ปั้นบริษัทลูกเพิ่มกำไร10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1000739

ดอกไม้เหล็ก “อุษณีย์”แม่ทัพใหญ่การบินไทย

“อุษณีย์ แสงสิงแก้ว” แม่ทัพหญิงคนเดียวในธุรกิจการบินของโลก เผยกลยุทธ์ปั้นบริษัทลูกการบินไทย ให้มีกำไรเติบโตปีละ 10% เพื่อให้บริษัทเติบโตแบบยั่งยืน มั่นใจปีนี้ไทยสามารถปลดล็อกธงแดงได้สำเร็จ เพื่อให้ได้สิทธิไปต่ออย่างก้าวกระโดด ลุยปรับเพิ่มเที่ยวบินหลายเส้นทาง ยืนยันไม่เพิ่มทุน “นกแอร์” ขอดูแลแบบห่างๆ แต่ก็ยังเป็นห่วง

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือดีดี เปิดเผยว่า จากที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาการ ดีดี การบินไทย เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา การบินไทยผ่านช่วงแผนฟื้นฟูและกำลังก้าวไปสู่การดำเนินการตามแผนแบบยั่งยืน ตนมีเป้าหมายที่จะทำให้การบินไทยมีกำไรจากการดำเนินการในหน่วยธุรกิจย่อย 5 บริษัท คือ ครัวการบิน, ฝ่ายการสินค้าและไปรษณียภัณฑ์, ฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น, ฝ่ายบริการอุปกรณ์ภาคพื้น และฝ่ายช่าง ให้เติบโต และมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกปีละ 10% จากที่ก่อนหน้านี้ จะเน้นรายได้จากการขายตั๋วโดยสาร 80-90% เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ก็จะเน้นการขายตั๋วผ่านเว็บไซต์ให้มากขึ้น และมีเป้าหมายให้ขยายการขายตั๋วผ่านช่องทางนี้จาก 5% เป็น 20% เพื่อเพิ่มรายได้ คาดว่าจากปัจจัยต่างๆจะทำให้รายได้ในภาพรวม เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 158,000 ล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นอีก 10% ทันที

สำหรับการที่องค์การการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ (ICAO) เข้ามาตรวจสอบ ICVM (ICAO Coordinated Validation Mission) เพื่อนำไปสู่การขอปลดล็อกธงแดงประเทศไทย และมีการคาดหมายว่าจะสามารถปลดล็อกธงแดงในปลายปีนี้ มองว่า หากปลดล็อกธงแดงได้ การบินไทยจะเริ่มกลับมาลุยเปิดเส้นทางบินเก่าๆที่เคยทำการบิน กลับมาเปิดการบินใหม่ได้ และเพิ่มเที่ยวบินเพื่อให้ลูกค้าได้ใช้บริการ โดยเฉพาะเส้นทางสู่เมืองซัปโปโร และโอซากา ของญี่ปุ่น ที่ความต้องการของนักท่องเที่ยวไทยมีสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งเส้นทางบินยุโรป เช่น กรุงเทพฯ-เวียนนา, กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์, กรุงเทพฯ-ไอซ์แลนด์, กรุงเทพฯ-ปูซาน ของเกาหลีใต้

“เส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-อเมริกา ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งกลยุทธ์การบินต่อไปนี้ หากเส้นทางบินใดมีศักยภาพ แต่หากการบินไทยไม่บินตรง ก็จะเข้าไปทำการบินร่วมกับสายการบินพันธมิตรอื่นๆ หรือโค้ดแชร์ เพื่อเพิ่มช่องทางการเดินทางให้กับผู้โดยสาร และการบินไทยก็ไม่เสียโอกาสในการทำธุรกิจด้วย”

นางอุษณีย์กล่าวว่า แผนการดำเนินการในการเข้าไปเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์แบบเฉพาะเจาะจง ล่าสุด การบินไทยถือหุ้นในสายการบินนกแอร์เหลือเพียง 19% เท่านั้น และจากที่ได้มีการตรวจสอบรายละเอียดความชัดเจนการดำเนินงาน รวมถึงแผนการดำเนินงานที่นกแอร์จะทำต่อไป พบว่าแผนกลยุทธ์นกแอร์ไม่มีความชัดเจนที่จะทำให้การบินไทยรู้สึกได้ว่า หากลงเงินเพิ่มทุนไปแล้ว จะได้อะไรกลับมาในทางธุรกิจ

ดังนั้น จึงมีความชัดเจนว่า การบินไทยจะไม่เข้าไปเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์ แต่ในส่วนของความช่วยเหลือในฐานะที่การบินไทยเป็นคนร่วมจัดตั้งสายการบินขึ้นมา ก็จะยังให้ความช่วยเหลือตามเดิม แต่การทำธุรกิจในปัจจุบันของสายการบินในตลาดโลกเปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก็สามารถเข้ามาร่วมโค้ดแชร์ร่วมกันได้ เพราะธุรกิจสายการบิน เป็นธุรกิจเสรีทางการบิน เที่ยวบิน เส้นทางบิน สามารถเจรจาเพิ่มขึ้น หรือลดได้ตามภาวะตลาด ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ใครที่ได้เส้นทางบิน คนอื่นก็จะไม่สามารถเข้าทำธุรกิจในเส้นทางบินนั้นๆได้

“ก่อนหน้านี้การบินไทยถือหุ้นในสายการบินนกแอร์ 39% ถึงแม้ว่าจะมีคนการบินไทยเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) นกแอร์ ก็ใช่ว่าการบินไทยจะสามารถมีปากมีเสียงทำอะไรได้ ดังนั้น การเข้าไปเพิ่มทุนหรือไม่เพิ่มก็มีค่าเท่ากัน เพราะรูปแบบการทำงานสมัยนี้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อน”

ขณะเดียวกัน การบินไทยก็มีสายการบินไทยสมายล์ ที่การบินไทยถือหุ้น 100% และไทยสมายล์ก็เป็นสายการบินที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการบินไทยโดยตรง เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้เที่ยวบินไปยังเส้นทางบินที่การบินไทยไม่ทำการบิน ซึ่งการให้บริการผู้โดยสาร การดูแลผู้โดยสาร ทุกๆอย่างเปรียบเสมือนได้รับการบริการจากการบินไทย 100% จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ ชัดเจนว่า การบินไทยก็มีสายการบินไทยสมายล์เป็นสายการบินรองรับแทน ดังนั้นกลยุทธ์ต่างๆที่การบินไทยจะลงทุนหรือเข้าไปช่วย ก็ต้องช่วยไทยสมายล์เป็นหลักก่อนสายการบินอื่นๆอย่างแน่นอน.

 

“บอร์ด อีอีซี” ดันรถไฟความเร็วสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000737′

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน วงเงิน 215,100 ล้านบาท คาดว่าจะร่างเอกสารประกวดราคา หรือทีโออาร์ได้เลย โดยมีกรอบเวลาให้ ร.ฟ.ท.จัดทำ ทีโออาร์แล้วเสร็จพร้อมกับประกาศเชิญชวน และเปิดขายซองเอกสารประกวดราคาภายในช่วงเดือน ก.ย.นี้ ส่วนการเปิดประมูลโครงการจะอยู่ในเดือน พ.ย.-ธ.ค.2560 เพื่อให้ได้ตัวเอกชนเพื่อดำเนินโครงการในปีนี้

“ภาคเอกชนต้องการดูรูปแบบการลงทุนก่อนว่าจะออกมาเป็นแบบใด สำหรับความคืบหน้าการศึกษาโครงการ มั่นใจว่ารูปแบบโครงการจะออกมาเป็นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) แน่นอน แต่จะเป็นในลักษณะใด ใครลงทุนอะไรบ้าง หรืออัตราส่วนแบ่งรายได้จะให้ ร.ฟ.ท.จัดทำข้อสรุป เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบเวลาดำเนินโครงการ ขณะที่รูปแบบการบริหารรถไฟเชื่อม 3 สนามบินจะออกมาในรูปแบบร่วมกันบริหาร”

นายอานนท์กล่าวว่า โครงการรถไฟเชื่อมต่อ 3 ท่าเรือที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการ ขณะนี้บอร์ดอีอีซีได้อนุมัติเห็นชอบแล้ว โดยมีกรอบวงเงินโครงการอยู่ที่ 64,300 ล้านบาท ซึ่งได้มอบให้ ร.ฟ.ท.ไปดำเนินการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสม โดยระยะเวลาการศึกษา 9-12 เดือน ควบคู่ไปกับการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ควบคู่กันไปด้วยถ้ามีความจำเป็น เบื้องต้นเน้นเป็นรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยการก่อสร้างจะเป็นเพียงเชื่อมต่อรางเดิมเข้าไปยังท่าเรือควบคู่ไปกับการก่อสร้างเส้นทางใหม่ให้เชื่อมต่อกัน สำหรับโครงรถไฟทางคู่เข้าเชื่อมโยง 3 ท่าเรือ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มการขนสินค้าทางรางที่มาถึงท่าเรือจาก 7% เป็น 30% และทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศลดลงจาก 14% ของจีดีพี เป็น 12% หรือประหยัดได้ 250,000 ล้านบาทต่อปี.

 

3 ชาติคุมส่งออกยาง ติงไทยทำราคาป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1000735

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยว่า กยท.ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย ได้ร่วมประชุมหารือถึงแนวทางและมาตรการแก้ปัญหายางพารา ในเวทีสภาไตรภาคียางพาราครั้งที่ 28 ร่วมกับ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 6-7 ก.ค.60 ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมีมติ 2 เรื่อง คือ 1.มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยางพาราของ 3 ประเทศ และมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราผันผวน 2.เร่งรัดให้มีการ ประชุมระดับรัฐมนตรีของ 3 ประเทศผู้ผลิตยาง ภายในเดือนก.ย.นี้ จากเดิมกำหนดไว้ในช่วงเดือน ธ.ค.2560 “การร่วมประชุมครั้งนี้ประเทศสมาชิก ทั้งอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ต่างตำหนิไทย ว่าเป็นตัวกลางทำให้ราคาในตลาดโลกปรับตัวลดลง และนำเรื่องของยางพารามาเป็นเรื่องการเมือง ส่งผลให้นักเก็งกำไรราคายางนำเอาข่าวที่เกิดขึ้น มากดราคาซื้อยางในตลาดล่วงหน้า”.

 

ทีโอทีฝันหวานรับเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1000750

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้เห็นชอบร่างสัญญาการเป็นพันธมิตรทางการค้าระหว่างทีโอทีกับกลุ่มบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เพื่อให้บริการมือถือและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง บนคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์ ในเบื้องต้นแล้ว และได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง คาดว่าภายในเดือน ก.ค.นี้ จะส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป และในเดือน พ.ย.- ธ.ค.2560 นี้ จะสามารถลงนามในสัญญาได้ โดยจะสร้างรายได้ให้กับทีโอทีปีละ 4,500 ล้านบาท

ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะนำใช้กับคลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ส่วนการลงนามในสัญญาการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น บริษัทในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอสนั้น เพื่อให้บริการมือถือและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง บนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์นั้น ขณะนี้สำนักงานอัยการสูงสุดอยู่ระหว่างการตรวจร่างสัญญา คาดว่าภายใน ก.ค.2560 นี้ สำนักงานอัยการสูงสุดจะส่งร่างสัญญากลับมาให้ทีโอที และภายในเดือน ส.ค.นี้จะสามารถลงนามในสัญญาได้ โดยสัญญาดังกล่าวจะทำให้ทีโอทีมีรายได้ปีละ 3,900 ล้านบาท.

 

ตำรวจไม่รีดไถเก็บส่วยมีจริง! ‘สวป.คลองตัน’ วางปืน ปั้นธุรกิจพริกแกงผง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/992395

ก่อนจะอ่าน “เรื่องเล่าความสำเร็จ” ในสัปดาห์นี้ “ไทยรัฐออนไลน์” อยากให้ทุกๆ ท่านลืมภาพของตำรวจนอกรีตส่วนน้อยบางส่วน ซึ่งสร้างภาพลบฉาวโฉ่แก่องค์กร ไม่ว่าจะเป็นทำยอดค่าปรับ รีดไถ เก็บส่วย ตีกิน เดินทางผิดกฎหมาย ไว้ชั่วคราว เพราะวันนี้เราจะพาผู้อ่านไปพูดคุยกับ นายตำรวจยศ พ.ต.ต ตำแหน่งสารวัตรสายงานหลักในท้องที่นครบาล ซึ่งใช้เวลานอกเหนืองานประจำที่รักและภาคภูมิใจ ปลุกปั้นธุรกิจเป็นรูปเป็นร่าง เดินหน้าสู่ความสำเร็จ

ด้วยจบ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดา ตำแหน่ง สวป.สน.คลองตัน โรงพักในนครบาล แต่เลือกเส้นทางหารายได้เสริมด้วยการทำธุรกิจสีขาวว่าน่าสนใจแล้ว ยังได้เลือกทำธุรกิจพริกแกง-ผงแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูป ยิ่งทำให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก จะด้วยเพราะอะไรยังนั้นทั้ง หมดทุกประเด็นเชิญฟังจากปากของ “พ.ต.ท.ภานุภัทร กิตติพันธ์” นรต. 60 สวป.สน.คลองตัน ในฐานะเจ้าของธุรกิจพริกแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูป “HOTDOT CURRY” หรือ “ฮอทดอท เคอร์รี่” 

น้องเรียน USA คิดถึงอาหารไทย ไอเดียเกิด 

ธุรกิจนี้ เร่ิมแรกเนื่องจากน้องสาวไปเรียนสหรัฐฯ แล้วจะคอยถามทางบ้านว่า ทำกับข้าวยังไง ขณะที่ตนเองก็ชอบทำอาหารอยู่แล้ว ในสหรัฐฯ วัตถุดิบหาไม่ได้ เช่น แกงเขียวหวาน หาน้ำตาลปี๊บดีๆ ใส่ให้อร่อยไม่ได้, แกงป่า หาส่วนประกอบจำพวกกระชายยาก หรือ แกงส้มมะขามเปียกก็หายาก จึงคุยกับที่บ้าน เร่ิมจากทำพริกแกงเปียกจากสูตรของที่บ้าน แล้วหิ้วไปให้น้องสาว หรือส่งไป แต่ด้วยความที่ว่า พริกแกงเปียกมีความชื้น มีน้ำ และหนัก ทำให้เวลาส่งไปสหรัฐฯ แต่ละครั้งค่าส่งค่อนข้างสูง ซึ่งบางครั้งยังผ่านการตรวจเข้าไม่ได้ นอกจากนั้น พริกแกงเปียก จะต้องแพ็กหีบห่อดีๆ ไม่เช่นนั้นจะรั่ว แตกเลอะเทอะ ดังนั้น จึงศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตว่า มีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เพื่อแปรรูปพริกแกงให้แห้งได้ หลังจากนั้น พบวิธีการวิธีหนึ่งด้วยระบบการไล่ความชื้น เมื่อไล่ความชื้น ไล่น้ำออก จึงสั่งเครื่องจักรมาลองทำดู เครื่องจักรมาจากสเปน มีตัวแทนในไทยพอดี จึงไปลองคุยและสั่งเข้ามาลอง เมื่อมีความเป็นไปได้จึงลองลงมือทำ

แตกต่างแต่เข้าใจนวัตกรรมใหม่พริกแกงผง

ผงแกงของตนที่ได้ แตกต่างจากผงปรุงรสในตลาดบางยี่ห้อ ซึ่งนำวัตถุดิบมาทำเป็นผงก่อนแล้วนำมาผสมกัน ส่วนของตนนั้น ใช้วิธีผสมส่วนผสมก่อน เพื่อให้เกิดการเข้าเนื้อของรสชาติ แล้วนำมาทำแห้ง จะใช้เวลาทำนานและยากกว่า แต่ได้รสชาติคงความเป็นไทยแบบเดิมๆ ได้มากกว่า และที่สำคัญคือ no msg ไม่ใส่ผงชูรสและสารกันบูด

พ.ต.ท.ภานุภัทร เจ้าของธุรกิจพริกแกงผงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูปมีวันนี้เพราะตัวเอง ลองผิดลองถูกจนแซ่บนัว

ขณะนั้น เมื่อเร่ิมทำผลิตภัณฑ์ได้ใหม่ๆ ออกมาเป็นก้อนแห้งๆ แข็งๆ เมื่อทดลองใช้งานพบปัญหา คือ ละลายน้ำช้ามาก เพราะเมื่อดูดน้ำออก โมเลกุลจะจับตัวกันอัดแน่นมากขึ้น เลยปรับเปลี่ยนมาทำแบบผงเช่นในปัจจุบัน เพื่อลดความยากลำบากในการใช้งาน เมื่อทำเป็นแบบผง ปรากฏว่า ใช้ได้ รสชาติใช้ได้ จึงทดลองส่งไปให้น้องสาวในสหรัฐฯ ซึ่งแฮปปี้มาก รสชาติเหมือนแกงที่ไทยและยังใช้งานง่าย น้องเลยเริ่มสั่งผลิตภัณฑ์เข้าไป และเริ่มแชร์กันในกลุ่มคนไทยในนิวยอร์ก

ปรุงง่ายแค่ 3 ขั้นตอน เสกสรรแกงรสไทยแท้

นิยามของผลิตภัณฑ์ฮอทดอทนั้น ภาษาอักฤษน่าจะเรียก INSTANT CURRY POWDER PASTE ส่วนภาษาไทยก็เรียกว่า ผงแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูป โดยวิธีการใช้งานเพียงแค่เติมน้ำ ใส่เนื้อสัตว์ ใส่ผัก เข้าไมโครเวฟ แล้วออกมาได้รสชาติแบบไทยๆ

คัดมาแล้ว 5 เทพแกงไทยผลิตไว้ให้เลือกสรร

ปัจจุบันนี้ ผลิตภัณฑ์มีรสชาติหลักๆ 5 รสชาติของอาหารไทย นั่นคือ 1. แกงเขียวหวาน ทั้งพริกแกงและน้ำตาลโตนดคัดสรรอย่างดี เพื่อให้ได้รสชาติดีที่สุด 2. แกงป่า โดยเลือกใช้กระชาย และพริกกะเหรี่ยง ให้ความหอม และรสชาติจี๊ดจ๊าด 3. แกงเผ็ด 4. แกงเหลืองสูตรคุณปู่จากนครศรีธรรมราช และ 5. แกงส้ม ซึ่งเป็นอาหารหลักคนไทยกินง่าย และในต่างประเทศ การใช้มะขามเปียกค่อนข้างยาก ที่เราได้นวัตกรรมจากการสอบถามและค้นคว้า จนได้มะขามเปียกออกมาในรูปแบบแห้ง

สนใจใฝ่รู้ด้วยตัวเองจนมีสินค้า-ธุรกิจวันนี้

ความรู้ต่างๆ จนได้ผลิตภัณฑ์และธุรกิจมาจากการศึกษาด้วยตัวเองเป็นหลักเกือบ 90% นอกจากนั้น มีการปรึกษาเพื่อนที่ทำธุรกิจ และเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การอาหาร ปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องอายุของสินค้า และหีบห่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตลอดจน อย.

แกงเผ็ด 1 ใน 5 เทพแกงไทยยอดนิยมพร้อมให้ลิ้มลองหากนับระยะเวลาอายุของธุรกิจนี้ เริ่มทำมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ต.ค. 2559 จนถึงปัจจุบัน เร่ิมออกผลิตภัณฑ์ และจะออกผลิตภัณฑ์วางขายจริงจังตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.นี้ เป็นต้นไป ช่วงนี้จะมีการขายแบบอินดี้ ทั้งทางเพจเฟซบุ๊ก ไลน์ และน้องสาวนำไปขายในสหรัฐฯ ให้กลุ่มนักเรียนไทย

ผลตอบรับดี ลุยขายอินดี้ มีโรงงานเอง ครบ

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเราผลิตเอง โรงงานของเราเอง เซตเอง เพราะเป็นองค์ความรู้ของเราเอง เลยอยากทำทุกอย่างเองตั้งแต่เร่ิมต้น ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผลตอบรับยอดขายแบบอินดี้ถือว่าดี ผลิตไม่ทันเหมือนกัน เฉพาะส่งไปขายนิวยอร์กก็พอสมควร ยังมีเพื่อนอยากนำไปลองใช้ และมีการออกบูธเพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์

พราวกับสินค้านวัตกรรมใหม่-ใครก็ปรุงได้

ทั้งนี้ ค่อนข้างมั่นใจฮอทดอทเคอร์รี่ ผงแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูปของตน เป็นนวัตกรรมใหม่ในประเทศ การใช้งานค่อนข้างง่าย ทำให้ผู้พบเห็นผลิตภัณฑ์ตัดสินใจซื้อและใช้งานง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเมื่อครั้งไปออกบูธเควิลเลจ มีฝรั่งมาสนใจมาก จากเดิมคิดว่า จะเป็นคนไทยสนใจ กลับเป็นกลุ่มฝรั่งที่สนใจรสชาติอาหารไทย และเข้ามาทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ทำอาหาร เพราะเปิดบูธและให้ทดลองทำได้เลย

สำหรับกลุ่มเป้าหมายสินค้านั้น เดิมมองกรอบไว้ว่า มุ่งเจาะที่นักเรียนไทย หรือคนไทยในต่างแดนที่ทำงานต่างประเทศ เพราะดังที่เล่ามาว่า เร่ิมทำผลิตภัณฑ์จากการที่น้องสาวไปเรียนสหรัฐฯ เลยมองไปตรงนั้น เดิมไม่คิดขายในไทย ขณะที่ตนเองก็อยู่คอนโดย่านทองหล่อ มีความยากลำบากในการไปเดินตลาด คือ แน่ๆ วัยรุ่นสมัยนี้ไม่มีใครไปเดินตลาดสด หาซื้อผักซื้ออะไรแล้ว จะซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นพริกสำเร็จรูป หรืออะไรต่างๆ ซึ่งตัวเองก็ทำอยู่ แล้วรสชาติพริกแกงในตลาดก็ยังไม่ค่อยถูกปาก เมื่อได้ผลิตภัณฑ์มาตนเองก็นำมาทดลองใช้ รู้สึกว่าจะต้องมีคนแบบเราอยู่บ้าง จึงเร่ิมแจกจ่ายในช่วงแรกๆ ได้ผลตอบรับที่ดี ดังนั้น จึงกลับมาที่กลุ่มเป้าหมาย จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 25-35 ปี พักอาศัยอยู่ในย่านธุรกิจ ไม่มีครัวใหญ่ๆ ห่างไกลตลาดสด ใช้ชีวิตอยู่กับห้างหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต

ตำรวจเป็นงานประจำที่ภูมิใจ ธุรกิจจากความรักเป็นรายได้เสริมงานประจำเป็น ตร. ในธุรกิจเป็นทุกตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม มีแผนนำผลิตภัณฑ์เข้าไปขายในห้าง กำลังติดต่อกับโมเดิร์นเทรดไว้บ้าง มีทั้งเอเจนซี่ของห้างดังก็คุยไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ตกลงรายละเอียด และมีเอเจนซี่ห้างในสหรัฐฯ มาติดต่อ แต่ยังไม่ได้ตกลง อยู่ระหว่างเจรจาธุรกิจ สำหรับเรามีการจดทะเบียนเป็นบริษัท ทำเป็นครอบครัว และมีเพื่อนอีก 1 คนเป็นตำรวจ ร่วมธุรกิจ โดยตนเองรับหน้าที่ทุกอย่าง ตั้งแต่บริหาร แพ็กเกจก็ทำเอง คิดเอง ออกแบบ ผลิต หาตลาด ทำเองทั้งหมด ยกเว้นพริกแกงเปียกให้ที่บ้านทำ

สนใจสั่งเลย! ไม่ต้องรอขึ้นห้าง 1-2 เดือน

ณ วันนี้ ลูกค้าท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์สามารถหาซื้อได้ที่ เว็บไซต์ www.hotdotcurry.com เพจเฟซบุ๊กและไลน์ หรือโทรสอบถามที่เบอร์ 090 995 6555 ส่วนในอนาคตคิดว่าจะวางขายในโมเดิร์นเทรดภายใน 1-2 เดือนนี้ คาดว่าจะเร่ิมต้นวางขายในฟู้ดแลนด์ หรือวิลล่ามาร์เก็ตก่อน ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า ผลิตภัณฑ์ของตนราคาสูงกว่าตลาด โดยที่ผงแกง เครื่องแกง หรือผงปรุงรสในตลาด อยู่ที่ราคาถุงละประมาณ 16-20 บาท แต่ตนขาย 35 บาทต่อซอง ที่แพงกว่าเพราะใช้วัตถุดิบ และคัดเลือกวัตถุดิบอย่างดีทุกอย่าง ตรงนี้เป็นจุดเด่นของสินค้าด้วย วัตถุดิบ เช่น น้ำตาลโตนด ตนลงไปดูไปคัดเลือกถึง จ.เพชรบุรี จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่า ดีที่สุด ส่วนพริกกะเหรี่ยงนั้นให้เพื่อนหาให้โดยตรงจากภาคเหนือ แล้วส่งเข้ามา

ส่วนในอนาคต ถ้าหากลูกค้านึกถึงผงแกงปรุงรสกึ่งสำเร็จรูปฮอทดอท เคอร์รี่ แล้วนึกถึงอะไร อยากให้นึกถึงรสชาติของความเป็นไทย เพราะว่าอย่างที่บอกไป ใครทำก็อร่อย เช่น ไปออกบูธเควิลเลจ ฝรั่งทำแล้วให้ใครลองชิมก็รับได้ เป็นรสชาติที่รับได้แม้ไม่ใช่คนไทยทำ

อุปสรรคมีไว้ฝ่าฟัน ทำงานประจำควบธุรกิจ

กับปัญหาและอุปสรรคของธุรกิจมีเยอะ ด้วยความที่ว่า เร่ิมเดินเอง ไม่ได้ไปจ้างโรงงานทำ ดังนั้น การเดินเรื่องเอง เช่น การขอ อย. ซึ่งตนอาชีพเป็นตำรวจ ความรู้ก็พอมี แต่ว่า ความรู้ด้านกฎสาธารณสุขต่างๆ ค่อนข้างยาก ต้องมานั่งศึกษาทั้งหมด ตลอดจนตั้งแต่เข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปทุมธานี หลายรอบมาก ประกอบกับเรื่องเวลา ด้วยความที่ตนทำงานราชการที่เป็นช่วงเวลาเดียวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำงาน ช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันต้องจัดสรรเวลาให้ดี มีอุปสรรคก็ต้องฝ่าฟัน

ช่วงนี้ ขายแบบอินดี้ อีกไม่นานเจอกันได้ในห้างอ่าน-ศึกษาให้มาก ทำธุรกิจไม่ยาก-ไม่ง่าย

หลักในการทำธุรกิจ จริงๆ แล้วการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับคนที่จะทำธุรกิจแล้วมองว่า ยาก ก็ยาก เพราะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่สำหรับตนเองบอกได้เลยว่า อ่านหนังสือค่อนข้างมาก ศึกษาจากกูเกิล ไม่ว่าจะเป็นการดึงคอนเทนต์ ผลิตภัณฑ์ การเขียนคำโฆษณา การมองหากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งกรณีการหากลุ่มเป้าหมายสินค้าตัวนี้นั้น จริงๆ ถ้ามองว่าเป็นคนทั่วไปในประเทศจริงๆ ก็ไม่ใช่ เพราะกลุ่มเป้าหมายจะเป็นหัวหาดจะเหลือแค่กลุ่มเล็กๆ และต้องดูคู่แข่งทางการตลาดว่า กินส่วนแบ่งกลุ่มเป้าหมายหัวหาดไปเท่าไร จะเหลือเท่าไร ตรงนี้ถ้าได้ศึกษาและได้อ่านจะทำให้เรามองมากขึ้น และมองทิศทางธุรกิจได้

ขณะนี้ ยังไม่ได้จดนวัตกรรม หรือ จดลิขสิทธิ์ แต่มีแผนว่าจะจดแน่นอน เพราะว่ารูปแบบนวัตกรรมมองว่าเป็นเรื่องใหม่ๆ และกำลังศึกษาการจด เพื่อให้ครอบคลุม

โอกาสธุรกิจยังมี เชื่อแจ้งเกิดได้ด้วยแตกต่าง

ประเด็นคู่แข่งในธุรกิจนี้ มีอยู่แล้ว ไล่ไปตั้งแต่พริกแกงในตลาดทั่วไป ซึ่งจุดเด่นคือ ราคาที่ถูกกว่าแน่นอน เป็นความเคยชินของลูกค้า นอกจากนั้น ยังมียี่ห้อดังในตลาดอยู่แล้ว เป็นเจ้าที่มีเงินทุนสูงกว่าและมีชื่อเสียงมานาน ทั้งหมดเป็นคู่แข่งการตลาด โดยผลิตภัณฑ์ของตนจะสูงกว่าคู่แข่งขึ้นมาอีกนิด จะฉีกออกมา กลุ่มเป้าหมายอาจจะเป็นแค่สับเซตกัน แต่ไม่ทับซ้อนกันทั้งหมด

สว.ภัทร ตำรวจคนเดิม เพิ่มเติมมีธุรกิจเสริม

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่รับราชการ เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจพอสมควร เพราะว่าหน้าที่และอาชีพหลักขณะนี้ คือ ตำรวจ ดังนั้น เวลานัดใคร เช่น นัดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเอาไว้ แต่เมื่อมีงานประจำที่เราทำอยู่เป็นงานด่วนเข้ามา งานดูแลประชาชน ยังไงต้องให้เวลางานประจำงานตำรวจเป็นหลัก ยังไงต้องเลื่อนนัด เพราะงานตำรวจเป็นงานที่ตนรักและภาคภูมิใจเสมอ แม้กระทั่งจะคุยกับคู่ค้าที่นัดยาก

น่าทึ่ง! ศึกษา อ่าน เรียนรู้ด้วยตัวเองจนออกมาเป็นธุรกิจคำตอบตรงนี้ทำไมไม่รีดไถ เลือกขายผงแกง

กับคำถามที่ว่า เมื่อเป็นตำรวจ วิธีหารายได้เสริมมีมาก ทำไมจึงเลือกทำธุรกิจนี้ ตนมองว่า ตำรวจ ถ้าเกิดดังเช่นหลายๆ คนในสังคมรับรู้ว่า ตำรวจมักทำงานนอกระบบอะไรต่างๆ สุดท้ายเป้าหมายการเป็นตำรวจของทุกคน คือ การเติบโต หรือเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจ มีชีวิตอยู่ หรือว่าเรื่องเงินเป็นหลัก ซึ่งเป็นพื้นฐานของคนทั่วไปทุกคน ถ้ามีเงินในระดับหนึ่งที่เพียงพอ ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปสนใจเงินนอกระบบ หรือเงินที่จะหาด้วยวิธีเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ตนจึงมองว่าถ้ามีส่วนจะหาเงินจากตรงนี้ได้ ก็จะช่วยให้เราทำงานประจำได้มากขึ้น ยกตัวอย่างถ้าเป็นช่วงก่อนหน้า ตนก็เคยขายขนมนำเงินส่วนหนึ่งจากตรงนี้ไปใช้ในงานประจำ สมัยเป็นสารวัตรสืบสวน สน.ทองหล่อ แม้กระทั่งขายกาแฟ เงินเดือนตำรวจไม่มาก มีรายได้บางส่วนจากธุรกิจเข้ามาเสริม ก็นำไปใช้ในงานประจำด้วยส่วนหนึ่ง

คาดธุรกิจคืนทุนปีหน้า ใส่เกียร์ลุยตามแผน

หากวัดความสำเร็จของธุรกิจนี้ จาก 100 ทุกวันนี้ ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเลย มองว่าธุรกิจยังไม่สำเร็จ เพราะจากอ่านหนังสือมา คำว่า สำเร็จ คือ ระบบต้องสามารถเดินไปได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้ตนยังต้องเข้าไปดูแลทุกอย่าง เข้าไปควบคุมทุกอย่าง นอกจากนั้น ธุรกิจยังต้องมีน้ำเลี้ยง มีเงินหมุนเวียนในระบบ แต่ขณะนี้ยังเป็นเงินออกเงินลงทุนอยู่ เงินออกยังกลับมาไม่ครบ แต่จากการคาดการณ์ ภายในปี 2561 ช่วงกลางปีถึงปลายปี ไตรมาส 2-3 น่าจะคืนทุนได้ ถ้าเป็นไปตามแผน

ด้วยความที่ผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วเงินกลับมาในระบบบ้างแล้ว ความจริงจังในธุรกิจ ก็อย่างที่บอกว่า เงินเดือนตำรวจ ยกตัวอย่างตนเองได้เงินเดือน 30,000 บาท ไม่เพียงพอสำหรับการดูแลทีมงาน ลูกน้อง เติมน้ำมัน ประชุม จับคนร้าย ต้องใช้เงินตัวเอง ดังนั้น ถ้าหยุดธุรกิจไม่ว่าจะเติบโตขึ้นไปแค่ไหนแล้วใครมาแทนตรงนี้ ก็ต้องใช้เงินส่วนนี้ ดังนั้น ถ้ามีเงินที่สามารถสนับสนุน หรือดูแลลูกน้องได้ ลูกน้องก็จะเข้ามาทำงานในระบบมากขึ้น

การเป็นตำรวจมีส่วนช่วยในธุรกิจตรงนี้บ้าง อย่างน้อยทำให้รู้จักคนมากขึ้น คอนเนกชั่นมากขึ้น รูปแบบการได้รับการดูแลและอำนวยความสะดวก

ลงทุนไปแล้วร่วม 1 ล้านบาท คาดคืนทุนภายในปีหน้าแนะนำทำธุรกิจยังไงไม่ต้องทิ้งชีวิตเงินเดือน

สำหรับคำแนะนำผู้ที่ต้องการทำธุรกิจควบคู่ไปกับงานประจำ ยกตัวอย่าง ตนเองอาชีพหลักอย่างไรก็ทิ้งไม่ได้ โดยเฉพาะอาชีพราชการและต้องดูแลประชาชน ดังนั้น อาชีพรองที่จะเข้ามาแนะนำให้เป็นอาชีพ เร่ิมต้นจากความรัก ชอบ และถนัด เช่นตนเองทำผลิตภัณฑ์อะไรออกมาจะมาจากความชอบและความรักเป็นหลัก เพื่อที่ว่าจะเหมือนเป็นช่วงเวลาพักผ่อน ตนชงกาแฟไม่ได้มองว่าเป็นงาน แต่ว่าเป็นงานอดิเรกที่เป็นความชอบของเรา ส่วนการขายพริกแกง เพราะชอบทำกับข้าว ชอบให้คนได้ชิมอาหารที่ทำ จะมองเป็นว่า ไม่ได้ทำงานเกินเวลา ทำงานตำรวจในเวลา ส่วนนอกเวลาเลือกทำสิ่งที่ชอบและยังผ่อนคลายความเครียดด้วย แต่มีรายได้

ต้องลอง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ใครๆ ก็ทำแกงได้

ฝากผู้อ่านติดตามและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ โดยซื้อได้จากเว็บไซต์ อนาคตอันใกล้เจอกันในโมเดิร์นเทรดแน่นอน ง่ายๆ 3 ขั้นตอน ง่ายกว่าทำอะไรหลายอย่าง ดีกว่า ไม่หกเลอะเทอะ นำผลิตภัณฑ์ใส่ลงน้ำ ใส่ผัก ใส่เนื้อสัตว์ พร้อมรับประทาน…

ตำรวจยุค 4.0 เดินสายขาว มุ่งมั่นหน้าที่ อาชีพเสริมสุจริต

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

เคาะค่าเช่าสนามบินสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000730

ธนารักษ์ชี้ฐานะทอท.ไม่สะเทือน

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ภายในเดือน ก.ค.นี้ กรมธนารักษ์และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.จะสรุปเรื่องค่าเช่าที่ราชพัสดุจำนวนมากกว่า 2,000 ไร่ ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือสนานบินสุวรรณภูมิได้เสร็จเรียบร้อย เนื่องจากที่ประชุมทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยกรมธนารักษ์และ ทอท.ได้เห็นชอบในหลักการที่จะเริ่มคิดค่าเช่าที่ราชพัสดุจาก ทอท. โดยจะเริ่มคิดค่าเช่าตั้งแต่วันแรกที่มีการลงมือก่อสร้างเมื่อปี 2546 ไม่ใช่คิดค่าเช่าจากวันแรกที่สนามบินเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ

“กรมธนารักษ์จะคิดค่าเช่าที่ราชพัสดุจาก ทอท.ในราคาที่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน เนื่องจากพื้นที่ของสนานบินแห่งนี้ ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการบินและเพื่อเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่อีกจำนวนหนึ่งที่หน่วยงานรัฐได้เข้าไปใช้ร่วมกับ ทอท.เช่น กรมศุลกากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน เป็นต้น”

ส่วนเรื่องการเริ่มนับสัญญาเช่าที่ราชพัสดุนั้น จะเริ่มตั้งแต่วันที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อสร้าง เมื่อปี 2546 และครบสัญญาเช่า 10 ปีเมื่อปี 2556 ซึ่งถือเป็นสัญญาครั้งที่ 1 โดยในช่วง 10 ปีแรก กรมธนารักษ์จะคิดค่าเช่าในราคาถูกเพราะในช่วงระหว่างนั้น ทอท.ยังไม่มีรายได้และอยู่ระหว่างการก่อสร้างสนามบินประมาณ 5 ปี และต่อมาเมื่อการก่อสร้างสนามบินแล้วเสร็จเรียบร้อยและสนามบินสุวรรณภูมิเริ่มมีรายได้ก็จะต้องปรับค่าเช่าที่ราชพัสดุให้สูงขึ้น แต่คงไม่ได้คิดแพงสุดโต่งเหมือนกับที่นักวิเคราะห์หุ้นระบุว่า ทอท.ต้องจ่ายเงินให้กรมธนารักษ์ถึง 20,000 ล้านบาท.

 

ไม่ทอดทิ้งดารา-ศิลปะ-วิถีไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000749

รัฐบาลจ่อหนุนประชันเวทีโลก-ดูดนักท่องเที่ยว

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า วันที่ 25 ก.ค.2560 จะร่วมประชุมกับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายท่องเที่ยว โดยจะนำเรื่องการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยการส่งเด็ก เยาวชน ประชาชน ที่มีความรู้ความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมไปร่วมแข่งขันในเวทีนานาชาติ ก่อนที่จะประชุมร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม วันที่ 27 ก.ค.นี้ ถือเป็นการโปรโมตให้ต่างชาติรู้จักเมืองไทยมากขึ้น โดยการส่งเสริมเรื่องนี้กระทรวงการท่องเที่ยวจะประสานกับกระทรวงวัฒนธรรม ที่อยู่ระหว่างจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการส่งออกศิลปิน ดารา หรือ ส่งออกในรูป Entertainment เช่นเดียวกับ The Korea Creative Content Agency (KOCCA หรือคอกกา) ของเกาหลีใต้ เบื้องต้นรัฐบาลมีนโยบายและงบประมาณสนับสนุนไม่น้อยกว่า 15 ปี

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการส่งออก ดารา นักแสดง อาทิ ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ มาริโอ้ เมาเร่อ ไปยังหลายประเทศ เช่น จีน และมีการส่งเสริมให้เยาวชนนำศิลปวัฒนธรรมออกไปประกวด หรือแข่งขันในเวทีโลก แต่รัฐไม่ได้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ทำให้สื่อไม่ค่อยสนใจมากนัก จากนี้ต่อไปหากบูรณาการร่วมกัน ได้ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯและกระทรวงวัฒนธรรม อาจมีการสนับสนุนในเรื่องของเงิน ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง หรือเยาวชนคนไทย ซึ่ง ททท.มองว่าเป็นเรื่องของการโปรโมตประเทศไทย จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะบูรณาการแหล่งท่องเที่ยววิถีไทยเข้าไปเพื่อแนะนำประเทศไทยจะทำให้นักท่องเที่ยวสนใจเรามากขึ้น แต่จะสนับสนุนเงินอย่างไร ต้องหารือใน ททช.ก่อน”

น.ส.วรธีรา สุวรรณศร ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 จะได้รับงบประมาณโครงการให้เงินอินเซนทีฟกับกองถ่ายภาพยนตร์ที่มาถ่ายทำในไทยเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่ได้ 200 ล้านบาท โดยระหว่างเดือน ม.ค.ถึง พ.ค.ที่ผ่านมา มียอดการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยไปแล้วกว่า 369 เรื่อง สร้างรายได้ 1,438 ล้านบาท เป็นภาพยนตร์ 173 เรื่อง เรื่องยาวอีก 34 เรื่อง สารคดี 83 เรื่อง โดยแนวโน้มคาดว่าตลอดทั้งปีจำนวนจะเทียบได้กับปีที่แล้วที่เข้ามาทั้งหมด 376 เรื่อง สร้างรายได้ไปกว่า 2,371 ล้านบาท โดยประเทศที่เดินทางเข้ามาถ่ายทำมากที่สุดตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึง พ.ค. ได้แก่ ญี่ปุ่น 65 เรื่อง.

 

หวัง“ไอเคโอ”ปลดธงแดง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000727

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับคณะมนตรีขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกว่า รายงานความก้าวหน้าการแก้ไขการปลดธงแดงในโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยสากล (ยูโซฟ) โดยได้ปฏิรูปองค์กรที่เกี่ยวข้องใหม่ ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และหน่วยค้นหา และหน่วยสอบสวน นอกจากนี้ ได้ยกร่าง พ.ร.บ.การบินพลเรือน คาดจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเดือน ส.ค.นี้ ขณะเดียวกัน เร่งออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (เอโอซี) ให้ 28 สายการบินระหว่างประเทศ โดยออกเอโอซีให้แล้ว 6 สายการบิน เหลืออีก 23 สายการบิน วันที่ 20 ก.ค.นี้ จะออกเอโอซีให้ไทยสมายล์ และไทยไลออนส์แอร์ พร้อมกันนั้น ยังแจ้งแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน โดยเน้นการเป็นศูนย์กลางการบินในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจะพัฒนา 3 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา โดยปี 73 สุวรรณภูมิ จะรองรับผู้โดยสาร 120 ล้านคนต่อปี ส่วนปี 68 ดอนเมือง จะรองรับได้ 40 ล้านคนต่อปี และปี 80 อู่ตะเภา จะรองรับได้ 60 ล้านคนต่อปี

ด้านนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ กพท. กล่าวว่า 30 มิ.ย.60 ได้ยื่นหนังสือให้ไอเคโอ มาตรวจสอบซ้ำโครงการยูโซฟ เพื่อปลดธงแดง น่าจะมาราวเดือน ก.ย.นี้ คงต้องรอลุ้นผล ส่วนการตรวจสอบโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน (ยูแซฟ) วันที่ 11-21 ก.ค.นี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมืองพร้อมแล้ว ไม่น่ากังวล.

 

อุ้มเอสเอ็มอี-โอทอปลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000744

พพ.แนะใช้ “พาราโบลาโดม”

นายวิรัช มณีขาว ผู้อำนวยการกลุ่มวิเคราะห์ประเมินเทคโนโลยี สำนักพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.ได้จัดทำโครงการสนับสนุนลงทุนติดตั้ง ใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบลาโดม) เพื่อให้ผู้ประกอบการ, เกษตรกร, เอสเอ็มอี, โอทอป มีการใช้พลังงานทดแทน และใช้ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการผลิต ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตในผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยกำหนดพื้นที่ส่งเสริม และสนับสนุนทางการเงินรวม 5,000 ตารางเมตร (ตร.ม.)

“ระบบพาราโบลาโดม ถือว่าไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆที่มีการใช้ระบบดังกล่าว ในการทำแห้งผลิตภัณฑ์ทดแทนการใช้ก๊าซหุงต้ม หรือไฟฟ้าที่ พพ.จะให้เงินสนับสนุนผู้ที่ขอรับการสนับสนุนในการนำไปสร้างพาราโบลาโดม 35% ของเงินลงทุนตามแบบที่กำหนดไว้ คือแบบ พพ.1 มีขนาด 6×8.2 ตร.ม.ได้รับเงินสนับสนุน 125,700 บาท แบบ พพ.2 มีขนาด 8×12.4 ตร.ม.ได้รับเงิน 253,450 บาท แบบ พพ.3 มีขนาด 8×20.8 ตร.ม. ได้รับเงิน 425,150 บาท”.

 

ยอดใช้บัตรเครดิตลดฮวบฮาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000722

ธปท.เผยคนไม่อยากมีหนี้เพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานยอดการให้บริการบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยภาพรวมยังคงทรงตัวยอดสินเชื่อและการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังคงลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สินเชื่อบุคคลยังขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เป็นอัตราที่ไม่สูงมาก ทั้งนี้เป็นผลจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างไม่เต็มที่ ยอดหนี้สินครัวเรือนที่ยังสูงอยู่ ประกอบกับความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้น ทั้งการให้สินเชื่อและการติดตามหนี้ของธนาคารพาณิชย์

ทั้งนี้ เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ระบบบัตรเครดิตในประเทศไทยมี 19.75 ล้านบัตร เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย. 122,197 บัตร ขณะที่ยอดคงค้างของสินเชื่อบัตรเครดิตลดลง โดยมียอดคงค้างทั้งสิ้น 333,856 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 4,786 ล้านบาท เนื่องจากยอดสินเชื่อบัตรเครดิตเต็มวงเงิน และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ ได้เข้มงวดการติดตามหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิต ตั้งแต่เริ่มขาดส่งในงวดแรกๆ ก่อนที่จะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยเดือน พ.ค.มียอดใช้บัตรเครดิตรวม 141,292 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 2,999 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศ 115,582 ล้านบาท ลดลง 460 ล้านบาท และใช้จ่ายในต่างประเทศ 10,759 ล้านบาท ลดลง 2,844 ล้านบาท สำหรับยอดเบิกเงินสด 14,950.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 304 ล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อบุคคล 12.36 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 77,884 บัญชี มียอดสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 2,828 ล้านบาท.