ครม.ติงค่อยๆทำหวั่นเจ๊งกลางคัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001645

หั่นงบปลูกพืชอื่นทดแทนข้าว เหลือจิ๊บจ๊อย 1.2 พันล้านบาท

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการปรับพื้นที่ปลูกพืชให้เหมาะสม ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/2561 (ด้านการผลิต) เพื่อปรับเปลี่ยนการปลูกพืชในพื้นที่ไม่เหมาะสมมาปลูกพืชที่เหมาะสมหรือทำปศุสัตว์ 3 โครงการ วงเงิน 1,296.53 ล้านบาท พื้นที่เป้าหมาย 700,000 ไร่ ได้แก่ โครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว พื้นที่เป้าหมายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรทั่วประเทศ 100,000 ไร่ ดำเนินการ 3 ปี รับสมัครเดือน มิ.ย.-ธ.ค.2560 โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนที่นามาปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ต้นข้าวโพดสด มันสำปะหลัง กระถิน หญ้าแพงโกลา หญ้าเนเปีย พืชตระกูลถั่ว ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ได้รับการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตไร่ละ 6,000 บาท แบ่งจ่าย 3 ปี ปีละ 2,000 บาท วงเงินรวม 202.1 ล้านบาท

โครงการที่ 2 คือ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังปี 2561 พื้นที่ 400,000 ไร่ ชาวนา 80,000 ครัวเรือน ใน 53 จังหวัด เริ่มเดือน ส.ค.2560-มิ.ย.2561 โดยส่งเสริมให้เกษตรกรลดรอบการปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่น ยกเว้น หญ้าอาหารสัตว์ อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชปุ๋ยสด ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ต้นไม้ยืนต้น ฯลฯ ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปลูกพืชทดแทนไร่ละ 2,000 บาท วงเงินรวม 864.53 ล้านบาท และโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดฤดูนาปรังปี 2561 พื้นที่ 200,000 ไร่ ใน 22 จังหวัด ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง เริ่มเดือน มิ.ย.2560-มิ.ย.2561 โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อไถกลบ ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุนไร่ละ 5 กิโลกรัม และค่าไถ 2 ครั้ง วงเงินรวม 229.90 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอครั้งนี้ วงเงินรวม 4,902.12 ล้านบาท พื้นที่เป้าหมายรวม 1.23 ล้านไร่ โดยโครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว มีพื้นที่เป้าหมาย 630,000 ไร่ แต่ ครม.ลดเหลือ 100,000 ไร่ และลดงบประมาณจาก 3,807.69 ล้านบาท เหลือ 202.1 ล้านบาท หรือลดลง 3,605.59 ล้านบาท เพราะสำนักงบประมาณเห็นว่า ควรทดลองทำเฟสแรกก่อนแล้วประเมินความสำเร็จ จากนั้นจึงทำเฟสต่อไป.

 

มหากาพย์ ขสมก. มันก็ยังวนๆเวียนๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000900

หลังจากที่นายสมศักดิ์ ห่มม่วง เข้ามานั่งเก้าอี้รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.ได้ 3 เดือนครึ่ง มีเสียงสะท้อนดังออกมาจาก ขสมก.หลายต่อหลายเรื่อง

เริ่มต้นเรื่องแรกนายวีระพงษ์ วงแหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก. นัดรวมพลคน ขสมก.บุกทำเนียบฯร้องเรียนให้นายกรัฐมนตรีใช้ ม. 44 ปลดล็อกเรื่องรถเมล์ NGV 489 คัน และคัดค้านการที่กรมการขนส่งทางบกขีดเส้นทางเดินรถโดยสารใหม่ เกรงจะเปิดช่องเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องการลงนามสัญญาโครงการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Ticket มูลค่า 1,600 ล้านบาท ที่ ขสมก.โดยนายสมศักดิ์ ห่มม่วง ลงนามสัญญากับเอกชนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน อย่างร้อนรน ท่ามกลางเสียงคัดค้านของสหภาพแรงงานฯ ขสมก.ที่ไม่เห็นด้วยทั้งตัวระบบที่เคยนำมาทดลองใช้แล้วเกิดปัญหาจราจรติดขัด รวมทั้งยังไม่มีรถเมล์ใหม่ให้ติดตั้ง…เกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

ถัดมา…เป็นเรื่องฟ้องร้องศาลปกครองกรณีผู้เข้าร่วมประมูลรายหนึ่งถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมประมูล เพราะถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ปรากฏว่าหลังจาก ขสมก.เซ็นสัญญาไปเพียงวันเดียว ศาลปกครองประทับรับฟ้องคดีที่บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด ฟ้อง ขสมก.กับพวกรวม 3 คน และมีคำสั่งให้ ขสมก. แก้ต่างคำฟ้องพร้อมด้วยหลักฐานที่กล่าวหาโจทก์ภายใน 30 วัน

และในวันเดียวกันนั้น นายสมศักดิ์ยังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ขสมก.ได้ยึดแบงก์การันตี จำนวน 338.978 ล้านบาท แถมด้วยการฟ้องร้องให้บริษัท เบสท์ริน จำกัด จ่ายค่าปรับเพิ่มอีก 400 ล้านบาท

เนื่องจากผิดสัญญาไม่สามารถส่งรถโดยสาร NGV ได้ทันกำหนดเวลาปรากฏว่า…วันที่ 3 กรกฎาคม ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ ขสมก.ระงับการกระทำการใดๆเพื่อใช้สิทธิ์เรียกร้องเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจากธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือค้ำประกันลงวันที่ 30 กันยายน 2559 จำนวน 338.978 ล้านบาท จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

สันติ ปิยะทัต ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากเบสท์ริน กล่าวว่า การกระทำของ ขสมก. ถือเป็นการดำเนินการที่เร่งรีบ ไม่ได้คำนึงถึงคำสั่งของศาลปกครองที่จะมีมาแม้แต่น้อย หาก ขสมก.คำนึงถึงผลของคำสั่งศาลตามสมควร ขสมก.ควรที่จะหยุดการใช้สิทธิ์ส่วนนี้ไว้ชั่วคราว เพื่อรอฟังคำสั่งศาลเสียก่อน

และ ขสมก.ก็ไม่ได้เสียหายอะไรในเรื่องนี้

นั่นหมายความว่า ขสมก.ต้องนำเงินมาคืนหรือมาเก็บเป็นเงินประกันไว้ที่เดิม ส่วนการที่ธนาคารปล่อยเงินประกันออกไปโดยไม่รอว่าใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายที่ ขสมก. และผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ ขณะนี้อยู่ในระหว่างเตรียมฟ้องธนาคารด้วยแล้ว

เรื่องต่อมา วันที่ 12 เมษายน นายสมศักดิ์ ห่มม่วง สั่งยกเลิกสัญญาจัดซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน พร้อมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่าได้ขึ้นบัญชีดำบริษัทเบสท์รินในฐานะผู้ทิ้งงาน

ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม สำนักกฎหมายของกระทรวงคมนาคม พิจารณาเสร็จสิ้นแล้วให้นายยุกต์ จารุภูมิ รอง ผอ.ขสมก. ลงนามในคำสั่ง ขสมก.ที่ 580/2560 ระบุว่า องค์การพิจารณาแล้วเห็นว่าการประกาศให้บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ทิ้งงาน เป็นการดำเนินการไม่ครบขั้นตอน

ดังนั้น จึงขอยกเลิกคำสั่งองค์การที่ 355/2560, 356/2560, 357/2560 และ 350/2560

ทนายสันติเห็นว่า ขสมก.ได้ประกาศต่อสาธารณชน และมีหนังสือว่า บริษัทฯเป็นผู้ทิ้งงานโดยไม่เปิดโอกาสให้บริษัทฯได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ถือว่า เป็นการผิดขั้นตอน ส่งผลให้บริษัทฯไม่สามารถเข้าร่วมในการประมูลงานใดๆของหน่วยงานของรัฐได้ ถือเป็นการจงใจทำให้บริษัทฯเสียชื่อเสียง

หรือทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้อื่น เข้าข่ายความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 บริษัทฯจะเร่งดำเนินการฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้องทันที ต่อเนื่องกับเรื่องต่อมา…กรณีกรมการขนส่งทางบกประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถ NGV 292 คัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

นายทะเบียนได้รับแจ้งจาก ขสมก. ตามหนังสือที่ ขสมก. 651/2560 ลงวันที่ 8 เมษายน 2560 ว่าสัญญาระหว่าง ขสมก.กับบริษัท เบสท์ริน สิ้นสุดลง ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ประกอบกับได้รับแจ้งตามหนังสือที่ ขสมก. 858/2560 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 ว่าหลักฐานสำเนาใบเสร็จรับเงินและสำเนาการแจ้งภาษีมูลค่าเพิ่ม

ปรากฏข้อความว่า ขสมก.ได้ชำระเงินค่ารถยนต์โดยสารแล้วซึ่งเป็นข้อความเท็จ

“กรมการขนส่งทางบกบอกว่าได้รับแจ้งจาก ขสมก. ตามหนังสือที่ ขสมก. 651/2560 ลงวันที่ 8 เมษายน 2560 ว่าสัญญาระหว่าง ขสมก. กับบริษัท เบสท์ริน สิ้นสุดลง ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จริงๆแล้ววันที่ 8 เมษายน ขสมก.ยังไม่ยกเลิกสัญญา แต่ยกเลิกวันที่ 12 เมษายน”

นั่นหมายความว่า กรมการขนส่งทางบกยกเลิกทะเบียนก่อนวันยกเลิกสัญญาหรือ? ตรงนี้ไม่เข้าใจ…มีเจตนาอย่างไร?

“ใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่ออกมาเพื่อประกอบการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารเท่านั้นไม่ใช่เอกสารปลอม ใบเสร็จดังกล่าวออกโดยบริษัทฯ จริง แต่มีเงื่อนไขระบุอย่างชัดเจนว่า…ใบเสร็จจะมีผลก็ต่อเมื่อได้รับเงินแล้วจาก ขสมก. แต่เหตุที่ต้องมีใบเสร็จออกมาเพราะ ขสมก.ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทฯไปดำเนินการจดทะเบียนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งมอบรถตามสัญญา เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารปลอม หรือเอกสารเท็จ การที่ ขสมก.มีการให้ข่าวในทำนองว่าบริษัทฯทำเอกสารเท็จ ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท”

นอกจากนั้น ขสมก.มีการแจ้งเรื่องเอกสารเท็จไปให้กรมการขนส่งทางบกทำการเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารนั้น “เป็นการแจ้งเพื่อหวังผลทางคดีที่ศาลปกครองหรือไม่ เพราะเรื่องการจดทะเบียนโอนรถยนต์ บริษัทฯได้รับความยินยอมจาก ขสมก. ที่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทฯไปดำเนินการจดทะเบียน เป็นการแสดงว่า ขสมก.ได้รับรถยนต์ไปแล้วโดยปริยาย” ขสมก.จึงมีความจำเป็นต้องลบล้างการจดทะเบียนเพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดีที่ศาลปกครองเท่านั้น

“เรื่องการออกใบเสร็จรับเงินแล้วมีหมายเหตุแบบนี้ต้องบอกตรงๆว่า ในวงการธุรกิจปฏิบัติกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือพิสดารอย่างไร? เป็นการหาเหตุแค่นั้น…มันตื้นๆครับ”

เรื่องราววุ่นๆยุ่งๆหลายเรื่องราวมหากาพย์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ วันที่ 19 พฤษภาคม นายสมศักดิ์ ห่มม่วง ประกาศยกเลิกการประกวดราคา โครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน สาเหตุเนื่องมาจากราคากลางสูงเกินกว่าหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช.กำหนด ที่สำคัญก่อนที่จะประกาศยกเลิกการประมูลยังได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จะลาออก… หากต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงราคาใหม่จากทีโออาร์ แต่จนถึงวันนี้ยังสงบนิ่ง

นอกจากนี้ โครงการประกวดราคาจัดหารถเมล์ไฟฟ้าจำนวน 200 ล้านบาท วงเงิน 2,702 ล้านบาท ก็ต้องสะดุดล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เมื่อกรมศุลกากรแจ้งว่า ไม่สามารถปรับลดภาษีนำเข้ารถไฟฟ้า ส่งผลให้ราคาจัดซื้อรถสูงกว่าราคากลางที่ประเมินไว้ถึง 1,000 ล้านบาท…เป็น 3,702 ล้านบาท

วีรกรรม 3 เดือนครึ่ง…นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องรถเมล์ 489 คัน ตามความประสงค์ของนายกรัฐมนตรีได้แล้ว ยังก่อให้เกิดคดีใหม่ๆทั้งทางแพ่งและอาญาอื่นๆอีก

ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง…เห็นด้วยหรือไม่? ท่านรัฐมนตรีคมนาคม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ.

 

จ่อฟันโทษชายใช้โดรนเก็บภาพใกล้สนามบินดอนเมือง ผิดกฎหมายเดินอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 21:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001447

(ภาพจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย)

กพท. แจง คลิปชายใช้โดรนถ่ายใกล้สนามบินดอนเมือง เข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเดินอากาศ มาตรา 24 ต้องระวางโทษคุก 1 ปี หรือปรับ 4 หมื่น หรือทั้งจำทั้งปรับ ล่าสุด อยู่ระหว่างสืบสวนและดำเนินการทางกฎหมาย

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. กล่าวว่า จากกรณีที่โลกโซเชียลมีการส่งต่อคลิปที่ชายคนหนึ่งโพสต์ภาพถ่ายมุมสูง ซึ่งคาดว่าได้มาจากการใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน หรือโดรน ที่ติดตั้งกล้องบินขึ้นไปเก็บภาพบริเวณสนามบินดอนเมืองนั้น

ทั้งนี้ กพท. ขอชี้แจงว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเดินอากาศ มาตรา 24 “ห้ามมิให้ผู้ใดบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินหรือทิ้งร่มอากาศ นอกจากได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกําหนด” ซึ่งมีโทษตามมาตรา 78 ผู้ใดกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ โดย กพท. อยู่ระหว่างการสืบสวนและจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ กพท. ขอทำความเข้าใจกับประชาชนที่ใช้โดรนเพื่อความปลอดภัยในการบินเบื้องต้น ดังนี้

1. ห้ามทำการบินภายในระยะเก้ากิโลเมตร (ห้าไมล์ทะเล) จากสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ดำเนินการสนามบินอนุญาตหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวอนุญาต
2. ห้ามทำการบินในสถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ โรงพยาบาล เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่
3. ต้องทำการบินในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ซึ่งสามารถมองเห็นอากาศยานได้อย่างชัดเจน
4. ห้ามทำการบินโดยใช้ความสูงเกินเก้าสิบเมตร (สามร้อยฟุต) เหนือพื้นดิน
5. ห้ามทำการบินเหนือเมือง หมู่บ้าน ชุมชน หรือพื้นที่ที่มีคนมาชุมนุมอยู่
6. ห้ามบังคับอากาศยานเข้าใกล้อากาศยานซึ่งมีนักบิน
7. ห้ามทำการบินละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ.2558

 

ป.ป.ช. บี้ทุจริตมันเส้น ขีดเส้น 15 วัน พาณิชย์ ต้องส่งหลักฐานปี 54

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 21:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001442

ป.ป.ช. ขีดเส้น “พาณิชย์” 15 วัน ต้องส่งเอกสารหลักฐานการขายมันเส้นจีทูจี ปี 54 ทั้งหมด หลังพบมีการทุจริต จนรัฐเสียหาย จ่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวน ก่อนชงชุดใหญ่ชี้มูล…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารการอนุมัติขายมันสำปะหลังเส้นในสต็อกรัฐบาลเมื่อปี 54 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดส่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังจากที่ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตในการขายมันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีน แต่ไม่ได้ส่งออกจริง กลับนำมาเวียนขายในประเทศ ทำให้รัฐเสียหายมูลค่ามหาศาล โดย ป.ป.ช.ให้เวลาในการจัดส่งเอกสารภายใน 15 วัน

สำหรับข้อมูลเอกสารที่ ป.ป.ช.ต้องการ ได้แก่ ข้อมูลเอกสารการอนุมัติขายจีทูจีมันสำปะหลังทั้งหมด ทั้งขั้นตอนการขาย วิธีการขาย โดยเฉพาะบริษัทจากจีน เป็นบริษัทที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีนให้เป็นผู้มาซื้อมันสำปะหลังจริงหรือไม่ และบริษัทไทยที่เข้ามาเป็นคู่สัญญาในการขายมันจีทูจีกับบริษัทจีนเป็นบริษัทอะไร กรรมการผู้มีอำนาจคือใคร รวมถึงขั้นตอนหลังจากการขายจีทูจีมันไปแล้ว มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยขอให้จัดส่งเอกสารหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนของ ป.ป.ช. เมื่อได้รับเอกสารหลักฐานทั้งหมดแล้ว จะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อพิจารณาว่าจะรับเรื่องตรวจสอบการทุจริตหรือไม่ หากรับไว้ จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาชี้มูล และตั้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทุจริตต่อไป ซึ่งจะมีทั้งบริษัทเอกชนที่เป็นตัวการในการทุจริต รวมถึงข้าราชการ และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สำหรับการทุจริตขายจีทูจีมันสำปะหลัง ทาง ป.ป.ช.ยังได้ตรวจสอบพบว่า กระทรวงพาณิชย์ในสมัยนั้น ได้ขายมันสำปะหลังให้กับบริษัทของจีนปริมาณ 400,000 ตัน มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่บริษัทจากจีนที่ได้มาซื้อมันสำปะหลังดังกล่าว ไม่ได้เป็นบริษัทที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีน ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ทั้งๆ ที่ตามหลักการซื้อขายสินค้าแบบจีทูจีกับจีน ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน เช่น คอฟโก หรือบริษัทที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีนเท่านั้น และในการทำสัญญาซื้อขายได้ใช้วิธีการขายหน้าโกดัง (เอ็กซ์ แวร์เฮ้าส์) โดยบริษัทจีนได้มอบอำนาจให้บริษัทไทยรายหนึ่งเป็นผู้ขนสินค้าออกจากโกดัง ปรับปรุงและส่งออกแทน โดยที่มันสำปะหลังไม่ได้นำไปส่งออกจริง แต่ถูกนำไปขายในประเทศ เพื่อทำกำไร เพราะราคาซื้อจากสต็อกรัฐบาลกิโลกรัม (กก.) ละ 4-5 บาท แต่ราคาตลาดขณะนั้น กก.ละ 8 บาท

นอกจากนี้ บริษัทไทยรายดังกล่าว ยังได้ดำเนินการขนย้ายมันสำปะหลังออกจากโกดังรัฐบาล หลังจาก L/C ที่จีนเปิดมาหมดอายุแล้ว เท่ากับบริษัทนี้ขนย้ายมันออกจากโกดังโดยไม่ได้จ่ายให้กับรัฐ โดยสามารถขนย้ายมันออกจากโกดังได้ 100,000 ตัน มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท เมื่อกรมการค้าต่างประเทศทราบเรื่อง ได้สั่งให้หยุดขนย้ายทันที ทำให้เอกชนรายนี้ไม่พอใจ และได้ฟ้องร้องกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวหาว่าขายมันสำปะหลังไม่ตรงตามสัญญา แต่กรมการค้าต่างประเทศได้แจ้งความดำเนินคดีกลับ และเรียกค่าเสียหายรวมทั้งหมด 3,000 ล้านบาท.

 

คมนาคม ยันปี 64 ได้นั่งแน่ รถไฟความเร็วสูง กทม.-โคราช ค่าตั๋ว 535 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 20:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001359

คมนาคม ลุยสร้างรถไฟไทย-จีน ช่วง กทม.-โคราช หลัง ครม.ไฟเขียว ประเดิมสถานีกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. ยันได้นั่งแน่! ปี 64 ค่าโดยสารแสนถูก 535 บาท…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ครม.อนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขอเพื่อดำเนินการในโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วง กทม.-หนองคาย ตอนที่ 1 กทม.-โคราช ระยะทาง 253 กม. วงเงินงบประมาณ 179,413 ล้านบาท มีสถานียกระดับ 6 สถานี ประกอบด้วย สถานีบางซื่อ, ดอนเมือง, อยุธยา, สระบุรี, ปากช่อง และโคราช คาดว่าภายในเดือน ส.ค. 2560 จะสามารถลงนามในสัญญา 2.1 งานออกแบบก่อสร้าง และสัญญา 2.2 ควบคุมงามก่อสร้างในเดือน ก.ย.นี้ และหลังจากนั้นจะเริ่มก่อสร้างระยะแรก สถานีกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. มูลค่าก่อสร้าง 425 ล้านบาท ได้ภายในเดือน ต.ค.2560

อย่างไรก็ตามช่วงนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะให้กรมทางหลวงเป็นผู้ก่อสร้าง และตลอดระยะทาง กทม.-โคราช ต้องสร้างเสร็จปลายปี 2564 โดยค่าโดยสารอยู่ที่ 535 บาท และเมื่อเปิดให้บริการรถไฟจะใช้ความเร็วที่ 250 กม./ชม. และจะให้บริการทุก 90 นาที และตลอดระยะเวลาเดินทางจาก กทม.-โคราช ใช้เวลา 1.17 ชม.

 

หุ้นไทยปิดแดนลบ ร่วง 0.20 จุด ซื้อขาย 39,625.18 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 18:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001372

หุ้นไทยปิดแดนลบ ร่วง 0.20 จุด ที่ระดับ 1,569.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 39,625.18 ล้าน…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ตลาดหุ้นไทยปิดซื้อขายในแดนลบ ร่วงลง 0.20 จุด หรือ 0.01% ที่ระดับ 1,569.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 39,625.18 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยแกว่งแคบ เคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ โดยแตะจุดสูงสุดที่ 1,572.02 จุด และแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,564.75 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).

 

ครม. ไฟเขียว รถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช ค่าโดยสาร 535 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 16:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001250

ครม.ผ่านฉลุย เดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงแรก กรุงเทพฯ-โคราช วงเงิน 179,413 ล้าน รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100% อัตราค่าโดยสาร เริ่มต้นที่ 80 บาท…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 179,413 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี โดยรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100%

สำหรับการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 3 ช่วง ซึ่งครั้งนี้เป็นการอนุมัติให้ดำเนินการช่วงแรกระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-หนองคาย ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และระยะที่ 2 คือ นครราชสีมา-หนองคาย และระยะที่ 3 ช่วงแก่งคอย-มาบตาพุด รวมระยะทางทั้งสิ้น 250 กิโลเมตร และมีพื้นที่ที่ต้องเวนคืนประมาณ 2,815 ไร่ ประกอบด้วย ช่วงบางซื่อ ดอนเมือง อยุธยา สระบุรี ปากช่อง นครราชสีมา เพื่อให้สามารถเดินรถได้ความเร็วที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทั้งนี้ ในช่วงแรกจะเดินรถรวม 6 ขบวน สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 600 คนต่อขบวน ขับเคลื่อนเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา โดยใช้ระยะเวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 17 นาที คาดว่าในปีแรกที่เปิดดำเนินการ หรือในปี 2564 จะมีผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 5,300 คนต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของปัจจุบันที่มีผู้โดยสารเส้นทางดังกล่าว 20,000 คน และคาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า หรือปี 2594 จะมีผู้ใช้บริการ 26,800 คน และมีขบวนรถทั้งสิ้น 26 ขบวน ปล่อยขบวนทุก 35 นาที

ส่วนอัตราค่าโดยสารนั้น จะคิดเริ่มต้นที่ 80 บาทบวกเพิ่ม 1.8 บาทต่อกิโลเมตร เช่น กรุงเทพฯ-อยุธยา ค่าโดยสารอยู่ที่ 278 บาท กรุงเทพฯ-ปากช่อง ค่าโดยสารอยู่ที่ 393 บาท กรุงเทพฯ-โคราช ค่าโดยสารอยู่ที่ 535 บาท ซึ่งเทียบเคียงกับค่าโดยสารในปัจจุบัน

นายกอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านสัญญาประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนงานโยธา-ก่อสร้าง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75 ซึ่งผู้รับจ้างงานจะเป็นคนในประเทศ และคาดว่าจะส่งผลดีต่อบริษัทก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างของคนไทยแน่นอน ส่วนสัญญาที่ 2 การวางระบบอาณัติสัญญา การควบคุม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของมูลค่าโครงการนั้น จะมี 3 สัญญาย่อย คือ การสำรวจการออกแบบ การปรึกษาควบคุมงานโยธา และระบบไฟฟ้า เครื่องกล ขบวนรถ จะเป็นการดำเนินการของจีน

ส่วนสาเหตุที่ไทยต้องลงทุนเอง เนื่องจากหากแบ่งสัดส่วน จะต้องดำเนินการในรูปแบบการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อน นอกจากนี้ทางการจีนยังพร้อมสนับสนุนและให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่คนไทยเพิ่มเติมด้วย ซึ่งโครงการรถไฟไทย-จีน คาดว่าจะส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับประเทศอื่นในภูมิภาค และยังสามารถเชื่อมเส้นทาง One belt One road ของจีนอีกด้วย.

 

‘พาณิชย์’ ดันขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ครบ 77 จังหวัดภายในปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001189′

‘พาณิชย์’ ตีตรากาแฟเทพเสด็จ ส้มโอหอมควนลัง และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน เป็นสินค้าจีไอ เร่งผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนจีไอครบ 77 จังหวัดภายในปีนี้

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพิ่มอีก 3 รายการ ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ จังหวัดเชียงใหม่ ส้มโอหอมควนลัง จังหวัดสงขลา และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน จังหวัดลำพูน ทำให้ขณะนี้ กรมฯ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอแล้วทั้งสิ้น 93 รายการ แบ่งเป็นคำขอไทย 79 รายการ ต่างประเทศ 14 รายการ และอยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนอีก 60 รายการ

สำหรับสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจีไอ เป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตเฉพาะเจาะจง มีประวัติความเป็นมาและความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตแต่ละแห่ง จึงทำให้ได้สินค้าจีไอมีคุณภาพ มีเอกลักษณ์โดดเด่น และสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าทั่วไปได้ โดยสินค้าจีไอ 3 รายการล่าสุด ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ เป็นกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์ คาทูรา และคาทุย ที่ปลูกร่วมกับป่าไม้และสวนชา (เมี่ยง) บนพื้นที่ระดับความสูง 1,100-1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในพื้นที่ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จนได้กาแฟที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ส่วนส้มโอหอมควนลัง เปลือกมีความหอมพิเศษโดดเด่นแตกต่างจากส้มโออื่น มีผลกลมสูง ไม่มีจุก เนื้อสีชมพูเข้มถึงแดง เนื้อนิ่มฉ่ำ เมล็ดลีบถึงไม่มีเมล็ด รสชาติหวานอมเปรี้ยว ไม่ขม ปลูกในพื้นที่เทศบาลเมืองควนลัง ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน เป็นลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียวป่าเส้า ผลกลม ผิวเปลือกขรุขระ สีน้ำตาลปนเขียว เนื้อแห้งแน่นสีขาวขุ่น รสชาติหวานหอม เมล็ดสีดำมันกลม และแบนด้านข้าง ปลูกในพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้แก่ ตำบลหนองช้างคืน ตำบลอุโมงค์ ตำบลเหมืองง่า ตำบลต้นธง ตำบลริมปิง และตำบลประตูป่า

นายทศพล กล่าวว่า ปัจจุบันมีสถิติการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอรวมทั้งสิ้น 158 คำขอ แบ่งเป็นคำขอไทย 136 คำขอ ต่างประเทศ 22 คำขอ โดยในปีงบประมาณ 60 มีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียน 13 คำขอ ได้แก่ ผ้าตีนจกโหล่งลี้ลำพูน กาแฟดอยป่าแป๋ลำพูน จังหวัดลำพูน, ทุเรียนศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ, ไวน์เขาใหญ่ กาแฟวังน้ำเขียว ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ จังหวัดนครราชสีมา, เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ จังหวัดนครสวรรค์, ทุเรียนทรายขาว จังหวัดปัตตานี, ส้มบางมด ลิ้นจี่บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร, เนื้อโกเบ เนื้อทาจิมะ และเมล่อนยูบาริ ประเทศญี่ปุ่น

“กรมฯ ได้วางนโยบายดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในปี 60 เพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไออย่างน้อย 1 จังหวัดต่อ 1 สินค้า โดยกรมตั้งเป้าหมายให้มีสินค้าจีไอครบทุกจังหวัด ปัจจุบันพบว่า มี 70 จังหวัดที่มีการยื่นคำขอแล้ว เหลืออีกเพียง 7 จังหวัด ที่กรมฯ ต้องผลักดันให้มีการยื่นคำขอต่อไป พร้อมทั้งสนับสนุนให้จัดทำระบบตรวจสอบควบคุมมาตรฐานเพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าจีไอต่อไป”.

 

4 ก.ย. บังคับใช้ ห้ามอายัดเงินเดือนลูกหนี้ มีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 15:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1001124

บังคับใช้ 4 ก.ย. ห้ามอายัดเงินเดือนลูกหนี้ที่มีเงินได้ ต่ำกว่าเดือนละ 2 หมื่น จากเดิม 1 หมื่นบาท ตามมาตรา 302 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ด้าน กรมบังคับคดี แจงปรับให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน หลังใช้มานานกว่า 20 ปี

ภายหลังราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 และให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันลงประกาศนั้น ด้าน น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า ในวันที่ 4 ก.ย. 2560 เจ้าหนี้จะอายัดเงินเดือนลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ที่จะมีผลบังคับใช้โดยกฎหมายได้ ที่ระบุใจความสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี มาตรา 302 “กฎหมายได้ปรับรายได้หรือเงินเดือน จากเดิมกำหนดว่า 1 หมื่นบาทแรก เป็น 2 หมื่นบาทแรก ไม่สามารถอายัดได้นั้น เพื่อให้ลูกหนี้มีเงินไว้ดำรงชีพ และเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป”

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นการแก้ไขครั้งสำคัญในภาคบังคับคดี เป็นการปฏิรูปใหม่ทั้งหมดในส่วนการบังคับคดี เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนการบังคับคดีมีการใช้มานานกว่า 20 ปี จึงต้องปรับให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน โดยมีการดูแลเรื่องพื้นฐานของลูกหนี้ด้วย ในส่วนที่ 2 ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี คือ มาตรา 301 และมาตรา 302 โดยมาตรา 301 เป็นเรื่องของทรัพย์สิน ส่วนมาตรา 302 เป็นเรื่องของเงิน หรือสิทธิ์เรียกร้องที่เป็นเงินของลูกหนี้ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

นอกจากนี้ ในส่วนของทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี มุ่งไปถึงการดำรงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสม ตามสมควรกับฐานะของลูกหนี้ อย่างกรณีเบี้ยเลี้ยงชีพ ซึ่งเดิมเบี้ยเลี้ยงชีพที่ไม่สามารถยึดบังคับคดีมีจำนวนเงินไม่เกิน 10,000 บาท แต่ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ตามมาตรา 302 (1) จึงปรับเป็นไม่เกิน 20,000 บาท ดังนั้น ถ้าลูกหนี้มีเงินเดือนไม่เกิน 20,000 บาท จะไม่ถูกบังคับคดี เพราะจะบังคับคดีได้เฉพาะส่วนที่เกิน 20,000 บาท เท่านั้น

ส่วนเงินเดือน ค่าจ้าง บํานาญ บําเหน็จ บำเหน็จตกทอดทายาท เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ ตามมาตรา 302 (2) จะไม่ถูกบังคับคดี โดยไม่ต้องดูว่าเกินจำนวน 20,000 บาท หรือไม่ หรือคนทั่วไป ต้องเป็นเงินเดือนส่วนที่เกิน 20,000 บาท จึงจะบังคับคดีได้ แต่ถ้าเป็นข้าราชการ เงินเดือน เงินบำนาญ บังคับคดีไม่ได้ ส่วนคนที่ไม่ได้มีเงินเดือนประจำ แต่มีเงินได้ในลักษณะ 3-4 เดือน เป็นเงินก้อน เช่น 50,000 บาท ซึ่งเข้ามาตรา 302 (1) ในกรณีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดี มีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณา ยกเว้นการบังคับคดีให้ได้ตามสมควรในส่วนที่เกิน 20,000 บาท

พร้อมระบุในส่วนของทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ไม่ถูกบังคับคดี ตามมาตรา 301 ยังมีในส่วนของเครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละ 20,000 บาท รวม 3 ประเภทเป็นเงิน 60,000 บาท ไม่ถูกบังคับคดี จากเดิม 50,000 บาท และในส่วนเครื่องมือ เครื่องใช้ รวมทั้งสัตว์ สิ่งของที่จำเป็น ขณะเดียวกัน กฎหมายยังเปิดช่อง หากเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลภายนอก ไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด สามารถร้องต่อศาลได้.

 

โบรกเกอร์ ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มส่งออก รับแรงหนุนเงินบาทอ่อนค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 10:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1000862

บล.เคทีบี มองหุ้นกลุ่มส่งออกน่าสนใจ ได้แรงหนุนจากเงินบาทอ่อนค่า พร้อมมองปัจจัยกดดันเรื่องการลด QE ธนาคารกลางต่างๆ ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ (11 ก.ค.) ว่า ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีเกินคาด นักลงทุนกำลังปรับพอร์ตรับการขึ้นดอกเบี้ย และลดการทำ QE หรือนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางอื่นๆ (ยกเว้นญี่ปุ่น)

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลยุโรปและรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ 26 มิ.ย.เป็นต้นมา (US Gov. 30 yrs Bond Yield สูงขึ้นถึง 0.20%) แรงขายพันธบัตร มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอยู่บ้าง แต่น่าจะได้เห็น คือ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เรามองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก ที่หุ้นกลุ่มนี้ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอยู่แล้ว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ $43-50 เหรียญ จนกว่าภาวะ oversupply จะเริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับต่ำเรามองเป็นบวกต่อผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นต้นหรือสายการบิน

ส่วนผลประชุม G-20 ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นไทย คือ สหรัฐฯ ลดการใช้มาตรการภาษีนำเข้าเหล็ก และอลูมิเนียมต่อออสเตรเลีย น่าจะลดแรงกดดันต่อสินค้าทั้งสองตัว และสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ว่า ด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยรวมๆ แล้วผลออกมาดีต่อตลาด และสัปดาห์นี้น่าจะเห็นมาตรการตอบโต้เกาหลีเหนือบางอย่างออกมา

สำหรับ ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ อาจเห็นการรีบาวน์ของตลาดหลังผ่านวันหยุดมาแล้ว แต่การปรับพอร์ตของนักลงทุนรับการลด QE ผสมกับแรงขายหุ้นในตลาดต่างประเทศ รวมทั้งราคาน้ำมันดิบลดลง และสถานการณ์เกาหลีเหนือ จะทำให้ทิศทางตลาดยังมีความเสี่ยงขาลงอยู่ โดยเฉพาะถ้าหลุดแนวรับสำคัญลงไป ในด้านเทคนิค แนวรับแรกของดัชนีฯ ที่สำคัญ 2 จุด คือ 1,566 และ 1,553 จุด ส่วนแนวต้านของสัปดาห์นี้ เราให้ไว้ที่ 1,583 จุด

“ด้วยตัวแปรในต่างประเทศที่ยังกดดันตลาดหุ้น ส่วนปัจจัยบวกในประเทศรับรู้มาระดับหนึ่งแล้ว กลยุทธ์ลงทุนจึงต้องเลือกทั้งสองด้านคือ ลดพอร์ตหุ้นที่ราคามีแนวโน้มลงต่อ หรือรอจังหวะซื้อหุ้น เมื่อดัชนีฯ มีการฟื้นตัว เนื่องจากเรามองว่า upside ของดัชนีฯ นั้นมีไม่มากนัก คือโอกาสผ่าน 1,590 ยังยากเพราะปัจจัยบวกไม่มากพอ นักลงทุนควรเพิ่มการถือเงินสดให้มากขึ้น ในระดับ 30-40%”

ส่วนหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มบวกสัปดาห์ เราให้ความสนใจกับ หุ้นกลุ่มส่งออก หุ้นงบ 2Q ที่คาดจะออกมาดี และหุ้นมีข่าวบวก (เก็งกำไรช่วงสั้น) สำหรับหุ้นที่เราคาดว่าอาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนในวันนี้ อาทิ HANA, SINGER, MTLS, BPP, PTTGC, TMT หุ้นแนะนำเชิงเทคนิค PTG, SCI, AMA