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 -17 ก.ค.60 นี้ จะมีฝนตกหนักในทุกพื้นที่ ของประเทศไทย ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ แบ่งเป็นช่วงวันที่ 11-13 ก.ค.60 มีฝนตกกระจายตัวประมาณ 40-60% ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนช่วงวันที่ 14-17 ก.ค.มีฝนตกหนัก 60-70% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยมีปริมาณฝนตกมากกว่าช่วงเดียวกันของปี 59 ประมาณ 52%

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางของประเทศ มีปริมาณนํ้า 42,006 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือประมาณ 56% ของความจุอ่างเก็บน้ำ มีพื้นที่รองรับน้ำฝนเพื่อกักเก็บไว้ใช้อีก 44% หรือประมาณ 33,208 ล้าน ลบ.ม. ประกอบกับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำปีนี้มีปริมาณน้ำมากกว่าปีที่ผ่านมา 8,565 ล้าน ลบ.ม. กรมชลฯจึงขอยืนยันว่าจะมีน้ำให้เกษตรกรใช้ตลอดฤดูเพาะปลูก ส่วนน้ำท่วมขังจะมีแค่บางพื้นที่ โดยพื้นที่การเกษตรและกรุงเทพฯ ยังไม่ได้รับผลกระทบ

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน ป่าสักชลสิทธิ์ และภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,636 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปีที่ผ่านมา 3,000 กว่าล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำใช้การ 1,668 ล้าน ลบ.ม. แควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำใช้การ 369 ล้าน ลบ.ม. ป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การ 353 ล้าน ลบ.ม.และภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การ 2,226 ล้าน ลบ.ม. “ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีการระบายน้ำออกรวมกันวันละ 32 ล้าน ลบ.ม. แม้ช่วงนี้จะมีฝนตกติดต่อกัน โดยเขื่อนภูมิพลต้องระบายน้ำจากท้ายเขื่อนวันละ 5 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากตั้งแต่จังหวัดตากลงไปยังต้องใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและน้ำเพื่อทำการเกษตร เพราะพื้นที่เหล่านั้นไม่มีฝนตก ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ต้องระบายน้ำวันละ 10-20 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากต้องช่วยสนับสนุนน้ำด้านท้ายเขื่อนใน จ.อุตรดิตถ์ จนถึงพิษณุโลก”

นอกจากนี้ กรมชลฯจะควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 850 ลบ.ม.ต่อวินาที เนื่องจากช่วง 7 วันต่อจากนี้จะมีฝนตกลงมาอีก ซึ่งจะเร่งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังให้เตรียมรับมือ.

 

คุยฟุ้งคนไทยมั่นใจสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001644

“บิ๊กตู่” สั่งตีปี๊บพีอาร์ความสำเร็จผลงานรัฐ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับกรณีที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีผลสำรวจการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา อยู่ที่ประมาณ 6,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 8% แสดงว่า ประชาชนเกิดความมั่นใจในสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มมีความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงต้องการให้รัฐมนตรีทุกคนนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ เพราะการจะสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ ข้าราชการต้องมั่นใจในผลที่เกิดขึ้น จากการทำงานของตนเองก่อน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการแก้ปัญหาเรื่องหนี้สิน ที่ให้นโยบายไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสียของประชาชน ซึ่งเกิดจากการใช้เงินเกินตัวผ่านบัตรเครดิตกันค่อนข้างมาก มากกว่าเงินเดือนของตัวเอง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณผ่านนายกรัฐมนตรีว่า อีกไม่นานจะเตรียมออกมาตรการควบคุมสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของครัวเรือน และแก้ปัญหาของคนรุ่นใหม่ ที่มักสร้างหนี้สินเกินตัว อาจปรับเปลี่ยนเพดานวงเงินบัตรเครดิตที่กำหนดไว้เดิมที่ไม่เกิน 5 เท่าต่อเดือน เป็นกำหนดตามเพดานของเงินเดือน เช่น รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 15,000-30,000 บาท จะได้รับวงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ เป็นต้นมาตรการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่ใช้เงินเกินตัว.

 

ชี้ค่าเงินช่วยชีวิตคนใช้ไฟฟ้า แข็งแต่ละบาทเอฟทีลด 5 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001632

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) วันที่ 12 ก.ค.นี้ กกพ.จะพิจารณาการประกาศค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดใหม่ หรือในเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ โดยจะปรับขึ้นประมาณ 7-8 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย จากเดิมคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้น 10-12 สต.ต่อหน่วย เนื่องจากทิศทางเงินบาทแข็งค่าขึ้น จากงวดปัจจุบันเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ ที่เฉลี่ย 35.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ทำให้สามารถลดต้นทุนได้ โดยทุกๆการแข็งค่า 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้เอฟทีลดลงได้ 5-6 สต.ต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ค่าเอฟทีเพิ่มขึ้น ยังมีสาเหตุอื่นๆมาจากราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักของการผลิตไฟที่สะท้อนราคาน้ำมันย้อนหลัง 8-12 เดือน ซึ่งที่ผ่านมามีราคาปรับขึ้นที่ระดับ 250 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งที่ประชุม กกพ.อาจพิจารณาให้ปรับขึ้นค่าเอฟทีไม่ถึง 7-8 สต.ต่อหน่วย หรืออาจเสนอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระค่าเอฟทีดังกล่าวแทนประชาชนไปก่อนอีกงวดหนึ่ง.

 

ธปท.ชี้ค่าเงินบาทยังผันผวนทั้งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001640

น.ส.วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายการตลาด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา “เงินบาทแข็งค่า…ธุรกิจจะต้านทานได้นานแค่ไหน” ที่จัดโดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ว่า ค่าเงินบาทปี 60 ยังคงผันผวน จากปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งเรื่อง การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ-การเงินจากประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่การส่งออกปี 60 ยังมีทิศทางสดใส คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 4.1% หรือสูงกว่าปี 59 ที่เคย ขยายตัวได้ 2.1% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ส่วนความท้าทายการส่งออก คือ ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นโยบายกีดกันทางการค้า การตอบสนองความต้องการสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ และการค้าในยุคดิจิทัล

“แม้โดยภาพรวมความผันผวนของค่าเงินบาทปี 60 มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น ถือเป็นความท้าทาย ยอมรับว่าบทบาทของค่าเงินอาจมีผลกระทบต่อการส่งออกบ้าง แต่หากพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินกับปริมาณส่งออกหรือกำลังซื้อของคู่ค้าในต่างประเทศแล้ว อาจพบไม่มีความสัมพันธ์กันเท่าใดนัก เนื่องจากแม้ค่าเงินบาทจะเคยอ่อนตัวลงในปี 56-58 ขณะที่มูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศคู่ค้าในปี 55-58 จะปรับตัวดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่กลับไม่ได้ช่วยให้การส่งออกสินค้าจากประเทศไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลาง สิงคโปร์ (MAS) ได้ร่วมลงนามในความตกลงร่วมมือด้าน FinTech และบันทึกความเข้าใจทวิภาคีว่าด้วยการกำกับดูแลสถาบันการเงินฉบับปรับปรุง เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินของไทยและสิงคโปร์ รวมถึงภูมิภาคอาเซียนให้ดียิ่งขึ้น โดย ธปท. และ MAS จะแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดเกิดใหม่และประสิทธิผลของการกำกับดูแลต่อกฎระเบียบในปัจจุบัน อีกทั้งสนับสนุนความร่วมมือระหว่างบริษัท FinTech ที่เป็นคู่ค้ากัน โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับโครงการนวัตกรรมและการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน.

 

กสิกร-อาลีเพย์ช่วยกันรวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001627

นางสาวศุภนีวรรณ จูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารร่วมกับซันร้อยแปดและอาลีเพย์ ร่วมกันพัฒนาระบบชำระเงิน ผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติด้วยการติดตั้งเครื่องอ่านคิวอาร์โค้ด เพื่อเพิ่มช่องทางการชำระเงินค่าสินค้าจากลูกค้าชาวจีนผ่านอาลีเพย์ ซึ่งเป็นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพียงแค่เปิดแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ แล้วสแกนคิว-อาร์โค้ด ก็สามารถจ่ายเงินได้ทันที เป็นการอำนวยความสะดวกให้กลุ่ม

นักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งปกตินิยมใช้อาลีเพย์ชำระเงินที่ไม่สูงนัก โดยผู้ใช้จะเติมเงินผูกบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตเข้ากับอี-วอลเล็ต “ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการชาวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทยจำนวนมาก ซึ่งมีกำลังซื้อสูง และคุ้นเคยกับการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดบนสมาร์ทโฟน”

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันร้อยแปด กล่าวว่า บริษัทร่วมกับพันธมิตรพัฒนาตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่สามารถซื้อสินค้าได้ เพียงใช้แอพพลิเคชั่นอาลีเพย์สแกนคิวอาร์โค้ดบนหน้าตู้สินค้า ซึ่งปัจจุบันตู้สินค้าที่รับชำระด้วยอาลีเพย์มี 24 ตู้ กระจายติดตั้งในแหล่งท่องเที่ยว และมีตั้งเป้าจะติดตั้งเพิ่มเป็น 500 เครื่องภายใน 3 ปี ด้านนางสาวพิภาวิน สุดประเสริฐ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย Ant Financial Services Group ผู้ให้บริการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอาลีเพย์ กล่าวว่า สินค้าที่ชาวจีนนิยมใช้อาลีเพย์ใช้จ่ายในไทยมากที่สุดคือ หมวดช็อปปิ้ง 27% ที่พัก 26% อาหารและเครื่องดื่ม 18%.

 

พุ่งเป้าสตาร์ทอัพยูนิคอร์นไทยรายแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001639

“แสนรู้” ระดมทุนล่าสุด 259 ล้านบาท

นายชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งแสนรู้ Zanroo บริษัทสตาร์ทอัพที่ให้บริการด้านมาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี (MarTech Startup) กล่าวว่า หลังก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 ด้วยจำนวนพนักงาน 2 คน ผ่านมา 4 ปี ในวันนี้แสนรู้ขยายการให้บริการแล้ว 15 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ศรีลังกา ปากีสถาน และอังกฤษ มีพนักงานกว่า 150 คน ด้วยอัตราก้าวกระโดด 200-400% ต่อปี “เราให้บริการที่ครบวงจร ได้แก่ Social Listening หรือการเก็บข้อมูลผู้บริโภคจากการพูดถึงแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย, Social Engagement การเชื่อมต่อกับสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และด้าน Consultant ซึ่งจะช่วยแนะนำลูกค้าด้วยการนำข้อมูลที่เก็บไปวิเคราะห์ โดยแสนรู้ยังเป็นผู้ให้บริการรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 27001 ทางด้านการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลของลูกค้าด้วย” ปีนี้ แสนรู้ยังได้ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ Shift Ventures (ชิฟ เวนเจอร์ส) ระดมทุนในระดับซีรีส์เอ (Series A) จำนวน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 259 ล้านบาท เพื่อรุกตลาดใหม่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป

นายอุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ก่อตั้งแสนรู้ กล่าวว่า ล่าสุดได้เปิดตัว “อรุณ” ระบบที่ช่วยประมูลผลข้อมูลมหาศาล เพื่อช่วยวัดผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment) หรือค่า ROI ในโลกดิจิทัลเป็นครั้งแรก โดยอรุณจะช่วยวัดผลกิจกรรมการตลาดในช่องทางดิจิทัลได้ละเอียด แม่นยำ และตรงจุดยิ่งขึ้น “มั่นใจว่าปีนี้แสนรู้จะมีรายได้ 260 ล้านบาท และภายในปี 2562 จะขยายตลาดไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก มีรายได้แตะที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าจะเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ขึ้นเป็นยูนิคอร์นสตาร์ทอัพหรือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 1,000 ล้านเหรียญ”.

 

ทุเรียนแพงทำชาวสวนอู้ฟู่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001620

สศก.ปลื้มดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปีพุ่ง

สศก.ปลื้มดัชนีรายได้เกษตรกรครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นพรวด 15.01% เนื่องจากผลผลิตและราคาสินค้าการเกษตรเพิ่มขึ้น ชี้ครึ่งปีหลังผลไม้ออกผลผลิตเพียบ ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด

น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรช่วงครึ่งปีแรก 2560 (ม.ค.-มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 15.01% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 จากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.68% โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก-เจ้า อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เงาะ มังคุด จากปัญหาภาวะภัยแล้ง ที่คลี่คลายลง สภาพอากาศมีฝนตกชุก น้ำในเขื่อนมีปริมาณสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา และกุ้งขาวแวนนาไม ที่สามารถแก้ปัญหาโรคตายด่วน(อีเอ็มเอส) ได้ ส่วนดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.86% จากสินค้าที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียน และมังคุด ทั้งนี้ หากวิเคราะห์รายหมวดสินค้าสำคัญ พบว่า หมวดพืชผล สร้างรายได้ให้เกษตรกรมากที่สุด ขยายตัว 21.42% รองลงมาคือ หมวดประมง ขยายตัว 17.81% ส่วนหมวดปศุสัตว์ ติดลบ 4.56%

“แนวโน้มรายได้ของเกษตรกรในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ดีกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีปัจจัยบวกหลายด้าน ทั้งสภาพอากาศที่จะยังมีฝนตก ส่งผลให้น้ำในเขื่อนมีใช้ทำการเกษตรอย่างเพียงพอ ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังจะมีผลผลิตทางการเกษตรที่เก็บเกี่ยวจำนวนมาก ทั้งผลไม้ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ในภาคใต้ ลำไยในภาคเหนือ ข้าวในภาคกลาง ภาคปศุสัตว์ ที่จะให้ผลผลิตดีขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่จะดีขึ้นกว่าช่วงต้นปี เฉลี่ยมากกว่า 50 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล รวมทั้งภาคการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ายังเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างมากในช่วงครึ่งปีหลัง”

สำหรับสินค้าสำคัญที่สร้างรายได้แก่เกษตรกร ได้แก่ ยางพารา รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราช่วงครึ่งปีแรก 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 53.28% เป็นผลมาจากดัชนีราคายางพารา เพิ่มขึ้น 55.86% เนื่องจากกลุ่มผู้ส่งออกยาง 3 ประเทศ ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้กำหนดนโยบายควบคุมปริมาณการส่งออก การขยายตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจีน ส่วนดัชนีผลผลิตปรับตัวติดลบ 1.66% ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศทางภาคใต้ของประเทศไทยและประเทศมาเลเซียมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องและเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่สำคัญของการปลูกยาง

ส่วนข้าวเปลือกเจ้า รายได้เพิ่มขึ้น 71% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น 88.81% ซึ่งเป็นข้าวนาปรังที่ปลูกในเขตชลประทานไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ส่วนดัชนีราคาติดลบ 3.84% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ปาล์มน้ำมันรายได้เพิ่มขึ้น 7.04% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปาล์มน้ำมัน เพิ่มขึ้น 14.72% เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่วนดัชนีราคาติดลบ 6.70% ตามกลไกตลาดที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

ขณะที่อ้อยโรงงาน รายได้เพิ่มขึ้น 45.31% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตอ้อยโรงงาน เพิ่มขึ้น 7.88% จากคุณภาพผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2559/60 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานทุกแห่ง ส่งผลดีต่อผลผลิตน้ำตาลทราย ในทางเดียวกันดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 34.70% จากราคาน้ำตาลทรายโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาล ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายได้ปรับตัวสูง.

 

17 บริษัทรายได้ 2.6 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001635

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ปี 60 คาดว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ 17 ราย จะมีรายได้จากการขายรวม 264,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11% และมีกำไร 40,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.5% เนื่องจากผู้ประกอบการมีแผนทยอยเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง โดยประเมินว่าตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ถึง 4 ของปีนี้จะมีโครงการเปิดใหม่เพิ่มอีก 216 โครงการ มูลค่า 300,000 ล้านบาท หลังจากไตรมาส 1 เปิดแล้ว 43 โครงการมูลค่ารวม 62,300 ล้านบาท โดยทั้งปีคาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ 259 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 365,000 ล้านบาท แบ่งเป็นไตรมาส 1 เปิดโครงการใหม่ 43 โครงการ มูลค่ารวม 62,300 ล้านบาท ไตรมาส 2 มีมูลค่าโครงการที่เปิด 92,602 ล้านบาท ส่วนไตรมาสที่ 3 มูลค่า 98,280 ล้านบาท และไตรมาส 4 มูลค่า 112,570 ล้านบาท

โดยโครงการอสังหาฯส่วนมากจะเกิดขึ้นใกล้กับโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ และพบว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญในการทำตลาดบนหรือคอนโดที่มีราคาสูงมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่มีราคาตารางเมตร (ตร.ม.) ละ 200,000 บาทขึ้นไป ซึ่งมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 120,000 ล้านบาท เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อและต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่จะใกล้กับรถไฟฟ้าสายต่างๆ

“เชื่อว่าครึ่งหลังปีนี้ แนวโน้มอสังหาฯจะดีขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะโครงการที่มีราคาสูง แม้ว่าคอนโดมิเนียมในบางพื้นที่จะล้นตลาด แต่ภาพรวมของอสังหาฯยังขยายตัวได้ต่อเนื่องและมั่นใจว่าจะไม่เกิดฟองสบู่เหมือนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะผู้ประกอบการมีความระมัดระวังมากขึ้น และไม่ได้ซื้อที่ดินเก็บไว้นานๆ เมื่อซื้อแล้วส่วนใหญ่จะเร่งพัฒนาโครงการขายภายใน 1-2 ปี จากอดีตที่ต้องการสะสมที่ดิน โดยกู้เงินต่างประเทศมาซื้อ และมีการเก็งกำไรราคาที่ดินจนทำให้แต่ละบริษัทมีที่ดินสะสมมากเกินไป จนเป็นภาระให้กับบริษัท”

นายเทิดศักดิ์ยังระบุด้วยว่า หากดูสถิติย้อนหลังพบว่ารายได้ต่อหัวประชาชน 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มเพียง 10% แต่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นถึงปีละ 8% แสดงให้เห็นว่ารายได้ของประชาชนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นไม่ทันราคาที่ดิน รวมถึงราคาสินค้าด้วย.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 12/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001497


เศรษฐีเอเชียผูกนาฬิกาเสริมฐานะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001615

นางสาวชนิสา เรือนแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานกิจกรรมการตลาดและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และพาราไดซ์ พาร์ค เปิดเผยว่า งาน “สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2017” ครั้งที่ 11 ปีนี้มีแบรนด์นาฬิกาชั้นนำกว่า 180 แบรนด์ จำนวนกว่า 30,000 เรือน มาจัดแสดงโชว์และขาย โดยราคาที่ผู้บริโภคนิยมเลือกซื้อจะอยู่ระหว่าง 50,000-300,000 บาท มีสัดส่วนถึง 55% ราคาต่ำกว่า 50,000 บาท มีสัดส่วน 25% และราคามากกว่า 300,000 บาทขึ้นไปมีสัดส่วน 20% โดยคาดว่าการอัดโปรโมชั่นพร้อมส่วนลดกว่า 10 ล้านบาทในงานนี้ จะทำให้เม็ดเงินสะพัดมากที่สุดนับตั้งแต่เคยจัดงานมากว่า 360 ล้านบาทในปีนี้ ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะช่วยกระตุ้นยอดขาย คาดว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีน ฮ่องกง และเอเชีย เพราะมีกำลังซื้อเติบโตโดดเด่นในกลุ่มสินค้าดังกล่าว ดูจากแผนกนาฬิกา ภายในห้างสรรพสินค้ากลุ่มเดอะมอลล์กรุ๊ปครึ่งปีแรกเติบโต 4% และคาดว่าจะเติบโตได้ 10% ในครึ่งปีหลัง

ด้านนายจักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้าวอทช์ แกลอเรีย บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมนาฬิกาในไทยอยู่ที่ 45,900 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดลักซ์ชัวรี่ (Luxury) เรือนละ 500,000 บาทขึ้นไป มูลค่า 9,180 ล้านบาท, ตลาดไฮเอนด์เรือนละ 100,000-500,000 บาท มูลค่า 19,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%, ตลาดระดับกลาง (Middle Market) เรือนละ 20,000-100,000 บาท มูลค่า 10,405 ล้านบาท และตลาดแฟชั่นเทรนด์ ราคา 5,000-20,000 บาท มูลค่า 6,935 ล้านบาท ซึ่งพบว่ายอดขายนาฬิกาจากทั่วโลก กระจุกตัวที่เอเชียถึง 49% รองลงมาคือ ทวีปยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 36% ทวีปอเมริกาเหนือ 15% และอื่นๆ เพียง 2%.